เครื่องสำอางจาก“ถ่านไผ่”! อภ.ทำ”โคลนพอกหน้า”สู้โคลนทะเลเดตซี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/230133

อภ.,ถ่านไผ่,โคลนพอกหน้าถ่าน,ผาปัง,Activated Charcoal

อภ.,ถ่านไผ่,โคลนพอกหน้าถ่าน,ผาปัง,Activated Charcoal

อภ.,ถ่านไผ่,โคลนพอกหน้าถ่าน,ผาปัง,Activated Charcoal

การศึกษา-สาธารณสุข  :  16 มิ.ย. 2559

เครื่องสำอางจาก“ถ่านไผ่”! อภ.ทำ”โคลนพอกหน้า”สู้โคลนทะเลเดตซี

อภ.ผลิตเครื่องสำอางจาก “ถ่านไผ่” เผย“แอคทิเวตเตด ชาโคล”ดูดซับสารพิษได้ดี เล็งทำ “โคลนพอกหน้า”ตัวแรก แข่งโคลนจากทะเลเดตซี ลงนามร่วมชุมชนผาปังป้อนวัตถุดิบคุณภาพ

เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. ที่องค์การเภสัชกรรม  นพ.นพพร ชื่นกลิ่น ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม (อภ.) และนายวิรัตน์ ศรีคง ประธานเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนผาปัง จ.ลำปาง ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการด้านการผลิตถ่านกัมมันต์ (Activated Charcoal) เพื่อนำมาวิจัยและพัฒนาเป็นยา เวชสำอาง และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ โดยมี พล.อ.ศุภกร สงวนชาติศรไกร ประธานกรรมการองค์การเภสัชกรรม (บอร์ด อภ.) เป็นพยาน

พล.อ.ศุภกร กล่าวว่า การพัฒนาระบบเศรษฐกิจไทยต้องสร้างความเข้มแข็งให้แก่ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะประชาชนและชุมชนที่ถือเป็นฐานรากสำคัญ  หากมีความแข็งแรง มีรายได้ และพึ่งพาตนเองได้ เศรษฐกิจของประเทศก็จะเข้มแข็งตามไปด้วย อภ.จึงพร้อมสนับสนุนส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ของวิสาหกิจชุมชนพึ่งตนเองผาปัง อ.แม่พริก จ.ลำปาง ซึ่งสามารถนำทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่มาแปรรูปเพิ่มมูลค่าได้ โดยได้ลงนามความร่วมมือทางวิชาการด้านการผลิตถ่านกัมมันต์ ถือเป็นความร่วมมือระหว่างรัฐ และประชาชน ในการพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ ก่อให้เกิดการพัฒนาให้พึ่งตนเองได้อย่างยั่งยืน เป็นแนวทางตัวอย่างของประชารัฐให้แก่ชุมชนและภาครัฐอื่นๆ

นพ.นพพร กล่าวว่า วิสาหกิจชุมชนพึ่งตนเองผาปัง มีการแปรรูปถ่านไม้ไผ่มาเป็น ถ่านกัมมันต์หรือแอคทิเวตเตด ชาโคล (Activated Charcoal) ซึ่งมีคุณสมบัติที่หลากหลาย โดยเฉพาะสรรพคุณทางยาในการดูดซับสารพิษ มีการใช้อย่างแพร่หลายทางการแพทย์ ทั้งโรงพยาบาลรัฐและเอกชน เนื่องจากถ่านมีรูพรุนจำนวนมาก ทำให้มีคุณสมบัติดูดซับสารต่างๆ ที่อยู่ในรูปของของเหลวและก๊าซได้ดี จึงมีการนำแอคทิเวตเตด ชาโคล มาประยุกต์ใช้ในเครื่องสำอาง เพื่อทำหน้าที่ดูดซับสารเคมีตกค้างและความมันบนผิวหนัง ช่วยให้ผิวสะอาด ซึ่งอภ.เป็นหน่วยงานด้านการวิจัย พัฒนา และผลิตผลิตภัณฑ์สุขภาพ จึงร่วมมือกับวิสาหกิจชุมชนผาปัง เพื่อวิจัยและพัฒนาวัตถุดิบแอคทิเวตเตด ชาโคล ให้มีคุณภาพ สามารถนำมาใช้ผลิตเป็นยา เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์สุขภาพต่างๆ  ลดการนำเข้าจากต่างประเทศ และสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน

“ที่ผ่านมาจะพบว่ามีการโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีวัตถุดิบมาจากแอคทิเวตเตด ชาโคล มากขึ้น ทั้งยาสีฟัน แปรงสีฟีนและโฟมล้างหน้า แต่วัตถุดิบแอคทิเวตเตด ชาโคลนั้น เป็นการนำเข้ามาจากต่างประเทศ การร่วมมือในครั้งนี้ก็เพื่อพัฒนาให้แอคทิวเตเตด ชาโคล ของวิสาหกิจชุมชนผาปังมีคุณภาพ สามารถกระจายไปยังผู้ผลิตต่างๆ ภายในประเทศได้ เพื่อลดการนำเข้าจากต่างประเทศ สำหรับการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพของ อภ.นั้น จะเริ่มนำร่องในกลุ่มเครื่องสำอางก่อน คือ โคลนพอกหน้า เพื่อแข่งกับผลิตภัณฑ์โคลนทะเลเดตซี จากประเทศอิสราเอล จากนั้นจึงต่อยอดในกลุ่มโฟมล้างหน้า และแชมพู เป็นต้น” นพ.นพพรกล่าว

นายวิรัตน์ กล่าวว่า ชุมชนได้นำ “ไผ่” มาแปรรูปเพิ่มมูลค่าเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ โดยนำมาผลิตสบู่ถ่านไม้ไผ่ ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างผงถ่านไม้ไผ่ กับน้ำผึ้ง โดยแอคทิเวตเตด ชาโคล ได้มาจากถ่านไม้ไผ่ที่เผาด้วยความร้อน 1,000 องศาเซลเซียส เป็นถ่านบริสุทธิ์ มีรูพรุนมากกว่าถ่านทั่วไป 4 เท่า และดูดซับกลิ่นได้มากกว่าถ่านทั่วไป 6 เท่า ด้วยประสิทธิภาพที่สูงขึ้นจึงเหมาะที่จะนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพอื่นๆ ต่อไป ทั้งนี้ ถ่านไผ่ยังใช้กรองกลิ่นและก๊าซอันไม่พึงประสงค์ในหน้ากากกรองสารพิษ ใช้ฟอกอากาศในเครื่องปรับอากาศ ใช้ในไส้กรองอากาศเครื่องยนต์และท่อไอเสียได้ด้วย


สายด่วน’1323’…เลิกพนันบำบัดก่อนป่วยทางจิตเวช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/230093

จิตเวช

การศึกษา-สาธารณสุข > ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  :  16 มิ.ย. 2559

สายด่วน’1323’…เลิกพนันบำบัดก่อนป่วยทางจิตเวช

สายด่วน’1323’…เลิกพนันบำบัดก่อนป่วยทางจิตเวช : พวงชมพู ประเสริฐ

          รู้หรือไม่ “การติดพนัน” จัดเป็นโรคทางจิตเวชชนิดหนึ่ง โดยจะมีช่วงเวลาจากการเริ่มเล่นไปจนถึงขั้นติด นับเป็นเวลาทองที่นักพนันจะต้องฉกฉวยเพื่อเข้าสู่การบำบัดก่อนที่จะก้าวสู่ขั้นป่วย ซึ่งสายด่วนสุขภาพจิต 1323 เป็นช่องทางสำคัญที่จะให้คำปรึกษาและช่วยให้นักเล่นเลิกพนัน แต่หนทางที่ดีที่สุด คือ “ไม่ก้าวไปสู่วังวนของการพนัน”

พญ.พรรณพิมล วิปุลากร รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต อธิบายเกี่ยวกับโรคติดพนันว่า ข้อมูลทางการแพทย์ยืนยันว่า การเล่นพนันมากๆ จะส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในสมอง คล้ายกับคนติดสารเสพติด เรียกว่า การติดพนันบอล ถือเป็นโรคทางจิตเวชอย่างหนึ่ง โดยเป็นกลุ่มโรคที่ไม่มีสารติดชัดเจน แต่เกิดการติดจากการทำซ้ำๆ บ่อยๆ จนกระบวนการทางสมองเกิดการเปลี่ยนแปลง กระทั่งถึงจุดที่สมองมีร่องรอยการเล่นพนัน เมื่อคิดอยากจะเลิกก็เลิกไม่ได้ ซึ่งจากการติดสารเสพติดและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่จะมีสารเข้าไปในร่างกาย ขณะที่การติดพนันไม่มีสารเข้าสู่ร่างกาย

“การติดพนันส่งผลกระทบต่อชีวิตได้ ทั้งชีวิตตัวเอง ครอบครัว เศรษฐกิจ โดยก่อปัญหาต่างๆ ทั้งทักษะในการใช้ชีวิตลดลง การพนันมีส่วนทำให้เด็กมีโอกาสติดเหล้า 5 เท่า ติดยาเสพติด 6 เท่า มีความรุนแรงและการใช้อาวุธอีก 6 เท่า สูบบุหรี่ 3-10 เท่า เป็นหนี้และอาจก่อปัญหาอาชญากรรม และมีภาวะซึมเศร้าและเสี่ยงฆ่าตัวตายสูงขึ้นถึง 4 เท่า ฉะนั้น ไม่ควรเริ่มต้นเข้าสู่การเล่นพนัน” พญ.พรรณพิมล กล่าว

