ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/227732
การศึกษา-สาธารณสุข : 16 พ.ค. 2559
ยะลาเปิดเทอมวันแรก!จนท.ดูแลเข้มงวด
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/227732
ยะลาเปิดเทอมวันแรก!จนท.ดูแลเข้มงวด
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/227666
ผ่อนผันค่าเทอม-ให้ทุนยากจนมาตรการอุ้มผู้ปกครองรับเปิดเทอม
ในภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง รายได้ไม่สัมพันธ์กับค่าครองชีพ ที่พาเหรดปรับตัวเพิ่มขึ้น การใช้จ่ายต้องคิดให้หนักกว่าปกติ จ่ายเฉพาะที่จำเป็น ยิ่งครอบครัวใดที่มีลูกวัยเรียนก็ถือว่าหนัก ยิ่งวันเปิดเทอม 16 พฤษภาคม 2559 พ่อแม่ผู้ปกครองจำต้องพึ่งโรงรับจำนำ แลกทรัพย์สินเป็นเงินเพื่อการศึกษาของลูก
โครงการเรียนฟรี เรียนดี 15 ปีอย่างมีคุณภาพ รัฐอุดหนุน ชุดนักเรียน อุปกรณ์การเรียน หนังสือ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระผู้ปกครอง แต่ “การลงทุนเพื่อการศึกษา” ผ่านห้องเรียนพิเศษต่างๆ เป็นอีกปัจจัยที่ผู้ปกครองยุคดิจิทัลทำเพื่อลูก อาทิ เรียนห้องเรียนอิงลิชโปรแกรม จ้างครูสอนภาษาชาวต่างประเทศ นวัตกรรมใหม่ๆ ห้องเรียนติดแอร์ พ่อแม่ผู้ปกครองต้องจ่ายเงินเพิ่ม
ดร.กล้าศักดิ์ จิตต์สงวน ผู้อำนวยการโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) บอกชัดเจน แนะนำว่า สภาวะเศรษฐกิจฝีดทั่วโลก ทุกโรงเรียนเข้าใจถึงความจำเป็นของผู้ปกครอง ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายต่างๆ มากขึ้น หากผู้ปกครองมีความจำเป็นไม่สามารถจ่ายค่าเทอมได้ทั้งหมดในคราวเดียว ควรติดต่อกับทางโรงเรียนเพื่อขอผ่อนจ่ายได้ อาทิ จ่ายเป็นรายเดือน หรือจะทยอยจ่ายให้ครบภายภายในเทอมนั้นๆ ก็ได้ ขอแค่มาคุยกันให้ชัดเจน ถ้าครอบครัวที่มีฐานะยากจนจริงๆ ก็อาจจะขอยกเว้นได้ แต่ยืนยันว่านักเรียนทุกคนต้องได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพเท่าเทียมกัน
ทั้งนี้ การกำหนดรายการและอัตราการเรียกเก็บเงินบำรุงการศึกษานั้น สถานศึกษาทุกแห่งจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการ ที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) กำหนด ซึ่งต้องคำนึงถึงสภาพเศรษฐกิจ โดยทุกโครงการที่จะขอเก็บค่าใช้จ่ายต้องเขียนรายละเอียด เหตุผลความจำเป็นที่ชัดเจน จากนั้นนำเสนอให้คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียนพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อน และนำเสนอไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) อนุมัติ ซึ่งในเขตพื้นที่ฯ อาจจะไม่พิจารณาตามที่ขอไปทุกโครงการ หรืออาจจะพิจารณาตัดทอนรายจ่ายบางรายการลงได้ ก่อนจะส่งเรื่องกลับมายังโรงเรียนประกาศให้ผู้ปกครองรับทราบ ส่วนเงินที่ได้รับจากผู้ปกครองทุกคนจะถูกจัดเก็บเป็นรายได้ของสถานศึกษา และผู้ปกครองจะได้รับใบเสร็จทุกครั้ง
