มก.-วทท.จัดประชุมวิทยาศาสตร์เทคโนฯครั้งที่ 42

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/230330

ประชุมวิทยาศาสตร์,เทคโนโลยี,มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์,โครงงานวิทยาศาสตร์

ประชุมวิทยาศาสตร์,เทคโนโลยี,มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์,โครงงานวิทยาศาสตร์

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 17 มิ.ย. 2559

มก.-วทท.จัดประชุมวิทยาศาสตร์เทคโนฯครั้งที่ 42

มก.จับมือสมาคม วทท จัดประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ครั้งที่42 ระหว่างวันที่30พ.ย.-2 ธ.ค.59 ชูกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ เด็กเรียนวิทยาศาสตร์

เมื่อวันที่17 มิ.ย. ที่อาคารสารสนเทศ 50ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) ร่วมกับสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (วทท) จัดแถลงข่าว การประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 42  โดยดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ รักษาการแทนอธิการบดีมก. กล่าวว่าปีนี้  มก.ได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพร่วมจัดการประชุมดังกล่าวขึ้น ซึ่งครั้งนี้ ถือเป็นครั้งที่2 ที่มก.เป็นเจ้าภาพ ภายใต้หัวข้อ “ศาสตร์แห่งแผ่นดิน สู่นวัตกรรม เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน Knowledge of the Land towards Innovation for Sustainable Future” ระหว่างวันที่ 30พ.ย.-2ธ.ค.2559 ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลลาดพร้าว โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ มาทรงเป็นประธานเปิดการประชุมและจะทรงประทับรับฟังปาฐกถาพิเศษจากเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาวิชาเคมี ปี ค.ศ. 2011 Prof.Dan Schatman (แดน แชคแมน)ชาวอิสราเอล ในหัวข้อ “Quasi-Periodic Crystals :A Parasigm Shift in Crystallography” เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับนิสิต นักศึกษา วิจัย และผู้ที่สนใจ เพื่อนำพาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีประเทศไทยสู่Start-up Nation ในอนาคต

รศ.ดร.นภาวรรณ นพรัตนราภรณ์ นายกสมาคม วทท กล่าวว่า การจัดประชุมดังกล่าวจะหมุนเวียนจัดทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค มาตั้งแต่ปี2492 จนถึงปัจจุบัน โดยเป็นเวทีที่มีบทบาทนำเสนอกิจกรรมและแนวทางส่งเสริมวิทยาศาสตร์ต่างๆ เช่น ผลักดันให้มีการจัดมหกรรมและสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ  มีการให้รางวัลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่นนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ อาวุโส ครูวิทยาศาสตร์ดีเด่น และมีการจัดค่ายวิทยาศาสตร์ และเปิดโอกาสให้นักเรียนเข้าร่วมแข่งขันวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ  เป็นต้น ซึ่งการจัดกิจกรรมต่างๆ เป็นการเรียนรู้ทั้งในและนอกหลักสูตรให้แก่นักวิทยาศาสตร์ ครู และเยาวชนยุคใหม่คิดเป็น ทำเป็น

ศ.ดร.เปี่ยมสุข พงษ์สวัสดิ์ ประธานการจัดการประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศ ครั้งที่42 กล่าวว่าการประชุมดังกล่าว เป็นเวทีสำคัญระดับนานาชาติ เพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิดและประสบการณ์ระหว่างนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล นักวิทยาศาสตร์ไทยและนานาชาติที่มีชื่อเสียงจากต่างประเทศ และมีวิทยากร ผู้เสนอผลงานจากต่างประเทศ ประกอบด้วยภาคบรรยายและภาคโปสเตอร์ 14 สาขาวิชา กว่า500เรื่อง รวมถึงมีการแสดงโครงงานวิทยาศาสตร์ นิทรรศการความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ การประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย เพื่อตัดสินโครงงาน Best of the Best ในระดับประเทศในการประชุมครั้งนี้ด้วย

ศ.ดร.สุภา หารหนองบัว คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ มก. กล่าวว่า เนื่องในปี2559 คณะวิทยาศาสตร์ มก.ครบรอบ50ปีแห่งการสถาปนาคณะ ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนแปลงเพื่อความเป็นเลิศในด้านการเรียนการสอนและการวิจัยที่จะพัฒนาและมุ่งสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน การจัดประชุมครั้งนี้ จึงเป็นแรงสนับสนุนและผลักดันไปสู่เป้าหมายของคณะและมหาวิทยาลัย ซึ่งนอกจากกิจกรรมต่างๆแล้ว มีการประชุมความร่วมมือคณบดีคณะวิทยาศาสตร์ ในกลุ่มประเทศอาเซียน รวมถึงการสร้างบันดาลใจให้แก่นิสิตนักศึกษา นักวิจัยและผู้ที่สนใจด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี  อยากเชิญชวนทุกคนเข้าร่วมงานในครั้งนี้เชิญชวนนักวิทยาศาสตร์มาเข้าร่วมกิจกรรมครั้งที่ 42


 

เร่งทวงคืนเข็มคุรุสดุดีทองคำจากอดีตบอร์ดคุรุสภา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/230322

คุรุสภา,เข็มคุรุสดุดีทองคำ,รางวัลคุรุสดุดี

การศึกษา-สาธารณสุข > ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  :  17 มิ.ย. 2559

เร่งทวงคืนเข็มคุรุสดุดีทองคำจากอดีตบอร์ดคุรุสภา

คุรุสภาเร่งทวงคืนเข็มคุรุสดุดีทองคำคืนจากอดีตบอร์ด “ชัยยศ” ยันเข็มที่แจกครูเป็นโลหะชุบสีทอง เผย รมว.ศึกษาธิการ สั่งเข้มเฟ้นครูรับรางวัลคุรุสดุดีประจำปี 2559

เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. ดร.ชัยยศ อิ่มสุวรรณ์ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า ตนได้เข้าพบพล.อ.ดาว์พงษ์  รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ เพื่อหารือถึงการทบทวนการให้รางวัลยกย่องเชิดชูเกียรติผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาของคุรุสภา ซึ่ง สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้ชี้มูลมาว่ากรณีที่สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา มอบเข็มคุรุสดุดีทองคำ ให้คณะกรรมการคุรุสภา ทุกคนอาจไม่เหมาะสม เพราะวัตถุประสงค์ของการมอบเข็มดังกล่าว เพื่อสดุดีครูที่ทำคุณงามความดีเป็นที่ประจักษ์ ซึ่ง รมว.ศึกษาธิการ ได้กำชับให้ตรวจสอบเรื่องนี้โดยเร็ว

ขณะเดียวกัน รมว.ศึกษาธิการ ได้กำชับด้วยว่าการมอบเข็มคุรุสดุดี ประจำปี 2559 ที่จะมอบในงานวันครู ที่ 16 ม.ค. 2560 จะต้องพิจารณาให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์อย่างเคร่งครัด โดยให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเป็นผู้พิจารณา ดังนี้  1.มีความประพฤติ ปฏิบัติตนตามมาตรฐานวิชาชีพที่ครบถ้วน ซึ่งเขตพื้นที่ฯ จะต้องทำเครื่องมือประเมินครูในพื้นที่ ทั้งในส่วนของตนเอง เพื่อร่วมงานและผู้รับบริการ และให้การรับรองมา และเสนอให้คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) เพื่อพิจารณา คัดเลือก และประกาศชื่อต่อสาธาณชน 10 วันหากไม่มีใครคัดค้าน ให้ กศจ.ส่งรายชื่อมาที่คุรุสภา เพื่อให้คณะกรรมการกลางของคุรุสภาพิจารณาคัดเลือก ซึ่งโดยปกติจะมีครูได้รับเข็มคุรุสดุดีประมาณปีละ 1,200 คน

