ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/228881
การศึกษา-สาธารณสุข : 3 มิ.ย. 2559
ฮือฮา!ครูใช้ตรายางภาษาถิ่นให้คะแนนนร.
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/228881
ฮือฮา!ครูใช้ตรายางภาษาถิ่นให้คะแนนนร.
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/228868
แพทยสภาพร้อมตรวจอาการป่วยธัมมชโย
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/228850
นาทีนี้ถ้ากล่าวถึง “มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร” (มรภ.พระนคร) หลายคนนึกถึงข่าวการตายของ “3 ดอกเตอร์” ที่ลงข่าวหน้า 1 ของหนังสือพิมพ์หัวสีทุกฉบับ มาก่อนหน้านี้ได้เป็นอย่างดี คำถามคือว่า อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เหตุการณ์ที่เศร้าสลดได้ขนาดนั้น ปัญหา “ธรรมาภิบาล” ภายในสถาบันแห่งนี้ หรือผลประโยชน์ต่างๆ จดหมาย..ลาโลกของ 1 ใน 3 ดอกเตอร์ ชวนให้สืบค้นหาสาเหตุของการ “เสียชีวิต” ของคนทั้ง 3 เป็นอย่างยิ่ง
“น.ส.ขจิตพรรณ อมรปาน” อาจารย์ประจำพุทธวิชชาลัย ประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการ มรภ.พระนคร ไขข้อสงสัยว่า ปัญหาการบริหารภายใน “มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร” ซึ่งได้เคยยื่นเรื่องร้องเรียนให้ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานสภามหาวิทยาลัย ดำเนินการสอบสวนหาข้อเท็จจริงถึง 5 เรื่องด้วยกัน 1.กรณีสัญญาเช่าที่ดิน ระหว่างมหาวิทยาลัยกับวัดพระศรีมหาธาตุ โดยมหาวิทยาลัยได้ทำสัญญาเช่าที่ดินจากวัดพระศรีมหาธาตุ จำนวน 23 แปลง เนื้อที่ 162 ไร่ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2556 ระยะเวลา 36 เดือน นับจาก 1 ตุลาคม 2556-30 กันยายน 2559 เป็นเงินเดือนละ 261,360 บาท หรือปีละ 3,136,20 บาท
แต่ปรากฏว่ากรมธนารักษ์ได้ตรวจสอบพบว่าที่ดินจำนวนดังกล่าวเป็นที่ดินของกรมธนารักษ์ ซึ่งมหาวิทยาลัยดูแลและใช้ประโยชน์ จำนวน 9 แปลง เนื้อที่ 34-0-15 ไร่ กรณีสัญญาเช่าที่ดินระหว่างมหาวิทยาลัยกับวัดพระศรีมหาธาตุ จำนวน 23 แปลง เนื้อที่ 162 ไร่ เป็นเวลา 36 เดือน ทำสัญญาเช่า เมื่อ 1 ตุลาคม 2556 (สัญญาที่ 15/2556) อาจไม่เป็นไปตามระเบียบของทางราชการ
2.กรณีการบริหารพุทธวิชชาชัย ซึ่ง รศ.ดร.พงศ์ หรดาล อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร ได้ออกประกาศให้คณาจารย์ เจ้าหน้าที่ และนักศึกษาโอนย้ายไปสังกัดและอยู่ในการกำกับดูแลของคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2556 แต่ในความเป็นจริงประกาศดังกล่าวทำประมาณพฤศจิกายน 2557 ต่อมาขจิตพรรณได้ทำเรื่องร้องเรียนไป อธิการบดีได้เปลี่ยนการจัดทำประกาศขึ้นมาใหม่ โดยลงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2556 จากนั้นอธิการบดีได้มีคำสั่งให้โอนย้ายไปสังกัดคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ลงวันที่ 15 มิถุนายน 2558
