โรดแม็พการปฏิรูปการศึกษาตามมาตรา44 ‘ไปรอดหรือจอดป้าย'(2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/229843

ปฏิรูปการศึกษา

การศึกษา-สาธารณสุข > ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  :  14 มิ.ย. 2559

โรดแม็พการปฏิรูปการศึกษาตามมาตรา44 ‘ไปรอดหรือจอดป้าย'(2)

โรดแม็พการปฏิรูปการศึกษาตามมาตรา 44  ‘ไปรอดหรือจอดป้าย'(ตอนที่ 2)  : กิตติ ทวยภา  ศึกษานิเทศก์ สพป.มค.1รายงาน

           จากข้อมูลการทำงานของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ตาม ม.44 คำสั่งที่ 10 และ 11/2559 นั้น จะเห็นได้ว่า ศธ.ได้มีความพยายามที่จะดำเนินการด้วยความราบรื่นสำเร็จด้วยดี แต่มุมมองอีกด้านยังมีบุคคลที่เห็นแย้ง และมีมุมมองที่แตกต่าง แต่ไม่ใช่คัดค้านการดำเนินการทั้งระบบ เป็นการสะท้อนแนวคิด เพื่อส่งเสริม สนับสนุนให้การทำงานเกิดประโยชน์สูงสุด มีประสิทธิภาพ เกิดประสิทธิผล

ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตว่า การทำงานที่เป็นนโยบายรายวันของ ศธ. เป็นการเอางานเดิมมาทำ ใช่หรือไม่? เป็นการโอนอำนาจจากคนกลุ่มหนึ่งไปสู่คนอีกกลุ่มหนึ่ง (เหล้าเก่าในขวดใหม่) และไม่เป็นการแก้ปัญหาทั้งระบบ ขาดความจริงใจ เหตุผลเพราะว่าบอร์ดที่เกิดจาก พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 ยังคงมีอยู่ และเพิ่มอำนาจมากขึ้น เช่น กคศ.เป็นต้น โดยหลักการแล้ว กฎหมายนี้ จะมีคณะกรรมการระดับเขตพื้นที่การศึกษา 3 คณะ ถูกยุบไป 2 คณะ คือ อกคศ.และกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา ส่วนอีกหนึ่งบอร์ดไม่ถูกยุบคือคณะกรรมการ ก.ต.ป.น. เป็นที่น่าสังเกตว่า การปฏิรูปการศึกษาครั้งนี้ มีนัยอะไรไหม ถ้าจะปฏิวัติ ทำไมไม่ทำพร้อมกันทั้งหมด ดังนั้น จากรายงานการทำงานในตอนที่ 1 ดังกล่าวมา แนวทาง รูปแบบ กลยุทธ์

การทำงานดังกล่าว จะเป็นทางรอดของการดำเนินงานกระทรวงศึกษาธิการหรือไม่ ซึ่งในขณะเดียวกันในสถานการณ์ปัจจุบันมีนักวิชาการ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษาและประชาชนได้ฟีดแบ็กกระบวนการการทำงานของ “กระทรวงศึกษาธิการ” อาทิ

ศ.ดร.ชัยยงค์ พรหมวงศ์   ปรมาจารย์ด้านเทคโนโลยีการศึกษา และปูชนียบุคคลวงการครู กล่าวว่า ปัญหาการปฏิรูปการศึกษาไทยที่ไม่ได้ผล มีหลายประการ ประการที่ 1 กลุ่มบุคคลที่ได้รับเลือกมาปฏิรูปการศึกษา ส่วนมากเป็น non-educator คือผู้ที่ไม่ได้เรียนการศึกษามาโดยตรง ถ้าเปรียบเทียบกับการปฏิรูปการแพทย์ หากกลุ่มปฏิรูปการแพทย์มี 18 คน แต่มีหมออยู่ 4-5 คนที่เหลือเป็นคนที่ไม่ได้เรียนแพทย์ ท่านคิดว่าจะปฏิรูปการแพทย์ได้สำเร็จหรือไม่ การศึกษาก็เช่นเดียวกัน หากไม่ให้นักการศึกษามาเป็นส่วนใหญ่ แล้วเชิญสายเกี่ยวข้องมาร่วมก็คงสำเร็จยาก การศึกษาเป็นศาสตร์ขั้นสูง จึงควรใช้นักการศึกษา มืออาชีพมาปฏิรูป

ประการที่ 2 นักการศึกษาไทยบางส่วนยังถูกครอบงำด้วยอิทธิพลความเชื่อและหลักการศึกษาของตะวันตก เดินตามหลังตะวันตกมาร้อยกว่าปี ตั้ง แต่ พ.ศ.2427 ก็ยังคิดจะตามตะวันตกอยู่ร่ำไป ทั้งๆ ที่มีนักการศึกษาจบ ป.เอก มาเป็นหมื่นเป็นแสนคนแล้ว แต่ก็ไม่เคยคิดจะพัฒนาระบบการศึกษาของไทยเอง ฝรั่งโดยเฉพาะอเมริกา นักการศึกษาไทยเทิดทูนมาก 5 ปีก่อน ก็เห่อ Backword design สองปีต่อมาก็เห่อ Flipped Classroom เดี๋ยวนี้ ก็เห่อ BBL การปฏิรูปก็อ้างสิงคโปร์ อ้างฟินแลนด์ซึ่งเป็นประเทศเล็ก มีคนไม่ถึงสิบล้านคน

โดยไม่ดูบริบทของไทย เราจำเป็นจะต้องทบทวนหลักการศึกษาที่จะต้องเน้นสาระไทย เพื่อพัฒนาเด็กให้เป็น “คนไทย”  ประการที่ 3 นักการศึกษาขาดความเข้าใจองค์ประกอบวิชาชีพชั้นสูง ที่เรียกว่า ไตรยางศ์วิชาชีพ (Professional Triads) คือ วิชาชีพชั้นสูงต้องประกอบด้วยองก์ 3 คือ 1.การปฏิบัติวิชาชีพ (Practices) 2.วิทยาการสำหรับวิชาชีพชั้นสูง (Professional Sciences) 3.วิทยวิธีหรือเทคโนโลยี (Technology) เช่น ด้านการแพทย์ ต้องมีคณะวิชาประกอบด้วย คณะแพทย์ (School of Medicine) คณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ และคณะเทคโนโลยีการแพทย์ ด้านการศึกษา ก็ควรมี คณะการศึกษา คณะวิทยาศาสตร์การศึกษา และคณะเทคโนโลยีการศึกษา แต่เมืองไทยไม่ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีการศึกษาเลย ปล่อยให้ครูอาจารย์สอนด้วยปาก และสองมือ ไม่มีสื่อการสอนเข้าไปช่วยเลย ปฏิรูปร้อยครั้งก็เสียของ เพราะมีเสาหลักไม่ครบสามเสา

ประการที่ 4 การขาดความเข้าใจภาพเต็มของการศึกษา คือ กรอบมาตรฐานการศึกษา จึงทำให้ไม่ทราบว่าการศึกษาของชาติใดๆ ก็จะต้องประกอบด้วย 4 กรอบ คือ 1.อุดมการณ์ คือ ภาพเต็มที่ควรจะไปให้ถึง ประกอบด้วย ปรัชญา ปณิธาน วิสัยทัศน์ และพันธกิจ 2.ระบบ คือ องค์ประกอบและขั้นตอนมาตรฐาน 3.กลไก คือ กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ แนวปฏิบัติ และข้อปฏิบัติในการดำเนินงานให้ได้มาตรฐาน และ 4.เอกสารและรูปแบบสนับสนุน ได้แก่ คู่มือการดำเนินงาน และแบบฟอร์มต่างๆ เมื่อขาดความเข้าใจใน “ภาพเต็ม” ก็จะไม่ทราบว่าจะปฏิรูป (แต่งรูป) ตรงไหนอย่างไร จึง “แต่งรูป” ตามใจตนเอง ต่างคนต่างก็เติมแต่ง ก็จึงได้ระบบการศึกษาที่กะรุ่งกะริ่ง เอ่ยไม่เต็มปากเต็มคำว่า เป็นการศึกษาของไทย เพื่อคนไทย ดังนั้น “แต่งรูป” ไปร้อยครั้งก็ “เสียของ”

ประการที่ 5 องค์ประกอบของคณะกรรมการปฏิรูปการศึกษาไม่ครบถ้วน ขาดตัวแทนนักการศึกษาครบด้านเหมือนจะสร้างบ้าน แต่ขาดสถาปนิกมาออกแบบบ้าน ขาดวิศวกรมาคำนวณน้ำหนัก เวลาสร้างบ้านก็ขาดช่างฝีมือที่จะมาสร้างตามพิมพ์เขียว