การเก็บเงินบำรุงการศึกษาจะไม่มีการบังคับ เป็นไปตามความสมัครใจ ผู้ปกครองสามารถเลือกให้ลูกได้รับบริการในทุกรายการ หรือเลือกบางรายการที่เห็นว่าจำเป็นก็ได้ อย่างที่โรงเรียนบดินทรเดชาฯ ผมจะประชุมกับผู้ปกครองชี้แจงทำความเข้าใจแต่ต้นว่าเก็บเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง บางรายการก็เก็บเพียงครั้งเดียว อาทิ ตรวจสุขภาพ บางรายการต้องเก็บทั้งสองเทอม อาทิ จ้างครูต่างชาติ ล่าสุดปีการศึกษา 2559 นักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 จ่ายค่าเทอมคนละ 3,300 บาท ม.4 คนละ 3,600 บาท ทั้งนี้ ยอมรับว่าโรงเรียนบดินทรเดชาฯ มีปัญหาดังกล่าวน้อย แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มี บางรายผมเคยลงไปเยี่ยมบ้านพบว่าครอบครัวลำบากมาก หาเช้ากินค่ำ กลับมาผมทำเรื่องยกเว้นค่าเทอมก็มีและยังหาทุนให้ด้วย เพราะฉะนั้น ผมเชื่อว่าไม่มีผู้บริหารคนใดอยากจะขูดรีดเอาเป็นเอาตายกับผู้ปกครอง และก็พร้อมให้การศึกษาที่ดีแก่เด็กทุกคน” ดร.กล้าศักดิ์ กล่าว
ด้าน นายชลำ อรรถธรรม ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สนผ.) สพฐ. กล่าวว่า ปกติแล้วการเก็บเงินบำรุงการศึกษา จะทำเฉพาะในโรงเรียนที่มีขนาดใหญ่ มีชื่อเสียง มีความพร้อมและมีศักยภาพ และต้องการเพิ่มเติมคุณภาพการศึกษาให้แก่นักเรียนด้วยรูปแบบต่างๆ เป็นกรณีพิเศษ ซึ่งงบประมาณที่รัฐอุดหนุนให้อาจไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องขอความร่วมมือจากผู้ปกครองขอสนับสนุนค่าใช้จ่ายในรายการอื่นๆ ที่นอกเหนือจากที่รัฐจัดให้เป็นกรณีพิเศษ ตามประกาศ ศธ. เรื่องเงินบำรุงการศึกษาของสถานศึกษาในสังกัด ศธ. ซึ่งในแนบท้ายของประกาศจะกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาไว้ให้ อาทิ ห้องเรียนอิงลิชโปรแกรม ระดับก่อนประถมศึกษา-ม.ต้น เก็บไม่เกิน 35,000 บาทต่อคนต่อเทอม ม.ปลาย ไม่เกิน 40,000 บาทต่อคนต่อเทอม ส่วนค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ต้องเก็บไม่เกิน 2,000 บาทต่อคนต่อเทอม
ขณะที่ ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า มีข้อมูลอย่างไม่เป็นทางการว่าสัดส่วนการกู้ยืมเพื่อลงทุนทางการศึกษา ครอบครัวยากจน 52% ปานกลาง 27% และมีฐานะ 19% จะเห็นได้ว่าทุกครอบครัวยอมลงทุนเพื่อการศึกษา สะท้อนว่าเรียนฟรีไม่ฟรีจริง ช่วงเปิดเทอมพ่อแม่จะเดือดร้อนที่สุดต้องเตรียมหาเงินเป็นค่าใช้จ่ายในการเรียน ขณะที่ค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนลำพังแค่ค่าครองชีพ เคาะตัวเลขคร่าวๆ อยู่ที่เดือนละ 2,500 บาทไม่รวมค่าเรียนพิเศษ ค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษาอื่นๆ ตรงนี้ครอบครัวฐานะยากจนจะได้รับผลกระทบมาก ดังนั้น รัฐบาลควรต้องทบทวนนโยบายเพื่อหาทางช่วยเหลือ อาทิ ตั้งกองทุนการศึกษาช่วยเด็กยากจน กำหนดเส้นความยากจน 1.5 แสนบาทต่อปี สามารถกู้เรียนได้ไม่ต้องเสียดอกเบี้ย เป็นต้น ตรงนี้จะช่วยดึงเด็กให้อยู่ในระบบการศึกษาได้มาก 22-25% ลดปัญหาเด็กออกกลางคัน รวมถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้
“เปิดเทอมเป็นช่วงที่พ่อแม่หวานอมขมกลืน ต้องหาเงินสุดชีวิตเพื่อการศึกษาของลูก โดยไม่ให้ลูกรู้ว่าตัวเองลำบากแค่ไหน จึงไม่แปลกใจที่ได้เห็นภาพพ่อแม่เดินเข้าโรงรับจำนำ หรือไปกู้หนี้นอกระบบซึ่งดอกเบี้ยสูง ตรงนี้ถ้าเป็นไปได้ผมอยากเสนอให้รัฐเข้ามาดูว่าถ้ากู้มาเพื่อลงทุนการศึกษาประสานให้โรงรับจำนำปรับลดดอกเบี้ยได้หรือไม่ ขณะเดียวกันต้องเปลี่ยนทัศนคติเด็ก อย่าเอาแต่เรียน แต่ให้ทำงานพิเศษที่เหมาะสมกับวัย เปิดเทอมมาเขาก็จะมีรายได้จากที่ทำงานมาใช้จ่ายส่วนหนึ่ง เป็นการแบ่งเบาภาระพ่อแม่ ที่สำคัญเวลานี้รัฐมีโครงการประชารัฐมีภาคเอกชนมาร่วมขับเคลื่อน ควรใช้โอกาสนี้ ขอความสนับสนุนในด้านอุปกรณ์ ทุนการศึกษาแก่เด็กที่ด้อยโอกาส ซึ่งภาคเอกชนก็ได้ประโยชน์สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้” ศ.ดร.สมพงษ์ ให้ข้อเสนอแนะ