3.การลดค่าเช่าห้องประชุม อาคารฝึกประสบการณ์วิชาชีพพระนครแกรนด์วิว ให้แก่ประธานหลักสูตรอบรมโลจิสติกส์ ตามระเบียบของศูนย์วัฒนธรรมพระนคร อธิการบดีไม่สามารถใช้อำนาจอนุมัติขอส่วนลดค่าเช่าห้องประชุมดังกล่าวได้มากกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ ถือว่าเอื้อประโยชน์หรือไม่
4.กรณีการใช้เงินของศูนย์วัฒนธรรมพระนครทั้งระบบ โดยเฉพาะการจัดทำห้องรับรองของอธิการบดี (ชื่อห้องรับรอง “กาซะลอง”) ภายในโครงการอาคารฝึกประสบการณ์วิชาชีพพระนครแกรนด์วิว วงเงินกว่าล้านบาท เดิมบริเวณดังกล่าวเป็นสถานที่สร้างรายได้ให้แก่มหาวิทยาลัย เมื่อทำเป็นห้องรับรองทำให้มหาวิทยาลัยขาดรายได้จากการเช่าพื้นที่ และการรับเหมาก่อสร้างอาจดำเนินการไม่ครบถ้วนตามระเบียบงานพัสดุกองคลังของมหาวิทยาลัย
5.การจัดซื้อจัดจ้างทำความสะอาดอาคารฝึกประสบการณ์วิชาชีพวงเงิน 2.2 ล้านบาท และการจัดซื้อจัดจ้างทำความสะอาดอาคารเรียนรวมและศูนย์วัฒนธรรม (พุทธวิชชาลัย) วงเงิน 1.2 ล้านบาท ที่ใช้วิธีโดยวิธีพิเศษซึ่งดำเนินการอย่างรวดเร็ว
ล่าสุด “มีชัย ฤชุพันธุ์” นายกสภามหาวิทยาลัย ได้ลงนามในคำสั่งสภามหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครที่ 017/2559 ลงวันที่ 27 เมษายน 2558 แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ตามที่สภามหาวิทยาลัยมีมติเมื่อวันที่ 22 เมษายน ให้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง โดยมี รศ.ทองหล่อ วงษ์อินทร์ เป็นประธานกรรมการ และมีกรรมการอีก 5 คน ได้แก่ นายไพรัช อรรถกามานนท์ นายสมศักดิ์ สุโมตยกุล รศ.ทิวัตถ์ มณีโชติ อ.ชินะทัตร์ นาคะสิงห์ และ น.ส.วิลาสินี สมอารยพงศ์ เป็นเลขานุการ
ทำหน้าที่สอบข้อเท็จจริงกรณีการบริหารพุทธวิชชาลัย, การจัดซื้อจัดจ้างปรับปรุงห้องรับรอง, การบริหารงานของศูนย์วัฒนธรรมพระนคร, การจัดซื้อจัดจ้างทำความสะอาดอาคารฝึกประสบการณ์วิชาชีพพระนครแกรนด์วิว และอาคารเรียนรวมและศูนย์วัฒนธรรม และเพิ่มประเด็นการหยุดพักปฏิบัติหน้าท่ี่ผู้อำนวยการศูนย์วัฒนธรรมพระนคร โดยแยกประเด็นเรื่องร้องเรียนและรายงานการสอบข้อเท็จจริงพร้อมพยานหลักฐานประกอบให้ชัดเจนในแต่ละประเด็นโดยเร็ว เพื่ือเสนอมหาวิทยาลัยพิจารณาดำเนินการต่อไป
“ขจิตพรรณ” วัย 45 ปี เป็นอาจารย์สังกัดพุทธวิชชาลัยมากว่า 20 ปี จบปริญญาตรีด้านปรัชญาศาสนาจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และปริญญาโทจริยศาสตร์ศึกษาจากมหาวิทยาลัยมหิดล สอนวิชาความจริิงของชีวิต ที่นักศึกษาคณะศึกษาศาสตร์และมนุษยศาสตร์ทุกคนต้องเรียน ยืนยันว่า แม้จะมีคำสั่งให้โอนย้ายไปสังกัดคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2558 แต่ไม่ได้ปฏิบัติตาม เพราะเห็นว่าไม่เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร เรื่อง การบริหารและการดำเนินงานของพุทธวิชชาลัย พ.ศ.2555 ลงวันที่ 18 กันยายน 2555 และไม่ผ่านมติของสภามหาวิทยาลัย แม้ว่าจะร่างระเบียบขึ้นมาใหม่ แต่ก็ถือว่าดำเนินการไม่ถูกต้องตามระเบียบข้อบังคับฯ
