ไทยเดือด ‘ร้อน’… อนาคต ‘พักเที่ยง’ 2 ชม.?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/227183

สิ่งแวดล้อม,อากาศร้อน,พักเที่ยง,อนาคต,ไทย

การศึกษา-สาธารณสุข  :  7 พ.ค. 2559

ไทยเดือด ‘ร้อน’… อนาคต ‘พักเที่ยง’ 2 ชม.?

ไทยเดือด ‘ร้อน’… อนาคต ‘พักเที่ยง’ 2 ชม.? : โดย…ทีมข่าวรายงานพิเศษ

                    กรมอุตุนิยมวิทยาต้องบันทึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ หลังจากอุณหภูมิของ “แม่ฮ่องสอน” เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2559 ทำลายสถิติจังหวัดร้อนที่สุดในประเทศไทยรอบ 65 ปีที่ผ่านมา…ถือเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญยืนยันถึงผลกระทบภาวะโลกร้อนอย่างเป็นรูปธรรม!?!
                    กรมอุตุนิยมวิทยาของไทยสมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (World Meteorological Organization : WMO) เมื่อปี 2492 และในปี 2494 เริ่มเก็บสถิติอุณหภูมิร้อนหนาวอย่างเป็นทางการ โดยเฉพาะวันที่ร้อนสุดในไทยนั้น ถูกบันทึกไว้ว่า “44.5 องศาเซลเซียส” ณ จ.อุตรดิตถ์ ในวันที่ 27 เมษายน 2503 ตั้งแต่นั้นมาไม่เคยมีวันไหนทำลายสถิตินี้ได้ จนกระทั่งเมื่อ 28 เมษายน 2559 สถานีตรวจวัดอากาศภาคเหนือได้บันทึกว่า แม่ฮ่องสอนมีอุณหภูมิสูงสุด “44.6 องศาเซลเซียส” สูงกว่า 0.1 องศาเซลเซียส
                    ดาวเทียมตรวจสอบสภาพอากาศของนาซา 2 ดวง ยืนยันข้อมูลตรงกันว่า แม่ฮ่องสอนร้อนถึง 44.6 องศาฯ จริง และไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยเท่านั้น แต่ปี 2559 หลายประเทศในอาเซียนทำลายสถิติวันที่ร้อนสุด เช่น กัมพูชา เมื่อช่วงสงกรานต์วันที่วันที่ 15 เมษายน 2559 จากสถิติที่บันทึกไว้ว่าร้อนสุด 41.4 องศาฯ ก็พุ่งเป็น 42.6 องศาฯ สูงขึ้นกว่า 1.2 องศาฯ เช่นกัน
                    “ผอ.สุรพงค์ แจ่มเจริญ” สำนักเครื่องมืออุตุนิยมวิทยา กรมอุตุนิยมวิทยา อธิบายว่า ปี 2559 อากาศร้อนจัดเพราะปัจจัยหลายประการ แต่ที่สำคัญสุดคือ “ปรากฏการณ์เอลนีโญ” ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2557 ทำให้ฝนตกน้อย น้ำสะสมในพื้นดินแทบไม่มี ทำให้ความชื้นในอากาศลดลง สิ่งเหล่านี้ประกอบกันทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นในหลายพื้นที่ เช่น สุโขทัยปกติ 40–41 องศาฯ ปีนี้ทำลายสถิติพุ่งไปถึง 44 องศาฯ
                    “แม่ฮ่องสอนถูกบันทึกว่าทำลายสถิติอุณหภูมิสูงสุดในไทยที่ 44.6 องศาฯ เนื่องจากเป็นพื้นที่หุบเขามีภูเขาสูงล้อมรอบ แต่เดือนเมษายนปีนี้กรุงเทพฯ ไม่ร้อนเท่าไร เฉลี่ยเพียง 39 องศาฯเท่านั้น หลังจากนี้ไปช่วงเดือนพฤษภาคมจะเริ่มมีฝนในบางพื้นที่ โดยเฉพาะอีสานและภาคกลางตอนล่างกับภาคใต้อากาศไม่ร้อนนัก ยกเว้นภาคกลางตอนบนกับภาคเหนือยังมีอากาศร้อนจนถึงกลางเดือนพฤษภาคม ปีนี้สังเกตได้ว่า พายุฤดูร้อนค่อนข้างรุนแรง มีลูกเห็บตกในหลายพื้นที่ เพราะเมื่ออากาศร้อนจัดสะสมมานาน พายุเข้ามาเกิดการปะทะของอุณหภูมิที่แตกต่างเป็นฝนฟ้าคะนอง”
                    ผู้เชี่ยวชาญจากกรมอุตุนิยมวิทยายอมรับว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยมีการบันทึกสถิติอุณหภูมิของภูมิภาคต่างๆ ไว้เพียง 65 ปีเท่านั้น จึงไม่สามารถพยากรณ์ได้ว่า ในรอบการหมุนเวียนของภูมิอากาศในระยะยาวจะเป็นอย่างไร มีเพียงระยะสั้นเท่านั้น เช่น พยากรณ์ได้ว่า ในปีหน้า 2560 จะมีฝนมากขึ้น แต่จะไม่ทำให้มีน้ำฝนสะสมมากขนาดทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่เหมือนปี 2554
                    เมื่อปี 2559 ร้อนระอุจนทำลายสถิติไปแล้ว ในอนาคตจะร้อนเพิ่มขึ้นกว่านี้หรือไม่?
                    “ผศ.ดร.กัมปนาท ปิยะธำรงชัย” ภาควิชาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร หนึ่งในนักวิจัย “โครงการศึกษาเพื่อวางแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศแห่งชาติ” สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ให้ข้อมูลว่า จากการใช้แบบจำลองคอมพิวเตอร์ เพื่อคาดการณ์อนาคตด้านภูมิอากาศของไทย พบว่าอีก 40 ปีข้างหน้า อุณหภูมิเฉลี่ยของไทยอาจสูงขึ้น 0.4-2.6 องศาฯ เนื่องจากโลกร้อนหรือปัญหาสภาวะก๊าซเรือนกระจก
                    “ดูจากแผนที่แบบจำลองเห็นชัดว่า อุณหภูมิเฉลี่ยปี 2558 มีช่วงที่เป็นสีแดงอยู่บริเวณภาคกลาง ผ่านไป 20 ปี พ.ศ.2578 สีแดงเพิ่มขึ้นในภาคเหนือตอนล่าง และถ้าไม่มีปัจจัยอะไรเปลี่ยนแปลง อีก 40 ปี หรือ 2598 อุณหภูมิเฉลี่ยจะเป็นสีแดง คือสูงเกิด 28.7 องศาฯ เกือบทุกภาคในประเทศไทย เราคาดไว้ว่าน่าจะ 2 องศาฯ แต่ถ้าเลวร้ายสุดก็จะสูงถึง 4 องศาฯ โดยเฉพาะแถบ จ.บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ ปราจีนบุรี มีแนวโน้มจะร้อนมากกว่าพื้นที่อื่น หากเป็นแบบนั้นจริงสภาพแวดล้อมและมนุษย์จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง”
                    หลายคนสงสัยว่า อากาศเพิ่มหรือลดเพียงแค่ 2 องศาฯ ทำไมส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงกับสิ่งแวดล้อมมากมาย?
