รพ.เดชาขอเวลา60วันปรับปรุงบริการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/227558

รพ.เดชา,ปิดบริการ,โรงพยาบาล

การศึกษา-สาธารณสุข  :  13 พ.ค. 2559

รพ.เดชาขอเวลา60วันปรับปรุงบริการ

สบส.เผยทีมผู้บริหาร รพ.เดชา ขอเวลา 60 วัน ปรับปรุงบริการให้ได้มาตรฐานตามกฎหมาย รอให้ครบกำหนดก่อนชี้ขาดปิดถาวรหรือไม่

            ความคืบหน้ากรณีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข ในฐานะผู้อนุญาตให้ประกอบกิจการสถานพยาบาลตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 มีคำสั่งปิดชั่วคราวโรงพยาบาลเดชา 30 วัน เนื่องจากไม่ได้ตามมาตรฐานที่กำหนด และผู้รับอนุญาตหรือเจ้าของกิจการเสียชีวิตแต่ไม่ปรากฏว่ามีการแจ้งบุคคลใหม่เป็นเจ้าของกิจการ ส่งผลให้โรงพยาบาลได้รับการร้องเรียนเรื่องการให้บริการอย่างมาก และมีปัญหาค้างค่าจ้างบุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาลเป็นเวลานาน 4 เดือนแล้ว

ล่าสุด เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม น.ต.นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กล่าวว่า ได้ลงนามในหนังสือคำสั่งปิดโรงพยาบาลเดชา ตามมาตรา 50 พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 เป็นระยะเวลา 60 วัน นับตั้งแต่วันที่รับทราบคำสั่ง เนื่องจากไม่เป็นไปตามมาตรฐาน คือ 1.ไม่จัดให้มีบุคลากรตามจำนวนที่กฎหมายกำหนด โดยเฉพาะบุคลากรวิชาชีพ 3 สาขาหลักที่จำเป็นในการบริการของโรงพยาบาล ได้แก่ แพทย์ พยาบาล และเภสัชกร และ 2.มีการปิดให้บริการแผนกผู้ป่วยฉุกเฉิน หรืออีอาร์ จนเป็นเหตุให้เกิดอันตราย ก่อความเสียหายหรือความเดือดร้อนอย่างร้ายแรง ผู้ป่วยสูญเสียโอกาสในการรับการรักษาพยาบาล

ทั้งนี้ สบส.ได้หารือกับทีมผู้บริหารใหม่ของโรงพยาบาลเดชาแล้ว เบื้องต้นได้รับการแจ้งว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากการจัดการภายใน ตอนนี้ยังมีความประสงค์จะเปิดให้บริการอยู่ แต่ขอเวลาในการปรับปรุง ทาง สบส.จึงให้เวลาในการปรับปรุงทั้งเรื่องบุคลากร สถานที่ และการให้บริการ ให้ได้มาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด ภายในระยะเวลา 60 วัน หลังจากนี้หากยังไม่สามารถแก้ไขปรับปรุงได้ จะพิจารณาอีกครั้งว่าจะปิดชั่วคราวหรือถาวร

วันเดียวกัน ที่โรงพยาบาลเดชา ถนนศรีอยุธยา แขวงพญาไท เขตราชเทวี กทม. นายสุวิทย์ สุมาลา รองปลัดกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วย นายอนันตชัย อุทัยพัฒนาชีพ รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เดินทางเข้าพบลูกจ้างโรงพยาบาลเดชา หลังมีเรื่องร้องเรียนไม่ได้รับการจ่ายเงินเดือนกว่า 4 เดือน ขณะที่ลูกจ้างบางรายถึงขั้นถูกไล่ออกจากห้องเช่าเนื่องจากไม่มีเงินจ่าย เพื่อชี้แจงถึงแนวทางการช่วยเหลือ

นายสุวิทย์ กล่าวว่า กระทรวงแรงงานไม่เพิกเฉยต่อเรื่องนี้ โดยออกหนังสือเชิญผู้บริหารโรงพยาบาลเดชาชุดใหม่ ที่มี จ.ส.อ.ชาญณรงค์ ประเสริฐศรี ประธานกรรมการบริหารบริษัท ศรีอยุธ จำกัด เข้าหารือ เพื่อแก้ปัญหา โดยที่ผ่านมาทำหนังสือเรียกผู้บริหารชุดใหม่ชี้แจงแล้ว 2 ครั้ง ในวันที่ 29 เมษายน และวันที่ 10 พฤษภาคม แต่ไม่ได้รับคำตอบ จึงมีการแจ้งความดำเนินคดีที่ สน.พญาไท ในข้อหาไม่ชำระเงินค่าจ้างกับลูกจ้าง และแจ้งความ สน.ดินแดง ในข้อหาไม่มาพบตามคำสั่งของเจ้าพนักงาน และเตรียมดำเนินคดีทางอาญาต่อไป

อย่างไรก็ตามธุรกิจโรงพยาบาลเป็นธุรกิจที่ได้รับความสนใจและมีอนาคต แนวทางการช่วยเหลือพนักงานเบื้องต้น มี 2 แนวทาง คือ 1.นำผู้บริหารพูดคุยกับพนักงานและจ่ายเงินเป็นหลักก่อน แต่หากไม่จ่ายเงินจะใช้แนวทางที่ 2 คือ ลูกจ้างสามารถเขียนคำร้องถึงกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เพื่อขอให้บังคับจ่ายเงินตามเกณฑ์ขั้นต่ำแบบค่าจ้างรายวันเป็นเวลา 60 วันจะอยู่ในจำนวนเงินราว 8,000 บาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ยังมีผู้ป่วยเดินทางเข้ารับบริการที่โรงพยาบาลเดชา โดยในส่วนผู้ที่อยู่ในสิทธิประกันสังคม ประมาณ 50 คน ที่เดินทางมารับบริการ เจ้าหน้าที่ได้แจ้งให้เดินทางไปรับการรักษาต่อที่ รพ.จุฬาลงกรณ์ ต่อมากลุ่มผู้บริหารใหม่ของโรงพยาบาลเดชา นำโดย จ.ส.อ.ชาญณรงค์ เดินทางเข้าพบพนักงานและใช้เวลาหารือร่วมกันก่อนเดินทางกลับ

น.ส.วารุณี เจริญพงศ์นรา ผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรบุคคล บริษัท ศรีอยุธ จำกัด กล่าวว่า ปัญหาการค้างชำระเงินเดือนกับพนักงานกว่า 180 คน รวม 12,042,000 บาท ยืดเยื้อมากว่า 4 เดือนแล้ว ตั้งแต่ปลายธันวาคม 2558 สมัยผู้บริหารชุดเก่า ทั้งนี้พนักงานเรียกร้องให้บริษัทเร่งเคลียร์เอกสารทางกฎหมาย พร้อมจ่ายเงินพนักงาน เนื่องจากขณะนี้ทราบว่าจะมีกลุ่มบริษัทเอกชนที่มีตัวแทนจากต่างชาติสนใจมาลงทุนด้านสถานพยาบาลและต้องการซื้อกิจการ

ด้าน พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รมว.แรงงาน กล่าวถึงกรณีผู้ประกันตน 4 หมื่นคน ที่มีสิทธิรักษาที่โรงพยาบาลเดชา ว่า เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างดำเนินการประสานย้ายโรงพยาบาลรับรองสิทธิไปที่ใกล้เคียง เช่น โรงพยาบาลราชวิถี และโรงพยาบาลเลิดสิน ทั้งนี้ระหว่างดำเนินการทางผู้ประกันตนสามารถเข้ารักษาที่สถานพยาบาลอื่นแล้วนำใบเสร็จมาเบิกกับสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ภายหลังได้ ขอให้ผู้ประกันตนไม่ต้องเป็นห่วงว่าจะไม่ได้รับสิทธิรักษา ส่วนกรณีผู้ป่วยตามสิทธิประกันสังคม 5 คนที่เข้ารักษาในโรงพยาบาลเดชา ได้ย้ายไปที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์แล้ว 4 คน ไปรักษาที่โรงพยาบาลพญาไท 1 คน ส่วนมาตรการเรื่องการคัดกรองโรงพยาบาลในระบบประกันสังคมในอนาคตก็ต้องหารือกับคณะกรรมการการแพทย์อีกครั้ง

นายโกวิท สัจจวิเศษ เลขาธิการ สปส. กล่าวว่า สปส.ได้ประสานขอย้ายผู้ประกันตนที่ถือบัตรรับรองสิทธิของโรงพยาบาลเดชาไปยังโรงพยาบาลเลิดสินและโรงพยาบาลราชวิถี ซึ่งคาดว่าจะชัดเจนหลังวันที่ 16 พฤษภาคม

ก่อนหน้านี้ เวลา 10.00 น. น.ส.ดรุณี สถานสถิตย์ อายุ 36 ปี เจ้าหน้าที่พยาบาลโรงพยาบาลเดชา แผนกผู้ป่วยใน พร้อมเพื่อนพยาบาล 4 คน ได้เข้าลงบันทึกประจำวันที่ สน.พญาไท โดยมี ร.ต.ท.พิฆเนศ เตรียมเกิดทรัพย์ รองสารวัตร (สอบสวน) สน.พญาไท เป็นผู้รับเรื่อง กรณีโรงพยาบาลเดชาไม่จ่ายเงินเดือนพนักงาน

น.ส.ดรุณี กล่าวว่า ทำงานเป็นพยาบาลที่โรงพยาบาลเดชานาน 6 ปี ซึ่งก่อนหน้าตนและกลุ่มเพื่อนก็ไม่ได้รับเงินเดือนตรงตามเวลาที่กำหนดมาหลายครั้งแล้ว บางครั้งผ่านไป 2 เดือนเงินเดือนถึงจะออก จนพนักงานที่นี่ถือว่าเป็นเรื่องปกติเพราะสภาพเศรษฐกิจไม่ดี หลายคนเข้าใจมาตลอด แต่เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2558 เจ้าของโรงพยาบาลคนเก่ามีอาการป่วยหนักและเสียชีวิตในเดือนกุมภาพันธ์ 2559 จนมีกลุ่มผู้บริหารใหม่เข้ามา แต่ก็มีปัญหาเรื่องการจ่ายเงินเดือนอีก ครั้งสุดท้ายที่ได้รับเงินเดือนคือเดือนกุมภาพันธ์ แต่ก็เป็นของเดือนธันวาคม 2558 ที่ค้างจ่าย หลังจากนั้นก็ไม่ได้รับเงินเดือนอีกเลย มีเพียงหนังสือแจ้งการผ่อนผันการจ่ายค่าจ้างรายเดือน ซึ่งในหนังสือลงชื่อกลุ่มผู้บริหารกลุ่มใหม่ซึ่งพวกตนไม่เห็นหน้าและรู้จักมาก่อน

