ฮือฮา!ครูใช้ตรายางภาษาถิ่นให้คะแนนนร.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/228881

การศึกษา,ทวิตเตอร์,ครูกาว,รสนภา ราสุ,อีสาน,ภาษา,คักโพ๊ด,คักอยู่,บ่ปานได๋,บ่เป็นตา

การศึกษา-สาธารณสุข  :  3 มิ.ย. 2559

ฮือฮา!ครูใช้ตรายางภาษาถิ่นให้คะแนนนร.

ไอเดียเจ๋ง ‘คักโพ๊ด คักอยู่ บ่ปานได๋ บ่เป็นตา’ ตรายางภาษาอีสาน ปั้มตรวจการบ้านให้คะแนนนักเรียน

                    เป็นกระแสในโลกออนไลน์เมื่อผู้ใช้ทวิตเตอร์ กิมจุ้ยTopTank @ju_du_dui ทำการโพสต์ภาพตรายางระบุชื่อ-รูป ‘ครูกาว’ นางสาวรสนภา ราสุ พร้อมภาษาถิ่น (ภาษาอีสาน) ว่า ‘เบิ่งแล้ว’ (หมายถึง ตรวจแล้ว) คักโพ๊ด (หมายถึง ดีมาก) คักอยู่ (หมายถึง ดี) บ่ปานได๋ (หมายถึง พอใช้) บ่เป็นตา (หมายถึง ต้องปรับปรุง) และข้อความ ” ตรายางปั้มงานครูโรงเรียนกู555555 #กูจะไม่ยอมเห็นรูปนี้คนเดียว #ครูกูเป็นคนตลกแล้ว ” ทั้งนี้ วันที่ครูกาวทำการตรวจการบ้านและให้ คักโพ๊ด เป็นวันที่ 26 พ.ค.ที่ผ่านมา สร้างความฮือฮาวิพากษ์วิจารณ์ในโลกโซเชียล รีทวีตต่อกันเป็นจำนวนมาก
                    น่าชื่นชมไอเดียสุดเจ๋งของ ‘ครูกาว’ ซึ่งน่าจะกระตุ้นให้เด็กนักเรียนสนใจ ขยันทำการบ้านกันมากขึ้นนะคะ

‘แพทยสภา’พร้อมตรวจอาการป่วย‘ธัมมชโย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/228868

นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา,แพทยสภา,พระธัมมชโย,ธัมมชโย,สภา,ตรวจ,อาการ,ป่วย

การศึกษา-สาธารณสุข  :  3 มิ.ย. 2559

‘แพทยสภา’พร้อมตรวจอาการป่วย‘ธัมมชโย’

นายกแพทยสภา พร้อมส่งแพทย์เฉพราะทางเข้าตรวจอาการป่วยของพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย หากได้รับการยินยอมจากผู้ป่วย

         วันที่ 3 มิถุนายน 2559 นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา กล่าวว่า เมื่อศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกายมายื่นหนังสือขอความอนุเคราะห์แพทยสภา ให้ส่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางไปตรวจและวินิจฉัยโรคของพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ซึ่งเรื่องเกี่ยวข้องกับคดีความนั้น ไม่ใช่หน้าที่ของแพทยสภา แต่เมื่อร้องขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงด้านการแพทย์ ก็จะนำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารแพทยสภาที่จะประชุมในวันที่ 9 มิถุนายน 2559 จากนั้นวันที่ 10 มิถุนายน อาจจะเข้าไปตรวจเลย ซึ่งแพทยสภาต้องดำเนินการตามขั้นตอน เพราะการจะเข้าไปตรวจต้องได้รับการยินยอมจากผู้ป่วย ถ้าไม่ยินยอมให้ตรวจ เราก็ไม่ตรวจ แพทยสภาจะเข้าไปตรวจกรณีนี้เป็นปัญหาทางสังคม มีการถกเถียงว่าป่วยจริงไม่จริง ของจริงหรือของปลอม เพื่อลดการสับสนของประชาชน

สู้แค่ตาย..ตามหา’ธรรมาภิบาล’มรภ.พระนคร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/228850

พระนคร,ดร.,หลักสูตร

การศึกษา-สาธารณสุข  :  3 มิ.ย. 2559

สู้แค่ตาย..ตามหา’ธรรมาภิบาล’มรภ.พระนคร

สู้แค่ตาย..ตามหา’ธรรมาภิบาล’ขจิตพรรณ อมรปาน ปธ.สภาคณาจารย์มรภ.พระนคร

             นาทีนี้ถ้ากล่าวถึง “มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร” (มรภ.พระนคร) หลายคนนึกถึงข่าวการตายของ “3 ดอกเตอร์” ที่ลงข่าวหน้า 1 ของหนังสือพิมพ์หัวสีทุกฉบับ มาก่อนหน้านี้ได้เป็นอย่างดี คำถามคือว่า อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เหตุการณ์ที่เศร้าสลดได้ขนาดนั้น ปัญหา “ธรรมาภิบาล” ภายในสถาบันแห่งนี้ หรือผลประโยชน์ต่างๆ จดหมาย..ลาโลกของ 1 ใน 3 ดอกเตอร์ ชวนให้สืบค้นหาสาเหตุของการ “เสียชีวิต” ของคนทั้ง 3 เป็นอย่างยิ่ง

“น.ส.ขจิตพรรณ อมรปาน” อาจารย์ประจำพุทธวิชชาลัย ประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการ มรภ.พระนคร ไขข้อสงสัยว่า ปัญหาการบริหารภายใน “มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร” ซึ่งได้เคยยื่นเรื่องร้องเรียนให้ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานสภามหาวิทยาลัย ดำเนินการสอบสวนหาข้อเท็จจริงถึง 5 เรื่องด้วยกัน 1.กรณีสัญญาเช่าที่ดิน ระหว่างมหาวิทยาลัยกับวัดพระศรีมหาธาตุ โดยมหาวิทยาลัยได้ทำสัญญาเช่าที่ดินจากวัดพระศรีมหาธาตุ จำนวน 23 แปลง เนื้อที่ 162 ไร่ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2556 ระยะเวลา 36 เดือน นับจาก 1 ตุลาคม 2556-30 กันยายน 2559 เป็นเงินเดือนละ 261,360 บาท หรือปีละ 3,136,20 บาท

แต่ปรากฏว่ากรมธนารักษ์ได้ตรวจสอบพบว่าที่ดินจำนวนดังกล่าวเป็นที่ดินของกรมธนารักษ์ ซึ่งมหาวิทยาลัยดูแลและใช้ประโยชน์ จำนวน 9 แปลง เนื้อที่ 34-0-15 ไร่ กรณีสัญญาเช่าที่ดินระหว่างมหาวิทยาลัยกับวัดพระศรีมหาธาตุ จำนวน 23 แปลง เนื้อที่ 162 ไร่ เป็นเวลา 36 เดือน  ทำสัญญาเช่า เมื่อ 1 ตุลาคม 2556 (สัญญาที่ 15/2556) อาจไม่เป็นไปตามระเบียบของทางราชการ