                    นักวิชาการข้างต้นอธิบายว่า อุณหภูมิสูงขึ้นเพียง 2 องศาฯ ทำให้ขาดแคลนน้ำได้ในหลายพื้นที่ เพราะความร้อนสะสมในพื้นดินมากขึ้น โดยเฉพาะภาคกลางของไทยที่มีลักษณะเป็นที่ราบ เกษตรกรที่เคยทำนากลางแจ้งในช่วงเวลาเดียวกันเมื่อ 20-30 ปีที่แล้ว อาจไม่รู้สึกว่าร้อนเท่าปีนี้ แต่ถ้าเปรียบเทียบกว่าคนที่ทำงานในห้องแอร์ ชาวไร่ชาวนาจะปรับตัวได้ดีกว่าเพราะค่อยๆ เจออากาศร้อนขึ้นทุกปี แต่คนในออฟฟิศเมื่อเดินออกมาจะเจอแดดร้อนระอุ ยิ่งทำให้รู้สึกว่าร้อนมากขึ้นกว่าเดิม
                    “สังเกตง่ายๆ ว่า ปีก่อนๆ เวลาอาบน้ำตอนกลางวัน น้ำจากฝักบัวช่วงแรกจะร้อนหรืออุ่นสักพัก หากอาบน้ำช่วงเย็นจะไม่มีน้ำอุ่นออกมา ปีนี้แม้อาบน้ำช่วงเย็นหลังเลิกงานก็รู้สึกได้ในหลายจังหวัดว่า น้ำจากฝักบัวยังอุ่นหรือร้อน นั่นคือความร้อนที่สะสมในสภาพแวดล้อมมากกว่าเดิม ยิ่งร้อนมากก็ยิ่งใช้เวลาในการคลายความร้อนมากขึ้น”
                    ดร.กัมปนาทยอมรับว่า โครงการนี้ไม่ได้ทำเพียงแค่ให้รู้ว่าอนาคตประเทศไทยอาจร้อนมากขึ้นแค่ไหน แต่ยังทำเพื่อช่วยในการวางแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศด้วย เช่น หากอุณหภูมิสูงขึ้น 2–4 องศาฯจริง เพราะมนุษย์ไม่ช่วยกันลดโลกร้อนยังปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยจะต้องปรับตัวอย่างไรบ้าง ขณะนี้หน่วยงานรัฐกำลังจัดทำแผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศในหลายด้าน เช่น การจัดการน้ำ การท่องเที่ยว การเกษตร ความมั่นคงทางอาหาร สาธารณสุข การตั้งถิ่นฐาน ระบบนิเวศ โดยเฉพาะในด้านที่จะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน 3 ด้าน ได้แก่
                    “1 วิกฤติน้ำกินน้ำใช้” อุณหภูมิสูงขึ้นทำให้น้ำที่มีอยู่ในธรรมชาติน้อยลง หลายพื้นที่จะขาดแคลนน้ำในธรรมชาติอย่างที่ไม่เคยพบมาก่อน ต้องมีการจัดสรรทรัพยากรน้ำในรูปแบบใหม่ “2 ความมั่นคงทางอาหาร” พันธุ์พืชหลายชนิดไม่สามารถปลูกได้อีกต่อไป แม้แต่ข้าวบางสายพันธุ์ที่ต้องใช้น้ำมากก็จะปลูกไม่ได้ ผักที่ไม่ชอบอากาศร้อนจัดก็มีหลายชนิด แม้แต่การเลี้ยงปศุสัตว์อาจต้องเปลี่ยนลักษณะของฟาร์มหมู เล้าไก่ ฯลฯ ให้รองรับภาวะอากาศร้อน
                    “ด้าน 3 คือ สุขภาพของมนุษย์ เมื่อร้อนจัดความชื้นในอากาศน้อยลง ผู้สูงอายุหรือผู้ที่ร่างกายอ่อนแอจะรู้สึกไม่สบายได้ง่าย โรคเกี่ยวกับแดดหรืออากาศร้อนจะมีมากขึ้น ประเมินกันว่า ถ้าสถานการณ์แย่สุด ร้อนขึ้นถึง 4 องศาฯ หมายความว่าตารางชีวิตประจำวันของคนไทยอาจต้องเปลี่ยนไป เช่น ช่วงพักกลางวันต้องยาวขึ้น อากาศแต่ละวันร้อนสุดประมาณ เที่ยงถึงบ่าย 2 หมายความว่าอาจต้องเพิ่มเวลาพักเที่ยงเป็น 2 ชั่วโมง เพื่อไม่ให้ต้องทำงานใต้แดดแรงจัด หรือด้านธุรกิจท่องเที่ยว  จากเดิมร้านค้า พิพิธภัณฑ์ วัดวาอารามปกติเปิดให้นักท่องเที่ยงเข้าชมตั้งแต่เช้าถึง 5-6 โมงเย็น อาจต้องปรับเวลาเป็นเปิดช่วงบ่ายถึงกลางคืนแทน เพราะกลางวันนักท่องเที่ยวจะไม่ออกมาข้างนอก” ดร.กัมปนาท แสดงความเห็น
                    เมืองไทยเผชิญอากาศร้อนจนทำลายสถิตินั้น กลายเป็นตัวอย่างสอดคล้องกับข้อมูลของเครือข่ายเฝ้าระวังภาวะโลกร้อนและภูมิอากาศแปรปรวน
                    เดือนธันวาคม 2558 ตัวแทนจาก 190 กว่าประเทศทั่วโลกเข้าร่วมประชุมลดโลกร้อนที่กรุงปารีส หรือ คอป 21 (COP 21) “การประชุมรัฐภาคีสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ”  จัดขึ้นทุกปีอย่างต่อเนื่องจนถึงสมัยที่ 21 ปี ข้อตกลงการประชุมครั้งนี้ คือ ทุกประเทศมีเป้าหมายร่วมกันในการ “หยุดอุณหภูมิโลกไม่ให้เพิ่มเกิน 2 องศาเซลเซียส”
                    เนื่องจากมีรายงานวิจัยว่า หากโลกร้อนขึ้น 1.5 องศาฯ จะทำให้น้ำกินน้ำใช้ของมนุษย์หายไป 10 เปอร์เซ็นต์ และหากอุณหภูมิเพิ่มเป็น 2 องศาฯ น้ำจะหายไปถึง 20 เปอร์เซ็นต์ และแหล่งปลูกข้าวโพดและข้าวสาลีจะลดลงถึง 2 เท่าตัว ดังนั้นวันที่ 12 ธันวาคม 2558 ประชุมคอป 21 มีมติเห็นชอบร่างข้อตกลงว่าด้วยการลดก๊าซเรือนกระจก โดยวันที่ 22 เมษายน 2559 ที่ผ่านมา ตัวแทนจาก 175 ประเทศเข้าร่วมลงนามใน “ข้อตกลงปารีส” (Paris Agreement) โดยตัวแทนจากประเทศไทยที่ไปร่วมลงนาม คือ พล.อ. สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ
                    หากเรียงลำดับข้อมูลประเทศที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตัวการสำคัญทำให้เกิดภาวะเรือนกระจกส่งผลให้โลกร้อนนั้น อันดับ 1 ได้แก่ จีน 1 หมื่นล้านตันต่อปี อันดับ 2 อเมริกา 5,000 ล้านตันต่อปี ส่วนประเทศไทยก็ไม่น้อยหน้าอยู่ในอันดับที่ 27 ของโลก ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ปีละ 250 ล้านตัน
                    พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกาศว่า ไทยจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 20-25 ภายใน 15 ปี หรือ พ.ศ.2573
                    หมายถึงคนไทยต้องลดการใช้พลังงานไม่สะอาด เช่น ลดการเชื้อเพลิงในการเดินทาง ลดการเผาไหม้ในพื้นที่ทำเกษตรกรรม และเพิ่มการปลูกป่ารวมถึงการใช้พลังงานสะอาดแทนพลังงานถ่านหิน
                    หากคนไทยไม่ร่วมมือกันทำวันนี้ อีก 40 ปีข้างหน้าพวกเราอาจได้เปลี่ยนเวลาทำงานจากกลางวันเป็นกลางคืน !?!
———————
(ไทยเดือด ‘ร้อน’… อนาคต ‘พักเที่ยง’ 2 ชม.? : โดย…ทีมข่าวรายงานพิเศษ)