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2559 อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครได้แจ้งคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนพิจารณา ขจิตพรรณ กรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย ฐานไม่มีหลักฐานการมาปฏิบัติราชการระหว่างวันที่ 5 มกราคม-30 มิถุนายน 2558 สั่ง ณ วันที่ 26 เมษายน 2559 โดยมี ผศ.ธีระศักดิ์ อาภาวัฒนาสกุล ประธานกรรมการ ผศ.เดช บุญประจักษ์ อ.สันติเลิศ เพ็ชรอาภรณ์ อ.ปาณรดา วัชรสินธุ์ กรรมการ และ น.ส.วิลาสินี สมอารยพงศ์ กรรมการและเลขานุการ โดยให้คณะกรรมการดำเนินการสอบสวนให้แล้วเสร็จโดยเร็ว
โดยก่อนหน้านี้วันที่ 10 กรกฎาคม 2558 รศ.ดร.พงศ์ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง ในข้อกล่าวหาขจิตพรรณไม่ลงชื่อและเวลามาปฏิบัติราชการตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม 2558-30 มิถุนายน 2558 อันเนื่องมาจาก ขจิตพรรณ ไม่ยอมรับคำสั่งย้ายจากการเป็นอาจารย์ประจำพุทธวิชชาลัยไปเป็นอาจารย์สังกัดคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ โดยมี ผศ.กัลยา แสงเรือง เป็นประธานกรรมการ นายมณฑล จันทร์แจ่มใส และน.ส.สร้อยทอง เมณฑ์กูล เป็นกรรมการและเลขานุการ โดยให้คณะกรรมการรวบรวมข้อเท็จจริงและดำเนินการสอบสวนให้เสร็จโดยเร็ว เช่นกัน
“ถ้าคำสั่งโอนย้ายทำถูกต้องระเบียบของพุทธวิชชาลัยและนำเข้าที่ประชุมสภามหาวิทยาลัยถูกต้องตามขั้นตอนก็ยอมรับได้และปฏิบัติตาม ถึงตอนนี้ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ยืนยันเดินหน้าทำตามหน้าที่ของเราต่อไป เรื่องโดนสอบก็ว่ากันไปตามขั้นตอน เรื่องที่ยื่นร้องเรียนประธานสภามหาวิทยาลัย ท่านมีชัยก็ตั้งคณะกรรมการขั้นมาสอบข้อเท็จจริงแล้ว ให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ เราสู้เต็มที่ เอาเป็นว่า สู้แค่ตายเลยละกัน ที่จะตามหาธรรมาภิบาล ซึ่งเราเชื่อว่ามันต้องมีในสังคมนี้ อย่างมากถ้าไม่ไหวเราอยู่ในสังคมไม่ได้ก็ต้องไปตามทางของเรา มันก็เท่านั้น” ขจิตพรรณ กล่าว
อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.พงศ์ หรดาล อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร กล่าวว่า ยึดหลักการบริหารงานโปร่งใส ยุติธรรม มีหลักธรรมาภิบาล และเปิดโอกาสให้บุคลากรของมหาวิทยาลัยทุกคนเข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งเมื่อมีข้อร้องเรียนต่างๆ ก็จะเชิญผู้ร้องเรียน และผู้ที่เกี่ยวข้องมาหารือ ทำความเข้าใจ รวมถึงจะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริง สามารถชี้แจงข้อเท็จจริงได้ทุกกรณี เพราะมีเอกสาร หลักฐานต่างๆ ชัดเจน โดยในส่วนของกรณีของ อ.ขจิตพรรณ ขอยืนยันว่า ไม่มีการกลั่นแกล้งอาจารย์อย่างแน่นอน 0000
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/228836
ดึงประสบการณ์ออสเตรียพัฒนาอาชีวะไทย
