โทษถึงขั้นปลดออกครูชายล่วงละเมิดทางเพศเด็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/229483

ครูสวนกุหลาบมีเซ็กกับนร.,ทวิตเตอร์ครูชายสวนกุหลาบมีเพศสัมพันธ์กับนักเรียน,ไล่ออกครูชายสวนกุหลาย,ไล่ออกครูชายสวนกุหลาบมีเซ็กกับนักเรียนชาย

การศึกษา-สาธารณสุข  :  10 มิ.ย. 2559

โทษถึงขั้นปลดออกครูชายล่วงละเมิดทางเพศเด็ก

สพม.1 สั่งให้ ครูชาย ร.ร.สวนกุหลาบฯ ช่วยราชการชั่วคราว ชี้เจ้าตัวสารภาพเป็นเจ้าของทวิตเตอร์จริง ระบุโทษถึงขั้นผิดวินัยอย่างร้ายแรง โทษถึงขั้นปลดออกจากราชการ

      จากกรณีที่เฟซบุ๊กเพจ “นักเกรียน สวนกุหลาบ” ได้โพสต์ข้อความปักหมุดระบุว่าได้รับการติดต่อจากบุคคลภายนอกโรงเรียนท่านหนึ่งแจ้งให้เข้าไปดูพฤติกรรมของไอดีทวิตเตอร์คนหนึ่ง ใช้ชื่อว่า k @uhbbjhj (ลิงค์ http://mobile.twitter.com/uhbbjhbj) ข้อมูลเบื้องต้นที่ได้รับแจ้งมาคือผู้ใช้ไอดีทวิตเตอร์นี้เป็นครูในโรงเรียน…พฤติกรรมในทวิตเตอร์คือมีเพศสัมพันธ์กับเด็กผู้ชายในหลายๆโรงเรียน แล้วถ่ายคลิปขณะมีเพศสัมพันธ์มาโพสลงทวิตเตอร์ หลายๆคลิปเห็นหน้าเด็กชัดเจน และพบมีการทวีตและรีทวีตคลิปคลิปเกย์มีเพศสัมพันธ์กับเด็กล้วนๆ และเป็นคลิปที่ทวิตเตอร์นี้โพสต์เองมีจำนวนมากกว่ายี่สิบคลิป ล้วนแต่เป็นการมีเพศสัมพันธ์กับเด็กนักเรียนทั้งนั้น โดยทางเพจได้เรียกร้องให้ผู้บริหารดำเนินการสอบสวนและสั่งลงโทษโดยเร็ว โดยทันทีที่มีการโพสต์ข้อความดังกล่าว ในโซเชียลมีเดียมีการแชร์และแสดงความเห็นอย่างมาก และเรียกร้องให้โรงเรียน ผู้เกี่ยวข้องดำเนินการทางกฎหมายให้ถึงที่สุด

เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.59 ที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า หลังจากทราบเรื่อง มอบให้ศูนย์เฉพาะกิจคุ้มครองและช่วยเหลือเด็กนักเรียน (ฉก.ชน.) สพฐ.และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) 1 กรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่ไปตรวจสอบข้อมูล พบว่าเรื่องที่ดังกล่าวมีมูลจริงและผู้ชายที่ปรากฏในภาพเป็น ครูของโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยจริง

ทั้งนี้ ช่วงเช้าที่ผ่านได้รับรายงานจาก นายวิฑูรย์ วงศ์อิน ผู้อำนวยการโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยว่า โรงเรียนเรียกครูชายคนดังกล่าว มาสอบถาม ซึ่งครูชายคนดังกล่าวรับสารภาพว่า ใช้บริการเด็กจริงแต่เป็นเด็กของโรงเรียนอื่น ไม่ใช่นักเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบฯ โดยขณะนี้ ร.ต.อานนท์ สุขภาคกิจ ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) 1 กรุงเทพมหานคร ได้สั่งให้ครูชายคนดังกล่าวมาช่วยราชการที่ สพม.1 และตั้งกรรมการสืบข้อเท็จจริง หากผลการสืบฯสรุปว่ามีความผิดจริง ก็ต้องมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงต่อไป ซึ่งกรณีนี้โทษถึงขั้นปลดออกจากราชการ

“เบื้องต้นแม้ครูคนดังกล่าวจะรับสารภาพ แต่เรื่องนี้ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการตามขั้นตอนก่อน ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาไม่นาน และเป็นความผิดที่ถึงขั้นลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรง ซึ่งผมยืนยันว่าจะไม่มีการช่วยเหลือกันอย่างเด็ดขาด เพราะเรื่องนี้ถือเป็นการกระทำที่สร้างความเสื่อมเสียให้กับวงการครูอย่างมาก ซึ่งคนเป็นครูต้องเป็นแบบอย่างที่ดี มีคุณธรรมและจริยธรรม ดังนั้นจะทำคดีนี้ให้เป็นกรณีตัวอย่างเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ขึ้นอีก ส่วนเรื่องความเสียหายทางคดีอาญาที่เด็กได้รับผลกระทบจากการกระทำของครูคนดังกล่าวนั้น หากพ่อ แม่ผู้ปกครองต้องการที่จะเอาผิดก็ขอให้ไปแจ้งความดำเนินคดี เพราะเป็นเด็กและเยาวชนอายุไม่เกิน 18 ปี” เลขาธิการ กพฐ.กล่าว

นายการุณ กล่าวต่อว่า นอกจากการลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรงแล้ว สพฐ.จะเสนอต่อคณะกรรมการคุรุสภาให้พิจารณาเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพด้วย เพราะเป็นเรื่องที่ผิดจรรยาบรรณครู อย่างไรก็ตาม ในส่วนเรื่องการสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ปกครองและนักเรียนนั้น คนที่จะทำหน้าที่ได้ดีที่สุดก็คือ ผู้อำนวยการโรงเรียน ที่ต้องสังเกตพฤติกรรมครูในปกครองของตนเองด้วย ต้องให้อยู่ในระเบียบอย่างเคร่งครัด

ด้าน นายอำนวย จันทร์หอม รองผู้อำนวยการโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย กล่าวว่า ขณะนี้ครูคนชายคนดังกล่าวไปช่วยราชการที่ สพม.1 แล้ว ซึ่งในช่วงเช้าหลังเข้าแถวเคารพธงชาติหน้าเสาธง ตนได้ชี้แจงกับนักเรียนและครูถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ว่าเป็นเช่นไร โรงเรียนดำเนินการอะไรไปบ้าง และบอกว่าถ้าใครมีข้อมูลก็สามารถมาบอกได้ ซึ่งบรรยากาศของโรงเรียนในวันนี้ก็มีการเรียนการสอนก็เป็นไปอย่างปกติ

“ครูชายคนนี้มาบรรจุที่โรงเรียนสวนกุหลาบฯ ประมาณ 2 ปี 4 เดือน พฤติกรรมโดยทั่วไปก็เป็นคนที่เรียบร้อย จัดการเรียนการสอนได้อย่างดี และไม่เคยกระทำอะไรที่สร้างความเสียหายกับทางราชการ ซึ่งจากนี้กระบวนการต่าง ๆ ก็เป็นไปตามขั้นตอน อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวมองว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเครื่องเตือน เพื่อนครูด้วยกันได้ว่าการเป็นครูต้องมีคุณธรรม จริยธรรม และมีสติตลอดเวลา และต้องประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีของนักเรียน และเชื่อว่าเหตุการณ์นี้ไม่กระต่อชื่อเสียงของโรงเรียน เพราะเป็นเรื่องส่วนบุคคล”นายอำนวย กล่าว

ขณะที่ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า ได้รับรายงานจาก เลขาธิการ กพฐ.แล้ว ซึ่งได้กำชับให้เร่งดำเนินการสอบสวน หากผิดจริงก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอน ส่วนการเพิกถอนใบอนุญาตฯ ให้เป็นไปตามระเบียบของคุรุสภา

มัคคุเทศก์ผ่านงานศิลป์ปั่นสุขทั่วไทยกับมิชลิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/229440