การปฏิรูปการศึกษาไทย ในเวลาที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการจัดทำแผนการศึกษาชาติ หรือปฏิรูปการศึกษา พบว่า ไม่ได้กำหนดองค์ประกอบกรรมการให้ครบถ้วน เช่น ขาดนักเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา จึงทำให้คณะกรรมการปฏิรูปมองข้ามแง่มุมสำคัญของการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ

ดร.ดิเรก พรสีมา ที่ปรึกษาสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ด้านมาตรฐานวิชาชีพ บอกว่า อยากให้พวกเราย้อนกลับไปดูการศึกษาไทย ระหว่างปี 2509-2523 ดูบ้าง ถามผู้มีประสบการณ์ดูแล้ว เราจะรู้ว่าจะไม่ให้เกิดบทเรียนซ้ำรอยได้อย่างไร ช่วงนั้นก็มีข่าวทุจริตไม่น้อย ถ้าต้องกลับไปเป็นอย่างนั้น จะป้องกันทุจริตได้อย่างไร การป้องกันทุจริตต้องไม่ใช่บุคคล ต้องสร้างระบบจึงจะได้ผล เปลี่ยนบุคคลจากไม่ทุจริตไปสู่คนทุจริตมีอำนาจ การทุจริตก็จะเกิดอีก ช่วงนั้นโรงเรียนมีเงินให้ทุจริตไหม มีงบสื่อ อุปกรณ์ อาคารใหม่ ใครมีอำนาจบรรจุแต่งตั้งบริหารบุคคล เราบรรจุคนจากท้องถิ่น

วันนั้นกับวันนี้ต่างกัน ถ้าเราจะนำระบบบริหารจัดการในวันโน่น มาใช้วันนี้จะได้ไหม จะเวิร์กไหม มันแก้ได้ด้วย ระบบ กู๊ด โกเวิร์นแนนซ์ มาใช้ นำมาปฏิบัติไม่ใช่นำมาท่อง ทำให้การตัดสินใจทุกอย่างโปร่งใส คัดค้านได้ ร้องได้ ฟ้องได้ เอาผิดได้ เอาข้อมูลการบริหารงานบุคคล งบประมาณ วิชาการ บริหารทั่วไปในแต่ละวันขึ้น เว็บให้ทุกคนทั่วประเทศดูได้ ใครทำผิดเพี้ยนให้ผู้เสียภาษี ผู้ปกครอง ครูนักเรียนฟ้องได้ คนทำผิด ไม่ผิด ต้องเอารายงานขึ้นเว็บอย่าเก็บเป็นความลับ แต่ต้องไม่ประจานชื่อเปิดเผยพฤติกรรมและการตัดสินใจที่ตามมา

หรือทำเป็นกฎหมาย เป็นระเบียบปฏิบัติ และโรงเรียนถือปฏิบัติ ถ้าอยากรู้ว่าโรงเรียนใดบริหารคนอย่างไร บริหารงบประมาณ วิชาการทั่วไปอย่างไร เข้าไปดูได้ 24 ชั่วโมงทางเว็บ โรงเรียนไหนไม่ทำก็มีบทลงโทษ คนมีอำนาจลงโทษไม่ทำ ก็ลงโทษคนมีอำนาจต่อๆ ไป นั่นคือระบบที่ไม่ดี เราก็ไปแก้ที่ระเบียบ แล้วสิ่งที่เราจะปฏิรูปจะแก้สิ่งเป็นปัญหาไหม เพราะเราเก็บทุกเรื่องเป็นความลับ เราเคยเอาข้อมูลคนขอย้ายมาเปิดเผยไหม เกณฑ์เป็นอย่างไร กรรมการตัดสินตามเกณฑ์ไหม ไม่เป็นไปตามเกณฑ์ต้องผิด อำนาจดุลพินิจอธิบายได้ไหม แย้งได้ไหม ใช้ไม่ถูกต้องผิด อย่าไปทำกฎหมายให้ยุ่งยาก เรามีกฎหมายเพื่อใช้บริหารให้เกิดความเป็นธรรมกับมหาชน ไม่ใช่บุคคลไม่มีเพียงหนึ่งคน

“เราใช้ กู๊ด โกเวิร์นแนนซ์ กระท่อนกระแท่น พวกเราต้องร่วมมือกันสร้างสิ่งที่ดีให้ลูกหลาน เราต้องมีความเชื่อว่า เราจะสร้างสิ่งดีๆ ให้ลูกหลานไทยได้ กลุ่มชนที่ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง จะล่มสลายและตกเป็นทาสของกลุ่มชนที่มีความเชื่อมั่นในตนเองไปหมดแล้ว เราอยากให้ชนชาติไทยยังอยู่หรือล่มสลายไปในที่สุด พวกเราทุกคนต้องมาเป็นแนวร่วมกันแนวทางตามคำสั่ง ที่ 10 และคำสั่งที่ 11/2559 ของ คสช.จะตอบโจทย์ดังกล่าวหรือไม่”


จ่อตั้งกก.สอบวินัย’อดีตครูสวนกุหลาบ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/229836

จ่อตั้งกก.สอบวินัย'อดีตครูสวนกุหลาบ'

การศึกษา-สาธารณสุข > ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  :  13 มิ.ย. 2559

จ่อตั้งกก.สอบวินัย’อดีตครูสวนกุหลาบ’

ผอ.สพม.1 เผยครูชาย ร.ร.สวนกุหลาบฯ สารภาพโพสต์คลิปจริง แต่เป็นคู่ขา โพสต์อ้างว่า นร.หวังยอดไลค์ เตรียมเสนอเลขาธิการ กพฐ.เพื่อตั้ง กก.สอบสวนวินัยภายในสัปดาห์นี้

13 มิ.ย. 59  พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงกรณีนายสาโรจน์ มีไผ่ ครูชายโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย สารภาพโพสต์คลิปมีเพศสัมพันธ์และมีการซื้อบริการทางเพศ เผยแพร่ภาพผ่านสื่อสังคมออนไลน์นั้น ว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานเรื่องนี้อย่างเป็นทางการ มีการรายงานทางวาจา และจากที่ตนติดตามเรื่องนี้ผ่านสื่อมวลชน ทราบว่าครูชายก็รับสารภาพแล้ว และเจ้าหน้าที่ตำรวจก็มีกระบวนการสืบค้นเพื่อให้ทราบว่าได้ไปซื้อบริการเด็กที่มีอายุต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ หากซื้อก็มีโทษหนักขึ้น ซึ่งแน่นอนว่ากระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ต้องดำเนินการตามกฎหมาย เร็วๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) คงจะรายงานผลการสืบข้อเท็จจริงเข้ามา

“ขณะนี้รู้สึกสงสารเด็ก และสงสารโรงเรียนสวนกุหลาบฯ ที่ต้องมาเสื่อมเสียชื่อเสียงเพราะพฤติกรรมส่วนตัวของบางคน และแม้ว่าจะเป็นพฤติกรรมส่วนตัว แต่เมื่อเราสวมหมวกเป็นใครก็ต้องรักษาสถานภาพและหน้าที่ของตนไว้ให้ดี”

ด้าน ว่าที่ ร.ต.อานนท์ สุขภาคกิจ ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) 1 กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า คณะกรรมการสืบข้อเท็จจริง ได้เชิญตัวนายสาโรจน์ มีไผ่ มาสอบถามข้อเท็จจริง ซึ่งเบื้องต้นนายสาโรจน์ ยอมรับว่าเป็นคนโพสต์คลิป แต่เป็นการโพสต์ในกลุ่มเฉพาะที่มีรสนิยมเดียวกัน และยืนยันว่าไม่ได้ล่วงละเมิดนักเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบฯ และไม่ได้ล่วงละเมิดนักเรียนโรงเรียนอื่นๆ แต่เป็นความสัมพันธ์กับคู่ขา ซึ่งคณะกรรมการฯ จะต้องลงไปสืบข้อมูลแวดล้อมเพิ่มเติม โดยจะสอบถามกับนักเรียน ครู เป็นต้น ทั้งนี้ หากพบว่านายสาโรจน์ มีความสัมพันธ์กับเด็กก็จะต้องตั้งกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง แต่ตรงนี้ยังไม่ถือเป็นข้อสรุป เพราะต้องให้ความเป็นธรรมแก่นายสาโรจน์ได้มีโอกาสชี้แจง