“เข็มคุรุสดุดีที่มอบให้แก่ครูนั้น เป็น “เข็มโลหะชุบสีทอง” ไม่มีส่วนประกอบของทองคำ โดยลักษณะเหรียญจะมีรูปพระพฤหัสบดี ซึ่งมีความหมายว่าเป็นครูของเทวดาในทางวิชาความรู้ มีกวางเป็นพาหนะ พระหัตถ์ขวาถือดอกบัว พระหัตถ์ซ้ายถือพระขรรค์ กับมีรัศมีเป็นปริมณฑลล้อมรอบทำด้วยโลหะสีทอง แต่เข็มคุรุสดุดี ที่สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา มอบให้กรรมการคุรุสภาในอดีตนั้น ตรวจสอบแล้วพบว่าทำด้วย “ทองแท้” 97% โดยมอบให้แก่กรรมการคุรุสภาทุกคน ตั้งแต่สมัยที่ ดร.องค์กร อมรสิรินันท์  เป็นเลขาธิการคุรุสภา ซึ่งแจกไปแล้ว ประมาณ  70  เข็ม”ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคุรุสภา กล่าว

ดร.ชัยยศ กล่าวต่อว่า  ขณะนี้คณะกรรมการสอบสวนอยู่ระหว่างสอบสวนผู้เกี่ยวข้อง  ขณะเดียวกันคุรุสภาได้ส่งหนังสือ ถึงอดีตคณะกรรมการคุรุสภา รวมถึงอดีตเลขาธิการคุรุสภาที่ได้รับเข็มคุรุสดุดีทองคำทุกคน ขอให้คืนเข็มมาให้คุรุสภามาก่อน โดยขณะนี้ได้คืนมาประมาณ 30 เข็ม เพราะบางคนบอกว่า ได้ทำเข็มหายไปบ้างแล้ว และบางคนก็เสียชีวิตไปแล้ว และทายาทก็ไม่รู้ว่าเก็บไว้ที่ไหน แต่ก็จะพยายามติดตามคืนมาให้ได้มากที่สุด

สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา เริ่มมอบรางวัลคุรุสดุดี ครั้งแรกในปี 2535  โดยมีครูได้รับมอบเข็ม 74 คน และจนถึงปี 2558 มีครูได้รับรางวัลคุรุสดุดี ทั้งสิ้น 12,962 คน


ร้อง”นายก-ศธ.”เบรกสภามรภ.เพชรบูรณ์แก้ข้อบังคับสรรหาอธิการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/230301

ร้อง”นายก-ศธ.”เบรกสภามรภ.เพชรบูรณ์แก้ข้อบังคับสรรหาอธิการ,สภามรภ.เพชรบูรณ์แก้ข้อบังคับสรรหาอธิการ

ร้อง”นายก-ศธ.”เบรกสภามรภ.เพชรบูรณ์แก้ข้อบังคับสรรหาอธิการ,สภามรภ.เพชรบูรณ์แก้ข้อบังคับสรรหาอธิการ

การศึกษา-สาธารณสุข > ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  :  17 มิ.ย. 2559

ร้อง”นายก-ศธ.”เบรกสภามรภ.เพชรบูรณ์แก้ข้อบังคับสรรหาอธิการ

คณบดีคณะมนุษยศาสตร์ฯ มรภ.เพชรบูรณ์ ร้อง นายกฯ-รมว.ศึกษาธิการ ให้สั่งสภามรภ.เพชรบูรณ์ ยุติแก้ไขข้อบังคับสรรหาอธิการ คณบดี และผอ.หวั่นสร้างความเสียหายสถาบัน

 

เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ดร.นงลักษณ์ อานี คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ พร้อมคณะได้มายื่นหนังสือถึงต่อ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เพื่อพิจารณาสั่งการให้ยุติการแก้ไขข้อบังคับของมหาวิทยาลัยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยดร.นงลักษณ์ กล่าวว่า ขณะนี้สภามหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ ซึ่งมีรศ.ดร.สมเจตน์ ภูศรี เป็นนายกฯ กำลังจะพิจารณาร่าง แก้ไขข้อบังคับของมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้องกับกับการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง 3 ตำแหน่ง

ได้แก่ ข้อบังคับมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ ว่าด้วย คุณสมบัติ หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาอธิการบดี (ฉบับที่2) พ.ศ.2555 ข้อบังคับมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ ว่าด้วย คุณสมบัติ หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาคณบดี พ.ศ.2556 และข้อบังคับมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ ว่าด้วย คุณสมบัติ และวิธีการสรรหาผู้อำนวยการสถาบัน สำนัก วิทยาลัย ศูนย์ หรือหัวหน้าส่วนราชการ ที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ พ.ศ.2552

ดร.นงลักษณ์ กล่าวต่อว่า ตนและคณะเห็นว่าร่าง ข้อบังคับดังกล่าวที่จัดทำขึ้นตามความประสงค์ รศ.ดร.เปรื่อง จันดา อธิการบดีมรภ.เพชรบูรณ์ นั้นไม่ถูกต้อง ซึ่งทราบว่าสภามหาวิทยาลัยจะมีการประชุมพิจารณาเรื่องดังกล่าวในวันที่ 30 มิ.ย.นี้ หากร่าง ข้อบังคับทั้ง 3 ฉบับผ่านการพิจารณาและมีผลบังคับใช้ก็จะก่อให้เกิดการเสียหายอย่างร้ายแรงต่อ มรภ.เพชรบูรณ์

เพราะจะมีการเพิ่มอำนาจให้สภามหาวิทยาลัยมากขึ้น เช่น การสรรหาอธิการบดี คณบดี และผู้อำนวยการในมหาวิทยาลัย ทั้ง 8 ตำแหน่ง ที่ผู้ดำรงตำแหน่งในปัจจุบันจะทยอยหมดวาระ ตั้งแต่เดือน ก.พ.2560 และการสรรหาตามร่างข้อบังคับใหม่จะต้องมีการคัดเลือกผู้ได้รับการหยั่งเสียง มากที่สุด 2 อันดับแรก ให้สภามหาวิทยาลัยเลือก เป็นต้น

“พล.อ.ดาว์พงษ์ ได้รับปากที่จะนำข้อเสนอดังกล่าวไปพิจารณา เพราะพอมองเห็นปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต อย่างไรก็ตาม ดิฉันไม่ได้มีเจตนาก้าวล่วงอำนาจที่สภามหาวิทยาลัยมีอยู่ แต่เห็นว่าหากมีการแก้ไขข้อบังคับที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ก็จะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อมรภ.เพชรบูรณ์และบุคลากรทุกภาคส่วน อีกทั้งอาจจะเป็นข้อบังคับที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของมหาวิทยาลัย”ดร.นงลักษณ์ กล่าวและว่า ทั้งนี้ ตนและคณะจะเดินทางไปยื่นหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้พิจารณาเรื่องดังกล่าวด้วย


600ปีโขนไทยจากคติขอมสู่อัตลักษณ์นาฏศิลป์ไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/230233