มัคคุเทศก์

มัคคุเทศก์

การศึกษา-สาธารณสุข  :  10 มิ.ย. 2559

มัคคุเทศก์ผ่านงานศิลป์ปั่นสุขทั่วไทยกับมิชลิน

มัคคุเทศก์ผ่านงานศิลป์ปั่นสุขทั่วไทยกับมิชลิน

              ความหลากหลายของศาสนา ทั้งพุทธ คริสต์ อิสลาม ที่รวมกันอยู่ในกรอบภาพเดียวของ ด.ช.ธีร์ พิทักษ์ศฤงคาร นักเรียนประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนชุมชนวังสะพุง อ.วังสะพุง จ.เลย สะท้อนเสน่ห์ของประเทศไทยอย่างมาก ทำให้ธีร์คว้ารางวัลชนะเลิศ ระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลาย จากการประกวดวาดภาพสด ในหัวข้อ “วาดฝัน ปั่นสุข เที่ยวสนุกทั่วไทย” ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และทุนการศึกษารวมกว่า 1 แสนบาท ภายใต้โครงการศิลปะเด็กมิชลิน ครั้งที่ 19 ปี 2559

โครงการดังกล่าวจัดขึ้นโดยความร่วมมือของ บริษัท สยามมิชลิน จำกัด และศูนย์ศิลป์สิรินธร จังหวัดเลย เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และปลูกจิตสำนึกด้านความปลอดภัยผ่านศิลปะเด็ก

ธีร์ เล่าว่า ประเทศไทยมีความหลากหลายทางศาสนาก็จริง ในความหลากหลายนี้ช่วยให้ประเทศไทยมีเสน่ห์และน่าค้นหา ทำให้คนไทยมีการเดินทางข้ามภาคเพื่อท่องเที่ยวและพักผ่อนได้ตลอดทั้งปี และเป็นประเทศที่มีความหลากหลายด้านวัฒนธรรมอย่างมาก

“ผมเลือกใช้ภาพโบสถ์ มัสยิด และวัด นำเสนอถึงความต่างของศาสนาในแต่ละที่แต่มีภาพนักท่องเที่ยวปั่นจักรยานเที่ยวทั่วไทย รณรงค์ให้คนไทย และนักท่องเที่ยวที่มาจากต่างประเทศใช้จักรยานแทนรถยนต์ เพราะช่วยประหยัดน้ำมัน ลดมลพิษ และช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ถ้าฝันของผมเป็นจริงอยากให้โลกนี้มีคนปั่นจักรยานและสวมหมวกกันน็อกในการเดินทางทั่วประเทศ เพราะปลอดภัยและประหยัด และส่งเสริมการท่องเที่ยวของไทยเพื่อให้รู้ว่าประเทศไทยมีความพร้อมสำหรับคนทุกศาสนาและเราไม่แบ่งแยก” ธีร์ เล่าแนวคิดการวาดภาพของเขา

ขณะที่ อาชิตะ แก้วกำกง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านไทยสามัคคี อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว ที่คว้ารางวัลชนะเลิศ ระดับชั้นประถมศึกษาตอนต้น กล่าวว่า เรียนศิลปะครั้งแรกจากแม่และพ่อ ที่รับจ้างถอนมันสำปะหลังเป็นอาชีพ เสาร์อาทิตย์ได้มีโอกาสไปทำงานช่วยพ่อแม่ พอพักเที่ยงจะวาดรูปเล่นในไร่ ภาพแรกก็วาดรูปแม่กับพ่อ จากนั้นก็ฝึกฝนตัวเองต่อเนื่องจนสามารถคว้ารางวัลได้หลายครั้ง หนึ่งในนั้นเป็นรางวัลระดับชาติ ที่คว้ารางวัลชนะเลิศจากประเทศเกาหลี

อาชิตะ จึงวาดภาพความฝันว่า วันหนึ่งประเทศไทยมีการสนับสนุนการปั่นจักรยานอย่างจริงจัง ทั้งเด็กและผู้ใหญ่มีความสุขกับการปั่นจักรยาน ซึ่งพอหลายคนทำเหมือนกัน ท้องฟ้า อากาศในประเทศก็จะสดใส แม่น้ำ และสิ่งแวดล้อมจะดี นก ปลาและสัตว์นานาชนิดจะมาเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติที่บริสุทธิ์ มีบรรยากาศที่สวยงาม ชาวต่างชาติที่มาเที่ยวจะประทับใจ

ธัชพล แก้วกำกวม นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านไทยสามัคคี ที่คว้ารางวัลดีเด่นระดับชั้นประถมปลาย เคยเป็นตัวแทนเด็กไทยที่พัฒนาจากศิลปะเด็กโรงเรียนชายแดนไปเป็นตัวแทนระดับชาติวาดภาพเพื่อแสดงในนิทรรศการศิลปะเด็กนานาชาติเมื่อปี 2555 ที่ประเทศญี่ปุ่นมาแล้ว กล่าวว่า การประกวดวาดภาพครั้งนี้ใช้แนวคิดวาดภาพทศกัณฐ์ตัวละครในวรรณคดีไทย เป็นตัวแทนของนักท่องเที่ยวที่รักการปั่นจักรยานเป็นชีวิตจิตใจ และเป็นผู้ที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ที่สามารถปั่นจักรยานเที่ยวทั่วประเทศไทย และมีนักท่องเที่ยวรายอื่นเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการปั่นจักรยานท่องเที่ยวเหมือนกับทศกัณฐ์

“ในภาพจะมีทศกัณฐ์ถือกล้อง อุ้มเด็ก และข้างบนเป็นสัญลักษณ์ประจำภาคต่างๆ ที่สะท้อนถึงการท่องเที่ยวในประเทศไทย เช่น การละเล่นหนังตะลุงของภาคใต้ โดยมีทศกัณฐ์เป็นคนเผยแพร่วัฒนธรรม หลังจากเดินทางทั่วไทย” ธัชพล กล่าว

ครูสิทธิชัย  จันทร์คล้าย ครูสอนศิลปะโรงเรียนบ้านไทยสามัคคี กล่าวว่า สิ่งที่กังวลสำหรับนักเรียนที่มีความสามารถด้านศิลปะ คือ ขาดความมั่นใจในตัวเอง เพราะเด็กๆ กลุ่มนี้ส่วนมากไม่กล้าแสดงออก แต่เมื่อเขาได้รับรางวัลและได้มีคนชื่นชม พวกเขาจะมีความมั่นใจมากขึ้น สำหรับผลการแข่งขันครั้งนี้ถือว่าเป็นผลดีเกิดความคาดหมาย ทำให้เด็กๆ มีกำลังใจในการฝึกทักษะศิลปะมากขึ้น หากไม่มีกิจกรรมประกวดเหมือนโครงการศิลปะในครั้งนี้ ตนก็จะนำนักเรียนเข้าค่ายศิลปะเพื่อฝึกทักษะอย่างต่อเนื่อง บางครั้งก็พาไปฟังเสวนาจากศิลปินแห่งชาติ บางครั้งก็พาไปทัศนศึกษาแล้วมอบการบ้านให้วาดภาพเพื่ออธิบายเอกลักษณ์ของสถานที่ท่องเที่ยวนั้น ให้เด็กฝึกทักษะการสื่อสารผ่านภาพวาด

ด.ญ.วิรัชยาภรณ์ ราชมา นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนบ้านธาตุวิทยา อ.เชียงคาน จ.เลย เล่าว่า เมื่อ 2 ปีที่แล้วได้รับรางวัลชมเชยจากโครงการศิลปะเด็กมิชลิน และผลงานได้รับการจัดแสดงที่ศูนย์ศิลป์ จังหวัดเลย ทำให้เป็นที่รู้จักของเพื่อนบ้าน ปีนี้จึงตั้งใจประกวดวาดภาพอีกครั้ง ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะก็จะเก็บเป็นประสบการณ์ และขอบคุณพ่อกับแม่ที่ส่งเสริมทักษะความสามารถ

“หนูกับน้องเป็นเด็กที่ไม่ค่อยอยู่นิ่ง เวลากวนแม่มากๆ แม่ก็เอากระดาษมาให้วาดภาพ เลยกลายเป็นคนที่ชอบวาดภาพมาโดยตลอด วาดอะไร ที่ไหนก็ได้ วาดได้หมด รู้แค่ว่าวาดภาพช่วยให้ผ่อนคลาย แต่ถ้าไม่ได้รางวัลก็ไม่เป็นไร เพราะบางครั้งการวาดภาพบ่อยไม่ได้วาดเพื่อแข่งขันกับเพื่อน แต่วาดเพื่อดูว่าภาพมันดีขึ้นจากเดิมหรือเปล่า” วิรัชยาภรณ์ กล่าว