เมื่อวันที่2มิ.ย.ที่อาคารอเนกประสงค์เอสซีจีพล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการในฐานะหัวหน้าทีมภาครัฐคณะกรรมการสานพลังประชารัฐด้านการยกระดับคุณภาพวิชาชีพกล่าวเปิดงานเสวนาThai-Austrian Conference on TVET (Technical Vocational Education&Training)คณะกรรมการสานพลังประชารัฐด้านการยกระดับคุณภาพวิชาชีพร่วมกับสถานทูตออสเตรียประจำประเทศไทยตอนหนึ่งว่าประเทศไทยและประเทศออสเตรียมีความร่วมมือทางการศึกษาทั้งระดับอุดมศึกษาและอาชีวศึกษา
โดยเฉพาะอาชีวศึกษาได้มีการร่วมกันก่อตั้งวิทยาลัยเทคนิคไทย-ออสเตรียหรือวิทยาลัยเทคนิคสัตหีบมีการนำระบบการจัดการศึกษาและหลักสูตรของออสเตรียมาใช้จนปัจจุบันประสบความสำเร็จมีนักศึกษาเข้าเรียนมากกว่า5,000คนซึ่งการเสวนาครั้งนี้จะมีการนำบทเรียนของออสเตรียซึ่งมีความสอดคล้องกับของไทยอยู่แล้วมาปรับปรุงการเรียนการสอนอาชีวศึกษาของไทยให้เป็นมาตรฐานสากลมากขึ้นโดยเฉพาะการสอนในระบบทวิภาคีเพราะการอาชีวศึกษาของออสเตรียถือว่าอยู่ในระดับต้นๆของโลก
รมว.ศึกษาธิการกล่าวต่อว่าทั้งนี้ประเทศออสเตรียมีผู้เรียนสายอาชีพมากกว่าร้อยละ80ถือเป็นอัตราที่สูงมากและกว่าร้อยละ40ก็เรียนในระบบทวิภาคีโดยภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมจัดการศึกษาเราจึงอยากได้ประสบการณ์เหล่านั้นมาประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์กับการอาชีวศึกษาไทยมากที่สุดซึ่งหากอาชีวะไทยสามารถการันตีการทำงานก็จะจูงใจให้เด็กมาเรียนมากขึ้นอย่างไรก็ตามปีนี้ถือเป็นปีแรกที่ไทยมีผู้เรียนอาชีวะเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ7.44และหากเราสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ปกครองเรื่องความปลอดภัยเด็กไม่ทะเลาะวิวาทได้ก็จะเพิ่มผู้เรียนได้อีก
ด้านนายเอนโน่ โดรเฟนิก เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทยกล่าวว่าประเทศออสเตรียให้ความสนใจในการลงทุนด้านธุรกิจในประเทศไทยอย่างมากปัจจุบันมีบริษัทของออสเตรียในประเทศไทยมากกว่า100บริษัทและจ้างแรงงานฝีมือมากกว่า20,000คนทั้งนี้ความเจริญของออสเตรียมาจากแรงงานฝีมือด้านวิศวกรรมและเครื่องจักรจึงได้กำหนดให้การพัฒนาอาชีวศึกษาและการฝึกอาชีพเป็นวาระสำคัญของประเทศจัดการศึกษาใน2รูปแบบคือการศึกษารูปแบบทวิภาคีที่ให้นักเรียนได้เรียนรู้ทั้งในสถานศึกษาและในสถานประกอบการและโรงเรียนอาชีวะขั้นสูงแบบออสเตรียที่เวลานี้วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.)ได้นำรูปแบบนี้ไปใช้จัดการศึกษาด้วยการเสวนาครั้งนี้ตนหวังให้เกิดการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างสองประเทศและเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างโครงการต่างๆร่วมกันต่อไป
ขณะที่ดร.คริสตอฟ มัทซ์เนทเทอร์ รองประธานหอการค้าประเทศออสเตรียกล่าวว่าขณะนี้ภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกกำลังเผชิญความท้าทายการผลิตต้องการของน้อยชิ้นแต่ได้สินค้าที่หลากหลายแรงงานต้องเก่งขึ้นฉลาดขึ้นดังนั้นระบบการเรียนแบบทวิภาคที่ให้นักศึกษาได้ฝึกงานจากผู้ที่มีทักษะและลงมือปฏิบัติจริงในสถานประกอบการในหน้าที่นั้นๆจึงเป็นทางออกของการแก้ปัญหาในเรื่องนี้และที่ผ่านมาจะพบว่าคนที่มีทักษะสูงจะประสบความสำเร็จสูงมากกว่าคนที่จบการศึกษาสูงๆ
