ยะลาเปิดเทอมวันแรก!จนท.ดูแลเข้มงวด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/227732

ยะลา,เปิดเทอม,รักษาความปลอดภัยครู,ใต้,เข้มงวด

การศึกษา-สาธารณสุข  :  16 พ.ค. 2559

ยะลาเปิดเทอมวันแรก!จนท.ดูแลเข้มงวด

โรงเรียนใน จ.ยะลา เริ่มเปิดภาคเรียนใหม่วันแรก ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่อย่างเข้มงวด

       เมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 16 พ.ค.59 ที่โรงเรียนบ้านท่าสาบ ม.1 อ.เมือง จ.ยะลา ซึ่งเป็นวันเปิดเทอมวันแรก บรรดาผู้ปกครองทยอยเดินทางมาส่งบุตรหลานมาโรงเรียนกันอย่างคึกคัก ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ทหารหน่วยเฉพาะกิจยะลาที่16 ที่คอยรักษาความปลอดภัยครูและนักเรียน บริเวณหน้าโรงเรียนและภายในโรงเรียนเพื่อป้องกันเหตุที่อาจจะเกิดขึ้น นอกจากนั้นยังมีชุดอาสาสมัครรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (อรบ.) ร่วมปฎิบัติการดูแลรักษาความปลอดภัยโดยรอบบริเวณโรงเรียนด้วย
       ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับวันเปิดภาคเรียนวันแรกในวันนี้ พบว่า เด็กนักเรียนโรงเรียนบ้านท่าสาป ส่วนใหญ่จะสวมเสื้อผ้า ชุดนักเรียน ชุดใหม่ มาโรงเรียน ทั้งนี้ภาพรวมในวันเปิดภาคเรียนวันแรกของจังหวัดยะลา เป็นไปด้วยความเรียบร้อยทุกแห่ง
       สำหรับเจ้าหน้าที่ทหารหน่วยเฉพาะกิจยะลาที่ 16ได้จัดกำลังมาดูแลความปลอดภัยครู นักเรียนและโรงเรียนบ้านท่าสาป ซึ่งได้เปิดเรียนวันนี้เป็นวันแรก โดยได้วางกำลังดูแลรักษาความปลอดภัยในเส้นทางที่คณะครูใช้เดินทางมายังโรงเรียน เพื่อให้ความมั่นใจในความปลอดภัย นอกจากนั้นยังมีหน้าที่ดูแลวัด และชุมชนไทยพุทธบริเวณรอบโรงเรียนอีกด้วย
————————————-
(ภาพแฟ้มข่าว)

ผ่อนผันค่าเทอม-ให้ทุนยากจนมาตรการอุ้มผู้ปกครองรับเปิดเทอม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/227666

ค่าเทอม,เปิดเทอม,โรงเรียน,ผ่อนผัน,ค่า,เทอม,ทุน,ยากจน,มาตรการ,อุ้ม,ปกครอง

การศึกษา-สาธารณสุข  :  16 พ.ค. 2559

ผ่อนผันค่าเทอม-ให้ทุนยากจนมาตรการอุ้มผู้ปกครองรับเปิดเทอม

ผ่อนผันค่าเทอม-ให้ทุนยากจนมาตรการอุ้มผู้ปกครองรับเปิดเทอม : เกศกาญจน์ บุญเพ็ญรายงาน

           ในภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง รายได้ไม่สัมพันธ์กับค่าครองชีพ ที่พาเหรดปรับตัวเพิ่มขึ้น การใช้จ่ายต้องคิดให้หนักกว่าปกติ จ่ายเฉพาะที่จำเป็น ยิ่งครอบครัวใดที่มีลูกวัยเรียนก็ถือว่าหนัก ยิ่งวันเปิดเทอม 16 พฤษภาคม 2559 พ่อแม่ผู้ปกครองจำต้องพึ่งโรงรับจำนำ แลกทรัพย์สินเป็นเงินเพื่อการศึกษาของลูก

โครงการเรียนฟรี เรียนดี 15 ปีอย่างมีคุณภาพ รัฐอุดหนุน ชุดนักเรียน อุปกรณ์การเรียน หนังสือ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระผู้ปกครอง แต่ “การลงทุนเพื่อการศึกษา” ผ่านห้องเรียนพิเศษต่างๆ เป็นอีกปัจจัยที่ผู้ปกครองยุคดิจิทัลทำเพื่อลูก อาทิ เรียนห้องเรียนอิงลิชโปรแกรม จ้างครูสอนภาษาชาวต่างประเทศ นวัตกรรมใหม่ๆ ห้องเรียนติดแอร์ พ่อแม่ผู้ปกครองต้องจ่ายเงินเพิ่ม

ดร.กล้าศักดิ์ จิตต์สงวน ผู้อำนวยการโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) บอกชัดเจน แนะนำว่า สภาวะเศรษฐกิจฝีดทั่วโลก ทุกโรงเรียนเข้าใจถึงความจำเป็นของผู้ปกครอง ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายต่างๆ มากขึ้น หากผู้ปกครองมีความจำเป็นไม่สามารถจ่ายค่าเทอมได้ทั้งหมดในคราวเดียว ควรติดต่อกับทางโรงเรียนเพื่อขอผ่อนจ่ายได้ อาทิ จ่ายเป็นรายเดือน หรือจะทยอยจ่ายให้ครบภายภายในเทอมนั้นๆ ก็ได้ ขอแค่มาคุยกันให้ชัดเจน ถ้าครอบครัวที่มีฐานะยากจนจริงๆ ก็อาจจะขอยกเว้นได้ แต่ยืนยันว่านักเรียนทุกคนต้องได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพเท่าเทียมกัน

ทั้งนี้ การกำหนดรายการและอัตราการเรียกเก็บเงินบำรุงการศึกษานั้น สถานศึกษาทุกแห่งจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการ ที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) กำหนด ซึ่งต้องคำนึงถึงสภาพเศรษฐกิจ โดยทุกโครงการที่จะขอเก็บค่าใช้จ่ายต้องเขียนรายละเอียด เหตุผลความจำเป็นที่ชัดเจน จากนั้นนำเสนอให้คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียนพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อน และนำเสนอไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) อนุมัติ ซึ่งในเขตพื้นที่ฯ อาจจะไม่พิจารณาตามที่ขอไปทุกโครงการ หรืออาจจะพิจารณาตัดทอนรายจ่ายบางรายการลงได้ ก่อนจะส่งเรื่องกลับมายังโรงเรียนประกาศให้ผู้ปกครองรับทราบ ส่วนเงินที่ได้รับจากผู้ปกครองทุกคนจะถูกจัดเก็บเป็นรายได้ของสถานศึกษา และผู้ปกครองจะได้รับใบเสร็จทุกครั้ง

การเก็บเงินบำรุงการศึกษาจะไม่มีการบังคับ เป็นไปตามความสมัครใจ ผู้ปกครองสามารถเลือกให้ลูกได้รับบริการในทุกรายการ หรือเลือกบางรายการที่เห็นว่าจำเป็นก็ได้ อย่างที่โรงเรียนบดินทรเดชาฯ ผมจะประชุมกับผู้ปกครองชี้แจงทำความเข้าใจแต่ต้นว่าเก็บเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง บางรายการก็เก็บเพียงครั้งเดียว อาทิ ตรวจสุขภาพ บางรายการต้องเก็บทั้งสองเทอม อาทิ จ้างครูต่างชาติ ล่าสุดปีการศึกษา 2559 นักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 จ่ายค่าเทอมคนละ 3,300 บาท ม.4 คนละ 3,600 บาท ทั้งนี้ ยอมรับว่าโรงเรียนบดินทรเดชาฯ มีปัญหาดังกล่าวน้อย แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มี บางรายผมเคยลงไปเยี่ยมบ้านพบว่าครอบครัวลำบากมาก หาเช้ากินค่ำ กลับมาผมทำเรื่องยกเว้นค่าเทอมก็มีและยังหาทุนให้ด้วย เพราะฉะนั้น ผมเชื่อว่าไม่มีผู้บริหารคนใดอยากจะขูดรีดเอาเป็นเอาตายกับผู้ปกครอง และก็พร้อมให้การศึกษาที่ดีแก่เด็กทุกคน” ดร.กล้าศักดิ์ กล่าว

ด้าน นายชลำ อรรถธรรม ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สนผ.) สพฐ. กล่าวว่า ปกติแล้วการเก็บเงินบำรุงการศึกษา จะทำเฉพาะในโรงเรียนที่มีขนาดใหญ่ มีชื่อเสียง มีความพร้อมและมีศักยภาพ และต้องการเพิ่มเติมคุณภาพการศึกษาให้แก่นักเรียนด้วยรูปแบบต่างๆ เป็นกรณีพิเศษ ซึ่งงบประมาณที่รัฐอุดหนุนให้อาจไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องขอความร่วมมือจากผู้ปกครองขอสนับสนุนค่าใช้จ่ายในรายการอื่นๆ ที่นอกเหนือจากที่รัฐจัดให้เป็นกรณีพิเศษ ตามประกาศ ศธ. เรื่องเงินบำรุงการศึกษาของสถานศึกษาในสังกัด ศธ. ซึ่งในแนบท้ายของประกาศจะกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาไว้ให้ อาทิ ห้องเรียนอิงลิชโปรแกรม ระดับก่อนประถมศึกษา-ม.ต้น เก็บไม่เกิน 35,000 บาทต่อคนต่อเทอม ม.ปลาย ไม่เกิน 40,000 บาทต่อคนต่อเทอม ส่วนค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ต้องเก็บไม่เกิน 2,000 บาทต่อคนต่อเทอม