เสกสรรค์ ไตรอุโฆษ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สยามมิชลิน จำกัด กล่าวว่า ศิลปะคือการสื่อสารสากลให้เด็กได้สะท้อนตัวตนของตนเองขึ้นมาว่ามีฝันอย่างไรบ้าง ชื่นชอบสังคมแบบไหน และมีความคิดเห็นหรือข้อเสนอต่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างไร ซึ่งเด็กๆ ก็ตีโจทย์แตกว่า ปั่นจักรยานช่วยลดโลกร้อน ลดมลพิษจากคาร์บอนไดออกไซด์ ลดอุบัติเหตุบนท้องถนน หวังว่าพวกเขาจะเป็นต้นกล้าสำคัญที่ช่วยออกแบบสังคมได้

ด้าน นายสมเกียรติ โมราลาย หนึ่งในคณะกรรมการตัดสินโครงการศิลปะเด็กมิชลิน ในครั้งนี้ กล่าวว่า โจทย์การวาดภาพประกวดครั้งนี้ เน้นแนวคิดมัคคุเทศก์ผ่านงานศิลป์ การตั้งโจทย์แบบนี้เราสามารถเห็นเด็กๆ ออกแบบงานเขียนได้ทั้งในกรอบและนอกกรอบ บางคนเลือกจะถ่ายทอดแค่การท่องเที่ยวของบ้านเกิดของตนเอง แต่บางคนเลือกถ่ายทอดการท่องเที่ยวทั้งประเทศ ขณะที่บางคนเอาตัวแทนสัญลักษณ์ของมิชลินไปเป็นตัวละครในภาพ ถ่ายทอดออกมาได้ดี เรียกว่า 80% มีผลงานที่ดีมาก แนวคิดที่ใช้ศิลปะเป็นเหมือนสารที่เด็กส่งต่อสังคมเพื่อประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว เป็นอะไรที่ดีแก่เด็กๆ ที่ชอบงานศิลปะ


ชวนเที่ยวนิทรรศการ 3,000 ล้านปีของสิ่งมีชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/229442

นิทรรศการ

การศึกษา-สาธารณสุข  :  9 มิ.ย. 2559

ชวนเที่ยวนิทรรศการ 3,000 ล้านปีของสิ่งมีชีวิต

‘TK park’ชวนเที่ยวนิทรรศการ 3,000 ล้านปีของสิ่งมีชีวิต ตื่นตากับความมหัศจรรย์สิ่งมีชีวิตบนโลกใบใหญ่ พบ ‘โบตั๋น’กับผลงานนวนิยายดัง‘จดหมายจากเมืองไทย’

           น.ส.อัศรินทร์ นนทิหทัย หัวหน้าฝ่ายกิจกรรมอุทยานการเรียนรู้ TK park เปิดเผยว่า อุทยานการเรียนรู้ TK park ร่วมกับ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) ร่วมจัด “นิทรรศการ 3,000 ล้านปีของสิ่งมีชีวิต” เพื่อค้นหาคำตอบความมหัศจรรย์ของสิ่งมีชีวิตในโลก เพื่อให้ร่วมเรียนรู้ปัจจัยของการกำเนิดโลกและสิ่งมีชีวิต วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตที่น่าทึ่ง จะได้พบกับสิ่งมีชีวิตหลากหลายสายพันธุ์ที่จะจุดประกายการเรียนรู้

ชวนเที่ยวนิทรรศการ 3,000 ล้านปีของสิ่งมีชีวิต

ทั้งนี้ นิทรรศการดังกล่าวจะมีกิจกรรมเช่น “นานาสัตว์โลก” ชมสิ่งมีชีวิตหลากสายพันธุ์ มาพร้อมลักษณะพิเศษเฉพาะตัวที่หาชมได้ยาก เช่น งูเหลือมไทย งูหลาม งูบอลไพธอน งูจมูกหมู กบตาหนามอาร์เจนตินา กบฮอร์นฟรอก จิ้งเหลนลิ้นสีน้ำเงิน  ฟิลิปปินส์ เซลฟิน ดราก้อน กิ้งก่า บาซิลิสก์ เต่าเรดฟุต รวมถึง “สืบจากรอยตีน” ร่วมเรียนรู้เรื่องราวของสัตว์ผ่านรอยเท้า ทึ่งไปกับเรื่องราวมากมายของเจ้าของรอยเท้า  “My name is Asean” พบนานาพันธ์สัตว์จากเพื่อนบ้านในอาเซียน ที่มีชื่อตามประเทศ

ชวนเที่ยวนิทรรศการ 3,000 ล้านปีของสิ่งมีชีวิต

น.ส.อัศรินทร์ กล่าวว่านิทรรศการจัดขึ้นตั้งแต่วันนี้ถึง วันอาทิตย์ที่ 12 มิ.ย. 2559 เวลา 11.00 – 17.00 น. ณ อุทยานการเรียนรู้ TK park ชั้น 8 Dazzle Zone ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ นอกจากนั้น ยังมี กิจกรรม TK Reading Club ชวนนักอ่านที่ชื่นชอบนวนิยายเชิงวัฒนธรรมไทย-จีน มาติดตามตำนานเสื่อผืนหมอนใบ มุมมอง ทัศนคติแบบจีนมองไทยแบบตรงไปตรงมากับ “จดหมายจากเมืองไทย” นวนิยายไทยที่ได้รับรางวัลวรรณกรรมดีเด่นจากองค์การสนธิสัญญาป้องกันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (รางวัลซีโต้) พ.ศ. 2512

ชวนเที่ยวนิทรรศการ 3,000 ล้านปีของสิ่งมีชีวิต

อย่างไรก็ตาม จะได้พบกับเจ้าของผลงาน “โบตั๋น” หรือ “สุภา สิริสิงห”  ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี 2542 ที่จะมาถ่ายทอดเรื่องราวความคิด จิตใจ วัฒนธรรมของคนจีนในเมืองไทย และคนไทยผู้เป็นเจ้าของแผ่นดิน ให้ผู้อ่านได้ซึมซับถึงความหลากหลายอันเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของสังคมไทย ในวันเสาร์ที่ 11 มิถุนายน 2559 เวลา 14.00 – 16.00 น. ห้องมินิเธียเตอร์ 2 อุทยานการเรียนรู้ TK park ชั้น 8 Dazzle Zone ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ติดต่อสำรองที่นั่งได้ที่ โทร 02-257-4300 ต่อ 244 หรือ 136

ชวนเที่ยวนิทรรศการ 3,000 ล้านปีของสิ่งมีชีวิต


หนุนคนไทยบริโภคพืชผักอินทรีย์อย่างน้อย400กรัม/วัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/229435

ผักอินทรีย์

การศึกษา-สาธารณสุข  :  9 มิ.ย. 2559

หนุนคนไทยบริโภคพืชผักอินทรีย์อย่างน้อย400กรัม/วัน

สสส.ผนึกกรมการค้าภายใน “เลมอนฟาร์ม” หนุนคนไทยบริโภคพืชผักอินทรีย์อย่างน้อย 400 กรัม/วัน สร้างสุขภาพดี ไร้สารเคมี-ลดเสี่ยงโรค NCDs

             วันที่ 9 มิ.ย.59 สำนักงานกองทุนสนับสนุนสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ กระทรวงพาณิชย์ โดย กรมการค้าภายใน และ เลมอนฟาร์ม จัดงาน “Eat Right – Eat Organic” ณ ศูนย์การค้าพาราไดซ์พาร์คในระหว่าง วันที่ 8 – 12 มิ.ย.2559 ภายใต้ ธีม “กินพืชผักอินทรีย์ (400 กรัม) เติมสุขภาพดีทุกวัน” เพื่อสร้างความเข้าใจและความตื่นตัวให้กับผู้บริโภคหันมาบริโภคพืชผักอินทรีย์ (400 กรัม/วัน) เพื่อสร้างสุขภาพดีและยังมีส่วนช่วยส่งเสริมเกษตรกรรายย่อยให้สามารถปลูกพืชผักเกษตรอินทรีย์ที่มีมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ต่างๆ โดยเฉพาะมาตรฐาน Organic PGS ซึ่งเป็นการรับรองอย่างมีส่วนร่วมซึ่งจะช่วยนำไปสู่ความเชื่อถือของตลาดและนำมาซึ่งรายได้ที่มั่นคงมากขึ้น พลังของผู้บริโภคที่หันมาสู่การบริโภคพืชผักอินทรีย์จะเป็นปัจจัยสำคัญที่เปลี่ยนบริบทสุขภาพของคนไทยในการแก้ปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-Communicable Diseases : NCDs) ช่วยให้สภาพแวดล้อมดีขึ้นเพราะไม่ใช้สารเคมีอันตรายในการทำเกษตรและยังช่วยให้เกษตรกรโดยเฉพาะเกษตรรายย่อยและเกษตรรุ่นใหม่สามารถเลี้ยงชีพได้ด้วยการทำเกษตรอินทรีย์  โดยภายในงานจะพบกับพืชผักอินทรีย์หลากหลาย อาหารธรรมชาติ เครื่องสำอางค์และผลิตภัณฑ์ Eco Craft และพบกับโซน “เช็คสุขภาพดี กินสุขภาพ เติมสุขภาพดี” พร้อมกับการรับความรู้เรื่องสุขภาพและเกษตรอินทรีย์จากผู้เชี่ยวชาญหลายด้าน

