วิศวะหุ่นยนต์(ฟีโบ้)มจธ.ปั้นวิศวกรรุ่นใหม่สู่ตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/229111

หุ่นยนต์,วิศวะ,มจธ.

การศึกษา-สาธารณสุข  :  7 มิ.ย. 2559

วิศวะหุ่นยนต์(ฟีโบ้)มจธ.ปั้นวิศวกรรุ่นใหม่สู่ตลาด

วิศวะหุ่นยนต์(ฟีโบ้)มจธ.ปั้นวิศวกรรุ่นใหม่สู่ตลาด : เยี่ยมสถานศึกษา

         ปัจจุบันวิทยาการหุ่นยนต์ (Robotics) ได้เข้ามามีบทบาทในสังคมและเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น เพื่อรองรับความต้องการในอนาคตและเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรทางด้านวิทยาการเหล่านี้ สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (FIBO) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ได้เปิดหลักสูตรระดับปริญญาตรี สาขาวิศวกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ ที่มีการเรียนการสอนแบบโมดูลขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการใช้บุคลากรเทคโนโลยีด้านวิทยาการหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติในภาคอุตสาหกรรมที่กำลังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

รศ.ดร.สยาม เจริญเสียง ผู้อำนวยการสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (FIBO) กล่าวว่า ผลสำรวจระดับประเทศจากภาคอุตสาหกรรม 4 กลุ่มหลัก ยานยนต์ การแพทย์ อิเล็กทรอนิกส์และอาหาร พบว่าจากปัจจัยค่าแรงงานที่สูงขึ้น ปัญหาแรงงานต่างชาติ ฯลฯ ทำให้หลายแห่งต้องการสร้างระบบอัตโนมัติ หรือเทคโนโลยีหุ่นยนต์เข้าไปใช้งานในภาคการผลิต

โดยเฉพาะบุคลากรที่มีความรู้พื้นฐานทั้งด้านไฟฟ้า เครื่องกล อิเล็กทรอนิกส์ และคอมพิวเตอร์ ที่สำคัญสามารถทำงานข้ามสายได้ก็จะเป็นประโยชน์อย่างมาก หากต้องการออกแบบระบบใหม่ๆ เพื่อตอบสนองทันต่อการผลิตของภาคอุตสาหกรรม จึงชัดเจนว่าแนวโน้มความต้องการบุคลากรด้านวิศวะหุ่นยนต์และเทคโนโลยีหุ่นยนต์มีมากขึ้นอย่างแน่นอน

เพราะนอกจากวิทยาการหุ่นยนต์สำหรับการเพิ่มผลผลิต หรือ Robotics for Productivity แล้ว ยังมีหุ่นยนต์อีกกลุ่มที่มีแนวโน้มจะสร้างมูลค่าสูงได้ คือ วิทยาการหุ่นยนต์เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น หรือ Robotics for Life ที่เราเริ่มเห็นกันมากขึ้น อาทิ หุ่นยนต์ดูดฝุ่นอัตโนมัติ หุ่นยนต์ต้อนรับ หุ่นยนต์บริการ หุ่นยนต์สำรวจ หุ่นยนต์ทางการแพทย์ หุ่นยนต์เพื่อความบันเทิง และการศึกษา เป็นต้น ซึ่งมีความจำเป็นต้องใช้บุคลากรที่สามารถบูรณาการสหวิทยาการด้านไฟฟ้า เครื่องกลและคอมพิวเตอร์ เพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ได้ หรือเป็น Innovative System Integrator in Robotics and Automation Engineering ซึ่งทางฟีโบ้มีความพร้อมในเรื่องบุคลากรและสถานที่ที่จะเป็นที่บ่มเพาะความรู้และประสบการณ์ด้านนี้แก่นักศึกษาของหลักสูตร

ดร.อาบทิพย์ ธีรวงศ์กิจ รองผู้อำนวยการฝ่ายการศึกษา กล่าวว่า หลักสูตรวิศวกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติของฟีโบ้เปิดมาได้ 2 ปี เริ่มขึ้นเมื่อปี 2557 มีรูปแบบการเรียนการสอนแบบ Project-Based Learning โดยบูรณาการความรู้ด้านวิศวกรรมเครื่องกล ไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ ในรูปแบบโมดูล (เป็นการแบ่งรายวิชาออกเป็นโมดูลต่างๆ) มีทั้งหมด 10 โมดูล ใน 8 ภาคการศึกษา (ตั้งแต่ปีที่ 1-4) เพื่อเป็นกลไกให้นักศึกษาได้เข้าใจความเชื่อมโยงระหว่างเนื้อหาวิชาต่างๆ ที่เรียนในแต่ละภาคการศึกษา

ข้อดีของการจัดการเรียนการสอนแบบโมดูลทำให้เด็กได้เห็นภาพการเรียงร้อยความสัมพันธ์และความเกี่ยวเนื่องกันของแต่ละวิชา เริ่มตั้งแต่การเรียนรู้พื้นฐานที่เกี่ยวข้อง การสำรวจโลกของวิทยาการหุ่นยนต์ ไล่มาถึงการออกแบบและสร้างแผงวงจรไฟฟ้าประยุกต์ร่วมกับการอ่านแบบและเขียนแบบทางวิศวกรรม การใช้อุปกรณ์เครื่องมือทางกลและทางอิเล็กทรอนิกส์ และการเขียนโปรแกรม เพื่อสร้างหุ่นยนต์ตัวแรก หรือ My First Robot ในชั้นปีที่ 1 การเขียนซอฟต์แวร์ การประยุกต์ใช้ Sensors และ Actuators ประยุกต์เข้ากับการออกแบบทางกลที่ซับซ้อน เพื่อสร้างนวัตกรรมที่มีกระบวนการออกแบบโดยมีผู้ใช้เป็นศูนย์กลางในชั้นปีที่ 2 การสร้างชิ้นงานที่มีผลกระทบทางเศรษฐกิจ โดยประยุกต์รวมกับเทคโนโลยีการประมวลผลภาพ ปัญญาประดิษฐ์ และทฤษฎีขั้นสูงด้านวิทยาการหุ่นยนต์ผลิตออกมาเป็นแผนธุรกิจ รวมถึงการเตรียมศักยภาพของนักศึกษา เพื่อทำงาน R&D ในระดับโรงงานอุตสาหกรรมได้ ซึ่งเป็นระบบกลไกที่ซับซ้อนมากขึ้นในชั้นปีที่ 3 และ 4 โดยในแต่ละโมดูลจะมีกิจกรรมที่ให้นักศึกษาทำโครงงานร่วมกันในทุกเทอม หลังจบชั้นปีที่ 3 ทางฟีโบ้มีแผนจัดส่งนักศึกษาเข้าฝึกงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรมอีกด้วย

“หลักสูตรนี้ถูกออกแบบโดยแนวคิด Outcome-based Education ที่เน้นการสร้างความมีส่วนร่วมของนักศึกษาในชั้นเรียนเป็นสำคัญและเทคนิคการจัดการเรียนการสอนเพื่อรองรับนักศึกษาในศตวรรษที่ 21 ซึ่งเปลี่ยนจากการเน้นการป้อนเนื้อหาวิชาความรู้ให้นักศึกษาอย่างเดียว เป็นการสนับสนุนการเรียนรู้ที่นักศึกษาได้มีส่วนร่วมในการเรียนรู้และรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งกับการเรียนรู้มากขึ้น ฟีโบ้จึงมีหลักในการจัดการเรียนการสอน 3 อย่าง ได้แก่ 1.การสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ (The will to learn) 2.การบูรณาการการเรียนรู้ (Integrative Learning) และ 3.การเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ (Learning by Doing)”

นัศรุน หะยียามา หรือน้องนัด อายุ 19 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 1 กล่าวว่าอยากลองทำหุ่นยนต์มานานแล้ว อยากจะสร้างหุ่นยนต์สำรวจมาตั้งแต่เด็ก พอจบมัธยมปลาย สายวิทย์-คณิต จากโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) ปัตตานี อยากเรียนต่อคณะวิศวกรรมศาสตร์ จึงตัดสินใจสมัครสอบเข้ามาเรียนที่ฟีโบ้ การเรียนที่จัดแบบโมดูลนี้ ทำให้ได้ลงมือทำ ได้ลองออกแบบเอง ทำให้รู้การต่อวงจร รู้ขั้นตอนและระบบทุกอย่างของหุ่นยนต์ตัวนั้น ผลจากที่ได้นำความรู้จากที่เรียนมาประยุกต์ทดลองใช้ทำให้เรามีประสบการณ์ทำจริง มีการจัดระบบความคิดได้ดีขึ้น ตอนทำหุ่นยนต์ตัวแรก หรือ My First Robot สามารถสร้างหุ่นยนต์ขึ้นได้สำเร็จ ได้เรียนรู้การทำงานเป็นทีม น้องๆ ที่สนใจดูรายละเอียดได้ที่ Facebook: FIBO หรือเว็บไซต์ http://fibokmutt.wix.com/fiboedu โทร.0-2470-9715-6


ธรรมาภิบาลอุดมศึกษาต้องแก้ปัญหาให้ถึงต้นตอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/229038

ธรรมาภิบาล,อุดมศึกษา,การศึกษา

การศึกษา-สาธารณสุข  :  6 มิ.ย. 2559

ธรรมาภิบาลอุดมศึกษาต้องแก้ปัญหาให้ถึงต้นตอ

ธรรมาภิบาลอุดมศึกษาต้องแก้ปัญหาให้ถึงต้นตอ : ผศ.ดร.รัฐกรณ์ คิดการ ประธานที่ประชุมประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย (ทปสท.) รายงาน

           กรณีที่ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จะใช้ มาตรา 44 เข้าไปจัดการกับ “มหาวิทยาลัย” ที่ “ไร้ธรรมาภิบาล” และจะไม่ซุกอะไรไว้ใต้พรมนั้น ทางสภาคณาจารย์และข้าราชการ ขอสนับสนุนเต็มที่ โดยอยากให้แก้ไขไปที่ “ต้นตอของปัญหา” แต่ละสถาบันซึ่งแตกต่างกัน