น.ส.ดรุณี กล่าวต่อว่า ก่อนหน้านี้พวกเราได้ไปร้องเรียนที่กรมแรงงาน ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนตรวจสอบเอกสาร และในวันนี้จึงได้มาลงบันทึกประจำวันไว้เพื่อเป็นหลักฐาน เพื่อนำไปใช้ในการฟ้องร้องเรียกเงินเดือนกับทางโรงพยาบาล อย่างไรก็ตามเพื่อนพยาบาลบางคนยอมทำงานจนถึงวันสุดท้ายคือวันที่ 11 พฤษภาคม ทั้งที่ไม่ได้รับเงินเดือนมากว่า 6 เดือนแล้ว บางคนทำงานจนผู้ป่วยคนสุดท้ายถูกย้ายออกจากโรงพยาบาล ส่วนตนและเพื่อนพยาบาลต้องการให้โรงพยาบาลจ่ายเงินเดือนที่ค้างอยู่ให้ครบเท่านั้น

ด้าน ร.ต.ท.พิฆเนศ กล่าวว่า จากการสอบสวนเบื้องต้นทางโรงพยาบาลมีเจตนาเบี้ยวจ่ายเงินเดือนพนักงานจริง ซึ่งต้องมีการฟ้องร้องเป็นคดีแพ่งโดยผู้เสียหายจะรวบรวมพยานหลักฐานและตั้งทีมทนายความก่อนจะมาให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวนอีกครั้ง


ม.อัลอัซฮัรในวันที่เปลี่ยนแปลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/227550

มุสลิม,อิสลาม,อียิปต์,วัน

การศึกษา-สาธารณสุข  :  13 พ.ค. 2559

ม.อัลอัซฮัรในวันที่เปลี่ยนแปลง

เปิดโลกการศึกษามุสลิม ตอน: ม.อัลอัซฮัรในวันที่เปลี่ยนแปลง

           อียิปต์ ยังคงมีการปรับและเปลี่ยนแปลงในทุกด้านอย่างไม่สิ้นสุด การเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา รวมถึงการพัฒนาชุมชน สังคม ในทุกพื้นที่ของทุกจังหวัด และเริ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนบางครั้งคนในประเทศหรือต่างชาติที่มารวมกันอยู่ที่ประเทศแห่งนี้รับไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลง ในส่วนนักศึกษาไทยและคนไทยเกือบ 3,000 ชีวิตที่มาอยู่ในดินแดนแห่งนี้ มีเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตฯ และสมาคมนักเรียนไทยฯ ที่คอยสอดส่องและช่วยเหลือนักศึกษาอย่างใกล้ชิด ซึ่งทุกครั้งที่มีปัญหาจากนักศึกษาสมาคมได้รวบรวมข้อมูลเพื่อนำไปประชุมกับเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตฯ หลังจากนั้นก็เข้าสู่ระดับผู้ใหญ่ของประเทศอียิปต์ในเรื่องปัญหานั้นๆ และได้ความกระจ่างชัดเจน พร้อมการช่วยเหลือ

วันนี้อุปนายกสมาคม “มูฮำหมัดซิดดิ สูหลง” เรียนคณะนิติศาสตร์อิสลาม ปีที่ 3 หนุ่มใต้จากปัตตานี มาพูดคุยแนะนำนักศึกษาที่จะขึ้นมาศึกษา ม.อัซฮัร ในปีต่อไป หลากหลายเรื่องราวที่ต้องเตรียมตัว เป็นต้นว่า เรื่องค่าเทอมของสถาบันปรับพื้นฐานภาษาอาหรับ “ตัมฮีดีย์” สำหรับนักศึกษาที่มาทุนตัวเอง ในแต่ละระดับมีราคาค่อนข้างสูง 540 ในทุกระดับ ซึ่งมีทั้งหมด 7 ระดับด้วยกัน

นักศึกษา ม.ต้นและ ม.ปลาย ปรับพื้นฐานภาษาอาหรับห้ามขาดเรียน 15 วันติดต่อกัน และขาดเรียนได้ไม่เกิน 30 วัน นับตั้งแต่เปิดภาคเรียน

ส่วนค่าที่พักแพงขึ้นมาก ขั้นตอนในการยื่นวีซ่าค่อนข้างช้า และมีอายุวีซ่าแค่ 3 เดือน และการต่อวีซ่าที่ต้องไปนอนรอตั้งแต่เที่ยงคืนจนเช้า และการมาด้วยวีซ่าท่องเที่ยวแล้วมาเปลี่ยนเป็นวีซ่านักเรียนต้องไปทำการรับรองที่กองหนังสือเดินทางและกองสัญชาติของต่างด้าวที่ “มูญัมมะตะห์รีร “ก่อน ซึ่งต้องอัดแน่นไปด้วยผู้คนหลายเชื้อชาติและวิธีการดำเนินการ

อุปนายก ฝากเตือนและเสนอแนะสำหรับน้องๆ นักศึกษาที่จะมาศึกษายังประเทศอียิปต์ โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร 1.เมื่อนักศึกษาใหม่มาถึงอียิปต์ ให้รุ่นพี่ในชมรมนำนักศึกษาใหม่ไปทำการรับรองเอกสารเพื่อสมัครเข้าเรียนที่มูญัมมะตะห์รีร 2.อย่าปล่อยให้วีซ่าที่เพิ่งขึ้นมาหมด เพราะทางเจ้าหน้าที่จะไม่รับทำการรับรองให้หลังจากที่วีซ่าหมดอายุแล้ว ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาในการขอต่อวีซ่าต่อไป

3.ขอให้นักศึกษาเดินทางมาในช่วงเปิดทำการรับสมัครนักศึกษาใหม่ คือประมาณเดือนกันยายน และไม่ควรขึ้นมาหลังการปิดรับสมัครแล้ว เนื่องจากไม่สามารถทำการสมัครเรียนและต่อวีซ่าได้อีก 4.สำหรับนักศึกษาใหม่ที่จะเข้าสมัครเรียนในระดับ อิดาดีย์-ซานาวี ( ม.ต้น-ม.ปลาย) ให้เดินทางประมาณเดือนกันยายน เนื่องจากนักศึกษาใหม่ต้องสมัครเรียนด้วยตนเอง และต้องมีอายุวีซ่าอย่างน้อย 1 เดือน ถึงจะสมัครเรียนได้

ปัจจุบันนี้การต่อวีซ่าที่สำนักงานต่อวีซ่า (สาขา มาดีนะห์ อัลบูอส) ทุกวันอังคาร ทางการอียิปต์ได้อนุมัติให้คณะกรรมการสมาคมไปอำนวยความสะดวกให้แก่น้องๆ นักศึกษาไทยในการยื่นวีซ่า ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้ ให้นักศึกษายื่นเอกสารเพื่อต่อวีซ่าด้วยตัวเอง หลังจากนั้น 2 สัปดาห์สามารถรับวีซ่าได้ ซึ่งเป็นการประสานงานที่ดีและช่วยลดความยากลำบากของน้องๆที่ต้องมายื่นตั้งแต่เที่ยงคืน

ส่วนที่พักอาศัยของนักศึกษาที่มาทุนตัวเอง ที่มีปัญหาเรื่องสัญญาการเช่าอยู่บ่อยครั้งกับเจ้าของตึก ต้องย้ายที่พักกันบ่อย ทำให้นักศึกษาไม่สามารถใช้ชีวิตในการเรียนได้อย่างราบรื่น บวกกับค่าเช่าที่พักที่มีราคาแพงขึ้นเรื่อยๆ ปัญหาเรื่องวีซ่าตามสามีหรือภรรยา (พ่วงวีซ่า) จำเป็นต้องรอการตรวจสอบจากหน่วยงานความมั่นคงก่อน ซึ่งอาจจะทำให้ล่าช้ากว่า 2 สัปดาห์ ปัญหาเรื่องวีซ่านักศึกษาตัมฮีด (สถาบันปรับพื้นฐานภาษา) เนื่องจากวีซ่าของนักศึกษาตัมฮีดมีอายุแค่ 3 เดือน

และทางสถาบันปรับพื้นฐานภาษาออกเอกสารเพื่อต่อวีซ่าล่าช้า ทำให้อายุวีซ่าของนักศึกษาได้ไม่ถึง 3 เดือน ปัญหาความปลอดภัย มิจฉาชีพ ไม่ควรเดินทางไปไหนมาไหนในยามค่ำคืนคนเดียว และควรบอกเพื่อนให้ทราบว่าจะออกไปไหน เพื่อความสะดวกในการตามตัวเวลาเกิดปัญหาขึ้นมา ทุกประเทศทั่วโลกเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงผู้นำก็ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงสำหรับผู้ตามและก็ประชาชนในประเทศนั้นๆ


มติแพทยสภาห้ามคนโกงสอบเป็นหมอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/227540

โกง,แพทย์,หมอ

การศึกษา-สาธารณสุข  :  12 พ.ค. 2559

มติแพทยสภาห้ามคนโกงสอบเป็นหมอ

มติแพทยสภาห้ามคนโกงสอบเป็นหมอ

           เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม นพ.สัมพันธ์ คมฤทธิ์ เลขาธิการแพทยสภา ระบุว่า ที่ประชุมคณะกรรมการแพทยสภาเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม ได้หารือกรณีนักศึกษาทุจริตสอบเข้าวิทยาลัยแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และมีมติว่าให้ผู้ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ากระทำการทุจริตจริง ไม่มีสิทธิเป็นสมาชิกแพทยสภาและขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม เนื่องจากผู้สอบเข้าเพื่อจะเป็นนักศึกษาแพทย์ใช้วิธีการทุจริตแล้ว ถือเป็นความผิดทางจริยธรรมและคุณธรรมอย่างร้ายแรง สร้างความเสื่อมเสียเกียรติ ศักดิ์ศรีของวิชาชีพ

