ชำแหละ‘กล้องสปาย’สู่ขบวนการทุจริตสอบแพทย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/227338

กล้อง,สอบแพทย์,โกง

การศึกษา-สาธารณสุข  :  10 พ.ค. 2559

ชำแหละ‘กล้องสปาย’สู่ขบวนการทุจริตสอบแพทย์

ชำแหละ‘กล้องสปาย’เครื่องมือไฮเทคสู่ขบวนการทุจริตโกงสอบแพทย์ : ทีมข่าวอาชญากรรม

             เป็นเรื่องที่หลายฝ่ายกำลังให้ความสนใจหลังจากปรากฏข่าวใหญ่กรณี “มหาวิทยาลัยรังสิต” ประกาศยกเลิกการสอบคัดเลือกเข้าศึกษาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ และเภสัชศาสตร์ (รอบที่ 2) ภายหลังตรวจสอบพบหลักฐาน “ทุจริต” การสอบจากนักเรียนผู้เข้าสอบทั้ง 3 คน เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม ที่ผ่านมา

การเปิดโปงขบวนการโกงข้อสอบครั้งนี้ถูกจับได้เมื่อเจ้าหน้าที่พบพิรุธจากผู้เข้าสอบคนหนึ่งสวมแว่นตาแปลกๆ ก้านสีดำขนาดใหญ่ได้เดินออกจากห้องสอบก่อนเวลา ผู้ควบคุมสอบจึงขอตรวจสอบพบเห็น “กล้องขนาดเล็ก” หรือ “กล้องสปาย” ติดอยู่ ทั้งนี้เมื่อลองนำไปเสียบเข้ากับคอมพิวเตอร์ก็เห็นชัดเจนว่าเป็นข้อสอบ จึงเชื่อว่ากล้องจากแว่นตาดังกล่าวได้ส่งข้อมูลที่เป็นข้อสอบออกไปยังศูนย์บัญชาการการที่ถูกตั้งขึ้นอย่าง “เรียลไทม์” เมื่อศูนย์ดังกล่าวทำข้อสอบเสร็จก็จะส่งคำตอบกลับมายังนาฬิกาสมาร์ทวอทช์ของผู้เข้าสอบ 3 คนที่ถูกจับได้ และเมื่อนำนาฬิกามาตรวจสอบก็พบว่าเป็นข้อสอบที่รอรับคำตอบจากข้างนอก

อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่าผู้เข้าสอบทั้ง 3 คนนี้มาจากสถาบันกวดวิชาแห่งเดียวกันหรือไม่ เพราะจากการตรวจสอบพบมีเพียงรายเดียวที่ทราบว่ามาจากสถาบันกวดวิชาแห่งหนึ่ง แต่เมื่อตรวจสอบอย่างละเอียดสิ่งหนึ่งที่เจ้าหน้าที่ปักใจเชื่อคือการทุจริตดังกล่าวมีรูปแบบทำเป็น “ขบวนการ” ด้วย “อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์” จากทาง “สถาบันกวดวิชาแห่งหนึ่ง” ที่เรียกเงินจากผู้เข้าสอบสูงถึง 8 แสนบาท ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังหาหลักฐานเชื่อมโยงไปถึงสถาบันกวดวิชาดังกล่าวว่าเกี่ยวข้องจริงหรือไม่

เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ล่าสุดทางมหาวิทยาลัยได้แจ้งให้ผู้เข้าสอบทั้งหมดมาสอบใหม่อีกครั้งวันที่ 31 พฤษภาคมนี้

ทีมข่าว “คม ชัด ลึก” ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อมูลเทคนิคการโกงข้อสอบด้วยเครื่องมืออิเลกคทรอนิกส์จาก “ผู้เชี่ยวชาญ” การใช้กล้องสปาย (ขอสงวนนาม) ได้รับคำอธิบายว่า กล้องสปายหรือกล้องแอบถ่ายที่ติดตั้งในรูปแบบนาฬิกา ปากกา ไฟแช็ก กระดุม หรือแม้กระทั่งแบตเตอรี่สำรอง เป็นกล้องที่เหมาะกับการทำงานด้านการสืบสวนหรือกรณีของนักสืบ ใช้งานได้ทั้งในที่ร่มและกลางแจ้ง เช่น ห้องประชุม งานสำรวจราคางานเจรจาต่อรองธุรกิจ มีภาพคมชัด เพราะใช้เลนส์คุณภาพสูง ทำให้ภาพออกมาสีสดใส

“ขณะที่แบตเตอรี่่ในตัวเครื่องสามารถบันทึกภาพวิดีโอได้นาน 60 นาที รองรับเมมโมรี่ชนิดไมโครเอสดี มีใบการันตีรับประกัน สนนราคาเครื่องละ 2,000-3,000 บาท ขึ้นอยู่กับรุ่น ยี่ห้อและรูปแบบของกล้องที่ติดตั้งในอุปกรณ์ชนิดต่างๆ มีขายทั่วไปตามร้านขายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์โดยเฉพาะตลาดคลองถม บ้านหม้อ วรจักร ฯลฯ”

ด้าน “ผู้จำหน่ายกล้องสปาย” (ไม่ขอเปิดเผยชื่อ) บอกว่า กล้องสปายขายมานานกว่า 10 ปีแล้ว และเคยนำไปใช้หลายครั้ง ภาพที่ได้คมชัดดีไม่มีปัญหา กล้องส่วนใหญ่ที่นำมาขายผลิตในประเทศจีน เพราะราคาไม่สูงมากคนไทยซื้อได้ ถ้าเป็นของประเทศอื่นคุณภาพจะดีมากแต่ราคาก็แพง สมัยก่อนจะมีขายเฉพาะตามร้านค้าเท่านั้น แต่สมัยนี้หาซื้อได้ง่ายทั่วไปตามอินเทอร์เน็ต กล้องสปายหรือกล้องนักสืบจะมีผู้มาสอบถามและหาซื้อเป็นครั้งคราว ซึ่งทางร้านจำหน่ายส่วนใหญ่ไม่ได้นำมาวางโชว์ไว้ จะนำออกมาให้ดูเฉพาะลูกค้าที่สนใจมาสอบถามเท่านั้น

“รูปร่างของกล้องสปายก็จะขึ้นอยู่กับการนำไปใช้งานเป็นกรณีไป มีทั้งปากกา แว่นตา กุญแจรถ ฯลฯ กลุ่มที่มาซื้อจากร้าน ส่วนใหญ่เป็นคนทำงานบริษัทที่ซื้อไปเพื่อทำงานวิจัยหรือติดตั้งเพื่อดูพฤติกรรมของพนักงาน การให้บริการลูกค้า และอีกกลุ่มที่นิยมซื้อใช้คือ งานสายสืบของตำรวจ ตามกฎหมายแล้วบางประเทศการใช้กล้องสปายถือว่าผิด แต่ประเทศไทยการใช้กล้องสปายนั้นไม่มีความผิดเพราะเราดูกันที่เจตนา แต่หากนำไปใช้ในการทุจริตโกงข้อสอบก็ถือว่ามีความผิดอย่างแน่นอน”

แหล่งข่าวคนเดิม ให้ข้อมูลต่อว่า กรณีของกล้องแว่นตาและนาฬิกาที่ใช้ในการโกงข้อสอบมหาวิทยาลัยรังสิตตามที่เป็นข่าวในขณะนี้ เป็นกล้องรุ่น “Camera Eyewear V13” กล้องสปายรุ่นนี้เป็นรุ่นที่นิยมกันมาก เพราะมีรูปลักษณ์ที่คล้ายกับแว่นตาของจริง มีช่องสำหรับใส่ไมโครเอสดีการ์ด มีปุ่มสำหรับกดถ่ายและแบตเตอรี่ที่รองรับการใช้งานอย่างต่อเนื่องได้นาน 1 ชม. คุณภาพกล้องเมื่อใช้งานจริงจะมีความคมชัดอยู่ที่ 720p โดยกล้องจะอยู่ทางด้านซ้ายของอุปกรณ์และมีปุ่มสำหรับเปิดทำงานและกดถ่าย ส่วนแบตเตอรี่จะอยู่ทางขาขวาของกล้อง จะเดินสายไฟจากแบตเตอรี่ทางด้านขาขวาของแว่นไปสู่แผงวงจรที่อยู่ทางขาซ้าย กล้องในลักษณะนี้จะไม่สามารถเผยแพร่ภาพสดได้ แต่จะสามารถถ่ายเป็นวิดีโอพร้อมเสียง

ส่วนใหญ่กล้องสปายที่ใช้ในประเทศไทยจะมีระบบการทำงานในลักษณะนี้ ซึ่งการใช้กล้องสปายนั้นต้องมีปัจจัยหลายอย่าง ทั้งสภาพแสง การใช้งานของแบตเตอรี่ เทคนิคในการใช้งานและความชำนาญ ระยะเป้าหมายกับกล้องแว่นตาที่ต้องการหวังผลจะอยู่ที่ 30-40 ซม.จะให้ความชัดที่ดีที่สุด แต่จากกรณีที่เป็นข่าวเรื่องขนาดของอักษรก็เป็นเรื่องสำคัญด้วย ถ้าเล็กมากไปจะมองไม่เห็น การใช้กล้องสปายมีทั้งคุณและโทษ ขึ้นอยู่กับผู้ที่นำไปใช้ เช่น ตำรวจที่มาซื้อไป ส่วนใหญ่ใช้ในงานสืบสวนติดตามจับกุมคนร้าย การติดต่อล่อซื้อยาเสพติด ขณะที่กลุ่มเด็กวัยรุ่นส่วนใหญ่ต่างนำไปใช้ในทางที่ผิด นำไปส่องใต้กระโปรงผู้หญิงหรือแอบถ่ายในห้องน้ำบ้าง

“สำหรับเรื่องการโกงข้อสอบที่เกิดขึ้น ผมเห็นว่า การสอบแต่ละครั้งทางมหาวิทยาลัยควรมีมาตรการในการตรวจสอบที่เข้มงวด มหาวิทยาลัยควรมีเครื่องตรวจอุปกรณ์สิ่งแปลกปลอม ตรวจสอบการติดกล้องที่แว่นตา กระดุม และอื่นๆ อย่างรอบคอบ เพราะการอนุญาตให้นำเอาเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์เข้าไปได้ถือว่ามีความผิด ทางที่ดีควรดำเนินการกับผู้คุมสอบด้วย และที่สำคัญควรตัดสัญญาณคลื่นรบกวนต่างๆ ขณะสอบเพื่อป้องกันการทุจริต”


ชาวบ้านรอวัดใจต่อสัญญาเหมืองทอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/227340

เหมืองทอง,แร่,พิจิตร

การศึกษา-สาธารณสุข  :  10 พ.ค. 2559

ชาวบ้านรอวัดใจต่อสัญญาเหมืองทอง

ชาวบ้านรอวัดใจต่อสัญญาเหมืองทอง : สายันต์ ชูฉ่ำรายงาน

             กรณีคณะรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย อรรชกา สีบุญเรือง รมว.อุตสาหกรรม นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดร.วิจารย์ สิมาฉายา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ และ ชาติ หงส์เทียมจันทร์ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ได้ลงพื้นที่ 3 จุดใหญ่ เมื่อกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงของ บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบกิจการเหมืองทอง ที่ ต.เขาเจ็ดลูก อ.ทับคล้อ จ.พิจิตร และรับฟังข้อมูลจากส่วนงานที่เกี่ยวข้อง เนื่องมาจากปมการต่ออายุสัมปทานการทำเหมืองแร่ ท่ามกลางเสียงสะท้อนจากชาวบ้านในพื้นที่ถึงปัญหามลภาวะและผลกระทบด้านสุขภาพของคนในชุมชน

การลงพื้นที่ครั้งนั้น มีทั้งกลุ่มผู้สนับสนุนและกลุ่มคัดค้าน ได้นำกำลังคนของแต่ละฝ่ายมาโชว์พลังกันอย่างเต็มที่ โดยฝ่ายกลุ่มค้าน คือกลุ่มชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งรวมตัวกันจากชาวบ้านใน 3 จังหวัดรอยต่อที่เหมืองแร่ทองคำกำลังจะขยายพื้นที่สัมปทานเข้าไปถึง นั่นคือ พิจิตร เพชรบูรณ์ และพิษณุโลก โดยการรวมตัวแสดงพลังของกลุ่มผู้ที่ได้รับผลกระทบ พบว่ามีกลุ่มใหม่ที่เดินเข้ามาเป็นแนวร่วม และดูเหมือนว่าจะเป็นห่วงต่อผลกระทบภาพรวมในด้านเศรษฐกิจทางการเกษตรด้วย คือกลุ่มผู้ผลิตมะม่วงเพื่อการส่งออก ซึ่งมีพื้นที่ปลูกอยู่หลายพันไร่ในพิจิตรและพิษณุโลก ซึ่งอยู่ใกล้เคียงกับพื้นที่สัมปทานเหมืองแร่ และเกรงว่ามะม่วงอาจจะมีสารปนเปื้อนได้