สถาบันอุดมศึกษาของรัฐในปัจจุบัน  มีทั้งมหาวิทยาลัยที่ยังคงเป็น “ส่วนราชการ” และมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ (ม.นอกระบบ) ที่มีทั้งตั้งแต่เริ่มก่อตั้งและแปรสภาพจากส่วนราชการไปเป็น ม.นอกระบบ ในภายหลัง ดังนั้น การจะแก้ไขจึงต้องทำความเข้าใจสาเหตุของปัญหาแต่ละมหาวิทยาลัย และที่สำคัญปัญหาเหล่านั้น ล้วนส่งผลกระทบกับ “คุณภาพของการศึกษา” แตกต่างกันด้วย

มหาวิทยาลัยในกำกับตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง หรือที่แปรสภาพในภายหลัง แม้จะมีปัญหาเรื่องธรรมาภิบาล แต่จะส่งผลกระทบกับคุณภาพการศึกษาไม่มากนัก อาจเป็นเพราะมหาวิทยาลัยเหล่านี้ มีพื้นฐานโครงสร้างและระบบบริหารจัดการที่ดี หรือมีชื่อเสียงมายาวนาน แต่ในส่วนของมหาวิทยาลัยที่เป็นส่วนราชการ โดยเฉพาะ “มหาวิทยาลัยกลุ่มใหม่” ปัญหาธรรมาภิบาล จะส่งผลกระทบกับ “คุณภาพการศึกษา” โดยตรงและค่อนข้างมาก

จากการวิเคราะห์พบว่าสาเหตุหลักๆ มาจาก “ผลประโยชน์” และ “อำนาจ” ที่ผู้บริหาร และบุคลากรต่างแสวงหาและต้องการให้เทียบเท่ากับมหาวิทยาลัยในกำกับ ทั้งที่ระเบียบราชการไม่สามารถทำได้ เช่น การแต่งตั้งผู้บริหารระดับต่างๆ จากบุคคลที่เกษียณอายุราชการแล้ว ทั้งที่ไม่มีกฎหมาย หรือพระราชบัญญัติใดๆ ให้อำนาจทำได้ เพราะมหาวิทยาลัยที่เป็นส่วนราชการ การบริหารงานบุคคลต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2547 และฉบับที่ 2 พ.ศ.2551

ส่วนการสรรหาและแต่งตั้งบุคคล ไปดำรงตำแหน่งผู้บริหารก็เป็นไปตาม พ.ร.บ.การจัดตั้งของแต่ละสถาบัน นั่นคือการสรรหาและแต่งตั้งต้องมาจากคนที่เป็นข้าราชการหรือพนักงานมหาวิทยาลัย ตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนที่กล่าวถึงข้างต้นเท่านั้นไม่สามารถแต่งตั้งจาก “คนนอก” หรือ “คนที่เกษียณอายุราชการ”

การแต่งตั้ง “คนนอก” หรือ “คนที่เกษียณอายุราชการ” เข้ามาเป็นผู้บริหาร นอกจากจะต้องนำเงินรายได้ของมหาวิทยาลัยที่มีอยู่ค่อนข้างจำกัด เนื่องจากเป็นส่วนราชการมีข้อจำกัดในการจัดหารายได้เอง ไปจ่ายเป็นเงินเดือนและค่าตอบแทน ซึ่งสูงกว่าข้าราชการหลายเท่า บางคนช่วงรับราชการได้เงินเดือนแค่ 5 หมื่นบาท แต่เมื่อเกษียณแล้วและเสนอตั้งเงินเดือนให้ตัวเองสูงถึง 2.5 แสนบาท ก็มี ยังไม่รวมเงินอื่นๆ ที่ระเบียบราชการให้เบิกจ่ายได้เฉพาะข้าราชการ

ดังนั้นจึงต้องออกระเบียบเองแล้วเสนอสภามหาวิทยาลัยอนุมัติ เพื่อให้ตัวเองสามารถเบิกได้เช่นเดียวกับข้าราชการ ที่สำคัญจะทำผิดอะไรก็ไม่เกรงกลัวว่าจะถูกดำเนินการ “ทางวินัย” เพราะตัวเอง“ ไม่ใช่ข้าราชการ” และที่สำคัญยังขัดกับหลักการปฏิบัติราชการทั่วไป ที่ข้าราชการทุกกระทรวงต้องออกจากราชการเมื่อครบอายุเกษียณ เพื่อเปิดโอกาสให้ “คนรุ่นหลัง” ขึ้นมาเป็นบ้าง ยกเว้นตำแหน่งที่ต้องอาศัย “ความเชี่ยวชาญ” ถึงจะให้ขยายอายุราชการไปถึง 65-70 ปีได้ เช่น แพทย์ ตุลาการ อัยการ หรือแม้แต่อาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษา กฎหมายก็ระบุไว้ชัดเจนว่า “ตำแหน่งรองศาสตราจารย์ (รศ.)” ขึ้นไปอาจให้ขยายอายุราชการไปถึง 65 ปีได้ แต่ให้ทำหน้าที่สอนและวิจัยเท่านั้น ห้ามดำรงตำแหน่งผู้บริหาร

“มหาวิทยาลัย” ในปัจจุบันกลับ “ตรงกันข้าม” คนที่ดำรง “ตำแหน่งบริหาร” กลับเป็น “คนที่ล้วนเกษียณอายุ” แทบทั้งสิ้น ส่วนคนที่มีตำแหน่ง “รศ.” ถ้าไม่มีพวกก็ยากที่จะได้ขยายอายุถึง 65 ปี

นอกจาก “การแสวงหาผลประโยชน์” แล้ว “อำนาจ” ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่มีการแสวงหาในมหาวิทยาลัย เพราะการที่จะทำให้ตัวเองอยู่ในตำแหน่งได้นานขึ้นอยู่กับเสียงในสภาฯ ดังนั้นจึงมี “การใช้อำนาจ” เพื่อ “บีบ” ให้คนมาเป็นพวกพ้องให้ได้มากที่สุด จากนั้นแต่งตั้งให้เป็นผู้บริหารโดยไม่สนใจว่าคนคนนั้น มีความรู้ มีความสามารถ หรือมีความเหมาะสมกับตำแหน่งหรือไม่ หรือบางคนก็สนับสนุนให้ไปนั่งในสภาฯ เพื่อช่วยยกมือเลือกคนของตัวเองให้มาเป็น “นายกสภาฯ” และ “กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ”

คนกลุ่มนี้ก็จะเป็นผู้เลือกให้ตัวเองให้ดำรงตำแหน่งต่อไป เมื่อครบสองวาระไม่สามารถเป็นต่อได้ ก็สลับไปมหาวิทยาลัยอื่นที่เป็นเครือข่าย หรือให้คนของตัวเองขึ้นมาเป็นผู้บริหารเพื่อคั่นเวลา แล้วตัวเองก็กลับมาเป็นต่อ นี่คือความจริง ส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้นและเป็นสาเหตุต้นตอของ “ปัญหาธรรมาภิบาล” ในสถาบันอุดมศึกษา ที่รอวันให้มีการปฏิรูป ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าปัญหานี้จะเรียกว่าอยู่ “ใต้พรม” หรือ “บนพรม”


เปิดปริญญาตรีบริหารอาคารสูงสนองประชารัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/229036

มหาวิทยาลัยรังสิต,แรงงาน,อสังหา

การศึกษา-สาธารณสุข  :  6 มิ.ย. 2559

เปิดปริญญาตรีบริหารอาคารสูงสนองประชารัฐ

กรมพัฒนาฝีมือแรงงานจับมือมหาวิทยาลัยรังสิต และสถาบันพัฒนาการบริหารทรัพย์สินและอสังหาริมทรัพย์ เปิดปริญญาตรีบริหารอาคารสูงสนองประชารัฐ พัฒนาฝีมือแรงงานรองรับAEC

           เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน2559ที่ผ่านมา นายกรีฑา สพโชค อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน พร้อมด้วยรศ. ดร. สังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม และรศ.ดร. ต่อตระกูล ยมนาค ประธานกรรมการสถาบันพัฒนาการบริหารทรัพย์สินและอสังหาริมทรัพย์ได้ร่วมพิธีและลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือว่าด้วย “การพัฒนาฝีมือแรงงานสาขาอาชีพบริหารจัดการอาคาร” ความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรไทยด้านการจัดการทรัพย์สินและอสังหาริมทรัพย์ครั้งแรกในประเทศไทย ที่จัดขึ้นที่ห้อง Shanghai ชั้น 2 โรงแรมสวิสโอเต็ล เลอ คองคอร์ด กรุงเทพมหานคร

นายกรีฑา สพโชค อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า “ตลาดอสังหาริมทรัพย์มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งอาคารชุดที่อยู่อาศัย อาคารสำนักงาน ห้างสรรพสินค้า ช้อปปิ้งมอลล์และคอมมูนิตี้มอลล์ จากการขยายตัวนี้ทำให้ต้องการแรงงานด้านการบริหารจัดการอาคารเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ที่ผ่านมายังไม่มีการพัฒนาศักยภาพของแรงงานไทยในตลาดแรงงานในสาขานี้โดยเฉพาะทั้งที่มีความต้องการของตลาดสูง กรมพัฒนาฝีมือแรงงานเล็งเห็นความสำคัญและโอกาสของแรงงานไทยที่จะเข้ามาตอบสนองความต้องการของตลาดทางด้านนี้จึงได้ร่วมมือกับภาคเอกชนซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญทางสาขาอาชีพการบริหารจัดการอสังหาริทรัพย์โดยเฉพาะจัดหลักสูตรอบรมนี้ขึ้น

โดยภายใต้กรอบความร่วมมือนี้เราได้ร่วมพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด สนับสนุนการจัดการอบรมทั้งด้านวิทยากร สถานที่ ทรัพยากรและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ และที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือเราสนับสนุนการจัดการอบรมเพื่อสร้างผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้ขึ้นเพื่อเป็นวิทยากรสำหรับอบรมแรงงานด้านการบริหารจัดการอาคารต่อไป กล่าวได้ว่าเราได้ร่วมมือตั้งแต่เริ่มต้น และมุ่งหวังให้เกิดการพัฒนาของบุคลากรอย่างต่อเนื่อง”