“กรณีการล่วงละเมิดเด็ก เป็นการล่วงละเมิดเด็กที่อายุต่ำกว่า 18 ปีตามกฎหมายกำหนด ไม่ว่าจะเป็นคู่ขา หรือนักเรียนทั่วไป หรือนักเรียนที่สอน ก็เป็นเรื่องที่ยอมไม่ได้ เพราะคนเป็นครูต้องมีคุณธรรม จริยธรรม และเป็นแบบอย่างที่ดี ซึ่งเรื่องนี้ยังไงก็ยอมไม่ได้ และถึงแม้นายสาโรจน์จะยืนยันไม่ได้ล่วงละเมิดนักเรียน แต่ที่บางโพสต์บอกว่าเป็นนักเรียนก็เพื่อเรียกยอดไลค์ (Like) จากคนในกลุ่มเฉพาะ ซึ่งถ้าพบว่าคนที่มีความสัมพันธ์เป็นนักเรียนจริง ก็จะมีความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ถึงขั้นไล่ออกจากราชการ เท่านั้น” ว่าที่ ร.ต.อานนท์ กล่าวและว่า อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นได้รายงานให้นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) ทราบแล้ว คาดว่าจะตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยภายในสัปดาห์นี้


เผยผลตรวจน้ำส้มคั้นขวด ตกมาตรฐานทุกตัวอย่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/229806

กรมวิทย์,น้ำส้มคั้น,สารกันบูด,สารทดแทนความหวาน,ยีสต์,รา,ตกมาตรฐาน

กรมวิทย์,น้ำส้มคั้น,สารกันบูด,สารทดแทนความหวาน,ยีสต์,รา,ตกมาตรฐาน

กรมวิทย์,น้ำส้มคั้น,สารกันบูด,สารทดแทนความหวาน,ยีสต์,รา,ตกมาตรฐาน

การศึกษา-สาธารณสุข  :  13 มิ.ย. 2559

เผยผลตรวจน้ำส้มคั้นขวด ตกมาตรฐานทุกตัวอย่าง

หาม 30 นร.โคราชส่ง รพ.หลังดื่มนม ร.ร. อาเจียน-ปวดท้อง ขณะที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เผยผลตรวจคุณภาพน้ำส้มคั้นขวด ไม่ผ่านมาตรฐานทุกตัวอย่าง

 

นพ.อภิชัย มงคล อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า จากการตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำส้มคั้นสดในภาชนะปิดสนิท ที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) เก็บจากสถานที่จำหน่ายในเขตกรุงเทพฯ และจ.นนทบุรี จำนวน 12 ตัวอย่าง และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสระบุรี เก็บจากอ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี จำนวน 3 ตัวอย่าง รวมทั้งหมด 15 ตัวอย่าง สำนักคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร ของกรมฯได้ตรวจวิเคราะห์คุณภาพทางเคมี ได้แก่ วัตถุกันเสีย สารให้ความหวาน สีสังเคราะห์ และตรวจวิเคราะห์คุณภาพทางจุลชีววิทยา ได้แก่ เชื้อโรคอาหารเป็นพิษ และจุลินทรีย์บ่งชี้สุขลักษณะโดยห้องปฏิบัติการสำนักคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2559

“ผลกการตรวจคุณภาพทางจุลชีววิทยา จากทั้งหมด 15 ตัวอย่าง ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานทุกตัวอย่าง เนื่องจากตรวจพบจุลินทรีย์บ่งชี้สุขลักษณะเกินมาตรฐาน คือ ตรวจพบปริมาณยีสต์และราเกินในทุกตัวอย่าง พบโคลิฟอร์มเกินมาตรฐาน9 ตัวอย่าง และพบอีโคไล6ตัวอย่าง แต่ทุกตัวอย่างไม่พบการปนเปื้อนเชื้อโรคอาหารเป็นพิษ”นพ.อภิชัยกล่าว

นพ.อภิชัย กล่าวอีกว่า ส่วนการตรวจวิเคราะห์คุณภาพทางเคมี จากทั้งหมด 15 ตัวอย่างไม่ผ่านเกณฑ์ตามที่กฎหมายกำหนด 2 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 13 พบว่ามีการใช้วัตถุกันเสีย จำนวน6ตัวอย่าง ซึ่งมีเพียง 1 ตัวอย่างที่ใช้วัตถุกันเสียเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด โดยพบปริมาณกรดเบนโซอิค 312 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และกรดซอร์บิค 228 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม จากที่กฎหมายกำหนดให้ใช้กรดเบนโซอิครวมกับกรดซอร์บิคในเครื่องดื่มได้ไม่เกิน 200 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และมีการใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาล ชนิดซัคคาริน จำนวน4ตัวอย่าง ปริมาณที่พบ อยู่ในช่วง 13-32.7 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ไม่เกิน 300 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม

สำหรับตัวอย่างที่เก็บจากจังหวัดสระบุรี จำนวน 3 ตัวอย่าง ตรวจพบซัคคารินและสีสังเคราะห์ในทุกตัวอย่าง แต่สีที่ตรวจพบเป็นสีสังเคราะห์ที่อนุญาตให้ใช้ ได้แก่Tartrazine, Sunset yellow FCF, Ponceau 4Rอย่างไรก็ตาม มี 1 ตัวอย่างที่ใช้ปริมาณสีเกินเกณฑ์กำหนดโดยพบว่ามีการใช้Tartrazine 50.1ร่วมกับPonceau 4R5.7 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม(กฎหมายกำหนดให้มีสีTartrazineรวมกับPonceau 4Rได้ไม่เกิน 50 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม)

“น้ำส้มคั้นสดๆ ถ้าตั้งทิ้งไว้จะมีตะกอนเนื้อส้มอยู่ด้านล่าง หากไม่มีตะกอนเลย เป็นน้ำสีส้มใสๆ อาจเป็นน้ำส้มผสม เมื่อเปิดขวดแล้วให้ลองดมกลิ่น ถ้าเป็นน้ำส้มคั้นสดจะมีกลิ่นส้มธรรมชาติ หากไม่มีกลิ่นอะไรเลย หรือกลิ่นจางมากๆ ไม่ใช่น้ำส้มคั้นสด เพราะน้ำส้มคั้นสดทั่วไปต้องมีสี กลิ่น รสตามธรรมชาติของส้ม และหากดื่มแล้วรู้สึกว่ารสชาติแปลกๆ ควรทิ้งไป”นพ.อภิชัย กล่าว

 

หาม 30 นร.โคราชส่ง รพ.หลังดื่มนม ร.ร. อาเจียน-ปวดท้อง
เมื่อเวลา 09.30 น. เด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 – 6 โรงเรียนบ้านหนองรังกา ต.โคกกรวด อ.เมือง จ.นครราชสีมา 34 คน มีอาการเวียนหัวคลื่นไส้ อาเจียน หลังจากดื่มนมโรงเรียน หลังเคารพธงชาติ ทำให้ครูต้องรีบนำตัวเด็กนักเรียนที่มีอาการทั้งหมด 34 คน ส่งไปรักษาที่โรงพยาบาล แยกเป็นโรงพยาบาลแม่และเด็ก จังหวัดนครราชสีมา 7 คน และโรงพยาบาลเทพรัตน์นครราชสีมา 27 คน โดยในจำนวนนี้มีเด็กนักเรียน 7 คน ที่มีอาการอาเจียนอย่างรุนแรง ต้องเฝ้าดูอาการอยู่ภายในห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลเทพรัตน์นครราชสีมา อย่างใกล้ชิด ซึ่งขณะนี้แพทย์กำลังตรวจรักษา และเฝ้าดูอาการเด็กนักเรียนทั้งหมด

นายเจริญ ศรีแสนปาง ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหนองรังกา กล่าวว่า นมโรงเรียนที่นำมาให้เด็กนักเรียนดื่มเป็นงบประมาณที่ได้รับการสนับสนุนมาจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งทำการผลิต และจัดส่งเป็นประจำทุกวัน โดยทางฟาร์มมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี บรรจุใส่ถุงพาสเจอร์ไรซ์อย่างดี แต่หลังจากเด็กนักเรียนจำนวน 100 คน ดื่มนมโรงเรียนไปเมื่อช่วงหลังเคารพธงชาติในตอนเช้า หลังจากนั้นไม่นานเด็กนักเรียนบางส่วนก็เริ่มมีอาการเวียนหัว คลื่นไส้ และอาเจียน คณะครูจึงรีบนำตัวเด็กนักเรียนส่งไปรักษาตามโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้เคียง

จากการสอบถามนักเรียนบอกว่าได้ดื่มนมโรงเรียนที่มีรสชาติขม เหมือนนมบูด ไม่นานมีอาการเวียนหัว และอาเจียนอย่างรุนแรง ขณะที่ทางเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปเก็บตัวอย่างนมโรงเรียนไปตรวจสอบแล้ว