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/227684
สปส.ถกฝ่ายก.ม.ปรับเกณฑ์ประเมินรพ.เอกชน
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/227603
แอลกอฮอล์ อาชญากรรม และการปฏิรูปตำรวจ(ไทย)
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/227604
เศรษฐกิจ ‘คนบึงพะไล’ สำเร็จได้ด้วยทุนในชุมชน
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/227620
‘บิ๊กน้อย’เร่งยกระดับการศึกษาเขตพิเศษชายแดนใต้
พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงโครงการยกระดับคุณภาพการศึกษาในศตวรรษที่ 21 เขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนใต้ ว่า กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้กำหนดยุทธศาสตร์ในการพัฒนาให้มีการยกระดับคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานในพื้นที่ ด้วยการจัดระบบพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาให้ตรงกับความต้องการและสภาพปัญหาของเขตพื้นที่ รวมทั้งส่งเสริมให้ผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษา ได้พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง โดยกำหนดจัดการประชุมสัมมนายกระดับคุณภาพการศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ การพัฒนาคุณภาพการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ขึ้นในพื้นที่จังหวัดยะลา นราธิวาส ปัตตานี และสงขลา โดยดำเนินการแล้วเสร็จจำนวน 2 พื้นที่ ได้แก่ พื้นที่จังหวัดยะลา เมื่อวันที่ 11 พ.ค. 59 และพื้นที่จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 12 พ.ค. 59
พล.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวต่อว่า การพัฒนาคุณภาพการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ผ่านมามีแนวโน้มดีขึ้นตามลำดับ ซึ่งสะท้อนจากผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยต่อจากนี้จะมุ่งขยายโอกาสในการยกระดับคุณภาพให้ทั่วถึง เช่น กรณีโรงเรียนขนาดกลางในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ประสบปัญหาด้านการจัดการเรียนการสอน ก็จะจัดความสำคัญเร่งด่วนเป็นลำดับแรก ให้เข้าร่วมโครงการการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม โดยให้เตรียมสำรวจสภาพความจำเป็น และดำเนินการให้เป็นรูปธรรมในภาคเรียนที่ 2/2559 รวมถึงได้มอบแนวทางให้ผู้เกี่ยวข้องปฏิบัติงาน ตามจุดเน้นของปีการศึกษา 2559 ได้แก่ คุณภาพการศึกษา การพัฒนาผู้เรียน การสนับสนุนการพัฒนากีฬาเข้าสู่ระบบการศึกษา การเสริมสร้างความปลอดภัยครูและบุคลากรทางการศึกษา พร้อมทั้งกำชับให้ปฏิบัติงานตามดำริของนายกรัฐมนตรี ด้วยการนำหลักธรรมาภิบาลมาใช้ในการบริหารงาน พร้อมน้อมนำหลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาปฏิบัติ และในปีการศึกษา 2559 ขอให้เป็นมิติใหม่การศึกษาเดินหน้าประเทศไทย
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/227615
บิ๊กตู่บอกครูไม่ต้องตะโกนให้สู้!