2.กรณีการบริหารพุทธวิชชาชัย ซึ่ง รศ.ดร.พงศ์ หรดาล อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร ได้ออกประกาศให้คณาจารย์ เจ้าหน้าที่ และนักศึกษาโอนย้ายไปสังกัดและอยู่ในการกำกับดูแลของคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2556 แต่ในความเป็นจริงประกาศดังกล่าวทำประมาณพฤศจิกายน 2557 ต่อมาขจิตพรรณได้ทำเรื่องร้องเรียนไป อธิการบดีได้เปลี่ยนการจัดทำประกาศขึ้นมาใหม่ โดยลงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2556 จากนั้นอธิการบดีได้มีคำสั่งให้โอนย้ายไปสังกัดคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ลงวันที่ 15 มิถุนายน 2558

3.การลดค่าเช่าห้องประชุม อาคารฝึกประสบการณ์วิชาชีพพระนครแกรนด์วิว ให้แก่ประธานหลักสูตรอบรมโลจิสติกส์ ตามระเบียบของศูนย์วัฒนธรรมพระนคร อธิการบดีไม่สามารถใช้อำนาจอนุมัติขอส่วนลดค่าเช่าห้องประชุมดังกล่าวได้มากกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ ถือว่าเอื้อประโยชน์หรือไม่

4.กรณีการใช้เงินของศูนย์วัฒนธรรมพระนครทั้งระบบ โดยเฉพาะการจัดทำห้องรับรองของอธิการบดี (ชื่อห้องรับรอง “กาซะลอง”) ภายในโครงการอาคารฝึกประสบการณ์วิชาชีพพระนครแกรนด์วิว วงเงินกว่าล้านบาท เดิมบริเวณดังกล่าวเป็นสถานที่สร้างรายได้ให้แก่มหาวิทยาลัย เมื่อทำเป็นห้องรับรองทำให้มหาวิทยาลัยขาดรายได้จากการเช่าพื้นที่ และการรับเหมาก่อสร้างอาจดำเนินการไม่ครบถ้วนตามระเบียบงานพัสดุกองคลังของมหาวิทยาลัย

5.การจัดซื้อจัดจ้างทำความสะอาดอาคารฝึกประสบการณ์วิชาชีพวงเงิน 2.2 ล้านบาท และการจัดซื้อจัดจ้างทำความสะอาดอาคารเรียนรวมและศูนย์วัฒนธรรม (พุทธวิชชาลัย) วงเงิน 1.2 ล้านบาท ที่ใช้วิธีโดยวิธีพิเศษซึ่งดำเนินการอย่างรวดเร็ว

ล่าสุด “มีชัย ฤชุพันธุ์” นายกสภามหาวิทยาลัย ได้ลงนามในคำสั่งสภามหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครที่ 017/2559 ลงวันที่ 27 เมษายน 2558 แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ตามที่สภามหาวิทยาลัยมีมติเมื่อวันที่ 22 เมษายน ให้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง โดยมี รศ.ทองหล่อ วงษ์อินทร์ เป็นประธานกรรมการ และมีกรรมการอีก 5 คน ได้แก่ นายไพรัช อรรถกามานนท์ นายสมศักดิ์ สุโมตยกุล รศ.ทิวัตถ์ มณีโชติ อ.ชินะทัตร์ นาคะสิงห์ และ น.ส.วิลาสินี สมอารยพงศ์ เป็นเลขานุการ

ทำหน้าที่สอบข้อเท็จจริงกรณีการบริหารพุทธวิชชาลัย, การจัดซื้อจัดจ้างปรับปรุงห้องรับรอง, การบริหารงานของศูนย์วัฒนธรรมพระนคร, การจัดซื้อจัดจ้างทำความสะอาดอาคารฝึกประสบการณ์วิชาชีพพระนครแกรนด์วิว และอาคารเรียนรวมและศูนย์วัฒนธรรม และเพิ่มประเด็นการหยุดพักปฏิบัติหน้าท่ี่ผู้อำนวยการศูนย์วัฒนธรรมพระนคร โดยแยกประเด็นเรื่องร้องเรียนและรายงานการสอบข้อเท็จจริงพร้อมพยานหลักฐานประกอบให้ชัดเจนในแต่ละประเด็นโดยเร็ว เพื่ือเสนอมหาวิทยาลัยพิจารณาดำเนินการต่อไป

“ขจิตพรรณ” วัย 45 ปี เป็นอาจารย์สังกัดพุทธวิชชาลัยมากว่า 20 ปี จบปริญญาตรีด้านปรัชญาศาสนาจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และปริญญาโทจริยศาสตร์ศึกษาจากมหาวิทยาลัยมหิดล สอนวิชาความจริิงของชีวิต ที่นักศึกษาคณะศึกษาศาสตร์และมนุษยศาสตร์ทุกคนต้องเรียน ยืนยันว่า แม้จะมีคำสั่งให้โอนย้ายไปสังกัดคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2558 แต่ไม่ได้ปฏิบัติตาม เพราะเห็นว่าไม่เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร เรื่อง การบริหารและการดำเนินงานของพุทธวิชชาลัย พ.ศ.2555 ลงวันที่ 18 กันยายน 2555 และไม่ผ่านมติของสภามหาวิทยาลัย แม้ว่าจะร่างระเบียบขึ้นมาใหม่ แต่ก็ถือว่าดำเนินการไม่ถูกต้องตามระเบียบข้อบังคับฯ

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2559 อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครได้แจ้งคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนพิจารณา ขจิตพรรณ กรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย ฐานไม่มีหลักฐานการมาปฏิบัติราชการระหว่างวันที่ 5 มกราคม-30 มิถุนายน 2558 สั่ง ณ วันที่ 26 เมษายน 2559 โดยมี ผศ.ธีระศักดิ์ อาภาวัฒนาสกุล ประธานกรรมการ ผศ.เดช บุญประจักษ์ อ.สันติเลิศ เพ็ชรอาภรณ์ อ.ปาณรดา วัชรสินธุ์ กรรมการ และ น.ส.วิลาสินี สมอารยพงศ์ กรรมการและเลขานุการ โดยให้คณะกรรมการดำเนินการสอบสวนให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

โดยก่อนหน้านี้วันที่ 10 กรกฎาคม 2558 รศ.ดร.พงศ์ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง ในข้อกล่าวหาขจิตพรรณไม่ลงชื่อและเวลามาปฏิบัติราชการตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม 2558-30 มิถุนายน 2558 อันเนื่องมาจาก ขจิตพรรณ ไม่ยอมรับคำสั่งย้ายจากการเป็นอาจารย์ประจำพุทธวิชชาลัยไปเป็นอาจารย์สังกัดคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ โดยมี ผศ.กัลยา แสงเรือง เป็นประธานกรรมการ นายมณฑล จันทร์แจ่มใส และน.ส.สร้อยทอง เมณฑ์กูล เป็นกรรมการและเลขานุการ โดยให้คณะกรรมการรวบรวมข้อเท็จจริงและดำเนินการสอบสวนให้เสร็จโดยเร็ว เช่นกัน