นมโรงเรียนล็อตนี้ยังมีส่วนหนึ่งที่ยังไม่ได้ให้นักเรียนได้ดื่ม ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า ข้างห่อนมมีระบุวันหมดอายุ วันที่ 17 มิถุนายน 2559 วันนี้ทางโรงเรียนได้งดให้นักเรียนดื่มนมที่เหลือทั้งหมด โดยจะส่งคืนให้ทางฟาร์มมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี เพื่อนำไปตรวจสอบหาสาเหตุ

ล่าสุด ช่วงบ่ายวันเดียวกัน นายเจริญ เปิดเผยว่า ขณะนี้แพทย์ได้อนุญาตให้เด็กนักเรียนเกือบทั้งหมดกลับบ้านได้แล้ว ยังคงเหลือเด็กนักเรียนหญิงชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 อีกเพียงรายเดียว ที่แพทย์ยังคงให้นอนพักฟื้นรอดูอาการอยู่ที่โรงพยาบาลเทพรัตน์นครราชสีมา เนื่องจากเด็กนักเรียนหญิงคนดังกล่าวยังคงมีอาการเวียนศีรษะ และมีอาการไข้ ขณะที่ทางมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ซึ่งเป็นผู้ผลิต และดำเนินการจัดส่งนมโรงเรียนไปให้กับเด็กนักเรียนที่โรงเรียนบ้านหนองรังกา ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปเก็บตัวอย่างนมโรงเรียนดังกล่าวเพื่อนำไปตรวจสอบ คาดใช้เวลาประมาณ 2 วันถึงทราบสาเหตุที่แน่ชัด พร้อมกันนี้ยังได้ทำการเรียกเก็บคืนนมโรงเรียนถุงพาสเจอร์ไรซ์ล็อตเดียวกันจำนวน 12,000 ถุง ให้เปลี่ยนไปใช้นมโรงเรียน แบบกล่องยูเอชที แทนเป็นการชั่วคราวแล้ว


ส.สิรินธรเปิดตัวเครื่องฟื้นฟูสมรรถภาพคนแก่เครื่องแรกในไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/229801

สถาบันสิรินธร,กรมการแพทย์,กรุงไทย,ฟื้นฟูคนแก่,เครื่องฟื้นฟูสมรรถภาพ,เครื่องแรกในไทย

สถาบันสิรินธร,กรมการแพทย์,กรุงไทย,ฟื้นฟูคนแก่,เครื่องฟื้นฟูสมรรถภาพ,เครื่องแรกในไทย

สถาบันสิรินธร,กรมการแพทย์,กรุงไทย,ฟื้นฟูคนแก่,เครื่องฟื้นฟูสมรรถภาพ,เครื่องแรกในไทย

สถาบันสิรินธร,กรมการแพทย์,กรุงไทย,ฟื้นฟูคนแก่,เครื่องฟื้นฟูสมรรถภาพ,เครื่องแรกในไทย

การศึกษา-สาธารณสุข  :  13 มิ.ย. 2559

ส.สิรินธรเปิดตัวเครื่องฟื้นฟูสมรรถภาพคนแก่เครื่องแรกในไทย

สถาบันสิรินธรฯเปิดตัวเครื่องฟื้นฟูสมรรถภาพผู้สูงอายุเครื่องเดียวในไทย ฝึกการทรงตัว ป้องกันการหกล้ม ฝึกการเคลื่อนไหวด้วยคอมพิวเตอร์ ช่วยผู้ป่วยติดเตียงลุกยืน

เมื่อวันที่ 13 มิ.ย. ที่สถาบันสิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด(มหาชน) ร่วมกับ สถาบันสิรินธรฯ กรมการแพทย์ จัดกิจกรรม “เคทีซีปันความรู้ สู่ผู้สูงวัย ด้วยก้าวใหม่แห่งเทคโนโลยี” โดยนำผู้สูงอายุจากเขตวัฒนา จำนวน 15 คนเรียนรู้และฝึกประสบการณ์การฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกาย และเปิดตัวเครื่องฝึกการทรงตัวบนลู่เดินและเครื่องฝึกการเคลื่อนไหวด้วยระบบคอมพิวเตอร์ที่มีการใช้งานเป็นแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย

นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า การหกล้มในวัยสูงอายุ อาจนำไปสู่ความรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต สาเหตุการหกล้มในผู้สูงอายุมีปัจจัยหลายประการ เช่น หน้ามือเป็นลม ขาอ่อนแรง การสะดูด เกี่ยวดึง ลื่นไหล โดยพบว่าผู้สูงอายุไทยมีอุบัติการณ์การหกล้มถึงร้อยละ 25 ในเพศหญิง และร้อยละ 12 ในเพศชาย ชนิดของการหกล้มมีทั้งการล้มแบบพลาดและสะดุด และการล้มแบบลื่นไถล ซึ่งการหกล้มที่พบร้อยละ 50-67 เป็นการหกล้มที่เกิดขึ้นในบ้าน ดังนั้น สถาบันสิรินธรฯสังกัดกรมการแพทย์จึงได้นำเทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่เข้ามาช่วยฟื้นฟูความเสื่อมทางกายของผู้สูงอายุและคนพิการ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถกลับสู่สภาวะปกติหรือใกล้เคียงให้มากที่สุด

พญ.ดารณี สุวพันธ์ ผู้อำนวยการสถาบันสิรินธรฯ กล่าวว่า เทคโนโลยีเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพที่ทันสมัยและสถาบันนำมาใช้ โดยเปิดให้บริการแก่ผู้สูงอายุและผู้พิการมาประมาณ 4 เดือน คือ เครื่องฝึกการทรงตัวบนลู่เดินและเครื่องฝึกการเคลื่อนไหวด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งปัจจุบันทั้ง 2 เครื่องสถาบันสิรินธรฯเป็นแห่งแรกและแห่งเดียวที่มีการให้บริการด้วยเครื่องดังกล่าว สำหรับเครื่องฝึกการทรวงตัวบนลู่เดิน ใช้ฟื้นฟูผู้สูงอายุที่มีปัญหาเกี่ยวกับการควบคุมสมดุลของร่างกายและการทรงตัว ทำให้เกิดการหกล้มบ่อยๆ โดยจะให้ผู้สูงอายุยืนบนลู่เดินพร้อมกับมีอุปกรณ์ช่วยพยุงป้องกันการหกล้ม ซึ่งสามารถเลือกโปรแกรมการทำงานของเครื่องได้ว่าจะเป็นการเดินหรือฝึกทรงตัวในพื้นที่แบบใด เช่น เป็นหลุม หรือลื่นไถล เป็นเครื่องเสมือนจริง จากนั้นเครื่องจะเคลื่อนไหวซ้าย ขวา หน้า หลัง เพื่อให้ผู้สูงอายุฝึกการทรงตัวกับเครื่อง โดยจะไม่ล้มบนเครื่องเพราะมีอุปกรณ์ช่วยพยุงเพื่อให้เกิดการจำเมื่อเกิดเหตุจริงในชีวิตประจำวันจะสามารถพยุงตัวได้อัตโนมัติ จะใช้เวลาฝึก 1 ชั่วโมงต่อคนต่อวัน ระยะเวลาประมาณ 1 เดือนก็จะดีขึ้นสามารถฟื้นฟูนอกเครื่องและญาติช่วยฝึกต่อไป

ส่วนเครื่องฝึกการเคลื่อนไหวด้วยระบบคอมพิวเตอร์ เหมาะกับผู้สูงอายุที่ติดเตียง หรือผู้ป่วยที่ไม่สามารถเดินได้ให้สามารถยืนและเดินได้ ผ่านการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ เนื่องจากผู้ป่วยที่นอนติดเตียงเป็นเวลานาน เมื่อจะต้องลุกยืนจะมีปัญหา จึงจะต้องมีการฟื้นฟู โดยเครื่องนี้จะให้คนไข้นอนแล้วเครื่องจะค่อยๆปรับระดับองศาตั้งชันขึ้นในท่ายืน ค่อยๆปรับความชันไปเรื่อยๆจนถึงการตั้งชันในท่ายืนได้โดยที่คนไข้ไม่รู้สึกว่ามีปัญหา นอกจากนี้ จะมีอุปกรณ์แปะที่บริเวณกล้ามเนื้อที่ไม่สามารถทำงานเพื่อปล่อยประแสไฟฟ้าไปช่วยกระตุ้นให้กล้ามเนื้อทำงาน บริเวณขาและเท้าคนไข้ก็สามารถฝึกการเคลื่อนไหวคล้ายการเดินได้ด้วย ใช้ระยะเวลาประมาณ 3 สัปดาห์คนไข้ก็จะดีขึ้น