เมื่อวันที่ 13 พ.ค. เมื่อเวลา 14.00 น. ที่อาคารชาเลนเจอร์ 1 อิมแพ็ค เมืองทองธานี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมนายกรัฐมนตรีพบเพื่อนครู“คืนความสุขให้ครู คืนความสุขให้นักเรียน” โดยมีพล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงษ์ นายธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการศธ. ผู้บริหารองค์กรหลักและเพื่อนครู เข้าร่วมกว่า 25,000 คน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทันทีที่นายกฯ เดินเข้ามาในงานได้ชูมือทำสัญลักษณ์ “ไอเลิฟยู” โบกไปมาให้แก่ครู ซึ่งเรียกเสียงฮือฮาพร้อมเสียงปรบมือต้อนรับอย่างเกรียวกราวโดยครูบางคนก็ทำสัญลักษณ์มือไอเลิฟยูตอบ โดยพล.อ.ประยุทธ์ กล่าวมอบนโยบายตอนหนึ่งว่า เป็นโอกาศดีที่ได้มาพบครูทุกคน ที่สำคัญอยากมาขอบคุณ ในส่วนการทำงานเข้าใจทุกคนว่าครูทุกคนเข้าใจนโบายรัฐบาล แต่อาจจะยังไม่ชัดเจน จึงมาแนะนำนโยบายรัฐบาลให้ชัดเจนขึ้น ตนเองไม่เคยพบคนมากขนาดนี้ อันดับแรก ไม่ต้องปรบมือตามสัญญาณไม่มีสัญญาณ มีแต่สัญญา และไม่ต้องให้ตนสู้กับใคร ตนสู้กับตัวเอง สู้กับปัญหา ขอให้ครูคืนความสุขให้คสช.บ้าง เรามีปัญหา และปัญหาไม่ได้มีเฉพาะเรื่องการศึกษา หวังว่าการมาพบกันครั้งนี้จะรู้จักตัวตนซึ่งกันและกัน ตนไม่ต้องการอะไรนอกจากความอบอุ่นของประเทศ ซึ่งขาดความอบอุ่นมานานแล้ว ขออย่ามองตนในแง่การเมือง
ทั้งนี้ การศึกษามีปัญหามานาน แต่ไม่ได้รับการแก้ไข คุณภาพการศึกษาของเรายังอยู่ในอันดับที่ไม่น่าพึงพอใจ โดยจากการจัดอันดับ World economic forum ปี2558-2559 ระดับประถมของประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 89 จากทั้งหมด 140 ประเทศ ขณะที่ปี2557-2558 อยู่ในอันดับที่ 90 จาก 144 ประเทศ ซึ่งคิดว่าในปีหน้าต้องดีกว่าและครูต้องทำให้ได้ ทำเพื่อประเทศชาติ เพื่อศักด์ศรีความเป็นครู ศักดิ์ศรีของประเทศไทย เพราะเราจะอยู่ในระดับนี้ไม่ได้ เพราะโลกใบนี้กว้างใหญ่ ไม่มีขีดจำกัด ทุกอย่างไปเร็วมาก ไม่ได้มีผลเฉพาะการศึกษา มีผลไปถึงเศรษฐกิจ สังคม จิตวิทยา ความร่วมมือกับประเทศต่างๆ เราอยู่คนเดียวไม่ได้อีกแล้ว ตนถือว่าคุณภาพการศึกษาอยู่ในระดับที่น่าพอใจ ต้องนำข้อมูลมาดูว่าเรายังบกพร่องตรงไหน อย่างไร มีเรื่องไหนที่เรายังไม่ได้ทำ
นายกฯ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ การบริการศึกษาใช้การเมืองนำไม่ได้ต้องใช้หลายมิติ ทั้งนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ ความรู้หลักวิชาการ หลักเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ สร้างภูมิคุ้มกันที่ดี ให้กับประเทศ ให้สังคม ประชาชนมีความรู้ มีคุณธรรม จริยธรรม ทำให้นักเรียนทุกคน มีคุณธรรม รู้ดี รู้ชั่ว อะไรไม่ดีอย่าทำ สิ่งเหล่านี้ต้องใส่เข้าไป แต่ปัญหาคือห้องเรียนของเราถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่19 ซึ่งไม่ได้รับการแก้ไข ขณะที่ครูถูกผลิตจากหลักสูตรการเรียนการสอนในศตวรรษที่20 แต่จำเป็นต้องสร้างนักเรียน ที่มีความรู้ และทักษะในศตวรรษที่21 โดยต้องสร้างความอยากรู้ อยากเห็นในเรื่องที่เป็นประโยชน์ มีความคิดสร้างสรรค์ โดยไม่ไปขัดแย้งกับคนอื่น ไม่ทำผิดกฎหมาย ผิดวินัย รู้จักปรับตัว มีเหตุผล รู้จัดคิดวิเคราะห์ โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ครูต้องปรับตัว เปิดโลกทัศน์ในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