“ถ้าคำสั่งโอนย้ายทำถูกต้องระเบียบของพุทธวิชชาลัยและนำเข้าที่ประชุมสภามหาวิทยาลัยถูกต้องตามขั้นตอนก็ยอมรับได้และปฏิบัติตาม ถึงตอนนี้ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ยืนยันเดินหน้าทำตามหน้าที่ของเราต่อไป เรื่องโดนสอบก็ว่ากันไปตามขั้นตอน เรื่องที่ยื่นร้องเรียนประธานสภามหาวิทยาลัย ท่านมีชัยก็ตั้งคณะกรรมการขั้นมาสอบข้อเท็จจริงแล้ว ให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ เราสู้เต็มที่ เอาเป็นว่า สู้แค่ตายเลยละกัน ที่จะตามหาธรรมาภิบาล ซึ่งเราเชื่อว่ามันต้องมีในสังคมนี้ อย่างมากถ้าไม่ไหวเราอยู่ในสังคมไม่ได้ก็ต้องไปตามทางของเรา มันก็เท่านั้น” ขจิตพรรณ กล่าว

อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.พงศ์ หรดาล อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร กล่าวว่า ยึดหลักการบริหารงานโปร่งใส ยุติธรรม มีหลักธรรมาภิบาล และเปิดโอกาสให้บุคลากรของมหาวิทยาลัยทุกคนเข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งเมื่อมีข้อร้องเรียนต่างๆ ก็จะเชิญผู้ร้องเรียน และผู้ที่เกี่ยวข้องมาหารือ ทำความเข้าใจ รวมถึงจะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริง สามารถชี้แจงข้อเท็จจริงได้ทุกกรณี เพราะมีเอกสาร หลักฐานต่างๆ ชัดเจน โดยในส่วนของกรณีของ อ.ขจิตพรรณ ขอยืนยันว่า ไม่มีการกลั่นแกล้งอาจารย์อย่างแน่นอน 0000


ดึงประสบการณ์ออสเตรียพัฒนาอาชีวะไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/228836

อุตสาหกรรม,อาชีวศึกษา,ออสเตรีย

การศึกษา-สาธารณสุข  :  2 มิ.ย. 2559

ดึงประสบการณ์ออสเตรียพัฒนาอาชีวะไทย

ออสเตรีย เปิดเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์จัดการอาชีวศึกษา หวังนำมาต่อยอดพัฒนาอาชีวะไทย ย้ำระบบทวิภาคีช่วยยกระดับทักษะแรงงาน เพิ่มขีดความสามารถภาคอุตสาหกรรม

              เมื่อวันที่2มิ.ย.ที่อาคารอเนกประสงค์เอสซีจีพล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการในฐานะหัวหน้าทีมภาครัฐคณะกรรมการสานพลังประชารัฐด้านการยกระดับคุณภาพวิชาชีพกล่าวเปิดงานเสวนาThai-Austrian Conference on TVET (Technical Vocational Education&Training)คณะกรรมการสานพลังประชารัฐด้านการยกระดับคุณภาพวิชาชีพร่วมกับสถานทูตออสเตรียประจำประเทศไทยตอนหนึ่งว่าประเทศไทยและประเทศออสเตรียมีความร่วมมือทางการศึกษาทั้งระดับอุดมศึกษาและอาชีวศึกษา

โดยเฉพาะอาชีวศึกษาได้มีการร่วมกันก่อตั้งวิทยาลัยเทคนิคไทย-ออสเตรียหรือวิทยาลัยเทคนิคสัตหีบมีการนำระบบการจัดการศึกษาและหลักสูตรของออสเตรียมาใช้จนปัจจุบันประสบความสำเร็จมีนักศึกษาเข้าเรียนมากกว่า5,000คนซึ่งการเสวนาครั้งนี้จะมีการนำบทเรียนของออสเตรียซึ่งมีความสอดคล้องกับของไทยอยู่แล้วมาปรับปรุงการเรียนการสอนอาชีวศึกษาของไทยให้เป็นมาตรฐานสากลมากขึ้นโดยเฉพาะการสอนในระบบทวิภาคีเพราะการอาชีวศึกษาของออสเตรียถือว่าอยู่ในระดับต้นๆของโลก

รมว.ศึกษาธิการกล่าวต่อว่าทั้งนี้ประเทศออสเตรียมีผู้เรียนสายอาชีพมากกว่าร้อยละ80ถือเป็นอัตราที่สูงมากและกว่าร้อยละ40ก็เรียนในระบบทวิภาคีโดยภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมจัดการศึกษาเราจึงอยากได้ประสบการณ์เหล่านั้นมาประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์กับการอาชีวศึกษาไทยมากที่สุดซึ่งหากอาชีวะไทยสามารถการันตีการทำงานก็จะจูงใจให้เด็กมาเรียนมากขึ้นอย่างไรก็ตามปีนี้ถือเป็นปีแรกที่ไทยมีผู้เรียนอาชีวะเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ7.44และหากเราสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ปกครองเรื่องความปลอดภัยเด็กไม่ทะเลาะวิวาทได้ก็จะเพิ่มผู้เรียนได้อีก

ด้านนายเอนโน่ โดรเฟนิก เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทยกล่าวว่าประเทศออสเตรียให้ความสนใจในการลงทุนด้านธุรกิจในประเทศไทยอย่างมากปัจจุบันมีบริษัทของออสเตรียในประเทศไทยมากกว่า100บริษัทและจ้างแรงงานฝีมือมากกว่า20,000คนทั้งนี้ความเจริญของออสเตรียมาจากแรงงานฝีมือด้านวิศวกรรมและเครื่องจักรจึงได้กำหนดให้การพัฒนาอาชีวศึกษาและการฝึกอาชีพเป็นวาระสำคัญของประเทศจัดการศึกษาใน2รูปแบบคือการศึกษารูปแบบทวิภาคีที่ให้นักเรียนได้เรียนรู้ทั้งในสถานศึกษาและในสถานประกอบการและโรงเรียนอาชีวะขั้นสูงแบบออสเตรียที่เวลานี้วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.)ได้นำรูปแบบนี้ไปใช้จัดการศึกษาด้วยการเสวนาครั้งนี้ตนหวังให้เกิดการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างสองประเทศและเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างโครงการต่างๆร่วมกันต่อไป

ขณะที่ดร.คริสตอฟ มัทซ์เนทเทอร์ รองประธานหอการค้าประเทศออสเตรียกล่าวว่าขณะนี้ภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกกำลังเผชิญความท้าทายการผลิตต้องการของน้อยชิ้นแต่ได้สินค้าที่หลากหลายแรงงานต้องเก่งขึ้นฉลาดขึ้นดังนั้นระบบการเรียนแบบทวิภาคที่ให้นักศึกษาได้ฝึกงานจากผู้ที่มีทักษะและลงมือปฏิบัติจริงในสถานประกอบการในหน้าที่นั้นๆจึงเป็นทางออกของการแก้ปัญหาในเรื่องนี้และที่ผ่านมาจะพบว่าคนที่มีทักษะสูงจะประสบความสำเร็จสูงมากกว่าคนที่จบการศึกษาสูงๆ


คุรุสภาจี้สภามกธ.แจงรับนศ.ป.โทเกิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/228835