หนุนคนไทยบริโภคพืชผักอินทรีย์อย่างน้อย400กรัม/วัน

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. ระบุว่าปัจจุบันคนไทยและคนทั่วโลกกำลังเผชิญกับสถานการณ์ภัยคุกคามจากพฤติกรรมการดำรงชีวิต โดยเฉพาะการบริโภคอาหารที่ไม่ปลอดภัย อาหารที่มีรสจัดทั้งหวานมันเค็ม และกินผักผลไม้ไม่เพียงพอ จนส่งผลให้เกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)ได้แก่ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หัวใจและหลอดเลือด มะเร็ง ภาวะไตวายเรื้อรัง โรคอ้วนลงพุง ฯลฯ ทำให้คนไทยเสียชีวิตด้วยโรคในกลุ่มดังกล่าวประมาณปีละ 300,000 คน และหน่วยงานภาครัฐต้องเสียค่าใช้จ่ายรักษาประมาณปีละ 200,000 ล้านบาท จากงานวิจัยโดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้มีข้อแนะนำให้บริโภคผักผลไม้อย่างน้อยวันละ 400 – 600 กรัมจะสามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังต่างๆ ลงได้ ดังนั้น การส่งเสริมให้คนไทยหันมาบริโภคผักและผลไม้ที่ปลอดภัยให้ได้ในปริมาณที่เพียงพอภายใต้งาน Eat Right – Eat Organic นี้จะเป็นหนึ่งในความพยายามร่วมกันของภาครัฐและเอกชนซึ่งครอบคลุมเกษตรกร เครือข่ายสุขภาพ และเครือข่ายผลิตและจำหน่ายอาหารอินทรีย์เป็นแนว ทางและการนำเสนอเครื่องมือใหม่ๆ ในการผลักดันให้คนไทยบริโภคพืชผักอินทรีย์ได้มากขึ้นซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาสุขภาพของคนไทยทั้งต่อผู้บริโภคและเกษตรกร และสามารถหนุนช่วยเกษตรกรให้มีตลาดและมีรายได้ที่มั่นคงมากขึ้นกว่าการทำเกษตรที่ใช้สารเคมีแบบเดิม

หนุนคนไทยบริโภคพืชผักอินทรีย์อย่างน้อย400กรัม/วัน

ขณะที่ น.ส.สุทัศนีย์ ราชเรืองระบิน รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ ได้มีนโยบายพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ (ปี 2560-2564) ผลักดันให้ไทยเป็นผู้นำด้านการผลิต การค้าและการบริโภคสินค้าอินทรีย์ในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะการสร้างโอกาสด้านเศรษฐกิจให้แก่เกษตรกรอินทรีย์และผู้ประกอบการไทย ให้สามารถพัฒนาและเติบโตได้ โดยมียุทธศาสตร์ที่สำคัญคือการสร้างการรับรู้ของผู้เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่อุปาทาน, การผลักดันมาตรฐานและระบบการรับรองเกษตรอินทรีย์ การพัฒนาสินค้าอินทรีย์และพัฒนาตลาดและบริการอินทรีย์การจัดงาน Eat Right – Eat Organic ร่วมกับ สสส. และเลมอนฟาร์ม ในครั้งนี้นับเป็นหนึ่งในการขับเคลื่อนงานเกษตรอินทรีย์ตามยุทธศาสตร์เกษตรอินทรีย์ของไทยในทุกด้าน

หนุนคนไทยบริโภคพืชผักอินทรีย์อย่างน้อย400กรัม/วัน

โดยเฉพาะการร่วมกับองค์กรส่งเสริมสุขภาพ เช่น สสส. และเครือข่ายผู้บริโภค เกษตรกรและผู้ประกอบการ ได้เปิดพื้นที่ใหม่ๆ ของงานส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ให้ขับเคลื่อนได้ในวิถีชีวิตประจำวันและมีการขับเคลื่อนด้วยความต้องการของการบริโภคอินทรีย์ (Organic Demand) เป็นตัวนำ ซึ่งจะเป็นทิศทางที่ขยายตัวและทำให้เกษตรอินทรีย์ยั่งยืนมากขึ้น กระทรวงพาณิชย์ได้มีแนวทางส่งเสริมเกษตรอินทรีย์เช่นนี้ทั้งในภาคเมืองและในภูมิภาค การส่งเสริม Organic Village พร้อมกับการท่องเที่ยว การส่งเสริมการผลิตอินทรีย์อย่างมีมาตรฐานทั้งมาตรฐานสากลเพื่อการส่งออก มาตรฐานประเทศไทยและมาตรฐานการรับรองอย่างมีส่วนร่วม PGS

หนุนคนไทยบริโภคพืชผักอินทรีย์อย่างน้อย400กรัม/วัน

นางสุวรรณา หลั่งน้ำสังข์ กรรมการผู้จัดการเลมอนฟาร์ม กล่าวว่า นโยบายส่งเสริมสุขภาพของ สสส.และการผลักดันเกษตรอินทรีย์ของกระทรวงพาณิชย์เป็นทิศทางอันสำคัญและมีพลังอย่างยิ่งในการสนับสนุนงานเกษตรอินทรีย์ของเกษตรกรและการแก้ปัญหาสุขภาพของคนไทยโดยใช้อาหารอินทรีย์ที่มีคุณค่าสูงและสะอาดปราศจากสารเคมีอันตราย เลมอนฟาร์มในฐานะกิจการเพื่อสังคมได้ทำงานสร้างเสริมสุขภาพกับผู้บริโภคและสนับสนุนเกษตรกร โดยใช้การบริโภคและการตลาดเป็นตัวขับเคลื่อน โดยในปี 2559 – 2560 เลมอนฟาร์มได้ดำเนินการโครงการ ‘Eat Right – Eat Organic’โดยการสนับสนุนจาก สสส. ในการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ในด้านเกษตรกรได้ส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์ในมาตรฐานการรับรองอย่างมีส่วนร่วม Organic PGS กับเกษตรอินทรีย์รายย่อย 7 กลุ่ม ใน 5 จังหวัด มาตรฐาน PGS เป็นเครื่องประกันคุณภาพอินทรีย์แท้เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจในการใช้อาหารอินทรีย์สร้างสุขภาพ เกษตรกรจะได้รับการประกันราคาที่เหมาะสมและประกันการรับซื้ออย่างต่อเนื่อง โดยได้ใช้รูปแบบและองค์ความรู้จากหลัก Organic IFOAM PGS เน้นการพัฒนาเกษตรกรในการทำเกษตรอินทรีย์ บนฐานซื่อตรง โปร่งใส มีระบบบันทึกการใช้ปัจจัยผลิต การจัดการผลผลิตอย่างชัดเจนและตรวจสอบได้  ด้านผู้บริโภคจะมีการขับเคลื่อน Eat Right – Eat Organic กับผู้บริโภคในจุดต่างๆ เช่นที่ศูนย์การค้า Paradise Park ที่ได้ให้การสนับสนุนพื้นที่การจัดงานในครั้งนี้ และในที่อื่นๆ ตลอดในช่วงปี 2559 – 2560 รวมทั้งมีการส่งเสริมผู้บริโภคให้ปรุงอาหารอินทรีย์ทานเองสำหรับสุขภาพครอบครัว การวิจัยคุณค่าพืชผักอินทรีย์ร่วมกับสถาบันวิจัยโภชนาการ และการทำ Social Media เพื่อแบ่งปันองค์ความรู้เรื่องมาตรฐาน Organic PGS และการสร้างสุขภาพด้วยพืชผักอินทรีย์ เป็นต้น