ดร.อัครนันท์  อริยศรีพงษ์  กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสพีอาร์เอ็ม โมเดิร์น แมนเนจเม้นท์  จำกัด  ได้แชร์มุมมองจากทางผู้ประกอบการว่า หลายคนอาจคิดไม่ถึงถึงความจำเป็นในการเรียนการสอนในสาขาวิชานี้ แต่ถ้าดูจากตัวเลขการลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แล้วจะพบว่ามีการขอจดทะเบียนอาคารชุดในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา ปีละกว่าสามพันโครงการหมู่บ้านจัดสรรเองก็พันกว่าโครงการ คือโครงการเดิมก็มีอยู่ โครงการใหม่ก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งที่ผ่านมาสำหรับผู้ประกอบการหรือ Developer แล้วการคัดเลือกสรรหาบุคลากรมารับผิดชอบงานทางด้านนี้เป็นเรื่องที่ยุ่งยากมาก

ผู้ประกอบการต้องการคน แต่คนที่เรามียังไม่มีทักษะเฉพาะทางด้านนี้ดีพอ เรียกว่าขาดแคลนทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ เพราะการบริหารดูแลอาคารไม่ใช่แค่มีช่างซ่อม ช่างไฟ ช่างดูแลระบบ แค่นี้แล้วจบ แต่การบริหารจัดการอาคารเป็นสหวิทยาการที่ต้องการทักษะเฉพาะและต้องรู้ในหลายๆด้าน ทั้งกฎหมาย การบริการ การจัดการ วิศวกรรมและอื่นๆ เรียกว่าต้อง “รอบรู้”  สถาบันพัฒนาการบริหารทรัพย์สินและอสังหาริมทรัพย์ จึงได้ก่อตั้งขึ้นเพื่อพัฒนาบุคลากรไทยให้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการอาคารโดยเฉพาะ นำเอาความรู้และสิ่งที่ได้จากการทำงานจริงกว่าสิบปีของเรามาพัฒนาเป็นหลักสูตรอบรม ส่งต่อความรู้ให้คนของเราต่อไป ทั้งนี้เรามุ่งหวังให้คนของเรามีศักยภาพเทียบเท่าระดับนานาชาติ อีกทั้งเพื่อรองรับการรวมกลุ่มประชาคมอาเซียน (AEC) ทำให้เกิดการค้าเสรี การร่วมลงทุนที่มากขึ้นและตลาดแรงงานอย่างต่อเนื่อง”

ดร.ศักดิ์สิน ปัจจักขะภัติ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาการบริหารทรัพย์สินและอสังหาริมทรัพย์ (PRIM: Property and Realty Institute of Management) กล่าวถึงการพัฒนาหลักสูตรและความร่วมมือในด้านวิชาการว่า “ทางสถาบันฯ ได้ร่วมกับวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม นวัตกรรมสังคมพัฒนาหลักสูตร “การบริหารทรัพย์สินและอสังหาริมทรัพย์” ขึ้นเพราะเราเห็นถึงความต้องการของตลาดแต่กลับยังไม่มีสถาบันการศึกษาใดผลิตนักศึกษาด้านนี้ขึ้นมาโดยเฉพาะ โดยหลักสูตรนี้เป็นการปรับประสบการณ์จริงจากผู้คร่ำหวอดในวงการมานานนับสิบปีมาสู่ความรู้ในเชิงวิชาการ เป็นการอบรม Property Management แบบสหวิทยาการซึ่งเป็นการบูรณาการองค์ความรู้จากหลากหลายสาขาวิชาทั้งการจัดการ การบริหาร บัญชี การเงิน กฎหมาย ซึ่งในระยะยาวเราคาดหวังว่าจะสามารถพัฒนาสาขาวิชานี้ไปถึงระดับปริญญาตรีในระยะเริ่มต้นเราเริ่มที่หลักสูตรระยะสั้นก่อน ซึ่งหลักสูตรอบรมของสถาบันฯ มีตั้งแต่ระยะสั้นคือ 3 วัน หรือ 20 ชั่วโมง ไปจนถึง 3 เดือน ซึ่งสำหรับหลักสูตร 3 เดือนนั้น ทางเราคิดว่าจะพัฒนาให้เทียบเท่าหนึ่งรายวิชา สำหรับผู้ที่จะศึกษาต่อในระดับปริญญาโทและปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยรังสิต สามารถนำไปยกเว้นได้ 1 รายวิชา แต่ทั้งนี้ยังเป็นแค่แนวความคิด และต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของฝ่ายวิชาการของทางมหาวิทยาลัยด้วย

“หลักสูตรอบรมของเรามีตั้งแต่ระยะสั้น 3 วัน ไปจนถึง 3 เดือน และยังมีหลักสูตรเจาะลึกเฉพาะตำแหน่งและเฉพาะภาระงานให้ได้รู้ลึกรู้จริงเฉพาะงานนั้นๆ อีกด้วย หลักสูตรนี้เปิดรับผู้สนใจเข้าอบรมจากทุกสาขาวิชา ทุกสาขาอาชีพสามารถเข้ามาเรียนรู้เพิ่มเติมเพื่อพัฒนาศักยภาพของตน และเปิดโอกาสสำหรับความก้าวหน้าที่จะตามมาในอนาคต นอกจากนี้หากหน่วยงานหรือบริษัทใดต้องการส่งบุคลากรเข้ามาร่วมอบรมในหลักสูตรนี้ในนามของนิติบุคคลสามารถที่จะนำไปลดหย่อนภาษีได้อีก 200% แต่จะต้องมีการลงทะเบียนตามขั้นตอนระเบียบของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน” ดร.ศักดิ์สิน กล่าวและว่า

นับเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือที่น่าสนใจสำหรับแรงงานไทยที่ต้องการพัฒนาทักษะของตน ตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องเป็นการการันตีถึงความขาดแคลนแรงงานทางด้านนี้อย่างแท้จริง หากเราไม่หยุดพัฒนาตนเองให้มีทักษะที่ดี โอกาสก้าวหน้า ค่าตอบแทนที่ดีและความสำเร็จย่อมอยู่ไม่ไกล โดยอบรมหลักสูตรระยะสั้นสำหรับผู้บริหารมืออาชีพ รุ่นที่ 2 “ผู้จัดการนิติบุคคล, ผู้จัดการอาคารชุด และหมู่บ้านจัดสรร”เป็นหลักสูตรที่จัดขึ้นเพื่อเพิ่มขีดความสามารถ ศักยภาพของผู้ปฏิบัติในสายอาชีพนี้ หรือนักศึกษาทั่วไปที่สนใจด้านการบริหารทรัพย์สินและอสังหาริมทรัพย์โดยผู้ผ่านการฝึกอบรมได้รับความรู้ ข้อมูล และแนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ และตลาดของธุรกิจบริหารทรัพย์สินที่เป็นประโยชน์ต่อการบริหารงานได้รับความรู้ความเข้าใจข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอาคารชุด และหมู่บ้านจัดสรรอย่างครบถ้วน ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติหลักสูตรฝึกอบรมระยะสั้น (ระยะเวลา 3 วัน) จัดอบรมระยะสั้น รุ่นที่ 2 ในระหว่างวันที่ 24-26 มิถุนายน2559นี้


ปิดเมืองสู้‘ไวรัสซิกา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/229033

ไวรัส,ยุง,ตั้งครรภ์

การศึกษา-สาธารณสุข  :  6 มิ.ย. 2559

ปิดเมืองสู้‘ไวรัสซิกา’

ปิดเมืองสู้‘ไวรัสซิกา’ : ทีมข่าวรายงานพิเศษ

            “ไวรัสซิกา” กลับมาเป็นประเด็นใหญ่อีกครั้ง หลัง “ไต้หวัน” ส่งข่าวออกไปทั่วโลกว่า ตรวจพบคนไทยติดไข้หวัดซิการะหว่างกำลังเดินทางเข้าประเทศ และเป็นผู้ที่มาจากพื้นที่อำเภอเดียวกับชายไทยที่สนามบินของไต้หวันเคยตรวจพบเมื่อเดือนมกราคม 2559 ที่ผ่านมาด้วย

อ.สร้างคอม จ.อุดรธานี แหล่งที่อยู่อาศัยของคนไทยผู้ติดเชื้อไวรัสซิกาทั้ง 2 ราย เมื่อรัฐบาลไต้หวันแจ้งมา กระทรวงสาธารณสุขจึงร่อนจดหมายไปยังหน่วยงานสาธารณสุขบริเวณนั้น ให้ช่วยกันเฝ้าระวังอย่างเร่งด่วน!

เนื่องจากเป็นเชื้อไวรัสที่ “องค์การอนามัยโลก” กำลังกุมขมับ เพราะระบาดหนักในแถบละตินอเมริกาอย่างไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อน ที่สำคัญคือ ในประเทศบราซิลพบเด็กหัวเล็กเกิดจากแม่ผู้เคยติดไวรัสซิกา และจากพื้นที่ระบาดเพียง 14 ประเทศ ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2558 ผ่านไปเพียง 1 ปี ตอนนี้ระบาดไปถึง 64 ประเทศแล้ว

เพื่อควบคุมไปไม่ให้เชื้อนี้แพร่เข้ามาในพื้นที่ของตัวเอง วันที่ 24 พฤษภาคม 2559 โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลสร้างนางขาว อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย ที่มีพื้นที่ติดกับ อ.สร้างคอม จ.อุดรธานี ออกหนังสือแจ้งเตือนส่งไปยังเจ้าหน้าที่อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ให้เฝ้าระวังสถานการณ์และช่วยกันทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายภายในหมู่บ้าน โดยสรุปเนื้อหาในประกาศแจ้งเตือนได้ว่า

“ห้ามประชาชนในเขตรับผิดชอบเดินทางไปยังพื้นที่ อ.สร้างคอม โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์ ห้ามเดินทางไปยังพื้นที่เกิดโรคเป็นอันขาด เพราะถ้าได้รับเชื้อจะทำให้ทารกในครรภ์พิการได้”

นอกจากนี้กระทรวงสาธารณสุขยังตรวจเลือดและปัสสาวะหญิงตั้งท้อง 103 คน ใน อ.สร้างคอม พบหญิงตั้งท้อง 2 คน ติดเชื้อไวรัสซิกา แต่จากตรวจทารกในครรภ์ไม่พบความผิดปกติ แต่ต้องเฝ้าระวังตรวจต่อเนื่องทุกเดือนจนกว่าจะคลอด

การขอความร่วมมือห้ามเดินทางไปยังพื้นที่พบผู้ป่วยไวรัสซิกา กลายเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันว่า จะได้ผลควบคุมการแพร่กระจายไวรัสซิกา หรือเป็นการป้องกันเกินความจำเป็นหรือไม่ ?