สำหรับการให้บริการสายด่วน 1323 เลิกพนันฟรีตลอด 24 ชั่วโมง จากสถิติพบว่า ในปี 2558 มีสายโทรเข้ามา 310 ครั้ง อายุระหว่าง 22-59 ปี ชายมากกว่าหญิงถึง 3 เท่า แยกเป็นปรึกษาเกี่ยวกับการพนันบอล 44% พนันออนไลน์ 13% ไพ่/ไฮโล 28% หวย/ลอตเตอรี่ 14% และอื่นๆ 1%

พญ.มธุรดา สุวรรณโพธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ กล่าวว่า การรักษาผู้ที่ป่วยเป็นโรคติดพนัน เหมือนกับการรักษาโรคติดสารเสพติดทั่วไป แต่จะมีการประเมินก่อนว่ามีอาการแค่ไหน จำเป็นต้องรักษาด้วยยา หรือเพียงการปรับเปลี่ยนความคิดที่เรียกว่า จิตบำบัด ที่ผ่านมาผู้ที่โทรเข้ามาปรึกษาเพื่อเลิกพนันทางสายด่วน 1323 ราว 80% จะรักษาในรูปแบบจิตบำบัด เพราะคนกลุ่มนี้จะยังไม่ถือว่าป่วยด้วยราคทางจิตเวช แต่จำเป็นต้องรับการบำบัดเพื่อไม่ให้กลายเป็นคนติดพนัน อีกร้อยละ 20 ถือเป็นกลุ่มที่ป่วยติดพนัน ต้องรักษาด้วยยา เนื่องจากมีภาวะเศร้า และอารมณ์หงุดหงิดจากความต้องการเลิกร่วมด้วย

ขั้นตอนการให้คำปรึกษาเลิกพนันผ่านสายด่วน 1323 พญ.มธุรดา บอกว่า มี 10 ขั้นตอน 1.รับฟังปัญหาของผู้รับบริการ และตกลงว่าจะเก็บเป็นความลับ 2.สำรวจปัญหาของผู้รับบริการ 3.คัดกรองการติดพนันด้วยแบบคัดกรอง 4.ประเมินการปรึกษาโดยวิธีการสร้างแรงจูงใจ (Motivation Interviewing : MI) ที่จะประเมินว่าผู้รับบริการอยู่ในระดับใดของการต้องการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมจากที่มี 5 ขั้น คือ ขั้นไม่สนใจปัญหา คิดว่าไม่ได้ติดพนัน ขั้นลังเลใจ ขั้นตัดสินใจ ขั้นลงมือกระทำและขั้นกระทำต่อเนื่อง

5.ถามถึงเหตุผลของผู้รับบริการในการเลิกพนัน เพื่อให้รู้ว่าตระหนักถึงปัญหาจริงๆ หรือไม่ 6.ร่วมกันพิจารณาทางเลือกให้ผู้รับบริการเลิกเล่นพนัน 7.ชื่นชมในความพยายามที่ตั้งใจจะเลิก สนับสนุนแผนและเป้าหมายที่วางไว้ 8.ให้ผู้รับบริการวัดความตั้งใจในการเลิกพนัน โดยให้คะแนนความมั่นใจและความพร้อมของตนเองจาก 0-10 คะแนน 9.ให้ผู้รับบริการสรุปถึงแนวทางที่จะนำไปปฏิบัติอีกครั้ง พร้อมทั้งให้กำลังใจและส่งเสริมในเรื่องของศักยภาพที่เขาต้องทำได้ และ 10.ขออนุญาตผู้รับบริการในการติดตามต่อเนื่องตามระยะเวลาที่กำหนด คือ 1 สัปดาห์ 1 เดือน 3 เดือน 6 เดือน และ 12 เดือน

“ผู้ที่ผ่านการบำบัดแล้ว หากพบว่าตนเองเริ่มรู้สึกเร้าใจจากการพนันเมื่อไหร่ จะต้องบอกให้เขากลับมาหาผู้ให้การรักษาก่อนที่จะกลับไปเล่น เพราะถ้ากลับไปเล่นแล้วโอกาสที่เลิกเล่นค่อนข้างยาก ทางที่ดีอย่าเข้าไปในวงจรของการพนัน” พญ.มธุรดา ย้ำ

ท้ายที่สุด นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมสุขภาพจิต แนะนำว่า ประชาชนควรสังเกตพฤติกรรมของตนเองหรือคนใกล้ชิด หากมีอาการ 1 ใน 3 ข้อนี้ถือว่าเสี่ยงติดพนันบอลต้องรีบเข้ารับการบำบัด รักษา ได้แก่ 1.นอนไม่หลับ หงุดหงิด หรือวิตกกังวล เมื่อพยายามหยุดเล่นพนัน 2.ปิดบังครอบครัวหรือเพื่อน ไม่ให้รู้ว่าเสียพนัน และ 3.ต้องการความช่วยเหลือด้านการเงิน

สำหรับในช่วงมีการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปหรือยูโร 2016 มีการคาดการว่าอาจจะมีการซุ่มเล่นพนันบอลเกิดขึ้นมาก สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ได้ผลิตสื่อรณรงค์ ฮอตไลน์ 1323 สายด่วนสุขภาพจิต เลิกพนัน โทรวันนี้ไม่มีหมดตัว โดยจะเผยแพร่ไปยังสถาบันการศึกษาและสื่อช่องทางต่างๆ เพื่อให้คนไทยโดยเฉพาะวัยรุ่นเข้าใจถึงผลกระทบต่อการพนันและไม่เข้าไปสู่การเป็นนักพนัน

ผู้ที่ต้องการเลิกพนัน สามารถรับคำปรึกษาได้ผ่านสายด่วน 1323 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือที่ http://www.facebook.com/GamblingCounseling1323 จะมีนักจิตวิทยาที่เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาและแนะนำในการเลิก


สั่งห้ามรุ่นพี่อาชีวะเข้ารั้ววิทยาลัยสกัดเหตุวิวาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/230054

ดาว์พงษ์,อาชีวะตีกัน,เด็กตีกัน,เด็กอาชีวะ

การศึกษา-สาธารณสุข  :  15 มิ.ย. 2559

สั่งห้ามรุ่นพี่อาชีวะเข้ารั้ววิทยาลัยสกัดเหตุวิวาท

ศธ.เข้มมาตรการป้องกันก่อเหตุวิวาท หลังตีกันรายวัน ห้ามรุ่นพี่เข้าเขตรั้ววิทยาลัย เด็กมาสาย-ไม่มาเรียนให้โทรติดต่อสอบถามพ่อแม่ จับตาพิเศษรุ่นพี่ที่เรียนไม่จบ

เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังประชุม ศธ. ว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้รายงานให้ที่ประชุมทราบถึงมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาเด็กทะเลาะวิวาท ที่ได้วางแผนร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและวิทยาลัยอาชีวศึกษาของรัฐและเอกชน เนื่องจากมีเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทเกิดขึ้นต่อเนื่องทั้งที่เพิ่งเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2559 ราว 3 สัปดาห์เท่านั้น และวิวาทส่วนใหญ่จะเกิดกับนักศึกษาปีที่ 1 ที่เป็นทั้งผู้ก่อเหตุและผู้ถูกกระทำ

ซึ่งมาตรการที่ สอศ.จะดำเนินการต่อจากนี้คือ การจำแนกเด็กออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มเด็กปกติ,กลุ่มเฝ้าระวัง และกลุ่มเฝ้าระวังพิเศษ โดยการจัดกลุ่มคราวนี้จะต่างจากที่ผ่านมา เพราะวิทยาลัยจะต้องเจาะลึกข้อมูลเด็กเป็นรายบุคคล กรณีกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวัง หรือต้องดูแลเป็นพิเศษ จะต้องเชิญผู้ปกครองมาทำความเข้าใจและส่งชื่อให้กับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ

นอกจากนี้ หากพบว่านักศึกษาคนใดไม่มาเรียน หรือ เข้าเรียนสาย ครูอาจารย์จะต้องโทรศัพท์สอบถามจากผู้ปกครองเพื่อติดตามตัวเด็ก หรือเพื่อให้รู้ว่าเด็กไม่มาเรียนด้วยสาเหตุใด

ขณะเดียวกัน ได้กำหนดมาตรการป้องกันไม่ให้รุ่นพี่เข้ามาในสถานศึกษาอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะรุ่นพี่ที่เรียนไม่จบการศึกษา ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรและตำรวจนครบาลจะเข้าไปประสานพูดคุยกับรุ่นพี่ด้วย ทั้งนี้ เมื่อเกิดเหตุทะเลาะวิวาทผู้บริหารจะต้องเข้าพื้นที่ทันที พร้อมให้วิทยาลัยอาชีวศึกษากลุ่มเสี่ยงเขียนแผนการแก้ปัญหาดังกล่าวให้ รัดกุมมากกว่าเดิมด้วย