“ ประเทศไทยลงทุนด้านการศึกษาค่อนข้างสูงคิดเป็น ร้อยละ20 ของงบประมาณทั้งหมดของแผ่นดิน ตกปีละ 5แสนกว่าล้าน เราต้องทบทวนว่าสิ่งที่ได้มาเพียงพอหรือยัง สูงกว่าประเทศสิงคโปร ซึ่งจัดการศึกษาได้ดีกว่าเรา ดังนั้นจึงต้องกลับมาดูว่าเพราะอะไร รวมถึงต้องให้คนไทยรู้ประวัติศาสตร์ไทย ประเทศไทยเป็นประเทศที่สงบสุข มีความอบอุ่นร่มเย็นไม่มีความขัดแย้ง แต่ขอถามว่าก่อน2557 ที่ผมจะเข้ามี เรารอยยิ้มกันมากน้อยแค่ไหน หันหน้าไปทางไหน ก็มีแต่หน้าเป็นมีด เพราะทะเลาะกัน วันนี้ก็ยังไม่หยุด โดยคนกลุ่มเดิมๆ ถามว่าไม่ให้ความสำคัญตรงไหน ถ้าจะแก้ไขต้องเข้ามาสู่กระบวนการทางกฎหมาย ถ้าไม่มาก็อยู่อย่างนี้ ฝากครูไว้ด้วย ทุกอย่างต้องเริ่มที่กฎหมาย จะไปยกเว้นอะไรไม่ได้ เราต้องสอนเรื่องกฎหมายม ผู้นำประเทศมหาอำนาจระดับ พูดเองว่าในโลกใบนี้ไม่มีอะไรเท่าเทียมกันอย่างแท้จริง มีอย่างเดียวที่จะทำให้เท่าเทียมกันได้คือ อยู่ภายใต้กฎหมายอันเดียวกัน การที่ใช้มาตรา44 แห่งรัฐธรรมนูญราชอาณาจักรไทย(ฉบับชั่วคราวพ.ศ.2557)เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ไม่ได้ใช้เพื่อลงโทษใคร การลงโทษต้องอยู่ที่ศาลไปสอบสวนเอง ส่วนการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. จะผ่านก็ผ่าน ไม่ผ่านก็ไม่ผ่าน ไปตัดสินใจกันเอาเอง อย่ามาบิดเบือน เป็นหน้าที่ตามระบอบประชาธิปไตย”นายกฯ กล่าว
นายกฯ กล่าวด้วยว่า ครูนั้นมีความสำคัญได้ฝาก รมว.ศึกษาธิการ ด้วยว่าต้องช่วยกันลดภาระครูทั้งการประเมิน การอบรม หรือร่วมกิจกรรมที่ไม่จำเป็น นอกจากนี้ ครูต้องช่วยลบคำปรามาส ที่ว่าการศึกษาของเราเลวร้าย ซึ่งความจริงก็เราไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น แต่ก็ต้องนำผลการประเมินมาแก้ไข ช่วยกันทำ นำวิกฤตมาเป็นโอกาส และยืนยันว่าไม่ว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญจะเขียนว่าอย่างไร รัฐบาลนี้จะสนับสนุนการศึกษา 15 ปี ตั้งแต่ระดับปฐมวัย ถึงมัธยมศึกษาตอนปลายรวม ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ(ปวช.) ด้วย “นายกกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังสิ้นสุดการมอบนโยบาย นายกฯ พร้อมรมว.ศึกษาธิการ รมช.ศึกษาธิการ และผู้บริหาร ศธ. ร้องเพลง “เพราะเธอคือประเทศไทย” เรียกเสียงปรบมือให้กับเพื่อนครู โดยนายกฯ ได้ ทำสัญลักษณ์มือให้ครูร้องตาม พร้อมกับบอกในช่วงท้ายว่า ขอให้ครูปรบมือให้ตัวเอง ไว้โอกาสหน้าค่อยเซลฟี แต่ถ้าใครอยากถ่ายรูปกับนายกฯ ขอให้ถ่ายกับป้ายสแตนรูปนายกฯไปก่อนจากนั้นจึง เดินลงเวทีเดินชมนิทรรศการด้านหน้า โดยใช้เวลาในการชมบูธและร่วมกิจกรรมอีกประมาณ 1 ชั่วโมงก่อนเดินทางกลับ