สำหรับภายในงาน Eat Right – Eat Organic ครั้งนี้เป็นงานครบเครื่อง ประกอบด้วย 3 ส่วนได้แก่ “โซนสุขภาพดี กินสุขภาพดี และเติมสุขภาพดี” โดยได้คัดสรรรวบรวมผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์และผลิตภัณฑ์ธรรมชาติคุณภาพสูง 50 บูธ อาทิ ผักผลไม้ ข้าวเกษตรอินทรีย์ Organic Juice อาหารแปรรูปเกษตรอินทรีย์ ผลิตภัณฑ์ความงามเกษตรอินทรีย์ ปลาและอาหารทะเลชั้นดีจากเครือข่ายประมงพื้นบ้าน เครื่องใช้และหัตถกรรมร่วมสมัย Eco Craft ที่พัฒนาโดยศูนย์ศิลปาชีพระหว่างประเทศ และพิเศษด้วยมุมอาหาร Organic พร้อมทานหลากหลาย อาทิ ชุดอาหารพิเศษจากพืชผัก Organic อาหารจากร้าน be Organic ก๋วยเตี๋ยวเห็ดอินทรีย์ตุ๋น ส้มตำอินทรีย์ ขนมจีนเส้นข้าวกล้องอินทรีย์น้ำยาปลา และปลาทะเลจากเครือข่ายประมงพื้นบ้าน เป็นต้น

นอกจากนั้นยังมีเวทีกลางที่แบ่งปันความรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์และสุขภาพจากผู้เชี่ยวชาญและเกษตรกรที่หลากหลายทุกวันและมีมุมความรู้เรื่องการทำเกษตรอินทรีย์ PGS, บริการเช็คสุขภาพพร้อมข้อแนะนำจากเครือข่ายสุขภาพต่างๆ ที่ได้มาร่วมกันเพื่อส่งเสริมสุขภาพทุกท่าน อาทิ เครือข่ายคนไทยไร้พุง เครือข่ายลดบริโภคเค็ม สมาคมเบาหวานแห่งประเทศไทย สมาคมผู้ดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม ศูนย์ศิลปาชีพระหว่างประเทศ เครือข่ายประมงพื้นบ้าน เครือข่าย Organic PGS


ศิลปกรรม’มศว’เคลื่อนทัพสู่แม่แจ่มแรงบันดาลใจสู่เด็กดอย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/229434

เด็กดอย

การศึกษา-สาธารณสุข  :  9 มิ.ย. 2559

ศิลปกรรม’มศว’เคลื่อนทัพสู่แม่แจ่มแรงบันดาลใจสู่เด็กดอย

ศิลปกรรม’มศว’เคลื่อนทัพสู่แม่แจ่มหยิบยื่นความสุข แรงบันดาลใจสู่เด็กดอย

              “ชอบกิจกรรมฐานวาดรูปมาก เพราะชอบวาดรูปอยู่แล้ว ได้ประโยชน์จากการเข้าร่วมกิจกรรมคือได้ฝึกวาดภาพสีน้ำ ซึ่งปกติไม่เคยเรียนมาก่อนเลย  เคยใช้แต่สีไม้  รู้สึกสนุกที่ได้ลองเรียนทำอะไรใหม่ๆ  และชอบกิจกรรมการได้ทำเปเปอร์มาเช่มาก เพิ่งเคยทำครั้งแรก ชอบมากๆ อยากให้มาจัดกิจกรรมอีก  ช่วยให้เราได้ลองทำงานศิลปะที่หลากหลายมากขึ้น และเป็นกิจกรรมที่ทำให้เด็กมีความสุขในการเข้าร่วม”

ศิลปกรรม'มศว'เคลื่อนทัพสู่แม่แจ่มแรงบันดาลใจสู่เด็กดอย

นี่คือถ้อยประโยคของเด็กหญิงด.ญ.สุวนีย์  แซ่กือ ชาติพันธุ์ม้ง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  โรงเรียนสาธิตชุมชนการเรียนรู้สมเด็จย่า   ภายหลังจากที่เข้าร่วมกิจกรรมฐานทัศนศิลป์  พูดกับทีมงานคณะศิลปกรรมศาสตร์ ในโครงการบริการวิชาการแก่ชุมชน “ค่ายศิลป์อาสาพัฒนาชุมชน” ซึ่งเจ้าของโครงการคือมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว)  โดยจัดโครงการที่ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 31 อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ มีกิจกรรมที่สร้างขึ้นเป็นฐานที่บรรจุความรู้ทางด้านศิลปกรรม เริ่มจาก นาฏศิลป์ไทย นาฏศิลป์สากล ละครสร้างสรรค์ ดนตรีไทย ดนตรีสากล ดนตรีพื้นเมือง ศิลปะเด็ก และงานฝีมือ ลงพื้นที่พบปะนักเรียนจาก 2 โรงเรียนคือ มีเด็กนักเรียนจากโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 31 และ โรงเรียนสาธิตชุมชนการเรียนรู้สมเด็จย่า วิทยาลัยโพธิวิชชาลัยมีเด็กๆเข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมากกว่า 350 คน

ศิลปกรรม'มศว'เคลื่อนทัพสู่แม่แจ่มแรงบันดาลใจสู่เด็กดอย

การเดินทางมาแม่แจ่งครั้งนี้ มีผศ. ดร.ระวิวรรณ  วรรณวิไชย คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ และประธานโครงการศิลป์อาสาพัฒนาชุมชน ใส่ใจและให้เล็งเห็นคงามสำคัญร่วมเดินทางมาจัดกิจกรรมในครั้งนี้ด้วย กล่าวว่า

“ค่ายศิลป์อาสาพัฒนาชุมชนนี้เป็นกิจกรรมบริการวิชาการแก่ชุมชนด้านการศึกษาที่ทางคณะศิลปกรรมศาสตร์จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อนำความรู้ทางด้านศิลปกรรมทั้งศิลปะการแสดง ดนตรี และทัศนศิลป์ ถ่ายทอดให้แก่ครูและนักเรียนในโรงเรียนต่างจังหวัดที่อยู่ในพื้นที่ทุรกันดาร นับเป็นการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมและพัฒนาศักยภาพทางศิลปะให้แก่ครูและนักเรียน ศิลปะช่วยหล่อหลอมให้เด็กๆ และมนุษย์ในทุกพื้นที่มีความสุขแห่งชีวิต และเกิดสุนทรีย์ในชีวิต ซึ่งพร้อมจะดำเนินชีวิตไปในทิศทางที่เหมาะสมและมีคุณค่า เกิดเป็นแรงบันดาลใจดีๆ ต่อไป  มศว จึงให้ความสนใจในกิจกรรมบริการชุมชนอย่างมาก”

ด้านนางวิลาวัลย์ ยอดผ่านเมือง ผู้อำนวยการโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 31  กล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสว่า

“กิจกรรมค่ายศิลป์อาสาครั้งนี้เป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์ช่วยให้เด็กได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ อีกทางหนึ่งคือเป็นกิจกรรมที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในเรื่อง “ลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้”  ช่วยให้เด็กได้เรียนรู้ศิลปะและวัฒนธรรมอย่างมีความสุข  นอกจากนี้ยังเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมในเรื่องความกล้าแสดงออก เด็กที่เข้าร่วมกิจกรรมเป็นเด็กนักเรียนตั้งแต่ชั้นป.1 จนถึง ม.6 สังเกตเห็นได้เลยว่าเด็กกล้าแสดงออกมากขึ้น และมีทักษะทางด้านศิลปกรรมเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งนับว่าเป็นประโยชน์กับเด็กนักเรียนและตรงกับความต้องการของทางโรงเรียนที่ต้องการส่งเสริมกิจกรรมพัฒนานักเรียนเป็นการลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ที่ดีมาก”

นายสิงหา แซ่ตึ้ง รองผู้อำนวยการโรงเรียนสาธิตชุมชนการเรียนรู้สมเด็จย่า กล่าวว่า

“กิจกรรมที่มศวมาจัดให้เด็กๆทำให้พวกเขาตื่นตัวในการเรียนรู้ เรียนรู้ได้ดีกว่าครูในโรงเรียนสอนกันเองเพราะเด็กๆได้เห็นในสิ่งใหม่ๆที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ซึ่งธรรมดาว่าเด็กบนดอยค่อนข้างจะมีความขี้อายอยู่ในตัว แต่กิจกรรมนี้ช่วยกระตุ้นให้เด็กๆกล้าแสดงออก ซึ่งมันเกิดจากการที่เขาอยากเรียนรู้ในแต่ละกิจกรรมที่ทางโครงการจัดขึ้น”

