แพทยสภาเรียกข้อมูลผลตรวจ”ธัมมชโย” หากไม่ให้ฟันทันทีป่วยเก๊

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/229364

การศึกษา-สาธารณสุข  :  9 มิ.ย. 2559

แพทยสภาเรียกข้อมูลผลตรวจ”ธัมมชโย” หากไม่ให้ฟันทันทีป่วยเก๊

แพทยสภาเรียกข้อมูลผลตรวจ”ธัมมชโย” หากไม่ให้ตัดสินทันทีป่วยเก๋ แพทย์โทษหนักถึงขั้นเพิกถอนใบอนุญาต ขณะที่“ธรรมกาย”แจ้งขอยกเลิกแพทย์คนกลางเข้าตรวจอาการหลวงพ่อ

            ศ.นพ.สมศักดิ์  โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา  ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมคณะกรรมการแพทยสภา ซึ่งมีวาระเกี่ยวกับการตั้งอนุกรรมการจริยธรรมชุดพิเศษตรวจสอบข้อเท็จจริงการออกใบรับรองแพทย์อาการอาพาธของพระเทพญาณมหามุนีหรือพระธัมมชโย หลังจากมีการร้องเรียนต่อแพทยสภาให้ตรวจสอบใบรับรองแพทย์เป็นเท็จหรือไม่ว่า  อนุกรรมการจริยธรรมฯจะเชิญแพทย์ที่ถูกร้องเรียนเข้ามาให้ข้อมูล และจะเรียกข้อมูลเอกสารหลักฐานการตรวจพระธัมมชโยทั้งผลเลือด ผลอัลตราซาวด์ และผลเอ็กซเรย์ จากคลินิกสหรัตนเวช และแพทย์ที่ออกใบรับรงแพทย์  ซึ่งจะทำให้สามารถบอกได้ว่าคนไข้มีอาการป่วยจริงตามที่มีกการระบุในใบรับรองแพทย์หรือไม่  แพทยสภาไม่จำเป็นต้องเข้าไปตรวจคนไข้เอง

“แพทยสภามีอำนาจตามกฎหมายที่จะเรียกข้อมูลคนไข้จากคลินิก โรงพยาบาลและ แพทย์ได้หากมีความจำเป็นต้องมีการตรวจสอบ หากวัดพระธรรมกายหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องไม่ยื่นหลักฐานการตรวจให้แพทยสภาตามที่ร้องขอไป  แพทยสภาก็จะตัดสินทันทีว่าใบรับรองแพทย์อาการอาพาธของพระธัมมชโยเป็นเท็จ พระธัมมชโยไม่ได้ป่วยจริง เพราะถือว่าไม่มีหลักฐานมายื่นเพื่อแสดงว่ามีอาการป่วยตามที่ใบรับรองแพทย์ระบุไว้ โดยแพทย์จะมีต้องโทษถึงขั้นเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม หรือไม่ได้รับอนุญาตให้เป็นแพทย์รักษาคนไข้ และหากข้อมูลผลการตรวจที่ยื่นมาให้แพทยสภาเป็นข้อมูลเท็จ โทษก็จะหนักขึ้น”ศ.นพ.สมศักดิ์กล่าว

ศ.นพ.สมศักดิ์ กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่วัดพระธรรมกายโดยร.ท.นพ.ชูชัย พรพัฒนาพันธุ์ในฐานะแพทย์ผู้ให้การรักษาพระธัมมชโยยื่นเรื่องให้แพทยสภาส่งแพทย์ที่เป็นกลางเข้าไปตรวจวินิจอาการอาพาธของพระธัมมชโยและแพทยสภารับเรื่องจะส่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาที่เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจวินิจฉัยแต่มีเงื่อนไขว่าต้องได้รับหนังสือยินนั้น  ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2559 ร.ท.นพ.ชูชัยได้ส่งหนังสือมายังแพทยสภา  โดยระบุว่าแพทยสภาไม่ต้องส่งแพทย์เข้าไปตรวจอาการอาพาธพระธัมมชโยแล้ว ให้เหตุผล  2 ประการ คือ กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ การตรวจวินิจฉัยของแพทย์คนกลางจากแพทยสภาจะไม่มีผลต่อรูปคดี  เจ้าหน้าที่ไม่รับฟัง  และ 2.เพื่อให้เป็นการสร้างความกดดันให้เกิดกับแพทยสภา


บุกค่ายเอยูเอฟซี อคาเดมี’ต้นแบบมวยไทย’แดนฟาโรห์อียิปต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/229303

เปิดโลกมุสลิม

การศึกษา-สาธารณสุข  :  9 มิ.ย. 2559

บุกค่ายเอยูเอฟซี อคาเดมี’ต้นแบบมวยไทย’แดนฟาโรห์อียิปต์

เปิดโลกการศึกษามุสลิมตอน : บุกค่ายเอยูเอฟซี อคาเดมี’ต้นแบบมวยไทย’แดนฟาโรห์อียิปต์

           วันนี้เปิดโลกการศึกษามุสลิม ขอนำเสนอต้นแบบค่ายมวยยักษ์ใหญ่ในอียิปต์ ที่โดดเด่นด้านการฝึกมวยไทยมากว่า 5 ปี เปรียบเสมือนสถานที่ฝึกฝนหลังม่าน ที่ไม่มีใครเห็น โชคดีที่สถานเอกอัครราชทูตไทย กรุงไคโร ได้สนับสนุนกีฬามวยไทย ทำให้ค่ายมวยที่เคยแห้งแล้งกลับมาชุ่มฉ่ำมีชีวิตชีวาขึ้นอย่างรวดเร็ว และที่สำคัญเจ้าของค่ายมวยนี้มีสาวไทยเป็นคู่ใจ ไม่แปลกที่สถานที่แห่งนี้ได้ผลิตซุปตาร์มวยไทยยักษ์ใหญ่ที่ไม่มีใครสามารถล้มได้ น้องตุ๊ก หรือ ฮาเกอร์ ทองธานี คือผู้ที่จะนำเรื่องราวมาตีแผ่ให้เราได้รับทราบกัน

ฮาเกอร์ ทองธานี หรือ น้องตุ๊ก สาวจาก จ.ระนอง เดินทางมาทำงานนวดที่ประเทศอียิปต์ ระหว่างกลับไทยได้พบกับเจ้าของค่ายมวยและเป็นเทรน

เนอร์ผู้หลงใหลมวยไทย บนเครื่องบินจึงเป็นที่มาของการร่วมแรงร่วมใจพัฒนามวยไทยในค่ายเอยูเอฟซี อคาเดมี (AUFC academy) หรือชื่อเต็ม Arabic Ultimate Fighting Championship ซึ่งได้ก่อตั้งมาประมาณ 5 ปีแล้ว ที่โดดเด่นเราเน้นมวยไทยเป็นหลักคิกบ็อกซิ่ง เอ็มเอ็มเอ จุดประสงค์หลักของค่ายคือ สอนมวยไทยในเอกลักษณ์ต้นแบบมวยไทยในโลกตะวันออกกลาง ภายใต้การดำเนินงานของสมาคมมวยไทยในอียิปต์

“น้องตุ๊ก” เล่าว่า เดิมที่กัปตัน มาห์มูด บลาร์ดอ  เขาเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ก่อตั้งสมาคมมวยไทยในอียิปต์ ซึ่งเคยแข่งขันคิกบ็อกซิ่ง และครองแชมป์ คิกบ็อกซิ่ง เวิลด์ ถึง 12 สมัย ในปี 1997-2008 ด้วยความชื่นชอบเอกลักษณ์การต่อสู้แบบมวยไทย จึงใช้สไตล์ของมวยไทยในการแข่งขัน เมื่อก่อตั้งสมาคมมวยไทยขึ้นเป็นครั้งแรกในขณะที่มวยไทยเริ่มเข้ามาสู่ประเทศอียิปต์ และเป็นหนึ่งในกรุ๊ปที่เดินทางไปแลกเปลี่ยนความรู้ในการชกมวยที่เมืองไทย หลังจากนั้นก็ผันตัวเองมาเป็นเทรนเนอร์สอนมวยไทย และเป็นผู้ดำเนินการจัดงานมวยไทยในอียิปต์ขึ้นพร้อมๆ กัน นับตั้งแต่นั้นค่ายมวยได้รับความสนใจมากมายจากกลุ่มวัยรุ่นทั้งหญิงชายประมาณ 50 คน ในการสมัครเข้าค่ายเพื่อฝึกเรียนมวยไทย โดยสอน 4 วันต่อสัปดาห์