“การใช้เครื่องที่เป็นเทคโนโลยีมาใช้ช่วยในการฟื้นฟูสมรรถภาพ จะทำให้สามารถฟื้นฟูได้เร็ว และมีตัวบ่งชี้ได้ว่าฟื้นฟูได้ผลเป็นอย่างไร จากเดิมที่มีเพียงนักกายภาพช่วยในการฟื้นฟูปัจจุบันมีผู้มาใช้บริการทั้ง 2 เครื่องราวเครื่องละ 3-4 คนต่อวัน เพราะใน 1 วันจะให้บริการเพียง 5 รอบ ค่าให้บริการทั้ง 2 เครื่องราว 1,000-1,200 บาทต่อคนต่อครั้ง หากเป็นผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยที่ใช้สิทธิสวัสดิการข้าราชการสามารถมาขอรับบริการได้โดยสถาบันฯจะเบิกจ่ายตรงกับกรมบัญชีกลาง แต่ถ้ามีสิทธิ์อยู่ในหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือบัตรทอง และสิทธิประกันสังคมจะต้องให้โรงพยาบาลตามสิทธิเป็นคนส่งตัวมาเข้ารับการฟื้นฟู ก็จะได้รับบริการโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ส่วนประชาชนทั่วไปที่ต้องการเสียค่าใช้จ่ายเองก็สามารถมาใช้บริการได้ แต่จะต้องผ่านการประเมินจากแพทย์ก่อนว่าควรได้รับการฟื้นฟูในลักษณะใด”พญ.ดารณีกล่าว


ศิริราชเตรียมทำ“แว่นตาเซ็นเซอร์”บังคับวีลแชร์ด้วยการกรอกตา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/229784

ศิิริราช,แว่นตาเซ็นเซอร์,กรอกตาบังคับวีลแชร์,ผู้ป่วยอัมพาต,นวัตกรรมทางการแพทย์

ศิิริราช,แว่นตาเซ็นเซอร์,กรอกตาบังคับวีลแชร์,ผู้ป่วยอัมพาต,นวัตกรรมทางการแพทย์

การศึกษา-สาธารณสุข  :  13 มิ.ย. 2559

ศิริราชเตรียมทำ“แว่นตาเซ็นเซอร์”บังคับวีลแชร์ด้วยการกรอกตา

“ศิริราช”รุกแผนใช้นวัตกรรมทางการแพทย์ เตรียมสร้าง“แว่นตาเซ็นเซอร์”ช่วยผู้ป่่วยอัมพาต ใช้การกรอกตาบังคับรถวีลแชร์เคลื่อนที่ ไม่ต้องใช้แขนขา-คนช่วยเข็น

เมื่อวันที่13 มิถุนายนที่อาคารศรีสวรินทิรา โรงพยาบาลศิริราชศ.คลินิก เกียรติคุณนพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(รมว.สธ.) เป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการประจำปี2559Siriraj International Conference in Medicine and Public Health (SICMPH) 2016ในหัวข้อ“Innovation in Health” เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในวโรกาสที่ทรงมีพระชนมพรรษาครบ84พรรษาซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-15 มิถุนายน โดยมีนพ.โสภณ เมฆธนปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) และ ศ.นพ.ประสิทธิ์วัฒนาภาคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมเปิดงาน

ศ.นพ.ประสิทธิ์ กล่าวว่า การประชุมนี้จะพูดถึงเทคโนโลยีทางการแพทย์ในปัจจุบัน และจะนำไปสู่ทิศทางในอนาคตอย่างไร แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ 1.การแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) เป็นการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลร่วมกับเทคโนโลยีชีวโมเลกุล ทำให้สามารถนำ“อภิมหาข้อมูล”หรือ“Big Data”มาใช้ประโยชน์ในการวินิจฉัยโรค เลือกวิธีการรักษา และทำนายผลการรักษาได้แม่นยำขึ้นซึ่งปัจจุบันศิริราชมีการดำเนินการลักษณะนี้ เรียกว่า ศูนย์ตรวจสารพันธุกรรม เพื่อตรวจหาคนไข้รายบุคคลว่า มีความไวของยารักษาโรคในแต่ละกลุ่มโรคอย่างไรบ้างเรียกว่าเป็นการักษาเฉพาะบุคคลนั่นเอง

2.การแพทย์ทางไกล (Telemedicine) เทคโนโลยีการสื่อสาร ช่วยเพิ่มศักยภาพการดูแลรักษาได้ในหลายบริบทที่มีข้อจำกัดและเพิ่มความเท่าเทียมให้ผู้ป่วยทุกระดับ ยกตัวอย่าง หุ่นยนต์ผ่าตัดทางไกล ใช้ระบบเทคโนโลยีดาวเทียมในการส่งผ่านข้อมูล สามารถดำเนินการได้แม้อยู่ห่างคนละทวีป ซึ่งศิริราชฯ มีหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดด้วยเช่นกันนอกจากนี้ ศิริราชฯยังอยู่ระหว่างหารือกับหน่วยงานต่างๆในการบูรณาการระบบการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉิน และการส่งต่อข้อมูลจากจุดเกิดเหตุไปยังสถานพยาบาลในเครือข่ายสถานพยาบาล เพื่อการให้คำปรึกษาเบื้องต้น และการเตรียมการดูแลผู้ป่วยที่ได้รับการส่งต่อให้เหมาะสมทันท่วงที

และ3.การแพทย์แห่งอนาคต (Future medicine) ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบันทำให้การแพทย์แห่งอนาคตไม่ใช่เรื่องนวนิยายวิทยาศาสตร์อีกต่อไป โดยศิริราชได้ร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมศึกษาเทคโนโลยีการแพทย์ใหม่ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน อาทิ แว่นตาติดsensorที่ช่วยให้ผู้ป่วยอัมพาต สามารถบังคับรถเข็นwheel chairให้เคลื่อนที่ไปไหน ๆ ได้ตามทิศทางที่ตนเองต้องการ โดยไม่ต้องใช้แขนขาหรือคนช่วยเข็นรถ แต่ใช้เพียงการกรอกตาเท่านั้น รวมทั้งแนวคิดการสร้าง“บ้านเมืองอัจฉริยะ” (smart home / smart city) ช่วยให้ผู้สูงอายุ หรือผู้พิการ สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ตามลำพังอย่างมีศักดิ์ศรี”ศ.นพ.ประสิทธิ์ กล่าว

“ส่วนการนำโดรน(Drone) หรืออากาศยานไร้คนขับมาใช้ทางการแพทย์นั้น โดรน ถือเป็นเทคโนโลยีอย่างหนึ่งที่สามารถนำมาใช้ทางการแพทย์ได้ อาทิ การออกไปฉายภาพผู้ป่วย เพื่อวินิจฉัยผู้ป่วยเบื้องต้น ซึ่งจะทำให้เมื่อผู้ป่วยมาถึงจะสามารถรักษาได้อย่างรวดเร็ว หรือกรณีเมื่อใช้โดรนถ่ายภาพ ช่วยให้แพทย์ที่อยู่ในอาคารก็สามารถให้คำแนะนำกับบุคลากรที่ลงพื้นที่ไปช่วยในเบื้องต้นก่อนได้ แต่ปัจจุบันยังมีกฎหมายเกี่ยวกับการใช้โดรน เพราะจะเป็นการละเมิดสิทธิผู้ป่วยได้”ศ.นพ.ประสิทธิ์กล่าว


23ปีคนไทยสูบบุหรี่ลด7ล้านคนสวนทางประชากรเพิ่มขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/229746

รณรงค์ไม่สูบบุหรี่,สิงห์อมควัน,นักสูบหน้าใหม่,ศ.นพ.ประกิต

รณรงค์ไม่สูบบุหรี่,สิงห์อมควัน,นักสูบหน้าใหม่,ศ.นพ.ประกิต

การศึกษา-สาธารณสุข  :  13 มิ.ย. 2559

23ปีคนไทยสูบบุหรี่ลด7ล้านคนสวนทางประชากรเพิ่มขึ้น

“หมอประกิต”ชี้รณรงค์ไม่สูบบุหรี่ 23 ปีได้ผล คนสูบลด7ล้านคนสวนตัวเลขประชากรเพิ่มขึ้น ลั่นไม่ทำอะไรตัวเลขสิงห์อมควันทยานกว่านี้แน่

       ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า สถานการณ์การสูบบุหรี่ของคนไทยย้อนหลัง 23 ปีที่ผ่านมา ผลการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ถือว่าแนวโน้มดีขึ้น โดยเมื่อปี 2534 คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป มีจำนวน 38.5 ล้านคน ในจำนวนนี้ มีคนสูบบุหรี่ 12.3 ล้านคน ขณะที่ผลสำรวจล่าสุด ปี 2558 คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป มีจำนวนเพิ่มเป็น 56.1ล้านคน แต่มีคนสูบบุหรี่ 10.9 ล้านคน นั่นคือ จำนวนคนไทยที่สูบบุหรี่ลดลง สวนทางกับจำนวนประชากรที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 17.6 ล้านคนในระหว่างปี2534 – 2558ขณะที่จำนวนคนที่สูบบุหรี่ไม่เพียงแต่ไม่ได้เพิ่มขึ้นแต่กลับลดลงเหลือ 10.9 ล้านคน นั่นคือลดลงจาก 12.3 ล้านคน ในปี 2534 ลดไป 1.4 ล้านคน

“หากตลอด 23 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยไม่มีการรณรงค์ควบคุมยาสูบ จำนวนประชากรวัยสูบบุหรี่ที่เพิ่มที่ขึ้นอีก 17.6 ล้านคน จะทำให้มีจำนวนคนไทยที่สูบบุหรี่เพิ่มจาก 12.3 เป็น 17.9 ล้านคน ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบจำนวนคนสูบบุหรี่ในปี 2558 ซึ่งมีเท่ากับ 10.9 ล้านคน จะพบว่าคนไทยที่สูบบุหรี่ลดลง 7 ล้านคน ซึ่งนี้คือความสำเร็จของการทำงานรณรงค์ควบคุมยาสูบของไทย”ศ.นพ.ประกิต กล่าว

ด้านดร.ทพ.ญ.ศิริวรรณ พิทยรังสฤษฏ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ยอดการจำหน่ายบุหรี่ซองเฉลี่ยระหว่างปี2534-2536ก่อนการใช้นโยบายขึ้นภาษี และพ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ เท่ากับ 2,020 ซองต่อปี และหลังจากมีมาตรการควบคุมยาสูบต่าง ๆ  ระหว่างปี2537-2558เฉลี่ยยอดจำหน่ายบุหรี่ซองต่อปีเท่ากับ 2,015 ซอง กล่าวได้ว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงของปริมาณบุหรี่ซองที่บริโภคต่อปีช่วงก่อนและหลังการรณรงค์ไม่สูบบุหรี่ แต่หากคำนวณแนวโน้มปริมาณการสูบบุหรี่ซองต่อหัวประชากรต่อปีตามมาตรฐานสากล โดยคำนวณจาก จำนวนซองบุหรี่ที่ขายได้ หารด้วยจำนวนประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป จะได้ปริมาณการสูบบุหรี่ ต่อหัวประชากรต่อปี ในปี 2534 เท่ากับ 50.44 ซอง และปี 2558 ปริมาณการสูบบุหรี่ อยู่ที่ 39 ซองต่อหัวประชากรต่อปี ซึ่งแสดงถึงว่า ความพยายามควบคุมยาสูบที่ผ่านมา ส่งผลให้ทั้งจำนวนผู้สูบบุหรี่และจำนวนบุหรี่ที่สูบต่อหัวประชากรต่อปีลดลง


เทคโนฯสยามจัดสัมมนาพัฒนาการเมืองไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/229658

วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม,สัมมนา

วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม,สัมมนา

การศึกษา-สาธารณสุข  :  12 มิ.ย. 2559

เทคโนฯสยามจัดสัมมนาพัฒนาการเมืองไทย

เทคโนฯสยามจัดสัมมนาพัฒนาการเมืองไทย   “อนาคตการศึกษากับการพัฒนาการเมืองการปกครองไทย”

          อาจารย์พรพิสุทธิ์ มงคลวนิช อธิการบดีวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม พร้อม ดร.อภิชาติ ดำดี นักวิชาการอิสระ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการส่งเสริมความรู้สู่ชุมชน ร่วมกันเปิดโครงการสัมมนาทางรัฐประศาสนศาสตร์ เรื่องอนาคตการศึกษากับการพัฒนาการเมืองการปกครองไทย ณ หอประชุมใหญ่ ชั้น 4 อาคารเฉลิมพระเกียรติฯ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม โดยมีคณาจารย์ เจ้าหน้าที่ นักศึกษา และประชาชนผู้ให้ความสนใจเข้าร่วมสัมมนา กว่า 500 คน

อาจารย์พรพิสุทธิ์ กล่าวว่า การสัมมนาเรื่องอนาคตการศึกษากับการพัฒนาการเมืองการปกครองไทย มีความสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันของประเทศไทย เนื่องจากรากฐานทางด้านการเมืองการปกครองและระบอบประชาธิปไตย มาจากการศึกษา ถ้าสร้างความเข้าใจอย่างถูกต้องและปลูกฝังกันตั้งแต่เป็นเยาวชน จนถึงระดับมหาวิทยาลัยก็จะสามารถสร้างฐานระบบการเมืองการปกครองให้มั่นคง เพราะในอดีตจนถึงปัจจุบันนั้นนักศึกษาได้เข้ามาเป็นองค์กรหนึ่งที่มีส่วนร่วมกับการเมืองการปกครองของประเทศไทยเป็นอย่างมากมาโดยตลอด

“ดังนั้นในฐานะที่วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม เป็นสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศไทย จะต้องทำการปลูกฝังเยาวชนและนักศึกษาเหล่านี้ให้เข้าใจถึงแก่นแท้ของระบบการเมืองการปกครองเพื่อความรู้จริงอย่างเที่ยงแท้ไม่เอนเอียงไปตามกระแส อบรมให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอนาคตการศึกษาของไทยเรื่องการเมือง สร้างความตระหนักในความสำคัญของผลกระทบทั้งด้านบวกและด้านลบ และนำความรู้ที่ได้จากการศึกษามาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันพัฒนาตนเอง สังคม และประเทศชาติได้อย่างยั่งยืน เพื่ออนาคตของประเทศไทยที่จะพัฒนาไปไกลทัดเทียมนานาอารยะประเทศ” อาจารย์พรพิสุทธิ์ กล่าว


คุรุสภาสั่งพักใบอนุญาตฯครูสวนกุหลาบโพสต์คลิปมีเซ็กส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/229599

คุรุสภา,ครูสวนกุหลาบ,คลิปตุ๋ยเด็ก,พักใบอนุญาต

การศึกษา-สาธารณสุข  :  11 มิ.ย. 2559

คุรุสภาสั่งพักใบอนุญาตฯครูสวนกุหลาบโพสต์คลิปมีเซ็กส์

คุรุสภา เตรียมแจ้งสั่งพักใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ “สาโรจน์” ครูร.ร.สวนกุหลาบฯในสัปดาห์หน้า “ชัยยศ” ชี้เป็นเคสแรกประเดิมข้อบังคับคุรุสภาใหม่

       จากกรณีที่นายสาโรจน์ มีไผ่ ครูโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ยอมรับสารภาพว่าโพสต์คลิปมีเพศสัมพันธ์ในทวิตเตอร์จริง เบื้องต้นว่าที่ ร.ต.อานนท์ สุขภาคกิจ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.)1 กรุงเทพมหานคร ได้ตั้งกรรมการสืบข้อเท็จจริง หากผลการสืบฯสรุปว่ามีความผิดจริง ก็ต้องมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงต่อไป ซึ่งกรณีนี้โทษถึงขั้นปลดออกจากราชการนั้น

ล่าสุด เมื่อวันที่ 11 มิ.ย.ดร.ชัยยศ อิ่มสุวรรณ์ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า ในสัปดาห์หน้าตนจะเสนอให้กรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (กมว.)พักใบอนุญาตฯ ของนายสาโรจน์ รวมทั้งตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง หากพบว่าได้กระทำความผิดจริง ก็จะเสนอเพิกถอนใบอนุญาตฯ ต่อไป ซึ่งในการประชุมคณะกรรมการคุรุสภา ที่มีพล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นประธาน เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้มีมติเห็นชอบ ตามที่คุรุสภาเสนอข้อบังคับ คุรุสภาว่าด้วยการ พิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ ซึ่งจะให้อำนาจเลขาธิการคุรุสภา เสนอกมว. ตั้งคณะกรรมการสืบสวน หรือสอบสวน ทันที และให้พิจารณาวินิจฉัยสั่งพักใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูไว้ก่อน โดยไม่ต้องรอผลการสืบสวนหรือสอบสวนได้ ในกรณีที่เกิดเหตุปรากฏตามสื่อมวลชน หรือสังคมออนไลน์ ว่าผู้รับใบอนุญาตฯ มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติด หรือค้าประเวณี มีพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการล่วงละเมิดทางเพศต่อนักเรียนหรือนักศึกษา ไม่ว่าจะอยู่ในความดูแลรับผิดชอบของตนหรือไม่ และกรณีที่ผู้รับใบอนุญาตฯ ถูกฟ้องคดีอาญาในความผิดที่เกี่ยวกับทรัพย์หรือทุจริตต่อหน้าที่