ช่วยชีวิตโลมา 5 ตัว รอดตายหวุดหวิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/227176

การศึกษา-สาธารณสุข  :  6 พ.ค. 2559

ช่วยชีวิตโลมา 5 ตัว รอดตายหวุดหวิด

รายการ คม ชัด ลึก : ช่วยชีวิตโลมา 5 ตัว รอดตายหวุดหวิด

                    จากกรณีชาวบ้านในพื้นที่หมู่ 7 ต.บ้านบ่อ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ช่วยกันพาฝูงโลมาอิรวดี 5 ตัว ที่มาเกยตื้นดินโคลน อยู่บริเวณแนวปักไม้ไผ่ ชายทะเลกระซ้าขาว ห่างจากฝั่งออกไปประมาณ 500 เมตร ท่ามกลางความทุลักทุเล โดยใช้เวลานานกว่า 3 ชั่วโมง จึงช่วยปลาโลมากลับคืนสู่ทะเลได้สำเร็จ เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม ที่ผ่านมา และกลายเป็นหนึ่งในเรื่องราวดีๆ ของสังคมไทยที่มีการพูดถึงและชื่นชมกันมาก
                    กฤตกร แซ่เอี๊ยบ ผู้ประสานงานเครือข่ายรักษ์อ่าวไทยตอนบน จ.สมุทรสาคร กล่าวว่า คนที่เจอเป็นแรงงานต่างด้าว แล้วเขาก็แจ้งตำรวจ หลังจากนั้นนักข่าวก็ทราบเรื่องก็โทรศัพท์มาสอบถามว่า เจอโลมาตรงไหน ผมก็ติดต่อกับเครือข่ายพอทราบจุด ก็พากันไปดูแล้วก็ช่วยเหลือโลมากลับคืนสู่ทะเล
                    ขณะที่ไปถึงพบแรงงานต่างด้าวกำลังพยายามผลักดันช่วยเหลือให้โลมาลงทะเลไปได้ 1 ตัว เป็นตัวเล็ก โดยช่วยกันอุ้ม แต่ในช่วงขณะนั้นน้ำลง น้ำแห้ง โลมาไม่สามารถว่ายลงน้ำได้
                    โลมามีแรงมาก ก่อนอื่นเราจะต้องทำให้โลมาไม่เครียด สัญชาตญาณของสัตว์หากเราถูกตัวเขา เขาจะดิ้น ดังนั้น เราก็ใช้เสื้อชุบน้ำแล้วปิดหน้าเขา เขาก็เริ่มสงบ เริ่มนิ่ง ระหว่างรออุปกรณ์ เพราะหากเขาดิ้นมาก จะเหนื่อยมาก รูจมูกจะเปิดก็จะทำให้เลน โคลนเข้าปอด หากเลน โคลนเข้าปอด อัตราการรอดชีวิตก็จะมีน้อยลง
                    อุปกรณ์ที่ใช้ช่วยเหลือ ก็จะมีผ้าเต็นท์อย่างหนา ใช้สำหรับรองตัวโลมาระหว่างเคลื่อนย้าย เพื่อไม่ให้ลำตัวโลมาเป็นแผลเนื่องจากครูดกับเลน เพราะในเลนจะมีสารพัดสิ่งที่จะทำให้เกิดบาดแผลกับโลมา อย่างเช่น เปลือกหอย
                    นอกจากนี้ ก็มีสกีหรือกระดานถีบ รองใต้ล่างผ้าเต็นท์อีกทีหนึ่ง เพื่อเวลาเข็นจะได้สะดวก
                    โลมาแต่ละตัวมีน้ำหนักประมาณ 150-200 กิโลกรัม ขนาดตัวยาวประมาณ 2 เมตร อายุประมาณ 4-5 ปี คนเดียวอุ้มไม่ไหว ต้องใช้ 4-5 คน ช่วยกันยกโลมาขึ้นผ้าเต็นท์ และช่วยกันพยุงโลมาและเข็นลงทะเล ซึ่งต้องพาไปจนถึงบริเวณที่น้ำลึกพอที่โลมาจะว่ายได้ รวมระยะทางจากจุดที่พบโลมาไปจนถึงจุดที่ปล่อยโลมาได้ ก็ประมาณ 1 กิโลเมตร
                    การได้รับแจ้งและไปช่วยเหลือครั้งนี้ เป็นไปอย่างรวดเร็ว เพราะหากไปช่วยเหลือช้า โลมาอาจจะเสียชีวิต หรือมีอาการหนัก เนื่องจากขาดน้ำ จะต้องประสานงานหน่วยงานทางด้านนี้ ให้มารับตัวไปรักษาก่อนที่จะปล่อยลงสู่ท้องทะเล
                    ณรงค์ สรสิทธิสาร ชาวบ้านที่เข้าไปช่วยเหลือครอบครัวโลมา กล่าวว่า ตอนไปถึงเกือบ 09.00 น. วันที่ 5 พฤษภาคม เหลือโลมาอยู่ 4 ตัว อยู่ในสภาพอ่อนเพลีย ดิ้นรนพยายามจะลงน้ำ แต่ไปไม่ได้ เพราะน้ำแห้งมาก
                    เหนื่อยมาก แต่ก็ภูมิใจที่ได้ช่วยเหลือโลมา ลืมหิวเลย
                    ธเรศ แซ่ลิ้ม ชาวบ้านที่เข้าไปช่วยเหลือครอบครัวโลมา กล่าวว่า พอไปถึงก็โทรบอกพรรคพวกให้นำอุปกรณ์ในการช่วยเหลือ อาทิ ผ้าเต็นท์อย่างหนา มาให้ความช่วยเหลือโลมากลับสู่ท้องทะเล
                    จุดที่พบโลมา สภาพพื้นที่เป็นดินเลน เนื่องจากน้ำลง ซึ่งมีความลึกประมาณ 1 เมตร

‘อาติฟ’นร.ทุนแลกเปลี่ยนสหรัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/227069

ทุน,มุสลิม,อิสลาม,แลกเปลี่ยน,สหรัฐ

การศึกษา-สาธารณสุข  :  6 พ.ค. 2559

‘อาติฟ’นร.ทุนแลกเปลี่ยนสหรัฐ

เปิดโลกการมุสลิม ตอน: ‘อาติฟ’นร.ทุนแลกเปลี่ยนสหรัฐ

           รู้สึกมีความสุขเมื่อหนึ่งในเด็กทุน “นับหนึ่ง” สามารถคว้าชัยชนะในการสอบแข่งขันและได้มีโอกาสโกอินเตอร์  น้อยนักที่นักศึกษาชนบท คนบ้านนอก ท่าม

กลางวิถีชีวิตมุสลิมที่สมถะ เรียบง่ายแบบคนบ้านๆ หาเช้ากินค่ำ มีบ้านไว้ซุกหัวนอน มีมัสยิดไว้เป็นที่พักพิงจิตใจ เรื่องเงินทองเป็นของนอกกายแลกด้วยเหงื่อไคลเพื่อประทังชีวิตไปวันๆ เพราะโลกนี้เป็นแค่เพียงทางผ่านที่จะนำไปสู่โลกหน้าอันเป็นความสุขนิจนิรันดร์

จึงไม่แปลกที่สังคมในสามจังหวัดชายแดนจะมีแต่ความสงบสุข ร่มเย็นตลอดมา หากแต่เมื่อโลกเปลี่ยนไปทุกวันนี้สังคมดีๆ เรียบง่าย สไตล์คนมลายูจริงๆ ค่อยๆจางหายไป กลายเป็นเมืองร้อนระอุด้วยเกมการเมืองต่างๆ โรงเรียนสอนศาสนาหลายแห่งโดนจับตา โดนปิด เพียงเพราะความเข้าใจกันคลาดเคลื่อนกลายเป็นปมปัญหาเกี่ยวข้องกับเรื่องศาสนาและการเมืองไปอย่างน่าเสียดาย

วันนี้คอลัมน์เปิดโลกการศึกษามุสลิมขอนำชีวิตนักศึกษาตัวอย่างต้นแบบที่ดี ที่มาจากการวางฐานชีวิตที่สมบูรณ์ของผู้เป็นพ่อที่เป็นหนึ่งอดีตนักศึกษามหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร วันนี้จึงเป็นวันแห่งเกียรติยศของครอบครัวมุสลิมเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ในอุดมการณ์แห่งศาสนา

“ตั้งแต่จำความได้ พ่อจะสอนให้อ่านอัลกุรอาน ในทุกๆ ครั้งที่เสร็จละหมาด โดยเฉพาะในเดือนถือศีลอดเป็นเดือนที่พ่อกับแม่ไปมัสยิดทุกคืน เพื่อขอพรให้ลูกๆ มีความก้าวหน้า มีความสุขทั้งโลกนี้และโลกหน้า พ่อไม่เคยสอนให้ผมดูถูกหรือรังเกียจใคร มีแต่สอนให้มองโลกกว้าง และการเข้าร่วมสังคมถือเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะต้องศรัทธา เชื่อมั่นและซื่อสัตย์ต่ออัลลอฮ์ ถ้าทำตรงนี้ได้ เราก็จะไม่กล้าที่จะทำผิดกับใครในโลกนี้ เรื่องการเรียนพ่อไม่เคยบังคับว่าจะต้องเรียนศาสนา แต่พ่อจะบอกว่าถ้าเข้าใจศาสนามาตั้งแต่กำเนิด และปฏิบัติละหมาดให้ครบ 5 เวลา รู้สิ่งห้าม และสิ่งใช้ในศาสนา จะเรียนอะไรก็ไม่ผิด ทำให้ผมมีความมั่นใจและอิสระที่จะตัดสินใจเลือกเรียน และเรียนอย่างตั้งใจตลอดมา”

นายอาติฟ  แกมะ อายุ 17  ปี กำลังจะเลื่อนชั้นสู่มัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนดารุสสาลาม   “อาติฟ” เป็นลูกของนายอริยัส และนางซอบารียะ แกมะ พ่อเป็นครูสอนศาสนาและแม่เป็นแม่บ้าน เป็นคน จ.นราธิวาส ได้เข้าสู่โรงเรียนดารุสสาลาม ด้วยบุคลิกนิ่งเงียบ เรียบร้อยแต่มีความฉลาดและเป็นตัวแทนเข้าแข่งขันในรายการต่างๆ มากมาย ทุกครั้งก็ไม่เคยทำให้ทางโรงเรียนผิดหวัง คว้ารางวัลกลับมาได้เสมอ เช่น รางวัลชนะเลิศ การแข่งขันจินตคณิต ชิงแชมป์ภาคใต้ รางวัลชนะเลิศ การแข่งขันทักษะคณิตศาสตร์  ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ระดับจังหวัด รางวัลชนะเลิศ การแข่งขันอัจฉริยภาพทางคณิตศาสตร์ ระดับเขตพื้นที่การศึกษา รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 การแข่งขันโครงงานวิทยาศาสตร์ โรงเรียนดารุสสาลาม รางวัลรองชนะเลิศ การแข่งขันทักษวิทยาศาสตร์ (ฟิสิกส์) โรงเรียนดารุสสาลาม และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 การแข่งขัน Spelling Bee  โรงเรียนดารุสสาลาม

เพราะความเก่งกอปรกับความขยัน “อาติฟ” จึงสามารถคว้าทุน AFS (Kennedy-Lugar Youth Exchange and Study/KLYES) ประเภททุนรัฐบาลสหรัฐอเมริกา เป็นการสอบชิงทุนทั่วประเทศตามศูนย์ต่างๆ และผู้ที่ผ่านการสอบคัดเลือกจะต้องเข้าค่ายเพื่อคัดเลือกตัวอีกครั้งที่กรุงเทพฯ ซึ่งครั้งนี้มีผู้มีสิทธิ์เข้าค่าย 51 คน จากทั่วประเทศและกรรมการจะทำการคัดเลือกให้เหลือเพียง 16 คน ที่เป็นตัวจริงและสำรอง 2 คน หนึ่งใน 16 คน ที่เป็นตัวจริงคือ “อาติฟ” และสามารถคว้าทุนแลกเปลี่ยนเพื่อไปศึกษาแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นเวลา 1 ปี โดยผู้ที่ได้รับทุนจะต้องเข้าศึกษาในโรงเรียนมัธยมที่ประเทศสหรัฐอเมริกาตามหลักสูตรของแต่ละโรงเรียนที่กำหนดไว้เรียบร้อยแล้ว