โขน

โขน

การศึกษา-สาธารณสุข > ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  :  17 มิ.ย. 2559

600ปีโขนไทยจากคติขอมสู่อัตลักษณ์นาฏศิลป์ไทย

600ปีโขนไทยจากคติขอมสู่อัตลักษณ์นาฏศิลป์ไทย : สุพินดา ณ มหาไชย

           นักวิชาการยืนยันว่า โขนไทย สืบทอดมากว่า 600 ปีแล้ว มีหลักฐานหลายชิ้น โดยเฉพาะจดหมายเหตุลาลูแบร์ ชาวฝรั่งเศสที่เข้ามาสมัยแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช บันทึกเรื่องการเล่นโขนในสมัยอยุธยา อย่างไรก็ตาม แม้ต้นกำเนิดของโขนไทยอาจจะรับอิทธิพลจากขอม ซึ่งมาพร้อมกับคติความเชื่อเทวนิยม แต่โขนไทยได้พัฒนารูปแบบมาเป็นอัตลักษณ์ของตัวเองแตกออกมาเป็นโขนประเภทต่างๆ ถึงที่สุดแล้ว โขน ศิลปะชั้นสูงรวมศิลปะหลากหลายแขนง โขนเป็นหน้าประวัติศาสตร์ไทย เพราะมีความผูกพันกับราชสำนัก ในสมัยอยุธยาโขนเป็นเครื่องราชูปโภค

ดร.ธีรภัทร์ ทองนิ่ม ผู้ช่วยอธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ให้คำจำกัดความตรงๆ ของโขนว่า การละเล่นคล้ายละคร ซึ่งผู้แสดงสวมหน้ากากและให้ผู้ชายล้วนในการแสดง

ธีรภัทร์ บอกด้วยว่า โขน เป็นองค์รวมของการละเล่น 3 อย่าง คือ 1.ได้ท่าเต้น ได้วงปีพาทย์บรรเลงระหว่างแสดง ได้การพากย์เจรจามาจากหนังใหญ่ 2.ได้ท่ารบ ท่าต่อสู้จากการละเล่นกระบี่กระบอง และ 3.ได้การแต่งตัวจากการละเล่นชักนาคดึกดำบรรพ์

อย่างไรก็ตาม ในยุคแรกของการเล่นโขนนั้น ไม่มีบทร้อง มีแต่การพากย์เจรจา และเล่นกันบนพื้นดิน เนื้อเรื่องเกี่ยวกับการรบของลิงและยักษ์ทุกตัวแสดง แม้แต่ตัวพระจะสวมใส่หน้ากากหมด ต่อมาโขนไทยมีวิวัฒนาการขึ้นมาเรื่อยจนกลายเป็นนาฏศิลป์ที่เป็นศิลปะชั้นสูง มีความวิจิตรสวยงาม เป็นองค์รวมของศิลปะแขนงต่างๆ และในสมัยอยุธยานั้น โขนเป็นเครื่องราชูปโภคของพระเจ้าแผ่นดินด้วย

“โขนที่เล่นบนพื้นดินนั้น ก็คือ โขนกลางแปลง มีการเล่นโขนกลางแปลงครั้งใหญ่สุดสมัยรัชกาลที่ 1 ทำพิธีฉลองพระอัฐิพระชนกของพระองค์ จากนั้นก็มีเล่นโขนกลางแปลงต่อมาอีกหลายครั้ง ต่อมาก็มีพัฒนาการ ปลูกโรงให้การเล่นโขน มีไม้ไผ่พาดตามยาวให้ตัวละครที่มีศักดิ์นั่ง ซึ่งก็คือ โขนนั่งราว ยังคงดำเนินเรื่องโดยใช้การพากย์เจรจาเป็นหลัก จากนั้นก็มี โขนหน้าจอ ใช้จอหนังใหญ่มาขึงกั้นเป็นฉากหลัง เล่นกันตามงานศพ ใช้การพากย์เจรจาเช่นกัน

โขน เริ่มมีบทร้อง คือ โขนโรงใน ซึ่งจะเล่นกันในพระบรมมหาราชวัง ในสมัยรัชกาลที่ 5 เกิด โขนฉาก ขึ้น มีการเปลี่ยนฉากตามท้องเรื่อง ซึ่งเป็นรูปแบบของโขนพระราชทานที่เล่นประจำทุกปลายปี ปัจจุบันมี โขนหน้าไฟ ที่เล่นตามงานศพ หรือโขนหน้าพระเมรุ จะเห็นได้ว่า โขนไทยมีการพัฒนารูปแบบมาโดยตลอด เอามรดกทางภูมิปัญญาหลายอย่างรวมไว้จนเกิดเป็นอัตลักษณ์ของตัวเอง ซึ่งไม่มีที่ใดเหมือน

บุญเตือน ศรีวรพจน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวรรณกรรมพื้นบ้านและภาษา กรมศิลปากร กล่าวว่า คนไทยรู้จักรามเกียรติ์มาตั้งแต่สมัยสุโขทัย สะท้อนในชื่อบุคคลและชื่อเมือง เช่น รามคำแหง หมายถึง แข็งแกร่งเหมือนรามหรือเชื่อกรุงศรีอยุธยา ก็เอามาจากชื่อเมืองพระรามในรามเกียรติ์

“ในสมัยอยุธยายังพบคำพากย์รามเกียรติ์ด้วย เป็นกาพย์ฉบัง 16 และกาพย์ยานี 11 มีทั้งหมด 9 ภาค เอาไว้พากย์หนังใหญ่และ โขน” บุญเตือน กล่าว

ด้าน ดร.สุรัตน์ จงดา วิทยาลัยนาฏศิลป์ และผู้ช่วยผู้อำนวยการผลิตโขนพระราชทานมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ บอกว่า มีหลักฐานบันทึกการเล่นโขนในสมัยอยุธยาไว้โดยเฉพาะจดหมายเหตุลาลูแบร์ อัครราชทูตของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส ซึ่งเข้ามาในสมัยพระนารายณ์มหาราช อย่างไรก็ตาม โขนไทยมีพัฒนาการมาก่อนหน้านั้น รวมๆ แล้วประมาณ 600 ปี

“โขนไทยถูกพัฒนารูปร่างเป็นศิลปะที่มีความซับซ้อน วิจิตรมากขึ้น ชุดการแสดง หัวโขน องค์ประกอบต่างๆ ราชรถ สมจริง มีความวิจิตรงดงาม ทั้งนี้ ในสมัยอยุธยาโขนเป็นเครื่องราชูปโภค เพราะยึดตามคติฮินดู มีเมืองอยุธยาเป็นเมืองหลวง รามเป็นกษัตริย์โขน ซึ่งเรื่องเกียรติ์ของพระรามจึงเป็นเครื่องราชูปโภค เพราะฉะนั้นโขนจึงมีความผูกพันกับราชสำนัก และยังมีพัฒนาการอย่างไม่หยุดนิ่งไปเรื่อยๆ ด้วย”

โขนไทยยังมีความสัมพันธ์กับโขนเขมร ซึ่งเป็นไปตามความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์ด้วย

ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น พระตะบอง ศรีโสภณ เสียมราฐ เป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรสยาม ขณะที่ราชอาณาจักรกัมพูชาก็เป็นเมืองภายใต้พระบรมโพธิสมภารรัชกาลที่ 1 ทรงให้ปกครองตนเอง ต่อมาสมัยรัชกาลที่ 3 กัมพูชาแตกแถว เจ้านายบางส่วนหันไปนิยมเวียดนาม จึงโปรดเกล้าฯ ให้ เจ้าพระยาบดินทรเดชา ยกทัพไปปราบ ทัพของเจ้าพระยาบดินทรเดชา รั้งทัพอยู่ถึง 15 ปี สร้างเมืองอุดงมีชัย ในครั้งนั้น ได้นำคณะละครผู้หญิงตามไปด้วย ครูในคณะละครดังกล่าวก็ได้เป็นครูขององค์นักองค์หริรักษ์รามา ซึ่งต่อมาได้เป็นกษัตริย์เขมร และโปรดละครไทยอย่างมาก

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงรับเลี้ยงดูเจ้านายเขมร ทั้ง นโรดมพรหมบริรักษ์ และนโรดมศรีสวัสดิ์ ไว้ในกรุงเทพฯ ต่อมาทั้ง 2 พระองค์เสด็จกลับไปเป็นกษัตริย์ที่กัมพูชา ก็ได้นำประเพณี การละเล่น ละครจากในปราสาทราชวังของกรุงเทพฯ ไปเป็นแบบแผนที่กัมพูชาด้วย มีบันทึกว่า ละครเขมรในอดีตเล่นเป็นภาษาไทย กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงบันทึกไว้ว่า มีบันทึกว่า ละครเขมรแต่เดิมเล่นเป็นภาษาไทย ต่อมาเกิดวิกฤติวังหน้า ครูละครไทยหลายคนอพยพไปอยู่กัมพูชา จะเห็นได้ว่า วัฒนธรรม การละเล่น นาฏศิลป์ตามแบบแผนไทย ถูกเติมเข้าไปในกัมพูชา

เพราะฉะนั้น โขน ละคร ของไทยและกัมพูชา จึงมีความสัมพันธ์กันแม้แต่ โขน ที่กัมพูชาเตรียมเสนอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมจับต้องไม่ได้ของมนุษยชาตินั้น ก็มีพื้นฐานจากโขนเมืองพระตะบอง ซึ่งในอดีตคือส่วนหนึ่งของอาณาจักรสยาม ปกครองด้วยตระกูลอภัยวงศ์ เจ้าเมืองคนสุดท้ายของเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ซึ่งอพยพผู้คนมาอยู่ที่เมืองปราจีนบุรีแทน ภายหลังสยามเสียเมืองพระตะบอง ศรีโสภณ และเสียมราฐ ให้แก่ฝรั่งเศส


รมว.สธ.ระบุปรับรูปแบบทำงานยาเสพติดอาจให้ผลดีขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/230196

รมว.สธ.,ปิยะสกล,ยาเสพติด,ยาบ้า,แอมเฟตามีน,บำบัดยาเสพติด

การศึกษา-สาธารณสุข  :  16 มิ.ย. 2559

รมว.สธ.ระบุปรับรูปแบบทำงานยาเสพติดอาจให้ผลดีขึ้น

รมว.สธ.ระบุปรับรูปแบบทำงานยาเสพติด อาจเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น เผยปี58 นำผู้ติดยาเข้ารับการบำบัดในโรงพยาบาลกว่า 2 แสนคน

         ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(รมว.สธ.) ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับกรณีพล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงแนวทางการแก้ไขปัญหายาเสพติด รวมทั้งเตรียมหารือกับกระทรวงสาธารณสุข ศาล อัยการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวทางที่เป็นไปได้ในการยกเลิกเมทแอมเฟตามีนจากบัญชียาเสพติดนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขกล่าวว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนได้บูรณาการแก้ไขปัญหายาเสพติดมาอย่างเข้มข้น ต่อเนื่อง ด้วยนโยบายสำคัญ 3 ด้าน คือ ปราบปราม ป้องกัน และบำบัด ในประเด็นที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับยาบ้านั้น น่าจะเป็นความพยายามที่จะลดจำนวนผู้ติดยาเสพติด ด้วยการเข้าไปช่วยผู้ติดยาเสพติดนำเข้าสู่ระบบบำบัด เช่นเดียวกับที่มีการดำเนินการในหลายประเทศ

“ยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหายาเสพติดที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง การแก้ไขปัญหาก็ทำได้ในระดับหนึ่ง แต่หากมีการปรับการทำงาน ไปช่วยให้ผู้ป่วยมารักษา มาดูแลกันมากกว่าที่จะเป็นอาชญากร อันนี้คือเพื่อลด ไม่ใช่เพื่อเพิ่ม ก็น่าจะช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น อย่างไรก็ต้องติดตามดูกันต่อไป ทุกอย่างต้องเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ ทั้งนี้ สธ. มีระบบรองรับผู้ติดยาเสพติดเข้ารับการบำบัดอยู่แล้ว โดยมีโรงพยาบาลรองรับจำนวน 800 กว่าแห่ง ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด เพื่อลดจำนวนผู้เสพ/ผู้ติดยาเสพติดให้ได้มากที่สุด”ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกลกล่าว

สำหรับผลการดำเนินการแก้ไขปัญหายาเสพติด สธ.ได้บูรณาการการทำงานในเรื่องการบำบัดรักษา โดยนำผู้เสพ/ผู้ติดเข้าสู่กระบวนการบำบัดในระบบสมัครใจ ระบบบังคับบำบัดและระบบต้องโทษ โดยในปีงบประมาณ 2558 ได้รับกำหนดให้มีการนำผู้เสพผู้ติดยาเสพติดเข้ารับการบำบัดจำนวน 220,000 คน แบ่งเป็นระบบสมัครใจ จำนวน 69,700 คน ค่ายบำบัด 55,300 คน บังคับบำบัด 77,500 คน และต้องโทษ 17,500 คน


คร.เตือนอย่าเก็บ“ว่านจักจั่น”มากินพิษถึงตาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/230195

ว่านจักจั่น,กรมควบคุมโรค
เครดิตภาพ เฟซบุ๊กYada Suwannasing อ้างอิิงจากเพจราชวิทยาลัยอายุรแพทย์ฯ

การศึกษา-สาธารณสุข  :  16 มิ.ย. 2559

คร.เตือนอย่าเก็บ“ว่านจักจั่น”มากินพิษถึงตาย

คร.เตือนประชาชน“ว่านจักจั่น”เป็นซากจักจั่นที่ติดเชื้อรา อย่าเก็บมากินเด็ดขาด อันตราย คลื่นไส้ อาเจียน ชัก เกร็งกระตุก ถึงตายได้

        เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. นพ.อำนวย กาจีนะ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ในสัปดาห์นี้ สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ได้รับรายงานพบผู้ป่วยอาหารเป็นพิษจากการกินว่านจักจั่น จำนวน 2 ราย เป็นแม่ลูกกัน จากจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยทั้งสองคนเข้าไปหาเก็บเห็ดป่าแล้วขุดเจอว่านจักจั่น จึงนำมาทอดกินเย็นกันสองคนในช่วงเย็น จากนั้นตอนดึกของวันเดียวกัน ทั้งสองคนเริ่มมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ซึม ชัก และเกร็งกระตุก ลูกอาการหนักญาติจึงพาไปพบแพทย์ในโรงพยาบาล ส่วนแม่อาการไม่หนักให้รอที่บ้าน และญาติได้นำตัวอย่างว่านจักจั่นที่ทั้งสองคนกินก่อนมีอาการดังกล่าว มาให้แพทย์วินิจฉัยด้วย แพทย์จึงได้แจ้งทางญาติให้รีบพาผู้เป็นแม่เข้ามารับการรักษาทันที ขณะนี้ทั้งสองคนยังอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