ขณะที่ ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า มีข้อมูลอย่างไม่เป็นทางการว่าสัดส่วนการกู้ยืมเพื่อลงทุนทางการศึกษา ครอบครัวยากจน 52% ปานกลาง 27% และมีฐานะ 19% จะเห็นได้ว่าทุกครอบครัวยอมลงทุนเพื่อการศึกษา สะท้อนว่าเรียนฟรีไม่ฟรีจริง ช่วงเปิดเทอมพ่อแม่จะเดือดร้อนที่สุดต้องเตรียมหาเงินเป็นค่าใช้จ่ายในการเรียน ขณะที่ค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนลำพังแค่ค่าครองชีพ เคาะตัวเลขคร่าวๆ อยู่ที่เดือนละ 2,500 บาทไม่รวมค่าเรียนพิเศษ ค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษาอื่นๆ ตรงนี้ครอบครัวฐานะยากจนจะได้รับผลกระทบมาก ดังนั้น รัฐบาลควรต้องทบทวนนโยบายเพื่อหาทางช่วยเหลือ อาทิ ตั้งกองทุนการศึกษาช่วยเด็กยากจน กำหนดเส้นความยากจน 1.5 แสนบาทต่อปี สามารถกู้เรียนได้ไม่ต้องเสียดอกเบี้ย เป็นต้น ตรงนี้จะช่วยดึงเด็กให้อยู่ในระบบการศึกษาได้มาก 22-25% ลดปัญหาเด็กออกกลางคัน รวมถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้

“เปิดเทอมเป็นช่วงที่พ่อแม่หวานอมขมกลืน ต้องหาเงินสุดชีวิตเพื่อการศึกษาของลูก โดยไม่ให้ลูกรู้ว่าตัวเองลำบากแค่ไหน จึงไม่แปลกใจที่ได้เห็นภาพพ่อแม่เดินเข้าโรงรับจำนำ หรือไปกู้หนี้นอกระบบซึ่งดอกเบี้ยสูง ตรงนี้ถ้าเป็นไปได้ผมอยากเสนอให้รัฐเข้ามาดูว่าถ้ากู้มาเพื่อลงทุนการศึกษาประสานให้โรงรับจำนำปรับลดดอกเบี้ยได้หรือไม่ ขณะเดียวกันต้องเปลี่ยนทัศนคติเด็ก อย่าเอาแต่เรียน แต่ให้ทำงานพิเศษที่เหมาะสมกับวัย เปิดเทอมมาเขาก็จะมีรายได้จากที่ทำงานมาใช้จ่ายส่วนหนึ่ง เป็นการแบ่งเบาภาระพ่อแม่ ที่สำคัญเวลานี้รัฐมีโครงการประชารัฐมีภาคเอกชนมาร่วมขับเคลื่อน ควรใช้โอกาสนี้ ขอความสนับสนุนในด้านอุปกรณ์ ทุนการศึกษาแก่เด็กที่ด้อยโอกาส ซึ่งภาคเอกชนก็ได้ประโยชน์สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้” ศ.ดร.สมพงษ์ ให้ข้อเสนอแนะ


‘สปส.’ถกฝ่ายก.ม.ปรับเกณฑ์ประเมินรพ.เอกชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/227684

สปส.,โรงพยาบาล,สำนักงานประกันสังคม,ประเมิน,เกณฑ์,กม.,รพ.,เอกชน

การศึกษา-สาธารณสุข  :  15 พ.ค. 2559

‘สปส.’ถกฝ่ายก.ม.ปรับเกณฑ์ประเมินรพ.เอกชน

เลขาธิการสปส.เตรียมหารือฝ่ายกฎหมายถกแก้เกณฑ์ประเมินสามารถเพิ่มการตรวจสอบสถานะทางการเงินรพ.ได้หรือไม่

          วันที่ 15 พฤษภาคม 2559  นายโกวิท สัจจวิเศษ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.)  กระทรวงแรงงาน กล่าวถึงกรณีมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคเรียกร้องให้ สปส.ควรตรวจสอบโรงพยาบาลก่อนทำสัญญากับโรงพยาบาลเอกชนเพื่อให้บริการทางการแพทย์แก่ผู้ประกันตนว่า ปัจจุบันมีโรงพยาบาลเอกชนเป็นคู่สัญญากับ สปส.ทั้งหมด 80 แห่ง โดย สปส.จะจัดคณะกรรมการตรวจสอบมาตรฐานทางการแพทย์ลงไปตรวจสอบตามเกณฑ์มาตรฐานบริการทางการแพทย์  เช่น  โรงพยาบาลมีขนาด 100 เตียง, มีแพทย์ ครบ 12 สาขา และมีแพทย์ประจำสาขา 4  คน   รวมทั้งต้องไม่เคยถูกร้องเรียนเรื่องมาตรฐานการรักษาหรือมีปัญหาบริการทางการแพทย์เป็นประจำทุกปีก่อนทำสัญญา
          เลขาธิการ สปส. กล่าวอีกว่า  ส่วนสถานะทางการเงินของโรงพยาบาลเอกชนนั้น สปส.ก็ได้สอบถามโรงพยาบาลเอกชนข้อมูลบ้าง แต่ไม่ได้ใช้เป็นเกณฑ์ประเมินเพราะ สปส.เน้นพิจารณามาตรฐานการบริการทางการแพทย์  ขณะที่สถานะทางการเงินของโรงพยาบาลเอกชนเป็นเรื่องทางธุรกิจและเป็นเรื่องซับซ้อนจะต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและการเงิน   สปส.จึงไม่ได้เข้าไปตรวจสอบโดยละเอียด นอกจากนี้ จะลงไปตรวจสอบโรงพยาบาลคู่สัญญาเพิ่มเติมกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินหรือถูกผู้ประกันตนร้องเรียนมีปัญหาบริการทางการแพทย์
          เลขาธิการ สปส.กล่าวอีกว่า  ปัจจุบันโรงพยาบาลเอกชนที่เป็นคู่สัญญาของ สปส. 80 แห่ง โดยภาพรวมมีโรงพยาบาลเอกชนน้อยแห่งที่มีปัญหาเรื่องสถานะทางการเงิน โรงพยาบาลเดชาถือเป็นกรณีที่มีปัญหาหนักที่สุด  ที่ผ่านมาเคยมีแต่กรณีการขายกิจการหรือเทคโอเวอร์โรงพยาบาลเอกชนและมีผู้ประกอบการรายใหม่มาบริหาร หากเกิดกรณีเช่นนี้หลังจากโรงพยาบาลเอกชนทำสัญญากับ สปส.แล้ว โรงพยาบาลเอกชนจะต้องแจ้งต่อ สปส. หากไม่แจ้งจะถูกริบเงินประกันสัญญา
          ทั้งนี้   เมื่อแจ้งมา สปส.จะเข้าไปประเมินมาตรฐานการให้บริการทางการแพทย์ว่า ผู้ประกอบการรายใหม่ที่มาซื้อกิจการโรงพยาบาลเป็นใคร  มีความพร้อมด้านสถานะการเงินและการให้บริการทางการแพทย์หรือไม่ รวมทั้งต้องทำสัญญากับสปส.ใหม่ด้วย  และสปส.จะลดโควตาผู้ประกันตนของโรงพยาบาลเอกชนดังกล่าวลงจากเดิมบางกรณีเคยลดถึงครึ่งหนึ่งของโควตาเพื่อให้ปรับตัวและให้บริการผู้ประกันตนได้เต็มที่ ทั้งนี้ เร็วๆนี้ตนจะหารือกับฝ่ายกฎหมายของสปส.เพื่อสรุปปัญหากรณีโรงพยาบาลเดชา รวมทั้งจะพิจารณาทบทวนเกณฑ์ประเมินมาตรฐานโรงพยาบาลเอกชนว่าควรจะแก้ไขเกณฑ์โดยเพิ่มการตรวจสอบสถานะทางการเงินของโรงพยาบาลด้วยหรือไม่
          “กรณีโรงพยาบาลเอกชนซึ่งเป็นคู่สัญญาของ สปส.ที่มีปัญหาสถานะทางการเงินนั้น  โรงพยาบาลเดชาถือเป็นกรณีที่มีปัญหาหนักที่สุด โรงพยาบาลเอกชนแห่งนี้เป็นคู่สัญญากับ สปส.มาตั้งแต่ปี 2537 และโรงพยาบาลแห่งนี้ไม่เคยถูกร้องเรียนด้านบริการทางการแพทย์ จึงได้ต่อสัญญา  สปส.ทราบว่าโรงพยาบาลเดชามีปัญหาสถานะทางการเงินเมื่อต้นปี 2559  จากการที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ซึ่งโรงพยาบาลเดชาส่งต่อผู้ป่วยไปรักษาได้มีหนังสือแจ้งทวงเงินค่ารักษา  23  ล้านบาทจากโรงพยาบาลเดชามายัง สปส. รวมทั้งยังค้างจ่ายเงินสมทบ สปส.อีกกว่า 8 ล้านบาทรวม 32 ล้านบาทซึ่ง สปส.ก็ได้ผ่อนผันในการชำระหนี้ให้แก่โรงพยาบาลเดชา  และได้ส่งทีมไปตรวจสอบ  รวมทั้งเตรียมการย้ายผู้ประกันตนกว่า 4 หมื่นคนไปโรงพยาบาลรัฐ แต่โรงพยาบาลเดชาถูกกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) สั่งปิดชั่วคราวก่อน ” นายโกวิท กล่าว

แอลกอฮอล์ อาชญากรรม และการปฏิรูปตำรวจ(ไทย)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/227603

สิ่งแวดล้อม,หลากมิติเวทีทัศน์,แอลกอฮอล์,อาชญากรรม,ปฏิรูป,ตำรวจไทย,ตำรวจ,ไทย

การศึกษา-สาธารณสุข  :  15 พ.ค. 2559

แอลกอฮอล์ อาชญากรรม และการปฏิรูปตำรวจ(ไทย)

หลากมิติเวทีทัศน์ : แอลกอฮอล์ อาชญากรรม และการปฏิรูปตำรวจ(ไทย) : โดย … ภญ.อรทัย วลีวงศ์