ทีมข่าว “คม ชัด ลึก” สอบถามความคิดเห็นไปยังแพทย์และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสและด้านระบาดวิทยา ปรากฏว่ามีความเห็น แยกเป็น 2 ฝ่าย คือ

“ฝ่ายสนับสนุนการควบคุมพื้นที่”  เนื่องจากไวรัสซิกาตัวร้ายนี้ ตรวจพบได้ยาก ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่มากกว่าร้อยละ 75 ไม่มีอาการป่วย เป็นเพียงพาหะนำเชื้อ หากมียุงลายมากัดแล้วไปกัดผู้อื่นต่อ ผู้นั้นอาจป่วยโรคไข้ซิกาได้ถ้าสภาวะร่างกายอ่อนแอหรือไม่มีภูมิคุ้มกัน การแพร่ระบาดครั้งนี้เป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยนักวิทยาศาสตร์ยังหาสาเหตุไม่ได้ว่า ทำไมมีผู้ป่วยจำนวนมากในหลายประเทศอย่างที่ไม่เคยมีบันทึกมาก่อน

โดยเฉพาะที่บราซิล ต้นเดือนมกราคม-เมษายน 2559 พบผู้ป่วยโรคซิกาแล้วเกือบ 1 แสนราย ส่วนปีที่ 2558 เชื่อว่ามีผู้ติดเชื้อเกือบ 1 ล้านราย และยังพบรายงานจำนวนเด็กหัวเล็กหรือทารกแรกเกิดคลอดออกมาจากมารดาที่ป่วยเป็นโรคซิการะหว่างตั้งครรภ์สูงเกือบ 4,000 ราย ทั้งที่ก่อนหน้านี้บราซิลพบเพียงปีละไม่ถึง 200 ราย จึงมีการเตือนไปทั่วโลกว่า ไวรัสซิกาอาจทำให้ทารกแรกเกิดเป็น “โรคศีรษะเล็กกว่าปกติ” หรือ “ไมโครเซฟาลี” (Microcephaly) อาการเบื้องต้นคือ กล้ามเนื้อเด็กอ่อนแรง การเจริญเติบโตผิดปกติ ทำให้ร่างกายแคระแกร็น พัฒนาช้าการทำงานของสมองผิดปกติ อย่างไรก็ตาม มีรายงานยืนยันว่า ทารกในบราซิลศีรษะเล็กเพราะผลจากแม่ติดเชื้อไวรัสซิกาจำนวน 1,300 ราย ส่วนเด็กที่เหลืออีก 2,000 รายยังไม่ยืนยันว่าสาเหตุมาจากไวรัสซิกาหรือไม่

การเสนอให้ควบคุมพื้นที่พบเชื้อตัวนี้ไม่ได้มีแต่ในประเทศไทยเท่านั้น เพราะเมื่อ 28 พฤษภาคม ที่ผ่านมา เครือข่ายนักวิชาการแพทย์และสาธารณสุขเกือบ 200 รายทั่วโลก เช่น อังกฤษ อเมริกา แคนาดา ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น บราซิล ฯลฯ ร่วมลงนามส่งเป็นจดหมายเปิดผนึกถึง “มากาเร็ต ชาน” ผอ.องค์การอนามัยโลก ขอให้เลื่อนหรือยกเลิกการจัดแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่ประเทศบราซิล ที่กำลังจะมีขึ้นช่วงต้นเดือนสิงหาคม–กันยายน 2559 เพราะมีความเสี่ยงสูงที่เชื้อไวรัสซิกาอาจแพร่ระบาดไปติดนักกีฬาและนักท่องเที่ยว ซึ่งคาดว่าจะมาร่วมไม่ต่ำกว่า 5 แสนคน หากนักท่องเที่ยงเหล่านี้ได้รับไวรัสซิกาอาจนำกลับไปแพร่เชื้อที่ถิ่นฐานตัวเองได้

แต่กระทรวงสาธารณสุขบราซิลและฝ่ายจัดแข่งขันโอลิมปิก ยังไม่ตอบรับเสียงเตือนเหล่านี้ พร้อมยืนยันเดินหน้าจัดต่อไปและกำลังดำเนินการตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกในการควบคุมแหล่งกำเนิดของยุงลายอย่างเร่งด่วนแล้ว

ส่วน “ฝ่ายไม่เห็นด้วย” มีความคิดเห็นว่า ประเทศในแถบเขตร้อนชื้นพบยุงลายอาศัยอยู่ทั่วไป ดังนั้นการควบคุมไม่ให้คนเดินทางไม่ได้หมายความว่าจะควบคุมเชื้อไวรัสได้ทั้งหมด ส่วนพื้นที่ไม่มีรายงานการพบผู้ป่วยโรคไข้ซิกาก็ไม่ได้หมายว่าไม่มีเชื้อตัวนี้ในท้องถิ่น เพียงแต่เชื้อจากผู้ป่วยไม่ได้ถูกนำไปตรวจหรือตรวจแล้วอาจไม่เจอก็ได้ หรือเพราะระบบเฝ้าระวังไม่ดีพอ ทั้งนี้ผู้เป็นพาหะนำโรคมีระยะฟักตัวเฉลี่ย 4-7 วัน อาการผู้ป่วยมีไข้ ออกผื่น ตาแดง ปวดข้อ ข้อบวม อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ วิธีการที่ดีสุดคือ หญิงตั้งครรภ์ต้องพยายามไม่ให้ถูกยุงกัด ไม่ว่าอาศัยอยู่บริเวณใดก็ตามเพื่อความปลอดภัย

จากข้อมูลประเทศไทยมีรายงานตรวจพบผู้ติดเชื้อไวรัสซิกาเป็นระยะ เช่น มีนาคม 2555 พบที่ราชบุรี ส่วนปี 2556 พบที่ กทม. ภูเก็ต ลำพูน ศรีสะเกษ และกระบี่ ล่าสุดกระทรวงสาธารณสุขรายงานพบใน 9 จังหวัด โดย 7 จังหวัดควบคุมได้แล้ว คือ นนทบุรี นครราชสีมา พิษณุโลก สุโขทัย กทม. อุตรดิตถ์ และกาญจนบุรี ส่วนอีก 2 จังหวัดคือ อุดรธานี และบึงกาฬ อยู่ในช่วงเฝ้าระวังอีกประมาณ 30 วัน

ที่สำคัญคือ ประเทศไทยกำลังย่างเข้าสู่ช่วงหน้าฝน ถือเป็นช่วงยุงลายระบาดหนักสุดในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะภาคใต้ กระทรวงสาธารณสุขรายงานสถิติที่ผ่านมาว่า คนไทยติดเชื้อ “ไข้เลือดออก” จากยุงลายปีละประมาณ 5 หมื่น-1 แสนคน ปี 2530 เป็นปีระบาดหนักสุดพบผู้ป่วย 1.74 แสนคน เสียชีวิต 1,007 คน สำหรับสถิติ 2558 พบผู้ป่วย 1.02 แสนคน เสียชีวิต 102 คน ส่วนปี 2559 คาดว่ามีผู้ป่วยประมาณ 1.5 แสนราย และช่วงเดือนมิถุนายน–สิงหาคม เป็นช่วงเฝ้าระวัง เพราะทุกปีพบผู้ป่วยในช่วงหน้าฝนสูงกว่าช่วงฤดูอื่น

นพ.นิพนธ์ ชินานนท์เวช ผอ.สำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง ให้ข้อมูลว่าไวรัสซิกาแพร่เชื้อโดย “ยุงลาย” อีเดส อีจิปไต (Aedes aegypti) หากยุงลายไปกัดคนป่วยไข้ซิกาก็จะนำเชื้อไปส่งต่อให้คนอื่น การพบผู้ป่วยแล้วดูแลไม่ให้ถูกยุงกัดเป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะหยุดการเป็นพาหะแพร่เชื้อต่อ ตอนนี้ยังบอกไม่ได้ว่า ทำไมที่บราซิลแพร่ระบาดหนัก และทารกเกิดมาหัวเล็ก ตามรายงานก็ยังเป็นยุงสายพันธ์ุเดิม ไม่ได้เป็นยุงกลายพันธ์ุหรือสายพันธ์ุใหม่

“โรคไข้ซิกาไม่ถือเป็นโรคอุบัติใหม่ เพราะพบมานานหลายสิบปีแล้ว แต่ก็ไม่ใช่โรคระบาดด้วย เพราะพบผู้ป่วยไม่กี่คน ที่ผ่านมาพยายามลงพื้นที่สุ่มตรวจหลายพื้นที่ทั่วไทย แต่ก็ไม่เจอเชื้อซิกาในยุง วิธีการคือ จับยุงหลายตัวมาบดแล้วเอาดีเอ็นเอไปตรวจ แต่ก็ไม่พบไวรัสซิกา ตอนนี้ทุกคนต้องร่วมมือกัน กำจัดแหล่งน้ำขัง เพื่อไม่ให้ยุงมาไข่ กองขยะเป็นจุดสำคัญต้องจัดเก็บทำความสะอาด ชุมชนต้องช่วยกันไม่ไห้มีแอ่งน้ำหรือภาชนะที่มีน้ำขัง และวิธีรดน้ำต้นไม้ที่ถูกต้องคือ รดที่พื้นดินตรงรากต้นไม้ ไม่ต้องรดที่ใบไม้ให้น้ำกระจายไปทั่วโดยไม่จำเป็น” นพ.นิพนธ์ แนะนำ

สำหรับมาตรการส่งตัวนักกีฬาไทยไปโอลิมปิกนั้น นพ.อำนวย กาจีนะ อธิบดีกรมควบคุม ให้ข้อมูลสื่อมวลชนว่า มีทัพนักกีฬาไทยประมาณ 100 กว่าคน ไปร่วมแข่งขันที่บราซิล ต้องจัดให้มีมาตรการในการดูแลตัวเอง ทายากันยุง ป้องกันไม่ให้ยุงกัดด้วยวิธีการต่างๆ เมื่อกลับเข้าไทยต้องติดตามตรวจอย่างต่อเนื่องอีกสักระยะ โดยเฉพาะนักกีฬาผู้หญิง

ล่าสุด วันที่ 1 มิถุนายน 2559 องค์การอนามัยโลกประกาศคำแนะนำใหม่ มุ่งเน้นการควบคุมการแพร่เชื้อจาก “เพศสัมพันธ์” โดยแนะนำให้ผู้เดินทางกลับจากพื้นที่พบไวรัสซิกา ต้องรออย่างน้อย “2 เดือน” ก่อนจะตั้งครรภ์

แต่ถ้า “ผู้ชาย” แสดงอาการป่วยโรคไข้ซิกา ต้องรอ “6 เดือน” จึงมีเพศสัมพันธ์ได้ เพื่อให้แน่ใจว่าผู้หญิงและทารกในท้องจะไม่ได้รับเชื้อไวรัสซิกาไปด้วย


เด็กเตรียมอุดมฯชิวแชมป์แอดมิชชั่นส์59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/229003

แอดมิชชั่นส์,เตรียมอุดม,มธ.,เด็ก,เตรียม,อุดม

การศึกษา-สาธารณสุข  :  5 มิ.ย. 2559

เด็กเตรียมอุดมฯชิวแชมป์แอดมิชชั่นส์59

เปิดใจเด็กเก่งแอดมิชชั่นส์ ปี 2559 เผยเด็กเตรียมอุดมฯ ชิวแชมป์อันดับหนึ่งแอดมิชชั่นส์ ด้วย 91.89 คะแนน ติดคณะวารสารศาสตร์ มธ.