ขณะเดียวกัน กลุ่มสนับสนุนที่ระบุตัวตนว่าเป็นชาวบ้านโดยรอบพื้นที่เหมืองทองเช่นกัน ก็รวมตัวกันได้ไม่น้อยกว่ากลุ่มคัดค้าน โดยกลุ่มสนับสนุนส่วนใหญ่เป็นคนในครอบครัวพนักงานที่ทำงานในเหมืองแร่ทองคำ และมีชาวบ้านบางส่วนที่ก่อนหน้านี้เคยอยู่ในกลุ่มคัดค้านแต่ปัจจุบันกลับสามารถอยู่ร่วมได้กับเหมืองทองคำ

จากข้อมูลของประชาชนทั้งสองฝ่าย ผลกระทบของการประกอบกิจการเหมืองทองคำที่ส่งผลต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อมก็ยังหาข้อยุติไม่ได้ และประชาชนที่อาศัยรอบเหมืองทองคำ ในเขตรอยต่อ 3 จังหวัด คือ พิจิตร พิษณุโลก และเพชรบูรณ์ ได้ขอให้รัฐบาลระงับการต่อสัญญาโรงประกอบโลหกรรมของ บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ที่กำลังจะหมดอายุในวันที่ 13 พฤษภาคม 2559 ไว้ก่อน

“ธัญญารัศมิ์ สินทรธรรมทัช” สาวแกนนำชาวบ้านเขาหม้อ ต.เขาเจ็ดลูก อ.ทับคล้อ จ.พิจิตร กล่าวถึงสัญญาโรงประกอบโลหกรรมที่กำลังจะหมดอายุนั้น ทางเอกชนพยายามนำเอาบริษัทชาวต่างชาติที่มีความเชื่อถือเข้ามาทำการวิจัยและออกใบรับรองการประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำที่ไม่ส่งผลกระทบด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ของประชาชน เพื่อนำไปสู่การต่อสัญญาของกิจการเหมืองทองคำ

แกนนำชาวบ้านผู้นี้ กล่าวตั้งข้อสังเกตว่า ขั้นตอนระหว่างการต่อสัญญามีความไม่ชอบมาพากลของคณะทำงานของภาครัฐกับเจ้าหน้าที่รัฐที่สอดคล้องเอื้อไปทางผู้ประกอบกิจการ ซึ่งไม่ส่งผลดีต่อชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อน

“ยิ่งใกล้ถึงเวลาต่อใบอนุญาต ยิ่งทำให้ประชาชนที่อยู่รอบๆ ในพื้นที่กังวล โดยเฉพาะด้านสุขภาพและชีวิตความเป็นอยู่เป็นอย่างมาก หากรัฐบาลอนุมัติให้ต่อใบอนุญาตสัมปทานเหมืองต่อไปอีก ทางชาวบ้านจะรวบรวมข้อมูล พยานหลักฐาน ฟ้องร้องตามกฎหมายกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการออกใบอนุญาต แต่หากไม่ต่อใบอนุญาตทางชาวบ้านก็จะหยุดฟ้องร้องหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง”

“ธัญญารัศมิ์” กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ เราจะเรียกร้องให้ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมที่เสียหายจากการดำเนินกิจการ พร้อมทั้งให้เยียวยาชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ โดยทั้ง 2 ข้อดังกล่าว ต้องให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบมีส่วนร่วมดำเนินการและร่วมแก้ไขเยียวยาและฟื้นฟูพื้นที่ทั้งหมดที่เสียหายไปด้วย

“ทองใบ หล่อทรัพย์” หญิงสูงวัยอายุ 60 ปี ชาวบ้านเขาดิน ต.เขาเจ็ดลูก กล่าวถึงปัญหาสุขภาพว่า ป่วยมากว่า 2 ปีแล้วด้วยอาการปวดตามร่างกาย ซึ่งทางการแพทย์ยังไม่ระบุว่าเกิดจากสาเหตุใด แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่คาดว่าจะเกิดจากสาเหตุการทำเหมือง ซึ่งมีชาวบ้านอีกหลายคนที่มีอาการป่วยเช่นกัน โดยเฉพาะเด็กที่ตรวจพบสารโลหะหนักในร่างกายจำนวนมาก ยิ่งหากรัฐบาลต่อสัญญาให้เอกชนจะยิ่งทำให้ปัญหาด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นหรือไม่

“ฉันและชาวบ้านอีกหลายคนยังกังวล เพราะอยู่ระหว่างต่อสัญญา หากมีการอนุมัติ ถามว่าจะทำให้เกิดผลกระทบกับประชาชนที่อยู่โดยรอบยิ่งขึ้นอีกหรือไม่ จากเดิมที่เป็นอยู่ และอยากขอให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องผลกระทบด้านสุขภาพของประชาชนให้มาก” ทองใบ กล่าว

ด้าน “ธงชัย ธีระชาติดำรงค์” ชาวบ้าน ต.เขาเจ็ดลูก ให้มุมมองในอีกด้านว่า ที่ผ่านมาเคยร่วมกับชาวบ้านอีกกลุ่มหนึ่งคัดค้านการทำเหมือง แต่ต่อมาได้ศึกษาและดูการดำเนินงานของเหมืองทองแล้วพบว่าสามารถอยู่กับเหมืองทองได้ โดยไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด แต่กลับดีกว่าช่วงที่ไม่มีเหมืองทองเสียอีก

“อย่างเช่น ขณะนี้เป็นช่วงที่ประสบภัยแล้ง ถ้าเป็นช่วงปกติ ชาวบ้านจะเดือดร้อนต้องไปเข็นน้ำจากสระที่วัดมาใช้ แต่มีเหมืองทองก็นำน้ำสะอาดมาแจกจ่ายให้ชาวบ้านอย่างอุดมสมบูรณ์ ส่วนถนนหนทาง ก็มีการปรับปรุงและการทำมาหากิน ทางเหมืองก็ช่วยเหลือชาวบ้านมาโดยตลอด หากเหมืองไม่ได้รับการต่อใบอนุญาต ชาวบ้านส่วนใหญ่จะได้รับความเดือดร้อน คนในครอบครัวต้องตกงาน ความลำบากด้านระบบสาธารณูปโภคก็จะเข้ามาเยือนชาวบ้านอีกครั้ง เหมือนเมื่อตอนไม่มีเหมืองทอง และชาวบ้านคงจะต้องแสดงออก เพื่อต้องการให้มีเหมืองต่อไป” ธงชัย กล่าว

ขณะที่ “เชิดศักดิ์ อรรถอารุณ” ผู้จัดการฝ่ายประสานงานกิจการภายนอก บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การที่คณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องจะพิจารณาต่ออายุใบอนุญาตของบริษัท อัครา รีซอร์สเซส ทางบริษัทได้ส่งเอกสารไปยังหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องและปฏิบัติตามเงื่อนไขโดยละเอียดทุกประการ

“ส่วนที่ว่าจะได้รับการพิจารณาหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับผู้มีอำนาจและผู้ที่เกี่ยวข้อง ยืนยันว่าการทำเหมืองแร่ทองคำได้มาตรฐานสากล และยืนยันว่าบ่อเก็บกักกากแร่ ที่มีการร้องเรียนว่ามีการรั่วไหลนั้น เป็นไปไม่ได้ เนื่องจากเรามีการตรวจสอบทุก 3 เดือน ส่วนข้อกังวลที่เกิดขึ้นถึงผลกระทบสิ่งแวดล้อมเป็นเพียงชาวบ้านกลุ่มเล็กๆ ที่ไม่ยอมรับฟังข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ แต่คนหลายพันที่อยู่ในพื้นที่โดยรอบเหมืองแร่ทองคำสามารถอาศัยร่วมกันได้อย่างดี ไม่อย่างนั้นคงไม่สามารถเชิญชวนประชาชนให้สนับสนุนบริษัทได้ หากไม่ได้รับการต่ออายุใบอนุญาตจริง บริษัทก็ต้องยุติการดำเนินงานทั้งหมด” ผู้จัดการฝ่ายประสานงานฯ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ในด้านผลของการตรวจสารโลหะหนักในร่างกาย โดยล่าสุดเมื่อเดือนมีนาคม 2559 ดร.สมิธ ตุงคะสมิต ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยรังสิต ได้เปิดเผยผลการตรวจวิเคราะห์โดยโรงพยาบาลรามาธิบดี และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ซึ่งดำเนินการตรวจระหว่างเดือนสิงหาคม-กันยายน 2558 ตรวจเลือดประชากรจำนวน 1,004 ราย มีสารโลหะหนักเกินมาตรฐาน 669 คน มีแมงกานีสเกินมาตรฐาน 420 คน สารหนู 196 คน ไซยาไนด์ 59 คน ซึ่งในที่นี้พบว่ามีเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี มีปริมาณโลหะหนักในร่างกายเกินมาตรฐาน จำนวน 222 คน จากเด็กทั้งหมดที่รับการตรวจ 297 คน ถือว่าเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสูงพอสมควร

สำหรับ บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) เป็นเจ้าของและผู้ประกอบการเหมืองแร่ทองคำ ที่มีปริมาณสินแร่และปริมาณการผลิตทองคำมากที่สุดในประเทศไทย ภายใต้โครงการเหมืองแร่ชาตรีคอมเพล็กซ์ ตั้งอยู่ในเขต จ.พิจิตร และ จ.เพชรบูรณ์ เริ่มดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2544 โรงงานมีกำลังการผลิตติดตั้งแรกเริ่มที่ 1 ล้านตันต่อปี และต่อมาได้เพิ่มเป็น 2.3 ล้านตันต่อปี ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน 2555 ได้เพิ่มกำลังการผลิตของโครงการเหมืองแร่ชาตรีคอมเพล็กซ์เป็น 5 ล้านตันต่อปี โดยการก่อสร้างโรงประกอบโลหกรรมแห่งใหม่ และปัจจุบันโรงประกอบโลหกรรมชาตรี มีกำลังการผลิตรวมอยู่ที่ 6.2 ล้านตันต่อปี


อนุบาลสตูลค้นพบฟอสซิลแห่งใหม่จากการวิจัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/227332

ฟอสซิล,วิจัย,อนุบาล

การศึกษา-สาธารณสุข  :  10 พ.ค. 2559

อนุบาลสตูลค้นพบฟอสซิลแห่งใหม่จากการวิจัย

อนุบาลสตูลค้นพบฟอสซิลแห่งใหม่จากการเรียนด้วยกระบวนการวิจัย : เยี่ยมสถานศึกษา โดยกันยา มาศภูมิ ปชส.สพป.สตูล 08-7396-6007

             “การเรียนรู้จากเดิมที่มีครูยืนถือชอล์กหน้ากระดานดำ พูดความรู้ให้ฟัง บอกให้จด ให้ท่องจำ ภายในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ คงจะไม่สามารถพัฒนาเด็กให้สามารถเรียนรู้หรือรู้ทันข้อมูลข่าวสารหรือความรู้ต่างๆ ที่มีมากมาย หลากหลายแขนงที่มีอยู่ทุกที่บนโลกไร้พรมแดนแห่งนี้ ทว่าการปรับเปลี่ยนปฏิรูปการสอนแนวใหม่ที่สอนให้เด็กรู้จักวิธีการคิด รู้จักการแสวงหา/สืบค้น การคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์ เช่น การเรียนด้วยกระบวนการวิจัยที่โรงเรียนอนุบาลสตูล ทำให้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ค้นพบแหล่งฟอสซิลแห่งใหม่ใน อ.เมือง จ.สตูล” นายสุทธิ สายสุนีย์ ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลสตูล กล่าว

โรงเรียนอนุบาลสตูล เป็นโรงเรียนมาตรฐานสากลเมื่อปี 2553 มีหลักสูตรการจัดการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยใช้นวัตกรรมการเรียนรู้ด้วยกระบวนการวิจับ 10 ขั้นตอน ซึ่งเป็นการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมนักเรียนให้รู้จักกระบวนการประชาธิปไตย การสื่อสาร การรู้จักแสวงหาความรู้ผ่านสื่อต่างๆ อาทิ ความรู้จากชุมชน/อินเทอร์เน็ต/ธรรมชาติ และทุกอย่างรอบๆ ตัว นำไปสู่กระบวนการคิด การวิเคราะห์ และการสังเคราะห์องค์ความรู้ในที่สุด

นายสุทธิ เล่าว่า ในแต่ละปีเด็กทุกห้องจะมีโครงงานการเรียนรู้ที่เป็นโครงงานตามความสนใจของเด็ก ทำให้มีความรู้ใหม่ๆ จากโจทย์วิจัยเกิดขึ้นเสมอ กระบวนการวิจัย 10 ขั้นตอน เริ่มต้นจากเรียนรู้เรื่องใกล้ตัว พัฒนาโจทย์ไปสู่โจทย์วิจัย ออกเก็บข้อมูลจากแหล่งต่างๆ พร้อมศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม เพื่อนำไปสู่วิเคราะห์และประมวลผลพัฒนาเป็นองค์ความรู้ และนำเผยแพร่ให้ชุมชนหรือสาธารณชนทราบ ใช้เวลาในการเรียนรู้ 1 ปีการศึกษาอย่างเช่นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/6 ทำโครงงานศึกษาเรื่องตามรอยฟอสซิลในพื้นที่ อ.เมืองสตูล