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/228835
คุรุสภาจี้สภามกธ.แจงรับนศ.ป.โทเกิน
เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. นายชัยยศ อิ่มสุวรรณ์ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการคุรุสภา ที่มีพล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการศธ. เป็นประธาน มีมติไม่อนุมัติใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารการศึกษา ให้กับผู้ที่สำเร็จการศึกษา หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาบริหารการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี (มกธ.) จำนวน 2,500 คน เนื่องจากตรวจสอบพบว่า มหาวิทยาลัยรับนักศึกษา เกินกว่าที่แจ้งให้ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) รับทราบ ว่า สัปดาห์หน้า คุรุสภาจะมีหนังสือแจ้งไปยังสภา มกธ. ให้ชี้แจงเรื่องดังกล่าว เท่าที่ทราบ สภามกธ. รู้อยู่แล้วว่า รับนักศึกษาในหลักสูตรดังกล่าวถึง 2,500 คน แต่แจ้งให้สกอ.รับทราบ เพียง 500 คน โดยแบ่งเป็น ผู้เรียน แผน ก ทำวิทยานิพนธ์ 10 คน และแผน ข สอบประมวลความรู้ 490 คน
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้น คุรุสภา ได้แจ้งให้สภามกธ. ชี้แจง เรื่องดังกล่าว ตั้งแต่ปีการศึกษา 2557 ซึ่งมหาวิทยาลัยอธิบายว่า มีศักยภาพ ทั้งอาคาร สถานที่ และอาจารย์ประจำหลักสูตร ซึ่งมีรายชื่ออาจารย์กว่า 300 คน ส่วนอาจารย์ที่มีรายชื่อ จะเข้าสอนจริงหรือไม่นั้น คุรุสภาไม่สามารถตรวจสอบได้เป็นหน้าที่ของสกอ. ที่จะต้องเข้าไปดู
ดร.ชัยยศ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ คุรุสภาในฐานะสภาวิชาชีพ ทำได้เพียงไม่สามารถออกใบอนุญาตประกอบฯ ให้ แต่นักศึกษายังมีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาโท อยู่เพราะสภามหาวิทยาลัยอนุมัติแล้ว สาเหตุที่คุรุสภาไม่รับรองวิชาชีพ เพราะมหาวิทยาลัยไม่ดำเนินการตามข้อตกลงที่แจ้งไว้กับสกอ. ซึ่งผู้ที่มีอำนาจตรวจสอบมหาวิทยาลัย คือ สกอ. แต่ไม่แน่ใจว่า สกอ.ได้ลงไปตรวจสอบหรือไม่ ซึ่งเท่าที่ตนทราบข้อมูล ระบุว่า มีค่ารถให้มาเรียน เพราะมีผู้เรียนมาจากทั่วประเทศ ส่วนที่พบว่า มีมหาวิทยาลัยอีกมากกว่า 10 แห่ง ที่ตรวจพบว่า รับนักศึกษาเกินกว่า ที่แจ้งสกอ.รับทราบ นั้น ยังไม่สามารถเปิดเผยรายชื่อมหาวิทยาลัยได้ แต่ส่วนใหญ่อยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล โดยมีทั้งรัฐและเอกชน บางแห่งอยู่ใกล้แค่ปลายจมูก ศธ.ก็มี งานนี้รัฐมนตรีว่าการศธ. ประกาศชัดเจนว่า จะไม่มีการเยียวยา เพราะถ้าหากคุรุสภายอมเยียวยา มหาวิทยาลัยอื่นที่มีปัญหา ก็จะมาขอให้เยียวยาอีก ทำให้ไม่สามารถแก้ปัญหาในภาพรวมได้