                    เหตุการณ์อาชญากรรมและความรุนแรงจากแอลกอฮอล์ในช่วงนี้ ไม่ว่าจะเป็นกรณีทำร้ายนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ ที่หัวหิน ในช่วงสงกรานต์ และกรณีล่าสุดที่กลุ่มวัยรุ่น 6 คนรุมทำร้ายคนส่งขนมปังจนเสียชีวิต มีข้อสังเกตที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการมึนเมาสุราทั้งของผู้ก่อเหตุหรือเหยื่อว่า ตำรวจไทยให้ความสำคัญกับปัจจัยเสี่ยงหรือปัจจัยส่งเสริมพฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์หรือการเข้าถึงแอลกอฮอล์กับปัญหาเหล่านี้มากแค่ไหน…
                    นี่อาจจะเป็นหนึ่งในการปฏิรูปตำรวจไทยอีกเรื่องหนึ่งไหม? เพราะจากที่ได้ศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้องของต่างประเทศที่พัฒนาแล้ว พบว่าหน่วยงานตำรวจในประเทศทางยุโรป อเมริกา หรือออสเตรเลียนั้น ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการป้องกันปัจจัยเสี่ยงจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างมาก ทั้งตำรวจในระดับประเทศและในพื้นที่
                    เป็นข้อเท็จจริงที่ว่า ปัจจัยที่ก่อปัญหาอาชญากรรมและความรุนแรงนั้น เป็นเรื่องซับซ้อนเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย และไม่ใช่ทุกคดีความรุนแรงที่จะเกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์ และไม่ใช่คนเมาทุกคนที่จะไปก่อเหตุหรือสร้างความเดือดร้อนรำคาญแก่สังคม แต่ก็มีข้อมูลวิชาการชี้ว่า จำนวนและความรุนแรงในสังคมเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์ และมีข้อมูลยืนยันว่าจำนวนของร้านจำหน่ายแอลกอฮอล์กับจำนวนคดีอาชญากรรม ความหนาแน่นและการกระจายตัวของร้านเหล้ามีรูปแบบเกี่ยวข้องกับการกระจายตัวของจุดเกิดเหตุอาชญากรรม
                    ตลอดจนเวลาการให้บริการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสถานบันเทิง เชื่อมโยงกับสถิติช่วงเวลาการเกิดอาชญากรรม เช่น การทำร้ายร่างกาย การทะเลาะวิวาท การทำลายข้าวของและทรัพย์สินสาธารณะ และอุบัติเหตุจราจรจากการเมาแล้วขับ หลายประเทศนั้นได้จัดตั้งแผนกพิเศษในสถานีตำรวจเพื่อทำงานด้านปัญหาจากเหล้าโดยเฉพาะ เพราะปัจจัยเหล่านี้ “เป็นปัจจัยที่ป้องกันและควบคุมได้” ซึ่งมีสองบทบาทที่เห็นชัดเจนของตำรวจต่างประเทศในประเด็นแอลกอฮอล์กับปัญหาอาชญากรรม (โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับตำรวจไทย)
                    ประเด็นแรก คือ บทบาทการบังคับใช้กฎหมายควบคุมแอลกอฮอล์ ไม่น่าเชื่อว่าตำรวจในประเทศพัฒนาแล้ว เช่น อังกฤษ นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย ก็ยังเลือกใช้วิธีธรรมดาๆ อย่างการใช้เด็กไปล่อซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตามร้านค้าต่างๆ หากร้านค้าไหนขายให้ก็จับปรับกันไปตามระเบียบ และยังออกตรวจสม่ำเสมอตลอดทั้งปี
                    ตัวอย่างที่นำเป็นกรณีศึกษาได้ดีก็คือ กรณีที่ตำรวจที่ออสเตรเลียออกตรวจการณ์ตามปกติและเจอกลุ่มเด็กวัยรุ่นถือเบียร์ซึ่งถุงของซูเปอร์มาร์เก็ตเชนสโตร์ชื่อดังจึงเข้าไปตรวจสอบ พบว่าวัยรุ่นกลุ่มนี้มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ตำรวจจึงตามไปตรวจสอบร้านค้าต่อ พนักงานร้านอ้างว่า ได้ตรวจสอบบัตรประชาชนแล้วแต่วัยรุ่นคนดังกล่าวได้อ้างว่าทำกระเป๋าตังค์หาย จึงขอโชว์รูปใบขับขี่จากมือถือโดยไม่รู้ว่าเป็นรูปปลอมและไม่รู้ว่ากฎหมายกำหนดให้ตรวจสอบจากบัตรจริงเท่านั้น งานนี้พนักงานคนดังกล่าวถูกส่งไปอบรมเรื่องวิธีการและระเบียบการจำหน่ายแอลกอฮอล์ใหม่ ร้านค้าก็ถูกดำเนินคดีด้วยโทษฐานจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้เด็กต่ำกว่าอายุ 18 ปี ถูกปรับพร้อมสั่งให้ปิดร้านเป็นเวลา 3 วัน ซึ่งอาจจะดูว่าแค่ช่วงเวลาสั้นๆ แต่หากนับเป็นมูลค่ายอดขายแล้วเดือนนี้ห้างก็ขาดรายได้ไปไม่น้อย แถมเสียชื่อเสียงจากข่าวทีออกมาอีก (อ่านข่าวเพิ่มเติม )
                    ย้อนกลับมาดูประเทศไทย ซึ่งมีกฎหมายห้ามจำหน่ายแอลกอฮอล์แก่เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี แต่จะมีร้านเหล้าสักกี่ร้านที่ตรวจบัตรประชาชนกรณีมีวัยรุ่นมาซื้ออย่างจริงจัง ทั้งที่ข้อมูลจากศูนย์วิจัยปัญหาสุราก็รายงานชัดว่าเด็กไทยกว่าร้อยละ 80 สามารถซื้อแอลกอฮอล์ได้ แต่จะมีตำรวจสักกี่พื้นที่ที่ออกตรวจสอบหรือดำเนินคดีกับร้านค้าที่ผิดกฎหมาย คงไม่ต้องถามถึงกรณีที่มีเยาวชนดื่มและเมาสุราแล้วไปก่ออาชญากรรม ร้านค้าเหล่านั้นจะเข้ามารับผิดชอบอย่างไร
                    ตำรวจที่อเมริกาทำงานใกล้ชิดกับหน่วยงานออกใบอนุญาตขายเหล้า (เทียบได้กับสรรพสามิตในเมืองไทย) มีแผนและระบบการเก็บข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวกับพฤติกรรมการดื่มของผู้ก่อเหตุ รวมถึงข้อมูล “สถานที่ดื่มสุดท้าย” ของทุกคดีที่มีคนเมาเป็นผู้ก่อเหตุ พอสิ้นปีก็จะมีการวิเคราะห์ประมวลผลเพื่อระบุพื้นที่เสี่ยง ระบุประเภทคดีเชื่อมกับแหล่งจำหน่ายในพื้นที่ หากสรรพสามิตไทยเพิ่มบทบาทในการช่วยลดปัญหาสังคมจากแอลกอฮอล์อย่างต่างประเทศด้วยการเข้มงวด เรื่องสถานที่จำหน่ายและการออกใบอนุญาตจำหน่ายสุราก็จะสร้างคุณูปการในการจัดการปัญหาสังคมจากภัยสุราไม่มากก็น้อย
                    โดยมีการวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงหรือ “ผู้ร้าย” ที่ซ่อนอยู่หลังเหตุการณ์คือ ผู้ร้ายที่ชื่อ “แอลกอฮอล์” ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นธุรกิจใหญ่มูลค่าสูงและอิทธิพลมาก จึงต้องเพิ่มการจัดการที่ปัจจัยเหล่านี้ มีการจำกัดการค้าการทำการตลาด การเข้าถึง เป็นหนทางเสริมควบคู่กับมาตรการอื่นๆ เพื่อลดปัญหาอาชญากรรมและความรุนแรง ฝากตำรวจไทยและสังคมไทยพิจารณาปฏิรูปอย่างจริงจังด้วยเถิด
                    ประเด็นที่สอง คือ การมีแผนการป้องกันปัญหาอาชญากรรมด้วยการควบคุมปัจจัยแอลกอฮอล์ มีข้อมูลความสำเร็จของจำนวนและความรุนแรงของอาชญากรรมลดลง เป็นผลมาจากการจัดการปัญหาแอลกอฮอล์ทำให้ตำรวจหลายประเทศเลือกที่จะมีแผนป้องกันด้านนี้ นอกเหนือการจับกุมดำเนินคดีภายหลังที่เกิดเรื่องขึ้นแล้ว
                    ตัวอย่างเช่น ตำรวจที่อเมริกาทำงานใกล้ชิดกับหน่วยงานออกใบอนุญาตขายเหล้า (เทียบได้กับสรรพสามิตในเมืองไทย) มีแผนและระบบการเก็บข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวกับพฤติกรรมการดื่มของผู้ก่อเหตุ รวมถึงข้อมูล “สถานที่ดื่มสุดท้าย” ของทุกคดีที่มีคนเมาเป็นผู้ก่อเหตุ พอสิ้นปีก็จะมีการวิเคราะห์ประมวลผลเพื่อระบุพื้นที่เสี่ยง ระบุประเภทคดีเชื่อมกับแหล่งจำหน่ายในพื้นที่ (ข้อมูลเพิ่มเติม ) และที่เห็นผลเป็นรูปธรรมชัดเจน คือการสั่งปิดกิจการของสถานบันเทิงแห่งหนึ่ง เพราะพบว่าเป็นมีความเกี่ยวข้องสูงกับอุบัติการณ์อาชญากรรมในพื้นที่ (อ่านข่าวเพิ่มเติม) )
                    นอกจากนั้น ยังมีตัวอย่างเป็นเรื่องราวที่ใกล้เคียงกับเหตุการณ์วัยรุ่นรุมทำร้ายคนส่งขนมปังจนเสียชีวิต ซึ่งที่ต่างประเทศทุกครั้งที่มีคนบริสุทธิ์ถูกทำร้ายเสียชีวิตด้วยเหตุไม่สมควร มักจะเป็นเรื่องใหญ่ และเป็นที่สนใจของสังคม บ่อยครั้งที่ชีวิตสูญเสียไปต้องเป็นบทเรียนและนำมาซึ่งแนวทางแก้ปัญหาเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบเดียวกันอีก
                    เช่นเดียวกับกรณีนี้ที่เมืองซิดนีย์ มีเด็กวัยรุ่นคนหนึ่ง ถูกคนเมาข้างถนนทำร้ายจนเสียชีวิตขณะกำลังเดินทางกลับบ้านหลังจากไปฉลองกับเพื่อน เหตุการณ์ครั้งนี้คนร้ายโดนจำคุกสิบปี แต่ครอบครัวเด็กอยากให้การสูญเสียได้เป็นอุทาหรณ์และเกิดการเปลี่ยนแปลง จึงมีการเคลื่อนไหวเรียกร้องให้หน่วยงานแก้ไขอย่างจริงจัง พร้อมแรงสนับสนุนจากชุมชนและสังคม ผลสุดท้ายได้นำมาซึ่งการเข้มงวดของกฎหมายควบคุมการจำหน่ายแอลกอฮอล์ของร้านค้าและร้านบริการในพื้นที่ สถานบริการกลางคืน (หรือที่รู้จักกันในชื่อ “กฎหมายล็อกเอาท์”) โดยร้านเหล้าต้องหยุดจำหน่ายตอนสี่ทุ่ม และพวกผับบาร์หรือสถานบันเทิงห้ามรับลูกค้าเพิ่มเติมตอนตีหนึ่งครึ่ง และให้ห้ามบริการแอลกอฮอล์หลังจากตีสาม ตั้งแต่การสูญเสียครั้งนั้นปี 2012 การผลักดันกฎหมายนี้มีมาอย่างต่อเนื่องต่อสู้กับเจ้าของธุรกิจบันเทิงพักใหญ่ แต่ในที่สุดก็มีการบังคับใช้เมื่อเดือนเมษายน 2559 โดยกำลังมีอีกหลายรัฐในประเทศออสเตรเลียที่กำลังพิจารณาใช้กฎหมายนี้ในพื้นที่ (อ่านข่าวเพิ่มเติมที่นี่ http://www.news.com.au/national/crime/time-goes-so-fast-yet-stands-still-thomas-kellys-dad-on-life-after-his-son-was-killed-by-a-cowards-punch/news-story/3c70103baedbc12d1c32f4819a4fe6ff)
                    ท้ายสุด ปัญหาอาชญากรรม ความรุนแรง รวมทั้งอุบัติเหตุนั้น เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของสังคม บ่อยครั้งที่การจัดการปัญหาจบอยู่ที่การลงโทษผู้ก่อเหตุเท่านั้น จะดีไม่น้อยหากผู้เกี่ยวข้องยกระดับการแก้ปัญหาไปมากกว่าการลงโทษเป็นรายคดี โดยมีการวิเคราะห์ ปัจจัยเสี่ยง หรือ “ผู้ร้าย” ที่ซ่อนอยู่หลังเหตุการณ์ คือ ผู้ร้ายที่ชื่อ “แอลกอฮอล์” มีการจัดการที่ปัจจัย “แอลกอฮอล์” เป็นหนทางเสริมควบคู่กับมาตรการอื่นๆ ฝากตำรวจไทย และสังคมไทยพิจารณาปฏิรูปอย่างจริงจังด้วยเถิด
—————-
(หลากมิติเวทีทัศน์ : แอลกอฮอล์ อาชญากรรม และการปฏิรูปตำรวจ(ไทย) : โดย … ภญ.อรทัย วลีวงศ์ นศ.ปริญญาเอก ด้านผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย)