สำหรับกระบวนการเรียนรู้ เริ่มต้นจากการที่นักเรียนในห้องเสนอโจทย์โครงงาน และเหตุผลสนับสนุน จากนั้นก็จะมาร่วมกันลงเสียงโหวตเพื่อเลือกโจทย์ที่จะเรียนร่วมกันทั้งห้อง จนได้โจทย์โครงงานที่จะศึกษาร่วมกัน คือ “ตามรอยฟอสซิลในพื้นที่ อ.เมืองสตูล” เนื่องจากมีความสนใจว่า จ.สตูล มีฟอสซิลที่มีอายุค่อนข้างยาวนานที่สุดในประเทศไทย โดยมีครูฉวีวรรณ ฮะอุรา เป็นที่ปรึกษา

ครูฉวีวรรณ อธิบายว่า เมื่อได้โจทย์ที่จะเรียนรู้แล้ว นักเรียนจะร่วมกันวางแผนการศึกษา สืบค้นความรู้ฟอสซิลจากอินเทอร์เน็ต หนังสือ พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา โรงเรียนกำแพงวิทยา อ.ละงู พิพิธภัณฑ์ช้างดึกดำบรรพ์ทุ่งหว้า อ.ทุ่งหว้า จ.สตูล รวมถึงการได้รับความรู้และคำแนะนำจาก อ.ธรรมรัตน์ นุตะธีระ อาจารย์ประจำพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา หลังจากนั้นนักเรียนเริ่มลงพื้นที่สำรวจสถานที่ต่างๆ ที่คาดว่าจะมีซากฟอสซิลในท้องที่ อ.เมืองสตูล ด้วยความคาดหวังว่าจะได้พบฟอสซิลใน อ.เมืองสตูล อาทิ เขาโต๊ะพญาวัง ถ้ำวัดถ้ำเขาจีน ริมคลองบ้านนาแค ฯลฯ

จนกระทั่งเมื่อมาลงพื้นที่สำรวจที่บ่อดินบริเวณบ้านปอเกาะยามู ต.ควนขัน อ.เมืองสตูล ซึ่งทำให้นักเรียนรู้สึกตื่นเต้นเมื่อได้พบกับซากฟอสซิลกระจัดกระจายทั่วบริเวณ เช่น ฟอสซิลหมึกโบราณ หรือนอร์ติลอย ขนาดความยาว 20 เซนติเมตร พลับพลึงทะเล หรือไครนอยด์ หอยกาบคู่ หรือโฟสิโนโคมิญา จำนวนมาก โดยมีสำนักงานทรัพยากรธรณีเขต 4 สุราษฎร์ธานี ผู้อำนวยการอุทยานธรณีสตูล ลงมาพิสูจน์การค้นพบซากฟอสซิลในท้องที่ที่พบเจอด้วย

แต่การเรียนรู้ของนักเรียนไม่ได้หยุดแค่เพียงได้ค้นพบฟอสซิลเท่านั้น นักเรียนกลับคิดต่อไปถึงการสร้างจิตสำนึกผู้ใหญ่ในท้องถิ่นให้ร่วมรณรงค์อนุรักษ์บ่อหินสถานที่พบฟอสซิล เพื่อเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ของชุมชนและคนรุ่นหลังต่อไปอีกด้วย

นายสุทธิ กล่าวว่า กรณีการเรียนรู้นักเรียน ป.4/6 ที่ไปค้นพบซากฟอสซิลในท้องที่ ต.ควนขัน อ.เมืองสตูล ทำให้เชื่อมั่นว่า นวัตกรรมการเรียนรู้ด้วยกระบวนการวิจัย สามารถตอบโจทย์ปฏิรูปการศึกษาและนโยบายลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ ที่ปรับเปลี่ยนการเรียนรู้และพัฒนานักเรียนใน 4 H คือ ด้านสมอง:Head ด้านจิตใจ:Heart ด้านอาชีพ:Hand และด้านสุขภาพ:Health อีกทั้งยังดึงให้หลายฝ่ายเข้ามาเกี่ยวข้องกับการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ ผู้ปกครอง ที่ร่วมตามหาซากฟอสซิลร่วมกับเด็กๆ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เข้ามาอนุรักษ์บ่อดินแหล่งฟอสซิล ตามคำเรียกร้องของเด็กๆ

สนใจเยี่ยมชม โรงเรียนอนุบาลสตูล สอบถามได้ที่ กันยา มาศภูมิ ปชส.สพป.สตูล 08-7396-6007


อธิการฯม.รังสิตลั่น!เอาผิดแพ่ง-อาญาโกงสอบหมอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/227311

การศึกษา-สาธารณสุข  :  9 พ.ค. 2559

อธิการฯม.รังสิตลั่น!เอาผิดแพ่ง-อาญาโกงสอบหมอ

‘อธิการบดี ม.รังสิต’ ลั่น! เอาผิดทั้งแพ่ง-อาญา ขบวนการโกงสอบเข้าเรียนแพทย์ มั่นใจไม่มีคนในรู้เห็น สอบครั้งต่อไปอยู่ระหว่างพิจารณา

        9 พ.ค.59 เมื่อเวลา 12.50 น. ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต แถลงถึงความคืบหน้ากรณีพบการทุจริตสอบเข้าเรียนคณะแพทย์ ม.รังสิต ว่า ตนได้รับรายงานว่ามีการทุจริตสอบ โดยพบพิรุธบุคคลคนหนึ่งออกจากห้องสอบก่อนเวลา และพบว่าสวมแว่นตาแปลกๆ ก้านสีดำขนาดใหญ่ ผู้ควบคุมสอบจึงขอดูจึงเห็นว่ามีกล้อง และเมื่อลองนำไปเสียบเข้ากับคอมพิวเตอร์ ก็เห็นชัดเจนว่าเป็นข้อสอบ ซึ่งส่งข้อมูลที่เป็นข้อสอบออกไปยังศูนย์บัญชาการการที่ถูกตั้งขึ้นอย่างเรียลไทม์ เมื่อทำข้อสอบเสร็จแล้วจึงส่งคำตอบกลับมายังนาฬิกาสมาร์ทวอช ของผู้เข้าสอบ 3 คนที่ถูกจับได้ และเมื่อนำนาฬิกาดังกล่าวมาตรวจสอบก็พบว่าเป็นข้อสอบ ที่รอรับคำตอบจากข้างนอก ซึ่งยังไม่ชัดเจนว่าทั้ง 3 คนนี้ มาจากสถาบันกวดวิชาแห่งเดียวกันหรือไม่ มีเพียงรายเดียวที่ทราบว่ามาจากสถาบันกวดวิชาแห่งหนึ่ง
        นายอาทิตย์ กล่าวว่า เราได้แจ้งความกับตำรวจ สภ.ปากคลองรังสิตกับผู้ทุจริตสอบไปแล้ว ฐานทุจริตข้อสอบโดยทำเป็นขบวนการ อยู่ระหว่างการสืบสวนว่าต้นตอใครเป็นคนทำ ทำกันในวงการกว้างขวางแค่ไหน ซึ่งผู้ที่ทุจริตสอบรายหนึ่งได้เปิดเผยแล้วว่า มาจากสถาบันกวดวิชาแห่งใด แต่ตนจำชื่อไม่ได้ เราไม่ชอบสถาบันกวดวิชาที่โฆษณาว่าถ้ามากวดวิชากับสถาบันรับรองว่าได้แน่ ไม่ได้จะคืนเงิน อย่างไรก็ตาม หากมีหลักฐานเชื่อมโยงไปถึงสถาบันกวดวิชาใด ก็น่าจะมีความผิด ซึ่งจะดำเนินทั้งคดีทางแพ่งและอาญา แต่ก็ขึ้นอยู่กับกฎหมายด้วยว่า กฎหมายเอาผิดได้หรือไม่ และเมื่อสอบสวนได้ความอย่างไร เราก็จะดำเนินการต่อไปทั้งหมด
        “เราไม่สนับสนุนเรื่องเหล่านี้อยู่แล้ว เป็นวิธีการหากินของกลุ่มคนอย่างไม่ชอบ ไม่ถูกต้อง ฉะนั้น การดำเนินการจัดสอบครั้งต่อไปก็ยิ่งต้องเข้มงวดขึ้น ก่อนหน้านี้ทางมหาวิทยาลัยฯ ไม่ได้ตรวจสอบอุปกรณ์ต่างๆ ก่อนเข้าห้องสอบ เพียงแต่ห้ามนำโทรศัพท์มือถือ แต่แว่นตามันเป็นอุปกรณ์ธรรมดา จึงไม่ได้ระวังตรงนั้น ต่อไปต้องเข้มงวดอย่างที่สุด จะให้นำเฉพาะดินสอ 2บี เข้าสอบได้เท่านั้น ปากกาก็ห้ามนำเข้าสอบ เพราะปากกาสามารถดัดแปลงเป็นอะไรได้หลายอย่าง รวมถึงห้ามนำสิ่งของอื่นๆเท่าที่จะทำได้เข้าห้องสอบ ทั้ง สายสร้อย แว่นตา ปากกา โทรศัพท์มือถือ นาฬิกา ที่ผ่านมาเราก็พยายามจับตาเรื่องนี้อยู่แล้ว แต่ผู้เข้าสอบครั้งนี้มีจำนวนมากราว 3พันคน เราก็พยายามดู ก็รู้อยู่แล้วว่าต้องดูตรงแว่นตา นาฬิกา แล้วที่เห็นก่อนก็ตรงแว่นตา ที่มีความหนา และที่ยิ่งชัดก็คือมีกล้อง เมื่อเอาไปเช็ดก็ปรากฏว่าชัดเจน” นายอาทิตย์ กล่าว
        นายอาทิตย์ กล่าวว่า เบื้องต้นทราบว่าเหมือนมีการทำสัญญาไว้ว่า ผู้เข้าสอบต้องเสียค่าใช้จ่าย 5 หมื่นบาท ถึงจะได้นาฬิกาแบบดังกล่าวมา และเมื่อสอบได้ ให้เอานาฬิกาไปคืนพร้อมกับจ่ายเงิน 8 แสนบาท ซึ่งตนไม่ทราบว่าตัวเลขจำนวนนี้รวมกับค่ากวดวิชาด้วยหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ต้องให้ทางตำรวจดำเนินการสอบสวนให้ชัดเจนก่อน
        ผู้สื่อข่าวถามว่า เมื่อมีผู้เข้าสอบประมาณ 3 พันคน แต่พบการทุจริต 3 คน จะมีแนวทางเยียวยาผู้เข้าสอบที่เหลืออย่างไร นายอาทิตย์ กล่าวว่า เราคิดว่าการสอบครั้งนี้ไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม ถ้ามีใครลงทุนทำอย่างนี้ไม่ใช่แค่ 3 คน แล้วเราจับไม่ได้ ก็น่าจะมีมากกว่านี้ ไม่เช่นนั้นคงไม่คุ้มค่าที่ทำอย่างนี้ เมื่อเราคิดว่ามีมากกว่านี้ จึงปล่อยให้การสอบนี้ออกไปไม่ได้ มันไม่ยุติธรรม ขณะนี้กำลังพิจารณาวันสอบใหม่ ซึ่งกำหนดไว้วันที่ 31 พ.ค.-1 มิ.ย.นี้ แต่มีผู้ปกครองร้องขอให้วันสอบตรงวันเสาร์-อาทิตย์ที่ 4-5 มิ.ย.นี้ เพราะติดภารกิจต่างๆนานา ก็กำลังดูอยู่ว่าจะทำอย่างไรได้บ้าง อย่างไรก็ตาม จะจัดสอบใหม่ให้ทันเปิดเทอมที่จะถึงนี้ โดยการสอบครั้งต่อไป ผู้ที่เคยเข้าสอบไม่จำเป็นต้องเสียเงินสมัครใหม่
        นายอาทิตย์ กล่าวว่า จริงๆ แล้วการทุจริตทำนองนี้เราเคยจับได้เมื่อปีที่ผ่านมาครั้งหนึ่งแล้ว แต่ครั้งนั้นไม่มีอุปกรณ์ถึงขนาดนี้ ถึงขนาดว่าเข้ามาสอบแล้วมีพฤติกรรมเอาข้อสอบออกไป เราก็ไม่ให้มาสอบอีก ทีแรกก็คิดว่าเพียงแต่เอาข้อสอบออกไปเพื่อติวสอบในปีต่อไป ก็ยังไม่ร้ายแรงเท่าไหร่ แต่นี่เป็นกระบวนการที่ทำในคราวนี้เลย ส่งผลสอบให้คนเข้าสอบปีนี้เลย
        “3 คนที่ทุจริตสอบ ทางมหาวิทยาลัยฯ ขึ้นแบล็คลิสต์ไว้แน่นอน ไม่ให้เข้า ส่วนจะไปมหาวิทยาลัยอื่นได้หรือไม่ ไม่ทราบ และคงไม่ฝากอะไรถึงรัฐบาลและคสช.ให้ช่วยแก้ปัญหา เพียงแต่อยากให้เป็นที่รู้กันว่า มันมีกระบวนการอย่างนี้เกิดขึ้นแล้ว จึงต้องระวัง โดยเฉพาะสาขาแพทย์ที่คนอยากเข้าเยอะ แต่รับได้น้อย ก็ใช้วิธีการอย่างนี้กันแล้ว และที่ตัดสินใจทำอย่างนี้ มันอาจเสียชื่อมหาวิทยาลัย แต่เราคิดว่ายอมจะให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นมาไม่ได้ ถึงเปิดเผยเหตุการณ์นี้ออกมา” นายอาทิตย์ กล่าว
        เมื่อถามว่า การสอบครั้งใหม่ต้องเปลี่ยนกระบวนการออกข้อสอบทั้งหมดใหม่หรือไม่ นายอาทิตย์ กล่าวว่า ข้อสอบต้องเปลี่ยนใหม่ แต่กระบวนการคงไม่เปลี่ยนไป ไม่เช่นนั้นถ้าใช้เป็นข้อสอบอัตนัย การตรวจข้อสอบจะทำได้ยากลำบาก
        เมื่อถามว่า จากกระบวนการทุจริตสอบครั้งนี้ จะมีคนในมหาวิทยาลัยเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ นายอาทิตย์ กล่าวว่า “ไม่มีแน่นอนครับ รับรองได้ไม่มี ถ้ามีก็ไล่ออก ดำเนินคดี ถ้ามันมีเทคโนโลยีแบบนี้ มันไม่ต้องมีคนในสถาบัน คนนอกมันทำได้ แล้วเราก็รู้แล้วว่าคนนอกเป็นใครบ้าง ก็เป็นนักศึกษาอีกสถาบันรับจ้างได้เงิน 7 พันบาท ไม่อยากบอกชื่อสถาบันเขา ว่าไม่มีตังค์ รับจ้างมาเฉยๆ ไม่ต้องทำอะไรใส่แว่นเข้าไป แล้วก็ได้ข้อมูล แล้วมีทีมงานอยู่ข้างนอก ตอบข้อสอบเข้านาฬิกาของคนที่ร่วมด้วย3คน กับอีก2คนคือคนใส่แว่นที่รับจ้างเข้ามาดูข้อสอบ เราก็รวบไว้หมดเป็น 5 คน ซึ่ง 2 คนที่ใส่แว่นนี้ได้สมัครสอบเข้ามา แต่ไม่ใช่สายวิทยาศาสตร์ ไม่รู้เรื่องเลย”