น้องตุ๊กเสริมว่า เอยูเอฟซี อคาเดมี  คือค่ายมวยที่ถือว่าเป็นค่ายมวยที่ใหญ่ที่สุดในอียิปต์และมีชื่อเสียงในตะวันออกกลาง ซึ่งได้เป็นตัวแทนของสมาคมมวยไทยในอียิปต์อย่างน่าภาคภูมิใจ ด้วยลักษณะการดำเนินงาน การสอน การผูกสัมพันธ์ไมตรีและนิสัยของกัปตัน ซึ่งมีความเป็นอินเตอร์และเป็นไทยผสมอยู่ ทุกครั้งที่ได้ร่วมงานความไว้เนื้อเชื่อใจจึงเป็นที่มาของการตอบรับมากมาย ซึ่งน้องตุ๊กบอกว่า จำนวนต่างชาติและชาวอียิปต์ที่เข้าร่วมชมในหลายๆ ประเทศ ประมาณ 2 หมื่นคนนั้น ชื่นชอบเอกลักษณ์ของมวยไทย และการต่อสู้แบบมวยไทย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่มีชาติใดในโลกจะเปรียบได้ถึงความแปลกและสวยงาม

“อยากให้รัฐบาลไทยและรัฐบาลอียิปต์ร่วมมือกันส่งเสริมอย่างเป็นทางการ โดยเฉพาะให้มีการแลกเปลี่ยนระหว่างนักมวยไทยเจ้าของต้นแบบกับนักมวยอียิปต์ได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน สิ่งที่ค่ายยังขาดคือ การสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างจริงจังและถาวร เพราะรู้สึกเสียดายที่ทุกครั้งในการจัดการแข่งขันได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นอย่างมาก แต่เราขาดการสนับสนุนที่จะพัตนาให้ดีขึ้นกว่าเดิม” น้องตุ๊ก ทิ้งท้าย

เชื่อว่ามวยไทยคือหนึ่งความงดงาม สวยงาม ด้วยลีลา ท่าทาง และเป็นศิลปะป้องกันตัวที่โลกอาหรับในตะวันออกกลางคงต้องจารึกเอาไว้ในหัวใจตลอดไป เหมือนที่ผมภาคภูมิใจที่เห็นยักษ์ใหญ่ในแดนฟาโรห์บนสังเวียนมวยไทยสองปีที่ผ่านมา…”มันปลื้มที่สุด”


สธ.ดึง”สติ”คนไทย ฝึกเป็นประจำบรรเทาหลากโรค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/229251

ฝึกสติ,บรรเทาโรค,ลดเครียด,ซึมเศร้า,ปวดเรื้อรัง,นอนไม่หลับ

การศึกษา-สาธารณสุข  :  8 มิ.ย. 2559

สธ.ดึง”สติ”คนไทย ฝึกเป็นประจำบรรเทาหลากโรค

สธ.แนะคนไทย“ฝึกสติ”ช่วยสู้ปัญหา เกิดปัญญาหาทางแก้ไข ฝึกประจำสม่ำเสมอ บรรเทาบำบัดสารพัดโรค ลดความเครียด วิตกกังวล ซึมเศร้า อาการปวดเรื้อรัง

เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวในการเป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการสุขภาพจิตนานาชาติ ครั้งที่ 15 และประชุมวิชาการสุขภาพจิตและจิตเวชเด็ก ครั้งที่ 13 ปี 2559  เน้นประเด็น “สติ วิถีแห่งสุขภาพดี” โดยมีเครือข่ายสุขภาพจิตที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวม 12 ประเทศเข้าร่วม อาทิ ออสเตรเลีย จีน  ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และศรีลังกา เป็นต้นว่า สุขภาพที่ดี ต้องดีทั้งร่างกายและจิตใจ ทั้งนี้ผลสำรวจระบาดวิทยาสุขภาพจิตของคนไทยระดับชาติล่าสุด ปี 2556 พบว่า คนไทยร้อยละ 1.8 หรือประมาณ 9 แสนคน เป็นโรคซึมเศร้า  ขณะที่ร้อยละ 3.1 หรือประมาณ 1.6 ล้านคน เป็นโรควิตกกังวล ประกอบกับปัจจุบันประชาชนเริ่มมีความตระหนักและต้องการพัฒนาตนเอง โดยเฉพาะการพัฒนาจิตใจ การฝึกสติจึงเป็นวิธีที่ได้ผลดี ค่าใช้จ่ายต่ำและเหมาะสมกับวิถีชีวิตทางสังคม การใช้ในชีวิตประจำวันได้ ทั้งในการทำงาน สร้างสัมพันธภาพในสังคม และการดูแลสุขภาพ
“สธ.จึงให้ความสำคัญในแนวคิด สติ วิถีแห่งสุขภาพดีที่มุ่งให้สุขภาพดีและอยู่อย่างเป็นสุข ทุกช่วงวัย สมบูรณ์ทั้งทางกาย จิตใจ และสังคม ด้วยการฝึกสติ ซึ่งมีการศึกษาวิจัยทั้งในและต่างประเทศ พบว่า การฝึกสติเป็นประจำและสม่ำเสมอจะช่วยป้องกัน บรรเทาและบำบัดอาการเจ็บป่วยได้อย่างหลากหลาย รวมถึงอาการที่เกิดจากความเครียด เช่น ความวิตกกังวล อาการซึมเศร้า พฤติกรรมเสพติด โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โดยเฉพาะอาการปวดเรื้อรัง นอนไม่หลับ ไมเกรน  ภูมิแพ้ หอบหืด เป็นต้น”นพ.โสภณกล่าว

ด้านนพ.เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า การจัดประชุมวิชาการครั้งนี้ มุ่งส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิต ป้องกันโรค ลดความเสี่ยงด้านสุขภาพ ตลอดจนลดค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษานั้น เป็นการต่อยอดระบบสุขภาพให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทั้งนี้ในการดูแลผู้ป่วยสุขภาพจิต จะเน้นการค้นพบผู้ป่วยให้เร็วที่สุดเพราะ 90 % ของผู้ป่วยหาที่ค้นพบเร็ว ได้รับการรักษาฟื้นฟู และได้รับยาอย่างต่อเนื่อง ก็จะทำให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตและทำงานได้อย่างบุคคลทั่วไป แต่สิ่งที่ต้องพึงระวังคือห้ามให้ผู้ป่วยใช้สารเสพติดหรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากสิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวกระตุ้นให้อาการของผู้ป่วยกำเริบได้

พญ.พรรณพิมล วิปุลากร รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า สำหรับปัญหาสุขภาพจิตเด็กที่ต้องมีการจับตาเป็นพิเศษรวมถึงร่วมกันป้องกันและแก้ไขปัญหา คือเรื่องการใช้ความรุนแรงในเด็กและเยาวชน ที่ปัจจุบันมักพบเด็กและเยาวชนถูกกระทำความรุนแรงได้ในทุกช่วงวัย ซึ่งการใช้ความรุนแรงนั้นยังหมายถึงการที่เด็กถูกเพื่อนแกล้งที่โรงเรียนด้วย เพราะการแกล้งเพื่อนอาจนำไปสู่พฤติกรรมการใช้ความรุนแรงในอนาคตได้ ด้วยเหตุนี้จึงต้องปลูกฝังตั้งแต่วัยเรียน อย่างไรก็ตาในการดูแลปัญหาสุขภาพจิตเด็กและแก้ปัญหาการใช้ความรุนแรงนั้น หลักๆที่เห็นชัดเจน คือการที่กรสุขภาพจิตได้ร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการในการทำโครงการนำร่องนักจิตวิทยาโรงเรียนเพื่อคอยให้คำปรึกษาและแก้ไขปัญหาให้กับได้ตั้งแต่เนิ่นๆ