เสียงเพลงและรอยยิ้มของเด็กๆ หลากหลายชาติพันธุ์ บนดอยสูง ยังแสดงให้เห็นว่า พวกเขาต้องการกิจกรรมเสริมที่เน้นการลงมือทำจริง และพร้อมเรียนรู้และเปิดหัวใจรับสิ่งดีๆ ที่มศว มีความตั้งใจดี หยิบยื่นให้อย่างเต็มหัวใจ


ผุดแคมเปญล่ารายชื่อโละแอดมิชชั่นส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/229432

การศึกษา,โอเน็ต,แอดมิชชั่นส์,พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ,แคมเปญ,ล่าชื่อ

การศึกษา-สาธารณสุข  :  9 มิ.ย. 2559

ผุดแคมเปญล่ารายชื่อโละแอดมิชชั่นส์

โซเชียลผุดแคมเปญล่ารายชื่อ โละแอดมิชชั่นส์ ปี 59 กรณีข้อสอบโอเน็ตเฉลยผิด ชี้ตรวจผิดแค่ 1 คะแนนมีผลต่อการจัดอันดับเข้ามหาวิทยาลัย ตั้งเป้า 2,500 รายชื่อ

9 มิ.ย. 59  พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวถึงกรณี อาจารย์ปิง ดาว้องก์ ติวเตอร์ชื่อดังที่สอนวิชาภาษาไทยและสังคมได้ทักท้วงว่าน่าจะมีข้อสอบผิดพลาดอีก 5 ข้อ ได้แก่ ข้อ 63 ข้อ 72 ข้อ 58 ข้อ 80 ข้อ 85 และมีคำถามและคำตอบกำกวมอีกหลายข้อ โดยข้อ 63 ซึ่งถามเกี่ยวกับข้อสอบสนธิสัญญาการค้าฉบับแรกระหว่างไทยกับประเทศตะวันตก โดย สทศ.ระบุว่าคำตอบที่ถูก คือ 4.สนธิสัญญาเบาว์ริงนั้น ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ออกมายืนยันว่า สนธิสัญญาการค้าฉบับแรกระหว่างไทยกับประเทศตะวันตก คือ สนธิสัญญาเบอร์นี ซึ่งไม่ตรงกับคำตอบของ สทศ. ว่า เรื่องความถูกต้องของตำรากับ คำเฉลยคำตอบของ สทศ.ที่มีการสอบถามกันนั้น จะถามไปยัง สทศ.เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการสอบปีนี้ ถือว่าจบแล้ว เชื่อคำชี้แจงของ สทศ. เพราะ สทศ.ไม่ได้ทำคนเดียว มีนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญร่วมดำเนินการ ปัญหานี้ถ้าจะโทษก็ขอให้มาโทษรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพราะเป็นคนสั่งให้สทศ.เปิดข้อสอบและเฉลยคำตอบเอง เพราะต้องการให้ สทศ.และอาจารย์ผู้ออกข้อสอบ เห็นว่าเมื่อมีการเปิดข้อสอบและเฉลยคำตอบ โดยสังคมเข้ามาช่วยตรวจสอบแล้วพบว่า มีการเฉลยผิด หรือไม่ชัดเจน ในปีต่อไปก็จะต้องระมัดระวังการออกข้อสอบและเฉลยคำตอบ ไม่ให้เกิดความผิดพลาด ต้องให้โอกาส สทศ.ปรับตัวหากปีหน้ายังมีความผิดพลาดอีก ก็สมควรจะต้องถูกตำหนิอย่างแรง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้มีผู้ตั้งแคมเปญในเว็บไซต์ change.org เชิญชวนให้ร่วมลงชื่อเรียกร้องให้สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ประกาศผลการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาด้วยระบบกลางการรับนิสิตนัก ศึกษา หรือ แอดมิชชั่นส์ ประจำปีการศึกษา 2559 ใหม่ เพื่อความยุติธรรม กรณีข้อสอบโอเน็ตเฉลยผิด เพราะการตรวจผิดแค่ 1 คะแนนก็มีผลต่อการจัดอันดับเข้ามหาวิทยาลัย โดยต้องการรายชื่อจำนวน 2,500 รายชื่อ ซึ่งขณะนี้มีผู้ร่วมลงชื่อแล้ว 1,938 รายชื่อ

รศ.ดร.สัมพันธ์ พันธุ์พฤกษ์ ผู้อำนวยการ สทศ. กล่าวว่า กระบวนการออกข้อสอบตาม Test Blueprint จะมีการเชิญครูทุกสังกัดมาออกข้อสอบ สร้างและกลั่นกรองข้อสอบที่ครูเขียน สร้างข้อสอบตามมาตรฐานการเรียนรู้ กลั่นกรองข้อสอบระดับที่ 1 และกลั่นกรองข้อสอบระดับที่ 2 ด้านเนื้อหา พิจารณาความถูกต้องของเนื้อหาและเฉลยถูกต้องหรือไม่ ตลอดจนปรับแก้ข้อสอบให้ดีขึ้น ด้านภาษาและการสื่อสาร ตรวจสอบความถูกต้องชัดเจนของภาษา มาถึงขั้นตอนสุดท้าย การพิมพ์ต้นฉบับ ก่อนพิมพ์มีการกลั่นกรองข้อสอบ ระดับที่ 2 ตรวจสอบความถูกต้องของต้นฉบับและทำเฉลย

“ข้อสอบของ สทศ.แต่ละฉบับจะมีความยาก 25% ปานกลาง 50% และง่าย 25% สะท้อนถึงคุณภาพผู้เรียน สาระและมาตรฐานการเรียนรู้การสอบโอเน็ตครั้งนี้ สทศ.ยืนยันตามที่ได้รายงานไปยัง รมว.ศึกษาธิการ ว่ามีข้อสอบโอเน็ตผิดพลาดเพียงข้อเดียว และไม่มีเพิ่มเติมอีกแล้ว ขอให้เชื่อมั่นในระบบการออกข้อสอบของ สทศ.” รศ.ดร.สัมพันธ์ กล่าว


สภามสธ.ปลด“นพ.ชัยเลิศ”พ้นอธิการบดี*

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/229424

ปลดอธิก่ารมสธ.,รศ.ดร.นพ.ชัยเลิศ พิชิตพรชัย

การศึกษา-สาธารณสุข  :  9 มิ.ย. 2559

สภามสธ.ปลด“นพ.ชัยเลิศ”พ้นอธิการบดี*

สภามสธ.มีมติถอดถอน รศ.ดร.นพ.ชัยเลิศ พ้นอธิการบดี ขณะที่ เจ้าตัวแจงไม่ทราบสาเหตุ จ่อฟ้องศาลปกครองยอมรับมีปัญหากับนายกสภามาตลอด 7 มิย.ยื่่น”ดาว์พงษ์”ตรวจสอบสภามสธ

 

เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สภามหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช(มสธ.)ได้ประชุมนัดพิเศษ และมีหนังสือคำสั่งสภามหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชที่ 9/2559 เรื่องถอดถอนอธิการบดี โดยระบุว่า ตามที่สภามหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ได้มีมติและคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบหาข้อเท็จจริงและคณะกรรมการรวบรวมข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของอธิการบดีมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ไปแล้วนั้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 15(6) แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช พ.ศ.2521 ประกอบกับมติสภามหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ในการประชุมครั้งที่ 9/2559 (นัดพิเศษ) เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.2559 สภามหาวิทยาลัยจึงมีมติด้วยเสียงข้างมาก ให้ถอดถอน รศ.ดร.นพ.ชัยเลิศ พิชิตพรชัย ออกจากตำแหน่งอธิการบดี ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 9 มิ.ย.นี้ เป็นต้นไป ลงชื่อ รศ.ดร.องค์การ อินทรัมพรรย์ นายกสภามหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

ด้านรศ.ดร.นพ.ชัยเลิศ พิชิตพรชัย เปิดเผยว่าไม่ทราบสาเหตุของการปลดจากตำแหน่ง เพราะไม่ได้ระบุสาเหตุใด และการประชุมสภาครั้งนี้ก็เป็นการประชุมลับ ซึ่งไม่ได้เข้าร่วม ส่วนในการตั้งคณะกรรมการสอบหาข้อเท็จจริงและคณะกรรมการรวบรวมข้อเท็จจริง ก็ไม่เคยให้เข้าไปชี้แจงข้อเท็จจริง หรือได้อ่านข้อสรุปใดๆ รวมถึงในคำสั่งดังกล่าวก็ไม่มีการระบุเหตุผลว่าถอดถอนเพราะเหตุใด