นายกแพทยสภาลั่น!คนโกงสอบตัดสิทธิ์เป็นแพทย์ทันที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/227303

ทุจริต,ทุจริตการสอบ,โกงสอบแพทย์,สอบแพทย์,โกงสอบ,มหาวิทยาลัยรังสิต,ม.รังสิต,นายก,สภา,ลั่น,โกง,สอบ,ตัด,สิทธิ์,แพทย์

การศึกษา-สาธารณสุข  :  9 พ.ค. 2559

นายกแพทยสภาลั่น!คนโกงสอบตัดสิทธิ์เป็นแพทย์ทันที

‘นายกแพทยสภา’ ลั่น! คนโกงสอบตัดสิทธิ์เป็นแพทย์ทันที ไม่มีสิทธิ์สอบขอใบอนุญาตฯ-ขึ้นทะเบียนเป็นแพทย์ ประกอบวิชาชีพไม่ได้

      จากกรณีที่มหาวิทยาลัยรังสิตมีการตรวจพบการทุจริตการสอบตรงเข้าคณะแพทยศาสตร์ คณะทันตแพทยศาสตร์ และคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เมื่อระหว่างวันที่ 7-8 พ.ค.2559 ด้วยการติดกล้องวงจรปิดไว้ที่ขาแว่น เพื่อส่งสัญญาณไปยังผู้รับปลายทาง และส่งคำตอบกลับมายังนาฬิกาสมาร์ทวอตช์ ซึ่งตรวจยึดได้ 3 เรือน และประกาศยกเลิกการสอบดังกล่าว และตัดสิทธิ์การเข้าสอบนักเรียนที่ทำการทุจริต พร้อมส่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ปากคลองดำเนินคดีนั้น
      ล่าสุดวันนี้ (9 พ.ค.59) ศ.นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา กล่าวว่า นักเรียนที่ทุจริตการสอบเมื่อมีประวัติการทำผิดแล้ว การเข้าเรียนแพทย์คงจะยาก หรือแม้ว่าจะสามารถเข้าเรียนแพทย์ได้ แต่เมื่อจบจะต้องมีการสอบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพและขึ้นทะเบียนเป็นแพทย์กับแพทยสภาจึงจะสามารถประกอบวิชาชีพแพทย์ได้ ซึ่งจะมีการตรวจสอบประวัติที่เข้มข้น หากตรวจเจอว่ามีประวัติการทุจริตก็จะไม่อนุญาตให้สอบขอใบอนุญาตฯเป็นแพทย์โดยเด็ดขาด เนื่องจากวิชาชีพแพทย์ต้องมีความซื่อสัตย์ เพราะเป็นวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับชีวิตคนจำนวนมาก ในอนาคตก็อาจโกงการตรวจคนไข้ หรือทำเรื่องทุจริตที่ส่งผลกระทบได้อีก จึงต้องคัดออกไปตั้งแต่ต้น
      “เมื่อมีการทุจริตและมีการดำเนินคดี ก็จะถูกบันทึกประวัติไว้ แพทยสถาก็จะสามารถตรวจสอบได้และนำมาพิจารณาในการสอบใบอนุญาตฯ ซึ่งก่อนสอบใบอนุญาตฯ และขึ้นทะเบียนเป็นแพทย์ จะมีการตรวจสอบประวัติอยู่แล้ว ซึ่งอดีตจะบอกอนาคตทุกอย่าง หรือต่อให้เป็นแพทย์แล้ว แต่ตรวจสอบพบว่ามีการโกง การทุจริต ก็ให้ออกเช่นเดียวกัน เพราะคนที่มีประวัติโกงไม่เหมาะสมกับวิชาชีพนี้ ให้อยู่ต่อไปคงไม่ได้ ตัดออกไปตั้งแต่แรกเลยจะดีกว่า” ศ.นพ.สมศักดิ์ กล่าว
      ศ.นพ.สมศักดิ์ กล่าวด้วยว่า สำหรับมาตรการป้องกันการทุจริตในการสอบขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ แพทยสภามีการตรวจเข้มอยู่แล้ว โดยมีการเช็กบัตรประชาชนว่าเป็นตัวจริงมาสอบหรือไม่ และไม่อนุญาตให้นำเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดเข้าห้องสอบเลย เพราะทุกวันนี้เทคโนโลยีมีการพัฒนาไปมาก จึงต้องป้องกันเต็มที่ เพราะคนที่โกงไม่เหมาะที่จะเป็นแพทย์ ถ้าจับได้ก็ให้ออก

สสวท.ชูสะเต็มศึกษาสร้างแรงงานคุณภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/227264

สสวท.,STEM,ไอที

การศึกษา-สาธารณสุข  :  9 พ.ค. 2559

สสวท.ชูสะเต็มศึกษาสร้างแรงงานคุณภาพ

สสวท.ชูสะเต็มศึกษาสร้างแรงงานคุณภาพ

             “สะเต็ม มาจากอักษรย่อของ 4 สาขาวิชาสำคัญ ได้แก่ S-Science : วิทยาศาสตร์ T-Technology : เทคโนโลยี M-Mathematics : คณิตศาสตร์ และ E-Engineering : วิศวกรรมศาสตร์ “สะเต็มศึกษา” หรือ STEM education จึงเป็นการฉีกกฎเกณฑ์ของระบบการศึกษาในอดีต ที่ไม่ได้มุ่งหวังให้ผู้เรียนเรียนเพื่อจบหลักสูตร หรือเน้นแค่ให้จบการศึกษาเพียงเท่านั้น แต่เป็นการต่อยอดก้าวต่อไปสู่การประยุกต์ใช้ในการทำงาน เป็นแนวทางของการสร้างแรงงานที่มีศักยภาพได้ในอนาคต” ดร.พรพรรณ ไวทยางกูร ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงศึกษาธิการ กล่าว

ผอ.สสวท.อธิบายว่า การศึกษาแบบสะเต็ม เพื่อพัฒนาทักษะชีวิต สู่การประกอบอาชีพในอนาคต ว่า สะเต็มศึกษาคือการเรียนการสอนแบบบูรณาการ ซึ่ง สสวท.ได้เล็งเห็นถึงประโยชน์ที่มากไปกว่าการเรียนการสอนที่สนุกสนาน เข้าใจง่าย นั่นคือ “สะเต็มศึกษาไม่ใช่เพื่อการสร้าง แต่เพื่อเพิ่มทักษะพื้นฐานให้อยู่ได้กับโลกที่เปลี่ยนแปลง” ดังนั้น จึงเป็นก้าวสำคัญสู่การประกอบอาชีพในอนาคต

ดร.พรพรรณ กล่าวว่า อาชีพที่ต้องใช้ทักษะด้านสะเต็มไม่ใช่เพื่ออาชีพที่เกี่ยวกับคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรือเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เป็นฐานเพื่ออาชีพอื่นๆ ที่จำเป็นต้องเอาความรู้ด้าน คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีเข้าไปผสมผสานบูรณาการเข้าด้วยกัน ขณะที่การศึกษาในรูปแบบดั้งเดิมนั้น พยายามให้เด็กเรียนรู้แต่ในเรื่องของทฤษฎีก่อนจะไปสู่การปฏิบัติ ซึ่งยากและนานเกินไป แต่ถ้าเราเอาตัวอย่างของจริงมาเป็นโจทย์ และย้อนกลับไปที่ทฤษฎี จะทำให้เกิดการเรียนรู้ที่น่าสนใจมากกว่า เช่น จากเดิมที่เคยสอนว่าฟิสิกส์ คืออะไร โมเมนตัม คืออะไร ก็ปรับรูปแบบใหม่ โดยอ้างอิงจากสิ่งที่อยู่รอบตัว และสามารถเริ่มได้ตั้งแต่เด็กเล็ก ระดับชั้นปฐมวัย

“ดังนั้นการตอบโจทย์ทุกอย่างในโลกใบนี้ไม่ได้ตอบได้ด้วยศาสตร์เดียวเราต้องเริ่มจากสิ่งที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิต จากนั้นค่อยเชื่อมโยงกับเนื้อเรื่องผู้เรียนถึงจะรู้สึกว่า น่าสนใจ และเกิดการไปประยุกต์ใช้เข้ากับชีวิตประจำวัน หรือเรียนรู้ที่จะปรับเข้ากับการประกอบอาชีพได้ในอนาคต สิ่งเหล่านี้ คือ “สะเต็มศึกษา” ผอ.สสวท.อธิบายว่า

ขณะนี้ประเทศไทยต้องการกำลังคนด้าน STEM จำนวนมาก ให้สอดคล้องกับนโยบายการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศเพื่อให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยกำลังคนด้าน STEM จำเป็นต้องมีทักษะในศตวรรษที่ 21 ซึ่ง World Economic Forum (WEF) ได้ให้นิยามไว้ครอบคลุมใน 3 มิติ ได้แก่ 1)ทักษะในการดำรงชีวิต อาทิ การอ่านเขียน คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ICT ฯลฯ 2)ความสามารถในการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน ได้แก่ การคิดเชิงวิพากษ์ ความคิดสร้างสรรค์ การสื่อสารและการทำงานเป็นทีม และ 3) บุคลิกภาพแบบใหม่ เช่น การมีจิตอาสา ความเป็นผู้นำ ความเป็นผู้ริเริ่ม

“ดร.พรพรรณ อธิบายว่า ทั้งหมดนี้ สามารถสรุปได้ว่า การเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา นอกจากจะได้ประโยชน์ในแง่มุมของการสร้างความสนใจของผู้เรียน ทำให้เกิดความรู้สึกว่า กลุ่มวิชาวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องสนุกแล้ว ยังสามารถเชื่อมโยงกับสิ่งที่อยู่รอบตัวเป็นประโยชน์และประยุกต์ใช้เพื่อแก้ปัญหาได้ด้วยเหตุและผลหากระบบการศึกษาสามารถปลูกฝังการมีเหตุและผลของเด็กไทยในวันนี้ได้ และช่วยให้เด็กมีการคิดที่เป็นระบบ รู้จักเชื่อมโยงเข้ากับความเป็นจริง เชื่อว่าประเทศก็จะเข้มแข็งเพราะคนในชาติมีศักยภาพ และยังเป็นการสร้างคนคุณภาพในการทำงานได้เป็นอย่างดี

นอกจากนั้น สสวท.ยังได้เชิญชวนผู้ประกอบอาชีพด้านสะเต็ม เช่น นักวิทยาศาสตร์ นักวิจัยและพัฒนา แพทย์ เภสัชกร ทันตแพทย์ สัตวแพทย์ พยาบาล นักเทคนิคการแพทย์ วิศวกร สถาปนิก นักบิน โปรแกรมเมอร์ นักดาราศาสตร์ นักธรณีวิทยา นักนิติเวช นักสำรวจ นักการเงินและบัญชี นักวิเคราะห์การตลาด นักโภชนาการ ช่างเทคนิค ช่างไฟฟ้า เกษตรกร และปราชญ์ชาวบ้าน รวมถึงครู นักวิชาการและอาจารย์มหาวิทยาลัยในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง ฯลฯ ทุกจังหวัดทั่วประเทศไทย จากหน่วยงานภาครัฐ เอกชนและรัฐวิสาหกิจ ทำหน้าที่เป็น “ทูตสะเต็ม” (STEM Ambassador) เพื่อมาถ่ายทอดความรู้ ให้คำแนะนำ แลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน สร้างแรงบันดาลใจให้แก่นักเรียน และจัดกิจกรรมสะเต็มในห้องเรียนหรือนอกเวลาเรียนเพื่อให้ครูและนักเรียนได้เห็นประโยชน์ของการนำความรู้ในวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี ไปใช้ในบริบทของชีวิตจริงและการประกอบอาชีพ