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/227613
ลูกสาว’หมอเดชา’เปิดใจถูกเบี้ยวค่าเช่าเตรียมขาย
จากกรณีที่กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มีคำสั่งปิดชั่วคราว รพ.เดชา เป็นเวลา 60 วัน เนื่องจากไม่สามารถดำเนินการได้ตามมาตรฐานสถานพยาบาลที่กฎหมายกำหนด จากการที่ผู้รับอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาลหรือเจ้าของคนเดิมเสียชีวิต และไม่มีการแจ้งบุคคลเป็นเจ้าของคนใหม่ จนทำให้มาตรฐานโรงพยาบาลตกต่ำ และสังคมเกิดข้อสงสัยว่า รพ.เดชา มีใครเป็นเจ้าของกันแน่
ล่าสุดเมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 13 พฤษภาคม ดร.วรสุดา สุขารมณ์ ลูกสาว นพ.เดชา สุขารมณ์ ผู้ก่อตั้ง รพ.เดชา ได้เปิดแถลงข่าวกรณีดังกล่าว ที่ห้องประชุมชั้น 4 รพ.เดชา กรณีโรงพยาบาลถูกปิดเนื่องจากขาดผู้บริหาร โดยระบุว่า กระแสข่าวดังกล่าวทำให้สังคมเกิดความสับสนว่าแท้จริงแล้วใครเป็นผู้ประกอบการอยู่ในขณะนี้
ดร.วรสุดา เปิดเผยว่า ตนในฐานะตัวแทนครอบครัวสุขารมณ์ จำเป็นต้องออกมาชี้แจงข้อเท็จจริง เนื่องจากหลังปรากฏเป็นข่าวมีผลกระทบต่อชื่อเสียงของครอบครัว และ นพ.เดชา โดยตรง ทำให้สังคมสับสนในเรื่องที่ว่า ใครเป็นเจ้าของ รพ.เดชา จึงอยากชี้แจงว่า บริษัท สุขารมณ์ เป็นเจ้าของที่ดินของ รพ.เดชา และทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการแพทย์ของ รพ.เดชา แต่ไม่ได้เป็นผู้ประกอบการ รพ.เดชา มานานกว่า 10 ปีแล้ว ตั้งแต่ปี 2549 และไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการบริหารทั้งหมด โดยได้ให้บริษัท ศรีอยุธ เข้ามาเช่าและดำเนินการบริหาร รพ.เดชา
“เดิมบริษัท สุขารมณ์ ทำสัญญาเช่ากับบริษัท ศรีอยุธ เป็นเวลา 7 ปี หลังจากนั้นทำสัญญาแบบปีต่อปี โดยที่ผ่านมาบริษัท ศรีอยุธ เกิดภาวะขาดสภาพคล่องและถึงขั้นวิกฤติเมื่อต้นปี 2559 แต่จริงๆ มีปัญหามาตั้งแต่ปลายปี 2558 โดยเป็นหนี้ค้างค่าเช่ากับบริษัท สุขารมณ์ ด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่ได้มีการดำเนินการใดเพราะเกรงจะกระทบต่อคนไข้ และได้รับการยืนยันว่าหากได้รับเงินประกันสังคมหรือเงินก้อนก็จะนำมาจ่าย แต่ตอนนี้บริษัท สุขารมณ์ ได้มอบหมายให้ทนายความดำเนินการทางกฎหมายกับบริษัท ศรีอยุธ แล้ว มูลค่าหนี้ที่ค้างค่าเช่าไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท แต่ขอไม่ระบุจำนวนที่ชัดเจน” ดร.วรสุดา กล่าว
ดร.วรสุดา กล่าวว่า 2-3 เดือนตั้งแต่ที่นายวีระนารถ วีระไวทยะ ผู้บริหารบริษัท ศรีอยุธ เสียชีวิต ก็ไม่ได้รับการติดต่อจากผู้บริหารของบริษัทคนอื่นๆ เลย จนกระทั่งเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม ได้พบกับ จ.ส.อ.ชาญณรงค์ ประเสริฐศรี ผู้แทนบริษัท ศรีอยุธ ก็ได้รับการบอกกล่าวว่า ไม่ทราบเรื่อง เป็นแค่ตัวแทนบริษัท หลังจากนี้ทางบริษัท สุขารมณ์ จะมอบหมายให้ทนายความพิจารณารายละเอียดข้อสัญญาและเอกสารต่างๆ ที่ทำไว้กับบริษัท ศรีอยุธ รวมถึงระยะเวลาในการหมดสัญญาด้วย ยืนยันว่าบริษัท ศรีอยุธ ต้องเป็นผู้รับผิดชอบมูลหนี้ทั้งหมด