ดังนั้น เหตุถอดถอนก็ไม่แน่ชัดว่าเรื่องอะไร ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และที่ผ่านมาก็ไม่ได้มีพฤติกรรมทุจริต หรือผิดวินัยร้ายแรง อย่างไรก็ตามเคารพมติสภามหาวิทยาลัย แต่ก็จะฟ้องศาลปกครอง เพื่อปกป้องสิทธิ และคำสั่งสายฟ้าฟาดโดยไม่ชี้แจงเหตุผลก็ไม่น่าจะถูกต้องตามกฎหมาย

ผู้สื่อข่าวถามว่าที่ผ่านมามีข้อขัดแย้งกับนายกสภา มสธ.หรือ กรรมการสภา หรือไม่ รศ.ดร.นพ.ชัยเลิศ กล่าวต่อไปว่า ตลอดระยะเวลา 1 ปีครึ่งที่รศ.ดร.องค์การ เป็นนายกสภา ก็ขัดแย้งกันมาโดยตลอด ทั้งนี้เมื่อวันที่ 7 มิ.ย.ที่ผ่านมา ก็ได้ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ เพื่อขอให้ตรวจสอบการดำเนินงานของนายกสภามสธ., และสภามสธ. รวมทั้งฝ่ายบริหาร มสธ. เพื่อให้โปร่งใสยุติธรรมทุกฝ่าย


คนไทยโทรสายด่วน1323 ปรึกษาเลิกพนันเฉลี่ยวันละคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/229389

การศึกษา-สาธารณสุข  :  9 มิ.ย. 2559

คนไทยโทรสายด่วน1323 ปรึกษาเลิกพนันเฉลี่ยวันละคน

คนไทยโทร 1323 ปรึกษาเลิกพนัน 500 รายต่อปี เฉลี่ยวันละคน ฤดูฟุตบอลยูโรอย่าเสี่ยงลองพนัน เล่นซ้ำซากถึงขั้นป่วยทางจิตเวช “ติดพนัน” ก่อผลกระทบหนัก

           นพ.เจษฏา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ช่วงเทศกาลฟุตบอลยูโร กรมมีความห่วงใยว่าประชาชนจะมีการเล่นพนันทายผลการแข่งขันฟุตบอล  ซึ่งข้อมูลทางการแพทย์ยืนยันว่าการเล่นพนันมากๆจะส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในสมอง คล้ายกับคนติดสารเสพติด เรียกว่า การติดพนันบอล ถือเป็นโรคทางจิตเวชอย่างหนึ่ง จากสถิติการโทรปรึกษาสายด่วนสุขภาพจิต เลิกพนัน 1323 ซึ่งให้คำปรึกษาฟรีตลอด 24 ชั่วโมง และมีนักจิตวิทยาที่เชี่ยวชาญในการปรับพฤติกรรมให้คำแนะนำ พบว่า ในปี 2558 มีสายโทรเข้ามา 310 ครั้ง ชายมากกว่าหญิงถึง 3 เท่า ร้อยละ 34 ต้องการปรึกษาเรื่องติดพนันบอล อายุระหว่าง 22-59 ปี

“ประชาชนควรสังเกตพฤติกรรมของตนเองหรือคนใกล้ชิด  หากมีอาการ 1 ใน 3 ข้อนี้ถือว่าเสี่ยงติดพนันบอล คือ 1.นอนไม่หลับ หงุดหงิด หรือวิตกกังวล เมื่อพยายามหยุดเล่นพนัน 2.ปิดบังครอบครัวหรือเพื่อน ไม่ให้รู้ว่าเสียพนัน  และ 3.ต้องการความช่วยเหลือด้านการเงิน จึงขอให้ดูบอลอย่างมีสติ ไม่ควรติดตามต่อเนื่องนานเกิน 2 วัน ติดตามจากสื่ออื่นๆ แทน ทั้งนี้ หากต้องการรับคำปรึกษาในการเลิกพนันสามารถโทรฟรีสายด่วน 1323 ได้ตลอด 24 ชั่วโมงหรือที่ www.facebook.com/GamblingCounseling1323 จะมีนักจิตวิทยาที่เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาและคำแนะนำในการเลิกพฤติกรรม“นพ.เจษฎากล่าว

พญ.มธุรดา สุวรรณโพธิ์  ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์  กล่าวว่า การรักษาผู้ที่ป่วยเป็นโรคติดพนัน เหมือนกับการรักษาโรคติดสารเสพติดทั่วไป แต่จะมีการประเมินว่ามีอาการแค่ไหนต้องรักษาด้วยยา หรือเพียงการปรับพฤติกรรมที่เรียกว่า จิตสังคมบำบัด ก็พอ อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาจากสายด่วนสุขภาพจิตเลิกพนัน 1323 ซึ่งเปิดให้คำปรึกษาฟรีตลอด 24 ชั่วโมง พบว่า มีกลุ่มที่โทรเข้ามาปรึกษาจำนวนมาก และส่วนหนึ่งเข้ารับการรักษา โดยเฉลี่ยเข้ารับการรักษาปีละ 500 กว่ารายหรือประมาณวันละ 1 คน โดยร้อยละ 80 จะรักษาในรูปแบบจิตสังคมบำบัด อีกร้อยละ 20 รักษาด้วยยา เนื่องจากมีภาวะเศร้า และ อารมณ์หงุดหงิดจากความต้องการเลิกร่วมด้วย ทั้งนี้ จากกรณีคนที่เข้ามารักษา ส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่น หลายครั้งพ่อแม่พาเข้ามารักษาเอง และหลายครั้งก็มีอาการร่วม 3 อย่าง คือ ติดเล่นเกม ติดการพนัน และติดยาเสพติด  ซึ่งในเรื่องของการพนันนั้น จะพบว่าอันดับแรกคือ ติดพนันออนไลน์ รองลงมาพนันบอล และสุดท้ายติดการเล่นไพ่ และหวย

พญ.พรรณพิมล วิปุลากร รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า  แม้จะรักษาโรคติดพนันได้ แต่จะดีที่สุดหากไม่เริ่มลองเล่น เพราะไม่ต่างจากการลองยาเสพติด แม้เพียงนิดหนึ่งก็สามารถติดยาเสพติด และส่งผลกระทบต่อชีวิตได้ ทั้งชีวิตตัวเอง ครอบครัว เศรษฐกิจ  โดยก่อปัญหาต่างๆ  ทั้งทักษะในการใช้ชีวิตลดลง  การพนันมีส่วนทำให้เด็กมีโอกาสติดเหล้า 5 เท่า ติดยาเสพติด 6 เท่า มีความรุนแรงและการใช้อาวุธอีก 6 เท่า สูบบุหรี่ 3-10 เท่า เป็นหนี้และอาจก่อปัญหาอาชญากรรม และมีภาวะซึมเศร้าและเสี่ยงฆ่าตัวตายสูงขึ้นถึง 4 เท่า

อนึ่ง กระทรวงสาธารณะสุข กรมสุขภาพจิต และสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ ได้เปิดตัวสื่อรณรงค์ ฮอตไลน์ 1323 สายด่วนสุขภาพจิต เลิกพนัน โทรวันนี้ไม่มีหมดตัว โดยจะเผยแพร่ไปยังสถาบันการศึกษาและสื่อต่างๆ


5ศาสนาจัดพิธีถวายพระพรเฉลิมพระเกียรติในหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/229388

ในหลวง,ครองราชย์ครบ70ปี,ถวายพระพร,5ศาสนา,เฉลิมพระเกียรติ

ในหลวง,ครองราชย์ครบ70ปี,ถวายพระพร,5ศาสนา,เฉลิมพระเกียรติ

ในหลวง,ครองราชย์ครบ70ปี,ถวายพระพร,5ศาสนา,เฉลิมพระเกียรติ

ในหลวง,ครองราชย์ครบ70ปี,ถวายพระพร,5ศาสนา,เฉลิมพระเกียรติ

การศึกษา-สาธารณสุข  :  9 มิ.ย. 2559

5ศาสนาจัดพิธีถวายพระพรเฉลิมพระเกียรติในหลวง

รัฐบาลและ 5 ศาสนารวมใจจัดพิธีถวายพระพร-เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 70 ปี 9 มิถุนายน ทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พลเอก ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในงาน คริสตชนไทย รวมใจภักดิ์ เทิดไท้องค์ราชัน จัดพิธีนมัสการสรรเสริญ พระเจ้า เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 70 ปี 9 มิถุนายน ค.ศ. 2016  ณ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน เขตบางรัก กรุงเทพฯ