น้อง “อาติฟ” ได้บอกเคล็ดลับการเตรียมตัวสอบว่า ศึกษาจากข้อสอบเก่า เรื่องการออกข้อสอบ ท่องศัพท์และพูดคุยกับเพื่อนๆ และอาจารย์เป็นภาษาอังกฤษ ในการสอบข้อเขียนเลือกทำส่วนที่ถนัดก่อนเพื่อเก็บคะแนนที่มั่นใจไว้ ควรมีความมั่นใจและความกล้าแสดงออกให้มากที่สุด โชว์ความสามารถที่เรามีให้กรรมการได้เห็น  และควรฝึกการตอบคำถามโดยการหาคำถามที่ใช้ในการสัมภาษณ์บ่อย ลองตอบว่าควรตอบแบบไหน

ส่วนการเตรียมตัวในการเดินทางไปต่างประเทศ ประมาณเดือน สิงหาคม 2559 ต้องฝึกพูด ฟัง อ่าน เขียน ภาษาอังกฤษมากขึ้น  ฝึกจากการดูข่าวและวิดีโอภาษาอังกฤษจากยูทูบ และเรียนรู้วัฒนธรรมของชาวอเมริกันให้มากขึ้นเพื่อง่ายต่อการปรับตัว ที่สำคัญคือการเตรียมความพร้อมเพื่อไปโชว์ความป็นไทยให้ชาวต่างชาติได้เห็นความงดงาม และมีคุณค่าของวัฒนธรรมไทย

“ผมไม่ใช่เด็กที่เก่งมาก แต่ที่มาถึงจุดจุดนี้ได้เพราะความพยายาม อดทน ในการเรียน มุ่งมั่นและทุ่มเทกับสิ่งที่ทำ สานความฝันและรักษาไว้ให้ดีที่สุด เมื่อทุกคนมีฝัน มีเป้าหมาย เราก็จะเห็นอุปสรรคเป็นแค่เรื่องเล็กน้อยและพร้อมที่สู้และฝ่าฟันอุปสรรคเหล่านั้นไป  ผมโชคดีครับที่ครอบครัวให้การสนับสนุนและเป็นกำลังใจให้เสมอมา และมีเพื่อนที่ดีที่พร้อมช่วยเหลือผมเสมอในยามที่ลำบากอยากเรียนเก่ง ต้องขยันอ่านหนังสือ ทบทวนบทเรียน การเรียนในห้องให้เข้าใจเป็นสิ่งที่สำคัญมากเพราะจะทำให้ใช้เวลาทบทวนน้อยลงและมีเวลาอ่านบทอื่นมากขึ้น  ถึงแม้บางครั้งมันอาจจะมีท้อบ้างแต่เพื่อความฝันของเรา เราก็ทำอย่างเต็มที่  สู้ๆ ครับ” น้องอาติฟ ทิ้ง


‘12พุทธบุตรน้อย’ร่วมตามรอยบาทพุทธศาสดา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/227060

บวชเณร,ฤดูร้อน,พุทธ,รอย,บาท,ศาสดา

การศึกษา-สาธารณสุข  :  6 พ.ค. 2559

‘12พุทธบุตรน้อย’ร่วมตามรอยบาทพุทธศาสดา

‘12พุทธบุตรน้อย’ร่วมตามรอยบาทพุทธศาสดา

            “การบวชไม่ใช่เรื่องง่าย สำหรับเด็กๆ วัยนี้เลย เพราะฉะนั้นหากพวกเขาผ่านไปได้ ความพยายามตรงนี้ก็จะช่วยสอน และฝึกให้เขาเป็นคนมีระเบียบวินัยไปด้วย” เสียงยืนยันจาก นางรำไพ น้อยเจริญ คุณแม่ของ “สามเณรเขต” พสิษฐ์ น้อยเจริญ เด็กชายวัย 8 ขวบ จากโรงเรียนอนุบาลหนองคาย จ.หนองคาย หนึ่งในเยาวชน โครงการ “สามเณร ปลูกปัญญาธรรม ปี 5” ที่ได้รับคัดเลือกจากผู้สมัครกว่า 3,000 คนทั่วประเทศ เข้ามาบรรพชาเพื่อศึกษาและปฏิบัติธรรม พร้อมสามเณรน้อยอีกทั้ง 11 รูป ตลอด 1 เดือนเต็ม

ปีนี้โครงการ “สามเณร ปลูกปัญญาธรรม” ขยายห้องเรียนธรรมะ สัญจรสู่ภาคกลาง ณ วัดเขาวง จ.สระบุรี อีกหนึ่งปูชนียสถานศักดิ์สิทธิ์ที่มีความเชื่อมโยงกับพระพุทธศาสนามาอย่างยาวนาน ตามหลักฐานพงศาวดารอยุธยา โดยได้รับความเมตตาจาก พระครูภาวนาพิลาศ (หลวงตาวัชรชัย อินฺทวํโส) เจ้าอาวาสวัดเขาวง ให้เกียรติเป็นพระอาจารย์ใหญ่ นำเหล่าสามเณรน้อยย่างก้าว “ตามรอยบาทพุทธศาสดา”

คุณแม่ของ “สามเณรเขต” เล่าถึงเหตุผลที่อยากให้น้องได้เข้ามาบวชในโครงการนี้ เพราะปัจจุบันนี้สิ่งเร้าในสังคมมันเยอะ โดยเฉพาะในช่วงปิดเทอมที่ผู้ปกครองหลายคนก็ห่วงว่าเด็กจะติดเกม ติดอินเทอร์เน็ต และดูเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม และหวังว่าธรรมะจะช่วยให้เขามีภูมิต้านทานที่จะอยู่ในสังคมได้ในอนาคต

“อย่างน้อยเมื่อเขามีธรรมะในใจ เขาจะรู้จักการอดทน อดกลั้น มีสติ และหวังว่าการเรียนรู้จากกิจกรรมต่างๆ ในช่วงที่บวชเรียนนี้จะสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน และเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่เพื่อนๆ ได้” คุณแม่กล่าว

ทั้งนี้ สามเณรน้อยทั้ง 12 รูปจะได้เรียนรู้ธรรมะภายใต้แนวคิด “รัก–รอ-พอ–ให้” ซึ่งประกอบด้วย 1.รัก รู้จักรัก ด้วยหลักธรรม 2.รอ รู้จักรอ ไม่ท้อถอย 3.พอ รู้จักพอ ก่อความสุข และ 4.ให้ รู้จักให้ ด้วยใจงาม อันนำไปสู่การส่งต่อสิ่งดีงามแก่ผู้อื่น ด้วยจิตใจอันบริสุทธิ์ ซึ่งจะเป็นตัวอย่างที่ดีแก่สังคม สร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่และประชาชนทั่วไปได้นำข้อคิด คติธรรม จากการรับชมรายการไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน

ขณะที่ นางวรัญญา สุวรรณดารักษ์ คุณแม่ของ สามเณรพี ด.ช.พีรณัฐ สุวรรณดารักษ์ อายุ 7 ขวบ จากโรงเรียนปรีดาวิทย์ จ.สุพรรณบุรี เล่าด้วยรอยยิ้มว่า สามเณรพีมักจะไปจำวัดกับหลวงตา และชอบทำกิจวัตรต่างๆ เช่นเดียวกับพระสงฆ์ เช่น การเดินจงกรม การสวดมนต์ ทำวัตรเช้าเย็น เขามุ่งมั่นและมีความพร้อมมากๆ ที่จะมาบวชเป็นสามเณรในโครงการนี้

“ช่วงแรกที่น้องต้องมาเข้าค่ายก่อนบวช แม่ห่วงและกังวลกลัวว่าเขาจะอยู่ไม่ได้ เพราะเขายังเด็กมาก แต่เราก็คอยดูถ่ายทอดสดอยู่บ้าน และสังเกตเห็นพัฒนาการของเขาคือ เวลาพระอาจารย์ถามคำถาม เขาจะยกมือตอบ อย่างมีไหวพริบ และรู้สึกว่าลูกเราเขาเริ่มโตขึ้นจากที่เราคิดไว้เยอะเลย นิ่งขึ้นมาก” คุณแม่ของสามเณรพีบอกอีกว่าดีใจมากที่ทรูได้มีโครงการดีๆ แบบนี้ และอยากให้มีไปเรื่อยๆ ทำให้เด็กๆ ได้มีโอกาสมาบวชเรียนที่นี่ และถือเป็นบุญของพ่อแม่จริงๆ