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้จะให้นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.)1 ในวิทยาลัยกลุ่มเสี่ยง จำนวน 850 มาฝึกอบรมละลายพฤติกรรมด้วย เพราะเด็กที่ก่อเหตุส่วนใหญ่จะเป็นเด็กชั้นปี 1 ที่เป็นผู้กระทำและถูกกระทำเอง ส่วนอีกแนวทางที่มีการดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2558 คือ ให้เด็กกลุ่มเสี่ยงเข้าโครงการทวิภาคีไปทำงานกับภาคเอกชน เรียนแล้วมีรายได้ เนื่องจากโครงการนี้สามารถลดการก่อเหตุนักศึกษาทะเลาะวิวาทได้อย่างเป็น รูปธรรม ซึ่งกำชับให้ สอศ.ไปหาข้อมูลมาให้ชัดเจน เพื่อขยายผลให้วิทยาลัยอาชีวศึกษากลุ่มเสี่ยงเข้าร่วมโครงการฯดังกล่าวมากขึ้น

ผู้สื่อข่าวถามว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์ทะเลาะวิวาท ศธ.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะพยายามออกมาตรการใหม่ ๆ เพื่อป้องกัน แต่จากนี้จะมีมาตรการขั้นเด็ดขาดมากกว่านี้หรือไม่ พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวว่า ตนเชื่อว่ากฎหมายมีความรุนแรงอยู่แล้ว และเจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินคดีกับเด็กที่ก่อเหตุอย่างจริงจัง ส่วนจะขอความร่วมมือเจ้าหน้าที่ทหารเข้ามาช่วยอีกแรงนั้น ตนเห็นว่ายังไม่ถึงขั้นตอนนั้น

ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) กล่าวว่า ส่วนกรณีความขัดแย้งระหว่างวิทยาลัยเทคนิคดอนเมืองและวิทยาลัยเทคโนโลยี ปทุมธานีนั้น ได้รับรายงานจาก นายณัชธร ทองดินเปรียง ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคดอนเมืองว่า เนื่องจากขณะนี้สถานการณ์ยังไม่มีความปลอดภัยสำหรับนักเรียน นักศึกษา เนื่องจากเหตุการณ์ยังไม่คลี่คลายไปในทางที่ดี จึงได้ประกาศหยุดเรียนเพิ่มอีก 3 วัน ในวันที่ 15-17 มิ.ย.นี้

ทั้งนี้ทราบว่าเหตุผลที่ทำให้วิทยาลัยลัยต้องตัดสินใจปิดเรียนเพิ่ม เพราะมีการโพสต์คลิปท้าทายกันผ่านทางโซเซียล จึงจำเป็นต้องป้องกันไว้ก่อน ซึ่งหลังเกิดเหตุดังกล่าวทาง สอศ.ได้จัดชุดเจ้าหน้าที่ติดตามเนื้อหาในสื่อออนไลน์ว่ามีการท้าทายหรือนัด ก่อเหตุทะเลาะวิวาทระหว่างกันหรือไม่ เพื่อจะได้หาทางสกัดก่อนเกิดเหตุ อย่างไรก็ตามทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เอาจริงเอาจังกับการแก้ปัญหาดังกล่าว โดยนอกจากจะส่งหน่วยคอมมานโดลงคุม 6 เส้นทางเสี่ยง เพื่อแก้ปัญหาการก่อเหตุทะเลาะวาทของนักเรียน นักศึกษาในช่วงเปิดเทอมแล้ว ยังส่งตำรวจนครบาลและตำรวจภูธรลงไปประกบตัวรุ่นพี่ที่เป็นหัวโจกเพื่อทำความ เข้าใจอีกทางหนึ่งด้วย


เช็คสัญญาณก่อนผู้ป่วยติดยาก่อเหตุรุนแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/230046

กรมสุขภาพจิต,ติดยา,ป่วยทางจิต,ติดยาก่อเหตุรุนแรง,รพ.จิตเวชนครพนม

กรมสุขภาพจิต,ติดยา,ป่วยทางจิต,ติดยาก่อเหตุรุนแรง,รพ.จิตเวชนครพนม

การศึกษา-สาธารณสุข  :  15 มิ.ย. 2559

เช็คสัญญาณก่อนผู้ป่วยติดยาก่อเหตุรุนแรง

กรมสุขภาพจิต เผยติดยาเข้ารักษาป่วยจิต เกือบ 4 พันรายต่อปี ย้ำรีบเข้ารักษา แนะแนวทางสังเกตคนติดยาก่อนก่อเหตุรุนแรง พบรีบแจ้งผู้นำชุมชน-จนท.ป้องกัน

       นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า จากรายงานของระบบติดตามและเฝ้าระวังปัญหายาเสพติด รายงานการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ที่มีอาการทางจิต พบว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ 2556-2558 มีผู้เข้ารับการรักษาใน  รพ.สังกัดกรมสุขภาพจิตทั่วประเทศ เกือบ 4 พันรายต่อปี ปี 2556 จำนวน 3,912 ราย  ปี  2557 จำนวน 3,980 ราย และปี 2558 จำนวน 3,800 ราย  ซึ่งการติดสารเสพติดเป็นกระบวนการต่อเนื่องที่เกิดขึ้น ทีละน้อย จากการใช้ยาเป็นครั้งคราวสู่การใช้ถี่ขึ้น จนใช้ทุกวัน วันละหลายครั้ง ซึ่งเมื่อใช้บ่อยๆ อย่างต่อเนื่อง จะนำไปสู่ภาวะสมองติดยา โดยสารในตัวยาจะเข้าไปทำลายสมองส่วนคิด ทำให้การใช้ความคิดที่เป็นเหตุเป็นผลเสียไป สมองส่วนอยาก จึงเข้ามามีอิทธิพลเหนือสมองส่วนคิด โดยเฉพาะช่วงอยากสารเสพติด ทำให้ผู้เสพติดทำอะไรตามใจตามอารมณ์มากกว่าเหตุผล ผู้ที่ใช้สารเสพติดจึงมักแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมออกมา เช่น อารมณ์ก้าวร้าว หงุดหงิด ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ ขาดความยับยั้งชั่งใจ นำไปสู่ความรุนแรงในสังคมที่พบเห็นอยู่บ่อยๆ

หากติดตามผู้ป่วยที่ติดสารเสพติดไปนานๆ จะพบว่า ส่วนใหญ่มักมีอาการทางจิตเวชร่วมด้วย เช่น เป็นโรคจิตหวาดระแวง ประสาทหลอนเรื้อรัง  มีภาวะสมองเสื่อม ขณะเดียวกัน ผู้ป่วยทางจิต ที่อยู่ระหว่างการรักษา แล้วไปกินเหล้า สูบบุหรี่ เสพยาบ้า หรือ กัญชา      ซึ่งเป็นข้อห้ามสำคัญที่ไม่ควรทำในระหว่างการรักษา ที่นอกจากจะทำให้ผลการรักษาไม่ดีแล้ว ยังทำให้การกำเริบของโรคเร็วขึ้น เพราะสารเสพติดเหล่านี้ จะไปมีปฏิกิริยากับยาที่รักษาอยู่ ทำให้ยาหมดฤทธิ์ ไม่เพียงพอในการควบคุมอาการ อาการจึงกำเริบขึ้น นำไปสู่ความรุนแรงในสังคมเช่นเดียวกัน จึงต้องได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมอย่างทันท่วงที การไม่ข้องเกี่ยวกับยาเสพติดทุกชนิด จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด

“ ตามพรบ.สุขภาพจิต พ.ศ.2551 หากพบบุคคลที่มีความผิดปกติทางจิตที่มีภาวะเป็นอันตราย หรือ มีความจำเป็นต้องได้รับการบำบัดรักษา ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองนำส่งบุคคลดังกล่าวไปยังโรงพยาบาลหรือสถานบำบัดรักษาได้ เพื่อผลดีต่อตัวของเขาเอง ขณะเดียวกันก็เป็นการป้องกันความปลอดภัยให้กับสังคมอีกด้วย ส่วนกรณีสะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นที่ จ.บึงกาฬ เบื้องต้น ทีม MCATT รพ.ศรีวิลัย รพ.บึงกาฬ ร่วมกับแกนนำชุมชน ลงพื้นที่เยี่ยมครอบครัวผู้เสียชีวิต พูดคุยและเฝ้าระวังปัญหาสุขภาพจิตครอบครัวผู้เสียชีวิตและคนในชุมชนแล้ว”

          ด้าน นพ.กิตต์กวี  โพธิ์โน ผอ.รพ.จิตเวชนครพนมราชนครินทร์ กล่าวการใช้สารเสพติด โดยเฉพาะอย่างยิ่งแอมเฟตามีนและสารระเหย ซึ่งจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงสารเคมีในสมอง ทำให้เกิดอาการจิตประสาทหลอนได้ง่าย โดยผู้เสพจะมีอาการ หลงผิด หวาดระแวง หูแว่ว เห็นภาพหลอน ซึ่งจะเป็นอยู่ครั้งคราวเมื่อมีการใช้สารเสพติดนั้น และหากมีการใช้เป็นระยะเวลานานจะทำให้เกิดอาการทางจิตอย่างถาวรได้ ซึ่งอาการจะคล้ายกับผู้ป่วย “โรคจิตเภท” คือนอกจาก หวาดระแวง มีหูแว่ว หลงผิด แล้วยังไม่สามารถรับรู้โลกความเป็นจริง มีความบกพร่อง ขาดการดูแลตนเองการดำรงชีวิตประจำวันอีกด้วย