เศรษฐกิจ ‘คนบึงพะไล’ สำเร็จได้ด้วยทุนในชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/227604

รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม,เศรษฐกิจ,คนบึงพะไล

การศึกษา-สาธารณสุข  :  15 พ.ค. 2559

เศรษฐกิจ ‘คนบึงพะไล’ สำเร็จได้ด้วยทุนในชุมชน

รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : เศรษฐกิจ ‘คนบึงพะไล’ สำเร็จได้ด้วยทุนในชุมชน : โดย…รุ่งโรจน์ เพชระบูรณิน สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน

                    “ถึงแม้จะมีหนี้ แต่เราก็มีสถาบันจัดการเงินชุมชนที่มารองรับหนี้ ทำให้ครอบครัวดีขึ้น มีอันอยู่อันกิน มีรายได้ดีขึ้น” นายบำรุง มณฑาทิพย์
                    “ฉันภูมิใจที่ชุมชนฉันเข้มแข็ง สามารถเป็นแบบอย่างให้ชุมชนอื่นได้” นางลำดวน นวมโคกสูง
                    “รู้สึกภูมิใจที่บ้านหัวบึงทำได้ ก็มีโครงการหลายๆ อย่าง มีโรงสีข้าวชุมชน มีเลี้ยงหมู เลี้ยงควาย เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ มีลานตากข้าว ภูมิใจที่พวกเราทำได้” นายคมขำ ทับสุขา
                    “ผู้นำเขาเข้มแข็ง ถ้าเราไม่มีอาชีพเสริม ผู้นำก็ไปจ้างครูมาช่วยสอนทำขนม และทำอะไรหลายอย่าง ช่วยเหลือกลุ่มให้ดีขึ้น เราก็มีรายได้เพิ่มขึ้น เลี้ยงครอบครัวได้” นางคำบาง หยวกกลาง
                    “ตั้งแต่มุมานะมาก็เป็นเวลา 14-15 ปี ถึงวันนี้คิดว่าทะลุเป้า ดีใจมาก ภูมิใจ นึกสนุก ปลื้มในใจมากๆ เวลามีเพื่อนต่างจังหวัดมาดูงาน มาชมมาเชย” นางทองสาย ปิตาทะสา
                    นี่คือเสียงสะท้อนและคำบอกเล่าความรู้สึกสั้นๆ ของคน ต.บึงพะไล ส่วนหนึ่ง ที่ยืนยันถึงความสำเร็จและความภาคภูมิใจ ที่พวกเขาได้พัฒนาเศรษฐกิจรากฐานและทุนชุมชนให้เข้มแข็งด้วยตนเอง
                    ต.บึงพะไล อ.แก้งสนามนาง จ.นครราชสีมา ประกอบด้วย 15 หมู่บ้าน 2,409 ครัวเรือน ประชากร 10,709 คน คนที่นี่ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำการเกษตร ปลูกมัน ทำนา เลี้ยงสัตว์ และมีวิถีวัฒนธรรมไม่ต่างจากเกษตรกรในภาคอีสานโดยทั่วไป
                    แต่ที่นี่…มีความโดดเด่นในการรวมกลุ่มของชาวบ้าน โดยเฉพาะที่บ้านหัวบึง ที่ร่วมกันพัฒนาชุมชนท้องถิ่นตนเองให้เกิดความเข้มแข็งในหลายด้าน ทั้งเรื่องการรวมกลุ่มออมทรัพย์ การดำเนินวิสาหกิจชุมชนผลิตน้ำดื่มบรรจุขวด ศูนย์สาธิตการตลาด การจัดตั้งศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง การช่วยกันดูแลรักษาป่า การเรียนรู้อดีตจากของเก่า การฝึกอาชีพเสริมในการทำขนมกล้วย-เผือก-มัน สานหมวก และทอเสื่อจากวัสดุในท้องถิ่น มีธนาคารข้าว โรงสีข้าวชุมชน มีข้าวให้กู้ยืมบริโภคเพื่อคนในตำบล อีกทั้งยังมีการรวมกลุ่มเลี้ยงหมู เลี้ยงโค-กระบือ เลี้ยงไก่เนื้อโคราช ไก่ดำสมุนไพร และการทำปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพอีกด้วย
                    ถ้าจะลองยกตัวอย่างกิจกรรมสำคัญๆ ในการพัฒนาเศรษฐกิจและทุนชุมชน ก็คงต้องพูดถึงเรื่องโรงสีข้าวชุมชน ที่เป็นของชุมชน เพื่อคนในชุมชน เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2535 แต่เดิมตั้งอยู่ในหมู่บ้านเป็นโรงสีเล็กๆ พัฒนาจนขยับขยายมาตั้งที่ศูนย์เรียนรู้เมื่อปี 2557 มีเครื่องสีข้าวที่มีคุณภาพมากขึ้น เป็นโรงสีขนาดกลาง ชาวบ้านทุกคนได้ใช้ประโยชน์ สามารถกู้ยืมข้าวไปบริโภคได้ และมีกองทุนโรงสีชุมชน ซึ่งสมาชิกจะได้รับการปันผลกำไรทุกสิ้นปี
                    หรือการเลี้ยงไก่เนื้อพันธุ์โคราช ชาวบ้านบอกว่า ไก่พันธุ์นี้มีโปรตีนสูง ไขมันต่ำ เนื้อเหนียวนุ่มติดสปริง รสชาติอร่อย พัฒนาสายพันธุ์โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี นอกจากขายเนื้อได้แล้ว ขี้ไก่ก็ยังขายได้ เพราะมีความต้องการที่จะนำไปทำเป็นปุ๋ยให้คุณภาพดี ซึ่งการเลี้ยงไก่ของที่นี่ได้รับการสนับสนุนจาก ธ.ก.ส. จะเลี้ยงเป็นรุ่น รุ่นละ 500 ตัว ใช้เวลา 75 วัน ก็ขายเอาเงินทุนไปคืน ธ.ก.ส. กำไรที่เหลือก็ปันผลคืนสมาชิก กำไรต่อที่สองคือได้ปุ๋ยมูลไก่ไว้จำหน่าย
                    อีกทั้งกลุ่มผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ ที่เกิดการจากลงหุ้นกันในชุมชนเพื่อลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการทำเกษตร แก้ไขปัญหาสภาพดินที่เป็นกรดเป็นด่าง อีกทั้งช่วยเพิ่มแร่ธาตุอาหารให้แก่ดินและพืชพรรณ และที่สำคัญช่วยลดการใช้ปุ๋ยเคมีอีกด้วย
                    ถ้าเป็นเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็ต้องพูดเรื่องป่าชุมชน และธนาคารต้นไม้ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง บ้านหัวบึง พื้นที่ 4 ไร่ มีการปลูกป่าเพิ่มทุกปี มีการออกกฎระเบียบข้อห้ามร่วมกัน ห้ามตัดไม้ ห้ามเอาสัตว์เลี้ยงเข้าไป ห้ามบุคคลอื่นเข้าไปใช้ประโยชน์นอกเหนือจากสมาชิกชุมชน จนเกิดความภาคภูมิใจที่ป่ากำลังเติบโตฟื้นคืนให้ความร่มรื่น
                    และที่เป็นหัวใจนั่นก็คือเรื่อง “การออม” ชาวบ้านมองว่ามันคือการออมเพื่อไว้ใช้ในวันข้างหน้า หากไม่รู้จักออมครอบครัวจะไม่มีกินมีใช้ และเมื่อออมแล้วก็สามารถสะสมไว้กู้ยืมได้ในยามจำเป็น เวลาขาดเหลือก็ไปยืมที่กลุ่ม ไม่ต้องไปกู้นายทุน ทั้งยังสร้างรายได้ให้กลุ่ม แถมสมาชิกยังได้ปันผลคืนตอนสิ้นปี โดยทุกวันที่ 1 และ 2 ของเดือน พี่น้องจะนำเงินมาออมร่วมกันทุกเดือน ทั้งออมเพื่อสวัสดิการชุมชน ออมเพื่อกู้ยืม ออมเพื่อกองทุนกลุ่ม ซึ่งมีการแยกการบริหารจัดการอย่างชัดเจน
                    ซึ่งในการประกอบอาชีพและการดำเนินวิถีชีวิตนั้น เรื่องทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิต ที่นี่มีกองทุนต่างๆ มากมายที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อหนุนเสริมให้แก่สมาชิกของชุมชน ทั้งกองทุนสวัสดิการชุมชน กองทุนหมู่บ้าน กองทุน ก.ข.ค.จ. กองทุนธนาคารข้าว กองทุนโรงสีชุมชน กองทุนปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ กองทุนป่าชุมชน กองทุนน้ำดื่มออมทรัพย์ กองทุนกลุ่มไก่เนื้อโคราช เป็นต้น โดยมีสถาบันจัดการเงินทุนชุมชนตำบลเป็นศูนย์กลางในการบริหารจัดการเงินทุนให้แก่กลุ่มต่างๆ มีเงินทุนหมุนเวียนภายในตำบลกว่า 25 ล้านบาท ที่เกิดจากการระดมทุนภายในชุมชน และการสนับสนุนจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรในการจัดตั้งสถาบันการเงินขึ้นมา
                    กระมล สุจริต กำนันตำบลบึงพะไล กำนันแหนบทอง แกนนำคนสำคัญที่มุ่งมั่นทำงานเสียสละเพื่อตำบลมา 15 ปี นับจากปี 2539 โดยริเริ่มพัฒนาหมู่บ้านหัวบึงให้เป็นต้นแบบกับหมู่บ้านอื่นๆ บอกเล่าให้ฟังว่า ความสำเร็จส่วนหนึ่งเกิดจากการวางตัวของผู้นำที่ทำจริง เสียสละ ละลายความคิดด้านลบของผู้นำให้เกิดเป็นศรัทธา ชาวบ้านจึงให้ความร่วมมือ และต้องใช้คนให้ถูกกับงาน จึงสามารถทำให้งานลุล่วงได้
                    กระมล เล่าถึงจุดเริ่มของการสะสมทุนเพื่อกลุ่มต่างๆ ว่า จากสมาชิกเริ่มต้นบ้านหัวบึง 200 กว่าราย และจากนั้นก็มีสมาชิกจากหมู่บ้านต่างๆ ในตำบลมาร่วมเป็นสมาชิก เข้ามาถือหุ้นเพิ่มเติม ปัจจุบันมีสมาชิกจำนวน 971 คน มีเงินทุนหมุนเวียนที่เป็นเงินกู้ยืมจากธนาคารเพื่อการเกษตรฯ เพื่อมาทำในหลายกิจกรรมรวมทั้งหมดประมาณ 25 ล้านบาท
                    โดยกลุ่มต่างๆ ในชุมชน มีทั้งหมด 25 กลุ่ม ทุกกลุ่มตั้งเพื่อสร้างผลกำไรเป็นต้นทุนให้ชุมชนได้มีทุนโดยไม่ต้องไปพึ่งพาจากภายนอก กลุ่มที่สำคัญๆ ที่เป็นต้นแบบก็คือกลุ่มออมทรัพย์ ทำให้ชาวบ้านเห็นความสำคัญของการออม และยังเป็นการระดมทุน ปล่อยกู้ให้แก่สมาชิกอัตราดอกเบี้ยต่ำ เป็นการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ได้เสียสละ ทำบุญกับคนที่มีความเดือดร้อน คนที่ไม่เดือดร้อนก็เอาเงินมาออมถือว่าเป็นการช่วยเหลือกัน
                    และอีกกลุ่มที่ดำเนินการได้ผลอย่างน่าพอใจคือวิสาหกิจชุมชน ที่นำผลิตผลทางการเกษตรในพื้นที่มาแปรรูป สร้างรายได้ให้แก่สมาชิก เป็นที่แลกเปลี่ยนสินค้าทางการเกษตรแบบพึ่งพากัน หรือกลุ่มปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ กลุ่มนี้ก็ช่วยกันเพื่อให้ดินดีขึ้นใช้ปุ๋ยไม่กระทบสิ่งแวดล้อม ไม่ต้องพึ่งพาพ่อค้าที่ขายปุ๋ยเคมี
                    อย่างไรก็ตาม กำนันเล่าให้ฟังเพิ่มเติมว่า การพัฒนาที่ ต.บึงพะไล เริ่มต้นจากพัฒนาบ้านหัวบึงให้เป็นรูปธรรม เพื่อเป็นต้นแบบให้แก่หมู่บ้านอื่นๆ ในตำบล เป็นการจุดประกายทำให้เห็นผลสำเร็จ หากลองพิจารณาปัจจัยที่ทำให้ ต.บึงพะไล มีความเข้มแข็ง นอกจากจะมีต้นทุนทรัพยากรธรรมชาติที่เอื้อแล้ว ผู้นำทางการ ผู้นำธรรมชาติ ก็เป็นปัจจัยสำคัญ ที่ก่อให้เกิดการระดมทุนจากสมาชิกในชุมชน ด้วยความสามัคคี และพร้อมมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ของชุมชน จนเกิดกองทุนต่างๆ จากการที่ชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ วางแผน ลงมือปฏิบัติ กำกับ ติดตาม ประเมินผลในการพัฒนาชุมชนของตนเอง และมีการนำความรู้มาประยุกต์ใช้จากการเรียนรู้ทั้งจากภายในและภายนอก
                    ที่สำคัญ มีเครือข่าย หน่วยงานที่ให้การสนับสนุนทั้งด้านวิชาการ และทุน จนสามารถก่อให้เกิดการพัฒนาและขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องไปทั้งตำบลได้
—————-
(รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : เศรษฐกิจ ‘คนบึงพะไล’ สำเร็จได้ด้วยทุนในชุมชน : โดย…รุ่งโรจน์ เพชระบูรณิน สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน)