บทบาทของทูตสะเต็ม เช่น จัดกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี ให้แก่นักเรียน การแนะแนวการศึกษาและการทํางานในอาชีพสะเต็มแก่นักเรียน ให้คำแนะนำกับครูในจัดกิจกรรมสะเต็มให้แก่นักเรียน โดยใช้บริบทจากชีวิตจริง และการประกอบอาชีพ เป็นที่ปรึกษาโครงงานสะเต็ม ให้แก่นักเรียนหรือเป็นกรรมการตัดสินการประกวดโครงงานสะเต็ม รวมถึงการร่วมจัดกิจกรรมพิเศษในโรงเรียน เช่น ค่ายสะเต็มศึกษา การประกวดโครงงานสะเต็ม ชุมนุมหรือชมรมสะเต็ม การศึกษาดูงาน ณ สถานที่ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับสะเต็ม

“สสวท.ขอเชิญติดตามเว็บไซต์ stemforlife.ipst.ac.th หรือ STEM for Life เป็นเว็บไซต์ที่มีตัวอย่างการเชื่อมโยงหลักการต่างๆ กับประเด็นหรือเหตุการณ์ที่น่าสนใจผ่านการเล่าเรื่องแบบบทสนทนา การอธิบายเกี่ยวกับการนำความรู้ไปใช้ในอาชีพต่างๆ และการทดลองหรือประดิษฐ์อุปกรณ์เพื่อแก้ไขปัญหา เป็นต้น โดยเว็บไซต์นี้เปิดโอกาสให้ครู บุคลากรทางการศึกษา นักเรียนและผู้สนใจ สามารถเข้ามาใช้ประโยชน์จากข้อมูลดังกล่าวได้ และขอเชิญชวนให้ครู บุคลากรทางการศึกษา และผู้ที่สนใจมาร่วมเขียนบทความกับ STEM for Life เพื่อสนับสนุนการศึกษาของเยาวชนไทยด้วย” “ดร.พรพรรณ กล่าวทิ้งท้าย


เป็นครู24ชั่วโมง’ดร.กุลชาติ จุลเพ็ญ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/227263

ครู,มทร.ธัญบุรี,มหาวิทยาลัย

การศึกษา-สาธารณสุข  :  9 พ.ค. 2559

เป็นครู24ชั่วโมง’ดร.กุลชาติ จุลเพ็ญ’

เป็นครู24ชั่วโมง’ดร.กุลชาติ จุลเพ็ญ’ : เปิดวิสัยทัศน์ โดยชลธิชา ศรีอุบล กองประชาสัมพันธ์ มทร.ธัญบุรี

             “จากเด็กหนุ่มที่มีความฝันในอาชีพวิศวกร แต่ด้วยเส้นทางหรือชะตาชีวิตทำให้ต้องเปลี่ยนมาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย เป็นครู 24 ชม.วันนี้ ดร.กุลชาติ จุลเพ็ญ อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิศวกรรมอุตสาหการ และหัวหน้าฝ่ายพัฒนานักศึกษา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ได้จัดตั้งโครงการใฝ่ดีขึ้น เพื่อช่วยเหลือนักศึกษาที่มีปัญหาการเงิน สร้างคน ให้เป็นแบบอย่างในการใช้ชีวิต

“โครงการนี้จะพิจารณาเด็กใฝ่ดีจากการใช้ชีวิต มีเป้าหมายในการดำเนินชีวิต ทัศนคคติมุมมอง “คิดดี ทำดี พูดดี” โดยตัวโครงการจะช่วยในเรื่องของการแนะเรื่องของการใช้ชีวิต การเรียนไม่ใช่อุปสรรคในการดำเนินชีวิต หาทุนให้นักศึกษา แต่นักศึกษาต้องรู้คุณค่าของเงิน ต้องทำงานแลกกับเงิน หางานพิเศษเพื่อหารายได้ระหว่างเรียนให้แก่นักศึกษา เพื่อสอนให้นักศึกษารู้ถึงคุณค่าของเงิน บวกกับคุณธรรมและจริยธรรม โดยนักศึกษาทั้งหมดที่เข้าร่วมโครงการจะต้องเป็นตัวอย่างที่ดีในการใช้ชีวิตให้นักศึกษาคนอื่นๆ ในวันข้างหน้า”  ดร.กุลชาติ กล่าว

เพราะตอนเรียนไม่มีเงินเรียน ต้องทำงานไปด้วย เรียนไปด้วย ส่งผลต่อการเรียนแน่นอน เพราะว่าเรียนสายวิศวะ บางวันเลิกค่ำบางวันเลิกบ่าย แต่เงินที่ใช้เรียนยังไม่พอ ต้องวิ่งหาทุนการศึกษา ช่วงนั้นคณะมีทุนพัฒนาบุคลากรของคณะวิศวะ โดยมีเงื่อนไขของทุน จบมาต้องเป็นอาจารย์ให้แก่ทางคณะ แต่ความฝันคืออยากจะเป็นวิศวกรมากกว่า เพราะว่าเงินเดือนเยอะ แต่เพื่อการเรียนจึงตัดสินใจรับทุน “ตอนนั้นคิดว่าจะเป็นอาจารย์สัก 6 ปี หมดทุนแล้วจะไปเป็นวิศวกร”

เริ่มบรรจุเข้าทำงานในตำแหน่งอาจารย์ช่วยห้องปฏิบัติการปี 2543 เงินเดือนคือ 6,300 บาท โดยส่งให้แม่ 3,000 บาท เพื่อส่งให้น้องเรียนและใช้จ่ายของแม่ ส่วนอีก 3,000 บาท ที่เหลือใช้จ่าย บอกตรงๆ ว่าเงินไม่พอใช้จ่ายแม้กระทั่งเงินที่จะเช่าห้องอยู่ ตอนนั้นหอพักก็ไม่มี “กินนอนในที่ทำงาน” ตอนนั้นคิดว่าเมื่อไรเงินเดือนจะเยอะขึ้นบ้าง ซึ่งอาจารย์ชลิตเป็นอาจารย์ที่นับถือและคอยให้คำปรึกษาตั้งแต่เข้ามาเรียนที่ มทร.ธัญบุรี แนะนำว่าต้องปรับวุฒิถึงจะเป็นอาจารย์ประจำวิชาได้ ถ้ายังไม่ศึกษาต่อจะเป็นได้แค่ตำแหน่งอาจารย์ช่วยห้องปฏิบัติ “ต้องคุมนักศึกษาตั้งแต่เช้าจนถึง 5 โมงเย็นยืนคุมจนเป็นตาปลา รู้สึกว่ามันลำบากมากเราจะทำยังไง ถึงจะได้เงินเดือนขึ้นเร็วๆ ในระยะเวลา 6 ปี”

การปรับวุฒิ คือ ต้องศึกษาต่อ ดังนั้นการศึกษาต่อต้องขอทุน สิ่งที่ตามมาคือสัญญาผูกมัดเพิ่มขึ้นมาอีก เมื่อได้คิดใคร่ครวญดีแล้วจึงตัดสินใจเรียนในระดับปริญญาโท โดยเข้าศึกษาในระดับปริญญาโท มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ระหว่างที่เรียนปริญญาโท มีการทำวิจัย การทำวิจัยคือช่องทางของการหารายได้เพิ่มจากเงินเดือนที่ได้ เป็นนักวิจัยควบคู่ไปด้วย เพื่อหารายได้เสริมจากการวิจัย เป็นนักวิจัยปริญญาโทไม่พอ ต้องเรียนต่อปริญญาเอก ซึ่งตอนนั้นอาจารย์บอกว่าถ้าปริญญาเอกในเมืองไทยจบยาก จึงตัดสินใจว่าถ้าจะเรียนต่อปริญญาเอกยังต่างประเทศ โดยขอรับทุนจากทางมหาวิทยาลัย เข้าศึกษาระดับปริญญาเอก Nippon Institute of Technology, Japan

หลังจากสำเร็จการศึกษา ชีวิตของการเป็นครูเริ่มขึ้น เนื่องจากไม่ได้จบสายวิชาชีพครูมา ตอนที่มาสอนแรกๆ จะสอนตามตำราเรียน บรรยากาศในห้องเรียนน่าเบื่อมาก มีอาการแบบง่วงเหงาหาวนอน เข้าใจนักศึกษาว่าถ้าสอนแบบนี้ เป็นการทำร้ายนักศึกษา ดังนั้นจึงปรับการสอนใหม่ “โดยเอาใจของตนเองไปใส่ใจเด็ก พยายามที่จะขั้นเวลาโดยการยกตัวอย่าง ใส่ประสบการณ์ชีวิตตัวเองลงไปบ้าง เรียกเด็กมาทำกิจกรรมหน้าห้อง มีอารมณ์เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในระหว่างเรียนบ้าง แต่ส่วนใหญ่แล้วจะพยายามยกตัวอย่างประสบการณ์ตัวเองมากกว่า” เป็นข้อได้เปรียบเนื่องจากชีวิตตนเองผ่านอะไรมามากมาย สอนเนื้อหาทั้งหมดของหนังสือ และเอาประสบการณ์ชีวิตจริงที่ตัวเองสัมผัสมา หรือว่าที่ตัวเองเคยผ่านมาถ่ายทอดให้แก่นักศึกษา

“เพื่อให้เด็กๆ ได้เห็นมุมมอง หนังสือคุณไปอ่านเอาเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ประสบการณ์คุณไม่รู้จะไปอ่านที่ไหน” จากการสังเกตนักศึกษา นักศึกษาให้ความสนใจประสบการณ์จริงมากกว่าเนื้อหาที่ตนเองนำมาสอน “ที่สำคัญจะตรวจงานของเด็กทุกคน งานทุกชิ้นต้องผ่านตา เพราะฉะนั้นเด็กทำอะไรผิดพลาดจะเรียกไปแก้จนกว่าจะถูก ต้องมีความเข้มงวด เมื่อเราให้โอกาสเด็กเราต้องมีเวลาให้แก่เด็ก”

สำหรับเคสหนักสุดคือกรณีที่เด็กไม่มาเรียน เป็นปัญหาหนักมาก เพราะว่าไม่มาเรียนจะเรียนรู้เรื่องได้อย่างไร สุดท้ายผลการเรียนเด็กแย่ หรือไม่มีสิทธิ์เข้าสอบ และต้องพ้นสภาพนักศึกษา

“อาจารย์หลายคนคิดว่ามันเป็นกรรมของเด็ก แต่สำหรับผมมองว่าเด็กมีปัญหาอะไรเด็กทำอะไรถึงได้เป็นอย่างนี้” การแก้ปัญหาคือเรียกเด็กเข้าคุย ถ้าตามเจ้าตัวไม่ได้ ตามจากเพื่อนในห้อง สอบถามถึงสาเหตุที่เกิดขึ้น บางสาเหตุมาจากครอบครัว “ครอบครัวบังคับให้มาเรียน พ่อแม่บางคนเลี้ยงลูกด้วยเงิน ลูกต้องการเงินเท่าไหร่ให้อย่างเดียวแต่ไม่สนใจว่าเด็กเป็นอย่างไงบ้าง เพราะว่าพ่อแม่คิดว่าตัวเองเรียนน้อยกว่าลูกก็ไม่รู้ว่าจะแนะนำลูกยังไง แต่จริงๆ แล้วพ่อแม่มีวิธีแนะนำลูกหลายอย่างแต่พ่อแม่ไม่รู้จะแนะนำอย่างไร บางรายที่โทรไปหาพ่อแม่ และแจ้งว่าลูกจะพ้นสภาพรับได้ไหม ทำใจได้ไหม พ่อแม่บางคนถามกลับมาว่าคุณครูโทรมา จะให้ทำยังไง จึงนัดทั้งตัวลูกและพ่อแม่รวมทั้งตัวเองมาพูดคุยกันแล้วคุยต่อหน้าลูก เมื่อสร้างความเข้าใจทั้งสามฝ่าย”

ผลลัพธ์ของเงื่อนไขทั้งหมด คือ โอกาส แต่จะให้โอกาสมันต้องมีการพิสูจน์ จึงตัดสินใจให้วิธีที่เลือกมาใช้ การให้นักศึกษาคัดลายมือด้วยคำพูดง่ายๆ ว่า

“ต่อไปนี้ผมจะตั้งใจเรียนจะทำให้พ่อแม่ภูมิใจในตัวผม” ให้ได้ 1 บรรทัดจบ และให้เขียนมาทั้งสมุด 1 เล่ม ทุกหน้าทุกบรรทัด ถามว่าทำไปเพื่ออะไร “เพื่อให้เขาฝึกจดจำ ในสิ่งที่มุ่งมั่นไว้ คือพูดมันง่าย แต่ถ้าทำครั้งเดียวมันก็ไม่จดจำต้องฝึกให้ลงมือ”