แนวทางสังเกตผู้ป่วยติดยาก่อนก่อเหตุรุนแรง คือ ชอบแยกตัว ไม่สุงสิงพูดจากับใคร หงุดหงิดง่าย พูดเสียงดัง โมโหง่าย บางรายมีอาการกระวนกระวาย ผุดลุกผุดนั่ง บ่นพึมพำคนเดียว ประสาทหลอน ตลอดจนอาจมีอาการมาก เช่น เตรียมสะสมอาวุธ พูดบ่นคนเดียวว่าจะมีคนมาทำร้าย ระแวง กลัว หรือพูดบ่นจะทำร้ายผู้อื่น หากพบว่ามีอาการเหล่านี้ ให้รีบแจ้งผู้นำชุมชน เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองหรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขโดยเร็วเพื่อให้รับการดูแลช่วยเหลือป้องกันการเกิดความรุนแรงจากอาการทางจิตจากการใช้สารเสพติดต่อไปส่วนวิธีการรักษา  จะต้องรักษาควบคู่กันทั้งอาการทางจิตและการบำบัดเพื่อป้องกันการกลับไปเสพสารเสพติด รวมถึง ความร่วมมือจากครอบครัว ญาติและสังคมเพื่อการให้โอกาสและกำลังใจ ไม่ควรพูดตำหนิ หรือดูถูก ควรให้เวลาและให้ความช่วยเหลือ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในความสำเร็จของการบำบัดอีกด้วย


สพม.14 จับมือสถานศึกษาทำข้อตกลงยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/230023

โอเน็ต สพม.14,ค่าเฉลียโอเน็ตสูง,รุกยกระดับโอเน็ต27ร.ร.

โอเน็ต สพม.14,ค่าเฉลียโอเน็ตสูง,รุกยกระดับโอเน็ต27ร.ร.

การศึกษา-สาธารณสุข > ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  :  15 มิ.ย. 2559

สพม.14 จับมือสถานศึกษาทำข้อตกลงยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

สพม.14 จับมือสถานศึกษา ในพื้นที่จังหวัด พังงา ภูเก็ต ระนอง จำนวน 27 โรงเรียน ทำข้อตกลงยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แม้คะแนนโอเน็ตม.3,ม.6 สูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ

 นายธัชชเวชว์ จันทร์สุขศรี ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต14 หรือสพม.14(พังงา ภูเก็ต ระนอง) กล่าวในฐานะเป็นประธานประชุมยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้เครื่อข่าย(Network)ที่โรงแรมภูงา อำเภอเมือง จังหวัดพังงา เมื่อเร็วๆ นี้ว่า การประชุมดังกล่าวมีผู้อำนวยการโรงเรียน รองผู้อำนวยการโรงเรียนฝ่ายวิชาการ และครูที่รับผิดชอบฝ่ายวิชาการ จำนวน 90 คน เพื่อวิเคราะห์ปัญหา และวางแผนการพัฒนายกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของโรงเรียน สังกัด สพม.14 ในปี 2559

“โดยใช้รูปแบบการบริหารจัดการโดยเครือข่าย (Network) ซึ่งประกอบด้วย เครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษามัธยมศึกษา สหวิทยาเขต ศูนย์พัฒนาการเรียนรู้ ในการวางแผนบริหารจัดการและจัดกิจกรรมต่างๆที่ส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพการศึกษา และยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้สูงขึ้น และได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง ผมในฐานะผอ.สพท.14 กับ ผู้อำนวยการโรงเรียนทุกโรง ในสังกัด จำนวน 27 โรงเรียน และผู้อำนวยการโรงเรียน จะต้องไปลงนามบันทึกข้อตกลงกับครูในโรงเรียนต่อไป เพื่อเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้สูงขึ้น”นายธัชชเวชว์ กล่าว

นายธัชชเวชว์ กล่าวอีกว่า ่สพม.14 ได้มีการหาแนวทางในการวางแผนยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้สูงขึ้นทุกปีอย่างต่อเนื่อง โดยมีการวิเคราะห์ปัญหาที่มีผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ซึ่งโรงเรียนทุกโรงให้ความสำคัญและมีส่วนร่วมในการวิเคราะห์ปัญหา ปัจจัยหลายๆด้าน รวมทั้งการสร้างความพร้อมในการทดสอบระดับชาติ (O-NET) การทดสอบในระดับต่างๆ ส่งผลให้ผลการทดสอบระดับชาติ (O-NET) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3(ม.3) และชั้นมัธยมศึกษาปีที่6(ม.6)  มีค่าเฉลี่ยที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีค่าเฉลี่ยรวมสูงกว่าระดับประเทศติดต่อกันเป็นปีที่ 4

“แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้ค่าเฉลี่ยร้อยละผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเขตพื้นที่การศึกษาภาพรวมจะสูงกว่าระดับประเทศ แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่ต้องปรับปรุง เพราะไม่ถึงร้อยละ 50 จึงต้องหาแนวทาง และวางแผนยกระดับผลสัมฤทธิ์ให้สูงขึ้นต่อไป”ผอ.สพม.14 กล่าวในที่สุด

0 เรวดี จุลรอด 0 ข่าว/ภาพ

นักประชาสัมพันธ์ สพม.14


ครึ่งปี! 10ประเทศอาเเซียนป่วยไข้เลือดออกแล้ว4แสนตาย2พันคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/230002

อาเซียน,ไข้เลือดออก,วันไข้เลือดออกอาเซียน,กำจัดยุงลาย

อาเซียน,ไข้เลือดออก,วันไข้เลือดออกอาเซียน,กำจัดยุงลาย

อาเซียน,ไข้เลือดออก,วันไข้เลือดออกอาเซียน,กำจัดยุงลาย

การศึกษา-สาธารณสุข  :  15 มิ.ย. 2559

ครึ่งปี! 10ประเทศอาเเซียนป่วยไข้เลือดออกแล้ว4แสนตาย2พันคน

ปีนี้10ประเทศอาเซียนป่วยไข้เลือดออกแล้ว 4 แสนคน ตาย2พันคน ไทยป่วยกว่า1.4 หมื่น ตาย 16 คน คาดยอดป่วยทะลุกว่า1.6 แสนคน ย้ำประชาชนต้องกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์

          เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. ที่โรงเรียนอัสสัมชัญ เขตบางรัก กทม. นพ.ธวัช  สุนทราจารย์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุข กล่าวในการเป็นประธานเปิดกิจกรรมรณรงค์เนื่องในวันไข้เลือดออกอาเซียน (ASEAN Dengue Day) ที่ตรงกับวันที่ 15 มิถุนายนของทุกปี โดยปีนี้มีคำขวัญวันรณรงค์ว่า “ประชารัฐร่วมใจ ขจัดภัยไข้เลือดออก” (Community Empowerment A Sustainable Success to Fight Dengue)ว่า ในปีนี้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุมและเชิญตัวแทนประเทศสมาชิกอาเซียน ได้แก่ บรูไน กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย เมียนมาร์ ฟิลิปปินส์  สิงคโปร์  เวียดนาม และไทย แลกเปลี่ยนนวัตกรรม หาทางสู้กับโรคไข้เลือดออกให้สำเร็จ โดยโรคไข้เลือดออกเป็นโรคประจำถิ่นของประเทศและภูมิภาคอาเซียน มีรายงานผู้ป่วยไข้เลือดออกปีละประมาณ 400,000 ราย เสียชีวิตประมาณ 2,000 ราย

สำหรับประเทศไทย ข้อมูลจากสำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง กรมควบคุมโรค รายงานตั้งแต่ 1 มกราคม 2559 – 14 มิถุนายน 2559 พบผู้ป่วยโรคไข้เลือดออก 18,337 คน เสียชีวิต 16 คน กรมควบคุมโรค คาดการณ์ว่าในปี 2559 นี้จะมีผู้ป่วยด้วยโรคไข้เลือดออกเพิ่มขึ้น จากการวิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลัง 10 ปี พบว่าจะมีผู้ป่วยไข้เลือดออกประมาณ 166,000 คน ทั้งนี้ ในช่วงเดือนมิถุนายนเป็นหน้าฝน หลายพื้นที่ฝนตก มีน้ำขังในภาชนะต่างๆ ทำให้จำนวนยุงเพิ่มขึ้น ผู้ป่วยไข้เลือดออกจะมากขึ้นด้วย ดังนั้น ทุกภาคส่วน ทั้งภาคประชาชน เอกชน และรัฐ ต้องต่อสู้กับโรคนี้ร่วมกัน เพื่อป้องกันบุตรหลานและคนในครอบครัวจากการเจ็บป่วยและเสียชีวิต