คุรุสภา,รับนักศึกษา,ไม่รับรองหลักสูตร

การศึกษา-สาธารณสุข  :  2 มิ.ย. 2559

คุรุสภาจี้สภามกธ.แจงรับนศ.ป.โทเกิน

คุรุสภา จี้สกอ. เดินหน้าเฉ่งมหา’ลัย เปิดสอนไม่มีคุณภาพเผยสัปดาห์หน้าเตรียมส่งหนังสือถึงสภา มกธ.แจงเหตุรับ นศ.ป.โท สาขาบริหารการศึกษาเกินกว่าที่รายงานไว้

              เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. นายชัยยศ อิ่มสุวรรณ์ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการคุรุสภา ที่มีพล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการศธ. เป็นประธาน มีมติไม่อนุมัติใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารการศึกษา ให้กับผู้ที่สำเร็จการศึกษา หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาบริหารการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี (มกธ.) จำนวน 2,500 คน เนื่องจากตรวจสอบพบว่า มหาวิทยาลัยรับนักศึกษา เกินกว่าที่แจ้งให้ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) รับทราบ ว่า สัปดาห์หน้า คุรุสภาจะมีหนังสือแจ้งไปยังสภา มกธ. ให้ชี้แจงเรื่องดังกล่าว เท่าที่ทราบ สภามกธ. รู้อยู่แล้วว่า รับนักศึกษาในหลักสูตรดังกล่าวถึง 2,500 คน แต่แจ้งให้สกอ.รับทราบ เพียง 500 คน โดยแบ่งเป็น ผู้เรียน แผน ก ทำวิทยานิพนธ์ 10 คน และแผน ข สอบประมวลความรู้ 490 คน

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้น คุรุสภา ได้แจ้งให้สภามกธ. ชี้แจง เรื่องดังกล่าว ตั้งแต่ปีการศึกษา 2557 ซึ่งมหาวิทยาลัยอธิบายว่า มีศักยภาพ ทั้งอาคาร สถานที่ และอาจารย์ประจำหลักสูตร ซึ่งมีรายชื่ออาจารย์กว่า 300 คน ส่วนอาจารย์ที่มีรายชื่อ จะเข้าสอนจริงหรือไม่นั้น คุรุสภาไม่สามารถตรวจสอบได้เป็นหน้าที่ของสกอ. ที่จะต้องเข้าไปดู

ดร.ชัยยศ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ คุรุสภาในฐานะสภาวิชาชีพ ทำได้เพียงไม่สามารถออกใบอนุญาตประกอบฯ ให้ แต่นักศึกษายังมีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาโท อยู่เพราะสภามหาวิทยาลัยอนุมัติแล้ว สาเหตุที่คุรุสภาไม่รับรองวิชาชีพ เพราะมหาวิทยาลัยไม่ดำเนินการตามข้อตกลงที่แจ้งไว้กับสกอ. ซึ่งผู้ที่มีอำนาจตรวจสอบมหาวิทยาลัย คือ สกอ. แต่ไม่แน่ใจว่า สกอ.ได้ลงไปตรวจสอบหรือไม่ ซึ่งเท่าที่ตนทราบข้อมูล ระบุว่า มีค่ารถให้มาเรียน เพราะมีผู้เรียนมาจากทั่วประเทศ ส่วนที่พบว่า มีมหาวิทยาลัยอีกมากกว่า 10 แห่ง ที่ตรวจพบว่า รับนักศึกษาเกินกว่า ที่แจ้งสกอ.รับทราบ นั้น ยังไม่สามารถเปิดเผยรายชื่อมหาวิทยาลัยได้ แต่ส่วนใหญ่อยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล โดยมีทั้งรัฐและเอกชน บางแห่งอยู่ใกล้แค่ปลายจมูก ศธ.ก็มี งานนี้รัฐมนตรีว่าการศธ. ประกาศชัดเจนว่า จะไม่มีการเยียวยา เพราะถ้าหากคุรุสภายอมเยียวยา มหาวิทยาลัยอื่นที่มีปัญหา ก็จะมาขอให้เยียวยาอีก ทำให้ไม่สามารถแก้ปัญหาในภาพรวมได้

“ประเทศเรามีปัญหาเรื่องการควบคุมคุณภาพมาตรฐานในการผลิตบัณฑิต อาจเพราะยังมีช่องว่าง ของกฎหมาย แต่ส่วนตัวคิดว่า ที่ผ่านมามหาวิทยาลัย เรียกร้องอยากมีอิสระ แต่มหาวิทยาลัยจะต้องมีความรับผิดชอบ ต่อตนเองและสังคมด้วย ซึ่งถ้าความรับผิดชอบยังเป็นข้อกังขาต่อสังคมอยู่ ก็เป็นเรื่องที่ต้องแก้ไข โดยเฉพาะการรับคนเข้ามาเรียนในหลักสูตร บริหารการศึกษา ควรจะต้องมีกติกามากเป็นพิเศษ โดยผู้เรียนควรจะต้องมีประสบการณ์ในการบริหารงาน อย่างน้อย 10 ปี ก่อนจะขึ้นเป็นผู้ช่วย หรือผู้อำนวยการโรงเรียน ไม่ใช่เป็นครูผู้ช่วย ก็มาเรียนบริหารการศึกษาได้ ทั้งนี้ปัจจุบัน คุรุสภา ออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูประเภท ต่าง ๆ ไปแล้ว 1,060,000 ใบ แต่มีครูอยู่ในระบบเพียง 500,000 กว่าคน ซึ่งเท่ากับว่า ขณะนี้เรามีผู้ถือใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา มากเกินกว่าความต้องการจริง เพราะมากคน ถือใบอนุญาตฯ ครบทั้ง 3 ประเภท คือ ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา/ ผู้บริหารการศึกษา และใบอนุญาตประกอบวิชาชีพศึกษานิเทศก์ “ดร.ชัยยศ กล่าว


‘กลิ่นตัวเหม็น’แก้ไขได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/228810

กลิ่นตัว,เหม็น,กลิ่นเต่า,กลิ่น

การศึกษา-สาธารณสุข  :  2 มิ.ย. 2559

‘กลิ่นตัวเหม็น’แก้ไขได้

กลิ่นตัวเหม็น…แก้ไขได้!