ปิดท้ายที่ นายพิเชฐ ทองถวิล ที่เล่าถึงความมุ่งมั่นของลูกชายคนเล็ก “สามเณรโปตี้” หรือ ด.ช.พุฒิเศรษฐ์ ทองถวิล อายุ 7 ขวบ จากโรงเรียนอนุบาลขอนแก่น จ.ขอนแก่น ที่บอกว่าอยากจะบวชเพื่อตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ และตามรอยพี่ชายที่มาบวชในโครงการเมื่อปีที่แล้ว

“สามเณรโปตี้ มีความสนใจเรื่องธรรมะมาตั้งแต่เด็ก เนื่องจากครอบครัวมักจะใช้เวลาว่างกับการเข้าวัด ทำบุญ เป็นประจำ และเชื่อว่าตลอด 1 เดือนนี้ เขาจะได้ฝึกเรื่องของกระบวนการคิดให้เป็นลำดับมากขึ้น มีสติ มีสมาธิมากขึ้น เช่นเดียวกับพี่ชายของเขาที่เคยบวชเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งพ่อกับแม่ก็ดีใจมาก และอยากให้มีโครงการดีๆ แบบนี้ทุกปีเพื่อเปิดโอกาสให้เด็กคนอื่นๆ ได้เข้าร่วมกิจกรรมและใช้เวลาว่างในช่วงปิดภาคเรียนให้เกิดประโยชน์” นายพิเชฐ เล่าทิ้งท้าย

ผู้สนใจสามารถรับชมรายการสามเณร ปลูกปัญญาธรรม ปี 5 ทางช่องเรียลิตี้ ทรูวิชั่นส์ ช่อง 99 และช่องเรียลิตี้ เอชดี ทรูวิชั่นส์ ช่อง 119 หรือ 333 หรือผ่านช่องทางออนไลน์ได้ที่ http://www.trueplookpanya/truelittlemonk ตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน-22 พฤษภาคม 2559

ไม่เพียงผลสัมฤทธิ์แก่สามเณรน้อยเท่านั้น แต่เหล่าพุทธศาสนิกชนที่สนใจรับชมรายการยังได้รับโอกาสในการพัฒนาตน เรียนรู้พระพุทธศาสนา ได้ข้อคิด คติธรรมเตือนใจ ยังได้อิ่มเอมกับความน่ารักสดใส และสงบของสามเณรน้อยทั้ง 12 รูปอีกด้วย


ช็อก!สารเคมีตกค้างผักผลไม้ตราQกว่า50%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/227032

สาธารณสุข,สารเคมี,ตกค้าง

การศึกษา-สาธารณสุข  :  4 พ.ค. 2559

ช็อก!สารเคมีตกค้างผักผลไม้ตราQกว่า50%

ผักผลไม้ตรา Q สารเคมีตกค้างกว่า 50% ตรารับรองออร์แกนิคไทยแลนด์พบตกค้างถึง 1 ใน 4 อึ้ง! แตงโม-กะหล่ำปลีไม่มีตกค้าง

                    เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2559 ที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) น.ส.ปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้ประสานงานเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืชหรือไทยแพน (Thai-PAN :Thailand Pesticide Alert Network) แถลงผลการเฝ้าระวังสารเคมีกำจัดศัตรูพืชในผักผลไม้ 2559 ว่า เดิมไทย-แพนมีการเฝ้าระวังสารเคมีกำจัดศัตรูพืชตกค้างประมาณ 90 ตัวอย่าง ตรวสอบเพียง 4 กลุ่ม แต่ในปี 2559 มีการขยายขอบเขตมากขึ้น โดยสุ่มตัวอย่างผัก 10 ชนิด ผลไม้ 6 ชนิด รวมจำนวน 138 ตัวอย่าง จากตลาดสดและห้างโมเดิร์นเทรด 7 แห่ง ในเขตกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล จ.เชียงใหม่ และจ.อุบลราชธานี ระหว่างวันที่ 16 -18 มีนาคม 2559 และส่งไปวิเคราะห์หาสารเคมีกำจัดศัตรูพืชตกค้างที่ห้องปฏิบัติการในประเทศอังกฤษ ซึ่งสามารถวิเคราะห์หาสารพิษตกค้างได้กว่า 450 ชนิด
                    ผลการตรวจวิเคราะห์ ผัก 10 ชนิด มีสารพิษตกค้างเกินค่ามาตรฐาน ดังนี้ พริกแดง 100 % กะเพรา 66.7 % ถั่วฝักยาว 66.7 % คะน้า 55.6 % ผักกาดขาวปลี 33.3 % ผักบุ้งจีน 22.2% มะเขือเทศ 11.1 % แตงกวา 11.1 % มะเขือเปราะและกะหล่ำปลี 0 % ส่วนผลไม้ 6 ชนิด มีสารพิษตกค้าง คือ ส้มสายน้ำผึ้ง ฝรั่ง 100 % แก้วมังกร 71.4 % มะละกอ 66.7 % มะม่วงน้ำดอกไม้ 44.4% และแตงโม 0 % ในภาพรวมมีผักและผลไม้มีสารพิษตกค้างเกินค่ามาตรฐานสูงถึง 46.4 % ที่สำคัญ พบว่า ผักและผลไม้ที่ได้รับตรา Q จากสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ(มกอช.) พบสารเคมีมากที่สุด โดยพบสูงถึง 57.1 % นอกจากนี้ ผักและผลไม้อินทรีย์ที่ได้รับการรับรองออร์แกนิค ไทยแลนด์(Organic Thailand) ที่ไม่ควรตรวจพบการตกค้างของสารเคมีกลับพบการตกค้างสูงเกินมาตรฐานถึง 25 % หรือ 1 ใน 4 ของจำนวนตัวอย่าง
                    น.ส.ปรกชล กล่าวอีกว่า การเฝ้าระวังนี้ยังพบอีกว่าผักผลไม้ที่จำหน่ายในห้างโมเดิร์น เทรด หรือห้างค้าปลีกที่ราคาแพงกว่าตลาดกลับไม่ได้มีความปลอดภัยมากกว่า โดยมีจำนวนตัวอย่างตกค้างเกินมาตรฐานถึง 46 % ขณะที่ตลาดสดมีสัดส่วน 48 % ถือว่าใกล้เคียงกันมาก และพบด้วยว่า มีสารกำจัดศัตรูพืชที่ถูกห้ามใช้แล้ว ไม่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นทะเบียนรวม 11 ชนิด เช่น คาร์โบฟูราน เมโทมิล หรือสารดีท(deet)ที่เป็นส่วนประกอบของยากันยุงก็พบตกค้างในผักคะน้า ซึ่งสารพิษเหล่านี้เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะสร้างอันตราย อย่างเช่น คาร์โบฟูรานเป็นสารก่อมะเร็ง ที่ในประเทศสหรัฐอเมริกาเลิกใช้แล้วเพราะระบุว่าหากมีการตกค้างแล้วให้เด็กกินจะเสี่ยงเกินกว่าจะรับได้ เป็นต้น
                    “ส่วนที่กะหล่ำปลีและแตงโมที่คนไทยรู้ว่ามีการใช้สารเคมีมากแต่กลับตรวจไม่พบการตกค้างนั้น ยังวิเคราะห์ได้ไม่แน่นอน แต่มี 3 สมมติฐานที่เป็นไปได้ คือ อาจใช้สารเคมีชนิดที่ห้องแล็ปตรวจไม่ได้ หรือ มีการใช้สารเคมีแต่ตกค้างไม่ถึงผู้บริโภค เพราะสลายตัวไปก่อนและอาจเป็นผลจากการยับยั้งการใช้คาร์โบฟูรานที่มักใช้ในการหยอดหลุมก่อนปลูกแตงโม”น.ส.ปรกชลกล่าว
                    น.ส.กิ่งกร นรินทรกุล ณ อยุธยา รองผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี(BIOTHAI) กล่าวว่า ผลการตรวจสอบทั้งหมดนี้ ไทยแพนได้นำเสนอต่อห้างค้าปลีก สมาคมตลาดสด และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เช่น มกอช. กรมวิชาการเกษตร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) เรียบร้อย โดยจะมีการยกเครื่องการให้ตรารับรอง Q และออร์แกนิคไทยแลนด์ ด้านของผู้ประกอบการจะแจ้งอย่างเป็นทางการมายังไทยแพนภายใน 1 สัปดาห์ว่ามีการดำเนินการอย่างไรในการลดปัญหาสารพิษตกค้าง อย่างไรก็ตาม กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค(บก.ปคบ.) อย.และกรมวิชาการเกษตรต้องดำเนินการตามกฎหมายต่อผู้ดกระทำผิดจำหน่ายอาหารไม่ปลอดภัย หลอกลวงผู้บริโภคหรือปลอมแปลงตรารับรอง
                    “บอกได้ยากว่าผักและผลไม้เหล่านี้เป็นการปลูกในไทยหรือนำเข้าจากต่างประเทศ เชื่อว่าขึ้นอยู่กับฤดูกาลด้วย เช่น แก้วมังกรช่วงนี้ของไทยยังไม่ออก ที่มีในตลาดนำเข้าจากเวียดนาม การจะให้แนะนำผู้บริโภคเป็นเรื่องที่ยากมาก แต่หากจะแนะแบบหยาบๆคือก็ควรซื้อที่ตลาดสดจะไปจ่ายเงินซื้อแพงทำไมในเมื่อสัดส่วนการตกค้างของสารพิษไม่แตกต่างกันมาก หรือล้างผัก ผลไม้ก่อนรับประทาน แต่บอกได้ยากว่าควรล้างอย่างไร เพราะสารบางชนิดไม่ดูดซึมสามารถล้างออกได้ง่าย เช่น ไซเปอร์เมทริน จะล้างออกได้มากถ้าใช้น้ำส้มสายชู แต่ไม่หมด 100 % ส่วนบางชนิดเป็นสารที่ดูดซึม ล้างไม่ออกแม้แต่ใช้ความร้อนก็ไม่สลาย และที่มีความเชื่อว่าควรเลือกผักที่มีรูแปลว่าไม่มีการใช้สารเคมี ก็ไม่จริงเสมอไป ไม่ใช่หลักประกันว่าจะผลอดสารพิษ ซึ่งจากการคุยกับเกษตรกรทำให้ได้ข้อมูลว่า บางครั้งที่ผักเป็นรูอาจเป็นเพราะมีการใช้สารเคมีมากจนไม่สามารถกำจัดศัตรูพืชได้แล้ว ที่ดีที่สุด คือ ต้องทำให้ต้นทางไม่มีการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช”น.ส.กิ่งกรกล่าว