“มติแพทยสภาดังกล่าวหมายความว่า ผู้ที่พิสูจน์ได้ว่าทุจริตในการสอบเข้าเรียนคณะแพทยศาสตร์ จะไม่สามารถเป็นแพทย์รักษาคนไข้ได้ เพราะแพทย์ที่จะรักษาคนไข้ได้จะต้องเป็นสมาชิกของแพทยสภาและผ่านการสอบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมจากแพทยสภา ซึ่งการที่นักเรียน นักศึกษาทุจริตในการสอบเข้าเรียนคณะแพทยศาสตร์จะเป็นปัญหาต่อวิชาชีพทางการแพทย์ และถึงแม้ว่าจะไปเรียนจบแพทยศาสตรบัณฑิตจากต่างประเทศ ก็ไม่สามารถมาประกอบวิชาชีพแพทย์ในเมืองไทยได้ เพราะไม่ได้ใบอนุญาตจากแพทยสภาแน่นอน” นพ.สัมพันธ์กล่าว

นพ.สัมพันธ์ กล่าวอีกว่า คณะกรรมการแพทยสภายังมีการหารือไปถึงกรณีแพทย์ที่เป็นผู้ได้รับอนุญาตประกอบวิชาชีพแล้วแต่กระทำการทุจริต เช่น ออกใบรับรองแพทย์เท็จโดยมีผลประโยชน์ หรือมีเจตนาทุจริต ก็จะพิจารณาและลงโทษความผิดทางจริยธรรรม จรรยาบรรณวิชาชีพที่หนักกว่ากรณีอื่นๆ ด้วย ซึ่งแพทยสภารับไม่ได้อย่างยิ่งหากแพทย์ไม่มีความซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพ ไม่เหมาะที่จะประกอบวิชาชีพนี้


ผู้ประกันตนเฮ!รับเงินรักษาไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/227495

ผู้ประกันตน,แรงงาน,ไตวาย

การศึกษา-สาธารณสุข  :  12 พ.ค. 2559

ผู้ประกันตนเฮ!รับเงินรักษาไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย

ผู้ประกันตนเฮรับของขวัญวันแรงงาน “สปส.” ไฟเขียวเพิ่มเงินรักษาผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย

           นางเพ็ชรา ถาวระ รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้คณะกรรมการประกันสังคมและที่ปรึกษาได้เห็นชอบให้มีการปรับปรุงประกาศคณะกรรมการการแพทย์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 กรณีการบำบัดทดแทนไต โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. 2559 เป็นต้นไป สาระสำคัญคือปรับปรุงหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และอัตราค่าบริการทางการแพทย์ กรณีค่าเตรียมเส้นเลือดสำหรับฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมและวางท่อรับส่งน้ำยาล้างไตทางช่องท้อง โดยสามารถเริ่มเตรียมได้ตั้งแต่วันที่มีผลการตรวจระดับอัตราการกรองของเสียของไตน้อยกว่าหรือเท่ากับ 10 มล./นาที/1.73 ตร.ม.

นอกจากนี้ยังได้เพิ่มสิทธิประโยชน์จากเดิมที่ให้ผู้ประกันตนเบิกค่าเตรียมเส้นเลือดสำหรับฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม หรือวางท่อรับส่งน้ำยาล้างช่องท้องจำนวน 20,000 บาททุก ๆ 2 ปี ซึ่งหากในระยะเวลา 2 ปีได้เบิกค่าบริการดังกล่าวครบแล้ว และผู้ประกันตนมีความจำเป็นต้องเตรียมเส้นเลือดหรือแก้ไขเส้นเลือดเพื่อเข้ารับการรักษาเพิ่มเติม สำนักงานประกันสังคมจะจ่ายเพิ่มในอัตราเท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินรายละ 10,000 บาท

“สำนักงานประกันสังคมยังได้ปรับลดราคาและเพิ่มรายการยา Erythropoientin เพื่อให้ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายสามารถเข้าถึงยาดังกล่าวและมีทางเลือกในการใช้ยาได้มากขึ้น จากเดิมมีรายการยา 9 รายการ เพิ่มเป็น 11 รายการ ซึ่งบริษัทยาได้ให้ความร่วมมือกับสำนักงานฯ ในการปรับลดราคาขายให้สถานพยาบาลที่ขึ้นทะเบียนบำบัดทดแทนไตกับสำนักงานฯ ทำให้ผู้ประกันตนไม่ต้องร่วมจ่าย หรือร่วมจ่ายลดลงกรณีต้องการเลือกใช้ยาที่มีราคาสูง” นางเพ็ชรา ระบุ

รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม เปิดเผยอีกว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาสำนักงานประกันสังคมจ่ายค่าบริการทางการแพทย์ภาพรวมปีละกว่า 3 หมื่นล้านบาท และในปี 2558 จ่ายค่าบริการกรณีบำบัดทดแทนไตจำนวน 2,613.34 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 7.33 เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวเมื่อเทียบกับปี 2554 ที่ใช้จ่ายในกรณีบำบัดทดแทนไตจำนวน 1,182.52 ล้านบาท อีกทั้งยังได้อนุมัติสิทธิการปลูกถ่ายไตให้ผู้ประกันตนเพิ่มขึ้นทุกปีโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ และให้การดูแลอย่างต่อเนื่องไปจนจบกระบวนการรักษา

“สิทธิประโยชน์ของสำนักงานประกันสังคมเรื่องการให้บริการรักษาโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายและกรณีเจ็บป่วยอื่น ๆ มีมาตรฐานทัดเทียมกับกองทุนต่าง ๆ ซึ่งเราพยายามพัฒนาสิทธิประโยชน์ทั้ง 7 กรณีอย่างเหมาะสมควบคู่กับความมั่นคงของกองทุนประกันสังคมด้วย อย่างไรก็ตามอยากฝากให้ผู้ประกันตนทุกคนรักษาสุขภาพ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ งดอาหารรสจัด ห่างไกลจากของมึนเมาและสิ่งเสพติด เพื่อให้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง จิตใจแจ่มใส เบิกบาน เป็นกำลังสำคัญในพัฒนาประเทศ” นางเพ็ชรา กล่าวทิ้งท้าย


‘โกงเสื้อกาวน์’บทเรียนอุดมศึกษาต้องเฝ้าระวัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/227488

แพทย์,สอบ,โกง,เสื้อ,บทเรียน,อุดมศึกษา,เฝ้า,ระวัง

การศึกษา-สาธารณสุข  :  12 พ.ค. 2559

‘โกงเสื้อกาวน์’บทเรียนอุดมศึกษาต้องเฝ้าระวัง

‘โกงเสื้อกาวน์’บทเรียนอุดมศึกษาต้องเฝ้าระวัง : ชุลีพร อร่ามเนตรรายงาน

           ฉาว! วงการ “เสื้อกาวน์” ขึ้นมาทันที เมื่อ “มหาวิทยาลัยรังสิต” เปิดโปงกลโกงของผู้เข้าสอบรับตรง คณะแพทยศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ และเภสัชศาสตร์ ซึ่งเป็นการจัดสอบของมหาวิทยาลัยเอง (ไม่เกี่ยวกับการสอบรับตรงของกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย หรือ กสพท.) เพื่อคัดคนเข้าไปเรียนแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชศาสตร์ อาชีพที่เรียกได้ว่ามีเกียรติ ค่าตอบแทนสูง มีคุณธรรม จริยธรรม แต่เพียงเริ่มต้นเข้าสอบก็โกงกันแล้ว ถ้าจบออกไปเป็นแพทย์ไม่ไปโกงยา โกงคนไข้ โกงความตายกันเลยหรือไง ??

“โกงสอบคณะแพทย์” ซึ่งมีการจัดสอบไปเมื่อวันที่ 7-8 พฤษภาคม 2559 โดยมีการทุจริตกันเป็นขบวนการด้วยเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ และต้องจ่ายเงินถึง 8 แสนบาท โดยมีการรับประกันผล ซึ่ง “ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต” ได้ประกาศเลื่อนการสอบดังกล่าว พร้อมเปิดเผยข้อมูล และวิธีการต่างๆ ที่ใช้ในการโกง ไม่ว่าจะกล้องแว่นตา นาฬิกาอัจฉริยะ เรียกได้ว่า คาดการณ์ไม่ถึงหากไม่จับพิรุธหรือสังเกตได้ (ไฮเทคมากๆ นี่ถ้าเอามาใช้ในเรื่องที่มีสาระคงดีไม่น้อย)

โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นในการสอบวันที่ 7 พฤษภาคม พบนักเรียน 3 คนมีท่าทางผิดสังเกต มีพิรุธ กรรมการคุมสอบจึงได้เข้าไปตรวจสอบ พบว่า นาฬิกาที่นักเรียนสวมใส่มีเฉลยข้อสอบที่ส่งเข้ามา จึงได้เรียกนักเรียนทั้ง 3 คน มาสอบสวน ซึ่งนักเรียนทั้ง 3 คนให้การรับสารภาพว่า ข้อมูลดังกล่าวเป็นเฉลยข้อสอบที่ทางสถาบันกวดวิชาส่งมาให้ โดยสถาบันกวดวิชาดังกล่าวมีการรับจ้างติว และประกาศชัดเจนว่าถ้าไม่ติดยินดีคืนเงิน โดยนักเรียนต้องจ่ายเงิน จำนวน 5 หมื่นบาทเป็นค่ามัดจำนาฬิกาอัจฉริยะ 1 เรือนใส่เข้าห้องสอบ และหากสอบเสร็จประกาศผลว่าสอบติดคณะแพทยศาสตร์ คณะทันตแพทยศาสตร์ หรือคณะเภสัชศาสตร์ จะต้องจ่ายเงินอีก 8 แสนบาท ซึ่งนักเรียนทั้ง 3 คน ยินดีจ่ายเงิน