‘บิ๊กน้อย’เร่งยกระดับการศึกษาเขตพิเศษชายแดนใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/227620

ชายแดนใต้,แยกดินแดน,รุนแรง

การศึกษา-สาธารณสุข  :  13 พ.ค. 2559

‘บิ๊กน้อย’เร่งยกระดับการศึกษาเขตพิเศษชายแดนใต้

‘บิ๊กน้อย’เร่งยกระดับการศึกษาเขตพิเศษเฉพาะกิจจว.ชายแดนใต้ สู่ศตวรรษที่ 21 หวังสร้างมิติใหม่การศึกษาเดินหน้าประเทศ

            พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงโครงการยกระดับคุณภาพการศึกษาในศตวรรษที่ 21 เขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนใต้ ว่า กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้กำหนดยุทธศาสตร์ในการพัฒนาให้มีการยกระดับคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานในพื้นที่ ด้วยการจัดระบบพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาให้ตรงกับความต้องการและสภาพปัญหาของเขตพื้นที่ รวมทั้งส่งเสริมให้ผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษา ได้พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง โดยกำหนดจัดการประชุมสัมมนายกระดับคุณภาพการศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ การพัฒนาคุณภาพการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ขึ้นในพื้นที่จังหวัดยะลา นราธิวาส ปัตตานี และสงขลา โดยดำเนินการแล้วเสร็จจำนวน 2 พื้นที่ ได้แก่ พื้นที่จังหวัดยะลา เมื่อวันที่ 11 พ.ค. 59 และพื้นที่จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 12 พ.ค. 59

พล.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวต่อว่า การพัฒนาคุณภาพการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ผ่านมามีแนวโน้มดีขึ้นตามลำดับ ซึ่งสะท้อนจากผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยต่อจากนี้จะมุ่งขยายโอกาสในการยกระดับคุณภาพให้ทั่วถึง เช่น กรณีโรงเรียนขนาดกลางในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ประสบปัญหาด้านการจัดการเรียนการสอน ก็จะจัดความสำคัญเร่งด่วนเป็นลำดับแรก ให้เข้าร่วมโครงการการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม โดยให้เตรียมสำรวจสภาพความจำเป็น และดำเนินการให้เป็นรูปธรรมในภาคเรียนที่ 2/2559 รวมถึงได้มอบแนวทางให้ผู้เกี่ยวข้องปฏิบัติงาน ตามจุดเน้นของปีการศึกษา 2559 ได้แก่ คุณภาพการศึกษา การพัฒนาผู้เรียน การสนับสนุนการพัฒนากีฬาเข้าสู่ระบบการศึกษา การเสริมสร้างความปลอดภัยครูและบุคลากรทางการศึกษา พร้อมทั้งกำชับให้ปฏิบัติงานตามดำริของนายกรัฐมนตรี ด้วยการนำหลักธรรมาภิบาลมาใช้ในการบริหารงาน พร้อมน้อมนำหลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาปฏิบัติ และในปีการศึกษา 2559 ขอให้เป็นมิติใหม่การศึกษาเดินหน้าประเทศไทย


‘บิ๊กตู่’บอกครูไม่ต้องตะโกนให้สู้!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/227615

บิ๊กตู่,ครู,การศึกษา

การศึกษา-สาธารณสุข  :  13 พ.ค. 2559

‘บิ๊กตู่’บอกครูไม่ต้องตะโกนให้สู้!