        ปัญหาเรื่อง “กลิ่นตัวเหม็น” แม้ว่าจะไม่เป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิต แต่สามารถบั่นทอนความมั่นใจ บุคลิกภาพในการเข้าสังคมของคนเรา โดยเฉพาะในช่วงเวลาอากาศร้อนอบอ้าว อาจทำให้คนเราเกิดปัญหา “กลิ่นตัวเหม็น” ได้มากขึ้น เราจะมีวิธีแก้ไขและป้องกันกับภาวะ “กลิ่นตัวเหม็น” อย่างไร
        รศ.พญ.รังสิมา วณิชภักดีเดชา ประชาสัมพันธ์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การเกิดปัญหากลิ่นตัวเหม็น เกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย โดยเริ่มแรกสุดมาจากการผลิตกลิ่นของเราเอง ในร่างกายของคนเรานั้น มีต่อมเหงื่อ ซึ่งปกติจะทำหน้าที่ระบายความร้อน เมื่อร่างกายมีอุณหภูมิสูงขึ้น อย่างเช่น จากการออกกำลังกาย ร่างกายเราก็จะคลายความร้อนออกมาเป็นเหงื่อ เพื่อให้เส้นเลือดขยายขึ้น ความร้อนในร่างกายจะลดลง โดยต่อมเหงื่อที่ว่านี้ มีด้วยกัน 2 ชนิด ชนิดแรก คือ อยู่ทั่วไปตามร่างกายของเรา อย่างเวลาออกกำลังกายก็จะมีเหงื่อออกมาทั้งตัว ตรงนี้เป็นเหงื่อปกติ ไม่มีกลิ่น ส่วนอีกชนิดจะอยู่บริเวณ รักแร้ ตามบริเวณอวัยวะเพศ หนังศีรษะ หรือตามซอกนิ้ว ง่ามนิ้ว พวกนี้จะมีต่อมเหงื่อพิเศษที่มีการขับไขมันหรือมีกลิ่นเฉพาะตัว ซึ่งตรงนี้เองเป็นต้นตอการเกิดกลิ่น
        แล้วเหตุใด ทำไมบางคนมีกลิ่น….บางคนไม่มีกลิ่น เราต้องดูด้วยว่า มีปัจจัยอื่น ๆ ร่วมด้วยหรือไม่ที่ทำให้กลิ่นแรงขึ้น เช่น การรับประทานอาหารรสจัด อย่างกระเทียม เครื่องเทศเยอะๆ เหมือนคนอินเดีย การรับประทานกิมจิทุกวันเหมือนคนเกาหลี
        ซึ่งอาหารจำพวกนี้ทำให้ต่อมเหงื่อที่ผลิตกลิ่น มีกลิ่นอาหารพวกนี้ปนออกมาด้วย หรือปัจจัยจากโรคบางอย่าง เช่น โรคตับ ไต เบาหวาน ไทรอยด์ ซึ่งคนที่เป็นโรคเหล่านี้ร่างกายจะผลิตสารเคมีบางอย่างออกมาทำให้มีกลิ่นเฉพาะตัวซึ่งบางทีพวกนี้เราไม่รู้นอกจากนี้อาจจะมาจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อรา ทำให้เกิดการหมักหมม หรือบางคนมีการขับเหงื่อออกมามาก กลิ่นพวกนี้ก็ออกมามากเช่นกัน ทั้งนี้การขับเหงื่อนั้นขึ้นอยู่กับระบบประสาทตัวหนึ่ง ทำให้บางคนที่ตื่นเต้น เครียด มีเหงื่อออกมามาก
        ปัญหากลิ่นตัวเหม็น…แก้ไขได้ หากเกิดจากการที่ผู้ป่วยเป็นโรคบางอย่างที่ต้องรักษา ฉะนั้นอย่าอายหากมีกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ ต้องรีบปรึกษาแพทย์จะได้วินิจฉัยและรักษาโรคพวกนี้ได้ก่อน และหากไม่ได้เป็นโรคเหล่านี้แต่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา พวกนี้ก็สามารถรักษาหายได้เช่นกัน อย่างเช่น คนที่มีกลิ่นเท้า อาจจะเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียก็เป็นได้ แพทย์อาจจะให้ยาทาและยารับประทานได้ เพราะฉะนั้นโรคพวกนี้ต้องไม่อาย ต้องพบแพทย์เพื่อตรวจ โดยพวกนี้มีปัจจัยหลายอย่างไม่เฉพาะที่มีเหงื่ออย่างเดียว หากเราตรวจหมดแล้ว โรคภายในไม่เป็น โรคผิวหนังไม่เป็น คราวนี้ค่อยมาคิดถึงวิธีการลดเหงื่อ จะลดอย่างไรบ้างหรือลดสารที่ก่อให้มีกลิ่นออกมาด้วยวิธีใด
        ทั้งนี้เราสามารถรักษากลิ่นด้วยตนเองได้ หากมั่นใจว่าไม่เป็นโรคอะไร ก็อาจจะลองลดอาหารที่มีกลิ่นก่อน กลิ่นอาจจะหายได้ หรือหากมั่นใจว่าปัญหากลิ่นเกิดจากเหงื่อ ตรงนี้มีวิธีลดเหงื่อหลายอย่าง เช่น ทายาที่มีสารอะลูมิเนียมคลอไรด์ เป็นส่วนประกอบประมาณ 20 – 25 เปอร์เซ็นต์ เหงื่อจะลดลง แต่จะต้องทาหลายครั้ง
        ทาต่อเนื่องเพราะหยุดทาเมื่อไหร่เหงื่อก็จะออก ส่วนผลข้างเคียงค่อนข้างน้อย ทั้งนี้หากวิธีนี้ไม่ได้ผลอาจจะต้องมีเครื่องมือบางอย่างช่วย เช่น เครื่องประเภทไอออนโตโฟเรซิส เหมาะกับคนที่เหงื่อออกบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้าเยอะๆ เพราะเป็นเครื่องที่ต้องแช่ลงในอ่าง แช่ครั้งละประมาณ 30 นาที ทำสัปดาห์ละครั้ง และทำไป 10 สัปดาห์ เพื่อกระตุ้นต่อมเหงื่อทำให้ต่อมเหงื่อทำงานลดลง แต่เครื่องมือเหล่านี้มีข้อจำกัด คือ บริเวณรักแร้ไม่สามารถแช่ได้
        อย่างไรก็ดียังมีอีกหลายวิธีหากกลิ่นรุนแรงขึ้นมาอีกขั้น วิธีการรักษาคือการฉีดยาลดเหงื่อ คือ โบทูลินุมท๊อกซิน หรือที่หลายคนนำมาฉีดเพื่อลดรอยย่น โดยยาตัวนี้จะฉีด 6 เดือนต่อครั้ง ฉีดประมาณ 1 จุดต่อตารางเซนติเมตร ซึ่งการฉีดบริเวณรักแร้ ประมาณ 20 – 30 จุด มีข้อดีของการฉีด คือ ฉีดครั้งเดียวแต่มีผลถึง 6 เดือน ปีหนึ่งทำเพียง 2 ครั้ง แต่ค่าใช้จ่ายค่อนข้างแพง
        นอกจากนี้ก็จะมีทางเลือกอื่น ๆ อีก เช่น พวกเครื่องประเภทอัลตราซาวด์ ตรงนี้ใช้การยิง จี้ ต่อมเหงื่อ โดยมีราคาแพงและเจ็บ แต่ได้ผลดีกว่าฉีดโบท็อกซ์ เพราะบางคนอาจจะไปทำลายต่อมเหงื่อถาวร ส่วนเรื่องการระบายความร้อนก็ระบายทางอื่นแทน แต่ตำแหน่งที่มีกลิ่นเราไม่มีเหงื่อแล้ว ส่วนวิธีสุดท้าย คือ การผ่าตัด เป็นการเอาระบบประสาท เส้นประสาท ที่มาเลี้ยงตรงนั้นออก อย่างที่บอกเหงื่อจะออกเพราะมีเส้นประสาท
        ทั้งนี้การผ่าตัดเส้นประสาทตรงนั้นไม่ส่งผลต่อการเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต แต่มีผลข้างเคียงค่อนข้างมาก และดูเหมือนเป็นการขี่ช้างจับตั๊กแตน เราจะยอมโดนกรีดแขน ขาเพียงเพราะลดเหงื่อหรือ ฉะนั้นเรายังมีทางให้เลือกอีกหลากหลายวิธี และอย่าคิดว่าการที่คุณมีกลิ่นตัวแล้วเราต้องอยู่กับมันตลอดไป เพราะเราสามารถแก้ไข….กลิ่นตัวให้หายได้