“ประเทศเรามีปัญหาเรื่องการควบคุมคุณภาพมาตรฐานในการผลิตบัณฑิต อาจเพราะยังมีช่องว่าง ของกฎหมาย แต่ส่วนตัวคิดว่า ที่ผ่านมามหาวิทยาลัย เรียกร้องอยากมีอิสระ แต่มหาวิทยาลัยจะต้องมีความรับผิดชอบ ต่อตนเองและสังคมด้วย ซึ่งถ้าความรับผิดชอบยังเป็นข้อกังขาต่อสังคมอยู่ ก็เป็นเรื่องที่ต้องแก้ไข โดยเฉพาะการรับคนเข้ามาเรียนในหลักสูตร บริหารการศึกษา ควรจะต้องมีกติกามากเป็นพิเศษ โดยผู้เรียนควรจะต้องมีประสบการณ์ในการบริหารงาน อย่างน้อย 10 ปี ก่อนจะขึ้นเป็นผู้ช่วย หรือผู้อำนวยการโรงเรียน ไม่ใช่เป็นครูผู้ช่วย ก็มาเรียนบริหารการศึกษาได้ ทั้งนี้ปัจจุบัน คุรุสภา ออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูประเภท ต่าง ๆ ไปแล้ว 1,060,000 ใบ แต่มีครูอยู่ในระบบเพียง 500,000 กว่าคน ซึ่งเท่ากับว่า ขณะนี้เรามีผู้ถือใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา มากเกินกว่าความต้องการจริง เพราะมากคน ถือใบอนุญาตฯ ครบทั้ง 3 ประเภท คือ ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา/ ผู้บริหารการศึกษา และใบอนุญาตประกอบวิชาชีพศึกษานิเทศก์ “ดร.ชัยยศ กล่าว
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/228810
กลิ่นตัวเหม็นแก้ไขได้
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/228768
4,500คนสมัครวิ่งเขาประทับช้างสร้างสุขภาพดี
วันที่ 1 มิถุนายน ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลชิดลม นายณรงค์ เทียมเมฆ ผู้ทรงคุณวุฒิ แผนส่งเสริมกิจกรรมทางกาย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง สวนพฤกษศาสตร์วรรณคดีบ้านจอมบึง มูลนิธิวิทยาลัยครูหมู่บ้านจอมบึง กลุ่มนักวิ่งอาสาสมัคร KPTC โดยการสนับสนุนของสสส. และสมาพันธ์ชมรมเดิน-วิ่งเพื่อสุขภาพไทย ประชาชนในพื้นที่ หน่วยงานภาครัฐ และเอกชน แถลงข่าวจัดงาน “เขาประทับช้าง คอมเพรสสปอร์ต เทรล 2016” ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 19 มิถุนายน 2559 ณ สวนพฤกษศาสตร์วรรณคดีบ้านจอมบึง เขาประทับช้าง อ.จอมบึง จ.ราชบุรี โดยในปีนี้ มีผู้สมัครเข้าร่วมวิ่งทุกระยะ ได้แก่ ระยะ 10, 21, 32 กม. รวมถึงระยะ 2 กม. และ 3 กม. รวมประมาณ 4,500 คน มากกว่า ปี 2558 ที่มีผู้สมัครทุกระยะ รวมไม่ถึง 1,000 คน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า เขาประทับช้าง คอมเพรสสปอร์ต เทรล 2016 ได้รับการตอบรับอย่างดีมาก โดยการสมัครผ่านทางออนไลน์เต็มอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่นาทีเท่านั้น ซึ่งผู้ที่มาร่วมวิ่งครั้งนี้จะได้ทั้งสุขภาพที่ดี สนุกสนานตื่นเต้นกับการวิ่งผจญภัย และยังได้สัมผัสกับธรรมชาติเพื่อสร้างเสริมสุขภาพกาย ใจ ปัญญา และสังคม ด้วย
ด้าน ผศ.ดร.โสภณ พวงสุวรรณ ประธานกรรมการมูลนิธิวิทยาลัยหมู่บ้านจอมบึง กล่าวถึงที่มาของการจัดงานเขาประทับช้างเทรล ว่า จุดเริ่มต้นของงานเขาประทับช้างเทรลมาจากการจัดการแข่งขัน “จอมบึงมาราธอน” ที่ อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ที่เริ่มจากงานวิ่งเล็กๆ ในปี 2529 ได้บ่มเพาะจิตสำนึกในการออกกำลังกายที่จะส่งผลดีต่อสุขภาพของประชาชน และในปี 2531 คณะทำงานได้ขยายผลเพิ่มกิจกรรมการวิ่งและขี่จักรยาน ขึ้นที่ “สวนพฤกษศาสตร์วรรณคดีบ้านจอมบึง” ซึ่งอยู่บริเวณรอยต่อของอำเภอเมืองและอำเภอจอมบึง โดยใช้วโรกาสภายหลังจากที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จเปิดสวนฯ ในวันที่ 2 สิงหาคม 2531 ภายใต้การใช้ชื่อในการจัดการแข่งขันว่า “วิ่งชมสวนมวลไม้ในวรรณคดี” และมีการเปลี่ยนชื่อเป็น “เขาประทับช้าง เทรล” ในปี 2558 เป็นต้นมา สำหรับกิจกรรมในปี 2559 เป็นการจัดงานวิ่งต่อเนื่องเป็นปีที่ 28 นับเป็นกิจกรรมการวิ่งเทรลแรกๆ ของประเทศไทย