สบส.เผยวิธี”หักดิบ”ช่วยเลิกบุหรี่ได้ผลสูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/229246

หักดิบเลิกบุรี่,3ล้าน3ปีเลิกบุหรี่,เลิกบุหรี่เทิดไท้องค์ราชัน

หักดิบเลิกบุรี่,3ล้าน3ปีเลิกบุหรี่,เลิกบุหรี่เทิดไท้องค์ราชัน

การศึกษา-สาธารณสุข  :  8 มิ.ย. 2559

สบส.เผยวิธี”หักดิบ”ช่วยเลิกบุหรี่ได้ผลสูง

สธ.-สสส.ค้นนักสูบ 3 ล้านคนเลิกบุหรี่ เทิดไท้องค์ราชัน ตั้งเป้า 3 ปี ดึงพลังหมออนามัย-อสม.ขับเคลื่อน สบส.เผยใช้วิธีหักดิบเลิกบุหรี่ได้ผลสูง

เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. นพ.โสภณ  เมฆธน  ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) แถลงข่าว “โครงการ 3 ล้าน 3 ปี เลิกบุหรี่ทั่วไทย เทิดไท้องค์ราชัน”ว่า เนื่องในโอกาสมหามงคลเสด็จเถลิงถวัลราชสมบัติครบ70 ปี ในปี 2559 และเนื่องในโอกาสทรงมีพระชนมายุครบ 90 พรรษา ในปี 2560 และ61พรรษในปี 2561 สธ. ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) และภาคีเครือข่ายหมออนามัยและอาสาสมัครสาธารณสุขประหมู่บ้าน(อสม.) จัดโครงการ3 ล้าน 3 ปี เลิกบุหรี่ทั่วไป เทิดไท้องค์ราชัน เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยจะใช้พลังเครือข่ายหมออนามัยและอสม.เป็นผู้ดำเนินการในระดับพื้นที่ เพื่อชักชวน เชิญชวน ท้าชวนให้ประชาชนเลิกบุหรี่พร้อมลงชื่อสมัครใจเลิกบุหรี่  รวมถึง แนะนำให้เลิก ป้องกันการกลับไปสูบ เพราะมีความใกล้ชิดกับประชาชนในหมู่บ้าน ถือเป็นจุดแข็งในการควบคุมยาสูบและดูแลสุขภาพคนที่เกี่ยวข้องกับยาสูบ โดยตั้งเป้าหมายให้มีผู้เลิกสูบบุหรี่อย่สงต่อเนื่องให้ได้ไม่นอ้ยกว่า 6 เดือนหรือตลอดชีวิตให้ได้ 3 ล้านคน ในเวลา 3 ปี ตั้งแต่ปี 2559-2561 และจะนำรายชื่อทั้ง 3 ล้านคนที่เลิกบุหรี่ขึ้นทูลเกล้าถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต่อไป

ปลัดสธ. กล่าวอีกว่า  จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่าในปี 2558 ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไปเป็นผู้สูบบุหรี่ 11.7 ล้านคน  ผู้ชายสูบมากกว่าผู้หญิง 20 เท่า เสียชีวิตจากโรคที่เกิดจากการสูบบุหรี่ในกลุ่มคนอายุ 30 ปีขึ้นไป 50,710 คน คิดเป็น ร้อยละ12  ของการตายทั้งหมด โรคที่พบมาก ได้แก่ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง 11,895 คน มะเร็งปอด 11,742 คน หัวใจและหลอดเลือด 11,666 คน และมะเร็งอื่นๆ 7,244 คน  ขณะที่ผลกระทบจากการประมาณการความสูญเสียทางเศรษฐศาสตร์จากโรคที่เกิดจากการสูบบุหรี่อยู่ที่ 5.2 หมื่นล้านบาท คิดเป็น ร้อยละ 0.5 ของจีดีพี โดยคิดเป็นค่าใช้จ่ายทางตรงทางการแพทย์เท่ากับ 10,137 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายที่เกิดจากความสูญเสียทางเศรษฐกิจคิดเป็นร้อยละ 13 ของค่าใช้จ่ายทางด้านสุขภาพทั้งหมด และร้อยละ 73 ของงบประมาณทางด้านสาธารณสุข

ดร.นพ.บัณฑิต ศรไพศาล ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สสส. กล่าวว่า การใช้เครือข่ายหมออนามัยและอสม.มาเป็นพลังขับเคลื่อนในโครงการนี้จะประสบความสำเร็จได้สูง เนื่องจากสามารถเข้าถึงประชาชนได้ทุกคน ทุกบ้าน เครือข่ายแน่นยิ่งกว่าเครือข่ายสัญญาณโทรศัพท์ เข้าถึงทุกซอก ทุกมุม  โดยปัจจุบันมีอสม.ราว 1.4 ล้านคน หากคิดจากประเทศไทย มี 7,000 ตำบล  8 หมื่นกว่าหมู่บ้าน อสม.10-15 คนดูแล 1 หมู่บ้าน แต่ละคนไปชักชวนคนที่สูบบุหรี่ให้เลิกสัปดาห์ละ 2 คน ด้วยการนำคนเหล่านั้นออกกำลังกายทุกสัปดาห์เป็นเวลา 4 เดือน และหากใน 4 คนมีคนเลิกได้ 1 คน ภายใน 6 เดือนน่าจะมีคนเลิกบุหรี่ได้ราว 80 คนต่อตำบล ทั่วประเทศจะคิดเป็น 56,000 คนที่เลิกได้ ซึ่งจะเป็นเป้าหมายในปีแรกของโครงการ จะประกาศรายชื่อของปี 2559ในวันงดสูบบุหรี่โลกปี 2560 จากนั้นในปีที่ 2พ.ศ. 2560 จะเพิ่มคนเลิกสำเร็จอีก 1.5 ล้านคน และปีที่ 3 พ.ศ.2561 เพิ่มอีก 1 ล้านคน สะสมรวม 3 ปี 3 ล้านคน

ด้านนพ.ภานุวัฒน์ ปานเกตุ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ(สบส.) กล่าวว่า ในปี 2558 อสม.ได้ร่วมกับกรมจัดโครงการรณรงค์เฝ้าระวังเพื่อเลิกบุหรี่ เนื่องในโอกาสฉลอง 60 พรรษาสมเด็จพระเทพรัตนฯ โดยใช้พลัง อสม. ด้วยการขอให้  อสม.1 คน  ขอให้คนเลิกบุหรี่ 1 คน  ตั้งเป้าหมาย 1 แสนคน พบว่ามีประชาชนเข้าร่วมและสามารถเลิกบุหรี่ได้ภายใน 3 เดือน 60,000 กว่าคน คิดเป็น 64 % และในจำนวนนี้เลิกได้ด้วยตนเองหรือหักดิบโดยไม่ต้องใช้สารทดแทนหรือยาถึง 85 % วิธีการที่ใช้ คือ อสม.สำรวจเฝ้าระวังคนที่สูบบ้าง ชักชวนให้เลิกบุหรี่ ให้กำลังใจ ใส่ใจติดตามดูแล  เพราะการให้กำลังใจและมีผู้ใส่ใจจะช่วยให้เลิกบุหรี่สำเร็จ ดังนั้น เชื่อว่าการใช้พลังอสม.ร่วมกับหมออนามัยในการขับเคลื่อนให้คนเลิกบุหรี่ 3 ล้านคนภายใน 3 ปีจะประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน


ศธ.เตรียมขยายบูธแคมป์อัพเกรดครูทั้งประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/229189