4,500คนสมัครวิ่งเขาประทับช้างสร้างสุขภาพดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/228768

วิ่ง,สุขภาพ,สสส.,สมัคร,ช้าง,สร้าง

การศึกษา-สาธารณสุข  :  1 มิ.ย. 2559

4,500คนสมัครวิ่งเขาประทับช้างสร้างสุขภาพดี

วิ่งเขาประทับช้างเทรลสุดฟีเวอร์คนแห่สมัครเต็มลิมิต 4,500 คน ประกาศพร้อมรับมือนักวิ่งเทรลหน้าใหม่-เก่า สร้างสุขภาพดี-วิ่งผจญภัย-สัมผัสธรรมชาติ

             วันที่ 1 มิถุนายน ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลชิดลม นายณรงค์ เทียมเมฆ ผู้ทรงคุณวุฒิ แผนส่งเสริมกิจกรรมทางกาย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง สวนพฤกษศาสตร์วรรณคดีบ้านจอมบึง มูลนิธิวิทยาลัยครูหมู่บ้านจอมบึง กลุ่มนักวิ่งอาสาสมัคร KPTC โดยการสนับสนุนของสสส. และสมาพันธ์ชมรมเดิน-วิ่งเพื่อสุขภาพไทย ประชาชนในพื้นที่ หน่วยงานภาครัฐ และเอกชน แถลงข่าวจัดงาน “เขาประทับช้าง คอมเพรสสปอร์ต เทรล 2016” ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 19 มิถุนายน 2559      ณ สวนพฤกษศาสตร์วรรณคดีบ้านจอมบึง เขาประทับช้าง อ.จอมบึง จ.ราชบุรี โดยในปีนี้ มีผู้สมัครเข้าร่วมวิ่งทุกระยะ ได้แก่ ระยะ 10, 21, 32 กม. รวมถึงระยะ 2 กม. และ 3 กม. รวมประมาณ 4,500 คน มากกว่า ปี 2558 ที่มีผู้สมัครทุกระยะ รวมไม่ถึง 1,000 คน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า เขาประทับช้าง คอมเพรสสปอร์ต เทรล 2016 ได้รับการตอบรับอย่างดีมาก โดยการสมัครผ่านทางออนไลน์เต็มอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่นาทีเท่านั้น ซึ่งผู้ที่มาร่วมวิ่งครั้งนี้จะได้ทั้งสุขภาพที่ดี สนุกสนานตื่นเต้นกับการวิ่งผจญภัย และยังได้สัมผัสกับธรรมชาติเพื่อสร้างเสริมสุขภาพกาย  ใจ ปัญญา และสังคม ด้วย

ด้าน ผศ.ดร.โสภณ  พวงสุวรรณ  ประธานกรรมการมูลนิธิวิทยาลัยหมู่บ้านจอมบึง กล่าวถึงที่มาของการจัดงานเขาประทับช้างเทรล ว่า จุดเริ่มต้นของงานเขาประทับช้างเทรลมาจากการจัดการแข่งขัน “จอมบึงมาราธอน” ที่ อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ที่เริ่มจากงานวิ่งเล็กๆ ในปี 2529 ได้บ่มเพาะจิตสำนึกในการออกกำลังกายที่จะส่งผลดีต่อสุขภาพของประชาชน และในปี 2531 คณะทำงานได้ขยายผลเพิ่มกิจกรรมการวิ่งและขี่จักรยาน ขึ้นที่ “สวนพฤกษศาสตร์วรรณคดีบ้านจอมบึง” ซึ่งอยู่บริเวณรอยต่อของอำเภอเมืองและอำเภอจอมบึง โดยใช้วโรกาสภายหลังจากที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จเปิดสวนฯ ในวันที่ 2 สิงหาคม 2531 ภายใต้การใช้ชื่อในการจัดการแข่งขันว่า “วิ่งชมสวนมวลไม้ในวรรณคดี” และมีการเปลี่ยนชื่อเป็น “เขาประทับช้าง เทรล” ในปี 2558 เป็นต้นมา สำหรับกิจกรรมในปี 2559 เป็นการจัดงานวิ่งต่อเนื่องเป็นปีที่ 28 นับเป็นกิจกรรมการวิ่งเทรลแรกๆ ของประเทศไทย

สำหรับในปีนี้ ได้รับการสนับสนุนหลักจากผลิตภัณฑ์ Compressport ซึ่งผู้ชนะอันดับ 1 ชายและหญิง (Overall) ของระยะ 32 กิโลเมตร ที่มีสัญชาติไทย จะได้เป็นตัวแทน Compressport ประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขัน Compressport 100 Malaysia Series ระยะ 50 กิโลเมตร ที่ปีนัง ประเทศมาเลเซีย ในวันที่ 20 สิงหาคม 2559 รวมถึงบริษัท ซีพี-เมจิ จำกัด ให้การสนับสนุนการอบรมนักวิ่งเทรลหน้าใหม่ โดยผู้จัดให้สิทธิ์นักวิ่งเทรลหน้าใหม่ได้สมัครก่อน 500 คน จากผู้แสดงความสนใจเกือบ 2,000 คน  และได้มีการจัดแคมป์ฝึกซ้อมและอบรมสำหรับนักวิ่งเทรลหน้าใหม่จำนวน 200 คน สำหรับการมุ่งสู่เทรลแรกที่เขาประทับช้าง เทรล 2016  ในชื่อว่า Meiji High Protein Training Camp สู่เขาประทับช้าง คอมเพรสสปอร์ต เทรล 2016 ด้วย


ทึ่ง!เด็กอัจฉริยะเรียกชื่อสัตว์ภาษาอังกฤษ-จีนคล่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/228761

อัจฉริยะ,ภาษาอังกฤษ,จีน

การศึกษา-สาธารณสุข  :  1 มิ.ย. 2559

ทึ่ง!เด็กอัจฉริยะเรียกชื่อสัตว์ภาษาอังกฤษ-จีนคล่อง

ทึ่ง!เด็ก2ขวบอัจฉริยะเรียกชื่อสัตว์เป็นภาษาอังกฤษ-จีนคล่อง

              เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 1 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวได้แจ้งว่ามีเด็กอัจฉริยะอายุแค่ 2 ขวบเศษ ถามชื่อสัตว์เป็นภาษาอังกฤษ-ภาษาจีน ตอบได้หมด โดยเด็กคนดังกล่าวมีบ้านพักอยู่บริเวณสี่แยกไฟแดงอัสสัมชัญ เป็นร้านให้เช่าชุดแต่งงานชื่อร้านนางงาม เลขที่ 119/1 ถนนสุขุมวิท อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี จึงเดินทางไปตรวจที่ร้านดังกล่าว พบนางสาวทัศนวรรณ ศรีอุฬารวัฒน์ ซึ่งเป็นแม่ของ ด.ช.เดวต้า ศรีอุฬารวัฒน์ อายุ 2 ขวบเศษ หรือน้องเดวต้า ซึ่งเป็นเด็กอัจฉริยะที่มีแต่คนชื่นชมในความสามารถที่ถามชื่อสัตว์เป็นภาษาอังกฤษ-ภาษาจีน แล้วตอบได้หมด