“เหตุการณ์คล้ายกันแบบนี้ เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งที่ผ่านมา โดยเฉพาะเมื่อปี 2557 ที่เกิดพร้อมกันถึง9ราย จากที่กินทั้งหมด11ราย หลังจากนำว่านจักจั่นมาทอดกินแกล้มเหล้า ทำให้มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ถ่ายเหลว ชัก การรู้สึกตัวเปลี่ยน กล้ามเนื้อเกร็งกระตุก อ่อนแรง ใจสั่น และเวียนศีรษะ เป็นต้น ซึ่งทั้ง9ราย เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล มีผู้อาการหนักต้องใส่ท่อช่วยหายใจ1ราย ส่วน 2 รายที่ไม่มีอาการ เพราะกินเข้าไปแล้วรู้สึกรสชาติเฝื่อนจึงคายทิ้งก่อน ทั้งนี้ จากการสอบสวนโรคผู้ป่วยเป็นช่างรับทำโครงการหมู่บ้านจัดสรร ที่ขุดเจอว่านจักจั่นแล้วนำมาทอดกินเช่นเดียวกันกับเหตุการณ์ในครั้งนี้”นพ.อำนวยกล่าว

สำหรับว่านจักจั่น ที่ชาวบ้านนำมาทอดกิน นั้น เป็นเพียงซากของจักจั่นที่ติดเชื้อราแมลงและมีอยู่ในธรรมชาติ ไม่ใช่ว่านหรือพืชที่มีต้นคล้ายเห็ดอยู่เหนือดินและหัวใต้ดินอย่างที่เข้าใจ ว่านจักจั่นจะพบมากในช่วงฤดูฝน เนื่องจากเป็นช่วงที่มีความชื้นสูง เมื่อจักจั่นตัวอ่อนที่กำลังโผล่ขึ้นจากดิน เพื่อลอกคราบ จักจั่นจะอ่อนแอ จึงมีโอกาสติดเชื้อราแมลงได้ง่ายและตายในที่สุด เชื้อราแมลงก็จะเจริญเติบโตในซากจักจั่น และแทงเส้นใยออกมานอกตัวจักจั่นและเจริญโครงสร้างสำหรับสืบพันธุ์ ทำให้ดูเหมือนมีราก หรือเขาออกมาจากตัวจักจั่น ซึ่งราแมลงที่ทำให้เกิดจักจั่นติดเชื้อรานี้ มีโอกาสเกิดขึ้นได้กับแมลงชนิดอื่นๆ ด้วย เช่น มด แมงมุม เพลี้ย ด้วง และหนอน เป็นต้น

นพ.อำนวย กล่าวอีกว่า จากที่ชาวบ้านนำว่านจักจั่นมาทอดกินและทำให้เกิดอาการอาหารเป็นพิษ อาจเกิดจากเชื้อราหรือจากจักจั่นหรือผลร่วมกันของทั้งเชื้อราและจักจั่น ทั้งนี้ เพราะจักจั่นสามารถอยู่ในดินได้ในระยะเวลานาน ทำให้บางคนอาจจะแพ้เชื้อรา แพ้จักจั่น หรือได้รับพิษสารเคมีที่อยู่ในดินที่ซากจักจั่นนั้นอยู่ก็ได้ ดังนั้น จึงขอเตือนประชาชนไม่ควรนำซากจักจั่นติดเชื้อรา หรือว่านจักจั่นมาบริโภค เพราะอาจเจ็บป่วยด้วยโรคอาหารเป็นพิษ หรืออาจมีอาการรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ หากประชาชนมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร 1422


“ชัยเลิศ”ยื่นศาลปกครองสภามสธ.ปลดไม่เป็นธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/230179

ชัยเลิศ,ฟ้องศาลปกครอง,ปลดอธิการมสธ.

การศึกษา-สาธารณสุข  :  16 มิ.ย. 2559

“ชัยเลิศ”ยื่นศาลปกครองสภามสธ.ปลดไม่เป็นธรรม

“ชัยเลิศ” ยื่นฟ้องศาลปกครองถูกถอดอธิการบดีมสธ.ไม่เป็นธรรม ยันไม่บกพร่องต่อหน้าที่ เป็นคนตรง ทำทุกเรื่องตามกม. มั่นใจศาลให้ความเป็นธรรม

       เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 16 มิ.ย. ที่ศาลปกครองสูงสุด รศ.นพ.ชัยเลิศ พิชิตพรชัย อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ .) เดินทางมายื่นฟ้องร้องต่อศาลปกครองกลาง คดีหมายเลขดำที่ บ171/2559 ฟ้อง สภา มสธ. ที่1, รศ.ดร.องค์การ อินทรัมพรรย์ นายกสภามสธ. ที่2 ผู้ถูกฟ้องคดี พร้อมยื่นเอกสาร และเทปบันทึกภาพการประชุมสภามหาวิทยาลัย เป็นหลักฐานประกอบการพิจารณา โดย รศ.นพ.ชัยเลิศ กล่าวว่า ตามที่สภามหาวิทยาลัยมีมติถอดถอนฉับพลันในวันที่ 9 มิ.ย.2559 ที่ผ่านนั้น ถือเป็นคำสั่งที่ไม่เป็นธรรม และในหนังสือคำสั่งก็ไม่มีการชี้แจงถึงเหตุผลที่ต้องถูกถอดถอนจากตำแหน่งอธิการบดี

ดังนั้น การมายื่นฟ้องศาลปกครองครั้งนี้ เพื่อร้องขอความเป็นธรรมตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และขอระงับคำสั่งสภามสธ.ถอดถอนอธิการบดี เพราะกระบวนการที่สภามหาวิทยาลัยดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ก็ไม่เคยได้เข้าไปชี้แจงในที่ประชุมสภามสธ. อีกทั้ง การที่สภาฯมีมติเสียงข้างมาก จึงเคารพมติของสภามสธ. แต่หากเสียงข้างมากเป็นการแสดงเจตนารมณ์ความต้องการของคนกลุ่มหนึ่ง ไม่ได้เกิดจากความถูกต้องและในบริบทของสภามสธ.ที่ดำเนินการก็ไม่ได้แสดงถึงความถูกต้อง คงต้องดำเนินการตามกฎหมาย

“ผมเป็นคนตรง ยึดมั่นระเบียบข้อบังคับ กฎหมายเป็นหลัก ซึ่งอะไรที่ขัดต่อกฎหมายก็จะแสดงความคิดเห็นอย่างชัดเจน และอาจทำให้ขัดต่อความคิดเห็นของกรรมการบางคน จึงเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้คนในกรรมการสภาไม่พอใจ โดยเฉพาะกรณีที่ผม ดำเนินกระบวนการสรรหาสภามสธ. ชุดใหม่ เนื่องจากสภามหาวิทยาลัยจะหมดวาระในเดือนพ.ย. 2559 นี้ ซึ่งตามระเบียบการสรรหานายกและกรรมการสภามหาวิทยาลัย พ.ศ.2555 กำหนดให้อธิการบดี ดำเนินการก่อนที่จะสภามสธ.จะหมดวาระ 6 เดือน ซึ่งผมก็ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของอธิการบดี เพราะถ้าไม่ทำผมก็มีความผิดในฐานละเว้นปฎิบัติหน้าที่ และที่ผ่านมา ก็ไม่เคยไม่กระทำตามมติของสภามสธ. สภาว่าอย่างไรก็ปฎิบัติตาม แต่ถ้าเป็นคำสั่งของคนใดคนหนึ่ง หรือกลุ่มหนึ่งแล้วไม่ถูกต้อง ผมก็ไม่สามารถปฎิบัติได้ และการกระทำทุกอย่างของผม ต้องดำเนินการตามกฎหมายเท่านั้น”รศ.นพ.ชัยเลิศ กล่าว