             วันนี้ (5 มิถุนายน 2559) ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง(สจล.)ในฐานะรองประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) แถลงข่าวการประกาศผลการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา ด้วยระบบกลางการรับนิสิต นักศึกษา หรือแอดมิชชั่นส์ ประจำปีการศึกษา 2559โดย ศ.ดร.สุชัชวีร์ กล่าวว่า ตามที่สอท.ประกาศผลแอดมิชชั่นส์ ประจำปีการศึกษา 2559 อย่างเป็นทางการตั้งแต่เวลา 18.00 น. ของวันที่ 5 มิถุนายน 2559 ทางเว็บไซต์ http://www.aupt.or.th และเว็บไซต์ของหน่วยงาน 14 แห่งที่ร่วมประกาศผลกับทาง สอท. โดยปีนี้ มีผู้สมัครแอดมิชชั่นส์ทั้งสิ้น 105,046 คน ในสถาบันอุดมศึกษาที่ สอท.ดำเนินการคัดเลือกให้รวม 88 สถาบัน เพื่อเข้าศึกษาใน 754คณะ/สาขาวิชา โดยมีรหัสคณะ/สาขาวิชาให้เลือกทั้งสิ้น 4,191รหัส มีผู้ผ่านการคัดเลือกมีสิทธิ์เข้าสอบสัมภาษณ์และตรวจร่างกาย จำนวน 85,834 คน จากจำนวนรับทั้งสิ้น 156,216 คน

ทั้งนี้ สำหรับผู้ผ่านการคัดเลือกฯ ประจำปีการศึกษา 2559 ที่ได้คะแนนสูงสุดของคณะ/สาขาวิชาชา จำนวน 6 คน ดังนี้

ศ.ระพีพรรณ คำหอม มารดาน้องเต้ย นายชยานันต์ คำหอม นักเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา สอบติดอันดับ 1 แอดมิชชั่นส์ และ คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน พื้นฐานศิลปศาสตร์ รูปแบบที่ 1 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ด้วย 91.89 คะแนน กล่าวว่า ขณะนี้นายชยานันต์ กำลังเรียนภาษาอยู่ที่กรุงมอสโค ประเทศรัสเซีย เนื่องจากได้รับทุนรัฐบาลไปศึกษาด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่ประเทศรัสเซีย ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ซึ่งเรียนค่อนข้างหนัก จึงกลับมาสมัครแอดมิชชั่นส์ในปีนี้ใหม่อีกครั้ง ซึ่งก็ยังไม่ทราบว่าลูกจะตัดสินใจอย่างไร ซึ่งครอบครัวก็พร้อมสนับสนุนไม่ว่านายชยานันต์จะเลือกเรียนด้านใด เพราะถือว่าเป็นความสุขของลูก และเป็นอาชีพในอนาคต หากจะกลับมาเรียนในประเทศไทย เราก็พร้อมชดใช้ทุนคืนให้กับรัฐบาลตามข้อกำหนดการรับทุน

นางวิภาดา แซ่ลี้ มารดา น.ส. ชนนิกานต์ แซ่ลี้ นักเรียนโรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย จ.เชียงใหม่ สอบติดคณะนิติศาสตร์พื้นฐานศิลปะศาสตร์ (รูปแบบที่ 2) เลือกสอบภาษาญี่ปุ่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วย 89.32 คะแนน กล่าวว่า ขณะนี้ลูกสาวไปเรียนภาษาอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งการที่ลูกสาวได้เข้าเรียนในคณะนิติศาสตร์ พื้นฐานศิลปะศาสตร์ วิชาภาษาญี่ปุ่นได้นั้น ทางครอบครัวรู้สึกยินดีและดีใจอย่างมาก เพราะเป็นคณะที่ลูกสนให้ความสนใจและเป็นความถนัด ที่สำคัญเป็นความใฝ่ฝัน และก้าวแรกของลูกในการทำตามความฝัน แถมเมื่อได้คะแนนดีมากในการสอบคัดเลือก เชื่อว่าลูกรู้สึกตื่นเต้น ดีใจและครอบครัวภาคภูมิใจกับเขาเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าครอบครัวเคยตั้งเป้าหมายให้ลูกเรียนทางทันตแพทยศาสตร์ เพราะพี่ชายของน้องก็จบแพทย์ ครอบครัวส่วนใหญ่อยู่ในแวดวงทางด้านวิทยาศาสตร์ แต่เมื่อลูกสาวเริ่มค้นหาตนเองพบว่ามีความสนใจทางด้านภาษามากกว่า หลังจากปรึกษากับครอบครัวถึงความชอบแล้วก็ให้การสนับสนุนให้เขาได้เรียนในสิ่งที่รัก น้องเคลียร์จึงเบนเข็มหันไปเรียนสายศิลป์-ภาษาแทน ซึ่งระหว่างเรียนพบว่าลูกสาวสนุก และตั้งใจขวนขวายหาความรู้อยู่ตลอดเวลา เมื่อมีปัญหาติดขัดอะไรก็จะปรึกษาครอบครัวอยู่ตลอด

น้องพริตตี้ หรือน.ส.พิชยา โอภาสเสถียร นักเรียนโรงเรียนสุรนารีวิทยา จ.นครราชสีมา คณะศิลปศาสตร์ สาขาวิชาภาษาอังกฤษ พื้นฐานศิลปศาสตร์ รูปแบบที่ 1 มธ. ด้วย 87.35 คะแนน กล่าวว่า ดีใจที่การประกาศผลคะแนนแอดมิชชั่นส์ออกมาแล้ว ตนติดคณะศิลปศาสตร์ สาขาวิชาภาษาอังกฤษ พื้นฐานศิลปะศาสตร์ รูปแบบที่ 1 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพราะเป็นคณะที่เลือกไว้เป็นอันดับ 1 ตามที่ตั้งใจไว้ และที่เลือกเรียนภาษาอังกฤษเพราะมองว่าภาษามีความสำคัญ และเป็นประโยชน์ทำให้เราได้มีโอกาสที่จะเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัวได้กว้างขึ้น และที่บ้านก็สนับสนุนให้เรียนภาษาอังกฤษมาแต่เด็ก ๆ อยู่แล้ว ขณะเดียวกัน ที่ตนเลือกเรียนที่ มธ.เพราะว่าที่นี่มีการเปิดสอนภาษาจีน ตนตั้งใจจะเลือกเรียนเป็นวิชาโทด้วย ทั้งนี้ ตนเป็นคนหนึ่งที่เรียนกวดวิชาแต่เรียนเฉพาะภาษาอังกฤษเท่านั้น เพราะมีเป้าหมายอยู่แล้วว่าต้องการเรียนอะไรซึ่งเกรดเฉลี่ยของเทอมล่าสุดอยู่ที่ 3.96 สำหรับวิชาอื่น ๆ ตนจะใช้วิธีการตั้งใจเรียนในชั้นเรียนให้มาก และหมั่นทบทวนความรู้อยู่เสมอ ซึ่งเป้าหมายในอนาคตอยากเป็นครู อย่างไรก็ตาม สำหรับเพื่อน ๆ ที่พลาดหวังขอให้มุ่งมั่นและสู้ต่อไป เพราะตนเชื่อว่าหากเรามีความพยายามไม่ว่าจะยากแค่ไหนเราต้องทำได้แน่นอน

น้องธาม หรือนายณัฐชนน ลำจวน นักเรียนโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณะรัฐศาสตร์ สาขาวิชาการปกครอง พื้นฐานศิลปศาสตร์ (รูปแบบที่1) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วย85.83 คะแนน กล่าวว่า ตนรู้สึกดีใจมากที่สามารถสอบติดคณะ รัฐศาสตร์ จุฬาฯ เพราะอยากเป็นนักการทูต และที่บ้านก็ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม ตนถือว่าเป็นเด็กที่เรียนอยู่ในระดับปานกลางเกรดเฉลี่ย 3.5 เคล็ดลับที่ทำให้สามารถสอบคิดแอดมิชชั่นส์ หลักๆ เป็นเพราะตั้งใจเรียนในห้องเรียนให้มากที่สุด อ่านทบทวนความรู้นอกห้องเรียน และขยันทำแบบฝึกหัด มีเรียนพิเศษบ้างในวิชาที่ไม่ค่อยชำนาญ คือวิชาภาษาอังกฤษ ทั้งนี้ อยากฝากให้น้องๆ ทุกคนตั้งใจเรียน เพื่อจะได้ประสบความสำเร็จและสอบติดมหาวิทยาลัยที่อยากเรียนเช่นเดียวกับตนเอง

น้องแพรว หรือน.ส.สุภิดา อึ้งอร่าม นักเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีหลักสูตรบัญชีบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วย 85.63 คะแนน กล่าวว่า ตนรู้สึกดีใจและภูมิใจกับตัวเองมาก ที่ความมุ่งมั่นตั้งใจตลอดช่วงม.ปลายสัมฤทธิ์ผล ซึ่งในช่วงม.ปลายตนได้เลือกเรียนสายวิทย์-คณิต เพราะส่วนตัวชอบเรียนวิชาคณิตศาสตร์ จึงเลือกเรียนคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี โดยศึกษาพื้นฐานด้านการบัญชีเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นค้นหาข้อมูลด้วยตนเอง หรือสอบถามรุ่นพี่ที่เรียนในสาขานี้ ส่วนเป้าหมายในอนาคตขณะนี้ยังไม่ได้คิด แต่จะตั้งใจเรียนอย่างเต็มที่แล้วค่อยๆ มองหาช่องทางโดยตัวเลือกหนึ่งก็คือนักตรวจสอบบัญชี ทั้งนี้อยากฝากถึงน้องๆ ทุกคน ที่กำลังเตรียมตัวแอดมิชชั่นส์ให้ตั้งใจเรียนในทุกวิชาตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อที่จะสร้างพื้นฐานความเข้าใจ และหากเราตั้งใจ เข้าใจในสิ่งที่เรียนแล้ว ก็จะไม่เป็นอุปสรรคในการสอบ