นายกฯพบเพื่อนครู ฝากครูต้องช่วยลบคำปรามาสการศึกษาไทยตกต่ำ ให้นำวิกฤตเป็นโอกาสแก้ไข พร้อมย้ำไม่ต้องตะโกนให้สู้!! เพราะสู้กับตนเองและปัญหา

            เมื่อวันที่ 13 พ.ค. เมื่อเวลา 14.00 น. ที่อาคารชาเลนเจอร์ 1 อิมแพ็ค เมืองทองธานี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมนายกรัฐมนตรีพบเพื่อนครู“คืนความสุขให้ครู คืนความสุขให้นักเรียน” โดยมีพล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงษ์ นายธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการศธ. ผู้บริหารองค์กรหลักและเพื่อนครู เข้าร่วมกว่า 25,000 คน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทันทีที่นายกฯ เดินเข้ามาในงานได้ชูมือทำสัญลักษณ์ “ไอเลิฟยู” โบกไปมาให้แก่ครู ซึ่งเรียกเสียงฮือฮาพร้อมเสียงปรบมือต้อนรับอย่างเกรียวกราวโดยครูบางคนก็ทำสัญลักษณ์มือไอเลิฟยูตอบ โดยพล.อ.ประยุทธ์ กล่าวมอบนโยบายตอนหนึ่งว่า เป็นโอกาศดีที่ได้มาพบครูทุกคน ที่สำคัญอยากมาขอบคุณ ในส่วนการทำงานเข้าใจทุกคนว่าครูทุกคนเข้าใจนโบายรัฐบาล แต่อาจจะยังไม่ชัดเจน จึงมาแนะนำนโยบายรัฐบาลให้ชัดเจนขึ้น ตนเองไม่เคยพบคนมากขนาดนี้ อันดับแรก ไม่ต้องปรบมือตามสัญญาณไม่มีสัญญาณ มีแต่สัญญา และไม่ต้องให้ตนสู้กับใคร ตนสู้กับตัวเอง สู้กับปัญหา ขอให้ครูคืนความสุขให้คสช.บ้าง เรามีปัญหา และปัญหาไม่ได้มีเฉพาะเรื่องการศึกษา หวังว่าการมาพบกันครั้งนี้จะรู้จักตัวตนซึ่งกันและกัน ตนไม่ต้องการอะไรนอกจากความอบอุ่นของประเทศ ซึ่งขาดความอบอุ่นมานานแล้ว ขออย่ามองตนในแง่การเมือง

ทั้งนี้ การศึกษามีปัญหามานาน แต่ไม่ได้รับการแก้ไข คุณภาพการศึกษาของเรายังอยู่ในอันดับที่ไม่น่าพึงพอใจ โดยจากการจัดอันดับ World economic forum ปี2558-2559 ระดับประถมของประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 89 จากทั้งหมด 140 ประเทศ ขณะที่ปี2557-2558 อยู่ในอันดับที่ 90 จาก 144 ประเทศ ซึ่งคิดว่าในปีหน้าต้องดีกว่าและครูต้องทำให้ได้ ทำเพื่อประเทศชาติ เพื่อศักด์ศรีความเป็นครู ศักดิ์ศรีของประเทศไทย เพราะเราจะอยู่ในระดับนี้ไม่ได้ เพราะโลกใบนี้กว้างใหญ่ ไม่มีขีดจำกัด ทุกอย่างไปเร็วมาก ไม่ได้มีผลเฉพาะการศึกษา มีผลไปถึงเศรษฐกิจ สังคม จิตวิทยา ความร่วมมือกับประเทศต่างๆ เราอยู่คนเดียวไม่ได้อีกแล้ว ตนถือว่าคุณภาพการศึกษาอยู่ในระดับที่น่าพอใจ ต้องนำข้อมูลมาดูว่าเรายังบกพร่องตรงไหน อย่างไร มีเรื่องไหนที่เรายังไม่ได้ทำ

นายกฯ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ การบริการศึกษาใช้การเมืองนำไม่ได้ต้องใช้หลายมิติ ทั้งนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ ความรู้หลักวิชาการ หลักเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ สร้างภูมิคุ้มกันที่ดี ให้กับประเทศ ให้สังคม ประชาชนมีความรู้ มีคุณธรรม จริยธรรม ทำให้นักเรียนทุกคน มีคุณธรรม รู้ดี รู้ชั่ว อะไรไม่ดีอย่าทำ สิ่งเหล่านี้ต้องใส่เข้าไป แต่ปัญหาคือห้องเรียนของเราถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่19 ซึ่งไม่ได้รับการแก้ไข ขณะที่ครูถูกผลิตจากหลักสูตรการเรียนการสอนในศตวรรษที่20 แต่จำเป็นต้องสร้างนักเรียน ที่มีความรู้ และทักษะในศตวรรษที่21 โดยต้องสร้างความอยากรู้ อยากเห็นในเรื่องที่เป็นประโยชน์ มีความคิดสร้างสรรค์ โดยไม่ไปขัดแย้งกับคนอื่น ไม่ทำผิดกฎหมาย ผิดวินัย รู้จักปรับตัว มีเหตุผล รู้จัดคิดวิเคราะห์ โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ครูต้องปรับตัว เปิดโลกทัศน์ในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

“ ประเทศไทยลงทุนด้านการศึกษาค่อนข้างสูงคิดเป็น ร้อยละ20 ของงบประมาณทั้งหมดของแผ่นดิน ตกปีละ 5แสนกว่าล้าน เราต้องทบทวนว่าสิ่งที่ได้มาเพียงพอหรือยัง สูงกว่าประเทศสิงคโปร ซึ่งจัดการศึกษาได้ดีกว่าเรา ดังนั้นจึงต้องกลับมาดูว่าเพราะอะไร รวมถึงต้องให้คนไทยรู้ประวัติศาสตร์ไทย ประเทศไทยเป็นประเทศที่สงบสุข มีความอบอุ่นร่มเย็นไม่มีความขัดแย้ง แต่ขอถามว่าก่อน2557 ที่ผมจะเข้ามี เรารอยยิ้มกันมากน้อยแค่ไหน หันหน้าไปทางไหน ก็มีแต่หน้าเป็นมีด เพราะทะเลาะกัน วันนี้ก็ยังไม่หยุด โดยคนกลุ่มเดิมๆ ถามว่าไม่ให้ความสำคัญตรงไหน ถ้าจะแก้ไขต้องเข้ามาสู่กระบวนการทางกฎหมาย ถ้าไม่มาก็อยู่อย่างนี้ ฝากครูไว้ด้วย ทุกอย่างต้องเริ่มที่กฎหมาย จะไปยกเว้นอะไรไม่ได้ เราต้องสอนเรื่องกฎหมายม ผู้นำประเทศมหาอำนาจระดับ พูดเองว่าในโลกใบนี้ไม่มีอะไรเท่าเทียมกันอย่างแท้จริง มีอย่างเดียวที่จะทำให้เท่าเทียมกันได้คือ อยู่ภายใต้กฎหมายอันเดียวกัน การที่ใช้มาตรา44 แห่งรัฐธรรมนูญราชอาณาจักรไทย(ฉบับชั่วคราวพ.ศ.2557)เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ไม่ได้ใช้เพื่อลงโทษใคร การลงโทษต้องอยู่ที่ศาลไปสอบสวนเอง ส่วนการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. จะผ่านก็ผ่าน ไม่ผ่านก็ไม่ผ่าน ไปตัดสินใจกันเอาเอง อย่ามาบิดเบือน เป็นหน้าที่ตามระบอบประชาธิปไตย”นายกฯ กล่าว

นายกฯ กล่าวด้วยว่า ครูนั้นมีความสำคัญได้ฝาก รมว.ศึกษาธิการ ด้วยว่าต้องช่วยกันลดภาระครูทั้งการประเมิน การอบรม หรือร่วมกิจกรรมที่ไม่จำเป็น นอกจากนี้ ครูต้องช่วยลบคำปรามาส ที่ว่าการศึกษาของเราเลวร้าย ซึ่งความจริงก็เราไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น แต่ก็ต้องนำผลการประเมินมาแก้ไข ช่วยกันทำ นำวิกฤตมาเป็นโอกาส และยืนยันว่าไม่ว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญจะเขียนว่าอย่างไร รัฐบาลนี้จะสนับสนุนการศึกษา 15 ปี ตั้งแต่ระดับปฐมวัย ถึงมัธยมศึกษาตอนปลายรวม ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ(ปวช.) ด้วย “นายกกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังสิ้นสุดการมอบนโยบาย นายกฯ พร้อมรมว.ศึกษาธิการ รมช.ศึกษาธิการ และผู้บริหาร ศธ. ร้องเพลง “เพราะเธอคือประเทศไทย” เรียกเสียงปรบมือให้กับเพื่อนครู โดยนายกฯ ได้ ทำสัญลักษณ์มือให้ครูร้องตาม พร้อมกับบอกในช่วงท้ายว่า ขอให้ครูปรบมือให้ตัวเอง ไว้โอกาสหน้าค่อยเซลฟี แต่ถ้าใครอยากถ่ายรูปกับนายกฯ ขอให้ถ่ายกับป้ายสแตนรูปนายกฯไปก่อนจากนั้นจึง เดินลงเวทีเดินชมนิทรรศการด้านหน้า โดยใช้เวลาในการชมบูธและร่วมกิจกรรมอีกประมาณ 1 ชั่วโมงก่อนเดินทางกลับ


ลูกสาว’หมอเดชา’เปิดใจถูกเบี้ยวค่าเช่าเตรียมขาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/227613

รพ.เดชา,ปิด,บริการ

การศึกษา-สาธารณสุข  :  13 พ.ค. 2559

ลูกสาว’หมอเดชา’เปิดใจถูกเบี้ยวค่าเช่าเตรียมขาย

ลูกสาว’หมอเดชา’เปิดใจ ตระกูล ‘สุขารมณ์’ให้บริษัท ศรีอยุธ เช่าบริหารงาน รพ.เดชา นาน 10 ปี แถมถูกเบี้ยวค่าเช่า 20 ล้าน จ่อเลิกสัญญ พร้อมขายขาด 500 ล้าน