“ครูคือผู้ให้ ให้ทั้งความรู้ ให้ทั้งโอกาส และให้อภัย” อาชีพของครูไม่ได้มีเวลาจากเช้าถึง 5 โมงเย็น แต่ต้องเป็นครู 24 ชั่วโมง บางทีเด็กที่มีปัญหาส่วนใหญ่ไม่ได้มีปัญหาแค่ในห้องเรียนอย่างเดียว มีปัญหาเรื่องชีวิต ร่วมไปถึงปัญหาเรื่องอุบัติเหตุ เพราะฉะนั้นเวลามีปัญหาขึ้นมาตัวเด็กจะวิ่งหาครูก่อน หรือครูอาจจะเป็นทางเลือกสุดท้ายของการช่วยแก้ปัญหา เพราะก่อนหน้าคงวิ่งหาเพื่อน หรือครอบครัวไปแล้ว แต่คงไม่มีใครช่วยเหลือได้

“ดังนั้นเด็กจะคาดหวังว่าครูคงจะช่วยได้ เพราะฉะนั้นถ้าไม่จำเป็นจริงๆ คงไม่วิ่งหาครู เมื่อเด็กวิ่งมาหาแล้วครูต้องอ้าแขนต้อนรับ ปฏิเสธไม่ได้ ครูเหมือนตัวกลางด่านสุดท้ายให้เด็กผ่านพ้นปัญหาตรงนั้นได้ เพราะฉะนั้นหน้าที่ของครูค่อนข้างหนักมาก แต่ไม่ทำก็ไม่ได้ เพราะถ้าปล่อยไปเมื่อไหร่ มันเหมือนเป็นการส่งบาป ดังนั้นเคยได้รับโอกาสจากครูมา จะทำให้เด็กคนหนึ่งมีอนาคตให้ได้ การสอนเด็ก ต้องสอนด้วยใจใช้สมองไม่ได้ เพราะว่าสมองของเด็กสู้สมองของคนเป็นครูไม่ได้ ต้องใช้ใจสัมผัสเด็กอย่างเดียว เมื่อให้ใจของเรา เขาก็ให้ใจเรากลับมา ให้ความเชื่อใจเขา เขาก็จะให้ความเชื่อใจเรากลับคืนมา”

ล่าสุด ได้จัดตั้งโครงการเด็กใฝ่ดี มทร.ธัญบุรี ต้องการที่จะสร้างคน ให้เป็นแบบอย่างในการใช้ชีวิต ผู้สนใจร่วมช่วยเหลือนักศึกษาโครงการ เด็กใฝ่ดี มทร.ธัญบุรี โดยร่วมสมทบทุน ชื่อโครงการเด็กใฝ่ดี มทร.ธัญบุรี ธ.กรุงศรีอยุธยา สาขา มทร.ธัญบุรี เลขที่บัญชี 453-136037-8 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร.08-3915-5954 หรือทางเฟซบุ๊ก kunlachart junlapen นอกจากนี้ทางโครงการยังได้จัดทำสติกเกอร์ไลน์ เพื่อนำรายได้สมทบทุนเข้าโครงการ ผู้สนใจสามารถโหลดสติกเกอร์ครีเอเตอร์ชื่อ เด็กใฝ่ดี


ม.รังสิตจับทุจริตสอบแพทย์ยึดแว่นตา-นาฬิกาสมาร์ทวอทช์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/227251

สอบแพทย์,ทุจริต,ม.รังสิต

การศึกษา-สาธารณสุข  :  8 พ.ค. 2559

ม.รังสิตจับทุจริตสอบแพทย์ยึดแว่นตา-นาฬิกาสมาร์ทวอทช์

ม.รังสิตจับทุจริตสอบแพทย์ยึดแว่นตา-นาฬิกาสมาร์ทวอทช์ ส่งเอสเอ็มเอสเฉลยคำตอบ “ดร.อาทิตย์” แฉเอง ติวเตอร์กวดวิชาเรียก 8 แสน รับประกันติดชัวร์

           เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม มหาวิทยาลัยรังสิตได้มีประกาศยกเลิกการสอบคัดเลือกเข้าศึกษาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ และเภสัชศาสตร์ (รอบที่ 2) หลังจากตรวจพบการทุจริตในการสอบเมื่อวันที่ 7  พฤษภาคม

ทั้งนี้มหาวิทยาลัยรังสิตได้ออกประกาศที่พิเศษ 2559 เรื่องยกเลิการสอบคัดเลือกเข้าศึกษาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ และเภสัชศาสตร์ (รอบที่ 2) ระบุว่า มหาวิทยาลัยรังสิตขอยกเลิกการสอบคัดเลือกของวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ และเภสัชศาสตร์ (รอบที่ 2) ซึ่งมีการจัดสอบในวันเสาร์และวันอาทิตย์ที่ 7-8 พฤษภาคม 2559 ที่ผ่านมา เนื่องจากพบว่ามีการทุจริตการสอบโดยมีหลักฐานอย่างชัดเจน โดยให้ผู้สมัครสอบทั้งหมดมาสอบคัดเลือกใหม่ในวันอังคารที่ 31 พฤษภาคม และวันพุธที่ 1 มิถุนายน 2559 เวลา สถานที่สอบและห้องสอบเดิม ทั้งนี้ วันเวลาประกาศผลสอบข้อเขียนและกำหนดการสอบสัมภาษณ์จะประกาศให้ทราบในภายหลัง ประกาศ ณ วันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ.2559งนาม ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดี

การยกเลิกการสอบคัดเลือกเข้าศึกษาวิทยาลัยแพทย์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊ก Arthit Ourairat ของ ดร.อาทิตย์ เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 8 พฤษภาคม ระบุว่า “มหาวิทยาลัยรังสิตประกาศยกเลิกการสอบเข้าศึกษา แพทยศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ เภสัชศาสตร์ ที่สอบในวันที่ 7-8 พฤษภาคม 2559 เนื่องปรากฏว่ามีการทุจริตเป็นกระบวนการด้วยเครื่องอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และทราบว่าผู้หากินทางกวดวิชาสอบเข้าและรับประกันผล เรียกร้องเงินแพทย์ถึง 8 แสนบาท ถ้าไม่ได้คืนเงิน ใช้วิธีการทุจริตแบบนี้”

เฟซบุ๊กเดียวกันยังโพสต์ภาพอุปกรณ์ที่ใช้เป็นเครื่องมือทุจริตการสอบ ซึ่งยึดมาได้ 4 ชิ้น โดยชิ้นแรกเป็นแว่นตาลักษณะเหมือนแว่นตาปกติทั่วไป แต่ที่ด้านหน้าของขาแว่นด้านซ้ายพบว่าติดตั้งกล้องวงจรปิดสำหรับส่งภาพข้อสอบไปยังผู้รับปลายทาง ซึ่งคาดว่าเป็นติวเตอร์ เพื่อให้ติวเตอร์ส่งคำตอบกลับมาให้ผู้เข้าสอบ ส่วนอีก 3 ชิ้น เป็นนาฬิกาข้อมือสมาร์ทวอทช์ใช้สำหรับส่งคำตอบปรนัยผ่านเอสเอ็มเอส ให้ผู้เข้าสอบนำไปตอบลงในข้อสอบ ซึ่งการตรวจพบการทุจริตครั้งนี้คาดว่าจะนำไปสู่การสอบสวนหาขบวนการทุจริตครั้งใหญ่ต่อไป

ผู้สื่อข่าวสอบถามไปยังมหาวิทยาลัยเพื่อขอคำชี้แจงกรณีดังกล่าว ซึ่งเบื้องต้นมหาวิทยาลัยยอมรับว่ามีการประกาศดังกล่าวจริง และกำลังตรวจสอบว่ามีการดำเนินการเป็นขบวนการของสถาบันกวดวิชาหรือไม่อย่างไร

ด้าน ผศ.ดร.นเรฏฐ์ พันธราธร รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการมหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า การทุจริตการสอบครั้งนี้ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม ซึ่งก่อนหน้านี้ทางมหาวิทยาลัย คณะกรรมการคุมสอบได้หารือถึงมาตรฐานในการป้องกันทุจริต เพราะเข้าใจว่าเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงตลอด และที่ผ่านมาเทคโนโลยีที่นักเรียนนักศึกษานำมาใช้ในการทุจริตการสอบจะมีเรื่องของนาฬิกาอัจฉริยะ และกล้องแว่นตา ดังนั้นเมื่อมีการสอบในวันที่ 7 พฤษภาคม จึงได้ตรวจสอบอย่างเข้มข้น จนพบว่ามีนักศึกษา 3 คน ผิดมีพิรุธ และเข้าไปตรวจสอบที่นาฬิกาจนเห็นว่านาฬิกามีเฉลยข้อสอบที่ส่งเข้ามา จึงเรียกนักศึกษาทั้ง 3 คน มาสอบสวน

ผศ.ดร.นเรฏฐ์ กล่าวว่า จากการสอบถามนักศึกษาทั้ง 3 คนสารภาพว่า ข้อมูลดังกล่าวเป็นเฉลยข้อสอบ ที่ทางสถาบันกวดวิชาที่เป็นติวเตอร์ส่งมาให้ โดยรับประกันว่าถ้าสอบไม่ติดยินดีคืนเงิน โดยนักศึกษาต้องจ่ายเงินจำนวน 5 หมื่นบาท และได้นาฬิกาอัจฉริยะ 1 เรือน ใส่ข้อมือเข้าห้องสอบ หากสอบเสร็จประกาศผลว่านักศึกษาสอบติดคณะแพทย์ คณะทันตแพทย์ หรือคณะเภสัชศาสตร์ จะต้องจ่ายเงินอีก 8 แสนบาท ซึ่งนักศึกษาทั้ง 3 คน ยินดีจ่ายเงิน

รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวต่อว่า ต่อมาวันที่ 8 พฤษภาคม เป็นวันสอบวันที่สอง มหาวิทยาลัยได้ปล่อยให้มีการสอบ เพื่อหาต้นตอของกระบวนการว่าสถาบันกวดวิชาเข้ามาดูข้อสอบได้อย่างไร หรือจะมีการทุจริตสอบเกิดขึ้นอีกหรือไม่ โดยกรรมการคุมสอบพบพิรุธจากแว่นตาของนักศึกษาที่ลักษณะของขาแว่นจะมีลักษณะหนาและใหญ่ผิดปกติ เพราะบริเวณดังกล่าวมีวงจรอิเล็กทรอนิกส์ หน้าแว่นมีกล้องรูเข็ม กรรมการคุมสอบได้เรียกนักศึกษามาสอบสวน พบว่านักศึกษารับจ้างเข้ามาบันทึกข้อสอบ โดยกระบวนการบันทึกข้อสอบนั้น นักศึกษาจะบันทึกข้อสอบทั้งหมด และลุกออกไปเมื่อเวลา 09.45 น.ก่อนหมดเวลาสอบจะไปเข้าคอมพิวเตอร์ ถอดไฟล์วิดีโอ และส่งข้อมูลไปยังแหล่งเฉลยข้อสอบ ที่จะมีคนเก่งๆ ช่วยกันเฉลยข้อสอบ และส่งข้อความกลับมาที่นาฬิกา ทั้งนี้นักศึกษาได้รับค่าจ้างคนละ 6,000 บาท และกำลังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง โดยทำหน้าที่เพียงรับจ้างถ่ายวิดีโอเท่านั้น

“การทุจริตการสอบของคณะแพทยศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ และเภสัชศาสตร์ ครั้งนี้ มหาวิทยาลัยได้แจ้งความดำเนินคดีผู้ที่กระทำผิดทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา และจะร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อหาต้นตอของกระบวนการให้ได้ อย่างไรก็ตาม ในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยทุกครั้งจะมีมาตรการตรวจสอบ กวดขันอย่างเข้มงวด ยิ่งคณะแพทยศาสตร์รับประมาณ 30 คน ทันตแพทยศาสตร์รับ 50 คน เภสัชศาสตร์รับ 50 คน แต่มีนักเรียนมาสอบประมาณ 3,000 คน ซึ่งมีอัตราแข่งขันค่อนข้างสูง ทำให้เด็กบางคนอาจยินดีจ่ายเพื่อให้ได้เข้าเรียนแพทย์ ้ สำหรับการลงโทษนั้น เบื้องต้นนักศึกษาทั้ง 3 คน ที่ทุจริตการสอบ ทางมหาวิทยาลัยได้ตัดสิทธิ์การสอบ ส่วนคดีอาญายังไม่มีการดำเนินการใดๆ เพราะต้องการสืบสาวต้นตอไปถึงขบวนการ ส่วนนักศึกษาที่เข้ามาถ่ายวิดีโอได้แจ้งความดำเนินคดีเรียบร้อยแล้ว” ผศ.ดร.นเรฏฐ์ กล่าว

ผศ.ดร.นเรฏฐ์ กล่าวด้วยว่า สำหรับมาตรการคุมเข้มป้องกันการโกงสอบในการจัดสอบคณะแพทย์ ทันตแพทย์ และเภสัชฯ ในวันที่ 31 พฤษภาคม และ 1 มิถุนายนนี้ จะห้ามนักเรียนที่เข้าสอบใส่เครื่องประดับทุกชนิด ทั้งนาฬิกา สร้อยคอ รวมทั้งห้ามนำปากกาเข้าห้องสอบด้


‘เมียนมาร์’ ภาคประชาสังคม ในกระแสเปลี่ยนสู่ประชาธิปไตย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/227175