น้องหมีพูห์ หรือนายภาสชัย แก้วสนธิ นักเรียนโรงเรียนอัสสัมชัญสมุทรปราการ คณะจิตวิทยา (รูปแบบที่ 3) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วย 84.67 คะแนน กล่าวว่าตนรู้สึกแปลกใจเพราะไม่ตั้งเป้าว่าจะสอบติดอันดับ 1 ของคณะจิตวิทยา(รูปแบบที่3) เนื่องจากต้องการเพียงสอบเข้าคณะได้นี้ โดยตนเป็นคนที่อยากเข้าใจผู้อื่นๆ มากขึ้น จึงมองว่าคณะนี้มีความน่าสนใจ และจากการได้ปรึกษา คำแนะนำจากรุ่นพี่ รู้ว่าคณะนี้เรียนเกี่ยวกับพวกสถิติ การทำงานของสมอง กระบวนการคิดของมนุษย์ เป็นเรื่องที่น่าศึกษา สำหรับเคล็ดลับในการเรียนของตนนั้น จะเน้นการเรียนในห้องเรียน และอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ ทบทวนข้อสอบเก่า ส่วนการเรียนพิเศษนั้น เป็นเรื่องปกติที่ต้องเรียน เพื่อได้ทักษะ หรือเทคนิคการทำโจทย์นอกเหนือจากห้องเรียน อย่างไรก็ตาม ตนเรียนได้เกรดเฉลี่ย 3.85 ซึ่งความใฝ่ฝันของตนนั้น อยากเป็นนักจิตวิทยาด้านให้การปรึกษา


‘สอท.’พร้อมประกาศผลแอดมิชชั่นส์2559

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/228993

แอดมิชชั่นส์,อธิการบดี,สอท.,ประกาศ

การศึกษา-สาธารณสุข  :  5 มิ.ย. 2559

‘สอท.’พร้อมประกาศผลแอดมิชชั่นส์2559

สอท.พร้อมประกาศผล แอดมิชชั่นส์ 5 มิ.ย.นี้ ทางเว็บไซต์สอท.และพันธมิตรอีก 14 แห่ง เวลา 18.00 น.

          วันที่ 5 มิถุนายน 2559 ที่สมาคมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (สอท.) ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง(สจล.)ในฐานะรองประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) และนายก สอท. ร่วมกันแถลงข่าวการประกาศผลการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา ด้วยระบบกลางการรับนิสิต นักศึกษา หรือแอดมิชชั่นส์ ประจำปีการศึกษา 2559โดย ศ.ดร.สุชัชวีร์ กล่าวว่า สอท.พร้อมประกาศผลแอดมิชชั่นส์ ประจำปีการศึกษา 2559อย่างเป็นทางการตั้งแต่เวลา 18.00 น. ของวันที่ 5 มิถุนายน 2559 ทางเว็บไซต์www.aupt.or.th และเว็บไซต์ของหน่วยงาน 14 แห่งที่ร่วมประกาศผลกับทาง สอท.ทั้งนี้ขอให้นักเรียนเดินทางไปสอบสัมภาษณ์ให้ตรงกับวันเวลาและสถานที่ที่มหาวิทยาลัยกำหนดไว้ระหว่างวันที่ 14-17 มิถุนายน 2559
          ศ.ดร.สุชัชวีร์ กล่าวต่อไปว่าสำหรับปีนี้มีผู้สมัครแอดมิชชั่นส์ทั้งสิ้น 105,046 คน ในสถาบันอุดมศึกษาที่ สอท.ดำเนินการคัดเลือกให้รวม 88 สถาบัน เพื่อเข้าศึกษาใน 754คณะ/สาขาวิชา โดยมีรหัสคณะ/สาขาวิชาให้เลือกทั้งสิ้น 4,191รหัส มีผู้ผ่านการคัดเลือกมีสิทธิ์เข้าสอบสัมภาษณ์และตรวจร่างกาย จำนวน 85,834 คน จากจำนวนรับทั้งสิ้น 156,216 คน คิดเป็นร้อยละ 55 จำแนกตามประเภทสถาบัน ดังนี้ มหาวิทยาลัย/สถาบัน สมาชิกทปอ. 24 แห่ง จำนวนรับ 85,011 ผู้มีสิทธิ์เข้าสอบสัมภาษณ์ 68,546 คน คิดเป็นร้อยละ 81 มหาวิทยาลัยราชภัฎและมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล จำนวนรับ 25,695 ผู้มีสิทธิ์เข้าสอบสัมภาษณ์ 14,103 คน คิดเป็นร้อยละ 55 สถาบันอุดมศึกษาของรัฐสังกัดหน่วยงานอื่น จำนวนรับ 425 คน ผู้มีสิทธิ์เข้าสอบสัมภาษณ์ 346 คน คิดเป็นร้อยละ 81 และสถาบันอุดมศึกษาเอกชน จำนวนรับ 45,085 คน ผู้มีสิทธ์เข้าสอบสัมภาษณ์ 2,843 คิดเป็นร้อยละ 6ดังนั้น จึงมีที่นั่งว่างเหลืออีกจำนวนมาก ซึ่งมหาวิทยาลัยอาจจะมีการเปิดรับสมัครอีกครั้ง ขอให้ผู้ที่พลาดจากแอดมิชชั่นส์กลางคอยติดตามประกาศจากมหาวิทยาลัยต่างๆ
          ทั้งนี้ คณะ/สาขาวิชา ที่มีอัตราการแข่งขันสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.คณะศึกษาศาสตร์ สาขาวิชาเอกการประถมศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) อัตราแข่งขัน 1:52 2.คณะพยาบาลศาสตร์ วิทยาลัยพยาบาลตำรวจ อัตราแข่งขัน 1:46 3.สำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ สาขาวิชาพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี อัตราแข่งขัน 1:43 4.คณะศึกษาศาสตร์ สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยทักษิณ อัตราแข่งขัน 1:40 และ5.คณะทันตแพทยศาสตร์ สาขาวิชาทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อัตราแข่งขัน 1:38 คน
          “ปีนี้คณะศึกษาศาสตร์ มีอัตราการแข่งขันสูงสุด อาจเป็นเพราะเด็กต้องการเป็นครูมากขึ้น อีกทั้งจำนวนรับเพียง 10 อัตรา แต่สมัคร 515 คน ทำให้เด็กอาจคิดว่ามีโอกาสเข้าเรียนได้สูง และจากการดูข้อมูลย้อนหลัง 5 ปี คณะศึกษาศาสตร์ก็เป็นคณะที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การประกาศผลแอดมิชชั่นส์ครั้งนี้ ในส่วนของการประมวลผลคะแนนการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต ที่ผลสอบวิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมมีการเฉลยผิดนั้น ได้มีการนำคะแนนปรับใหม่มาคิดแล้ว ซึ่งเชื่อว่าไม่มีปัญหา การประมวลผลจะเรียบร้อยทันประกาศผลแอดมิชชั่นส์ ในเวลา 18.00 น.ของวันที่ 5 มิถุนายนอย่างแน่นอน”ศ.ดร.สุชัชวีร์กล่าว
          สำหรับผู้ผ่านการคัดเลือกฯ ประจำปีการศึกษา 2559 ที่ได้คะแนนสูงสุดของคณะ/สาขาวิชาชาจำนวน 6 ราย 1.นายชยานันต์ คำหอม โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา 91.89 คะแนน คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน พื้นฐานศิลปศาสตร์ รูปแบบที่ 1 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) 2.น.ส.ชนนิกานต์ แซ่ลี้ โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย จ.เชียงใหม่ 89.32 คะแนนคณะนิติศาสตร์พื้นฐานศิลปะศาสตร์ (รูปแบบที่ 2) เลือกสอบภาษาญี่ปุ่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 3.น.ส.พิชยา โอภาสเสถียร โรงเรียนสุรนารีวิทยา จ.นครราชสีมา 87.35 คะแนน คณะศิลปศาสตร์ สาขาวิชาภาษาอังกฤษ พื้นฐานศิลปศาสตร์ รูปแบบที่ 1 มธ. 4.นายณัฐชนน ลำจวน โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่85.83 คะแนน คณะรัฐศาสตร์ สาขาวิชาการปกครอง พื้นฐานศิลปศาสตร์ (รูปแบบที่1) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 5.น.ส.สุภิดา อึ้งอร่าม โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา 85.63 คะแนน คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีหลักสูตรบัญชีบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 6.นายภาสชัย แก้วสนธิ โรงเรียนอัสสัมชัญสมุทรปราการ 84.67 คะแนน คณะจิตวิทยา (รูปแบบที่ 3) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สธ.ให้รพ.ทุกแห่งสำรองเซรุ่มแก่พิษงู7ชนิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/228989

ศ.คลินิก เกียรติคุณ,เซรุ่มแก้พิษงู,เซรุ่ม,หน้าฝน,เตือน,โรงพยาบาล,สธ.,รพ.,สำรอง,พิษ,ชนิด

การศึกษา-สาธารณสุข  :  5 มิ.ย. 2559

สธ.ให้รพ.ทุกแห่งสำรองเซรุ่มแก่พิษงู7ชนิด

สธ. ให้รพ.ทุกแห่ง สำรอง เซรุ่มแก้พิษงู 7 ชนิด เตือนประชาชนหากถูกงูกัด ห้ามใช้ปากดูดพิษจากแผลจำเบอร์นี้ไว้เลย 1669 ขอความช่วยเหลือได้ตลอด 24 ชั่วโม