           จากกรณีที่กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มีคำสั่งปิดชั่วคราว รพ.เดชา เป็นเวลา 60 วัน เนื่องจากไม่สามารถดำเนินการได้ตามมาตรฐานสถานพยาบาลที่กฎหมายกำหนด จากการที่ผู้รับอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาลหรือเจ้าของคนเดิมเสียชีวิต และไม่มีการแจ้งบุคคลเป็นเจ้าของคนใหม่ จนทำให้มาตรฐานโรงพยาบาลตกต่ำ และสังคมเกิดข้อสงสัยว่า รพ.เดชา มีใครเป็นเจ้าของกันแน่

ล่าสุดเมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 13 พฤษภาคม ดร.วรสุดา สุขารมณ์ ลูกสาว นพ.เดชา สุขารมณ์ ผู้ก่อตั้ง รพ.เดชา ได้เปิดแถลงข่าวกรณีดังกล่าว ที่ห้องประชุมชั้น 4 รพ.เดชา กรณีโรงพยาบาลถูกปิดเนื่องจากขาดผู้บริหาร โดยระบุว่า กระแสข่าวดังกล่าวทำให้สังคมเกิดความสับสนว่าแท้จริงแล้วใครเป็นผู้ประกอบการอยู่ในขณะนี้

ดร.วรสุดา เปิดเผยว่า ตนในฐานะตัวแทนครอบครัวสุขารมณ์ จำเป็นต้องออกมาชี้แจงข้อเท็จจริง เนื่องจากหลังปรากฏเป็นข่าวมีผลกระทบต่อชื่อเสียงของครอบครัว และ นพ.เดชา โดยตรง ทำให้สังคมสับสนในเรื่องที่ว่า ใครเป็นเจ้าของ รพ.เดชา จึงอยากชี้แจงว่า บริษัท สุขารมณ์ เป็นเจ้าของที่ดินของ รพ.เดชา และทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการแพทย์ของ รพ.เดชา แต่ไม่ได้เป็นผู้ประกอบการ รพ.เดชา มานานกว่า 10 ปีแล้ว ตั้งแต่ปี 2549 และไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการบริหารทั้งหมด โดยได้ให้บริษัท ศรีอยุธ เข้ามาเช่าและดำเนินการบริหาร รพ.เดชา

“เดิมบริษัท สุขารมณ์ ทำสัญญาเช่ากับบริษัท ศรีอยุธ เป็นเวลา 7 ปี หลังจากนั้นทำสัญญาแบบปีต่อปี โดยที่ผ่านมาบริษัท ศรีอยุธ เกิดภาวะขาดสภาพคล่องและถึงขั้นวิกฤติเมื่อต้นปี 2559 แต่จริงๆ มีปัญหามาตั้งแต่ปลายปี 2558 โดยเป็นหนี้ค้างค่าเช่ากับบริษัท สุขารมณ์ ด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่ได้มีการดำเนินการใดเพราะเกรงจะกระทบต่อคนไข้ และได้รับการยืนยันว่าหากได้รับเงินประกันสังคมหรือเงินก้อนก็จะนำมาจ่าย แต่ตอนนี้บริษัท สุขารมณ์ ได้มอบหมายให้ทนายความดำเนินการทางกฎหมายกับบริษัท ศรีอยุธ แล้ว มูลค่าหนี้ที่ค้างค่าเช่าไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท แต่ขอไม่ระบุจำนวนที่ชัดเจน” ดร.วรสุดา กล่าว

ดร.วรสุดา กล่าวว่า 2-3 เดือนตั้งแต่ที่นายวีระนารถ วีระไวทยะ ผู้บริหารบริษัท ศรีอยุธ เสียชีวิต ก็ไม่ได้รับการติดต่อจากผู้บริหารของบริษัทคนอื่นๆ เลย จนกระทั่งเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม ได้พบกับ จ.ส.อ.ชาญณรงค์ ประเสริฐศรี ผู้แทนบริษัท ศรีอยุธ ก็ได้รับการบอกกล่าวว่า ไม่ทราบเรื่อง เป็นแค่ตัวแทนบริษัท หลังจากนี้ทางบริษัท สุขารมณ์ จะมอบหมายให้ทนายความพิจารณารายละเอียดข้อสัญญาและเอกสารต่างๆ ที่ทำไว้กับบริษัท ศรีอยุธ รวมถึงระยะเวลาในการหมดสัญญาด้วย ยืนยันว่าบริษัท ศรีอยุธ ต้องเป็นผู้รับผิดชอบมูลหนี้ทั้งหมด

ดร.วรสุดา กล่าวด้วยว่า ขณะนี้บริษัท สุขารมณ์ ได้มีการเจรจากับผู้ประกอบการรายใหม่ที่สนใจจะเข้ามาดำเนินธุรกิจในพื้นที่ของ รพ.เดชา หลายราย ซึ่งอยู่ในขั้นตอนของการเจรจา โดยเปิดรับทุกรูปแบบทั้งการซื้อขาดและการเช่าไปทำธุรกิจโรงพยาบาลต่อ หรือธุรกิจอื่น แต่ที่สนใจเข้ามาส่วนใหญ่เป็นธุรกิจโรงพยาบาล โดยหากจะขายขาดราคาจะไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท

ดร.วรสุดา กล่าวอีกว่า จากนี้บริษัท สุขารมณ์ จะเปลี่ยนผู้ประกอบการที่จะเข้ามาดำเนินธุรกิจแทนบริษัท ศรีอยุธ แน่นอน แต่บริษัท สุขารมณ์ จะไม่กลับมาบริหาร รพ.เดชา เอง เพราะไม่มีบุคลากรที่พร้อมและมีธุรกิจอื่นต้องดำเนินการ ส่วนรายละเอียดทางกฎหมายมอบให้ทนายความจัดการเอกสารต่างๆ ให้เรียบร้อย เพราะจะตัดสัญญากับทางบริษัท ศรีอยุธ เลยทันทีคงไม่ได้ ทุกอย่างต้องรอบคอบ

“อยากให้บริษัท ศรีอยุธ เข้ามาหารือกับบริษัท สุขารมณ์ ว่าจะเคลียร์กันแบบไหน เพราะไม่สามารถนิ่งดูดายได้ ผลกระทบไม่ใช่แค่บริษัท สุขารมณ์ แต่เป็นภาพใหญ่ ซึ่งจากที่บริษัทบอกกับกระทรวงสาธารณสุข ว่า จะดำเนินการปรับปรุงให้ดีขึ้นภายใน 60 วันนั้น ก็ยังกังวลว่าจะทำได้หรือไม่ และเท่าที่ทราบใบอนุญาตในการประกอบกิจการสถานพยาบาลของบริษัท ศรีอยุธ ก็ใกล้หมดอายุแล้ว” ดร.วรสุดา กล่าว

นอกจากนี้ การสั่งปิด รพ.เดชา ยังส่งผลกระทบต่อผู้ประกันตน 40,027 คน ซึ่งเรื่องนี้ นพ.สุรเดช วลีอิทธิกุล รองปลัดกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วยนายโกวิท สัจจวิเศษ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) และนายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) ร่วมแถลงข่าวมาตรการเยียวยาผู้ประกันตน 40,027 คน ที่กระทรวงแรงงาน

นายโกวิท กล่าวว่า ขณะนี้มีโรงพยาบาลรัฐ 3 แห่ง ได้ตอบรับโอนย้ายผู้ประกันตนจาก รพ.เดชา คือ รพ.ตำรวจ รับโอนย้าย 1 หมื่นคน ส่วนที่เหลืออีกกว่า 30,027 คน จะเฉลี่ยโอนไปยัง รพ.เลิดสิน กับ รพ.ราชวิถี ซึ่ง สปส.จะเร่งออกบัตรรับรองสิทธิ และให้ผู้ประกันตนสามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคมนี้ โดยผู้ประกันตนสามารถตรวจสอบทางเว็บไซต์ของ สปส. http://www.sso.go.th หรือสายด่วน 1506 รวมทั้งจะมีการแจ้งไปยังสถานประกอบการด้วย และระหว่างวันที่ 12-15 พฤษภาคม นี้ ผู้ประกันตนที่มีบัตรรับรองสิทธิ รพ.เดชา สามารถเข้ารับการรักษาได้ที่ รพ.จุฬาฯ หรือหากเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลรัฐแห่งอื่นๆ ก็ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย แต่หากเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเอกชน สปส.ก็จะจ่ายค่ารักษาตามเกณฑ์ที่กำหนด

นายโกวิท กล่าวอีกว่า รพ.เดชา เข้าเป็นคู่สัญญากับ สปส. ตั้งแต่ปี 2537 การที่ สปส.ต่อสัญญา รพ.เดชา ปี 2559 ก็ประเมินแล้วผ่านเกณฑ์มาตรฐานในการให้บริการทางแพทย์ โดยมีเตียง 100 เตียง แพทย์ไม่น้อยกว่า 12 สาขา แพทย์ประจำไม่น้อยกว่า 4 สาขา และไม่เคยมีปัญหาถูกร้องเรียนในเรื่องการให้บริการทางการแพทย์ ส่วนเรื่องสถานะทางการเงิน สปส. ไม่เคยเข้าไปตรวจสอบโรงพยาบาลเอกชนที่จะเข้ามาเป็นคู่สัญญา แต่ในช่วงต้นปี 2559 ได้มีหนังสือจาก รพ.จุฬาฯ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลรับส่งต่อผู้ป่วยจาก รพ.เดชา แจ้งทวงเงินค่ารักษามายัง สปส. เป็นเงิน 23 ล้านบาท และ รพ.เดชา ยังติดค้างเงินสมทบ สปส. อีกกว่า 8 ล้านบาท รวมเป็นยอดหนี้ทั้งหมด 32 ล้านบาท