ดร.วรสุดา กล่าวด้วยว่า ขณะนี้บริษัท สุขารมณ์ ได้มีการเจรจากับผู้ประกอบการรายใหม่ที่สนใจจะเข้ามาดำเนินธุรกิจในพื้นที่ของ รพ.เดชา หลายราย ซึ่งอยู่ในขั้นตอนของการเจรจา โดยเปิดรับทุกรูปแบบทั้งการซื้อขาดและการเช่าไปทำธุรกิจโรงพยาบาลต่อ หรือธุรกิจอื่น แต่ที่สนใจเข้ามาส่วนใหญ่เป็นธุรกิจโรงพยาบาล โดยหากจะขายขาดราคาจะไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท
ดร.วรสุดา กล่าวอีกว่า จากนี้บริษัท สุขารมณ์ จะเปลี่ยนผู้ประกอบการที่จะเข้ามาดำเนินธุรกิจแทนบริษัท ศรีอยุธ แน่นอน แต่บริษัท สุขารมณ์ จะไม่กลับมาบริหาร รพ.เดชา เอง เพราะไม่มีบุคลากรที่พร้อมและมีธุรกิจอื่นต้องดำเนินการ ส่วนรายละเอียดทางกฎหมายมอบให้ทนายความจัดการเอกสารต่างๆ ให้เรียบร้อย เพราะจะตัดสัญญากับทางบริษัท ศรีอยุธ เลยทันทีคงไม่ได้ ทุกอย่างต้องรอบคอบ
“อยากให้บริษัท ศรีอยุธ เข้ามาหารือกับบริษัท สุขารมณ์ ว่าจะเคลียร์กันแบบไหน เพราะไม่สามารถนิ่งดูดายได้ ผลกระทบไม่ใช่แค่บริษัท สุขารมณ์ แต่เป็นภาพใหญ่ ซึ่งจากที่บริษัทบอกกับกระทรวงสาธารณสุข ว่า จะดำเนินการปรับปรุงให้ดีขึ้นภายใน 60 วันนั้น ก็ยังกังวลว่าจะทำได้หรือไม่ และเท่าที่ทราบใบอนุญาตในการประกอบกิจการสถานพยาบาลของบริษัท ศรีอยุธ ก็ใกล้หมดอายุแล้ว” ดร.วรสุดา กล่าว
นอกจากนี้ การสั่งปิด รพ.เดชา ยังส่งผลกระทบต่อผู้ประกันตน 40,027 คน ซึ่งเรื่องนี้ นพ.สุรเดช วลีอิทธิกุล รองปลัดกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วยนายโกวิท สัจจวิเศษ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) และนายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) ร่วมแถลงข่าวมาตรการเยียวยาผู้ประกันตน 40,027 คน ที่กระทรวงแรงงาน
นายโกวิท กล่าวว่า ขณะนี้มีโรงพยาบาลรัฐ 3 แห่ง ได้ตอบรับโอนย้ายผู้ประกันตนจาก รพ.เดชา คือ รพ.ตำรวจ รับโอนย้าย 1 หมื่นคน ส่วนที่เหลืออีกกว่า 30,027 คน จะเฉลี่ยโอนไปยัง รพ.เลิดสิน กับ รพ.ราชวิถี ซึ่ง สปส.จะเร่งออกบัตรรับรองสิทธิ และให้ผู้ประกันตนสามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคมนี้ โดยผู้ประกันตนสามารถตรวจสอบทางเว็บไซต์ของ สปส. http://www.sso.go.th หรือสายด่วน 1506 รวมทั้งจะมีการแจ้งไปยังสถานประกอบการด้วย และระหว่างวันที่ 12-15 พฤษภาคม นี้ ผู้ประกันตนที่มีบัตรรับรองสิทธิ รพ.เดชา สามารถเข้ารับการรักษาได้ที่ รพ.จุฬาฯ หรือหากเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลรัฐแห่งอื่นๆ ก็ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย แต่หากเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเอกชน สปส.ก็จะจ่ายค่ารักษาตามเกณฑ์ที่กำหนด