“คุรุสภา เสนอร่างระเบียบดังกล่าว ให้บอร์ดคุรุสภาพิจารณา เพื่อแก้ปัญหาเรื่องของจรรยาบรรณวิชาชีพครู ซึ่งที่ผ่านมา เวลามีเรื่องร้องเรียนเข้ามา ขั้นตอนในการพิจารณาโทษ จากคุรุสภา ค่อนข้างล่าช้า ทำให้ตั้งแต่พ.ศ.2546 จนถึงปัจจุบัน มีผู้ที่กระทำความผิดทางวินัย ได้รับการลงโทษเพิกถอนใบอนุญาตฯ เพียง 200 กว่ารายเท่านั้น ทั้งที่ มีเรื่องร้องเรียนเข้ามาจำนวนมาก ซึ่งต่อไปหากพบมีปัญหาเช่นนี้เกิดขึ้นอีก ไม่ว่าจะเป็นทางโซเชียล หรือข่าวที่ปรากฏตามสื่อมวลชน เลขาธิการคุรุสภา มีอำนาจในการสั่งพักใบอนุญาตฯ ทันทีโดยไม่ต้องรอผลการสอบสวนฯ ซึ่งกรณีของนายสาโรจน์ ถือเป็นรายแรก โดยหลังจากที่มีคำสั่งพักใบอนุญาตฯ นายสาโรจน์ แล้ว คุรุสภาจะมีหนังสือ แจ้งไปยังผู้อำนวยการโรงเรียนสวนกุหลาบฯ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในฐานะต้นสังกัด รวมถึงตัวนายสาโรจน์ ให้รับทราบต่อไป อย่างไรก็ตาม การดำเนินการเรื่องนี้ ถือเป็นอำนาจของทางคุรุสภา ที่จะควบคุมเรื่องจรรยาบรรณ ส่วนการดำเนินการทางวินัยข้าราชการนั้น ทางต้นสังกัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องดำเนินการต่อไป ”ดร.ชัยยศ กล่าว

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาคุรุสภา ให้ความสำคัญกับเรื่องจรรยาบรรณวิชาชีพ มาตลอด แต่กระบวนการสอบสวนอาจจะมีความล่าช้า ดังนั้น ต่อไปอยากให้สังคม เข้ามาช่วยตรวจสอบ เพราะวิชาชีพครู ต้องการครูมีวินัยในตนเอง พัฒนาตนเองด้านวิชาชีพ บุคลิกและวิสัยทัศน์ มีพฤติกรรมที่พึงประสงค์ เป็นแบบอย่างที่ดี ให้สังคม ฯลฯ ซึ่งหากขาดข้อใดข้อหนึ่งก็ถือว่ามีความผิด


รอบ3ปี อัตราฆ่าตัวตายคนเหนือสูงกว่าภาคอื่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/229594

กรมสุขภาพจิต,ฆ่าตัวตาย,คนเหนือ

การศึกษา-สาธารณสุข  :  11 มิ.ย. 2559

รอบ3ปี อัตราฆ่าตัวตายคนเหนือสูงกว่าภาคอื่น

กรมสุขภาพเผยรอบ 3 ปี คนเหนืออัตราฆ่าตัวตายสูงกว่าภาคอื่น ชี้ฆ่าตัวตายปัญหาคุกคามทั่วโลก ย้ำรักษา-ป้องกันได้ เน้นสรา้งความสัมพันธ์ที่ดีคนใกล้ชิด

นพ.ประภาส อุครานันท์ ผอ.รพ.จิตเวชขอนแก่นราชนครินทร์ นำเสนอปัญหาการฆ่าตัวตายในสังคมไทย เพื่อสร้างความตระหนักถึงความรุนแรงและผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการฆ่าตัวตาย รวมถึงแนวทางการป้องกัน ภายในการประชุมวิชาการสุขภาพจิตนานาชาติ ครั้งที่ 15 และประชุมวิชาการสุขภาพจิตและจิตเวชเด็ก ครั้งที่ 13 จัดโดย กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข เมื่อเร็วๆนี้ว่า มีการคาดการณ์จากหลายฝ่ายทั่วโลก ว่า ในช่วง 20-30 ปีนี้ โรคมะเร็ง หรือโรคติดต่อร้ายแรงที่เป็นสาเหตุทำให้มีการเสียชีวิตสูงจะลดความรุนแรงลง เนื่องจากความรู้ทางการแพทย์และเทคโนโลยีที่เจริญก้าวหน้า แต่ปัญหาสุขภาพจิตและการทำร้ายตัวเองจะทวีความรุนแรงมากขึ้นตามปัญหาสังคมที่มีความซับซ้อน สำหรับประเทศไทย การคาดการณ์ดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นได้ เพราะผู้คนในสังคมไทยยังไม่ให้ความสำคัญในการรักษาสุขภาพจิตมากเท่ากับการรักษาสุขภาพกาย

ผอ.รพ.จิตเวชขอนแก่นราชนครินทร์ กล่าวอีกว่า ในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี พ.ศ.2556-2558 จังหวัดในภาคเหนือ ยังคงมีอัตราการฆ่าตัวตายสูงกว่าภาคอื่น ทั้งนี้ ในปี 2558 พบว่า ช่วงอายุ 30-54 ปี มีการฆ่าตัวตายมากกว่าช่วงอายุอื่น โดยเฉพาะ ช่วงอายุ 35-39 ปี มีการฆ่าตัวตายสูงสุด เพศชายยังคงฆ่าตัวตายสำเร็จมากกว่าเพศหญิง ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงสำคัญนำไปสู่การฆ่าตัวตายมีอยู่ด้วยกันหลายปัจจัยที่ควรร่วมมือกันเฝ้าระวังและป้องกันอย่างจริงจัง ได้แก่ ปัญหาความสัมพันธ์ เช่น การน้อยใจ ถูกดุด่า โดนตำหนิ ทะเลาะกับคนใกล้ชิด หุนหันพลันแล่น ถูกนอกใจ อกหักรักคุด รวมไปถึง มีปัญหาติดสุรา ยาเสพติด ทรมานจากโรคเรื้อรัง เป็นโรคจิต โรคซึมเศร้าอยู่เดิม เคยทำร้ายตัวเองมาก่อน ตลอดจนมีปัญหาเศรษฐกิจ ยากจน ขัดสน เงินไม่พอใช้ เสียทรัพย์จากการพนัน เป็นต้น

“ขอย้ำว่าการฆ่าตัวตาย สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัยซึ่งอยากให้มองว่าการฆ่าตัวตาย เป็นเหมือนโรคๆ หนึ่ง ที่รักษาได้ และ ป้องกันได้ ด้วยความร่วมมือจากทุกคน ซึ่งองค์การอนามัยโลกก็ได้กำหนดมาตรการป้องกันการฆ่าตัวตายให้ประเทศทั่วโลกได้ยึดถือปฏิบัติ กำหนดเป้าหมายร่วมกันที่จะลดอัตราการฆ่าตัวตายในแต่ละประเทศ ให้ลดลงจากเดิม10%ภายในปี พ.ศ. 2563 ซึ่งประเทศไทย โดยกระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญ คือ อัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จ ไม่เกิน 6.5 ต่อแสนประชากร”นพ.ประภาสกล่าว

ด้านนพ.ปทานนท์ ขวัญสนิท จิตแพทย์ สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา กล่าวว่า ไม่ใช่เพียงประเทศไทยเท่านั้นที่กำลังถูกภัยร้ายนี้คุกคาม แต่ทั่วโลกเองก็กำลังเผชิญกับปัญหานี้เช่นเดียวกัน เพราะการมองข้ามความสำคัญของการดูแลสุขภาพจิต ที่เห็นได้จากงบลงทุนในการดูแลสุขภาพจิตทั่วโลก มีเพียงร้อยละ 2.8 และในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้รับเพียงร้อยละ 0.44 อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบกับหลายประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว อัตราการฆ่าตัวตายของไทยยังจัดอยู่ในระดับปานกลาง ทั้งนี้ การแก้ปัญหาการฆ่าตัวตายที่สำคัญ คือ ต้องขับเคลื่อนด้วยผู้กำหนดนโยบายอย่างจริงจังพร้อมมีข้อมูลหลักฐานวิชาการที่น่าเชื่อถือ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาขับเคลื่อนไปได้