ครู

ครู

การศึกษา-สาธารณสุข  :  8 มิ.ย. 2559

ศธ.เตรียมขยายบูธแคมป์อัพเกรดครูทั้งประเทศ

ศธ.เตรียมขยายบูธแคมป์อัพเกรดครูทั้งประเทศ  : ภูดิศ เชื้อประดิษฐ์

           เราไม่มีเวลาแล้วในเรื่องภาษาอังกฤษของประเทศไทย เราเสียเปรียบประเทศเพื่อนบ้านเรื่องสภาพแวดล้อมแรงจูงใจที่จะใช้ภาษาอังกฤษ เราต้องเริ่มจากศูนย์ในการทำให้เด็กมีความรู้ภาษาอังกฤษ วันนี้ผมเห็นวิธีการสอนของครูเปลี่ยนไป ทำให้ผมมั่นใจว่า ครู 350 คนที่มาเข้าแคมป์ เมื่อออกไปจะได้รับความมั่นใจในการให้ความรู้ภาษาอังกฤษแก่เด็กๆ ได้ดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตา พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าว

อิงลิชบูธแคมป์การพัฒนาครูแกนนำภาษาอังกฤษ ถือเป็นการอบรมแบบเข้มข้นครั้งแรกในเอเชียที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก ตลอดระยะเวลา 3 สัปดาห์ ที่ผ่านมา ครูผู้เข้าอบรมได้รับการขัดเกลา เรียนรู้ถึงยุทธวิธีในการถ่ายทอดความรู้ภาษาอังกฤษจากวิทยากรชาวต่างชาติเจ้าของภาษาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และพร้อมที่จะนำกลวิธีเหล่านั้นมาใช้กับการศึกษาภาษาอังกฤษของประเทศไทย

“นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ได้ติดตามการฝึกอบรมครูภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นครั้งแรกในการอบรมเข้มข้น ได้บทเรียนหลายอย่างที่ครูไทยเราพูดภาษาอังกฤษได้ดี สิ่งที่เขาได้คือ ได้ความมั่นใจ ได้วิธีการสอนใหม่ๆ ได้ทดลองฝึกสอนจริงหลายคนอยากนำความรู้ที่ได้กลับไปใช้เต็มที่ หลายคนบอกว่า รู้สึกว่ามันคุ้มค่าต่อชีวิต ทางครูฝึกอบรมต่างชาติก็มีการแนะนำถึงการติดตามต่อ ตามไปดูสอนใช้การเรียนการสอนในชีวิตจริงๆ เพราะสอนในที่นี่เป็นการสอนด้วยกันเอง เป็นการสอนของจริงในชีวิตอีกแบบของครู มีครูไทย 28 คน ที่ถูกคัดเลือกเป็นครูเทรนเนอร์ต่อไปในการอบรมครั้งหน้า ผลที่ได้นั้นดีเกินคาดหมาย และต้องได้รับการขยายผลอย่างเร่งด่วน

การดำเนินการอบรมสัปดาห์ที่ 1-2 เป็นการแบ่งกลุ่มครูออกเป็น 15 กลุ่ม จำนวนกลุ่มละ 20-25 คน โดยจะเรียนเกี่ยวกับความรู้ทั่วไปด้านภาษาอังกฤษ และวิธีการสอนภาษาอังกฤษ เมื่อสิ้นสุดสัปดาห์ที่ 2 มีการทดสอบความสามารถด้านภาษาอังกฤษ ทักษะ 4 ด้าน ได้แก่ การฟัง การพูด การอ่านและการเขียน วิทยากรชาวต่างชาติทำการคัดเลือก ครูแกนนำจำนวน 28 คน โดยการพิจารณาจากผลการทดสอบ การสัมภาษณ์ครูพร้อมทั้งเจตคติของครูในการเป็นวิทยากรเพื่อขยายผลต่อไป ในสัปดาห์ที่ 3 จะเป็นการอบรมจากครูแกนนำและประเมินผลต่อไป

“จิตติมา ดวงมณี” ครูแกนนำระดับประถม โรงเรียนสุรธรรมพิทักษ์ กล่าวว่า การฝึกทักษะการสอนตรงนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ต้องนำไปใช้ในห้องเรียน เพราะเราเป็นครู ถึงแม้จะมีประสบการณ์การสอนมาหลายปี เมื่อครูทุกคนมาเห็นกระบวนการสอนของวิทยากรชาวต่างชาติ เป็นการปรับกระบวนการเรียนตามความสามารถของผู้เรียน เรื่องของการสอนเราเปลี่ยนแน่นอน มีจุดมุ่งหมายของการสอน กระบวนการสอนแต่ละขั้นจะต้องตอบสนองไปยังจุดมุ่งหมายที่คุณตั้งไว้ ซึ่งครูไทยเราสอนเยอะมาก แต่ไม่รู้ว่าเราต้องการอะไร บางทีเราไม่รู้ว่าเราแจกใบงานเด็กไปแล้วเราต้องการอะไร และได้พัฒนาภาษาทุกคนมีความคล่องขึ้น

“วิลาศ คำมีแก่น” ครูแกนนำระดับมัธยม โรงเรียนปทุมวิทยากร กล่าวว่า ความรู้ที่จะไปใช้ในการพัฒนาตัวเองในการเป็นครู การอบรมนี้เป็นการอบรมแบบเข้มข้นจริง มีแนวคิดเชิงปฏิบัติมาก หากมีการปฏิบัติบ่อยครั้งก็จะเกิดความชำนาญ ใน 3 อาทิตย์ที่ผ่านมาทุกคนได้เกิดความชำนาญในการเอาความรู้มาใช้ปฏิบัติจริง การปฏิบัติจริง ฝึกสอนจริง ทุกคนต่างสะท้อนในสิ่งที่เขาเห็นว่า สิ่งที่ดีที่สุดของเราคืออะไร และสิ่งที่ควรพัฒนามากขึ้นเป็นอะไร ทุกคนไม่มีข้อเสีย มีแต่สิ่งที่ควรพัฒนา เพราะฉะนั้นการพัฒนาตนเองแบบนี้เป็นการพัฒนาคนเองอย่างไม่มีสิ้นสุด ซึ่งครูที่เข้าร่วมอบรมครั้งนี้มาด้วยอุดมการณ์เดียวกัน ทำให้การอบรมครั้งนี้มันเข้มข้นด้วยผู้เข้าอบรมเอง และผู้อบรมที่มีประสบการณ์มากๆ ถือว่ามีประสิทธิภาพมาก ถ้าเรามีจุดมุ่งหมายที่เหมือนกันเพื่อพัฒนาประเทศของเรา พัฒนาโรงเรียนของเรา ซึ่งต้องการพัฒนาคนการเปลี่ยนแปลงคนเราต้องการการอบรมที่มีระยะเวลาขนาดนี้

“สิ่งหนึ่งที่ผมได้รับผลตอบรับจากครูคือ เมื่อกลับไปจะมีการเปลี่ยนแปลงวิธีการสอน จากเดิมที่เคยสอนแบบเรียนรู้ เมื่ออยู่ในแคมป์เขาพบว่าวิธีการสอนที่ถูกต้องควรจะมีลักษณะแบบใด วิธีการสร้างความสนุกคู่กับการเรียนรู้ของนักเรียนอย่างไร เมื่อไรที่เราทำให้เด็กเล็กไม่กลัวที่จะพูดภาษาอังกฤษ เมื่อนั้นเราจะประสบความสำเร็จ เขาจะกล้าเรียน กล้าพูด กล้าตอบโต้แล้วเก่งขึ้นในอนาคต เราต้องเพิ่มจำนวนเวลาการเรียนภาษาอังกฤษให้แก่เด็กๆ จะมีนโยบายเพิ่มเวลาเรียนภาษาอังกฤษ 1 ชั่วโมงต่อวันเป็น 5 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ซึ่งสิ่งนี้กำลังสอดคล้องกับสิ่งที่เรากำลังเตรียมครูอยู่ ในปีนี้ตั้งเป้าการขยายผลพัฒนาครูภาษาอังกฤษไว้ 3,000 คน วันนี้ได้ครูภาษาอังกฤษแล้ว 350 คน ต่อไปจะกระจายออกไปมีจัดการอบรมตามส่วนภูมิภาคต่างๆในประเทศไทย” พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าว


เปิดคู่มือการเรียนรู้ทักษะชีวิตผ่านกิจกรรมลูกเสือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/229180