สอท.ประกาศผลแอดมิชชั่นส์5มิ.ย.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/227026

การศึกษา,สอท.,แอดมิชชั่นส์

การศึกษา-สาธารณสุข  :  4 พ.ค. 2559

สอท.ประกาศผลแอดมิชชั่นส์5มิ.ย.นี้

สอท.ประกาศผลแอดมิชชั่นส์ 5 มิ.ย.นี้ ทาง http://www.aupt.or.thc เผยที่นั่งว่าง 123,179 คน จากมหาวิทยาลัย 88 แห่ง แจ้งปฏิทินจำหน่ายระเบียบ 6-17 พ.ค. 2559

                    เมื่อวันที่ 4 พ.ค. 2559 ที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) สมาคมอธิการบดีแห่งประเทศไทย(สอท.)จัดแถลงข่าวการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาในระบบกลาง(แอดมิชชั่นส์) ประจำปี 2559 โดยมีศ.คลินิก นพ.อุดม คชินทร อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล (มม.)ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย(ทปอ.) และนายกสอท.เป็นประธานกล่าวแถลงข่าวว่าแอดมิชชั่นส์ ปีนี้ มีนักเรียนสามารถเลือกเข้าศึกษาในคณะ/สาขาวิชาต่างๆ จำนวน 754 คณะ/สาขาวิชา มีจำนวนรหัสทั้งสิ้น 4,191 รหัสรับนักศึกษาได้จำนวน 123,179คน มีสถาบันอุดมศึกษาแห่งร่วมรับนักศึกษา 88 แห่ง แบ่งเป็นสถาบันอุดมศึกษาที่เป็นสมาชิกของที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย(ทปอ.) 24แห่ง จำนวนรับ 59,310 คน มหาวิทยาลัยราชภัฎ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล 22แห่ง จำนวนรับ 20,835 คน สถาบันอุดมศึกษาเอกชน 37 แห่ง จำนวนรับ42,380 คนสถาบันสมทบแห่ง 5 จำนวนรับ 654 คน
                    ทั้งนี้ สอท.ได้กำหนดกิจกรรมการคัดเลือก ดังนั้น จำหน่ายระเบียบการรับสมัคร ระหว่างวันที่ 6-17 พ.ค.2559 ที่ ศูนย์จำหน่ายในเขตกรุงเทพฯ 4 ศูนย์ และต่างจังหวัด 12 ศูนย์ สามารถตรวจสอบสถานที่สอบจำหน่ายได้ทาง http://www.aupt.or.th รับสมัครระหว่างวันที่10-17 พ.ค.2559 ทาง http://www.aupt.or.th ชำระเงินได้ทางธนาคาร 8 แห่ง และที่ทำการไปรษณีย์ไทย รวมถึงเคาน์เตอร์เซอร์วิส ระหว่างวันที่ 10-19 พ.ค.2559 ตรวจสอบผลคะแนนของผู้สมัคร/รายชื่อผู้ที่ถูกตัดสิทธิ์ระหว่างวันที่23-25 พ.ค.2559 ประกาศผลผู้มีสิทธิ์สอบสัมภาษณ์และตรวจร่างกาย วันที่ 5 มิ.ย.2559 ทางwww.aupt.or.th และหน่วยงานที่ร่วมประกาศผลกับสอท. ,สอบสัมภาษณ์และตรวจร่างกาย ระหว่างวันที่ 14-17 มิ.ย.2559 ณ สถาบันอุดมศึกษาที่สอบได้ และประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าศึกษา ในวันที่ 1ก.ค.2559 ทางwww.aupt.or.th รวมถึงพันธมิตรต่างๆ
                    “อยากฝากนักเรียนให้ใช้โปรแกรมคำนวณคะแนนของสอท.ที่ปัจจุบัน ซึ่ง ทางทปอ.ได้จัดทำโปรแกรมคำนวณคะแนน Admission 59 ไว้ทางเว็บไซต์ http://www.aupt.or.th ห้ามใช้โปรแกรมเก่า เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดในการคำนวณคะแนน รวมถึงการเลือกคณะ เลือกสาขาที่เรียน อยากให้นักเรียนดูถึงศักยภาพของตนเองและรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร เพราะถ้าเลือกสิ่งที่ชอบ คิดว่าถนัดแต่ศักยภาพของตัวเองไม่ถึง อาจจะเกิดปัญหาในอนาคตได้ ขณะเดียวกัน พ่อแม่ผู้ปกครองซึ่งมีความห่วงใยต่อตัวลูกหลาน และมีอิทธิพลในการเลือกเรียนของเด็ก ขอช่วยให้คำแนะนำตามศักยภาพของเด็ก ไม่ให้ตัดสินแทนเด็ก” ศ.คลินิก นพ.อุดมกล่าว
                    อย่างไรก็ตาม การสมัครแอดมิชชั่นส์ ครั้งนี้ ขอให้นักเรียนตรวจสอบเงื่อนไขในการรับสมัครแต่ละคณะ แต่ละมหาวิทยาลัยให้ละเอียดถี่ถ้วน เนื่องจากแต่ละคณะแต่ละมหาวิทยาลัยอาจมีเงื่อนไขต่างกัน การกรอกข้อมูลการสมัครต้องทำอย่างระมัดระวัง รวมถึงควรตรวจสอบคุณสมบัติที่แต่ละคณะกำหนดด้วย เพราะในแต่ละปีที่ผ่านมา พบว่า มีนักเรียนสอบไม่ผ่านการสัมภาษณ์ ประมาณ 100 กว่าคน เนื่องจากมีคุณสมบัติไม่ตรงตามที่คณะกำหนด เช่น สายการเรียน จำนวนหน่วยกิต คุณสมบัติด้านร่างกาย อาทิ ตาบอดสี รวมถึงการกำหนดเพศที่บางคณะรับแต่เพศชายและเพศหญิง อย่าง คณะพาณิชย์นาวี รับเฉพาะเพศชาย เป็นต้น อีกทั้ง สอท.จะประมวลผลเฉพาะคะแนนและองค์ประกอบเท่านั้น นอกจากนั้น ขอให้ตรวจสอบข้อมูลทุกอย่างให้ถูกต้องก่อนชำระเงิน เพราะการสมัครจะสมบูรณ์ได้ต้องชำระเงินเรียบร้อยแล้ว ซึ่งหากมีข้อสงสัยในการสมัครแอดมิชชั่นส์ปีนี้นักเรียนดูรายละเอียดได้ทางเว็บไซต์ http://www.aupt.or.th หรือ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สอท.ทาง โทร.02-354-5150-2 หรือโทรสาร 02-354-5155-6เพื่อแก้ไขข้อมูล หรือสอบถามข้อมูลต่างๆ
                    สำหรับจำนวนการรับนิสิต นักศึกษาของมหาวิทยาลัยต่างๆ ปีการศึกษา 2559 มีดังนี้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รับ 1,834 คน ม.เกษตรศาสตร์ รับ 9,106 คน ม.ขอนแก่น รับ2,168 คน ม.เชียงใหม่ รับ 2,478 คน ม.ทักษิณ รับ 1,628 คน ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี รับ873 คน ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ รับ 2,820 คน ม.เทคโนโลยีสุรนารี รับ 525 คน ม.ธรรมศาสตร์ รับ 4,024 คน ม.นครพนม รับ 293 คน ม.นราธิวาสราชนครินทร์ รับ 205 คน ม.นเรศวร รับ 3,570 คน ม.บูรพา รับ 4,657 คน ม.พะเยา รับ 2,460 คน ม.มหาสารคาม รับ2,567 คน ม.มหิดล รับ 1,499 คน ม.แม่โจ้ รับ 3,400 คน ม.แม่ฟ้าหลวง รับ 2,145 คน ม.วลัยลักษณ์ รับ1,525 คน ม.ศรีนครินทรวิโรฒ รับ 1,956คน ม.ศิลปากร รับ 3,163 คน ม.สงขลานครินทร์ 3,289 คน ม.อุบลราชธานี รับ 1,460 คน
                    สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง รับ 1,665 คน สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน รับ 200 คน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.)กรุงเทพ รับ 825 คน มทร.ตะวันออก รับ 1,240 คน มทร.ธัญบุรี รับ 1,425 คน มทร.พระนคร รับ 410คน มทร.รัตนโกสินทร์ รับ 455 คน มทร.ล้านนา รับ 1,005 คน มทร.ศรีวิชัย รับ 280 คน มทร.สุวรรณภูมิ รับ 740 คน มทร.อีสาน รับ 615 คน มหาวิทยาลัยราชภัฏ(มรภ.)กาญจนบุรี รับ 210 คน มรภ.จันทรเกษม รับ 280 คน มรภ.ธนบุรี รับ 1,340 คน มรภ.นครสวรรค์ รับ 580 คน มรภ.บ้านสมเด็จเจ้าพระยา รับ 2,391 คน มรภ.เพชรบุรี รับ1,080 คน มรภ.พระนครศรีอยุธยา รับ 785 คน มรภ.พิบูลสงคราม รับ 825 คน มรภ.มหาสารคาม รับ 1,025 คน มรภ.ราชนครินทร์ รับ 75 คน มรภ.วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ รับ 1,740 คน มรภ.สวนสุนันทา รับ 1,945 คน ม.สวนดุสิต รับ1,555 คน ม.นวมินทราธิราช รับ 35 คน วิทยาลัยพยาบาลตำรวจ รับ 60 คน วิทยาลัยพยาบาลสภากาชาดไทย รับ 60 คน สถาบันการพลศึกษา รับ 299 คน
                    ม.กรุงเทพ รับ 1,610 คน ม.กรุงเทพธนบุรี รับ1,020คน ม.เกริก รับ 1,715 คน ม.เกษมบัณฑิต รับ 2,290 คน ม.คริสเตียน รับ 810 คน ม.เจ้าพระยา รับ 400 คน ม.ชินวัตร รับ 340คน ม.เซนต์จอห์น รับ 240 คน ม.ตาปี รับ275 คน ม.เทคโนโลยีมหานคร รับ 250 คน ม.ธนบุรี 580 คน ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ รับ945 คน ม.เนชั่น รับ 530 คน ม.นอร์ท-เชียงใหม่ รับ 1,180 คน ม.นานาชาติแสตมฟอร์ด 2,880 คน ม.นานาชาติเอเชียแปซิฟิกส์ รับ 100 คน ม.พายัพ รับ 3,590 คน ม.ฟาร์อีสเทอร์น รับ1,110 คน ม.ภาคกลาง รับ880 คน ม.รังสิต รับ 4,120 คน ม.รัตนบัณฑิต รับ 1,350 คน ม.ราชธานี รับ 550 คน ม.เวสเทิร์น รับ 870 คน ม.ศรีปทุม รับ 2,565 คน ม.สยาม รับ1,090 คน ม.หอการค้าไทย รับ 3,125 คน ม.หัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ รับ 2,275 คน ม.หาดใหญ่ รับ 1,100 คน ม.อีสเทิร์นเอเชีย รับ 665 คน สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ รับ 445 คน วิทยาลัยเชียงราย รับ 340 คน วิทยาลัยเซนต์หลุยส์ รับ 120 คน วิทยาลัยเซาส์อีสบางกอก รับ 400 คน วิทยาลัยเทคโนโลยีภาคใต้ รับ 180 คน วิทยาลัยดุสิตธานี รับ 220 คน วิทยาลัยนครราชสีมา รับ 890 คน และวิทยาลัยสันตพล รับ 1,330คน