ทั้งนี้ สำหรับการไปเรียนวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร(วปอ.)สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ โดยที่ผ่านมาผู้บริหารระดับสูง อย่าง ปลัดกระทรวง อธิบดี รวมถึงอธิการบดีมหาวิทยาลัยต่างๆล้วนไปเรียน วปอ. เนื่องจากการไป วปอ. ถือเป็นการไปราชการอย่างหนึ่ง และไม่ได้ทำให้การบริหารงานในหน้าที่บกพร่อง เพราะสามารถมอบหมายงานให้ระดับรองดูแลแทนได้ ซึ่งก็ได้มอบหมายงานให้รองอธิการบดีปฎิบัติงานแทนในบางเรื่อง และตรงนี้ถือเป็นเรื่องการบริหารงานโดยที่ไม่ได้ทำให้งานในหน้าที่บกพร่อง อยากให้คดีouhเป็นกรณีตัวอย่าง เพราะหากผู้บริหาร ไปเรียน วปอ.และมีความผิดฐานบกพร่องต่อการปฎิบัติหน้าที่ อีกหน่อยถ้าปลัดกระทรวง หรืออธิการบดีคนอื่นไปเรียนบางก็ถือว่าผิด

รศ.นพ.ชัยเลิศ กล่าวต่อไปว่า มั่นใจว่าศาลปกครองจะให้ความเป็นธรรมและข้อมูลที่เสนอไปนั้นเป็นข้อเท็จจริงทั้งหมด


ทางเลือกใหม่ของการกายภาพบำบัดในน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/230178

ดูแลสุขภาพ,กายภาพบำบัด,สายพานวิ่งในน้ำ

การศึกษา-สาธารณสุข > บทความ  :  16 มิ.ย. 2559

ทางเลือกใหม่ของการกายภาพบำบัดในน้ำ

ดูแลสุขภาพ : ทางเลือกใหม่ของการกายภาพบำบัดในน้ำ

               การรักษาฟื้นฟูร่างกายของบางโรคนั้น จำเป็นต้องอาศัยการทำกายภาพบำบัด และการออกกำลังกายร่วมด้วย เพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ในผู้ป่วยบางรายจะมีอาการเจ็บปวดหรือขยับร่างกายลำบาก ไม่สามารถรองรับน้ำหนักของตนเองได้ มีข้อจำกัดไม่สามารถเดินบนลู่วิ่งแบบธรรมดาเป็นเวลานาน หรือทำกายภาพบำบัดแบบปกติได้ ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลกรุงเทพ จึงเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้ป่วยที่ประสบปัญหาเหล่านี้ด้วย เทคโนโลยีเครื่องออกกำลังกายแบบสายพานวิ่งในน้ำ หรือ “Aquatic Treadmill” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของการทำกายภาพและออกกำลังกายที่จะช่วยให้ลดอาการเจ็บปวด และผู้ป่วยสามารถทรงตัวได้ดีมากขึ้น
การกายภาพบำบัด คือ การกระทำในการช่วยเหลือผู้ป่วยเพื่อบำบัด ป้องกัน แก้ไข และฟื้นฟูการเสื่อมสมรรถภาพ หรือความพิการของร่างกาย หรือจิตใจ ด้วยวิธีการทางกายภาพบำบัด ซึ่งได้แก่ การดัด การดึง การประคบ การนวด การบริหารร่างกาย หรืออวัยวะส่วนหนึ่งส่วนใดของผู้ป่วย ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการกระทำด้วยวิธีการต่างๆ หรือการใช้เครื่องมืออุปกรณ์ตามหลักวิทยาศาสตร์เข้ามาช่วย ในปัจจุบันการทำกายภาพบำบัดมีหลากหลายวิธี อาทิ การประคบร้อน กระตุ้นไฟฟ้า ฝังเข็ม ธาราบำบัด การเดินบนลู่แบบธรรมดา และเดินบนลู่วิ่งแบบสุญญากาศ เป็นต้น
ทางเลือกใหม่ของการกายภาพบำบัดในน้ำ