สิ่งแวดล้อม,หลากมิติเวทีทัศน์,เมียนมาร์,ประชาสังคม,ประชาธิปไตย

การศึกษา-สาธารณสุข  :  8 พ.ค. 2559

‘เมียนมาร์’ ภาคประชาสังคม ในกระแสเปลี่ยนสู่ประชาธิปไตย

หลากมิติเวทีทัศน์ : เยือน ‘เมียนมาร์’ ศึกษาบทบาทภาคประชาสังคม ในกระแสเปลี่ยนสู่ประชาธิปไตย : โดย…สาวิตรี รักษาสิทธิ์

                    “พม่า” หรือ “สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์” ถือเป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และใหญ่เป็นอันดับที่ 40 ของโลก มีพรมแดนติดต่อกับหลายประเทศ อีกทั้งยังมีเขตการปกครอง 7 รัฐและ 7 เขต ซึ่งมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ และมีสถานการณ์ความรุนแรงของความขัดแย้งมายาวนาน
                    แต่ภายในประเทศก็ยังมีแง่มุมที่สำคัญให้เห็น เช่น การก่อตั้งองค์กรภาคประชาชนที่เข้มแข็ง พร้อมที่จะลุกขึ้นมาทำงานเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่ภาคประชาชน ทั้งองค์กรด้านผู้หญิง Yaung Chi Thit, Htoi Gender Organization รวมถึงองค์กรที่จับตาด้านการเมือง Open Myanmar Initiative, 88 Generation และสภาเยาวชนแห่งชาติ National Youth Congress
                    องค์กรทั้งหมด จึงเน้นการทำงานจากฐานชุมชน สิ่งสำคัญมีการถ่ายทอดแนวคิด อุดมการณ์จากรุ่นเก่าสู่รุ่นใหม่อย่างน่าสนใจเพื่อนำไปสู่การมีประชาธิปไตยด้วยความอดทนและเข้มแข็ง
                    ล่าสุด มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ร่วมกับ มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม เครือข่ายรณรงค์ป้องกันภัยแอลกอฮอล์ และเครือข่ายเยาวชนป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ นำคณะไปศึกษาดูงาน ทำให้เกิดแนวคิดและแรงบันดาลใจในการทำงานภาคประชาสังคม รวมถึงได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ในแง่มุมต่างๆ
                    น.ส.คิน ลา ผู้อำนวยการองค์กรด้านผู้หญิง (yaung chi thti) ประเทศเมียนมาร์ ได้ถ่ายถอดภารกิจประสบการณ์การทำงานไว้อย่างน่าสนใจ “ก่อนหน้านี้ มีอาชีพเป็นทนายความ แต่เมื่อมองเห็นปัญหาการเอารัดเอาเปรียบของคนในสังคม โดยเฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้หญิง จึงทำให้ตัดสินใจเข้ามาทำงาน แรกๆ ไม่มีความรู้ในเรื่องนี้มาก่อน ถือเป็นความท้าทาย เนื่องจากสังคมส่วนใหญ่ยังมีทัศนคติต่อผู้หญิงในด้านลบ ความเสมอภาคความเท่าเทียมยิ่งไม่ต้องพูดถึง อีกทั้งปัญหาคอร์รัปชั่นการใช้อำนาจเปลี่ยนผิดเป็นถูกมีมากขึ้น ที่สำคัญตัวเองอยากทำงานเพื่อสังคม”
                    น.ส.คิน ลา ระบุว่า ที่เมียนมาร์มีองค์กรที่ทำงานเพื่อสังคมนับร้อยองค์กร แต่มีเพียงไม่ถึงสิบองค์กรเท่านั้น ที่ทำงานด้านสิทธิความเสมอภาค องค์กรเราก่อตั้งขึ้นปี 2009 เน้นให้เกิดสิทธิเท่าเทียมระหว่างหญิงชาย และนำไปสู่การยกระดับนโยบายต่างๆ เน้นยุทธศาสตร์การทำงาน คือพัฒนาคนรุ่นใหม่รวมถึงสร้างพลังผู้หญิงในมิติด้านต่างๆ และสร้างการรับรู้ด้านงานรณรงค์ อบรมทักษะพัฒนาศักยภาพด้านการสื่อสาร การปฏิบัติ นำองค์ความรู้ลงสู่ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ยังมีการสร้างงานสร้างอาชีพให้แก่กลุ่มสตรีในชุมชน เช่น ทำปุ๋ย เลี้ยงวัว ปลูกผัก ผลิตภัณฑ์งานพื้นเมืองจากฝีมือผู้หญิง
                    “องค์กรได้รับการตอบรับ จึงเริ่มขยายทั้งหมด 17 แห่ง จากรัฐยะไข่ สู่รัฐคะฉิ่น คะย้า อิระวดี มัณฑะเลย์ มอญ ฯลฯ นอกจากนี้เรายังเน้นให้ผู้หญิงใช้สิทธิเลือกตั้ง เพื่อพัฒนาสู่การเป็นผู้นำ ขณะเดียวกันพยายามผลักดันร่างกฎหมายป้องกันและคุ้มครองความรุนแรงต่อผู้หญิง ซึ่งขณะนี้ยังคงค้างอยู่ในสภา หวังอย่างยิ่งว่า แผน 10 ปีข้างหน้า ศักยภาพของผู้หญิงจะครอบคลุมในทุกด้าน เช่น สุขภาพ การจ้างงาน สิทธิมนุษยชน การศึกษา เกิดศูนย์การเรียนรู้ในด้านต่างๆ ดึงศักยภาพของผู้หญิงออกมาให้มีอาชีพที่สามารถเลี้ยงดูตัวเองได้”
                    น.ส.โมนิก้า ผู้จัดการมูลนิธิพัฒนาบทบาทหญิงชาย ประเทศเมียนมาร์ กล่าวถึงภารกิจและการทำงานขององค์กรที่อยู่ในพื้นที่รัฐคะฉิ่น ว่า มูลนิธิเริ่มก่อตั้งปี 2005 แต่เริ่มทำงานมาก่อนหน้านี้กว่า 10 ปีแล้ว เนื่องจากมีอุปสรรคหลายด้านกว่าจะสามารถจัดตั้งมูลนิธิได้ ทั้งนี้เราเน้นการสร้างพลังสร้างบทบาทให้แก่ผู้หญิง และความเสมอภาคเท่าเทียม เพื่อนำไปสู่สันติภาพ บวกกับแนะแนวทางด้านการศึกษา การสร้างอาชีพสร้างรายได้ จัดกิจกรรมรณรงค์ด้านต่างๆ พัฒนาศักยภาพให้รู้เท่าทันต่อสถานการณ์ มีการสร้างและขยายเครือข่ายในระดับพื้นที่ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ขณะนี้มีการทำงานร่วมกันทั้งหมด 4 รัฐ
                    “เชื่อว่ากิจกรรมสร้างความตระหนัก สร้างจิตสำนึกบทบาทความเท่าเทียมหญิงชายจะทำให้เปลี่ยนแปลงสังคมได้ ที่สำคัญทางมูลนิธิเน้นยุทธศาสตร์การทำงานร่วมกับผู้ชาย โดยขยายลงสู่ชุมชนเป็นหลัก ใช้จุดบวกของความเป็นชายมาช่วยรณรงค์ และฝึกอบรมความปลอดภัยให้แก่ผู้หญิง และเราจะนำนโยบายต่างๆ เสนอต่อรัฐบาล…”
                    เธอระบุด้วยว่า ส่วนที่ยังเป็นอุปสรรคคือกลุ่มชาติพันธุ์ที่ยังคงมีความขัดแย้งกันอยู่ ซึ่งความปลอดภัยด้านต่างๆ ยังมีน้อย และรัฐคะฉิ่นยังอยู่ห่างไกลจากพื้นที่มาก และเมื่อเกิดปัญหาหรือการถูกล่วงละเมิดทางเพศ ผู้หญิงจะหวาดกลัว ไม่กล้าเอาผิดหรือแจ้งความ ซึ่งมูลนิธิต้องให้คำปรึกษากระบวนการทางกฎหมาย และหาสถานที่ปลอดภัยให้ รวมถึงประสานองค์กรที่เกี่ยวข้องเพื่อส่งต่อด้วย
                    ด้าน น.ส.อังคณา อินทสา หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล สะท้อนมุมมองจากการลงพื้นที่เพื่อแลกเปลี่ยนศึกษาดูงานครั้งนี้ว่า ชาวเมียนมาร์ยังมีปัญหาความรุนแรงต่อครอบครัว หรือความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็ก เหมือนของประเทศไทย โดยมีแนวคิดแบบชายเป็นใหญ่ โดยเฉพาะของรัฐฉาน สถานการณ์ระบบคิดแบบชายเป็นใหญ่ค่อนข้างรุนแรง และทำให้ผู้หญิงได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้ค่อนข้างชัดเจน ผู้หญิงถูกกระทำ ผู้หญิงถูกเอารัดเอาเปรียบ และปัญหาอีกส่วนหนึ่งคือ ผู้หญิงไม่กล้าเอาผิดหรือไปแจ้งความ เพราะมองว่าเป็นเรื่องครอบครัว เรื่องส่วนตัว นักสังคมของที่นี่ก็พยายามจะผลักดันแก้ไขกฎหมาย
                    ทั้งนี้ หากพูดถึงความก้าวหน้าของเมียนมาร์ กับการมีส่วนร่วมในทุกส่วนดีกว่าไทยด้วยซ้ำ การทำงานของภาคประชาชนในทุกเรื่องถือว่ามีความก้าวหน้ามาก ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้หญิง และค่อยๆ ปรับเปลี่ยนทัศนคติของผู้ชายให้มากขึ้น โดยเฉพาะบทบาททางการเมืองของผู้หญิง
                    อังคณา กล่าวว่า หลักๆ เลยคือได้แรงบันดาลใจจากที่นี่หลายอย่าง เนื่องจากเจ้าหน้าที่ที่เมียนมาร์ไม่ได้ทำงานหรือจบมาด้านนี้โดยตรง แต่อาสาสมัครกระโดดเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหา อยากที่จะเห็นการพัฒนาเกิดขึ้นในเมียนมาร์ อย่างน้อยสิ่งที่เขาทำมาโดยตลอดก็ทำให้ผู้หญิงได้เข้ามามีบทบาท มีสัดส่วนทางการเมือง รับการคุ้มครองดูแล ดังนั้นมันต้องเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ให้พัฒนากลไกไปสู่การคุ้มครองผู้หญิงทั่วประเทศเมียนมาร์ได้ เมื่อเมียนมาร์จัดตั้งรัฐบาลได้แล้ว ออง ซาน ซูจี ในฐานะผู้หญิงที่ไม่ยอมจำนนต่อปัญหา ไม่ยอมแพ้ เป็นคนละเอียดอ่อน นโยบายต่างๆ ที่ภาคประชาสังคมเสนอ คงถูกพิจารณาเพื่อปฏิบัติใช้อย่างเป็นรูปธรรม
                    ขณะที่ น.ส.สุภาวดี เพชรรัตน์ ผู้อำนวยการมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม กล่าวว่า องค์กรภาคประชาสังคมของเมียนมาร์มีบทบาทนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างมาก โดยเฉพาะในรอบ 4-5 ปี ที่ผ่านมา จะเห็นว่าองค์กรผู้หญิงเกิดขึ้นมาใหม่มากขึ้น และการเกิดขึ้นนี้เนื่องจากปัญหาที่ไม่ได้ถูกแก้ไขอย่างครอบคลุม ซึ่งองค์กรต่างๆ จึงลุกขึ้นมาสร้างการเปลี่ยนแปลงร่วมกัน ส่วนใหญ่คาดหวังให้เมียนมาร์เป็นประชาธิปไตย เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็คาดหวังว่าสิ่งที่เด็กเยาวชน ผู้หญิงถูกละเมิดสิทธิ์ สิ่งต่างๆ ที่เมียนมาร์กำลังเผชิญอยู่ก็จะนำมาสู่การแก้ไขปัญหาได้ และต้องอยู่ท่ามกลางความหลากหลายให้ได้ ทั้งกลุ่มชาติพันธุ์ความหลากหลายในเชิงศาสนา ความหลากหลายด้านมติระหว่างเพศ ซึ่งต้องยอมรับความหลากหลายให้ได้
                    “สิ่งสำคัญที่จะทำให้สังคมขับเคลื่อนได้ คือภาคประชาสังคมต้องเข้มแข็ง และหลายมิติต้องทำงานร่วมกัน ต้องยอมรับว่าพื้นที่ของผู้หญิงทั้งทางการเมือง การเป็นผู้นำ การมีส่วนร่วม มันถูกจำกัด มีมาตรการเฉพาะ ซึ่งองค์กรแบบผู้ชายอาจจะมองไม่เห็นมิติตรงนี้ ซึ่งระบบโควตาของผู้หญิงถูกปิดพื้นที่มานานเพราะระบบมิติทางสังคม ทั้งที่เป็นสิ่งจำเป็นให้ผู้หญิงได้พัฒนาศักยภาพของตนเอง”
                    อย่างไรก็ตาม ถือเป็นครั้งแรกของเมียนมาร์ที่มีแผนการพัฒนาเยาวชน เพราะเชื่อว่าพลังเยาวชนจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้ จะเป็นตัวสำคัญในการขับเคลื่อนสังคม นอกจากนี้พลังของประชาชนในเมียนมาร์ จะนำมาสู่การเปลี่ยนแปลง เพราะมิติการทำงานที่สอดรับกับสถานการณ์ปัญหา ขณะนี้เริ่มเปิดพื้นที่ให้แก่ผู้หญิงเป็นตัวแทนในการเจรจา
                    จากนี้เชื่อว่า พลังขับเคลื่อนทางสังคม การรับรู้สิทธิของตนเอง ทั้งทางการเมือง การศึกษา การพัฒนา การเสริมสร้างความเข้มแข็ง ความเท่าเทียมเสมอภาค จะเกิดผลเบ่งบาน สานต่อนำไปสู่ความหวังของชาวเมียนมาร์ในยุคประชาธิปไตยได้อย่างแน่นอน!!!
———————
(หลากมิติเวทีทัศน์ : เยือน ‘เมียนมาร์’ ศึกษาบทบาทภาคประชาสังคม ในกระแสเปลี่ยนสู่ประชาธิปไตย : โดย…สาวิตรี รักษาสิทธิ์)

ทรัพยากรที่สมบูรณ์คือฐานชีวิต เสียงสะท้อน ‘ประมงพื้นบ้านโลก’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/227177

รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม,ทรัพยากร,ประมงพื้นบ้านโลก,เสียงสะท้อน

การศึกษา-สาธารณสุข  :  8 พ.ค. 2559

ทรัพยากรที่สมบูรณ์คือฐานชีวิต เสียงสะท้อน ‘ประมงพื้นบ้านโลก’

รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : ทรัพยากรที่สมบูรณ์คือฐานชีวิต เสียงสะท้อน ‘ประมงพื้นบ้านโลก’ : โดย…ประกาศ เรืองดิษฐ์ ศูนย์เผยแพร่และส่งเสริมงานพัฒนา (ผสพ.)