นายโกวิท กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ สปส.ได้จ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลให้แก่ รพ.เดชา ในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ กว่า 8 ล้านบาท ซึ่งเงินนี้ก็ไม่ได้ถูกนำไปจ่ายเป็นค่าจ้างให้แก่ลูกจ้าง รพ.เดชา ส่วนเงินค่ารักษาพยาบาลในช่วงเดือนมีนาคม ถึงเดือนพฤษภาคม เป็นวงเงิน 14 ล้านบาท ยังไม่ได้จ่ายให้ รพ.เดชา แต่เงิน 14 ล้านบาท สปส.อาจจะต้องมีการพิจารณาในการบริหารจัดการตามความเหมาะสม เนื่องจาก รพ.เดชา ยังคงค้างหนี้ทั้งหมด ทั้ง รพ.จุฬาฯ และ สปส. เป็นเงิน 32 ล้านบาท ขณะเดียวกัน สปส.จะหารือกันว่าจะมีการต่อสัญญากับ รพ.เดชา ต่อไปหรือไม่ หาก รพ.เดชาจะมาเป็นคู่สัญญาอีก ก็ต้องมาสมัครรับการประเมินใหม่ นอกจากนี้ จะนำเรื่องของสถานะทางการเงินของโรงพยาบาลที่จะเข้ามาเป็นคู่สัญญา มาเป็นส่วนหนึ่งประกอบการพิจารณาการทำสัญญา

นายอนันต์ชัย กล่าวว่า กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) ได้มีแนวทางช่วยเหลือลูกจ้าง รพ.เดชา ทั้ง 206 คน ให้ได้รับค่าจ้าง โดยการเจรจากับนายจ้าง และขอให้นำหลักฐานการค้างจ่ายค่าจ้างมาชี้แจง แต่ขณะนี้ผู้บริหาร รพ.เดชา ยังไม่รับนัดหมาย ขณะเดียวกันก็ใช้มาตรฐานทางกฎหมายควบคู่ไปด้วย โดยสัปดาห์หน้าจะออกหนังสือคำสั่งให้นายจ้างจ่ายค่าจ้าง หากไม่ปฏิบัติตามภายใน 30 วัน กสร.ก็จะแจ้งความดำเนินคดี และจะนำเรื่องฟ้องร้องต่อศาล เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย ขณะเดียวกัน กสร. จะสามารถนำเงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง มาช่วยเหลือลูกจ้าง รพ.เดชา ได้ แต่ช่วยเหลือรายละไม่เกิน 18,000 บาท ทั้งนี้ ทราบว่าโรงพยาบาลกำลังหาผู้ลงทุนรายใหม่ หากตกลงกันได้ ก็จะทำให้ลูกจ้างได้ค่าจ้าง

นพ.สุรเดช กล่าวว่า กรมการจัดหางาน(กกจ.) ได้เร่งหาตำแหน่งงานว่างให้แก่ลูกจ้าง รพ.เดชา จากการประสานงานกับภาคเอกชนในพื้นที่กรุงเทพฯ และพื้นที่ใกล้เคียง โดยเฉพาะงานธุรการ บัญชี รวมถึงตำแหน่งงานอื่นๆ ในโรงพยาบาล 2 แห่ง แจ้งว่ารับบุคลากรทางการแพทย์ได้รวมกว่า 300 คน


สธ.ประกาศศิลาจารึก‘วัดราชโอรสฯ’เป็นตำรายาของชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/227590

สธ.,ตำรา,ยา,แพทย์แผนไทย,วัดราชโอรสฯ,ประกาศ,คุ้มครอง,วัด,โอรส

การศึกษา-สาธารณสุข  :  13 พ.ค. 2559

สธ.ประกาศศิลาจารึก‘วัดราชโอรสฯ’เป็นตำรายาของชาติ

สธ.ประกาศศิลาจารึก วัดราชโอรสฯ’ เป็นตำรับ ตำรายาแผนไทยของชาติ จำนวน 50 แผ่น 186 ตำรับ ออกกฎหมายคุ้มครอง ก่อนใช้ประโยชน์ต้องขออนุญาต ฝ่าฝืนเจอคุก

        13 พ.ค.2559 กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก พญ.ประนอม คำเที่ยง รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) แถลงข่าว การคุ้มครองจารึกตำรายาชาติวัดราชโอรสารามราชวรวิหาร ว่า ประเทศไทยได้มีพ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ.2542 มาตรา 17 ระบุให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(รมว.สธ.) มีอำนาจประกาศกำหนดตำรับยาแผนไทยหรือตำราการแพทย์แผนไทยที่มีประโยชน์หรือคุณค่าในทางการแพทย์หรือการสาธารณสุขเป็นพิเศษ ให้เป็นตำรับยาแผนไทยของชาติ หรือตำราการแพทย์แผนไทยของชาติ
        “เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2559 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(รมว.สธ.) ได้ลงนามในประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง การประกาศกำหนดตำราการแพทย์แผนไทยของชาติและตำรับยาแผนไทยของชาติ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2559 กำหนดให้ “ศิลาจารึกวัดราชโอรสาราม ราชวรวิหาร” จำนวน 50 แผ่น 186 ตำรับ เป็นตำราการแพทย์แผนไทยของชาติ และตำรับยาแผนไทยของชาติ ตามคำแนะนำของคณะกรรมการคุ้มครองและส่งเสริม ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย และประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2559” พญ.ประนอม กล่าว
        นพ.สุริยะ วงศ์คงคาเทพ อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า ปัจจุบันรวบรวมแผ่นศิลาจารึกวัดราชโอรสฯได้จำนวน 50 แผ่น จากเดิมมี 92 แผ่น ในจำนวน 50 แผ่น มีตำรับยาชาติ รวมกว่า 186 ตำรับ เนื้อหาในจารึกตำรายาวัดราชโอรสารามราชวรวิหาร กล่าวถึงเรื่อง โรคเด็ก โรคไข้ต่าง ๆ โรคสำหรับบุรุษ โรคลม โรคตา โรคเลือด โรคระบบทางเดินปัสสาวะ โรคป่วง แผนปล่อยปลิงหงายและคว่ำ และแผนนวดคว่ำ เป็นต้น
        “เนื้อหาในจารึกอันทรงคุณค่าเหล่านี้นับเป็นเนื้อหาในจารึกที่มากด้วยคุณค่าและเป็นประโยชน์ในด้านการศึกษาวิจัย พัฒนา เมื่อมีพ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ.2542 ซึ่งสธ.ได้ดำเนินการขึ้นทะเบียนคุ้มครองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยประชาชนสามารถเอาไปทำเป็นยา หรือปรุงเป็นตำรับ หรือต่อยอดพัฒนาขึ้นมาก็ได้ แต่ก่อนดำเนินการต้องขออนุญาตจากคณะกรรมการคุ้มครองฯก่อน เพราะเป็นสมบัติของหลวง เมื่อเอาไปใช้ก็เหมือนเอาของคนอื่นไปใช้เป็นส่วนตัวหากไม่ขออนุญาตก็จะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ” นพ.สุริยะ กล่าว
        นพ.สุริยะ กล่าวอีกว่า กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ได้จัดพิมพ์เป็นชุดตำราภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยฉบับอนุรักษ์ จารึกตำรายาวัดราชโอรสารามราชวรวิหาร จำนวน 1,000 เล่ม และแจกจ่ายแก่ห้องสมุด และสำนักงานสาธารณสุขทุกจังหวัด(สสจ.) เพื่อจะได้สะดวกสำหรับผู้อ่านที่ต้องการเข้าถึงสาระเกี่ยวกับตำรายาเป็นประการสำคัญ สามารถอ่านเข้าใจเนื้อหาและนำไปใช้ประโยชน์ได้โดยผู้สนใจสามารถขออนุญาตนำตำรับยาของชาติใช้ประโยชน์ได้ติดต่อที่กองคุ้มครองภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย และพื้นบ้านไทย อาคาร 3 ชั้น 7 หมายเลขโทรศัพท์ Call Center 0 2591 7007กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข
        ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตัวอย่างจารึกแผ่นที่ 28 เป็นตำรับยาแก้มะเร็งทั้งปวง ซึ่งมี 5 ตำรับ อาทิ ระบุว่า เอายาดำ รงทอง กำมะถันทั้งสอง เทียนดำ สิ่งละ 2 บาท ข้าวสาร คั่วระแนง เอา3 บาท หัวยั้ง เปลือกสันพร้านางแอ 3 บาท ยาข้าวเย็นทั้งสอง สิ่งละ 5 ตำลึง ดองด้วยสุรา 7 ทะนาน ให้กินแก้มะเร็งคชราชแลไส้ด้วน ไส้ลามทั้งอุปทมาก็หายสิ้นดีนัก เป็นต้น
        อนึ่งก่อนหน้านั้นกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ได้มีการออกประกาศกระทรวงสาธารณสุขเพิ่มหลายเรื่องแต่ที่มีผลบังคับใช้แล้วมีจำนวน 3 ฉบับ ลงนามโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(รมว.สธ.) ได้แก่ฉบับแรกได้ประกาศให้ตำราศิลาจารึกวัดพระเชตุพน จำนวน 380 แผ่น 1,061 ตำรับ เป็นตำรับยาแผนไทยของชาติฉบับที่ 2 ได้ประกาศให้ตำราการแพทย์แผนไทย จำนวน 8 เล่ม 2,252 ตำรับ ซึ่งเป็นตำราต้นสาแหรกที่มีการใช้อย่างแพร่หลายในปัจจุบัน

‘ลูกสาวหมอเดชา’แถลงข่าว14.00น.วันนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/227563

ลูกสาว,รพ.เดชา,หมอเดชา สุขารมรื,หมอ,เดชา,แถลงข่าว

การศึกษา-สาธารณสุข  :  13 พ.ค. 2559

‘ลูกสาวหมอเดชา’แถลงข่าว14.00น.วันนี้

“ลูกสาวหมอเดชา”เตรียมแถลงข่าวเวลา 14.00 น.วันนี้ ที่ รพ.เดชา หลังถูกสั่งปิดเพราะไม่ได้มาตรฐาน และสบส.ตรวจสอบพบเจ้าของเสียชีวิตอยู่ระหว่างการหาผู้ประกอบการคนใหม่

          วันที่ 13 พฤษภาคม 2559 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในเวลา 14.00 น. ดร.วรสุดา สุขารมณ์ ลูกสาวหมอเดชา  สุขารมณ์ จะแถลงข่าว ที่ รพ.เดชา หลังจากกรณีที่ รพ.เดชาถูก สั่งปิด  เพราะไม่ได้มาตรฐาน ถูกร้องเรียน แพทย์- ฉุกเฉินไม่พร้อมให้บริการ สบส.ตรวจสอบพบเจ้าของเสียชีวิต อยู่ระหว่างการหาผู้ประกอบการคนใหม่