ซึ่งทางโรงพยาบาลกรุงเทพได้มีการนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้ในการทำกายภาพบำบัดเพื่อฟื้นฟูผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มทางเลือกสำหรับผู้ป่วย โดยนำเทคโนโลยีเครื่องออกกำลังกายแบบสายพานวิ่งในน้ำ หรือ Aquatic Treadmill (อควาติค เทรดทิว) เข้ามาใช้ ตัวเครื่องมีลักษณะเป็นสายพานวิ่งในน้ำ เนื่องจากน้ำมีคุณสมบัติที่จะสามารถฟื้นฟูร่างกายผู้ป่วยได้เป็นอย่างดี ความหนาแน่นของน้ำทำให้เกิดการลอยตัวทำให้ผู้ป่วยสามารถทรงตัวและเคลื่อนไหวร่างกายได้ดีกว่าอยู่บนบก เพราะไม่ได้รองรับน้ำหนักตนเองทั้งหมด ลดแรงกระแทกตามข้อต่อต่างๆ ในร่างกายจากการเดินหรือวิ่งได้ดีกว่าบนบก และช่วยลดอาการเจ็บปวดของผู้ป่วย แรงดันของน้ำลดอาการบวมตามร่างกายของผู้ป่วยได้ ใช้น้ำอุ่นในการรักษา เนื่องจากน้ำอุ่นจะช่วยในเรื่องการไหลเวียนของโลหิต ทำให้ผู้ป่วยเกิดความรู้สึกผ่อนคลาย ลดอาการเกร็งและอาการปวดต่างๆ ได้
นอกจากนี้แรงต้านของน้ำยังช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรงเพิ่มความทนทานให้แก่ร่างกายได้ ซึ่งตัวเครื่องสามารถปรับระดับน้ำ ความเร็ว ความชันของสายพาน ให้เหมาะสมกับสภาวะของผู้ใช้งาน มีจอแสดงภาพให้เห็นการเคลื่อนไหวของขาขณะกำลังใช้งาน โดยเป็นการแสดงผลของการฝึกฝนและสามารถปรับเปลี่ยนท่าเดินหรือวิ่งให้ถูกต้องได้ในทันที นอกจากจะช่วยในการฟื้นฟูร่างกายสำหรับผู้ป่วยแล้วบุคคลทั่วไปยังสามารถใช้บริการเครื่องนี้ เพื่อช่วยในการออกกำลังกายและลดน้ำหนักได้อีกด้วย
การทำกายภาพบำบัดในน้ำด้วยเครื่องอควาติค เทรดมิว นั้น เหมาะสมกับผู้ป่วยที่มีปัญหาทางโครงร่างกล้ามเนื้อ (Musculoskeletal system) เช่น ผู้ป่วยโรคกระดูกสันหลังเสื่อม ผู้ป่วยก่อนและหลังการผ่าตัด ผู้ป่วยกระดูกหัก ผู้ป่วยที่มีปัญหาทางระบบหัวใจและทรวงอก (Cardiopulmonary system) เช่น ผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดตีบ ผู้ป่วยที่มีปัญหาทางระบบประสาท (Neurological system) เช่น ผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีก ผู้ป่วยพาร์กินสัน ผู้สูงอายุที่มีปัญหาเรื่องทรงตัวและผู้ที่มีน้ำหนักเยอะ ผู้ป่วยที่กล่าวมาข้างต้นนี้มักจะมีปัญหาเกี่ยวกับการทำกายภาพบำบัด การออกกำลังกายบนบก ดังนั้นการกายภาพบำบัดในน้ำจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วย นอกจากผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาแล้วนักกีฬาก็สามารถเข้ารับบริการเครื่องนี้ได้เช่นกันเพราะจะช่วยเพิ่มสมรรถนะทางด้านร่างกายของนักกีฬาได้เป็นอย่างดี
การทำกายภาพในน้ำนั้น ความปลอดภัยเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด วิธีนี้จึงไม่เหมาะกับผู้ที่มีสภาวะระบบหัวใจเต้นไม่คงที่ ความดันโลหิตสูง การมองเห็นและได้ยินบกพร่อง สภาวะบกพร่องทางปัญญา เพราะอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุและเป็นอันตรายกับผู้ป่วยได้ ข้อห้ามสำหรับการทำกายภาพบำบัดในน้ำโดยเครื่องอควาติค เทรดมิว ผู้ที่รับการรักษาจะต้องไม่มีอาการเหล่านี้คือ ไม่สามารถกลั้นปัสสาวะและอุจจาระได้ ท้องเสีย มีอาการติดเชื้อทางกระเพาะปัสสาวะ มีแผลเปิดหรือแผลสด โรคผิวหนัง และผู้ที่กำลังมีประจำเดือน เพราะความสะอาดเป็นสิ่งสำคัญ
ทั้งนี้ ผู้ป่วยจะต้องเข้ารับการวัดสัญญาณชีพ ทำความสะอาดร่างกายและเปลี่ยนเสื้อผ้า ในส่วนของเสื้อผ้าที่สวมใส่ควรเป็นผ้าที่ไม่มีใยผ้าหลุดลุ่ยได้ ไม่ซับน้ำ สะดวกต่อการเคลื่อนไหวในน้ำ เช่น ชุดว่ายน้ำ เสื้อกีฬา กางเกงกีฬา เป็นต้น ไม่ควรนำสิ่งของมีค่าติดตัวในขณะเข้ารับการรักษา ในการรักษาจะใช้เวลาประมาณ 20-30 นาที โดยจะมีนักกายภาพบำบัดดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดการรักษาและในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้หรือช่วยเหลือตนเองได้น้อย เพื่อความปลอดภัยทางโรงพยาบาลจำเป็นจะต้องให้ญาติหรือผู้ติดตามมาช่วยดูแลทุกครั้ง ในส่วนของผู้ที่อายุน้อยกว่า 12 ปี นักกายภาพบำบัดจะเข้าไปดูแลในเครื่องด้วย ในขณะรับการรักษาหากมีอาการเจ็บหน้าอก คลื่นไส้ เวียนศีรษะ เหนื่อยมากหรือปวดท้องถ่าย ควรแจ้งนักกายภาพบำบัดทันที
พญ.ธันยาภรณ์ ตันสกุล
แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู
รพ.กรุงเทพ


ลอยลำ! “หมอประทีป”นั่งเลขาฯสปสช.คนใหม่คุมบัตรทอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/230171

นพ.ประทีป,เลขาฯสปสช.คนใหม่,บอร์ดสปสช.,สปสช.,บัตรทอง,หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

การศึกษา-สาธารณสุข  :  16 มิ.ย. 2559

ลอยลำ! “หมอประทีป”นั่งเลขาฯสปสช.คนใหม่คุมบัตรทอง

ลอยลำ! “หมอประทีป”นั่งเลขาฯสปสช.คนใหม่ หลังกฤษฎีกาตีความคู่แข่งขาดคุณสมบัติ รอบอร์ดบัตรทองรับรองรอบสุดท้าย 4 ก.ค. 59 โอกาสชวดน้อย เว้นบอร์ดไม่รับรอง

        จากกรณีที่นพ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.)คนเดิม หมดวาระเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2559 และคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(บอร์ดสปสช.)ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาเลขาธิการฯคนใหม่ โดยมีผู้สมัครทั้งสิ้น จำนวน 8 คน และคณะกรรมการสรรหาได้คัดเลือกผู้ที่เหมาะสมที่สุดจำนวน 2 ท่าน คือ นพ.ประทีป ธนกิจเจริญ รองเลขาธิการสปสช. และนพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) แต่เนื่องจากมีข้อท้วงติงในเรื่องคุณสมบัติของนพ.วันชัยว่าเป็นผู้บริหารในองค์กรคู่สัญญากับสปสช. ทำให้ขาดคุณสมบัติตามพรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 จึงได้มีการยื่นเรื่องขอให้คณะกรรมกฤษฎีกาตีความเรื่องคุณสมบัติผู้สมัคร ว่าขัดต่อมาตรา 32 พรบ.หลักประกันสุขภาพฯ หรือไม่ โดยให้ตีความผู้สมัคร 3 ท่าน ได้แก่ นพ.วันชัย นพ.ประภัสสร เจียมบุญศรี ผู้ตรวจสธ. และนพ.ทรงพล ชวาลตันพิพัทธ์ ผอ.รพ.ราชบุรี

ล่าสุด เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข  กล่าวว่า คณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตีความแล้วเสร็จและส่งเรื่องกลับมายัง สปสช. และสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขแล้ว โดยระบุว่า  ผู้สมัครทั้ง 3 ท่านที่มีการยื่นให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความเรื่องคุณสมบัตินั้น  มีผ่านคุณสมบัติที่จะสามารถสมัครเป็นเลขาฯสปสช.ได้เพียงหนึ่งท่าน โดนไม่ขัดต่อพรบ.หลักประกันสุขภาพฯ คือ นพ.ทรงพล ทั้งนี้ ในวันที่ 4 กรกฎาคม 2559 บอร์ดสปสช.จะมีการพิจารณาในเรื่องนี้ว่าจะรับรองให้นพ.ประทีปเป็นเลขาธิการสปสช.คนใหม่หรือไม่ ตามมติบอร์ดเมื่อวันที่ 6 มิ.ย.ที่ผ่านมา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ส่งบันทึกเรื่องที่781/2559 ตีความลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครเลขาธิการ สปสช.สรุปว่า ปัญหาข้อกฏหมายดังกล่าวเป็นประเด็นสำคัญ สมควรต้องพิจารณาด้วยความรอบคอบ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา จึงให้มีการประชุมร่วมระหว่างคณะกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ 10 เป็นกรณีพิเศษ มาตรา 32 (12) พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ได้กำหนดลักษณะต้องห้ามของการดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สปสช.ว่า ต้องไม่เป็นหรือภายใน 1 ปีต้องไม่เป็นกรรมการ ผู้บริหาร ผู้มีอำนาจในการจัดการ หรือมีส่วนได้เสียในนิติบุคคลที่เป็นคู่สัญญากับ สปสช.