ต่อมาวันที่ 8 พฤษภาคม ซึ่งเป็นการสอบวันที่สอง มหาวิทยาลัยได้ดำเนินการจัดสอบต่อไป เพื่อต้องการหาต้นตอของกระบวนการว่าสถาบันกวดวิชาเข้ามาดูข้อสอบได้อย่างไร หรือจะมีการทุจริตการสอบเกิดขึ้นอีกหรือไม่ โดยกรรมการคุมสอบได้พบพิรุธนักเรียนคนหนึ่งออกจากห้องสอบก่อนเวลา และเมื่อตามนักเรียนออกไปจากห้องสอบ พบว่ามีการยื่นแว่นตาให้แก่นักเรียนอีกคนหนึ่ง จึงได้ขอตรวจสอบแว่นตา ปรากฏว่ามีลักษณะแตกต่างจากแว่นตาทั่วไป โดยในส่วนของก้านแว่นตามีลักษณะหนาและใหญ่ผิดปกติ เพราะบริเวณดังกล่าวมีวงจรอิเล็กทรอนิกส์ หน้าแว่นมีกล้องรูเข็ม กรรมการคุมสอบจึงได้เชิญมาสอบสวนจนทราบว่า นักเรียนคนดังกล่าวรับจ้างเข้ามาบันทึกข้อสอบ

ว่ากันว่า กระบวนการบันทึกข้อสอบนั้น ผู้รับจ้างจะบันทึกข้อสอบทั้งหมด นำไปเข้าคอมพิวเตอร์ ถอดไฟล์วิดีโอ และส่งข้อมูลไปยังศูนย์บัญชาการ ซึ่งไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน จากนั้นจะมีการทำข้อสอบและส่งเฉลยข้อสอบกลับมาที่นาฬิกาอัจฉริยะ 3 เครื่อง ที่มีผู้เข้าสอบ 3 คนสวมใส่ ทำให้มหาวิทยาลัยสามารถรวบตัวผู้เข้าร่วมขบวนการเบื้องต้นได้ 5 คน

ดร.อาทิตย์ เล่าว่า การทุจริตครั้งนี้คาดว่าน่าจะทำเป็นขบวนการติวเตอร์ และมีผู้เกี่ยวข้องมากกว่านี้อย่างแน่นอน เพราะที่หน้ามหาวิทยาลัย มีติวเตอร์ติดประกาศว่า สามารถติวเข้าคณะแพทย์ ม.รังสิตได้ ถ้าสอบไม่ติดยินดีคืนเงิน แต่ถ้าสอบติดแพทย์ ม.รังสิต ต้องจ่ายเงิน 8 แสนบาท ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นความพิลึกพิลั่น เป็นปัญหาของเรา ที่ต่อไปอาจต้องให้แก้ผ้ามาเข้าสอบ ห้ามใส่แว่นตา ห้ามใช้ปากกาเข้าสอบ ให้ใช้ดินสอ 2Bเข้าสอบเท่านั้น

“ม.รังสิตไม่สนับสนุนการทุจริตทุกรูปแบบ โดยเฉพาะกับคนที่จะเข้ามาหากินโดยไม่ถูกต้อง ซึ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ทางมหาวิทยาลัยจึงไม่ปล่อยเรื่องนี้ไปและได้ออกมาแจ้งข่าวให้ทุกคนได้ทราบ รวมถึงเลื่อนการสอบออกไป เพื่อให้เกิดความยุติธรรม และโปร่งใส ผมขอให้นักเรียน ผู้ปกครองทุกคนมั่นใจในกระบวนการสอบ ข้อสอบครั้งต่อไปมหาวิทยาลัยจะเข้มงวด รัดกุมมากขึ้น และพยายามไม่ให้เกิดการทุจริตขึ้นอีก รวมถึงเข้าใจนักเรียนและผู้ปกครองที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกระบวนการทุจริตแต่ต้องมาได้รับความเดือดร้อนจากเรื่องที่เกิดขึ้น ผมก็เสียใจจึงได้มีการจัดสอบขึ้นอีกครั้งเพื่อให้ความยุติธรรมแก่ทุกคน และไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ เพิ่มอีกแล้ว” ดร.อาทิตย์ ระบุ

การสอบครั้งนี้ เป็นการรับตรงของมหาวิทยาลัย ซึ่งการคัดเลือก หรือการรับสมัครเด็กเข้าเรียน เป็นอำนาจของสภามหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง โดยการสอบคัดเลือกเข้าศึกษาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ของ ม.รังสิต นั้น เปิดรับทั้งหมด 3 รอบ คือรอบกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย หรือ กสพท. และเปิดรับตรง 2 รอบ โดยรับสมัครนักเรียนเข้าเรียนทั้งหมด 130 คน ส่วนคณะทันตแพทยศาสตร์ จะเปิดรับตรง 2 รอบ รวมทั้งหมด 120 คน และคณะเภสัชศาสตร์ รับตรง 2 รอบ รวมทั้งหมด ไม่เกิน 250 คน

สำหรับการสอบคัดเลือกเข้าศึกษาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ และเภสัชศาสตร์ รอบ 2 นี้ได้เปิดรับนักศึกษาคณะแพทยศาสตร์ 30 คน ทันตแพทยศาสตร์ รับ 50 คน เภสัชศาสตร์ รับ 50 คน แต่มีนักเรียนมาสอบประมาณ 3,000 คน ซึ่งมีอัตราการแข่งขันค่อนข้างสูง ทำให้เด็กบางคนอาจยินดีจ่าย ยอมทุจริตการสอบ เพื่อให้ได้เข้าเรียน

ทั้งนี้ ในการคัดเลือกรับตรงเข้าเรียนแพทย์ ของ ม.รังสิต มีกระบวนการสอบที่เข้มงวดและรัดกุมมาก นอกจากมีการสอบข้อเขียนแล้วยังมีการสอบสัมภาษณ์ที่จะมีกรรมการ 9 คน อีกทั้งการสอบไม่ได้สอบเฉพาะความรู้อย่างเดียว แต่สอบจิตวิทยา ทัศนคติของผู้ที่จะเข้ามาเรียนแพทย์ด้วย ดังนั้น ที่ผ่านมาตลอดระยะเวลาเกือบ 20 ปี ที่มีการสอบรับตรง มหาวิทยาลัยเฝ้าระวัง และมีกระบวนการตรวจสอบที่เข้มงวดมาก แต่ก็ไม่รอดพ้นความก้าวหน้าของเทคโนโลยี

จากกรณีที่เกิดขึ้น คงต้องเป็นบทเรียนให้คณะ มหาวิทยาลัยต่างๆ ซึ่งไม่ใช่เพียงคณะแพทยศาสตร์ ม.รังสิต เท่านั้น ต้องระวังเรื่องความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ไฮเทค ต้องเรียนรู้ให้มากขึ้น ต้องเฝ้าระมัดระวัง รัดกุม ตื่นตัวในการจัดสอบ ตรวจสอบมากยิ่งขึ้น เพราะอย่างที่รู้ๆ กันอยู่ว่าการสอบแต่ละครั้ง นั่นอาจหมายถึงอนาคตของเด็กแต่ละคน อย่างไรก็ตาม “ทุจริต คดโกง” สามารถเกิดขึ้นได้ทุกกลุ่มวิชาชีพ ยิ่งวิชาชีพที่คนในสังคมคาดหวังสูง ยิ่งต้องพึงระวังในเรื่องของคุณธรรม จริยธรรม ความซื่อสัตย์ สุจริต


สั่งปิด’รพ.เดชา’ไม่ได้มาตรฐาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/227446

การศึกษา-สาธารณสุข  :  11 พ.ค. 2559

สั่งปิด’รพ.เดชา’ไม่ได้มาตรฐาน

สั่งปิด ‘รพ.เดชา’ ไม่ได้มาตรฐาน ถูกร้องเรียน แพทย์ 1 คน ฉุกเฉินไม่พร้อมให้บริการ สบส.ตรวจสอบพบเจ้าของเสียชีวิต อยู่ระหว่างการหาผู้ประกอบการคนใหม่