“สธ.ได้เน้นย้ำโรงพยาบาลทุกแห่งในสังกัด เข้มงวดการตรวจรักษาโรคไข้เลือดออกตามแนวทางการตรวจรักษาที่ได้จัดทำไว้ มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เป็นพี่เลี้ยงให้คำปรึกษาแก่แพทย์ในโรงพยาบาลชุมชนตลอด 24 ชั่วโมง ฝากประชาชนหากป่วยมีไข้สูงลอย ไม่ควรกินยาลดไข้จำพวกแอสไพรินหรือไอบูโพรเฟน และหากกินยาแล้วไข้ไม่ลด อาการไม่ดีขึ้นภายใน 2 วัน ขอให้ไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน เพื่อรับการรักษาต่อเนื่องให้พ้นระยะอันตราย โดยเฉพาะในช่วงที่ไข้เริ่มลดมีความเสี่ยงเกิดภาวะช็อคได้ ผู้ป่วยจะซึมลง อ่อนเพลีย อาจมีเลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน หรือถ่ายอุจจาระสีดำ ต้องรีบพาไปพบแพทย์โดยเร็ว หากประชาชนต้องการสอบถามข้อมูลหรือแจ้งคำแนะนำใดๆ ติดต่อได้ที่สายด่วน กรมควบคุมโรค 1422 ตลอด 24 ชั่วโมง”นพ.ธวัชกล่าว

นพ.อำนวย กาจีนะ อธิบดีกรมควบคุมโรค(คร.) กล่าวว่า มาตรการป้องกันควบคุมโรค เน้นการป้องกันโรคมากกว่าการเจ็บป่วยแล้วไปรักษา อาศัยความร่วมมือของประชาชนและทุกภาคส่วน ในการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์เพื่อลดจำนวนยุงลายให้มากที่สุด ตามมาตรการ 3 เก็บป้องกัน 3 โรค ได้แก่ เก็บบ้านให้โล่ง อากาศปลอดโปร่งไม่ให้ยุงเกาะพัก เก็บขยะ เศษภาชนะไม่ให้มีที่เพาะพันธุ์ยุง และเก็บน้ำ ปิดฝาภาชนะให้มิดชิด หรือเปลี่ยนถ่ายน้ำไม่ให้ยุงลายวางไข่ ทำต่อเนื่องทุกสัปดาห์ ทั้งที่บ้าน ที่ทำงาน โรงเรียน ศาสนสถาน สถานรับเลี้ยงเด็กเล็ก โรงพยาบาล รวมทั้งการกำจัดยุงลายตัวเต็มวัยภายในบ้าน เพื่อป้องกันโรคจากยุงลาย คือโรคไข้เลือดออก โรคไข้ปวดข้อยุงลาย และโรคติดเชื้อไวรัสซิกา


โรดแม็พการปฏิรูปการศึกษาตามมาตรา 44(ตอนจบ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/229968

การศึกษา

การศึกษา-สาธารณสุข > บทความ  :  15 มิ.ย. 2559

โรดแม็พการปฏิรูปการศึกษาตามมาตรา 44(ตอนจบ)

โรดแม็พการปฏิรูปการศึกษาตามมาตรา 44 ‘ไปรอดหรือจอดป้าย'(ตอนจบ)   : ยกิตติ ทวยภา ศึกษานิเทศก์ สพป.มค.1 รายงาน

         ในส่วนของผู้ปฏิบัติซึ่งเปรียบเสมือน “นักรบในสมรภูมิการศึกษา” ได้สะท้อนความคิดเห็นหลายแง่มุม  ด้วยความหวังดีต่อบ้านเมือง อาทิ ดร.อดิเรก บุญคง  เสนอว่า 1.การกำหนดเขตบริการหรือโซนนิ่งภาคบังคับจะเกิดผลดีี ชุมชนจะมีส่วนร่วมมากขึ้น 2.สร้างความเสมอภาคและเท่าเทียมกันในประเทศ 3.ผู้เรียนมีความผูกพันกับชุมชนและภูมิปัญญา 4.กระจายคุณภาพการศึกษาสู่ชุมชนและท้องถิ่นอย่างเป็นระบบ 5.จัดสรรทรัพยากรตามงบประมาณที่เป็นธรรม ไม่ใช่คูปองหรือเงินรายหัวตามตัวเด็ก  ทำให้เด็กวิ่งเข้าเมืองที่มีความพร้อมมากกว่า

นายเจริญ ชัยสิทธิ์  ระบุว่า การจัดให้มีการศึกษาจังหวัด เพื่อบูรณาการการศึกษาจังหวัด จัดทำแผนพัฒนาการศึกษาจังหวัดเป็นประธาน ให้หัวหน้าส่วนราชการทุกหน่วยด้านการศึกษาเป็นกรรมการ และมีผู้คุณวุฒิอีกส่วนหนึ่งเป็นกรรมการ มีแผนพัฒนาการศึกษาระดับจังหวัด ก็ดำเนินจัดการศึกษาระดับจังหวัดได้ ไม่ต้องเพิ่มหน่วยงาน ไม่ต้องเพิ่มผู้บังคับบัญชา ถ้าจะยุบควรยุบ ก.ค.ศ. ก่อน ยุบ อ.ก.ค.ศ. และกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา

นายอนันต์ เพียรพานิชย์ มองว่า ปฏิรูปการศึกษาโดยคนที่ไม่มีประสบการณ์ด้านการศึกษาเลย ทุกอย่างโดนสั่งการ ทันที ทำอย่างนี้ นักเรียนได้ อะไร..? ถ้ามันส่งผลต่อผู้เรียน ต่อบุคลากรทางการศึกษา ในเชิงบวก การปฏิรูปการศึกษาจึงจะสำเร็จ ครูเหมือน โคนันทวิศาล ไม่ชอบการสั่งการ แต่ชอบคำหวาน จึงเต็มใจทำงานและจะสำเร็จครับ และเป็นที่สังเกตว่า ปัจจุบันผู้รับผิดชอบกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ไม่มีผู้ที่มีความชำนาญด้านการศึกษาเลย หรือคนในวงการศึกษาไม่มีความรู้ ความสามารถในการบริหารและปกครองกันเอง

นายสาธุ อนุโมทามิ  เลขาธิการเครือข่ายพสกนิกรไทย รวมใจสามัคคี(คพ.รส.) บอกว่า การให้ครูเป็นพนักงานของรัฐแล้วครูในประเทศไทยไม่ลุกขึ้นมาปกป้อง คำว่า “ข้าราชการครู” ไว้หรือครับ การทำลายเงื่อนไข “ข้ารับใช้ของพระราชา” ออกไป คือทำลายความเชื่อมโยง ความผูกพันกับสถาบันพระมหากษัตริย์กับพสกนิกร คพ.รส.ขอคัดค้าน ไม่เห็นด้วย ขอให้คุณครูช่วยประกาศจุดยืนด้วยครับ

จากข้อมูลการทำงานของศธ. ตามมาตรา 44 คำสั่งที่ 10 และ 11/2559 นั้นการสะท้อนข้อมูลจากนักวิชาการจากครูผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ จะเห็นได้ว่ามีความตั้งใจให้ศธ.ได้มีความตระหนักที่จะดำเนินการไปได้ด้วยความราบรื่นสำเร็จด้วยดี แต่มุมมองอีกด้านหนึ่งยังมีบุคคลที่เห็นแย้ง และมีมุมมองที่แตกต่าง ทั้งนี้ ไม่ใช่มีการคัดค้านการดำเนินการทั้งระบบ เป็นการสะท้อนแนวคิด เพื่อส่งเสริม สนับสนุนให้การทำงานการปฏิรูปการศึกษาครั้งนี้ส่งผลต่อผู้เรียนและให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อวงการศึกษาไทย ในขณะเดียวกันในปัจจุบัน ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีความกังวลใจ ไม่เข้าใจ  ไม่แน่ใจว่าในอนาคตจะเกิดผลกระทบต่อตนเองหรือไม่

ความกังวลใจและไม่เข้าใจประการที่ 1

1.1 ก่อน ใช้มาตรา 44 มีการสร้างกระแสข่าวอย่างต่อเนื่องว่า คุณภาพโอเน็ตต่ำ

ครูไม่ดี ไม่สอน ไม่เก่ง ผู้อำนวยการสถานศึกษาไม่อยู่โรงเรียน : คุรุสภา ต่อใบอนุญาตให้ทุกคน ครูไม่ดี ไม่สอน ไม่เก่ง ผู้อำนวยการโรงเรียนไม่อยู่โรงเรียนก็ต่อให้ ส่งผลให้โอเน็ตตกต่ำ แต่มีคนโต้แย้งว่า สพฐ.รวบอำนาจบริหารคน รวบเงินไว้บริหาร นักเรียนลด ทำให้โรงเรียนได้งบลดลงทุกปี แต่ศธ.กลับได้งบเพิ่มขึ้นทุกปี การสั่งครูไปประชุม อบรม สัมมนา ประเมินโครงการต่างๆ จนครูและผอ.ร.ร. ไม่ได้สอน ไม่ได้อยู่กับเด็ก

1.2 ก.ค.ศ.ล้มเหลวเรื่องการบริหารคน ออกเกณฑ์อัตรากำลังครูและผู้บริหารผิด ทำให้นักเรียนขาดครูสอน เพราะต้องคำนวณจำนวนครูตามเกณฑ์ที่ กคศ. กำหนด ครูเกษียณกว่าจะคืนให้โรงเรียนก็เป็นปี และเกณฑ์การเลื่อนวิทยฐานะ ทำร้ายครู ทำร้ายนักเรียน ทำลายคุณภาพการศึกษา ทำลายโอเน็ต