สำหรับในปีนี้ ได้รับการสนับสนุนหลักจากผลิตภัณฑ์ Compressport ซึ่งผู้ชนะอันดับ 1 ชายและหญิง (Overall) ของระยะ 32 กิโลเมตร ที่มีสัญชาติไทย จะได้เป็นตัวแทน Compressport ประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขัน Compressport 100 Malaysia Series ระยะ 50 กิโลเมตร ที่ปีนัง ประเทศมาเลเซีย ในวันที่ 20 สิงหาคม 2559 รวมถึงบริษัท ซีพี-เมจิ จำกัด ให้การสนับสนุนการอบรมนักวิ่งเทรลหน้าใหม่ โดยผู้จัดให้สิทธิ์นักวิ่งเทรลหน้าใหม่ได้สมัครก่อน 500 คน จากผู้แสดงความสนใจเกือบ 2,000 คน และได้มีการจัดแคมป์ฝึกซ้อมและอบรมสำหรับนักวิ่งเทรลหน้าใหม่จำนวน 200 คน สำหรับการมุ่งสู่เทรลแรกที่เขาประทับช้าง เทรล 2016 ในชื่อว่า Meiji High Protein Training Camp สู่เขาประทับช้าง คอมเพรสสปอร์ต เทรล 2016 ด้วย
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/228761
ทึ่ง!เด็กอัจฉริยะเรียกชื่อสัตว์ภาษาอังกฤษ-จีนคล่อง
เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 1 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวได้แจ้งว่ามีเด็กอัจฉริยะอายุแค่ 2 ขวบเศษ ถามชื่อสัตว์เป็นภาษาอังกฤษ-ภาษาจีน ตอบได้หมด โดยเด็กคนดังกล่าวมีบ้านพักอยู่บริเวณสี่แยกไฟแดงอัสสัมชัญ เป็นร้านให้เช่าชุดแต่งงานชื่อร้านนางงาม เลขที่ 119/1 ถนนสุขุมวิท อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี จึงเดินทางไปตรวจที่ร้านดังกล่าว พบนางสาวทัศนวรรณ ศรีอุฬารวัฒน์ ซึ่งเป็นแม่ของ ด.ช.เดวต้า ศรีอุฬารวัฒน์ อายุ 2 ขวบเศษ หรือน้องเดวต้า ซึ่งเป็นเด็กอัจฉริยะที่มีแต่คนชื่นชมในความสามารถที่ถามชื่อสัตว์เป็นภาษาอังกฤษ-ภาษาจีน แล้วตอบได้หมด
ผู้สื่อข่าวจึงได้ให้แม่ลองทดสอบอ่านชื่อสัตว์เป็นภาษาจีนกว่า 50 ชื่อ ซึ่งน้องเดวต้า ก็สามารถตอบได้หมด หลังจากนั้นได้ให้ถามชื่อสัตว์เป็นภาษาอังกฤษเกือบ 100 ชื่อ น้องเดวต้า ก็ตอบได้หมด โดยแม่เด็กรายนี้ยังบอกอีกว่า นอกจากนี้หมวดร่างกายและหมวดสี ลูกก็สามารถตอบได้อีกเช่นกัน โดยลูกเคยไปออกรายการ“ท้าพิสูจน์รีเทริน” ของรายการเรื่องเล่าเช้านี้ และมัมคลับ มาแล้วช่วงที่อายุ 1 ขวบกว่าๆ โดยไปถามตอบชื่อสัตว์ทั้งภาษาอังกฤษ-ภาษาจีน “เวลาอยู่ที่บ้าน เมื่อมีคนที่ผ่านไปมาหรือมาดูชุดในร้านต่างทึ่งที่ลูกสามารถตอบชื่อสัตว์ได้ถูกต้องเมื่อถามเป็นภาษาอังกฤษ-จีน ต่างพูดกันว่าเด็กวัยนี้ไม่น่าจะรู้มากขนาดนี้ ที่ผ่านมาลูกชอบดูหนังสือทั้งไทย จีน และอังกฤษที่ครอบครัวซื้อมาไว้ที่บ้านให้ลูกได้เปิดดูรูปภาพ โดยเมื่อลูกอายุ 3 เดือน ก็ทำให้คนในครอบครัวทึ่งมาแล้วที่สามารถเรียกคนในครอบครัวได้ โดยเรียก อากู๋ อากง และแม่ จนต่อมาได้ซื้อหนังสือให้เปิดดูรูปภาพและลองถามชื่อสัตว์เป็นภาษาอังกฤษ ลูกก็ตอบได้ ต่อมาถามเป็นภาษาจีนก็ตอบได้อีก ตั้งแต่เกิดมาลูกไม่ดื้อไม่ซน และจะจดจำชื่อญาติพี่น้องได้หมด ทำให้คนในครอบครัวประหลาดใจเป็นอย่างมาก” แม่เด็กอัจฉริยะ กล่าว