                    11 พ.ค. 59   น.ต.นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า สบส.ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้บริโภคว่าโรงพยาบาลเดชา ถนนพญาไท ปิดไฟมืด มีแพทย์ 1 คน พยาบาลน้อยมาก ห้องฉุกเฉินปิด แสดงว่าไม่มีความพร้อมในการให้บริการรักษาพยาบาลหรือไม่ สบส.ได้ดำเนินการตรวจสอบ พบว่า ผู้รับอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาล หรือเจ้าของโรงพยาบาล เสียชีวิตประมาณ 1 เดือนแล้ว อยู่ระหว่างการหาผู้ประกอบการคนใหม่ ขณะเดียวกันยังพบว่าจำนวนบุคลากรมีน้อยมาก ไม่เป็นไปตามมาตรฐานโรงพยาบาลขนาด 100 เตียง สบส.จึงถือว่าโรงพยาบาลเดชาเป็นสถานพยาบาลที่ไม่ได้มาตรฐาน และมีคำสั่งปิดโรงพยาบาลเดชา พญาไท ทันทีในวันนี้ (11 พ.ค.) เป็นระยะเวลา 30 วัน หรือจนกว่าจะสามารถหาผู้ประกอบการคนใหม่ได้
                    น.ต.นพ.บุญเรือง กล่าวอีกว่า การดำเนินการสั่งปิด รพ.เดชา พญาไท เป็นการชั่วคราว เป็นไปตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ. 2541 ประกอบด้วย 1. ผู้รับอนุญาตประกอบการเสียชีวิต และไม่มีผู้แสดงความจำนงเพื่อขอประกอบกิจการ เข้าข่ายมาตรา 52 (1) (2) สบส.ในฐานะผู้ให้อนุญาตสามารถปิดสถานพยาบาลดังกล่าวเป็นการชั่วคราว หรือเพิกถอนใบอนุญาตได้ และ 2. ผิดมาตรา 51 กรณีผู้ดำเนินการ หรือผู้ประกอบการ ไม่ดำเนินการให้ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด เพราะถึงแม้ รพ.เดชา พญาไท จะมีผู้อนุญาตดำเนินการ หรือผู้อำนวยการโรงพยาบาล แต่ก็ไม่สามารถบริหาร หรือจัดการให้ได้มาตรฐาน ก็จะถือว่าผิดอีก รวมทั้งจากมาตรฐานการดำเนินการต่างๆ ก็ไม่เข้าเกณฑ์กฎหมายเช่นกัน เพราะมีการปิดแผนกหลายแผนก ไม่เป็นไปตามที่เคยขออนุญาตไว้ตั้งแต่ต้น ซึ่งการดำเนินการไม่เป็นไปตามมาตรฐาน ผิดมาตรา 50
                    “ขณะนี้ผู้ป่วยในที่ยังคงรักษาอยู่ในโรงพยาบาลเดชา จำนวน 7 คน เป็นผู้ป่วยในระบบประกันสังคม อยู่ระหว่างการประสานส่งตัวไปรักษายังโรงพยาบาลอื่นต่อไป ส่วนผู้ป่วยนอกนั้นมีน้อยอยู่แล้ว ไม่ได้มีปัญหาอะไรตรงนี้ อย่างไรก็ตาม หากโรงพยาบาลเดชาสามารถหาผู้ประกอบการใหม่ได้แล้ว และมีความประสงค์ที่จะเปิดให้บริการรักษาพยาบาลอีก ก็ต้องยื่นเรื่องขออนุญาตมาที่ สบส.เพื่อพิจารณาตรวจสอบคุณภาพ มาตรฐานของสถานที่ และบุคลากรผู้ปฏิบัติงานอีกครั้ง ก่อนจะอนุญาตให้เปิดสถานพยาบาลได้”
                    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการเข้าไปตรวจสอบในแฟนเพจเฟซบุ๊ก โรงพยาบาลเดชา – ใหม่พบว่า เมื่อเวลา 22.47 น. วันที่ 10 พ.ค.ที่ผ่านมา ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Byrdy Cool ได้โพสต์ข้อความบนหน้าแฟนเพจเฟซบุ๊ก ระบุ
                    ” เรียนเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเดชา เมื่อวันที่10/5/16 เวลา 22.00 ผมเดินทางไปโรงพยาบาลด้วยอาการตัวร้อนมาก เมื่อไปถึงเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยแจ้งว่า เข้าไม่ได้ครับคุณ ผมเลยถามว่า วันนี้ฉุกเฉินปิดหรอครับ ? คำตอบที่ได้คือ ‘ผมไม่ทราบครับวันนี้หมอและพนักงานนั่งรถตู้ออกไปข้างนอกกันหมดครับ เลยไม่สามารถให้บริการได้’ ผมงงมาก ปกติโรงพยาบาลควรเปิดฉุกเฉินตลอด 24 ชม. ที่สำคัญไม่ใช่ผมคนเดียว คนที่มาหาหมอในช่วงเวลาเดียวกันนี้มีคนโดนปฏิเสธการเข้ารับการรักษาด้วย จากเหตุการดังกล่าวผมขออนุญาตแสดงความคิดเห็นส่วนตัวนะครับ หากครั้งหน้าจะปิดทำการ รบกวนประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบด้วยนะครับ จะได้ไม่ต้องเสียเวลาแบบนี้อีก ขอแสดงความนับถือ “
                    ต่อมาเมื่อเวลา 23.27 น. วันเดียวกัน แอดมินแฟนเพจเฟซบุ๊กดังกล่าว เข้ามาตอบ
                    “ต้องขออภัยเป็นอย่างยิ่งครับ ทาง รพ.กำลังเร่งคลี่คลายสถานการณ์แบบนี้ให้กลับสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุด”
กสร.เตรียมออกหนังสือทวงค่าจ้างให้ลูกจ้างรพ.เดชา
                    นายปฐม เพชรมณี รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน(กสร.) กระทรวงแรงงาน กล่าวว่า เมื่อวันที่ 10 พ.ค.ที่ผ่านมา กลุ่มตัวแทนลูกจ้างบริษัท ศรีอยุธ จำกัด (โรงพยาบาลเดชา) จำนวน 60 ราย ได้เดินทางมายื่นหนังสือเพื่อขอความช่วยเหลือจากกสร. เนื่องจากนายจ้างค้างจ่ายค่าจ้างของลูกจ้างทั้งหมด 160 คน ตั้งแต่เดือนธ.ค.2558 จนถึงเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา เป็นจำนวนเงินรวมกว่า 10 ล้านบาท ซึ่งกสร.ได้รับหนังสือและอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูล โดยจะให้สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครเขตพื้นที่ 3 (เขตดินแดง พญาไท ราชเทวี ห้วยขวาง) ออกคำสั่งให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างภายใน 30 วัน โดยเร็วที่สุด
                    ทั้งนี้ หากนายจ้างไม่ยอมจ่ายค่าจ้างตามระยะเวลาที่กำหนด กสร.ก็จะดำเนินการแจ้งความกรณีขัดคำสั่งเจ้าหน้าที่และลูกจ้างสามารถร้องขอให้กสร. ใช้เงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างช่วยเหลือได้ อีกทั้งสามารถมอบอำนาจให้กสร.เป็นผู้แทนฟ้องร้องต่อศาลเพื่อให้ดำเนินการตามกฎหมายกับนายจ้างได้
สปส.เร่งหารพ.รองรับผู้ประกันตน4หมื่นคน  
                    นายโกวิท สัจจวิเศษ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม(สปส.) กระทรวงแรงงาน กล่าวถึงกรณีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ(สบส.) กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) มีคำสั่งปิด รพ.เดชาในวันนี้(11 พ.ค.)เป็นระยะเวลา 30 วันหรือจนกว่าหาผู้ประกอบการรายใหม่ได้ว่า เท่าที่ทราบข้อมูลรพ.เดชามีปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงิน ทำให้กระทบต่อการบริหารจัดการและการบริหารบุคลลากร ซึ่งเมื่อสบส.สั่งปิดกิจการ ทางสปส.ก็ต้องเตรียมโอนย้ายผู้ประกันตนที่มีบัตรรับรองสิทธิรักษาพยาบาลกับรพ.เดชาที่มีประมาณ 40,000 คน ไปยังรพ.ใกล้เคียง เช่น รพ.จุฬาลงกรณ์ รพ.วชิรพยาบาล รพ.กลาง รพ.ราชวิถี เป็นต้น ซึ่งจะต้องหารือกับรพ.เหล่านี้อีกครั้ง และจะให้ได้ข้อยุติภายในวันที่ 13 พ.ค.นี้
                    เลขาธิการสปส. กล่าวอีกว่า เบื้องต้นสปส.จะย้ายผู้ประกันตนไปให้มีสิทธิรักษาในรพ.อื่นก่อน แต่หากผู้ประกันตนไม่พอใจหรือไม่สะดวกมาใช้บริการก็สามารถยื่นขอเปลี่ยนรพ.ได้ภายหลัง อีกทั้งหากเจ็บป่วยและเข้ารักษาที่รพ.อื่นในระหว่างนี้ก็ขอให้แจ้งมายังสำนักงานประกันสังคมในพื้นที่หรือนำใบเสร็จค่ารักษามาเบิกกับสปส.ภายหลัง ส่วนกรณีที่เป็นผู้ป่วยใน 7 ราย ซึ่งเข้ารักษาตามสิทธิประกันสังคมนั้นสปส.จะดูแลค่าใช้จ่ายตามสิทธิต่อไป โดยสปส.จะทำหนังสือแจ้งผู้ประกันตนและสถานประกอบการถึงการเปลี่ยนรพ. อีกทั้งจะประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อเพื่อให้ผู้ประกันตนได้ทราบด้วย
รมว.แรงงานสั่งทุกหน่วยงานดูแลผู้ได้รับผลกระทบ
                    นายธีรพล ขุนเมือง ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงานในฐานะโฆษกกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า พลเอก ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานกล่าวถึง กรณีกระทรวงสาธารณสุขสั่งปิดโรงพยาบาลเดชา เป็นระยะเวลา 30 วัน หรือจนกว่าจะสามารถหาผู้ประกอบการใหม่ได้นั้น ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานของกระทรวงแรงงานให้ความช่วยเหลือในส่วนที่เกี่ยวข้องโดยใกล้ชิดและเร่งด่วน ซึ่งแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ กลุ่มลูกจ้างของ รพ.เดชา จำนวน 179 คน ที่มายื่นข้อเรียกร้องที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน โดยมอบหมายกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ดูแลด้านสวัสดิการตามข้อกฎหมาย หากมีการเลิกจ้างจะต้องได้รับค่าชดเชย ตาม พรบ.คุมครองแรงงาน และหากมีความจำเป็นให้นำเงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนด้วย และดูแลการได้รับสิทธิประโยชน์กรณีว่างงาน ของสำนักงานประกันสังคม หากมีการเลิกจ้างและหากมีความประสงค์เปลี่ยนงาน กรมการจัดหางานได้เตรียมตำแหน่งรองรับไว้แล้ว ตลอดจนหากมีความต้องการเปลี่ยนอาชีพ หรือประสงค์ประกอบอาชีพอิสระ กรมพัฒนาฝีมือแรงงานก็มีความพร้อมในการพัฒนาทักษะฝีมือตามความต้องการด้วย
                    นายธีรพล กล่าวต่อไปว่า ในส่วนที่ 2 คือ กลุ่มผู้ประกันตนที่ใช้สิทธิกับ ร.พ.เดชา จำนวนประมาณ 40,000 คน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานได้สั่งการให้สำนักงานประกันสังคม(สปส)ดำเนินการโดยเบื้องต้นได้เตรียมการบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประกันตนไว้ ดังนี้คือ ให้มีการเปลี่ยนโรงพยาบาล โดย สปส. อยู่ระหว่างการประสานงาน สำหรับกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน ผู้ประกันตนสามารถรักษาได้ทุกโรงพยาบาลทั้งโรงพยาบของรัฐและเอกชน ทั้งนี้ ปัจจุบันมีผู้ประกันตนรักษาตัวอยู่ใน รพ.เดชา 5คน กระทรวงแรงงานได้เปลี่ยนให้ไปรักษาตัวที่ รพ.จุฬาฯเรียยร้อยแล้วด้วย

แปลงโฉม…’รพ.เกาะยาวชัยพัฒน์’เก่าโทรมสู่การผ่านรับรองคุณภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/227413

โรงพยาบาล,คุณภาพ,เกาะยาว

การศึกษา-สาธารณสุข  :  11 พ.ค. 2559

แปลงโฉม…’รพ.เกาะยาวชัยพัฒน์’เก่าโทรมสู่การผ่านรับรองคุณภาพ

แปลงโฉม…’รพ.เกาะยาวชัยพัฒน์’ เก่าโทรมสู่การผ่านรับรองคุณภาพ : พวงชมพู ประเสริฐรายงาน

           นั่งเรือสปีดโบ๊ท ใช้เวลาราว 30 นาที  เรือหางยาวโดยสารประมาณ 1 ชั่วโมง ในการเดินทางจากฝั่งท่าเรือบางโรง อ.ถลาง จ.ภูเก็ต ข้ามน้ำทะเลสู่รพ.เกาะยาวชัยพัฒน์ บนเกาะยาวน้อย อ.เกาะยาว จ.พังงา  อาจดูไม่ไกลหากเทียบกับการเดินทางบนบก แต่เมื่อต้องข้ามน้ำนับว่าไม่ใกล้ และแม้จะเป็นโรงพยาบาลที่ตั้งอยู่บนเกาะห่างไกลจากฝั่ง ทว่า รพ.เกาะยาวชัยพัฒน์ กลับสามารถปรับโฉมจากโรงพยาบาล 10 เตียง เก่า ทรุดโทรม กลายเป็นโรงพยาบาลขนาด 30 เตียง ที่ผ่านการรับรองคุณภาพสถานพยาบาลตามมาตรฐานเอชเอ (Healthcare Accreditation : HA) จากสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) หรือ สรพ.