          ศ.คลินิก เกียรติคุณ นายแพทย์ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ขณะนี้เข้าสู่ฤดูฝนบางแห่งอาจมีน้ำท่วมขัง ทำให้สัตว์เลื้อยคลานหนีน้ำ อาจเข้ามาอยู่ในที่อยู่อาศัยของประชาชนได้ ขอให้จัดสิ่งของเครื่องใช้ให้เป็นระเบียบ หลีกเลี่ยงการเดินในที่แคบหรือบริเวณที่รกมีหญ้าสูง โดยเฉพาะเวลากลางคืน ที่น่าห่วงก็คืองูพิษ ซึ่งหากถูกกัดแล้วอาจทำให้เสียชีวิตได้ จากการติดตามสถานการณ์งูพิษกัด สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรครายงานมีผู้ถูกงูพิษกัดตลอดทั้งปี 2558 จำนวน 457 ราย พบผู้ถูกงูกัดสูงสุดในเดือนมิถุนายน และสิงหาคม เดือนละ 52 ราย รองลงมาคือ พฤษภาคม 50 ราย สำหรับปี 2559 ตั้งแต่ มกราคม – พฤษภาคม พบผู้ถูกงูกัด 81 ราย พบมากในภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือรวมกันได้ร้อยละ 77 ของผู้ที่ถูกงูกัด ส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรมและรับจ้าง
          ในปีนี้กระทรวงสาธารณสุข ได้ให้สถานบริการในสังกัด คือโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไปและโรงพยาบาลชุมชน สำรองเซรุ่มแก้พิษงูไว้ให้พร้อม ตามชนิดงูพิษที่พบบ่อย ในแต่ละภูมิภาคมี 7 ชนิด ได้แก่ งูเห่า งูจงอาง งูสามเหลี่ยม งูทับสมิงคลา งูแมวเซา งูกะปะ งูเขียวหางไหม้ เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนอย่างทันท่วงทีป้องกันการเสียชีวิตให้ได้มากที่สุด หากถูกงูกัดให้โทรแจ้งขอความช่วยเหลือ1669ตลอด 24 ชั่วโมง
          ด้านนายแพทย์อำนวย กาจีนะ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า หากถูกงูมีพิษกัด จะมีสัญญาณ 7 ประการดังนี้ 1.มีรอยเขี้ยว 2 ข้าง และมีอาการบวมแดงรอบๆรอยกัด แต่บางครั้งอาจจะเห็นเพียงรอยเดียวโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าถูกกัดบริเวณปลายมือปลายเท้า หรือบางครั้งอาจเห็นมากกว่า 2 รอยหากถูกกัดมากกว่า 1ครั้ง 2.อาจมีอาการปวดอย่างรุนแรง 3.คลื่นไส้อาเจียน 4.หายใจติดขัด หากรุนแรงอาจหยุดหายใจได้ 5.สายตาขุ่นมัว 6.มีน้ำลายมากผิดปกติ และ7.หน้าชาไม่รู้สึกหรือชาตามแขนขา โดยพิษนั้นขึ้นอยู่กับชนิดของงู เช่น งูเห่า งูจงอาง งูสามเหลี่ยม งูทับสมิงคลา จะมีพิษต่อระบบประสาท ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงหนังตาตก กลืนลำบาก พูดไม่ชัด และหยุดหายใจ
          ภายหลังถูกงูพิษกัด ประชาชนควรทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นก่อนถึงมือแพทย์ โดยบีบเลือดบริเวณบาดแผลออกเท่าที่ทำได้ เพื่อขจัดพิษงูออกจากร่างกาย ล้างแผลด้วยน้ำสะอาดและฟอกสบู่หรือน้ำด่างทับทิม ใช้ผ้าสะอาดซับให้แห้ง เช็ดแผล และรีบนำส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด โดยพยายามให้อวัยวะที่ถูกกัดเคลื่อนไหวให้น้อยที่สุด อาจดามบริเวณดังกล่าวให้อยู่ในระดับต่ำกว่าหัวใจ เพื่อชะลอการซึมของพิษงู หากเป็นไปได้ ให้นำซากงูพิษที่กัดไปให้แพทย์ดูด้วย และสิ่งที่ไม่ควรทำในการช่วยเหลือผู้ที่ถูกงูพิษกัดคือ 1.ห้ามใช้เหล้า ยาสีฟัน หรือสิ่งอื่นๆ ทาแผล พอกแผล เนื่องจากอาจทำให้แผลติดเชื้อ 2.ไม่ควรกรีดแผล เนื่องจากจะทำให้พิษงูกระจายเข้าสู่ร่างกายได้เร็วขึ้น และ3.ไม่ควรใช้ปากดูดเลือดจากแผลงูกัด เพราะอาจเกิดอันตรายร้ายแรงต่อผู้ดูดได้ และ4.ห้ามให้ผู้ถูกงูกัดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มผสมคาเฟอีน 5.ห้ามขันชะเนาะเพราะอาจทำให้เนื้อตายได้

มั่นใจสอบนมร.ร.โผล่เขมรได้แน่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/228970

การศึกษา,นมโรงเรียน,เขมร

การศึกษา-สาธารณสุข  :  4 มิ.ย. 2559

มั่นใจสอบนมร.ร.โผล่เขมรได้แน่

มิลค์บอร์ดจ่อออกระเบียบใหม่ปีการศึกษา 2559 บริหารจัดการนมโรงเรียนแก้ปัญหาทั้งระบบ ปลัดเกษตรฯ มั่นใจสอบข้อเท็จจริงนมโรงเรียนโผล่ขายเขมรได้แน่