ทั้งนี้ กรณี นพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งตามข้อ 3 (2) (ญ) แห่งกฏ ก.พ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์การจัดประเภทตำแหน่งและระดับตำแหน่ง พ.ศ. 2551 กำหนดให้ผู้ตรวจราชการของส่วนราชการที่มีฐานะเป็นกระทรวงเป็นตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง ประกอบกับสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขได้ทำข้อตกลงโครงการพัฒนาระบบจัดการข้อร้องเรียนฟ้องร้องทางการแพทย์และสาธารณสุข กับสปสช.ซึ่งจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 18 ธันวาคม 2558 สิ้นสุดในวันที่ 31 พฤษภาคม 2559 (ยังไม่เกิน 1 ปี) ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวมีเนื้อหาผูกพันเป็นนิติสัมพันธ์ ในลักษณะเป็นคู่สัญญาดังนั้น นพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ จึงเป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามในการคัดเลือกเป็นเลขาธิการสปสช. ตามมาตรา 32 (12)

ที่ประชุมร่วมคณะที่ 1 และคณะที่ 10 มีข้อสังเกตว่า หากกระทรวงสาธารณสุขและสปสช.ประสงค์จะเปิดโอกาสให้มีความหลากหลายของบุคคลซึ่งจะสมัครเลขาธิการ สปสช.ก็ควรดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 32 (12) ให้สอดคล้องกับความประสงค์ดังกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า เมื่อคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความเช่นนี้ จึงเท่ากับว่าจากที่คณะกรรมการสรรหาได้คัดเลือกแคนดิเดตมา 2 ท่าน คือ นพ.ประทีปและนพ.วันชัย แต่นพ.วันชัยขาดคุณสมบัติการเป็นผู้สมัครแล้ว จึงเหลือนพ.ประทีปเพียงคนเดียวที่จะมีสิทธิ์ลุ้นเป็นเลขาฯสปสช.คนใหม่ หากบอร์ดสปสช.ให้การรับรองในการประชุมวันที่ 4 ก.ค. 2559 เว้นแต่บอร์ดจะไม่รับรองเท่านั้น นพ.ประทีปจึงจะไม่ได้รับการสรรหาเป็นเลขาธิการสปสช.คนใหม่


จิตแพทย์ชี้ครอบครัวไทยผูกพันใกล้ชิดลดลง ทำญาติฆ่ากันมากขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/230164

กรมสุขภาพจิต,ญาติฆ่ากันเอง,พ่อแม่ไม่เลี้ยงลูกเอง,ครอบครัวขาดความผูกพัน

การศึกษา-สาธารณสุข  :  16 มิ.ย. 2559

จิตแพทย์ชี้ครอบครัวไทยผูกพันใกล้ชิดลดลง ทำญาติฆ่ากันมากขึ้น

จิตแพทย์ชี้ครอบครัวไทยผูกพันใกล้ชิดลดลง ทำญาติฆ่ากันมากขึ้น ใช้เวลาร่วมกัน-พ่อแม่เลี้ยงลูกเองน้อยลง เกิดภาวะตึงเครียดกลายเป็นคู่ขัดแย้งไม่ยืดหยุ่น เร่งวางทางแก้

       พญ.พรรณพิมล วิปุลากร รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ขณะนี้พบการทำร้ายร่ายกายและฆ่ากันของคนในครอบครัวและกลุ่มเครือญาติเพิ่มขึ้น โดยปัจจัยที่ทำให้เกิดการฆ่ากันส่วนหนึ่งมาจากเรื่องของความสัมพันธ์และความผูกพันในครอบครัวที่ลดลง ส่งผลให้เวลาเกิดภาวะตึงเครียดจะกลายเป็นคู่ขัดแย้งไม่ยอมยืดหยุ่นให้กัน โดยมี 2 ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิด คือ1.การใช้เวลาร่วมกันของคนในครอบครัวมีน้อยลง และ2.การที่พ่อแม่เลี้ยงดูลูกเองน้อยลง จึงทำให้ความผูกพันและใกล้ชิดกันของคนในครอบครัวน้อยลง ส่วนแนวทางการแก้ไข คือ พ่อแม่ต้องรู้จักหาวิธีและวางแผนการเลี้ยงดูลูก โดยพยายามเลี้ยงดูลูกด้วยตัวเองดีที่สุด แต่หากต้องให้ลูกไปอยู่กับตายายก็จะต้องหาวิธีสร้างความผูกพันร่วมกันเพื่อไม่ให้ลูกรู้สึกขาดความอบอุ่น นอกจากนี้ ในการดูแลลูกก็ไม่ควรลืมเรื่องการสร้างระเบียบวินัยตั้งแต่เด็กเพื่อลูกลูกเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่ดีมีวินัย

รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวอีกว่า จากการเก็บสถิติการฆ่ากันของคนในครอบครัว ซึ่งได้ข้อมูลมาจากโรงพยาบาลต่างๆ จะพบว่ามี 3 ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดการฆ่ากัน ได้แก่ 1.มีความขัดแย้งกัน และไม่ได้รับการแก้ไข จนเกิดการใช้ความรุนแรงขึ้น  2.มีปัจจัยภายนอก เช่น สมาชิกคนใดคนหนึ่งในครอบครัวมีความผูกพันกับคนนอก เมื่อเกิดปัญหากับคนในครอบครัวขึ้น ก็จะถูกโน้มน้าวให้ก่อเหตุโดยบางครั้งก็ไม่ได้ตั้งใจทำไปเพราะอารมณ์ชั่ววูบ และ3.มีสมาชิกในครอบครัวมีอาการเจ็บป่วยทางจิตและเมื่อถูกกระตุ้นก็ทำให้ก่อความรุนแรงขึ้นกับครอบครัว โดยที่พบการก่อเหตุมากที่สุดจะมาจากปัจจัยภายนอกคือถูกคนอื่นโน้มน้าวให้ก่อเหตุ

พญ.พรรณพิมล กล่าวด้วยว่า ขณะนี้กรมสุขภาพจิตเตรียมที่จะประสานขอข้อมูลจากตำรวจ เกี่ยวกับการก่อเหตุรุนแรงต่างๆ รวมถึงคดีการฆ่ากัน โดยเฉพาะที่เป็นการก่อเหตุของคนในครอบครัวว่ามีสาเหตุมาจากอะไร เพื่อจะได้นำฐานข้อมูลดังกล่าวมาวิเคราะห์ร่วมกับฐานข้อมูลของโรงพยาบาล เพื่อใช้วางเป็นแนวทางและการแก้ไขปัญหาต่อไป ว่าสาเหตุการใช้ความรุนแรงเกิดจากปัจจัยใดบ้าง เพราะบางครั้งก่อนที่จะมีการก่อเหตุที่รุนแรงก็มักจะมีการทำร้ายร่างกายเพียงเล็กน้อยก่อน ดังนั้น หากรู้สาเหตุและปัจจัย ก็จะได้นำไปสู่แนวทางการป้องกันและแก้ไขได้ อย่างทันท่วงที โดยหากมีการประสานขอฐานมูลกับทางตำรวจเรียบร้อยแล้วก็จะมอบข้อมูลดังกล่าวให้กับสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ก่อนวางแนวทางแก้ไขปัญหาต่อไป