“เมื่อ 10 กว่าปีก่อน ตอนผมจบใหม่มาเป็นแพทย์ใช้ทุนที่ รพ.เกาะยาวฯ โรงพยาบาลตั้งอยู่บนเกาะ มีขนาด 10 เตียง สภาพเก่า ทรุดโทรม มีแพทย์แค่ 1 คน ไฟฟ้าใช้ได้แค่ 06.00-18.00 น. ต้องตรวจชันสูตรด้วยหม้อแบตเตอรี่ คมนาคมไม่สะดวก อินเทอร์เน็ต โทรศัพท์ไม่มี โดยรวมดูแย่ จนเมื่อเกิดสึนามิโรงพยาบาลแห่งนี้ก็เหมือนเกิดใหม่ มีความโชคดีในวิกฤติ ทำให้ได้โรงพยาบาลและอาคารใหม่  ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระราชกระแสรับสั่งให้มูลนิธิชัยพัฒนาดำเนินโครงการพัฒนาก่อสร้างและปรับปรุง และพระราชทานชื่อให้ใหม่ว่า รพ.เกาะยาวชัยพัฒน์” นพ.มนฑิต พูลสงวน ผอ.รพ.เกาะยาวชัยพัฒน์ ฉายภาพเดิมของโรงพยาบาล

แม้จะมีอาคารใหม่ แต่หัวใจสำคัญต้องพัฒนาการให้บริการประชาชนด้วย นพ.มนฑิต บอกว่า คิดว่า รพ.เกาะยาวฯ ไม่มีทางที่จะผ่านการรับรองเอชเอ แต่ด้วยแรงผลักดันและมุ่งมั่นตั้งใจของเจ้าหน้าที่ทุกคน ที่ต้องการแสดงให้เห็นว่า รพ.เกาะยาวฯ ก็ทำได้ ไม่ใช่ถูกทิ้ง เมื่อปี 2545 จึงเริ่มเข้าสู่กระบวนการประเมินการรับรอง โดยเจ้าหน้าที่มาร่วมกันหารือประเมินจุดเด่นจุดด้อยของโรงพยาบาล วางเป้าหมายการพัฒนาด้วยการยึดคนไข้เป็นศูนย์กลาง กระทั่งปี 2547 ผ่านการประเมินขั้นที่ 1 พัฒนาต่อจนปี 2549 ผ่านบันไดขั้นที่ 2 จนปี 2550 ผ่านการรับรองมาตรฐานเอชเอ  และปี 2555 ได้รับการรับรองซ้ำอีกรอบ รวมถึงปี 2558 ผ่านการรับรองมาตรฐานซ้ำอีกเป็นรอบที่ 2 รวมผ่านการรับรองเอชเอแล้ว 3 ครั้ง

ปัจจุบัน รพ.เกาะยาวชัยพัฒน์ มีขนาด 30 เตียง บุคลากร 69 คน เป็นแพทย์ 1 คน ทันตแพทย์ 2 คน พยาบาล 20 คน เภสัชกร 2 คน และเจ้าหน้าที่อื่นๆ 44 คน ดูแลคนเกาะยาวประมาณ 1.2 หมื่นคน 3,824 หลังคาเรือน ส่วนใหญ่เป็นอิสลาม รวมถึงการให้บริการแก่นักท่องเที่ยวด้วย ในปี 2558 ให้บริการผู้ป่วยนอก 6,635 คน 30,778 ครั้ง ผู้ป่วยใน 648 คน อุบัติเหตุฉุกเฉิน 9,766 ครั้ง ส่งต่อผู้ป่วย 811 คน ส่วนใหญ่ไปยัง รพ.วชิระภูเก็ต เพราะเดินทางใกล้กว่าไป รพ.พังงา ตามระบบแม่ข่าย โดยเฉพาะการบาดเจ็บที่ศีรษะ โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน โรคหลอดเลือดสมอง และการติดเชื้อในกระแสเลือด และนักท่องเที่ยวเฉลี่ย 600 ครั้งต่อปี

“ผลสัมฤทธิ์หลังการทำเอชเอ เจ้าหน้าที่จะไม่มีการขวางการทำงานกัน เพราะทุกคนต่างรู้และยึดเป้าหมายเดียวกันคือคนไข้เป็นสำคัญ การทำงานก็จะมองที่คนไข้เป็นหลัก กลายเป็นวัฒนธรรมการทำงานของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลที่นี่ ซึ่งการทำเอชเอก็คือการทำงานตอบปัญหาของคนไข้และชาวบ้านได้ การรับการประเมินก็ทำให้รู้ว่าโรงพยาบาลอยู่ระดับไหน ต้องพัฒนาอะไรต่อไป อย่างไรก็ตามความรู้ความสามารถของโรงพยาบาลหลังจากนี้จะไม่หยุดการพัฒนา โดยจะเรียนรู้ต่อยอดสู่การเป็นโรงพยาบาลในแหล่งท่องเที่ยว” นพ.มนฑิต เชื่อมั่น

พญ.ปิยวรรณ ลิ้มปัญญาเลิศ รอง ผอ.สรพ. อธิบายว่า การรับรองคุณภาพสถานพยาบาลตามมาตรฐานเอชเอ เป็นการรับรองจากภายนอกเพื่อกระตุ้นให้สถานพยาบาลพัฒนาคุณภาพและความปลอดภัยในการดูแลผู้ป่วย มี 3 ขั้นตอนหลัก คือ 1.การพัฒนาคุณภาพ สถานพยาบาลจะต้องเป็นผู้พัฒนาระบบงานในสถานพยาบาลให้มีความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ โดยเชื่อมโยงกับแนวทางตามมาตรฐานกำหนดไว้ 2.การประเมินคุณภาพ เมื่อสถานพยาบาลได้พัฒนาคุณภาพจนเกิดความพร้อม สรพ.จะจัดทีมที่ปรึกษา ผู้เยี่ยมสำรวจ เข้าไปประเมินการพัฒนาคุณภาพของสถานพยาบาล และ 3.การรับรองคุณภาพ หากสถานพยาบาลมีการพัฒนาคุณภาพเป็นไปตามเกณฑ์ มาตรฐาน ก็จะให้การรับรองกับสถานพยาบาล โดยครั้งแรกจะมีอายุ 2 ปี หลังจากนั้นสถานพยาบาลจะต้องขอการรับรองใหม่

“ที่สำคัญของการรับรองคุณภาพสถานพยาบาล ไม่ได้ดูว่าโรงพยาบาลต้องมีทรัพยากรพร้อม มีอาคารใหม่ มีอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัย แต่จะมุ่งเน้นที่การทำงานภายใต้ข้อจำกัดที่โรงพยาบาลมีอยู่ เพื่อให้ประชาชนปลอดภัยจากการรับบริการที่สุด อย่าง รพ.เกาะยาวชัยพัฒน์ หลายครั้งที่มีการส่งต่อคนไข้ไปยัง รพ.วชิิระภูเก็ต ที่เป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่กว่า นั่นเป็นเพราะโรงพยาบาลมีการประเมินตามสภาพพื้นที่และทรัพยากรที่มีอยู่แล้วว่า รพ.เกาะยาวฯ ไม่สามารถดูแลคนไข้ให้ปลอดภัยได้เท่ากับการส่งต่อ” พญ.ปิยวรรณกล่าว

แน่นอนว่าจุดสำคัญเหนือยิ่งกว่าการได้รับการรับรอง คือ ความพึงพอใจต่อบริการของผู้ให้และผู้รับ น.ส.จันทิรา พิกุลผล หัวหน้าพยาบาล รพ.เกาะยาวฯ กล่าวว่า การปรับปรุงคุณภาพตามมาตรฐานเอชเอทำให้เกิดความเท่าเทียมในการรับบริการและความปลอดภัยเหมือนคนบนฝั่ง เพราะเมื่อโรงพยาบาลมีการพัฒนาผลก็จะตกแก่ชาวบ้าน ส่งผลให้ รพ.เกาะยาวฯ ไม่เคยมีกรณีที่คนไข้ต้องขอรับเงินเยียวยาเบื้องต้นกรณีได้รับความเสียหายจากการรับบริการตามมาตรา 41 พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 เลย เนื่องจากทุกคนเข้าใจในหน้าที่ของแต่ละคน

นางวิวา อุปมา รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เกาะยาวน้อย บอกว่า ชาวบ้านที่เข้ารับบริการ รพ.เกาะยาวฯ ไม่มีภาวะแทรกซ้อนจากการรักษาช้า เพราะคนไข้ที่โรงพยาบาลประเมินแล้วว่ารักษาไม่ได้ก็จะรีบส่งต่อโดยเร็ว  โดยมีการทำความเข้าใจกับชุมชนเสมอ ส่วนช่วงเวลาคนไข้รอตรวจแม้จะนาน แต่โรงพยาบาลมีวิธีการทำให้คนไข้ผ่อนคลาย เช่น การให้ความรู้ในเรื่องต่างๆ คนไข้จึงไม่หงุดหงิดหรือไม่พอใจที่ต้องรอนาน นอกจากนี้โรงพยาบาลยังมีการจัดทำโครงการให้ความรู้แก่ชุมชนอย่างต่อเนื่องด้วย เป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ที่นี่จึงไม่มีความขัดแย้งจากการรับบริการระหว่างคนไข้และเจ้าหน้าที่


แนะสนช.แก้กฎหมายลงโทษ’โกงสอบ’ด่วน!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/227392

แพทย์,โกง,ทุจริต,แนะ,แก้,กฎหมาย,ลงโทษ,สอบ,ด่วน

การศึกษา-สาธารณสุข  :  10 พ.ค. 2559

แนะสนช.แก้กฎหมายลงโทษ’โกงสอบ’ด่วน!