ลูกเสือ

ลูกเสือ

ลูกเสือ

การศึกษา-สาธารณสุข  :  7 มิ.ย. 2559

เปิดคู่มือการเรียนรู้ทักษะชีวิตผ่านกิจกรรมลูกเสือ

สสส.-สมาคมวางแผนครอบครัว-สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ-สพฐ. เปิดคู่มือการเรียนรู้ทักษะชีวิตผ่านกิจกรรมลูกเสือ พัฒนากิจกรรมลูกเสือแบบใหม่เพื่อสร้างทักษะชีวิต

            เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ได้มีการจัดกิจกรรมแถลงข่าว“เรียนรู้ทักษะชีวิต ผ่านกิจกรรมลูกเสือแบบใหม่”ในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการลูกเสือเสริมสร้างทักษะชีวิต โดยความร่วมมือระหว่าง 4 หน่วยงาน ประกอบด้วย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ และสมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการสสส. กล่าวว่า ทักษะชีวิตเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเด็กและเยาวชน ซึ่งประกอบด้วย ทักษะการคิดวิเคราะห์ แก้ไขปัญหา คิดสร้างสรรค์ สื่อสารเป็น รู้จักปรับตัวในอนาคต และทำงานร่วมกันเป็นทีม ในหลายประเทศทั่วโลกได้มุ่งสร้างทักษะพื้นฐานเหล่านี้โดยสอดแทรกอยู่ในการเรียนการสอนในสถานศึกษา วิชาลูกเสือซึ่งเน้นการลงมือทำและฝึกปฏิบัติจึงเป็นชั่วโมงของการเรียนรู้ที่น่าสนใจ มีตัวอย่างการสอนลูกเสือเพื่อสร้างทักษะชีวิตในต่างประเทศ อาทิ ประเทศฟิลิปปินส์ ได้มีการอบรมลูกเสือเรื่องการจัดการกับเหตุการณ์ภัยพิบัติฉุกเฉิน ประเทศศรีลังกามีการสอนทักษะการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม จนลูกเสือเป็นกลุ่มอาสาสมัครที่มีบทบาทสำคัญในการเข้าไปช่วยเหลือ สสส.จึงร่วมกับสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ และสมาคมวางแผนครอบครัวฯ ในการออกแบบคู่มือการเรียนรู้ทักษะชีวิตผ่านกิจกรรมลูกเสือ โดยเป็นการออกแบบการเรียนรู้ในแต่ละช่วงวัยและดึงสถานการณ์ปัจจุบันเข้ามาอยู่ในกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อให้เป็นเรื่องใกล้ตัวกับสิ่งที่เขาต้องเผชิญ ซึ่งเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันด้วยการติดอาวุธทางทักษะชีวิตให้กับเด็กตั้งแต่ต้น รวมถึงการสร้างความเป็นพลเมืองที่ดีในสังคม

นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวว่า  กระทรวงศึกษาธิการเห็นความสำคัญต่อการสร้างทักษะชีวิตจึงเพิ่มกิจกรรมเสริมผ่านการลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ ซึ่งวิชาลูกเสือถือเป็นวิชาที่ช่วยสร้างทักษะชีวิตดังจะเห็นได้จากเหตุการณ์ไฟไหม้ที่เวียงป่าเป้าที่นักเรียนใช้วิธีผูกเงื่อนทำให้ช่วยชีวิตคนจำนวนมาก และเมื่อมีคู่มือการเรียนรู้ทักษะชีวิตในวิชาลูกเสือจะทำให้การเรียนรู้เข้มขึ้น โดยสพฐ.ยินดีให้การสนับสนุนและค้นหานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เพื่อสร้างทักษะชีวิตที่น่าสนใจเพื่อขยายผลต่อไป

นายชัยยศ อิ่มสุวรรณ์ เลขาธิการสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ กล่าวว่า เชื่อมั่นว่าคู่มือการเรียนรู้เพื่อสร้างทักษะชีวิตผ่านกิจกรรมลูกเสือจะสามารถสร้างให้เกิดทักษะชีวิตในวิชาลูกเสือได้จริงจึงได้ให้การรับรองและออกตราสัญลักษณ์ลูกเสือหน้าคู่มือเพื่อรับรองในการสอนในโรงเรียน นอกจากนี้คณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติได้รับรองหลักสูตรการฝึกอบรมผู้กำกับลูกเสือของสำนักงานลูกเสือแห่งชาติทำให้กิจกรรมลูกเสือเป็นผู้นำในการเสริมสร้างทักษะชีวิตในระบบการศึกษาของไทยในปัจจุบัน โดยคาดหวังว่าความร่วมมือนี้จะส่งผลให้มีการเปิดสอนอย่างกว้างขวางในสถานศึกษาทุกสังกัด

ดร.กาญจนา กาญจนสินิทธ์ นายกสมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี กล่าวว่า คู่มือการเรียนรู้ทักษะชีวิตผ่านกิจกรรมลูกเสือได้ทดลองใช้ในโรงเรียนนำร่อง 26 แห่ง พร้อมกับประเมินผลซึ่งพบว่า นักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมมีทักษะชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ ตัวอย่างกิจกรรมการเรียนรู้ทักษะชีวิตจากคู่มือเช่น ในเด็กเล็กจะพบปัญหาการบริโภคสื่อ ติดไอที ทานอาหารไม่มีประโยชน์ ไม่ออกกำลังกาย และความเสี่ยงจากการถูกล่อลวง จึงมีกิจกรรม“ภัยใกล้ตัว” โดยให้เด็กแสดงบทบาทสมมุติเมื่อมีคนมาชวนขึ้นรถตู้เพื่อฝึกคิดวิเคราะห์และการปฏิเสธ “กิจกรรมแผนที่อบายมุขรอบโรงเรียน” ด้วยการเดินสำรวจและเขียนเป็นแผนที่แหล่งอบายมุขรอบโรงเรียน และ“นาทีชีวิต” ด้วยการช่วยเหลือตัวเองจากอุบัติภัยทางน้ำและวิธีป้องกัน นอกจากนี้จะมีการจำลองกรณีน้ำท่วมบ้านเวลากลางคืนหรือแผ่นดินไหวเพื่อให้เกิดการคิดวิเคราะห์และตัดสินใจเมื่อเกิดเรื่องเร่งด่วนที่ต้องจัดการ และการเรียนรู้สำหรับวัยรุ่นเช่น “ภัยใกล้ตัววัยหนุ่มสาว” เป็นต้น


นายกฯขออย่านำขึ้นทะเบียนโขนปมขัดแย้งไทย-กัมพูชา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/229165

โขนสด

การศึกษา-สาธารณสุข  :  7 มิ.ย. 2559

นายกฯขออย่านำขึ้นทะเบียนโขนปมขัดแย้งไทย-กัมพูชา

นายกฯขออย่านำขึ้นทะเบียนโขนปมขัดแย้งไทย-กัมพูชา ยันความสัมพันธ์ 2 ประเทศเหมือนเดิม  เจ้ากระทรวงบัวแก้วชี้ไม่กระทบไทย

            เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. เวลา 15.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กล่าวถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์ ภายหลังชาวกัมพูชาได้โพสต์ภาพและข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวต่อต้านไทยขึ้นทะเบียนโขนเป็นมรดกโลกด้านศิลปวัฒนธรรม โดยอ้างว่าโขนเป็นของกัมพูชาไม่ใช่ของไทย และได้ยื่นกับทางยูเนสโกขอขึ้นทะเบียนโขนไปก่อนหน้าไทย ว่า อย่าไปขยายความขัดแย้งอีก และสิ่งสำคัญต้องเข้าใจว่าที่ผ่านมาเราไม่ได้สมัครสมาชิกภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของยูเนสโกไว้ เมื่อไม่ไปสมัครก็ไม่สามารถไปจดทะเบียนได้