‘อดุลย์’เปิดงาน’ล้านนาเกมส์’เยาวชนร่วมคึกคัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/227013

ล้านนา,อดุลย์,กีฬา

การศึกษา-สาธารณสุข  :  4 พ.ค. 2559

‘อดุลย์’เปิดงาน’ล้านนาเกมส์’เยาวชนร่วมคึกคัก

‘อดุลย์’เปิดงาน’ล้านนาเกมส์’เยาวชนร่วมคึกคัก มุ่งพัฒนาอัจฉริยภาพเด็กสถานรองรับ ตามยุทธศาสตร์เพชรน้ำหนึ่ง

             เมื่อวันที่ 3 พ.ค. เวลา 18.30 น.ผู้สื่อข่าวรายงานจาก สนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ว่า พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  เป็นประธานพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาสามัคคี “ล้านนาเกมส์”

พล.ต.อ.อดุลย์กล่าวว่า การแข่งขันกีฬาครั้งนี้ มุ่งหวังทำให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมรู้แพ้รู้ชนะรู้อภัย และมีน้ำใจ และจะเป็นการปลูกฝังความดีและมีวินัย ตรงนี้เป็นหัวใจ สำคัญในการพัฒนาชีวิต ให้แก่เด็กและเยาวชน ให้เติบโตเป็น คนที่มีคุณภาพของสังคม ในอนาคต ดังนั้นขอให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ใช้กิจกรรมการแข่งขันกีฬาครั้งนี้ เรียนรู้ที่จะเป็นผู้ให้และผู้รับ สร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นในหมู่คณะมุ่งเน้นให้เกิดประโยชน์สูงสุดในทุกด้าน ต่อเด็กและเยาวชน พร้อมนำประสบการณ์ที่ได้รับไปปรับใช้ ในกิจกรรมชีวิตประจำวัน ซึ่งจะทำให้เราเป็นคนที่มีคุณภาพ และสามารถใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข

นางนภา เศรษฐกร อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน กล่าวถึงการจัดการแข่งขันกีฬาว่า เป็นการจัดภายใต้โครงการยุทธศาสตร์การพัฒนาเด็กในสถานรองรับ “เพชรน้ำหนึ่ง” เพื่อเป็นการพัฒนาอัจฉริยภาพเด็กด้านกีฬา อันจะส่งผลให้เด็กและเยาวชนที่อยู่ในการอุปการะ ได้แสดงออกถึงความสามารถด้านกีฬาของตนเองตามความถนัดและความสนใจ เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง ให้เด็กพร้อมก้าวสู่ครอบครัวและสังคมอย่างมั่นใจ ภายใต้ปรัชญา “สร้างเด็ก สร้างคน ช่วยตน ช่วยชาติ” ซึ่งเป็นพระราชปณิธานของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่มุ่งพัฒนาคนให้เป็นคนดี มีคุณภาพ สามารถพึ่งพาตนเอง และสามารถช่วยเหลือผู้อื่นในสังคมได้

การแข่งขันกีฬาสามัคคี “ล้านนาเกมส์” ครั้งนี้ ประกอบด้วยการแข่งขันระหว่างเด็กและเยาวชนที่อยู่ในการอุปการะของ กระทรวงพัฒนาสังคมฯจากจังหวัดต่างๆทั่วประเทศ จำนวน 1,500 คน ประเภทกีฬาประกอบด้วย วอลเลย์บอล แบดมินตัน เซปักตะกร้อ ฟุตบอล เปตอง กรีฑา และการประกวดกองเชียร์ เป็นต้น โดยการแข่งขันจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2 – 6 พฤษภาคม2559 ณ สนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี


รื้อ!ระบบการแพทย์ฉุกเฉินเข้าถึงคนไข้ภายใน10นาที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/227009

แพทย์,ฉุกเฉิน,ชาติไทยพัฒนา,รื้อ,ระบบ,การแพทย์,เข้าถึง,คนไข้,ภายใน,นาที

การศึกษา-สาธารณสุข  :  4 พ.ค. 2559

รื้อ!ระบบการแพทย์ฉุกเฉินเข้าถึงคนไข้ภายใน10นาที

รื้อ!ระบบการแพทย์ฉุกเฉินเข้าถึงคนไข้ภายใน10นาที : ทีมข่าวสาธารณสุขรายงาน

             กลายเป็นสิ่งที่สะท้อนวงการระบบการแพทย์ฉุกเฉิน เมื่อมีการนำกรณีการเสียชีวิตของนายบรรหาร ศิลปอาชา  ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนาและอดีตนายกรัฐมนตรีของไทย มาเชื่อมโยงเข้ากับระบบการรับตัวผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลล่าช้า กระทั่ง นายนิกร จำนง สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา เสนอให้มีการปฏิรูประบบการแพทย์ฉุกเฉิน

ส่งผลให้ นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ต้องเรียกประชุมด่วนเพื่อพัฒนาระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินในเขตกรุงเทพมหานคร โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ นพ.อนุชา เศรษฐเสถียร เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน (สพฉ.) นพ.พรเทพ แซ่เฮ้ง หัวหน้ากลุ่มงานปฏิบัติการการแพทย์ฉุกเฉินศูนย์เอราวัณ กรุงเทพมหานคร (กทม.) นพ.ณรงค์ อภิกุลวณิช รองอธิบดีกรมการแพทย์  นพ.อนุรักษ์ อมรเพชรสถาพร ผู้อำนวยการสำนักสาธารณสุขฉุกเฉิน (สธฉ.)  และ รศ.นพ.สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดี และผู้แทนจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โรงพยาบาลศิริราช และโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เป็นต้น