ผู้สื่อข่าวจึงได้ให้แม่ลองทดสอบอ่านชื่อสัตว์เป็นภาษาจีนกว่า 50 ชื่อ ซึ่งน้องเดวต้า ก็สามารถตอบได้หมด หลังจากนั้นได้ให้ถามชื่อสัตว์เป็นภาษาอังกฤษเกือบ 100 ชื่อ น้องเดวต้า ก็ตอบได้หมด โดยแม่เด็กรายนี้ยังบอกอีกว่า นอกจากนี้หมวดร่างกายและหมวดสี ลูกก็สามารถตอบได้อีกเช่นกัน โดยลูกเคยไปออกรายการ“ท้าพิสูจน์รีเทริน” ของรายการเรื่องเล่าเช้านี้ และมัมคลับ มาแล้วช่วงที่อายุ 1 ขวบกว่าๆ โดยไปถามตอบชื่อสัตว์ทั้งภาษาอังกฤษ-ภาษาจีน     “เวลาอยู่ที่บ้าน เมื่อมีคนที่ผ่านไปมาหรือมาดูชุดในร้านต่างทึ่งที่ลูกสามารถตอบชื่อสัตว์ได้ถูกต้องเมื่อถามเป็นภาษาอังกฤษ-จีน ต่างพูดกันว่าเด็กวัยนี้ไม่น่าจะรู้มากขนาดนี้ ที่ผ่านมาลูกชอบดูหนังสือทั้งไทย จีน และอังกฤษที่ครอบครัวซื้อมาไว้ที่บ้านให้ลูกได้เปิดดูรูปภาพ โดยเมื่อลูกอายุ 3 เดือน ก็ทำให้คนในครอบครัวทึ่งมาแล้วที่สามารถเรียกคนในครอบครัวได้ โดยเรียก อากู๋ อากง และแม่ จนต่อมาได้ซื้อหนังสือให้เปิดดูรูปภาพและลองถามชื่อสัตว์เป็นภาษาอังกฤษ ลูกก็ตอบได้ ต่อมาถามเป็นภาษาจีนก็ตอบได้อีก ตั้งแต่เกิดมาลูกไม่ดื้อไม่ซน และจะจดจำชื่อญาติพี่น้องได้หมด ทำให้คนในครอบครัวประหลาดใจเป็นอย่างมาก” แม่เด็กอัจฉริยะ กล่าว


‘บิ๊กหนุ่ย’จ่อใช้ม.44แก้ปัญหาอุดมศึกษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/228760

ดาว์พงษ์,ม.44,อุดมศึกษา

การศึกษา-สาธารณสุข  :  1 มิ.ย. 2559

‘บิ๊กหนุ่ย’จ่อใช้ม.44แก้ปัญหาอุดมศึกษา

“ดาว์พงษ์” เผยระดมทีมกฎหมายหาทางแก้ปัญหาอุดมศึกษา ลั่นถ้าการบริหารงานปกติและกฎหมายปกติแก้ไขไม่ได้ จำเป็นใช้ม.44 ก็จะใช้และไม่กลัวเสียงค้าน

            เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวถึงกรณีพิจารณาใช้อำนาจกฎหมายพิเศษ ตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2557 (ฉบับชั่วคราว) เพื่อแก้ไขปัญหาการบริหารงานการศึกษา ว่า เรื่องการใช้กฎหมายพิเศษ ม.44 นั้น ตนจะใช้ต่อเมื่อแน่ชัดแล้วว่าการแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการบริหารงานปกติ หรือกฎหมายปกติเกิดข้อติดขัดทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ โดยเวลานี้มีหลายเรื่องที่ตนกำลังพิจารณา และเรื่องหนึ่งที่กำลังหยิบขึ้นมาดูก็คือปัญหาของอุดมศึกษา ซึ่งอยู่ในขั้นวิกฤติมีหลายปัญหาเกิดขึ้นและไม่สามารถแก้ไขได้ อาทิ ปัญหาธรรมาภิบาล เป็นต้น โดยขณะนี้ได้ระดมนิติกรทั้งของกระทรวงศึกษาธิการ และคณะทำงานด้านกฎหมายของตนมาหารือร่วมกันและพิจารณาว่ากฎหมายที่มีอยู่สามารถแก้ไขได้หรือไม่ แต่ถ้าสุดท้ายแล้วเห็นว่าไม่สามารถจะแก้ไขได้จริง ๆ ก็จะต้องขอใช้กฎหมายพิเศษซึ่งเวลานี้ยังไปไม่ถึงจุดนั้น ดังนั้น ภายในสัปดาห์นี้คงไม่มีกฎหมายพิเศษที่เกี่ยวข้องกับอุดมศึกษาออกมา

“ปัญหาของอุดมศึกษานั้น ผมกำลังหาทางแก้ไขแต่ยังจนปัญญาอยู่ และความจริงแล้วมหาวิทยาลัยดี ๆ มีถึง 80-90% มีเพียง 10% เท่านั้นที่มีปัญหา แต่กลุ่ม 10% นี่เองหากไม่แก้ไขก็จะทำให้เกิดปัญหาลุกลามถ้าเราไม่หยุดยั้ง แต่จะพยายามใช้กฎหมายปกติที่มีมาแก้ไขปัญหาก่อนว่าสามารถแก้ไขได้หรือไม่ ถ้าไม่ไหวจริง ๆ จนตรอกจึงจะออกกฎหมายพิเศษ เพราะฉะนั้น ถ้าจำเป็นต้องใช้ ม.44 ผมก็จะใช้แล้วผมก็ไม่กลัวว่าจะมีการคัดค้าน อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีให้นโยบายแล้วว่าในการทำงานใด หากมีเป็นข้อติดขัดด้วยข้อกฎหมาย ที่ทำให้เราไม่มีอำนาจหรือมีปัญหาในการบริหารงานจำเป็นต้องใช้กฎหมายพิเศษก็ให้เสนอมาได้ แต่ยืนยันว่าถ้าผมใช้ก็จะเป็นการวางกติกาเพื่อประโยชน์ส่วนรวมมหาวิทยาลัย 90% จะไม่เดือดร้อนแน่นอน ยกเว้นที่ทำไม่ดีก็จะเดือดร้อน”พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าว

พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ การใช้กฎหมายพิเศษนั้นตนให้ความสำคัญและระมัดระวังมากที่จะไม่เป็นการทำให้มหาวิทยาลัยรู้สึกว่าเราเข้าไปก้าวก่าย เพราะมหาวิทยาลัยไม่ใช่โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่ ศธ.เข้าไปกำกับได้ จึงต้องมีเส้นที่พอดี เพื่อให้เข้าไปดำเนินการในเรื่องที่สามารถเข้าไปดำเนินการได้


ดาวเสาร์จ่อคิวใกล้โลกสุดรอบปี3มิ.ย.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/228739

การศึกษา,ดาวอังคาร,ดาวเสาร์,ดาราศาสตร์

การศึกษา-สาธารณสุข  :  1 มิ.ย. 2559

ดาวเสาร์จ่อคิวใกล้โลกสุดรอบปี3มิ.ย.