ขณะที่อีกประเทศหนึ่งได้จดทะเบียนไปแล้ว วันนี้รัฐบาลสมัครเข้าไป และเมื่อเรียบร้อยมีการตอบรับมาแล้วเราก็จะจดทะเบียน ซึ่งการจดทะเบียนนี้ไม่ได้หมายความว่าเป็นของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นการจดทะเบียนของทุกประเทศที่มี ซึ่งของเราจดทะเบียนช้าไปกว่าเขา ซึ่งรัฐบาลที่ผ่านมาไม่ค่อยสนใจเรื่องพวกนี้เท่าไหร่ ไม่ได้ไปสมัครสมาชิกกับเขาไว้จึงเป็นปัญหาของเรา และสิ่งที่ตามในอนาคตคือเรื่องของลิขสิทธิ์ เรื่องสินค้าจีไอ ที่ต้องให้ความสำคัญมาก เพราะการผลิตสินค้าต้องมีที่มา หรือแม้กระทั่งกิจกรรมการแสดงที่เป็นของไทยต้องจดเอาไว้ เช่น เรื่องการแต่งตัวของก็ไม่เหมือนแล้ว ของเราก็มีความวิจิตรเรื่องการแต่งกาย ส่วนเรื่องบทร้อง รำ มีความงดงาม เป็นเอกลักษณ์ของเรา ไม่ใช่ไปเปรียบเทียบใครเก่งกว่าใคร หรือเป็นของใคร ทั้งหมดก็เป็นของภูมิภาคนี้ทั้งนั้นซึ่งเป็นพื้นฐานเดียวกัน
เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ว่าประเด็นปัญหาดังกลล่าวจะเป็นปัญหาหยดเดียว นายกฯ กล่าวว่า “อยู่ที่คุณจะขยายให้เป็นน้ำผึ้งหยดใหญ่หรือไม่ ผมบอกว่าเป็นของใครของมัน ไปถามรัฐบาลที่แล้วว่าทำไมไม่ไปสมัครกับเขา ไปถามเขาโน้น”
เจ้ากระทรวงบัวแก้วชี้ไม่กระทบไทย   

นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีกระทรวงวัฒนธรรมและศิลปะประเทศกัมพูชา เสนอขึ้นทะเบียนโขนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติกับทางยูเนสโกว่า เรื่องดังกล่าวมีการพูดกันในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เล็กน้อย แต่รับฟังดูแล้วไม่ใช่เป็นประเด็น ที่จริงเป็นเรื่องปกติสำหรับการนำเรื่องเพื่อไปจดทะเบียน ไม่ได้หมายความว่า เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์แล้วคนอื่นทำอย่างเดียวกันไม่ได้ แต่เป็นการนำเรื่องนั้นๆ ให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ในอดีตก็เคยมีสองประเทศทำ จึงไม่มีปัญหาอันใด ถ้ากัมพูชาขอขึ้นทะเบียน เราเองก็ไปขอขึ้นทะเบียนได้ เพราะชื่อเรียกต่างกัน แต่ของเรา อาจจะช้าหน่อยเพราะไม่ได้เป็นสมาชิกของภาคีตามอนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ (Intangible Cultural Heritage : ICH) แต่ระหว่างนี้ไม่ได้หมายความว่าเราจะแสดงโขนไม่ได้ ไม่มีเหตุอะไรที่จะเอาเข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนั้นอย่าไปกังวล อย่าไปคิดว่าเป็นปัญหาใหญ่ สำหรับไทยกับกัมพูชายังเป็นเหมือนเดิม สนับสนุนกันและกัน

ผู้สื่อข่าวถามว่า เราจะมีการยื่นเพื่อขอเป็นสมาชิกภาคีดังกล่าวในทันทีหรือไม่ นายดอน กล่าวว่า กำลังดำเนินการอยู่ แต่ยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่เป็นปัญหา ซึ่งแต่ละประเทศไปจดทะเบียนเพื่อให้รับรู้ เป็นเรื่องของการแสดงวัฒนธรรมตัวเอง ทางฝ่าย ICH เองก็มีความชัดเจนอยู่ว่าสิ่งต่างๆ ที่มาจดเพียงเพื่อให้รับรู้เท่านั้นเอง เมื่อถามว่า สถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกัมพูชามีรายงานความเคลื่อนไหวของประชาชนกัมพูชาหรือไม่ นายดอน กล่าวว่า ไม่มี เรื่องนี้เป็นประเด็นในโซเชียลมีเดียเท่านั้นเอง บางคนพูดเลยไปถึงเรื่องการเมืองด้วยซ้ำไป ซึ่งไม่อยากให้ไปโยงถึงเรื่องการเมืองของประเทศใดประเทศหนึ่ง ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศยังปกติและวิเศษสุด รวมทั้งอีกไม่กี่วัน รัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชาก็จะมาเยือนไทย


อาชีวะยันไม่เกี่ยวข้องคลิปนัดชุมนุม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/229153

อาชีวะคลิปแอบอ้างชุมนุม,คลิปอาชีีวะนัดชุมนุม,คลิปชุมนุม

การศึกษา-สาธารณสุข  :  7 มิ.ย. 2559

อาชีวะยันไม่เกี่ยวข้องคลิปนัดชุมนุม

 “ชัยพฤกษ์” เรียกด่วนวิทยาลัยรัฐและเอกชน หลังพบคลิป “ในนามเครือข่ายอาชีวะฯ”นัดชุมนุมแสดงพลัง 19 มิ.ย.สั่ง 11 วิทยาลัยตรวจสอบหากพบแอบอ้างใช้ชื่อ ให้แจ้งความ

 

เมื่อวันที่ 7 มิ.ย.ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอผ่านเว็บไซต์ยูทูประบุว่า “ในนามเครือข่ายอาชีวะ นักศึกษา ประชาชน ปกป้องสถาบันฯ” ซึ่งมีการนัดรวมตัวกันชุมนุมแสดงพลัง ภาพในคลิปมีการใช้ตราสัญลักษณ์และระบุชื่อวิทยาลัยที่เป็นวิทยาลัยของรัฐและเอกชนในสังกัด สอศ. และมหาวิทยาลัย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) รวม 22 แห่ง

โดยเป็นมหาวิทยาลัย 5 แห่ง วิทยาลัยอาชีวศึกษา 17 แห่งและจากการตรวจสอบชื่อเป็นวิทยาลัย อาชีวศึกษาของรัฐ 6 แห่งและเอกชน 11 แห่งซึ่งในส่วนของเอกชนปิดกิจการไปแล้ว 6 แห่ง ดังนั้น จึงมีสถานศึกษาทั้งของรัฐและเอกชนในคลิปที่จัดการเรียนการสอนอยู่ 11 แห่ง อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการส่งต่อคลิปกันไปเรื่อย ๆ สร้างความเข้าใจผิดให้แก่ผู้บริหารวิทยาลัยว่า สอศ.ได้นัดรวมตัวเพื่อทำกิจกรรม ซึ่งไม่เป็นความจริง

ทั้งนี้ ได้เชิญผู้บริหารวิทยาลัยอาชีวศึกษาของรัฐและเอกชน สังกัด สอศ.ที่มีชื่อปรากฎในคลิปทั้ง 11 แห่งมาสอบถามซึ่งทุกคนยืนยันว่าทางวิทยาลัยและศิษย์ปัจจุบันไม่เกี่ยวข้องกับคลิปดังกล่าว คำว่า “เครือข่ายอาชีวะ” ในคลิปอาจเป็นกลุ่มอาชีวะเก่า เพราะวิทยาลัยเอกชนบางแห่งปิดกิจการไปแล้ว 20-30 ปี อาทิ กนกอาชีวะ เทคโนโลยีดุสิตรามอินทรา ไทยสุริยะ เป็นต้น และกิจกรรมนี้เป็นเรื่องส่วนตัว ซึ่งเป็นสิทธิของคนไทยในการแสดงความคิดเห็น