เลขาธิการศูนย์ประสานงานบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ แนะ สนช. แก้กฏหมายลงโทษ “โกงสอบ”ด่วน

            10พ.ค.2559รศ.ดร.วีรชัย พุทธวงศ์ อาจารย์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) ในฐานะเลขาธิการศูนย์ประสานงานบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ หรือ Coordinating Center for the Public Higher Education Staff (CHES) กล่าวว่า จากกรณีการทุจริตสอบคัดเลือกเข้าเรียน คณะเเพทยศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ และเภสัชศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยรังสิต จนนำไปสู่การประกาศยกเลิกการสอบในที่สุด โดยกลโกงสอบคัดเลือกครั้งนี้ มีการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงมาดำเนินการ และมีการวางแผนทำเป็นขบวนการ ขณะนี้ยังไม่มีฎหมายอาญาฉบับใดเอาผิดการโกงสอบ ยกเว้นการเอาผิดทางอ้อมกับผู้ว่าจ้าง สถาบันกวดวิชา เนื่องจากเบี้ยวจ่ายหรือค้างชำระค่าจ้างโกงสอบ ก็แจ้งความดำเนินคดีอาญาเรื่องหลอกลวงทรัพย์ หรือมหาวิทยาลัย ผู้เข้าสอบคนอื่นๆต้องมาฟ้องดำเนินคดีทางแพ่งแทน ซึ่งยุ่งยาก และการลงโทษก็เบาจึงทำให้เกิดการโกงสอบด้านการศึกษานทุกระดับเพิ่มขึ้น ดังนั้นภาครัฐจะต้องแก้กฎหมายเกี่ยวกับการทุจริตทางด้านการศึกษาโดยด่วน

รศ.ดร.วีรชัย กล่าวต่อไปว่า เทคโนโลยีการโกงสอบได้พัฒนาไปเรื่อยๆ แต่กฎหมายที่มีผลบังคับลงโทษของประเทศไทยยังไม่มี จึงต้องเร่งแก้ไขด่วน ขณะที่ในต่างประเทศ มีการดำเนินการป้องกันและลงโทษเรื่องนี้อย่างจริงจัง ล่าสุดมีกล้องถ่ายภาพจากคอนแทคเลนส์ผลิตออกมาแล้ว ดังนั้นการตรวจอุปกรณ์โกงสอบอย่างที่เคยปฏิบัติมาอาจใช้ไม่ได้ผล และระยะนี้เป็นโอกาสดีที่อธิการบดีมหาวิทยาลัยใหญ่ๆหลายแห่งที่ เป็นคณะกรรมการในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) จะหยิบยกปัญหาที่เกิดขึ้นครั้งนี้มาหารือ เพื่อหาทางแก้กฎหมายในอนาคต

 

“ดาว์พงษ์”จี้มรภ.พระนครจัดการนศ.ที่รับจ้างถ่ายข้อสอบ

พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า ตนทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว โดยได้มอบหมายสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) รายงานรายละเอียดว่าดำเนินการตามกฎหมายหรือไม่ ซึ่งกรณีที่ระบุว่ามีนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร 3 ราย ใส่กล้องแว่นตา เข้าไปถ่ายภาพข้อสอบออกมานั้น ถ้าทำจริงทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ต้องสืบสวน และดำเนินการตามกฎหมาย ส่วนสถาบันกวดวิชา ที่เป็นข่าว เท่าที่ศธ.ได้ตรวจสอบ พบว่าไม่ได้มีการจดทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และถือว่าเรื่องนี้ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้ดำเนินการได้เฉียบขาดทันที

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า ส่วนของ มรภ.พระนคร ซึ่งเป็นต้นสังกัดของนักศึกษาที่อ้างว่ารับจ้างใส่กล้องแว่นตาเข้าไปถ่ายภาพข้อสอบนั้น เชื่อว่ามรภ.พระนคร จะดำเนินการกับนิสิต นักศึกษาที่ทำผิดกฎหมาย ตามระเบียบของมหาวิทยาลัย คงไม่มีใครปล่อยไว้ และส่วนใหญ่หากไปทำเรื่องที่ไม่ถูกกฎหมาย ก็ไม่ให้เป็นนักศึกษา ทั้งนี้ ขอให้มหาวิทยาลัยดูแลนักศึกษา โดยเฉพาะกลุ่มที่เรียนเป็นเวลานาน ซึ่งกลุ่มนี้จะแฝงตัวเข้ามาในคราบนักศึกษาไปทำกิจกรรมที่ไม่ถูกต้อง ส่วนการจัดการกับสถาบันกวดวิชา ต้องยอมรับว่ายังมีช่องว่างของกฎหมาย เช่นไม่ครอบคลุมไปถึงกลุ่มที่จัดติวกันไม่ถึง7 คน และบางที่ก็ตั้งเถื่อน ไม่จดทะเบียนกับ สช. ซึ่งตน พยายาม แก้ระบบการรับนิสิต นักศึกษาที่สร้างสภาพแวดล้อมให้เกิดการติว เช่น เสนอให้มีการปรับช่วงเวลาการสอบความถนัดทั่วไป หรือ แกท และการสอบความถนัดทางวิชาการ/วิชาชีพ หรือ แพท มาเป็นหลังจากการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐานหรือโอเน็ต เพื่อให้เด็กได้เรียนจนจบการศึกษา เพราะการสอบGAT/PAT ครั้งแรก เด็กจะสอบกันมาก เพื่อดูว่าวิชาไหนได้คะแนนน้อยก็จะมาติว เพื่อสอบในครั้งที่2 ซึ่งทำให้เกิดกระบวนการกวดวิชาไม่จบสิ้น

“ในอนาคตควรจะต้องหาทางป้องกันเหตุไม่ให้มีเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้น ผมเสียใจที่มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น เพราะถือเป็นวุฒิภาวะของคนที่จะเข้าศึกษาในระดับสูง ต้องมาเสียอนาคต ไม่ได้เกิด เพราะคนที่เห็นประโยชน์ มาทำเรื่องแบบนี้ ส่วนเด็กก็ตกเป็นเหยื่อ และเสียอนาคต ซึ่งแพทยสภา ก็ออกมาบอกชัดเจนแล้วว่า จะไม่รับเด็กที่ทำการทุจริตการสอบ เข้าไปเป็นแพทย์แน่นอน ดังนั้นต่อไป อยากให้เด็กรู้จักคิดให้มากขึ้น ผู้ปกครองเอง ก็ต้องสอนลูก ว่าอะไรที่ถูกต้อง หรือไม่ถูกต้อง ส่วนเด็กนักเรียนทั้ง 3 คนที่ว่าจ้างสถาบันกวดวิชา ในการโกงครั้งนี้ก็คงจะรู้อยู่ว่า สิ่งที่ทำมันผิด และความผิดครั้งนี้ก็จะติดอยู่ในใจไปตลอด”รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

กรมศิลป์ชี้สร้างโบราณสถานจำลองไม่ต้องขอนุญาต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/227394

โบราณสถาน,พระวิหาร,เขมร

การศึกษา-สาธารณสุข  :  10 พ.ค. 2559

กรมศิลป์ชี้สร้างโบราณสถานจำลองไม่ต้องขอนุญาต

กรมศิลป์ชี้สร้างโบราณสถานจำลอง ไม่ต้องขออนุญาต แต่ที่ผ่านมา กรมศิลป์ไม่เคยสร้างปราสาทจำลอง

            เมื่อวันที่ 10 พ.ค.2559 นายสหภูมิ ภูมิธฤติรัฐ รองอธิบดีกรมศิลปากร  กระทรวงวัฒนธรรม(วธ.)  กล่าวว่า การจัดสร้างโบราณสถานจำลอง ซึ่งรวมถึง ปราสาทจำลองนั้น ไม่จำเป็นต้องขออนุญาตจากกรมศิลปากร ตามกฎหมายกำหนดให้เฉพาะการจัดทำโบราณวัตถุจำลอง พระพุทธรูป เท่านั้น ที่ต้องขอนุญาติก่อนจัดทำชิ้นจำลอง เพื่อป้องกันการสับสนว่า อันไหนของจริงหรือของจำลอง แต่โบราณสถานนั้น ถึงมีการจำลองขึ้น ก็คงไม่สับสน จึงไม่ได้กำหนดไว้ในกฎหมายให้ต้องขออนุญาตก่อนจัดทำ

“อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา กรมศิลปากรไม่เคยมีการจัดสร้างโบราณสถานจำลอง หรือปราสาทจำลองสำหรับเป็นแหล่งท่องเที่ยว หรือเป็นไปเพื่อความศรัทธาของประชาชน มีแต่จัดสร้างเป็นโมเดลจำลองไว้เรียนรู้ในพิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ ส่วนเอกชนนั้น กรมศิลปากรไม่มีข้อมูลว่า มีการจัดสร้างหรือไม่ จำนวนเท่าใด เท่าที่เห็นก็มีเมืองโบราณ แต่ก็เป็นไปเพื่อการท่องเที่ยว ไม่ใช่เพื่อความศรัทธา” รองอธิบดีกรมศิลปากร กล่าว


‘ติวเตอร์’ส่งสปายติดกล้องล้วงตับกลโกงสอบแพทย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/227346

สอบแพทย์,โกง,ทุจริต,ติว,ส่ง,สปา,ล้วงตับ,สอบ,แพทย์

การศึกษา-สาธารณสุข  :  10 พ.ค. 2559

‘ติวเตอร์’ส่งสปายติดกล้องล้วงตับกลโกงสอบแพทย์

แฉกลโกงทุจริตสอบแพทย์ม.รังสิต ‘ติวเตอร์’ส่งสปายติดกล้องล้วงตับ : ทีมข่าวอาชญากรรม