ความกังวลใจและไม่เข้าใจประการที่ 2

2.1 เป้าหมายของการปฏิรูปการศึกษาจะเกิดธุรกิจการศึกษา ซึ่งกลัวว่าต้องให้โรงเรียนเอกชนเป็นผู้จัดการศึกษาของประเทศแทนศธ. ผู้ปกครองต้องส่งลูกหลานไปเรียนโรงเรียนเอกชน วิธีการจะให้ผู้ปกครองส่งลูกหลานไปเรียนโรงเรียนเอกชน ต้องถ่ายโอนโรงเรียนของศธ.ไปให้องค์กรปกครองท้องถิ่น(อปท.)รับผิดชอบ ซึ่งทุกฝ่ายก็รู้ตรงกันว่าท้องถิ่นไทยส่วนใหญ่ยังไม่พร้อมที่จะจัดการศึกษา ทำให้คุณภาพการศึกษาจะยิ่งตกต่ำ ผู้ปกครองก็จะเอาลูกหลานหนีไปเรียนโรงเรียนเอกชนทันทีและเพื่อเร่งให้ผู้ปกครองส่งลูกหลานไปโรงเรียนเอกชนมากขึ้นและเร็วขึ้น จึงต้องจัดงบประมาณรายหัวเป็นคูปองการศึกษาติดตัวเด็กไป จะไปเรียนที่ไหน โรงเรียนไหนก็ได้ โดยอ้างเด็กเป็นสำคัญ ไม่นานธุรกิจโรงเรียนเอกชนจะตั้งขึ้น กระจายเต็มประเทศ

2.2 เพื่อให้ธุรกิจการศึกษาเจริญรุ่งเรือง(โครงการประชารัฐ) นักธุรกิจไม่ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูและผู้บริหารสถานศึกษาก็สามารถตั้งโรงเรียนและบริหารเองได้เลย จะจ้างใครมาเป็นครูก็ได้ เป็นอิสระ จึงต้องยุบคุรุสภา และยกเลิกใบประกอบวิชาชีพทั้งหมด

2.3 เมื่อถ่ายโอนโรงเรียนไปอปท. และยกเลิกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ฐานะข้าราชการครูก็จะเปลี่ยนเป็น พนักงาน อปท. (ไม่ได้เป็นข้าราชการ) ครูเป็นได้แค่พนักงาน และอัตราจ้าง จึงต้องยุบ สกสค. ยกเลิกการจัดสวัสดิการฯ และให้ทุกคนไปขึ้นต่อประกันสังคม

โรดแม็พการปฏิรูปการศึกษาในสถานการณ์ปัจจุบัน เป็นเรื่องที่ท้าทายของศธ. ที่จะต้องดำเนินการตามนโยบายที่กำหนดไว้และให้เป็นรูปธรรมโปร่งใส ใช้ “หลักธรรมาภิบาล”ในการบริหารจัดการ ปราศจากอคติและความเชื่อส่วนตัว ต้องสร้างความเข้าใจในประเด็นปัญหาต่างๆ กับทุกภาคส่วนของสังคม ก็น่าจะเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ หากดำเนินการแบบไร้จุดหมายปลายทาง คนเห็นต่างเป็นศัตรู ก็จะทำให้เกิดความเสียหายต่อวงการศึกษาของประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังมีบุคคล องค์กรต่างๆ และผู้ที่มีส่วนได้เสียเกี่ยวกับการจัดการศึกษาเฝ้าจับตามองอย่างไม่กะพริบตา ซึ่งการปฏิรูปการศึกษาตาม มาตรา 44 ในครั้งนี้ “จะไปรอดหรือจอดป้าย” เป็นคำถามที่ต้องการคำตอบ จากใคร?

ถอดถอน’สิน’พ้นอธิการบดีมทร.ตะวันออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/229956

การศึกษา,มทร.,ตะวันออก,ถอดถอน,อธิการบดี,ศ.ดร.สิน พันธุ์พินิจ

การศึกษา-สาธารณสุข > ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  :  14 มิ.ย. 2559

ถอดถอน’สิน’พ้นอธิการบดีมทร.ตะวันออก

มติ 20:1 ถอดถอน ‘ศ.ดร.สิน’ พ้นอธิการบดี มทร.ตะวันออก กลุ่มคณาจารย์ไล่สภาฯ ชี้ ไม่เป็นธรรม ใช้อำนาจเกินขอบเขต เตรียมพบ รมว.ศึกษาธิการ แก้ปัญหาด่วน

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 14 มิ.ย. ที่อาคารเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบ พระชนมพรรษา มหาวิทยาเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ตะวันออก วิทยาเขตจักรพงษภูวนารถ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มตัวแทนคณาจารย์ พนักงาน และศิษย์เก่าของ 4 วิทยาเขต ประกอบด้วย วิทยาเขตอุเทนถวาย , บางพระ , จันทบุรี และจักรพงษภูวนารถ ประมาณ 100 คน ได้เดินทางมาให้กำลังใจ ศ.ดร.สิน พันธุ์พินิจ อธิการบดีมหาวิทยาลัย พร้อมทั้งตั้งเวทีไฮปาร์ค ตะโกนขับไล่สภามหาวิทยาลัย ซึ่งมี ศ.เกริกเกียรติ พิพัฒน์เสรีธรรม นายกสภาฯ และเรียกร้องให้ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) เข้ามาดูแลธรรมาภิบาลใน มทร.ตะวันออก ให้ยุบสภาฯ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่โดยไร้ธรรมาภิบาล ปฏิบัติหน้าที่เกินอำนาจ และไร้มารยาทที่ดีต่ออธิการบดี ผู้บริหาร อาจารย์ และบุคลากรของมหาวิทยาลัย รวมทั้งขอให้ดำเนินการปฏิรูปสภามหาวิทยาลัยอย่างเร่งด่วน และหากไม่ดำเนินการตามที่เรียกร้อง หรือถ้าไม่มีการยุบสภามหาวิทยาลัยก็จะปักหลักรออยู่ที่ มทร.ตะวันออก ไม่ยอมไปไหน

บรรยากาศภายในมหาวิทยาลัยบริเวณอาคารจักรพงษ์ สภา มทร.ตะวันออก มีการประชุมวาระพิเศษ เพื่อพิจารณาถอดถอด ศ.ดร.สิน อธิการบดี มทร.ตะวันออก ซึ่งเพิ่งได้รับโปรดเกล้าแต่งตั้งได้มา 7 เดือน ส่วนบริเวณอาคารเรียน และสถานที่ต่างๆ ของมหาวิทยาลัยขณะนี้ก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจจากสถานีตำรวจดินแดน ประมาณ 10 คน มาคอยให้ความคุ้มครองดูแล

ผศ.พันธุ์เดช นนท์แสงโรจน์ กรรมการสภาฯ แกนนำที่เรียกร้องให้ยุบสภา มทร.ตะวันออก กล่าวว่า การถอดถอนอธิการบดีครั้งนี้ ไม่มีความเป็นธรรม โดยสภาฯ พยายามเสนอถอดถอนอธิการบดีหลายครั้งแล้ว แต่คะแนนเสียงกรรมการสภาฯ ไม่พอ จึงไม่สามารถถอดถอนได้ มาครั้งนี้เป็นการนัดประชุมเพื่อถอดถอนอธิการบดีเป็นครั้งที่ 3 ทั้งที่อธิการบดีไม่มีความผิด เท่ากับว่าสภาฯ ไม่มีธรรมาภิบาล ใช้อำนาจหน้าที่เกินขอบเขต จึงอยากเรียกร้องให้ยุบสภาฯ และปฏิรูปสภาฯ ใหม่

ทั้งนี้ที่ผ่านมา ผศ.พันธุ์เดช พร้อมด้วยตัวแทนคณาจารย์และบุคลากร มทร.ตะวันออก ทั้ง 4 วิทยาเขตได้ยื่นหนังสือ เพื่อขอให้เข้ามาดูแลปัญหาภายใน มทร.ตะวันออกแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข ครั้งนี้จึงมีการรวมตัวกัน และจะไปยื่นหนังสือเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมต่อรัฐมนตรีว่าการ ศธ. เพื่อขอให้เข้ามาช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวภายในสัปดาห์นี้ โดยทางตัวแทนคณาจารย์ และบุคลากร มทร.ตะวันออก ทั้ง 4 วิทยาเขต ยืนยันจะเดินหน้าเพื่อให้มีการยุบสภาฯ ให้ได้