แต่เพื่อความชัดเจนทั้ง 11 วิทยาลัยจะไปตรวจสอบว่ามีการนำชื่อวิทยาลัยไปแอบอ้างใช้หรือไม่ หากตรวจสอบพบว่ามีการนำชื่อวิทยาลัยไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง แต่ละวิทยาลัยก็อาจจะไปพิจารณาแจ้งความดำเนินคดีในฐานะที่ทำให้วิทยาลัยเสียหายได้ ขณะเดียวกัน วิทยาลัยต้องไปสร้างความเข้าใจกับเด็กและผู้ปกครอง ให้เข้าใจว่าภารกิจหลักของวิทยาลัยคือ จัดการเรียนการสอน และไม่อยากให้เด็กตกเป็นเครื่องมือทางการเมือง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คลิปดังกล่าวเป็นการตัดต่อภาพชื่อวิทยาลัย มหาวิทยาลัย ข้อความและสัญลักษณ์ โดยใช้เพลงประกอบที่ปลุกใจให้เด็กอาชีวะมารวมตัวกัน โดยกำหนดนัดหมายในวันที่ 19 มิ.ย.2559 เวลา 12.00 น. บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า ซึ่งรายชื่อ 22 วิทยาลัยทั้งที่ปิดกิจการแล้ว และยังจัดการเรียนการสอน โดยบางแห่งได้เปลี่ยนชื่อสถาบันไปแล้วแต่ยังใช้ชื่อเดิมในการเชิญชวนอยู่

ดังนี้ ช่างกลปทุมวัน ช่างกลพระนครเหนือ ช่างกลนนทบุรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) วิทยาเขตเทคนิคกรุงเทพ มทร.วิทยาเขตปทุมธานี วิทยาลัยเทคนิค (วท.) มีนบุรี วท.ดอนเมือง วท.ราชสิทธาราม วท.ปทุมธานี วิทยาลัยสารพัดช่าง (วช.)พระนคร วช.สี่พระยา เทคโนโลยีดุสิตรามอินทรา ช่างกลสยาม กนกอาชีวะ ศิลปะพระนคร ศิลปะปิ่นเกล้า ไทยสุริยะ ช่างกลอุตสาหกรรมหมู่บ้านครู มีนบุรีโปลีเทคนิค เทคโนโลยีประชาชื่น เทคโนโลยีปทุมธานี และเทคโนโลยีกรุงธน (ช่างกลบางแค)


เผย“อาหารกลางวันเด็ก”สารอาหารไม่ครบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/229132

อาหารกลางวัน,สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล,อาหาร5หมู่,อาหารกลางวันไม่ครบ5หมู่

การศึกษา-สาธารณสุข  :  7 มิ.ย. 2559

เผย“อาหารกลางวันเด็ก”สารอาหารไม่ครบ

สถาบันโภชนาการเผย“อาหารกลางวันเด็ก”สารอาหารไม่ครบ แนะโรงเรียนวางแผนจ่ายตลาดเป็นสัปดาห์ เฉลี่ยอาหารให้ครบ 5 หมู่

           เมื่อวันที่7มิ.ย. ดร.กิตติ สรณเจริญพงศ์ รอง ผอ.ฝ่่ายวิจัยและวิเทศสัมพันธ์ สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า เด็กไทยมีภาวะอ้วน และน้ำหนักเกินเพิ่มขึ้นจำนวนมาก ขณะเดียวกันพบว่ามีผู้ป่วยเบาหวานในกลุ่มอายุน้อยลงเรื่อยๆ ช่วง15-16ปี ก็เริ่มเป็นเบาหวานมากขึ้น และจากการวิเคราะห์พบว่าน้ำหนักเกินกับภาวะอ้วนมีความสัมพันธ์กับการรับประทานอาหาร

โดยเมื่อเร็วๆ นี้ได้มีการสำรวจการขายอาหารรอบโรงเรียนระยะ100เมตร ในโรงเรียนทุกระดับของจังหวัดเชียงใหม่100แห่ง นนทบุรี54แห่ง อุบลราชธานี100แห่ง สงขลา100แห่ง รวม 354 แห่ง พบว่า มีการขายอาหารที่ไม่เป็นมิตรกับสุขภาพ ทั้งขนมกรุบกรอบ ของทอด จั๊งฟู๊ด เป็นต้น

ส่วนร้านผลไม้ที่ควรจัดให้มีการจำหน่ายมากที่สุด กลับมีไม่ถึงร้อยละ5 บางโรงเรียนไม่พบว่ามีการจำหน่ายเลยด้วยซ้ำ ที่น่าเป็นห่วงคือ ภาครัฐมีนโยบายห้ามจำหน่ายน้ำหวาน น้ำอัดลมในโรงเรียน แต่กลับพบว่าครูเป็นคนแอบเอามาขายให้นักเรียนเสียเอง

ดร.กิตติ กล่าวอีกว่า ในส่วนของโครงการอาหารกลางวัน เท่าที่มีการสังเกตด้วยสายตาพบว่าผักไม่เพียงพอ บางครั้งไม่มีผลไม้ เพราะอาหารจะทำเป็นหม้อใหญ่ บางวันมีกับข้าวอย่างเดียว บางวันหากเงินเหลือก็จะมีกับข้าว 2 อย่าง ซึ่งไม่อยากให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น อยากให้มีการวางแผนก่อนจ่ายตลาด ดูว่าทั้งสัปดาห์ เฉลี่ยแล้วได้สารอาหารครบหรือไม่ หากไม่มีอาหารบางประเภทจะมีอะไรทดแทนได้หรือไม่ นี่คือหลักการโภชนาการอาหารกลางวันสำหรับเด็ก

ดังนั้นอยากให้มีการอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับโภชนาการให้ครู และผู้ประกอบอาหารของโรงเรียนได้ทราบ เพราะทุกวันนี้เด็กไม่ยอมรับประทานอาหารของโรงเรียน บางคนที่รับประทานก็บอกว่าไม่อิ่ม ไม่อร่อย ทำให้ต้องไปซื้ออาหารจั๊งฟู๊ด บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมารับประทาน เมื่ออาหารของโรงเรียนมีปัญหาต้องไปซื้ออาหารจากข้างรั้วมารับประทาน ซึ่งอาหารข้างรั้วก็มีแต่อาหารจั๊งฟู๊ด

“โรงเรียนหลายแห่งพยายามแก้ปัญหา แต่จะไปหักดิบโดยการห้ามขายเลยก็ไม่ได้ ควรมีการจัดการในระดับท้องถิ่น ไปถึงระดับประเทศ ไม่อย่างนั้นจะแก้ปัญหาโรคอ้วนในเด็กไม่ได้ เช่น ปัจจุบันมีแนวคิดการเพิ่มภาษีน้ำหวาน น้ำอัดลม เป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีการขึ้นภาษีอาหารที่ไม่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ และให้อาหารเพื่อสุขภาพราคาถูกลง ให้คนหันมาทานอาหารเหล่านี้มากขึ้น เพราะเข้าถึงมากขึ้น เราพบว่าที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในเชียงใหม่ ผู้ปกครองรวมตัวกันกดดันจนเปลี่ยนร้านขายลูกชิ้นทอด มาเป็นลูกชิ้นนึ่งแทน และให้มีการขายผลไม้มากขึ้นนี่คือพลัง อยากให้ผู้ปกครองพิจารณาการขายอาหารรอบๆ โรงเรียนก่อนตัดสินใจส่งลูกเข้าโรงเรียนใด เป็นอีกหนึ่งความร่วมมือในการป้องกันโรคอ้วน น้ำหนักเกิน เพราะถ้าโรงเรียนดูแลเรื่องอาหารไม่ดี ลูกก็จะสะสมพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ไม่ดีมาตั้งแต่เด็ก” ดร.กิตติ กล่าว


ชู’หาดใหญ่โมเดล’แก้’เด็กใต้’อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/229112

หาดใหญ่,อ่าน,เขียน

การศึกษา-สาธารณสุข  :  7 มิ.ย. 2559

ชู’หาดใหญ่โมเดล’แก้’เด็กใต้’อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้

ชู’หาดใหญ่โมเดล’แก้’เด็กใต้’อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ :ชมรมนักประชาสัมพันธ์การศึกษาขั้นพื้นฐาน เรื่อง/ภาพ

          ปี 2558 กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้ประกาศนโยบายให้เป็นปีแห่งการ “ปลอดนักเรียนอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้” มีเป้าหมายให้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จะต้องอ่านออกเขียนได้ 100% ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ใช้แนวทางพัฒนาหลายรูปแบบ อาทิ การสอนแบบแจกลูกสะกดคำ, การจัดการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับการพัฒนาสมอง (บีบีแอล) ผลปรากฏว่า เดือนมกราคม 2559 นักเรียนชั้นป.1 ที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้จำนวนลดลง ทำให้ “พล.อ.ดาว์พงษ์  รัตนสุวรรณ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประกาศให้ปีการศึกษา 2559 ตั้งเป้าจะเพิ่มระดับการพัฒนาเด็ก เมื่ออ่านออกเขียนได้แล้วต้องมีความเข้าใจในสิ่งที่อ่านด้วย