พลเอก ธนะศักดิ์ กล่าวว่า ด้วยรัฐบาล กำหนดจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 70 ปี 9 มิถุนายน 2559  โดยความร่วมมือบูรณาการจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนทั่วประเทศ โดยการจัดพิธีถวายพระพรและถวายพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  เป็นการบูรณาการของหน่วยงานต่าง ๆ

ประกอบด้วย สำนักพระราชวัง สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงกลาโหมกระทรวงมหาดไทย (มท.) กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร กรมการศาสนา (ศน.) สังกัดกระทรวงวัฒนธรรม  วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก องค์การศาสนา 5 ศาสนาและสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย โดยมีการจัดงานทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ตามศาสนสถานต่างๆทั่วประเทศ

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อไปว่า สำหรับพิธีในส่วนกลาง ประกอบด้วย 1. ศาสนาพุทธ พิธีตักบาตรพระสงฆ์ 770 รูป และพิธีเจริญพระพุทธมนต์เนื่องในโอกาสมหามงคลเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 70 ปี 9 มิถุนายน ณ บริเวณพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร 2. ศาสนาอิสลาม พิธีเฉลิมพระเกียรติและขอพรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 70 ปี วันที่ 9 มิถุนายน ณ ศูนย์บริหารกิจการศาสนาอิสลามแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ เขตหนองจอก  3. ศาสนาคริสต์ คริสตชนไทย รวมใจภักดิ์ เทิดไท้องค์ราชัน จัดพิธีนมัสการสรรเสริญพระเจ้า เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเสด็จเถลิง   ถวัลยราชสมบัติครบ 70 ปี 9 มิถุนายน ค.ศ. 2016 ณ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน เขตบางรัก

4. ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู จัด 2 แห่ง ได้แก่ พิธีกรรมบูชาสวดมนต์พิธีทางศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 70 ปี 9 มิถุนายน ณ โบสถ์เทพมณเฑียร (สมาคมฮินดูสมาช) เขตพระนคร และพิธีสวดมนต์ขอพรที่วัดวิษณุ เขตยานนาวา 5.ศาสนาซิกข์ จัด 2 แห่ง ได้แก่ ศาสนิกชาวไทยซิกข์ ร่วมใจรัก ภักดี ในองค์ราชันย์ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 70 ปี 9 มิถุนายน ณ ศาสนสถาน ศาสนาซิกข์ (ศรีคุรุสิงห์สภา สถาบันศาสนาซิกข์แห่งประเทศไทย) และ การจัดพิธีทางศาสนาเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 70 ปี 9 มิถุนายน ณ สมาคมนามธารีสังคัตแห่งประเทศไทย  เขตคลองเตย

อย่างไรก็ตาม ในส่วนการจัดงานตามศาสนสถานทั่วประเทศขึ้นอยู่กับความพร้อมแต่ละศาสนสถาน จึงขอเชิญประชาชนเข้าร่วมพิธีแต่ละศาสนาทั่วประเทศ


ดูบอลยูโรอย่างมีสติ สธ.แนะยึดหลักปฏิบัติ 4 ข้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/229373

บอลยูโร,ยูโร2016,มีสติ,ดูบอล

บอลยูโร,ยูโร2016,มีสติ,ดูบอล

การศึกษา-สาธารณสุข  :  9 มิ.ย. 2559

ดูบอลยูโรอย่างมีสติ สธ.แนะยึดหลักปฏิบัติ 4 ข้อ

สธ.แนะดูแข่งฟุตบอลยูโรอย่างมีสิต ยึดหลักปฏิบัติ 4 ข้อ เลี่ยงฟาสต์ฟู้ด-เลิอเครื่องดื่มไม่ไม่หวาน ไร้แอลกอฮอล์-นอนให้พอ-ไม่พนัน

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) แถลงข่าว “เทศกาลฟุตบอลยูโร 2016:เชียร์บอลอย่างมีสติ” ว่า ระหว่างวันที่ 10 มิถุนายน -10 กรกฎาคม 2559 เป็นช่วงการแข่งขันฟุตบอลยูโร 2016 ซึ่งนายกรัฐมนตรีเป็นห่วงสุขภาพของประชาชนรวมถึงการสุ่มเสี่ยงที่จะมีการเล่นพนันฟุตบอล สธ.ในฐานะหน่วยงานดูแลสุขภาพจึงขอแนะนำให้ประชาชนดูการแข่งขันฟุตบอลอย่างมีสติ ด้วยการยึดหลักปฏิบัติ 4 อย่าง ได้แก่ 1.หลีกเลี่ยงอาหารทำลายสุขภาพ อาทิ อาหารฟาสต์ฟู้ด 2.ดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลน้อยที่สุด หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 3.จัดเวลานอนให้เพียงพอ โดยเฉพาะผู้ที่ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง จะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ และ 4.ดูสนุกได้ต้องไม่พนัน

ด้านนพ.สมพงศ์ ชัยโอภานนท์ รักษาการนักวิชาการสาธารณสุขทรงคุณวุฒิ (ด้านโภชนาการ) กรมอนามัย กล่าวว่า ประชาชนควรวางแผนการดูไว้ล่วงหน้า ว่าจะดูช่วงวันไหนบ้าง คู่ไหนบ้าง และเพื่อการมีสุขภาพดี มีคำแนะปฏิบัติ5ประการดังนี้1.ในขณะนั่งชมโทรทัศน์ให้อยู่ในระดับสายตา ไม่ใกล้เกินไป ไม่ควรนั่งชมในที่มืด ต้องเปิดไฟลดความจ้าของแสงโทรทัศน์เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดกับตา2.ทานอาหารอย่างมีสติไม่ควรทานจุบจิบ หรืออาหารฟาสต์ฟู้ด เพราะไม่เพียงจะส่งผลเสียต่อร่างกายในระยะยาวแต่ยังเป็นการเพิ่มน้ำหนักตัวอีกด้วย เนื่องจากอาหารเหล่านี้อุดมไปด้วยไขมัน คาร์โบไฮเดรต และโปรตีน ซึ่งหากร่างกายได้รับในปริมาณที่มากเกินความต้องการของร่างกายจะทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ ตามมาได้อาหารที่แนะนำ ได้แก่ โจ๊ก น้ำเต้าหู้ที่ไม่หวานมากนัก หากเป็นขนมขบเคี้ยวก็ทานได้บ้าง

3.เลือกซื้ออาหารประเภทผลไม้ที่ให้พลังงานไม่มากไว้ทาน เช่น ฝรั่ง แอปเปิ้ล ชมพู่ มะม่วงหรือผลไม้ที่ช่วยในการขับถ่าย ส้ม มะละกอ สับปะรด เพราะการนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอส่งผลต่อระบบขับถ่ายได้4.ไม่ควรดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และ5.ควรเคลื่อนไหวร่างกายระหว่างดูบอลบ้าง เช่น ยืดเหยียดกล้ามเนื้อ ลุกเดินบ้างผ่อนคลายกล้ามเนื้อทุกส่วน ทั้งกล้ามเนื้อแขน ขา คอ และหลัง จะทำให้รู้สึกสบายขึ้นในขณะที่นั่งชมฟุตบอลตลอดรายการ

นพ.วิชาญ ปาวัน ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพกรมควบคุมโรคกล่าวว่า สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่นเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ขอให้ดูบอลอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้โรคกำเริบ มีคำแนะนำ5ประการ ดังนี้1.หาเวลานอนในช่วงพักกลางวันระหว่างอยู่ในที่ทำงาน2.ควรนอนตั้งแต่หัวค่ำ ก่อนการที่จะดูบอลในตอนดึก3.ควรพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย7-8ชั่วโมงในวันที่ไม่มีการแข่งขัน4.เลือกดูเฉพาะคู่ที่ชอบ5.ควรพักสายตาระหว่างพักครึ่งเวลาของการแข่งขัน โดยประชาชนควรมีการเตรียมความพร้อมร่างกายด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ร่างกายปรับสภาพและสามารถชมการแข่งขันได้ตลอดระยะเวลาของการถ่ายทอด