             การทุจริตสอบในกลุ่มนักเรียนนักศึกษามีให้เห็นมาทุกยุคทุกสมัย ซึ่งวิธีการมีหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่การจดคำตอบตามร่างกาย ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงมาเอื้ออำนวยในการทุจริต ซึ่งวิธีการเช่นนี้มักทำกันเป็นขบวนการใหญ่ อย่างกรณีล่าสุดเกิดขึ้นที่มหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งจำเป็นต้องประกาศยกเลิกการสอบคัดเลือกนักศึกษาเข้าศึกษาต่อวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ และเภสัชศาสตร์ (รอบที่ 2) หลังมีการตรวจพบผู้ต้องสงสัย 3 คน ที่มีพฤติการณ์เข้าไปในห้องสอบ 505 ตึก 11 ซึ่งมหาวิทยาลัยรังสิตกำหนดให้เป็นสถานที่สอบเพื่อคัดเลือกนักศึกษาเข้าเรียนคณะแพทยศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ และเภสัชกรรมศาสตร์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 พฤษภาคม ที่ผ่านมา แล้วใช้กล้องแว่นตาถ่ายภาพข้อสอบ และก่อนหน้านั้น 1 วัน เจ้าหน้าที่ผู้คุมสอบพบผู้เข้าสอบ 3 คน สวมนาฬิกาสมาร์ทวอทช์ ที่ใช้ในการรับข้อความที่เป็นการเฉลยข้อสอบ
             ผู้ต้องสงสัย 3 คน ซึ่งเจ้าหน้าที่คุมสอบพบและยึดกล้องแว่นตาได้นั้น เมื่อตรวจสอบพบว่ามีการบันทึกภาพข้อสอบวิชาฟิสิกส์ เป็นไฟล์วิดีโอ และเมื่อสอบถามก็ยอมรับว่าเป็นนักศึกษาของสถานศึกษาแห่งหนึ่งย่านบางเขน รับจ้างจากสถาบันกวดวิชาแห่งหนึ่ง ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ย่านพหลโยธิน และมีสาขาอยู่ในย่านรังสิต รายละ 6,000 บาท แลกกับการสวมกล้องแว่นตาเข้าไปในห้องสอบเพื่อถ่ายภาพข้อสอบมาส่งให้เจ้าหน้าที่ของสถาบันกวดวิชาแห่งนี้ เพื่อนำไปเฉลยข้อสอบแล้วส่งคำตอบเป็นข้อความเอสเอ็มเอสไปยังนาฬิกาสมาร์ทวอทช์ ที่ผู้เข้าสอบ ซึ่งเป็นลูกค้าของสถาบันกวดวิชาดูคำเฉลยของข้อสอบ
             ผศ.ดร.นเรฏฐ์ พันธราธร รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตครั้งนี้มีการทำงานกันเป็นขบวนการ โดยมีการจัดหาผู้รับจ้างสมัครสอบเข้ามา เมื่อถึงเวลาสอบจะเข้าห้องสอบ โดยสวมแว่นตาที่มีกล้องถ่ายภาพวิดีโอติดตั้งอยู่ เรียกว่ากล้องแว่นตา เข้ามาบันทึกภาพข้อสอบทุกหน้า หลังจากนั้นจะนั่งในห้องสอบ 45 นาที ตามข้อกำหนดของมหาวิทยาลัย และทันทีที่ครอบเวลากำหนดจะออกจากห้องสอบทันที แล้วเอากล้องแว่นตานี้ไปส่งมอบให้คนของสถาบันกวดวิชา เพื่อดึงข้อมูลลงคอมพิวเตอร์ ส่งไฟล์วิดีโอไปให้ผู้ที่ทำหน้าที่เฉลยข้อสอบ ซึ่งมีไม่น้อยกว่า 10 คน ช่วยกันเฉลย เมื่อเสร็จแล้วจึงส่งคำตอบในรูปแบบข้อความเอสเอ็มเอสไปยังนาฬิกาสมาร์ทวอทช์ ที่ผู้เข้าสอบ ซึ่งเป็นลูกค้าของสถาบันกวดวิชาแห่งนี้
             จากการสอบถามผู้เข้าสอบ 3 คน ที่พบการกระทำผิดทุจริตสอบเมื่อวันเสาร์ที่ 7 พฤษภาคม ซึ่งตรวจพบนาฬิกาสมาร์ทวอทช์ ที่มีคำเฉลยข้อสอบวิชาคณิตศาสตร์ปรากฏอยู่ ก็ยอมรับว่า จ่ายเงินให้สถาบันกวดวิชากว่า 5 หมื่นบาท แลกกับนาฬิกาสมาร์ทวอทช์ที่ใช้รับคำตอบจากการเฉลยข้อสอบของทีมงาน และหากสอบผ่านจะต้องจ่ายเงินเพิ่มให้แก่สถาบันกวดวิชาอีกราว 8 แสนบาท
             “มีข้อมูลแล้วว่า เรื่องที่เกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับสถาบันกวดวิชา ซึ่งยืนยันว่าจะรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ให้ครบถ้วน เพื่อฟ้องร้องเอาผิดบสถาบันกวดวิชาแห่งนี้ รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตสอบที่เกิดขึ้นทั้งหมด เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อมหาวิทยาลัยอย่างร้ายแรง” ผศ.ดร.นเรฏฐ์ กล่าว
             จากการตรวจสอบของมหาวิทยาลัยรังสิตพบด้วยว่า สถาบันกวดวิชาที่ถูกระบุว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตสอบในครั้งนี้ มีการเข้าไปใช้พื้นที่ในละแวกหมู่บ้านเมืองเอก ซึ่งเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยรังสิต โฆษณาชักชวนให้ผู้ที่สนใจเข้าสอบเพื่อศึกษาต่อด้านการแพทย์ในมหาวิทยาลัยรังสิต เข้าติวเข้มก่อนเข้าสอบอยู่ 2-3 แห่ง แต่เป็นที่รู้กันในย่านนั้นว่า มีอยู่แห่งหนึ่งที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการทุจริตสอบ ซึ่งผู้บริหารมหาวิทยาลัยรังสิตอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อเอาผิด
             สำหรับอุปกรณ์ที่ใช้ในการทุจริตการสอบครั้งนี้ พบว่ามีจำหน่ายในตลาดสินค้าไอทีทั่วไป ทั้งในห้างสรรพสินค้า แหล่งการค้าสินค้าไอทีในตลาดล่างอย่างคลองถม บ้านหม้อ หรือย่านวรจักร รวมถึงในตลาดออนไลน์ เว็บไซต์จำหน่ายสินค้าไอทีต่างๆ โดยกล้องแว่นตาถูกจัดให้เป็นสินค้าในหมวดกล้องถ่ายภาพในกลุ่มนักสืบ หรือที่เรียกว่า กล้องสปาย หรือกล้องสายลับ ซึ่งกล้องชนิดนี้มีการผลิตในหลายรูปแบบเพื่อง่ายต่อการอำพราง เช่น ปากกา กระดุม รีโมท แบตเตอรี่สำรอง ไฟแช็ก และนาฬิกา มีราคาตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักพัน ซึ่งนิยมใช้ในกลุ่มผู้ทำงานด้านสืบสวน
             ผู้จำหน่ายกล้องสายลับให้ข้อมูลว่า กล้องสปาย หรือกล้องแอบถ่าย ที่ติดตั้งในรูปแบบนาฬิกา ปากกา ไฟแช็ก กระดุม แว่นตา หรือแม้กระทั่งแบตเตอรี่สำรอง เหมาะกับการทำงานด้านการสืบสวนหรือกรณีของนักสืบ ใช้งานได้ทั้งในที่ร่มและกลางแจ้ง เช่น ห้องประชุม งานสำรวจราคา งานเจรจาต่อรองธุรกิจ มีภาพคมชัด เพราะใช้เลนส์คุณภาพสูง ทำให้ภาพออกมาสีสดใส ขณะที่แบตเตอรี่่ในตัวเครื่องสามารถบันทึกภาพวิดีโอได้นาน 60 นาที รองรับเมมโมรี่ชนิดไมโครเอสดี หากมีประกันราคาประมาณเครื่องละ 2,000-3,000 บาท ขึ้นอยู่กับรุ่น ยี่ห้อ และรูปแบบของกล้องที่ติดตั้งในอุปกรณ์ชนิดต่างๆ มีขายทั่วไปตามร้านขายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะตลาดคลองถม บ้านหม้อ วรจักร ส่วนใหญ่นำเข้ามาจากจีน ผู้ที่นิยมซื้อส่วนมากนำไปใช้ในงานวิจัยหรือติดตั้งเพื่อดูพฤติกรรมของพนักงาน การให้บริการลูกค้า และอีกกลุ่มที่นิยมซื้อใช้คือ งานสายสืบของตำรวจ กล้องชนิดนี้บางประเทศถือว่าผิดกฎหมาย แต่ในไทยขึ้นอยู่กับพฤติการณ์การนำไปใช้งาน
             สำหรับกล้องแว่นตาที่มีการนำไปใช้ในการทุจริตสอบที่มหาวิทยาลัยรังสิตครั้งนี้ ถูกระบุว่า เป็นกล้องรุ่น Camera Eyewear V13 เป็นรุ่นที่นิยมกันมาก เพราะมีรูปลักษณ์ที่คล้ายกับแว่นตาของจริง มีช่องสำหรับใส่ไมโครเอสดีการ์ด มีปุ่มสำหรับกดถ่ายและแบตเตอรี่ที่รองรับการใช้งานอย่างต่อเนื่องได้นานประมาณ 1 ชั่วโมง ระยะหวังผลอยู่ที่ 30-40 เซนติเมตร มีความคมชัดพอสมควร โดยกล้องจะอยู่ทางด้านซ้ายของอุปกรณ์และมีปุ่มสำหรับเปิดทำงานและกดถ่าย ส่วนแบตเตอรี่จะอยู่ทางขาขวา มีการเดินสายไฟจากแบตเตอรี่ทางด้านขาขวาของแว่นไปสู่แผงวงจรที่อยู่ทางขาซ้าย กล้องในลักษณะนี้จะไม่สามารถเผยแพร่ภาพสดได้ แต่จะสามารถถ่ายเป็นวิดีโอพร้อมเสียง