ล่าสุด “บิ๊กน้อย” พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในการประชุมเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามแนวทางพระราชดำริ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ที่ ศูนย์ประชุมสยามนครินทร์ คอมเพล็กซ์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา พร้อมกล่าวว่า จากแผนพัฒนาการศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปีงบประมาณ 2559 ได้กำหนดจุดเน้นด้านการพัฒนาคุณภาพการศึกษา การส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนากีฬาเข้าสู่ระบบการศึกษา การส่งเสริมความปลอดภัย สวัสดิการครูและบุคลากรทางการศึกษา การเสริมสร้างโอกาสทางการศึกษา การจัดการศึกษาเพื่อการมีอาชีพและการเสริมสร้างการศึกษาเพื่อความมั่นคง

“แต่เหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ส่งผลกระทบต่อคุณภาพการศึกษา และผลการประเมินการอ่านออกเขียนได้ของนักเรียนชั้น ป.1 และผลการสอบโอเน็ตชั้น ป.6 ปีการศึกษา 2558 พบว่า มีความสัมพันธ์กันโดยตรง แม้ในภาพรวมจะสูงขึ้น แต่ระดับเขตพื้นที่พบว่าบางรายวิชาลดลง จากการวิเคราะห์และวางแผนร่วมกับทีมวิชาการของสพฐ. จึงได้น้อมนำยุทธศาสตร์พระราชทาน “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” มาเป็นแนวทางในการยกระดับคุณภาพการศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้”

โดยจะดำเนินการดังนี้ 1.การพัฒนาผู้เรียน ด้านการอ่านออกเขียนได้ของนักเรียนชั้น ป.1 ให้ทุกโรงเรียนสำรวจข้อมูลปัญหาด้านต่างๆ ของนักเรียน ลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับผู้ปกครองและชุมชน เพื่อร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหา 2.การพัฒนาคุณภาพวิชาภาษาไทยในภาพรวม ให้ครูผู้สอนภาษาไทยที่ไม่จบวิชาเอกภาษาไทยทุกคน หรือครูที่ประสงค์จะพัฒนาตนเอง ด้านการสอนภาษาไทยเกี่ยวกับการสอนแบบแจกลูกสะกดคำ โดยผ่านระบบ TEPE Online อีกทั้งยังเป็นการคืนครูสู่ห้องเรียนให้แก่นักเรียนด้วย 3.การยกระดับคุณภาพผลการสอบระดับชาติ (โอเน็ต) ให้สูงขึ้น โดยโรงเรียนเข้าใจถึงสาเหตุของปัญหาและให้ความร่วมมือในพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนการสอน โดยมีเขตพื้นที่การศึกษาให้การสนับสนุนและผลักดันให้มีระดับสูงขึ้น

“เมื่อแต่ละเขตพื้นที่เข้าใจข้อมูลและปัญหาแล้ว ให้ดำเนินการถึงโรงเรียน เพื่อร่วมกันหาแนวทางพัฒนาเป็นรายโรงเรียน โดยยึดหลักยุทธศาสตร์พระราชทานที่ว่า “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ส่งผลให้คุณภาพการศึกษาของจังหวัดชายแดนภาคใต้จะต้องเกิดการพัฒนาสูงขึ้นอย่างหลากหลายรูปแบบแน่นอน” พล.อ.สุรเชษฐ์ กล่าว

ดร.บุญรักษ์ ยอดเพชร ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวเสริมว่า ทางด้านการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในเขตพิเศษจังหวัดชายแดนภาคใต้ “หาดใหญ่โมเดล” จะเป็นรูปแบบการทำงานที่นำไปช่วยเหลือในเขตพื้นที่ที่มีปัญหาคล้ายกันและร่วมมือกันขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล ยุทธศาสตร์การปฏิรูปการศึกษาทั้ง 6 จุดเน้นของศธ. ได้แก่ 1.หลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ 2.การผลิตและพัฒนาครู 3.การทดสอบการประเมินการประกันคุณภาพ และการพัฒนามาตรฐานการศึกษา  4.ผลิตและพัฒนากำลังคนและงานวิจัยที่สอดคล้องกับความต้องการของการพัฒนาประเทศ 5.ไอซีทีเพื่อการศึกษา 6.การบริหารจัดการเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาให้สูงขึ้น โดยต้องใช้ยุทธศาสตร์พระราชทาน “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ควบคู่กับกระบวนการจัดกิจกรรมลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ เพื่อพัฒนาการอ่านออกเขียนได้ โดยคิดวิเคราะห์จากผู้เรียนถึงปัญหาเฉพาะให้แก้ปัญหาได้ถูกทางเป็นรายบุคคล รายโรงเรียน

“เด็กที่จบชั้น ป.1 ต้องอ่านออกเขียนได้ และต้องมีระบบการประเมินที่เป็นรูปธรรม ด้านการยกระดับคุณภาพผลการสอบระดับชาติ (โอเน็ต) ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยุคศตวรรษที่ 21 ทั้ง 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้ โดยการจัดหลักสูตร กิจกรรมการเรียนการสอน และการวัดประเมินผล มุ่งเน้นที่มาตรฐานตัวชี้วัดเป็นหลัก และในช่วงกิจกรรมลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ให้เสริมทักษะการเรียนรู้  นักเรียนสามารถคิดวิเคราะห์สังเคราะห์ มีกระบวนการทำงานเป็นกลุ่มควบคู่กันไปได้ จะทำให้ประสบความสำเร็จ ส่งผลให้มีคุณภาพทางการศึกษาที่สูงขึ้น”

การประชุมปฏิบัติการ “หาดใหญ่โมเดล” ครั้งนี้ ได้จัดกิจกรรมต่างๆ ให้แก่ผู้เข้าร่วมประชุม อาทิ การจัดเสวนาแนวทางการพัฒนาการอ่านออกเขียนได้ของสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สพฐ. การบรรยายพิเศษเรื่อง “การพัฒนาผู้เรียนให้อ่านออกเขียนได้ ด้วยวิธีการแจกลูกสะกดคำ” จากนางไซหนับ เอสเอ นักวิชาการศึกษา สำนักงานศึกษาธิการ ภาค 8 และการแบ่งกลุ่มปฏิบัติงานด้านวิเคราะห์ผู้เรียนด้านการอ่านออกเขียนได้ ด้านวิเคราะห์ผลการประเมินโอเน็ต ระดับสถานศึกษาและระดับเขตพื้นที่ พร้อมทั้งร่วมกันจัดทำแผนการยกระดับคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างเป็นระบบต่อไป

ดร.อาดุลย์ พรมแสง ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลา เขต 1 เล่าว่า จากการออกตรวจเยี่ยมสถานศึกษาในสังกัดพบว่า ปัญหาครูใช้ภาษาถิ่นกับนักเรียนทำให้นักเรียนไม่กล้าแสดงออกไม่กล้าพูดคุยกับบุคคลภายนอก โดยเฉพาะนักเรียนชั้นอนุบาล จึงกำชับผู้บริหารสถานศึกษาต้องสร้างความตระหนักถึงเรื่องนี้ โดยครูต้องเป็นต้นแบบพูดภาษาไทยกับนักเรียนตลอดเวลา ซึ่งภาษาไทยเป็นพื้นฐานของการเรียนวิชาอื่นๆ อันจะเป็นการเพิ่มทักษะการใช้ภาษาไทยให้ถูกต้องและดีขึ้น สามารถแก้ปัญหานักเรียนอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้และการเรียนวิชาอื่นก็ดีขึ้นตามลำดับต่อไป

ในอนาคต “เด็กไทยอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้” คงไม่ใช่ปัญหา(โลกแตก)วงการศึกษาไทยอีกต่อไป…