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/228760
‘บิ๊กหนุ่ย’จ่อใช้ม.44แก้ปัญหาอุดมศึกษา
เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวถึงกรณีพิจารณาใช้อำนาจกฎหมายพิเศษ ตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2557 (ฉบับชั่วคราว) เพื่อแก้ไขปัญหาการบริหารงานการศึกษา ว่า เรื่องการใช้กฎหมายพิเศษ ม.44 นั้น ตนจะใช้ต่อเมื่อแน่ชัดแล้วว่าการแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการบริหารงานปกติ หรือกฎหมายปกติเกิดข้อติดขัดทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ โดยเวลานี้มีหลายเรื่องที่ตนกำลังพิจารณา และเรื่องหนึ่งที่กำลังหยิบขึ้นมาดูก็คือปัญหาของอุดมศึกษา ซึ่งอยู่ในขั้นวิกฤติมีหลายปัญหาเกิดขึ้นและไม่สามารถแก้ไขได้ อาทิ ปัญหาธรรมาภิบาล เป็นต้น โดยขณะนี้ได้ระดมนิติกรทั้งของกระทรวงศึกษาธิการ และคณะทำงานด้านกฎหมายของตนมาหารือร่วมกันและพิจารณาว่ากฎหมายที่มีอยู่สามารถแก้ไขได้หรือไม่ แต่ถ้าสุดท้ายแล้วเห็นว่าไม่สามารถจะแก้ไขได้จริง ๆ ก็จะต้องขอใช้กฎหมายพิเศษซึ่งเวลานี้ยังไปไม่ถึงจุดนั้น ดังนั้น ภายในสัปดาห์นี้คงไม่มีกฎหมายพิเศษที่เกี่ยวข้องกับอุดมศึกษาออกมา
“ปัญหาของอุดมศึกษานั้น ผมกำลังหาทางแก้ไขแต่ยังจนปัญญาอยู่ และความจริงแล้วมหาวิทยาลัยดี ๆ มีถึง 80-90% มีเพียง 10% เท่านั้นที่มีปัญหา แต่กลุ่ม 10% นี่เองหากไม่แก้ไขก็จะทำให้เกิดปัญหาลุกลามถ้าเราไม่หยุดยั้ง แต่จะพยายามใช้กฎหมายปกติที่มีมาแก้ไขปัญหาก่อนว่าสามารถแก้ไขได้หรือไม่ ถ้าไม่ไหวจริง ๆ จนตรอกจึงจะออกกฎหมายพิเศษ เพราะฉะนั้น ถ้าจำเป็นต้องใช้ ม.44 ผมก็จะใช้แล้วผมก็ไม่กลัวว่าจะมีการคัดค้าน อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีให้นโยบายแล้วว่าในการทำงานใด หากมีเป็นข้อติดขัดด้วยข้อกฎหมาย ที่ทำให้เราไม่มีอำนาจหรือมีปัญหาในการบริหารงานจำเป็นต้องใช้กฎหมายพิเศษก็ให้เสนอมาได้ แต่ยืนยันว่าถ้าผมใช้ก็จะเป็นการวางกติกาเพื่อประโยชน์ส่วนรวมมหาวิทยาลัย 90% จะไม่เดือดร้อนแน่นอน ยกเว้นที่ทำไม่ดีก็จะเดือดร้อน”พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าว
พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ การใช้กฎหมายพิเศษนั้นตนให้ความสำคัญและระมัดระวังมากที่จะไม่เป็นการทำให้มหาวิทยาลัยรู้สึกว่าเราเข้าไปก้าวก่าย เพราะมหาวิทยาลัยไม่ใช่โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่ ศธ.เข้าไปกำกับได้ จึงต้องมีเส้นที่พอดี เพื่อให้เข้าไปดำเนินการในเรื่องที่สามารถเข้าไปดำเนินการได้
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/228739
ดาวเสาร์จ่อคิวใกล้โลกสุดรอบปี3มิ.ย.