นายโกวิท กล่าวอีกว่า รพ.เดชา เข้าเป็นคู่สัญญากับ สปส. ตั้งแต่ปี 2537 การที่ สปส.ต่อสัญญา รพ.เดชา ปี 2559 ก็ประเมินแล้วผ่านเกณฑ์มาตรฐานในการให้บริการทางแพทย์ โดยมีเตียง 100 เตียง แพทย์ไม่น้อยกว่า 12 สาขา แพทย์ประจำไม่น้อยกว่า 4 สาขา และไม่เคยมีปัญหาถูกร้องเรียนในเรื่องการให้บริการทางการแพทย์ ส่วนเรื่องสถานะทางการเงิน สปส. ไม่เคยเข้าไปตรวจสอบโรงพยาบาลเอกชนที่จะเข้ามาเป็นคู่สัญญา แต่ในช่วงต้นปี 2559 ได้มีหนังสือจาก รพ.จุฬาฯ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลรับส่งต่อผู้ป่วยจาก รพ.เดชา แจ้งทวงเงินค่ารักษามายัง สปส. เป็นเงิน 23 ล้านบาท และ รพ.เดชา ยังติดค้างเงินสมทบ สปส. อีกกว่า 8 ล้านบาท รวมเป็นยอดหนี้ทั้งหมด 32 ล้านบาท
นายโกวิท กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ สปส.ได้จ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลให้แก่ รพ.เดชา ในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ กว่า 8 ล้านบาท ซึ่งเงินนี้ก็ไม่ได้ถูกนำไปจ่ายเป็นค่าจ้างให้แก่ลูกจ้าง รพ.เดชา ส่วนเงินค่ารักษาพยาบาลในช่วงเดือนมีนาคม ถึงเดือนพฤษภาคม เป็นวงเงิน 14 ล้านบาท ยังไม่ได้จ่ายให้ รพ.เดชา แต่เงิน 14 ล้านบาท สปส.อาจจะต้องมีการพิจารณาในการบริหารจัดการตามความเหมาะสม เนื่องจาก รพ.เดชา ยังคงค้างหนี้ทั้งหมด ทั้ง รพ.จุฬาฯ และ สปส. เป็นเงิน 32 ล้านบาท ขณะเดียวกัน สปส.จะหารือกันว่าจะมีการต่อสัญญากับ รพ.เดชา ต่อไปหรือไม่ หาก รพ.เดชาจะมาเป็นคู่สัญญาอีก ก็ต้องมาสมัครรับการประเมินใหม่ นอกจากนี้ จะนำเรื่องของสถานะทางการเงินของโรงพยาบาลที่จะเข้ามาเป็นคู่สัญญา มาเป็นส่วนหนึ่งประกอบการพิจารณาการทำสัญญา
นายอนันต์ชัย กล่าวว่า กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) ได้มีแนวทางช่วยเหลือลูกจ้าง รพ.เดชา ทั้ง 206 คน ให้ได้รับค่าจ้าง โดยการเจรจากับนายจ้าง และขอให้นำหลักฐานการค้างจ่ายค่าจ้างมาชี้แจง แต่ขณะนี้ผู้บริหาร รพ.เดชา ยังไม่รับนัดหมาย ขณะเดียวกันก็ใช้มาตรฐานทางกฎหมายควบคู่ไปด้วย โดยสัปดาห์หน้าจะออกหนังสือคำสั่งให้นายจ้างจ่ายค่าจ้าง หากไม่ปฏิบัติตามภายใน 30 วัน กสร.ก็จะแจ้งความดำเนินคดี และจะนำเรื่องฟ้องร้องต่อศาล เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย ขณะเดียวกัน กสร. จะสามารถนำเงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง มาช่วยเหลือลูกจ้าง รพ.เดชา ได้ แต่ช่วยเหลือรายละไม่เกิน 18,000 บาท ทั้งนี้ ทราบว่าโรงพยาบาลกำลังหาผู้ลงทุนรายใหม่ หากตกลงกันได้ ก็จะทำให้ลูกจ้างได้ค่าจ้าง
นพ.สุรเดช กล่าวว่า กรมการจัดหางาน(กกจ.) ได้เร่งหาตำแหน่งงานว่างให้แก่ลูกจ้าง รพ.เดชา จากการประสานงานกับภาคเอกชนในพื้นที่กรุงเทพฯ และพื้นที่ใกล้เคียง โดยเฉพาะงานธุรการ บัญชี รวมถึงตำแหน่งงานอื่นๆ ในโรงพยาบาล 2 แห่ง แจ้งว่ารับบุคลากรทางการแพทย์ได้รวมกว่า 300 คน
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/227590
สธ.ประกาศศิลาจารึกวัดราชโอรสฯเป็นตำรายาของชาติ
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/227563
ลูกสาวหมอเดชาแถลงข่าว14.00น.วันนี้