                    บทบาทของประมงขนาดเล็กทั่วโลก มีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อการสร้างความมั่นคงทางด้านอาหาร และความมั่นคงต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ อีกทั้งยังมีบทบาทสำคัญในการปกป้องอนุรักษ์ฟื้นฟูระบบนิเวศและการอนุรักษ์ไว้ซึ่งความหลากหลายของทรัพยากรทะเลและชายฝั่ง ที่ผ่านมากลุ่มประมงพื้นบ้านทั่วโลก ต่างเผชิญปัญหาการดำรงชีวิต และไม่ได้รับการใส่ใจอย่างจริงจังและเป็นธรรม
                    การใช้ทรัพยากรด้านประมงที่เกินกว่ากำลังของกระบวนการผลิตทางธรรมชาติ มีการใช้เครื่องมือประมงที่ทำลายล้างความสมดุล ปัญหาเกิดมาจากสาเหตุของการขาดการควบคุมอย่างเอาจริงเอาจัง การขาดความรู้ในการบริหารจัดการทรัพยากร ซึ่งกำลังเป็นปัญหาไปทั่วโลก จึงทำให้ชาวประมงขนาดเล็กในทุกภูมิภาคของโลกมารวมตัวกันทำงาน เพื่อสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นจากผลของการพัฒนาที่มุ่งเน้นการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจเป็นหลัก ขาดธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการ
                    พวกเขารวมตัวในนาม “คณะกรรมการประสานงานประมงพื้นบ้านโลก” (The Coordinating Committee of the World Forum of Fisher Peoples) หรือที่เรียกว่า ดับเบิลยูเอฟเอฟพี และจัดประชุมประจำปีไปแล้วระหว่างวันที่ 23 เมษายน ถึง 1 พฤษภาคม 2559 ที่ประเทศไทยมีสมาพันธ์ประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทยร่วมประชุมในฐานะกรรมการด้วย
                    เรวดี ประเสริฐเจริญสุข ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (เอสดีเอฟ) อธิบายถึงความเป็นมาของคณะกรรมการประสานงานประมงพื้นบ้านโลกว่า “ประมงพื้นบ้านทั่วโลกต่างได้รับผลกระทบโดยตรงจากปัญหาความสมบูรณ์ของทรัพยากรที่ลดลง ทำให้มีวิถีชีวิตเปลี่ยนไป ความสมบูรณ์ของทรัพยากรคือฐานชีวิต ฐานวัฒนธรรมของชาวประมงพื้นบ้าน ปัญหาเกิดจากมีการจับสัตว์น้ำเกินกว่ากำลังการผลิตของธรรมชาติ ชาวประมงพื้นบ้านขนาดเล็กจึงได้มารวมกันทำงานเพื่อสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้น โดยร่วมกันทำงานมากว่า 15 ปีแล้ว ที่ได้พยายามศึกษา รวมทั้งเสนอข้อตกลงในการทำประมงทั่วโลก ซึ่งประมงพื้นบ้านขนาดเล็กของไทยก็เข้าร่วมในคณะกรรมการนี้ด้วย”
                    สมาพันธ์ประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย เกิดจากชาวประมงพื้นบ้านที่ได้รับผลกระทบจากความเสื่อมโทรมของทรัพยากรของทะเล สะมะแอ เจ๊ะมูดอ ประธานสมาพันธ์ประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย อธิบายถึงการความเป็นมาขององค์กรว่า “มีการร่วมกันตั้งแต่ปีพ.ศ. 2535 เป้าหมายคือ รวมตัวกันเพื่อหาเพื่อนแลกเปลี่ยนความรู้ มีการรวมกลุ่มกันในทุกจังหวัดภาคใต้ยกเว้นยะลา มีการทำงานร่วมกัน มีการวิเคราะห์นโยบายร่วมกัน การรวมตัวกันจากกลุ่ม เป็นชมรม เป็นสมาพันธ์ จนถึงวันหนึ่งเรามองว่าเราต้องมีตัวตนที่เป็นทางการมากขึ้น จึงจดทะเบียนเป็นสมาคมสมาพันธ์ประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย งานที่ทำก็จะเป็นการฟื้นฟูทะเล มีการพัฒนาแหล่งทุนของตนเอง และสุดท้ายก็พัฒนาผลิตภัณฑ์และมาตรฐานสินค้าของประมงพื้นบ้านเป็นสัตว์อินทรีย์ และให้สังคมได้มีทางเลือกในการซื้อสินค้า ส่วนหนึ่งเราก็ได้ทำงานร่วมกับประมงโลกในการขับเคลื่อนการทำงานไปด้วยกัน เพราะปัจจุบันนี้การสื่อสารก็ทำให้โลกเราเชื่อมต่อกันได้มากขึ้น การขับเคลื่อนร่วมกันจึงเป็นสิ่งที่ง่ายและสำคัญมาก”
                    องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) ได้ให้ความสำคัญในการทำงานกับกลุ่มประมงพื้นบ้าน เพื่อสร้างความยั่งยืนในการทำประมงที่ใช้เครื่องมือหลากหลายชนิด ทำการประมงแบบเฉพาะเจาะจงในการจับสัตว์น้ำตามฤดูกาล ครอบคลุมทุกกิจกรรมตามห่วงโซ่คุณค่าอาหารทั้งก่อนและหลังการจับทรัพยากรสัตว์น้ำ
                    เรวดี ประเสริฐเจริญสุข ในฐานะนักพัฒนา องค์กรพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) ที่เข้าไปช่วยทำงานกับกลุ่มประมงพื้นบ้าน กล่าวถึงการทำงานร่วมกับองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ ในการทำ “กรอบแนวทางการขับเคลื่อนตามความสมัครใจ เพื่อสร้างหลักประกันความยั่งยืนประมงขนาดเล็กในบริบทของความมั่นคงด้านอาหารและการขจัดความยากจน” (วีจีเอสเอสเอฟ) ว่าเป็นการได้รับฉันทานุมัติอย่างเป็นทางการโดยประเทศสมาชิกขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ เมื่อเดือนตุลาคม 2557 หลังจากที่ขบวนการประมงขนาดเล็กทั่วโลกได้ร่วมกันขับเคลื่อนในนามดับเบิลยูเอฟเอฟพีมาอย่างยาวนาน กรอบแนวทางนี้ได้รับการพัฒนาโดยอาศัยกระบวนการมีส่วนร่วมและปรึกษาหารือกันระหว่างผู้แทนชุมชนประมงขนาดเล็ก องค์กรภาคประชาสังคม หน่วยงานภาครัฐ องค์กรระหว่างภูมิภาคและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอื่นๆ
                    “การรวมตัวกันของประมงพื้นบ้านมากกว่า 15 ปี ที่ได้พยายารมสร้างข้อตกลงในการทำงานโดยการสนับสนุนของเอฟเอโอ ได้คำนึงถึงข้อพิจารณาและหลักการที่สำคัญอย่างกว้างขวาง รวมถึงความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติ การมีส่วนร่วมและการให้ทุกฝ่ายเข้ามาร่วมด้วย ความน่าเชื่อถือและการใช้กฎหมาย และหลักการด้านสิทธิมนุษยชน แนวปฏิบัติเหล่านี้จะเสริมต่อหลักปฏิบัติด้านจริยธรรม กฎหมายและความตกลงระหว่างประเทศในการทำประมงอย่างรับผิดชอบ”
                    ในขณะที่ สะมะแอ เจ๊ะมูดอ ประธานสมาพันธ์ประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย เห็นว่าที่ผ่านมามีการทำงานร่วมกับภาครัฐเป็นอย่างดี หลังจากที่เรียนรู้ร่วมกันแล้วว่า ทรัพยากรในทะเลเสื่อมโทรมและร่อยหรอ ดังนั้นจึงมีการฟื้นฟูและปกป้องทะเล นอกจากนี้ก็ยังมองไปที่การพัฒนาผลผลิตของชาวประมงให้มีมาตรฐานมากขึ้น ในขณะที่สถานการณ์ปัจจุบันที่ยังเป็นอุปสรรคใหญ่คือ พ.ร.บ.ประมงฉบับใหม่ มีมาตรา 34 ที่ระบุไว้ว่า ผู้ที่ได้รับการทำประมงพื้นบ้าน ห้ามออกทำการประมงนอกชายฝั่ง
                    “ณ วันนี้สามไมล์ทะเลที่เคยได้มาอาจจะเหลือเพียงสามพันเมตรหรือไม่ถึง ซึ่งก็จะแตกต่างกันไปในแต่ละจังหวัด เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่สอดคล้องกับวิถีประมงพื้นบ้าน เพราะว่าการทำประมงพื้นบ้านนั้นขึ้นกับอยู่กับชนิดของเครื่องมือ และการอาศัยอยู่ของสัตว์น้ำแต่ละชนิด ปลาแต่ละชนิดก็อยู่ในความลึกของทะเลแตกต่างกัน การออกไปจับสัตว์น้ำก็มีระยะแตกต่างกัน ปัญหาเรื่องเรือประมงผิดกฎหมายที่ห้ามใช้อวนรุน ก็มาใช้อวนลาก ทำให้กลายเป็นถูกกฎหมายขึ้น การทำลายก็คงเดิม ไม่ได้ลดลงเลย”
                    กรอบแนวทาง วีจีเอสเอฟเอฟ เป็นเรื่องที่องค์การประมงขนาดเล็กทั่วโลกร่วมมือกันพัฒนามากว่า 8 ปี เริ่มมาจากปฏิญญากรุงเทพฯ และมีการนำเสนอให้เอฟเอโอพัฒนาแนวทางในการแก้ปัญหา กรอบนี้ทำให้เห็นตัวตนของประมงพื้นบ้าน เกิดการรับรองสิทธิและให้ความสำคัญกับการพัฒนาให้เกิดความยั่งยืนกันของประมงพื้นบ้าน ที่มีสัดส่วนการสร้างผลผลิตสัตว์น้ำมากประมาณครึ่งหนึ่งของผลผลิตสัตว์น้ำโดยรวมที่จับกันได้ทั่วโลก อีกทั้งยังสร้างและทำให้เกิดการจ้างงานมากถึงร้อยละ 90 ของชาวประมงและแรงงานภาคประมงในโลก
                    กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการประมงส่วนใหญ่ เป็นกิจกรรมในระดับครอบครัวและระดับชุมชน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนชายขอบในการพัฒนา การสร้างหลักประกันและเพิ่มการมีส่วนร่วมของชาวประมงขนาดเล็กถือเป็นประเด็นท้าทาย ด้วยยังมีข้อจำกัดมากมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาความยากจนในกลุ่มประมงขนาดเล็ก ที่มีรากฐานซับซ้อนในหลากหลายมิติ แนวทางการทำงานเพื่อสร้างความยั่งยืนในการใช้ทรัพยากรประมงทั่วโลก ที่เป็นผลมาจากการปรึกษาหารือและการมีส่วนร่วมหลายฝ่าย บนหลักการและมาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชนที่เป็นที่ยอมรับทั่วกัน
                    จึงเป็นคำถามคำตอบที่รอการตัดสินใจและปฏิบัติการของทุกฝ่ายร่วมกัน
———————
(รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : ทรัพยากรที่สมบูรณ์คือฐานชีวิต เสียงสะท้อน ‘ประมงพื้นบ้านโลก’ : โดย…ประกาศ เรืองดิษฐ์ ศูนย์เผยแพร่และส่งเสริมงานพัฒนา (ผสพ.))