สดร.เผยบรรยากาศการเฝ้าชมดาวอังคารใกล้โลกที่สุดในรอบ 11 ปี ชวนจับตาดาวเสาร์จ่อคิวคืน 3 มิ.ย.นี้

                    สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เผยบรรยากาศกิจกรรมสังเกตการณ์ดาวอังคารใกล้โลกมากที่สุดในรอบ 11 ปี คืนวันที่ 31 พฤษภาคม 2559 3 จุดสังเกตการณ์หลักของสดร. ฉะเชิงเทราฟินสุด !! ฟ้าเปิด ดาวอังคารโผล่ทะลุฟ้า มาพร้อมดาวเสาร์ จัดกล้อง 0.7 เมตร ให้ประชาชนส่องแบบเต็มตา ส่วน เชียงใหม่ และโคราช ฝนตกหนัก เมฆหนาฟ้าปิดตลอดทั้งคืน หลายพื้นที่ของประเทศพลาดชมความสวยงามของปรากฏการณ์ในครั้งนี้ เหตุจากฝนตกหนักสภาพท้องฟ้าไม่อำนวยแต่มีบางจังหวัดฟ้าเปิดไร้ฝน ได้ยลโฉมดาวอังคารเต็มตา หลังจากนี้ชวนจับตาดาวเสาร์ใกล้โลกจ่อรอคิวคืน 3 มิถุนายน 2559
                    ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ กล่าวว่า บรรยากาศการจัดกิจกรรมสังเกตการณ์ดาวอังคารใกล้โลกในรอบ 11 ปี คืนวันที่ 31 พฤษภาคม 2559 ในหลายพื้นที่ของประเทศไทยต้องพบกับความผิดหวังเนื่องจากมีฝนตกลงมาในช่วงหัวค่ำและตกอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งคืน ในส่วนของสดร. เองตั้งจุดสังเกตการณ์หลัก3 จุด เชียงใหม่ โคราช และ ฉะเชิงเทรา สำหรับจังหวัดเชียงใหม่ จัดบริเวณลานน้ำพุ หน้าศูนย์การค้าเมญ่าเชียงใหม่ มีฝนตกลงมาตั้งแต่ช่วงเย็นจนถึงดึก จึงไม่สามารถจัดกิจกรรมสังเกตการณ์ได้ รวมถึงที่หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา นครราชสีมา ก็มีฝนเทลงมาตั้งแต่ช่วงกลางวันยาวต่อเนื่องถึงช่วงเย็นอย่างไม่ขาดสายประชาชนที่ทราบข่าวและตั้งใจมารอชมต่างผิดหวังไปตาม ๆ กัน
                    แต่สำหรับหอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา ฉะเชิงเทรา แม้ฝนตกลงมาในช่วงเย็น แต่หลังจากนั้นเวลาประมาณทุ่มครึ่งฝนหยุดตก ฟ้าเริ่มเปิด ดาวอังคารและดาวเสาร์ โผล่ทะลุเมฆมาให้ประชาชนได้ชมกันอย่างเต็มตา ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ บริเวณกลุ่มดาวแมงป่องและในคืนนี้เราได้เปิดกล้องโทรทรรศน์ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.7 เมตร ไว้บริการประชาชนด้วย สามารถดูดาวอังคารและดาวเสาร์ผ่านช่องมองภาพของกล้องโทรทรรศน์ดังกล่าว ซึ่งจะมองเห็นรายละเอียดพื้นผิวของดาวอังคารและวงแหวนของดาวเสาร์ได้อย่างชัดเจน
                    สำหรับเครือข่ายจัดกิจกรรมสังเกตการณ์ หลายพื้นที่ส่วนใหญ่พบว่ามีฝนตกลงมาทำให้สภาพท้องฟ้าไม่เอื้อต่อการสังเกตการณ์ แต่ก็มีบางจังหวัด เช่น น่าน พะเยา นครพนม สงขลา ที่สภาพท้องฟ้าเปิด ไร้ฝน สามารถจัดกิจกรรมสังเกตการณ์ปรากฏการณ์ดาวอังคารใกล้โลกในคืนดังกล่าวได้มีประชาชน นักเรียน ให้ความสนใจเข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก
                    ดร.ศรัณย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “หลังจากดาวอังคารโคจรมาอยู่ในตำแหน่งตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ ที่ระยะห่าง 76.31 ล้านกิโลเมตร เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม ที่ผ่านมา จนกระทั่งจะเข้าใกล้โลกมากที่สุด ในวันที่ 31 พฤษภาคม 2559 ที่ระยะห่าง 75.28 ล้านกิโลเมตร เป็นการโคจรเข้าใกล้โลกมากที่สุดในรอบ 11 ปี ตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา และหลังจากนี้ดาวอังคารจะโคจรห่างออกไปเรื่อยๆเรายังคงสามารถสังเกตเห็นดาวอังคารปรากฏอยู่บนท้องฟ้าได้อย่างชัดเจน แต่ความสว่างจะค่อยๆ ลดลง และจะโคจรเข้าใกล้โลกที่สุดครั้งต่อไปอีกประมาณ 2 ปี ข้างหน้า คือในวันที่ 31 กรกฎาคม 2561ดาวอังคารจะห่างจากโลกที่ระยะทาง 57.59 ล้านกิโลเมตร ซึ่งเป็นที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการเข้าใกล้โลกมากที่สุดในรอบ 15 ปี
                    ด.ช.ชวกร จรัส นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หนึ่งในผู้เข้าร่วมกิจกรรมที่ จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ‘ตั้งใจมาดูดาวอังคารโดยเฉพาะ ทราบกิจกรรมจากแฟนเพจ NARIT จึงชักชวนเพื่อนมาร่วมกิจกรรมนี้เพราะอยากเห็นดาวอังคารชัด ๆ ผ่านกล้องโทรทรรศน์ เสียดายที่วันนี้ฝนตก แต่หากสดร. จัดกิจกรรมอีก จะมาร่วมอีกแน่นอน
                    สำหรับผู้ที่พลาดชมความสวยงามของดาวอังคารใกล้โลก ยังมีอีก 1 ปรากฏการณ์ให้ได้ติดตาม ในคืนวันที่ 3 มิถุนายน 2559 ดาวเสาร์จะอยู่ในตำแหน่งตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ ใกล้โลกที่สุดในรอบปี ปรากฏชัดสีเหลืองสว่างสุกใส ดูได้ด้วยตาเปล่าทางทิศตะวันออกเฉียงใต้หลังดวงอาทิตย์ตก อวดโฉมยาวนานตลอดทั้งคืนจนถึงรุ่งเช้า หากดูด้วยกล้องโทรทรรศน์หรือกล้องสองตา สามารถเห็นวงแหวนได้ชัดเจน สดร. เตรียมจัดกิจกรรมสังเกตการณ์ “ดาวเสาร์ – ราชาแห่งวงแหวน” ให้ประชาชนสัมผัสเต็มตาที่หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา ฉะเชิงเทรา และนครราชสีมา ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.facebook.com/NARITpage