                    ความคืบหน้าการสอบสวนกรณีนมโรงเรียนไปโผล่วางจำหน่ายภายในร้านสะดวกซื้อในประเทศกัมพูชา ล่าสุด เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามประกาศของคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินงานโครงการอาหารเสริม(นม)โรงเรียน หรือมิลค์บอร์ด ที่กำหนดโทษของการลักลอบจำหน่ายนมโรงเรียนออกต่างประเทศ ให้ตัดโควตาการจำหน่ายนมออก 5% นั้น ไม่ถือว่าน้อยเกินไป เนื่องจากสิ่งที่สำคัญที่มิลค์บอร์ดต้องคำนึงถึงคือเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมที่อาจต้องถูกยกเลิกสัญญาซื้อขายนมดิบตามไปด้วย ดังนั้น มิลค์บอร์ดต้องพิจารณากรณีของสหกรณ์ที่ถูกกล่าวอ้างว่ามีการส่งออกนมออกต่างประเทศอย่างรอบคอบ
                    อย่างไรก็ตามในภาพรวมต้องยอมรับว่ากระบวนการจัดสรรนมโรงเรียนในช่วงที่ผ่านมา ยังมีความหละหลวมในบางขั้นตอนจะเห็นปัญหานมบูด นมล้นตลาด เป็นต้น ดังนั้นตั้งแต่ปีการศึกษา 2559 เป็นต้นไป มิลค์บอร์ดได้ออกระเบียบใหม่เพื่อบริหารจัดการนมโรงเรียนทั้งหมดรวมทั้งการตั้ง นายศักดิ์ชัย ศรีบุญซื่อ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะคณะอนุกรรมการพิจารณาความผิดและการลงโทษ ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เคยมีและจะทำหน้าที่การตรวจสอบข้อเท็จจริงการส่งออกนมโรงเรียนของสหกรณ์วังน้ำเย็นเป็นครั้งแรก โดยมีคำสั่งให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 7 วันนี้
                    “หากสหกรณ์วังน้ำเย็นมีความผิดจริงต้องลงโทษตามระเบียบก่อนเป็นอันดับแรก ส่วนการลงโทษในขั้นต่อไปจะต้องดูที่เจตนาเป็นหลัก โดยต้องรอดูผลการสอบสวน คาดว่าผลที่ได้จะเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย เนื่องจากนมโรงเรียนแต่ละกล่องสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง” นายธีรภัทร กล่าว
                    ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวอีกว่า ส่วนการบริหารจัดการนมโรงเรียนปี 2559 มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มคุณภาพและมาตรฐานให้สูงขึ้นภายในปี 2560 ปรับเปลี่ยนวิธีการจัดสรรโควตานมโรงเรียนให้เกิดความเป็นธรรม โปร่งใสตอบสนองความต้องการ เป็นประโยชน์แก่นักเรียน เกษตรกรและสหกรณ์อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ที่ผ่านมามีหลายหน่วยงานที่เข้ามารับผิดชอบแต่ขาดการบูรณาการ มีการจัดสรรสิทธิให้ผู้ประกอบการรายเดิมเป็นระยะเวลานาน แม้จะมีคณะอนุกรรมการและคณะทำงานกำกับ ติดตาม และตรวจสอบแต่ไม่ครบทุกขั้นตอนและปฏิบัติไม่ต่อเนื่อง
                    ดังนั้นภายใต้การบริหารนมโรงเรียนใหม่ จะบูรณาการหน่วยงานรับผิดชอบการบริหารจัดการที่ชัดเจนทุกขั้นตอน มีหลักเกณฑ์และแนวทางการควบคุมการบริหารที่ชัดเจนและมีมาตรฐานสูงขึ้น มีแผนพัฒนาการจัดการมาตรฐานฟาร์มและคุณภาพน้ำนม (จีเอพี) เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นมรายใหม่ได้เข้าสู่ระบบการผลิตนมโรงเรียนเพิ่มขึ้น มีคณะอนุกรรมการและคณะทำงานกำกับ ติดตามอย่างต่อเนื่อง และมีบทลงโทษผู้ฝ่าฝืนที่ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์อย่างเคร่งครัด
                    สำหรับหลักเกณฑ์การปฏิบัติฟาร์มให้ได้จีเอพีต้องมีโครงเรือนได้มาตรฐาน มีสัตวแพทย์ควบคุม ปัจจุบันได้จีเอพีแล้ว 4,025 ฟาร์ม หรือ 24% จากทั้งหมด 16,770 ฟาร์ม ด้านการขนส่งนมพาสเจอร์ไรซ์ต้องขนส่งด้วยรถห้องเย็นอุณหภูมิไม่เกิน 4 องศาเซลเซียส ผู้ประกอบการต้องมีรถห้องเย็นเพียงพอกับสิทธิที่ได้รับ เป็นผู้จัดหาเทอร์โมมิเตอร์และตู้เย็นหรือถังแช่ที่สะอาดและต้องส่งนมทุกวัน การเก็บต้องอยู่ในตู้เย็นหรือถังแช่มีอุณหภูมิไม่เกิน 8 องศาเซลเซียล และต้องมีเทอร์โมมิเตอร์เพื่อวัดอุณหภูมิด้วย
                    ส่วนกรณีนมยูเอชที ต้องขนส่งด้วยรถบรรทุกที่มีตู้หรือหลังคาหรือผ้าใบปิดมิดชิด บรรจุในลังกระดาษและไม่ควรซ้อนลังสูงเกิน 10 ชั้น ต้องส่งไม่เกินครั้งละ 30 วัน สถานที่จัดเก็บต้องสะอาด บนชั้นยกสูงจากพื้นอย่างน้อย 10 เซนติเมตร และไม่ควรซ้อนลังสูงเกิน 8 ชั้น สถานที่ไม่เปียกชื้น ไม่ถูกแสงแดดโดยตรง
                    นายธีรภัทร กล่าวด้วยว่า การเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายใหม่เข้าสู่ระบบโรงเรียนนั้น ปัจจุบันมีผู้ประกอบการทั้งสิ้น 70 ราย ในจำนวนนี้มี 2 รายที่เข้ามาใหม่ ในขณะที่มีผู้ถูกตัดสิทธิยกเลิกไป 3 ราย ซึ่งการจัดสรรโควตาแต่ละครั้งจะเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการทุกรายเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินทุกครั้ง โดยทุกวันที่ 5 ของเดือน ผู้ประกอบการจะต้องรายงานยอดการใช้นม ยอดการผลิต ยอดการส่งมอบ ตามความเป็นจริง โดยจะมีคณะทำงานกำกับ ติดตามและตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากมาตรการควบคุมดังกล่าวนี้จะส่งผลให้คณะอนุกรรมการสอบข้อเท็จจริงได้ไม่ยาก
                    วันเดียวกัน นายธีรภัทรได้ลงพื้นที่ตรวจสอบนมพาสเจอร์ไรซ์ ที่สหกรณ์โคนมขอนแก่น ซึ่งเป็นแหล่งผลิตนมให้แก่โรงเรียนในเขตเทศบาลนครขอนแก่น หลังเกิดเหตุการณ์เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน ที่ผ่านมา นักเรียนโรงเรียนสนามบิน อ.เมือง จ.ขอนแก่น กว่า 80 คน ต้องนำส่งโรงพยาบาลหลังดื่มนมโรงเรียนไป 10 นาที เกิดอาเจียนและปวดท้องอย่างหนัก และครูประกาศเสียงตามสายให้หยุดดื่มนมทันที
                    นายธีรภัทร กล่าวว่า ได้ประชุมกับมิลค์บอร์ดระดับจังหวัด ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นเป็นประธานถึงเรื่องส่วนที่เกี่ยวข้องกับนมโรงเรียนในเรื่องมาตรฐานต่างๆ ส่วนกรณีนักเรียนโรงเรียนสนามบินได้รับข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขโดยได้ตรวจสอบสารต่างๆขณะที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังให้คำแนะนำหน่วยงานที่ดำเนินการตรวจสอบในขั้นตอนของการจัดเก็บ เนื่องจากนมในลอตเดียวกันมีการส่งไปยังโรงเรียนอื่นๆ ด้วย แต่ไม่ได้เกิดเหตุการณ์เช่นเดียวกับโรงเรียนสนามบิน แต่ก็ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเกิดจากนมหรือไม่ อย่างไรก็ตามนับจากนี้ไปต้องเคร่งครัดเรื่องความปลอดภัยมากขึ้น เนื่องจากมีเด็กนักเรียนที่ดื่มนมโรงเรียนกว่า 7.5 ล้านคน และเกี่ยวข้องกับผู้ปกครองอีกกว่า 14 ล้านคน จึงไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้นโดยย้ำกับมิลค์บอร์ดให้ดูแลอย่างเข้มงวดมากขึ้น
                    ด้าน นายอำนวย ทงก๊ก ประธานสหกรณ์โคนมวังน้ำเย็น จำกัด เปิดเผยถึงกรณีนมโรงเรียนไปวางจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อที่ประเทศกัมพูชา โดยยอมรับว่านมกล่องโรงเรียนที่มีคนไทยในกัมพูชาถ่ายภาพมาลงโซเชียลออนไลน์นั้น เป็นของสหกรณ์โคนมวังน้ำเย็นจริง เนื่องจากถูกตัดโควตาลงถึง 1 แสนกล่อง ซึ่งองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เยียวยาให้กว่า 4 หมื่นกล่อง ส่วนที่เหลือกว่า 5 หมื่นกล่อง ทางสหกรณ์ต้องแบกภาระสต็อกจำนวนมาก
                    ทั้งนี้ เนื่องจากข้างกล่องนมระบุว่า “ห้ามขายภายในประเทศ” แต่สินค้าดังกล่าวเป็นเงินลงทุนของสหกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นค่ากล่องและน้ำนมดิบ ในฐานะผู้บริหารสหกรณ์โคนม เมื่อเจอปัญหานี้จึงต้องหาทางออก ไม่ยอมให้ขาดทุนจึงได้ติดต่อกับนายทุนประเทศกัมพูชาเพื่อจะขายนมลอตดังกล่าว ซึ่งนายทุนกัมพูชาก็ตกลงชื้อเงินสดและขายดีมาก อย่างไรก็ตามเชื่อว่าจากที่มีคู่แข่งทางการค้าอาจถือโอกาสออกมาโจมตี
                    “อยากขอความเป็นธรรมต่อประชาชนและภาคส่วนต่างๆ ด้วย ตามที่มีผู้แสดงความคิดเห็น ส่วนใหญ่ตั้งคำถามว่าอาจเป็นการทุจริตหรือไม่ ขอยืนยันว่าไม่มีแน่นอน เพราะถ้าเป็นเรื่องไม่ดีสหกรณ์จะไม่ทำ” นายอำนวย กล่าว

10 ข่าวเด่นคมชัดลึก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/228924

การศึกษา,นมโรงเรียน,เขมร,ดาว์พงษ์,แชร์,ว่อนเน็ต,ศาลฎีกา,จำคุก,ธัมมชโย,พุทธะอิสระ,วาสนา,ปริญญา,เลือกตั้ง,ธรรมกาย,วัดเสือ,หลวงตาบัว,ตะกรุด,ม.61,ประชามติ,รถไฟ,ดอน จมูกบาน,ธ.ทหารไทย,ทีเอ็มบี,ดอกเบี้ย,ออมทรัพย์,ช้างศึก,วอลเลย์บอล,คิงส์คัพ,ข่าว,เด่น,คมชัดลึก

การศึกษา-สาธารณสุข  :  3 มิ.ย. 2559

10 ข่าวเด่นคมชัดลึก

10 ข่าวเด่นคมชัดลึก : 3 มิถุนายน พ.ศ. 2559

1. ‘ดาว์พงษ์’ สอบนมโรงเรียนโผล่ขายเขมรหลังแชร์ว่อนเน็ต
3. สำนักพุทธฯ จ่อฟันวินัยวัดป่าหลวงตาบัวทำตะกรุด-ดองลูกกรอกเสือ
5. ผู้ตรวจฯ เลื่อนส่ง ม.61 พ.ร.บ.ประชามติ ให้ศาล รธน.ชี้ขาดเป็น 6 มิ.ย.
7. ปคบ.บุกจับยาลดอ้วนที่เมืองชล หลังสาว ม.5 กินแล้วตาย ยึดกว่า 11 ล้าน

สทศ.ปรับคะแนนโอเน็ตม.6ใหม่ประกาศ4มิ.ย.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/228910

โอเน็ต,แอดมิชชั่นส์,สทศ.

การศึกษา-สาธารณสุข  :  3 มิ.ย. 2559

สทศ.ปรับคะแนนโอเน็ตม.6ใหม่ประกาศ4มิ.ย.นี้

สทศ. ปรับคะแนนโอเน็ตม.6 หลังพบเฉลยข้อสอบผิด เตรียมประกาศผลคะแนนปรับใหม่ 4 มิ.ย.นี้ ยันผลสอบที่ถูกต้องทันประกาศแอดมิชชั่นส์ 5 มิ.ย.

             เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน รศ.ดร.สัมพันธ์ พันธุ์พฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ(สทศ.)(องค์การมหาชน) กล่าวว่า ตามที่สทศ.ได้เปิดเผยข้อสอบและเฉลยคำตอบ การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต ปีการศึกษา 2558 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งจัดสอบเมื่อวันที่ 6-7 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมานั้น ซึ่งทางสทศ.ได้มีการตรวจสอบข้อสอบอีกครั้ง พบว่า วิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม มีข้อสอบจำนวน 1 ข้อ นั่นคือ ข้อที่ 88 จากแบบทดสอบตามที่เผยแพร่ทางเว็บไซต์ สทศ. เกิดข้อผิดพลาด เนื่องจากมีคำตอบที่ถูกต้องที่สุด 2 คำตอบ โดยคำตอบละ 1 คะแนน ซึ่งจากเดิมเฉลยคำตอบคือตัวเลือกที่ 4 และ 5 แต่คำตอบที่ถูกต้อง ต้องเป็นตัวเลือกที่ 3 และ 4 ทั้งนี้ สทศ.จึงได้ทำการตรวจกระดาษคำตอบและปรับคะแนนใหม่ให้ถูกต้อง

รศ.ดร.สัมพันธ์ กล่าวต่อไปว่า จากการเฉลยข้อสอบผิดพลาด ส่งผลให้มีผู้เข้าสอบบางคนได้คะแนนเปลี่ยนแปลงคิดเป็น 1 คะแนน ดังนี้ จากจำนวนผู้มีสิทธิ์สอบ 423,519 คน มีผู้เข้าสอบที่ได้คะแนนเพิ่มขึ้น จำนวน135,514 คน คะแนนลดลง 131,292 คน และคะแนนคงเดิม 156,713 คน ซึ่งทาง สทศ.จะประกาศผลคะแนน โอเน็ต O-NET ม.6 วิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ที่มีการปรับใหม่ในวันที่ 4 มิถุนายน 2559 เวลา 16.00 น. โดยนักเรียน ผู้เข้าสอบสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 02-217-3800 อย่างไรก็ตาม สทศ. ได้ประสานขอความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและสมาคมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (สอท.) ในการนำผลสอบที่ถูกต้องไปใช้ในการประกอบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาระบบกลาง (แอดมิชชั่นส์) ซึ่งจะประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบในวันอาทิตย์ที่ 5 มิถุนายน 2559