กลวิธีสำคัญในการดำเนินงานเพื่อป้องกันการฆ่าตัวตายในแต่ละประเทศ ได้แก่ การมีวิสัยทัศน์ แผนงาน กลยุทธ์ ที่ชัดเจน การสร้างความร่วมมือกับเครือข่ายและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง บูรณาการแก้ไขปัญหาใน ทุกรูปแบบ มีการประเมินอย่างเป็นระบบ คำนึงถึงการดูแลสุขภาพจิตและโรคทางจิตเวชที่เกี่ยวข้อง ลดการเข้าถึงอาวุธ สารเคมี และแอลกอฮอล์ ตลอดจน ความร่วมมือที่ดีจากสื่อมวลชนในการนำเสนอปัญหาการฆ่าตัวตายที่มีความถูกต้องเหมาะสมเพื่อให้ความรู้ สร้างความตระหนัก ลดและป้องกันปัญหาการฆ่าตัวตาย

พ.ต.ท.หญิง พญ.อัญชุลี ธีระวงศ์ไพศาล จิตแพทย์ประจำกลุ่มงานจิตเวชและยาเสพติด รพ.ตำรวจและอดีตรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ความจริงแล้ว อัตราการฆ่าตัวตายของข้าราชการตำรวจไม่ได้สูงกว่าอาชีพอื่นเลย แต่ด้วยอัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จที่สูงกว่าคนทั่วไปถึง2-3เท่า ทำให้ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายสูงกว่าอาชีพอื่น เนื่องจากมีอาวุธปืนในครอบครองนั่นเอง การที่มีอัตราการปลิดชีพตัวเองสูงมีสาเหตุจากลักษณะงานที่มีความเสี่ยงสูง ภาระงานมาก มีปัญหาด้านการเงิน ภาระหนี้สิน ส่งผลให้เกิดความเครียด รวมทั้ง ยังพบว่าบางรายมีอาการทางจิตและโรคซึมเศร้า ยิ่งกว่านั้น สังคมภายนอกยังมองตำรวจในแง่ลบมากขึ้น สิ่งเหล่านี้ คือ ชนวนที่นำไปสู่ปัญหาการฆ่าตัวตาย

สำหรับมาตรการป้องกันในหน่วยงาน คือ การให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันการฆ่าตัวตายและโรคทางจิตเวชต่างๆ การสังเกต เฝ้าระวัง เพื่อนร่วมงานที่มีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย เพื่อนำไปสู่การช่วยเหลือต่อไป ส่วนคนที่เคยมีอาการแล้วดีขึ้น จะมีการป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำอีก อย่างไรก็ตาม ปัญหาการฆ่าตัวตาย สามารถป้องกันได้ ทั้งจากคนใกล้ชิดและเพื่อนร่วมงาน โดยพบว่า การให้กำลังใจ ทำให้เกิดความภาคภูมิใจและเห็นคุณค่าในตัวเองของเจ้าหน้าที่ตำรวจจะช่วยลดอัตราการฆ่าตัวตายลงได้


‘ไม่สนองนโยบาย-ถูกร้องเรียน’เหตุสั่งปลดอธิการบดีมสธ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/229527

มสธ.

การศึกษา-สาธารณสุข  :  10 มิ.ย. 2559

‘ไม่สนองนโยบาย-ถูกร้องเรียน’เหตุสั่งปลดอธิการบดีมสธ.

‘สมจินต์’รักษาการ อธิการบดี มสธ. แจงเหตุสภามหาวิทยาลัยสั่งปลด ‘ชัยเลิศ’ พ้นอธิการบดี ไม่สนองนโยบายสภาฯ- ถูกร้องเรียนจากบุคลากร ชี้ฟ้องศาลปกครองเป็นสิทธิ์

           10มิ.ย.2559 รศ.ดร.สมจินต์  สันถวรักษ์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ   สภามหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ. ) ในฐานะรักษาการอธิการบดี  เปิดเผยว่าตามที่สภา มสธ. ซึ่งมีรศ.ดร.องค์การ อินทรัมพรรย์ เป็นนายกสภามสธ. ได้มีมติถอดถอน รศ.ดร.นพ.ชัยเลิศ พิชิตพรชัย ออกจากตำแหน่งอธิการบดี มสธ. เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. ที่ผ่านมา และได้แต่งตั้งตนเป็นรักษาการอธิการบดีตั้งแต่วันที่  10 มิ.ย. นั้น สำหรับสาเหตุที่สภามหาวิทยาลัยต้องถอดถอน รศ.ดร.นพ.ชัยเลิศ  พ้นจากตำแหน่งอธิการบดี มสธ. เนื่องจากมีปัญหาในการทำงาน และตั้งแต่เดือนพ.ย. 2558 บุคลากรของมสธ. ร้องเรียนมายังสภาฯ ว่า รศ.ดร.นพ.ชัยเลิศ  ไม่สามารถปฏิบัติราชการได้เต็มเวลา  ขณะที่สภาฯ ก็เห็นว่ารศ.ดร.นพ.ชัยเลิศ  ไม่สามารถแก้ปัญหาต่าง ๆของมหาวิทยาลัยได้ตามที่เคยประกาศไว้ เช่น จำนวนนักศึกษาที่มาเรียน มสธ. ลดลงทุกปีๆละ 10,000 คน

รศ.ดร.สมจินต์  กล่าวต่อไปว่า แต่สำคัญที่สุด รศ.ดร.นพ.ชัยเลิศ ไม่สามารถทำงานร่วมกับสภาฯได้และยังไม่ทำตามมติสภาฯหลายเรื่อง ทั้งที่สภาฯมีอำนาจสูงสุด ล่าสุดสภาฯยังไม่ได้มีมติให้มีการสรรหานายยสภาฯและกรรมการสภาฯ ที่กำลังจะหมดวาระปลายปี 255แต่ รศ.ดร.นพ.ชัยเลิศ  กลับไปหาตัวกรรมการสรรหามาแล้ว และจะให้สภาฯ เห็นชอบตามที่เสนอ ซึ่งไม่ถูกต้อง นอกจากนี้ในการปฎิบัติงานหลายเรื่องรศ.ดร.นพ.ชัยเลิศ ก็ไม่ได้แจ้งหรือขออนุมัติจากสภาฯ เช่น การไปดูงานต่างประเทศ หรือไปเรียนหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) เป็นต้น  ทั้งที่ตามระเบียบของมหาวิทยาลัยกำหนดไว้ว่าการที่อธิการบดี ซึ่งไม่ได้เป็นข้าราชการนั้นถ้าจะปฎิบัติงานอะไร จะต้องแจ้งและขออนุมัติต่อสภาฯก่อน  ซึ่ง รศ.ดร.นพ.ชัยเลิศ เป็นพนักงานของมหาวิทยาลัยมหิดล (มม.)  และมสธ. ของยืมตัวมาช่วยทำงาน

“รศ.ดร.นพ.ชัยเลิศ ไม่ได้เพิ่งมามีปัญหาในการทำงาน แต่มีมานานแล้ว  เพราะมีบุคลากรของ มสธ. ร้องเรียนการปฎิบัติหน้าที่ของอธิการบดี  ซึ่งทางสภาฯก็ได้ตั้งคณะกรรมการรวบรวมข้อเท็จจริง และคณะกรรมการสอบหาข้อเท็จจริง  โดยคณะกรรมการสอบหาข้อเท็จจริง ได้เชิญรศ.ดร.นพ.ชัยเลิศ มาให้ข้อมูล แต่ไม่มา แจ้งว่าติดภารกิจ  ส่วนกรณีการไปเรียน วปอ.นั้นสภาฯ เห็นว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่ก็ไม่มาขออนุมัติสภา ฯกลับไปขออนุมัติจากเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา(กกอ.) แทน ซึ่งเป็นการขออนุมัติที่ผิดหน่วยงาน อย่างไรก็ตาม มติการถอนถอน ถือว่าเป็นที่สิ้นสุดแล้ว  หากรศ.ดร.นพ.ชัยเลิศจะไปฟ้องศาลปกครองก็ถือว่าเป็นสิทธิ์ที่จะดำเนินการได้”   รศ.ดร. สมจินต์ กล่าว