“เหตุผลสำคัญที่มองว่า การถอดถอนอธิการบดีครั้งนี้ ไม่เป็นธรรมนั้น เพราะว่า ศ.ดร.สิน ได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นอธิการบดี วันที่ 16 ตุลาคม 2558 สภาฯ นัดประชุมเพื่อตั้งกรรมการสืบข้อเท็จจริง กรณีปัญหาการทุจริตวันที่ 26 มกราคม 2559 และในการประชุมครั้งเดียวกันก็มีวาระถอดถอนอธิการบดีด้วย ซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะ ศ.ดร.สิน เข้ามารับตำแหน่งได้เพียง 3 เดือน การประเมินผลงาน ตามกรอบกฎหมายควรดำเนินการตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป และเหตุผลที่สภาฯ ใช้ในการถอดถอนอธิการบดี เป็นเรื่องปัญหาการทุจริตตั้งแต่สมัยที่นายสิน เป็นอธิการบดี มทร.ตะวันออก วาระแรก ซึ่งเป็นการนำเรื่องเก่าที่สภาฯ ชุดนี้เคยเคลียร์ปัญหาไปแล้วกลับมาพูดใหม่ ซึ่งถือเป็นความไม่ไร้ธรรมาภิบาลของสภาฯ” ผศ.พันธุ์เดช กล่าว

ต่อมาเวลา 17.30 น. นายประวัติ หาดปิ่นขจรจารุ กรรมการสภา มทร.ตะวันออก เปิดเผยภายหลังการประชุมสภา โดยใช้เวลาในการประชุมประมาณ 3 ชม.ว่า ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ 20 ต่อ 1 ให้ถอดถอน ศ.ดร.สิน ออกจากตำแหน่งอธิการบดี ในข้อหาหย่อนสมรรถนะภาพ และบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ ตามมาตรา 25 (6) พระราชบัญญัติ มทร.ตะวันออก รวมถึงใช้งบประมาณที่ไม่เป็นไปตามแบบแผนราชการโดยขณะนี้ ที่ประชุม ได้มีการแต่งตั้ง ผศ.นเรศ ใจหาญ คณบดีคณะศิลปศาสตร์ มทร.ตะวันออก ในฐานะกรรมการสภาฯ เป็นรักษาการอธิการบดี ซึ่งขั้นตอนนี้ สภาฯ จะทำหนังสือแจ้งไปสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) และดำเนินการอธิการบดีต่อไป

ส่วนที่ผู้คัดค้านระบุว่า การถอดถอนครั้งนี้ ไม่เป็นธรรมนั้น ขอชี้แจงว่า ตามที่ ศ.ดร.สิน ดำรงตำแหน่งอธิการบดี สมัยแรก (พ.ศ. 2553 – 2557) และเป็นการเว้นวรรคไปประมาณ 1 ปี ได้มีข้อร้องเรียนถึงการบริหารงานและปฏิบัติตัวไม่เหมาะสม เช่น การเดินทางไปต่างประเทศ สร้างหอพัก และการจัดงานเกษตรแฟร์ฯ ทางสภาฯ ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ซึ่งพบว่ามีมูลความจริง ทำให้มหาวิทยาลัยสูญเสียเงินหลายล้านบาท ดังนั้น สภาฯ จึงได้มีมติถอดถอนอธิการบดี


วธ.มอบโล่ทูตวัฒนธรรมให้“น้องเมย์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/229931

วธ.มอบโล่ทูตวัฒนธรรมให้“น้องเมย์”,ทูตวัฒนธรรม,น้องเมย์รัชนก

วธ.มอบโล่ทูตวัฒนธรรมให้“น้องเมย์”,ทูตวัฒนธรรม,น้องเมย์รัชนก

วธ.มอบโล่ทูตวัฒนธรรมให้“น้องเมย์”,ทูตวัฒนธรรม,น้องเมย์รัชนก

การศึกษา-สาธารณสุข > ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  :  14 มิ.ย. 2559

วธ.มอบโล่ทูตวัฒนธรรมให้“น้องเมย์”

วธ. จัดพิธีมอบโล่ทูตวัฒนธรรมให้ “ น้องเมย์” รัชนก อินทนนท์ นักแบดฯขวัญใจคนไทย พร้อมมอบคอลเลคชั่นผ้าไทยไว้ให้ใส่นอกสนาม หวังช่วยเผยแพร่ผ้าไทยสู่สายตาชาวโลก

 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร -เมื่อวันที่14มิ.ย. – นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) กล่าวภายหลังเป็นประธานในพิธีมอบโล่ทูตวัฒนธรรม และชุดแต่งกายผ้าไทย ให้แก่นางสาวรัชนก อินทนนท์ หรือน้องเมย์นักกีฬาแบดมินตันแชมป์โลกขวัญใจชาวไทยว่า ทางกระทรวงวัฒนธรรมได้รับมอบหมายจากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีให้มอบโล่ทูตวัฒนธรรม ให้กับน้องเมย์ในฐานะที่น้องเมย์ ยิ้ม ไหว้ สวัสดี ขอบคุณ ขอโทษ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์อันดีงามที่น้องเมย์ได้เผยแพร่สู่สายตาชาวโลก สร้างความประทับใจให้กับผู้ชมทั้งในสนามแข่งขัน และผู้ชมที่เฝ้าดูการถ่ายทอดการแข่งขัน นับได้ว่า น้องเมย์ เป็นตัวแทนของคนไทยในการรักษา สืบทอด และอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของชาติ

 

วธ.มอบโล่ทูตวัฒนธรรมให้“น้องเมย์”

 

จึงประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติ และแต่งตั้งให้น้องเมย์ นางสาวรัชนก อินทนนท์ นักกีฬาแบดมินตันแชมป์โลกเป็น“ทูตวัฒนธรรม”เพื่อทำหน้าที่ในการเผยแพร่ภาพลักษณ์ของประเทศ และส่งเสริมวัฒนธรรมความเป็นไทยสู่ประชาคมโลก นอกจากนั้น กระทรวงวัฒนธรรม ยังได้มอบชุดผ้าไทยให้แก่น้องเมย์ เพื่อให้ใช้ในโอกาสต่าง ๆ เป็นการช่วยเผยแพร่ผ้าไทยอันมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของผ้าไทยสู่ชาวโลก

“ น้องเมย์) ประสบความสำเร็จ คว้าแชมป์ขึ้นครองตำแหน่งนักกีฬาแบดมินตันแชมป์โลกหญิงคนแรกของประเทศไทย และสามารถสร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทยได้อย่างน่าภาคภูมิใจ โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา น้องเมย์ในฐานะตัวแทนนักกีฬาแบดมินตันไทยของสมาคมกีฬาแบดมินตันแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ใช้ความพยายาม อุตสาหะ อดทน ในการฝึกซ้อมอย่างสม่ำเสมอมาตั้งแต่อายุเพียง6ขวบ ความสำเร็จในของน้องเมย์ครั้งนี้ จึงเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับเด็กและเยาวชน ในการฝึกสร้างวินัยและความรับผิดชอบในตนเอง เพื่อก้าวสู่ความสำเร็จในสิ่งที่ตนมุ่งหวังไว้”

ด้านน้องเมย์ กล่าวว่า ดีใจที่ได้เป็นทูตวัฒนธรรม ซึ่งตั้งใจจะเผยแพร่วัฒนธรรม ความเป็นไทยให้คนต่างชาติได้เห็นโดยเฉพาะ สวัสดี ขอบคุณ ขอโทษนั้น เป็นสิ่งที่ควรกระทำอยู่แล้วโดยส่วนตัวได้รับการปลูกฝังเรื่องนี้มาตั้งแต่เด็กจนอยู่ในใจ ไม่ได้ทำเพราะถูกบังคับ ส่วนการสวมใส่ผ้าไทยนั้น ก็มีความสวยงาม ตั้งใจจะพยายามใส่อย่างสม่ำเสมอ เพื่อเผยแพร่ผ้าไทยของเราสู่สายตาชาวโลก

“ ตั้งใจจะเป็นเด็กดีของคนไทยทั้งประเทศโดยเฉพาะการแข่งขันโอลิมปิกครั้งนี้จะพยายามคว้าเหรียญกลับมาฝากคนไทย ซึ่งขณะนี้ก็มีความพร้อมเต็มที่ แต่ก็อดตื่นเต้นกับการแข่งโอลิมปิกไม่ได้จะพยายามทำให้ดีที่สุด ”


คนไทยไม่คุยเรื่องเพศกับลูกทำวัยรุ่นคลอดลูกถึงวันละ 334 คน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/229891

คุยเรื่องเพศ,โอกาสทอง,แม่วัยรุ่น,พลิกมุมมองเรื่องเพศ คุยกับลูกเชิงบวก

การศึกษา-สาธารณสุข  :  14 มิ.ย. 2559

คนไทยไม่คุยเรื่องเพศกับลูกทำวัยรุ่นคลอดลูกถึงวันละ 334 คน

วัยรุ่นไทยคลอดลูกวันละ 334 คน คนไทยไม่คุยเรื่องเพศกับลูกทำเกิดปัญหา วอนเลิกอคติลบ เรื่องเพศสกปรก-หน้าอาย จ้อง 3 โอกาสทองเริ่มคุย แนะเตรียมพร้อม 8 ข้อคุยให้ได้ผล

        เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2559 ที่อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ  ทพ.ศิริเกียรติ เหลียงกอบกิจ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) แถลงข่าวเปิดโครงการ “โอกาสทองคุยเรื่องเพศกับลูก”ว่า สถานการณ์แม่วัยรุ่นของประเทศไทยในปี 2557 พบว่า ประชากรวัยรุ่นหญิงอายุ 15-19 ปี มีอัตราการคลอดเป็น 47.9 ต่อ 1,000 หรือเท่ากับมีทารกเกิดจากแม่วัยรุ่นวันละ 334 คน  ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ มาก นอกจากนี้ยังพบว่า มีการคลอดซ้ำในแม่วัยรุ่น เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 11.3 ในปี 2553 เป็นร้อยละ 12.8 ในปี 2557 แสดงให้เห็นว่ายังไม่ประสบความสำเร็จในการป้องกันการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น   ทั้งนี้ จากการทำงานที่ผ่านมา ของแผนงานสร้างเสริมสุขภาวะทางเพศ สสส. พบว่า การสนับสนุนให้พ่อแม่ผู้ปกครองพูดคุยเรื่องเพศกับลูกหลานอย่างมีความรู้ความเข้าใจที่ดีพอ  โดยใช้โอกาสทองในการพูดคุยกับลูก  เป็นวัคซีนที่มีประสิทธิภาพในการช่วยสร้างภูมิคุ้มกันในเรื่องเพศและการตั้งครรภ์ไม่พร้อมให้แก่เด็กเยาวชน

“หลักการง่ายๆที่พ่อแม่ ผู้ปกครองจะเปิดโอกาสคุยเรื่องเพศเพื่อปิดโอกาสพลาดกับบุตรหลาน เพียงมีความรู้และเข้าใจที่ถูกต้องใน 3 เรื่อง คือ 1. ทัศนคติเรื่องเพศในทางบวก ไม่มองว่าเป็นเรื่องปิด หน้าอาย ลามก สกปรก หรือคิดว่าโตไปลูกจะรู้เอง  2.ความรู้เรื่องเพศ และ3.ทักษะพูดคุยสื่อสาร  ก็จะช่วยให้เด็กสามารถตัดสินใจเรื่องเพศด้วยตัวเองได้อย่างปลอดภัยและดีต่อสุขภาพ เมื่อเจอปัญหาจะได้แก้ไขได้ในทางที่ถูก”ทพ.ศิริเกียรติกล่าว

พญ. จิราภรณ์  อรุณากูร กุมารแพทย์เวชศาสตร์วัยรุ่น คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า พ่อแม่ ผู้ปกครองในสังคมไทยมักมีทัศนคติเรื่องเพศที่ไม่ดี มองว่าหากคุยเรื่องเพศกับลูกจะเป็นการชี้โพรงให้กระรอกหรือกระตุ้นให้อยากมีเซ็กส์มากขึ้น ตรงกันข้าม มีงานวิจัยระบุว่า ครอบครัวที่พูดคุยเรื่องเพศกับลูก จะทำให้ลูกมีพฤติกรรมเสี่ยงเรื่องเพศน้อยกว่าครอบครัวที่ไม่ได้คุยเรื่องนี้กับลูก เนื่องจากจะทำให้ลูกมีความรู้ ความเข้าใจจึงสามารถตัดสินใจเรื่องเพศได้ดี  อีกทั้ง งานวิจัยยังพบด้วยว่า เด็กต้องการพูดคุยเรื่องเพศกับพ่อแม่มากที่สุดถึง ร้อยละ 60 แต่มีเด็กที่ได้พูดคุยกับพ่อแม่เกี่ยวกับเรื่องนี้เพียงแค่ ร้อยละ 18 เท่านั้น สอดคล้องกับข้อมูลงานวิจัยจำนวนมากในต่างประเทศ พบว่า พ่อ–แม่ ผู้ปกครองมีส่วนสำคัญที่สามารถป้องกันบุตรหลานวัยรุ่นตั้งครรภ์ได้

“การที่พ่อแม่ไม่คุยเรื่องเพศกับลูก ส่งผลให้เด็กหันไปพูดคุยกับเพื่อนแทน หรือหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตที่จะได้เพียงแค่การอ่านแล้วจำ ซึ่งจะแตกต่างจากการพูดคุยกับพ่อแม่ที่จะทำให้เด็กได้ฝึกและรู้จักการคิดวิเคราะห์  โดยสิ่งสำคัญในการคุยเรื่องเพศกับลูก ต้องไม่ให้ลูกกลายเป็นจำเลย  พ่อแม่ต้องฟังลูกอย่างมีสติ อย่าเล่นบทบาทผู้สั่งสอน จะทำให้ลูกห่างออกไปเรื่อยๆ เพราะวัยรุ่นไม่ต้องการให้ใครมาสอน เขาจะรู้สึกว่าตัวเองยังไม่เก่งพอ แต่ต้องการแค่คนรับฟัง”พญ.จิราภรณ์กล่าว

พญ.จิราภรณ์ กล่าวอีกว่า  พ่อแม่ควรคว้าโอกาสทองในการคุยกับเรื่องเพศกับลูก คือ 1. เมื่อเด็กอยากคุย  เริ่มสนใจอยากรู้   เริ่มตั้งคำถามก่อนด้วยความสนใจ 2. เมื่อมีโอกาส ไม่ว่าจะเป็นในช่วงเวลาที่ดูละคร ข่าว หรือมีเหตุการณ์เชื่อมโยง นำมาใช้ในการฝึหให้ลูกเรียนรู้ หรือฝึกวิธีคิดของลูก และ 3. เมื่อจำเป็นต้องคุย หรือกรณีเห็นลูกมีพฤติกรรมบางอย่าง เช่น ลูกฝันเปียก  ลูกเริ่มมีแฟน หรือสังเกตเห็นการแสดงออกที่เปลี่ยนไป ทั้งนี้  ก่อนการคุยเรื่องนี้ควรมีการเตรียมพร้อมของพ่อแม่ ผู้ปกครองอย่างน้อย 8 เรื่อง ได้แก่ 1.เตรียมความคิด  สร้างความเชื่อมั่นให้ตนเองว่าเรื่องเพศเป็นเรื่องธรรมชาติ ไม่ต่างจากการกิน การนอน การขับถ่าย 2.เตรียมใจ  อย่ากังวลเกินไป พ่อแม่ไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่อง สำหรับเรื่องที่ไม่รู้ก็ร่วมกันคิดหาคำตอบกับลูก 3.พร้อมรับฟัง รับรู้ถึงอารมณ์ความรู้สึกของลูก ห้ามด้วนตัดสินว่าผิดหรือถูกก่อนฟังจบ พูดคุยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ไม่คาดคั้น

4.เรียนรู้โลกของลูก เด็กแต่ละคนจะมีการรับรู้และความสามารถเฉพาะตัวต่างกัน คำตอบเดียวกันไม่สามารถใช้ได้กับเด็กทุกคน จึงจำเป็นตองสังเกตว่าลูกมีความสนใจเรื่องใด คบเพื่อนแบบไหน เมื่อรู้จักโลกของลูกทำให้รู้แนวทางที่จะพูดคุยเรื่องเพศได้อย่างเหมาะสม 5.ใช้เหตุการณ์รอบตัวมาเปิดประเด็น เช่น เมื่อดูละครด้วยกันแล้วมีฉากลิฟซีนที่เข้มข้น  อาจถามลูกว่า “คิดอย่างไรกับฉากนี้” เป็นต้น 6.ไม่ยัดเยียดข้อมูล เพราะจะทำให้เรื่องเพศกลายเป็นเรื่องน่าเบื่อ หากใส่ข้อมูลมากเกินไป หรือนั่งอบรม ควรเลือกเวลาคุยในช่วงที่สบายๆ ผ่อนคลาย 7.ถามแบบเปิดกว้างและไม่จู่โจม  จะทำให้ลูกสบายใจ ไม่รู้สึกว่าถูกจ้องจับผิด จะแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระมากขึ้น และ 8.กฎเหล็ก 2 ไม่  จะต้องไม่ล้อเลียน  เรื่องเพศต้องพูดอย่างตรงไปตรงมา ไม่พูดในเชิงล้อเลียน  และไม่ขู่  จะทำให้เด็กขาดความมั่นใจ บางครั้งจะปิดกั้นตนเองจากการหาข้อมูลหรือทักษะที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตทางเพศที่ปลอดภัย

อนึ่ง สสส.มีการจัดอบรมหลักสูตร “พลิกมุมมองเรื่องเพศ คุยกับลูกเชิงบวก”ให้ผู้ปกครอง เพื่อพัฒนาการสื่อสารเรื่องเพศเชิงบวกกับลูกหลาน สื่อสารในครอบครัวได้อย่างเป็นมิตร ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจ ทำให้พ่อ แม่ ผู้ปกครองได้เปิดใจมีมุมมองใหม่เรื่องเพศ เพิ่มทักษะการรับฟังอย่างเข้าอกเข้าใจ เสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีโดยจะมีการจัดอบรมในช่วง 4 เดือนตั้งแต่ มิ.ย.- ก.ย. 2559 ใน 8 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ กำแพงเพชร ขอนแก่น อุบลราชธานี ชลบุรี ราชบุรี สงขลา และกรุงเทพฯ ที่ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สสส. ท่านที่สนใจสามารถสอบถามและสมัครได้ที่ โทร. 061-919-0111 หรือ หาความรู้การคุนเรื่องเพศกับลูกได้ที่เวบไซต์ http://www.คุยเรื่องเพศ.com

/////////////////////////////////