นพ.โสภณ กล่าวว่า ที่ประชุมมีการหารือและเห็นพ้องกัน 4 ข้อ คือ 1. พัฒนาให้ระบบที่มีอยู่แล้วทำงานให้ระบบพัฒนามากยิ่งขึ้น ซึ่งปัจจุบันสายด่วนฉุกเฉินมีอยู่ 2 หมายเลข คือ สายด่วน สพฉ.1669 และสายด่วนของศูนย์เอราวัณ 1646 โดยหากโทรไปหมายเลขใดก็จะมีการเชื่อมข้อมูลผ่านศูนย์สั่งการได้อย่างรวดเร็ว 2.พัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉินให้รวดเร็วยิ่งขึ้นโดยจะต้องไปถึงผู้ป่วยเวลาเฉลี่ย 10 นาที ซึ่งกำลังพิจารณาว่าจะใช้เทคโนโลยีอะไรในการอำนวยความสะดวกตรงนี้ อาทิ เมื่อญาติผู้ป่วยโทรมาจะต้องทราบว่าพิกัดของผู้ป่วยอยู่ที่ไหน เช่น การใช้แอพพลิเคชั่นในการบอกจุดเกิดเหตุ เป็นต้น

3.ตั้งคณะกรรมการดูแลมาตรฐานระบบการแพทย์ฉุกเฉิน โดยมี พญ.ประนอม คำเที่ยง รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ดูแล และนางวันทนีย์ วัฒนะ รองปลัดกรุงเทพมหานคร และผู้แทนจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมาร่วมทำงานพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉินให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และ 4.พัฒนาระบบส่งต่อในพื้นที่ 9 โซนนิ่งใน กทม. ได้แก่ 1.รพ.ตำรวจ 2.รพ.เลิดสิน 3.รพ.ราชวิถี 4.รพ.นพรัตนราชธานี 5.รพ.เจริญกรุงประชารักษ์ 6.รพ.ภูมิพล 7.รพ.กลาง 8.วชิรพยาบาล และ 9.รพ.ตากสิน ต้องพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะการรับผู้ป่วยฉุกเฉินออกมาจากโรงพยาบาลเอกชนหลังเข้ารับการรักษาครบ 72 ชั่วโมงตามหลักเกณฑ์การดูแลผู้ป่วยฉุกเฉิน

“ที่สำคัญจะต้องอบรมเทคนิคการซักอาการผู้ป่วยจากผู้ที่โทรเข้ามาแจ้งเหตุให้แล้วเสร็จภายใน 1 นาที เช่น ผู้ป่วยอยู่ตรงไหน หลังจากนั้น รอปล่อยรถฉุกเฉินออกไปรับอีก 1 นาที ถึงพื้นที่เกิดเหตุภายใน 8 นาที โดยรวมแล้วจะต้องเข้าพื้นที่เพื่อรับผู้ป่วยไม่เกิน 10 นาที แต่ปัจจุบันมีปัญหาไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้ทันเพราะการจราจรติดขัด จึงต้องมีการแก้ปัญหาตรงนี้ด้วย” นพ.โสภณ กล่าว

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ประชาชนพึงตระหนัก นพ.โสภณบอกว่า เมื่อเกิดการเจ็บป่วยฉุกเฉินควรโทรเข้าสายด่วน 1669 แทนการโทรเข้าโรงพยาบาลโดยตรงจะทำให้ลดขั้นตอนการประสานงานและรถฉุกเฉินจะเข้ารับคนไข้ได้รวดเร็วกว่า โดยจะประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบว่า เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินต้องโทรไปที่สายด่วน 1669 หรือสายด่วน 1646 เพราะเป็นศูนย์สั่งการกลางในการประสานไปยังโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดในการรับผู้ป่วย และต้องมีการพัฒนาระบบที่ให้โรงพยาบาลที่รับสายแรกสามารถซักประวัติเบื้องต้น สถานที่เกิดเหตุและประสานไปยังศูนย์สั่งการ คือ 1669 หรือ 1646 ได้ทันที โดยคณะกรรมการร่วมระหว่าง สธ.และกทม.จะมีการหารือและร่วมกันแก้ปัญหาต่อไป

ขณะที่ นพ.พรเทพ แซ่เฮ้ง หัวหน้ากลุ่มงานปฏิบัติการการแพทย์ฉุกเฉิน กทม. กล่าวว่า ระบบการแพทย์ฉุกเฉินทั่วประเทศจะเป็นสายด่วน 1669 แต่หากโทรในพื้นที่ กทม. แม้จะโทร.1669 ก็จะติดไปยังศูนย์เอราวัณ 1646 โดยอัตโนมัติ ซึ่งเจ้าหน้าที่จะทำการซักประวัติเบื้องต้น เพื่อให้ทราบพิกัด และอาการของผู้ป่วยไม่เกิน 1 นาที จากนั้นจะประเมินอาการ หากเป็นอาการขั้นพื้นฐานจะส่งทีมกู้ชีพจากมูลนิธิต่างๆ เข้าไปรับ หากอาการรุนแรงมากขึ้นก็จะเป็นทีมของโรงพยาบาลไปรับผู้ป่วยทันที

“หลังจากรถฉุกเฉินออกไปแล้ว จะมีการประสานไปยังผู้ป่วย เพื่อสอบถามเส้นทางให้ชัดเจน ไม่ใช่ว่าโทรซ้ำหลายครั้งแล้วรถไม่ได้ออกเหมือนที่เข้าใจคลาดเคลื่อนกัน ซึ่งตรงนี้เป็นมาตรฐานสากลในการปฏิบัติอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กำลังพัฒนาแอพพลิเคชั่นสำหรับทราบพิกัดของผู้ป่วย แต่ยังไม่สำเร็จ ส่วนความล่าช้าของจราจรนั้น เบื้องต้นมีการเพิ่มจุดรถฉุกเฉินอยู่นอกโรงพยาบาลตามพื้นที่ต่างๆ อยู่แล้ว และขณะเดียวกันก็ยังรณรงค์ให้ประชาชนช่วยหลบทางให้รถฉุกเฉิน” นพ.พรเทพกล่าว


ก.แรงงานปลูกจิตสำนึกเป็น‘ขรก.’ที่ดีของแผ่นดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/227008

แรงงาน,ขรก.,แผ่นดิน,ปลูก,จิตสำนึก

การศึกษา-สาธารณสุข  :  4 พ.ค. 2559

ก.แรงงานปลูกจิตสำนึกเป็น‘ขรก.’ที่ดีของแผ่นดิน

ก.แรงงานปลูกจิตสำนึกเป็น‘ขรก.’ที่ดีของแผ่นดิน : ทีมข่าวกระทรวงแรงงานเรื่อง-ภาพ

             ก.แรงงาน ปลูกจิตสำนึกบุคลากร เน้นใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหารงาน ยึดมั่นในความซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส พร้อมทำงานในระบบราชการเป็นข้าราชการที่ดีของแผ่นดินสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในวันฉัตรมงคล

ม.ล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมเทิดพระเกียรติระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันฉัตรมงคล โครงการดูหนังฟังธรรม เพื่อเสริมสร้างหลักธรรมาภิบาลในการเป็นข้าราชการที่ดีของแผ่นดิน ณ ห้องประชุมจอมพล ป.พิบูลสงคราม ชั้น 5 อาคารกระทรวงแรงงาน ว่า โครงการนี้เป็นการสร้างจิตสำนึกการมีหลักธรรมาภิบาล ซึ่งคนเราต้องฟังและรับรู้บ่อยๆ จึงจะเข้าถึง เพราะการคิดเองไม่ใช่เรื่องง่าย และเปอร์เซ็นต์ของการรับรู้จากการดูและฟังจะสร้างการรับรู้ได้มากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์

“ส่วนหนังเรื่องพันท้ายนรสิงห์นั้น เป็นตัวอย่างของความซื่อสัตย์ ที่จะต้องนำมาประยุกต์ใช้เกี่ยวกับการทำงานในหน้าที่ของตัวเอง ขณะที่กิจกรรมฟังธรรม โดยพระมหาสมปอง พระนักเทศน์ที่มีบทบาทในการสร้างความเข้าใจด้วยภาษาง่ายๆ ซึ่งต้องยอมรับว่าการฟังธรรมให้ได้ผลนั้น ต้องเข้าใจและเข้าถึงได้ง่ายเพื่อเก็บหลักธรรม ตัวอย่างข้อเสนอแนะ มาเป็นอุทาหรณ์ในการยึดถือปฏิบัติ ที่สำคัญข้าราชการที่ดีต้องมีธรรมาภิบาล ต้องยึดมั่นในความซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส เพื่อพร้อมที่จะทำงานในระบบราชการทุกวันนี้”

ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวต่อว่า เนื่องในโอกาสวันที่ 5 พฤษภาคม “วันฉัตรมงคล” นี้ ซึ่งถือว่าเป็นวันมงคลของชาติ จึงจัดกิจกรรมเทิดพระเกียรติระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และน้อมจิตถวายสัจจะวาจาว่าจะปฏิบัติหน้าที่โดยเต็มกำลังความสามารถ ด้วยสติปัญญา และสุจริตจริงใจ เห็นแก่ประโยชน์ของส่วนรวมยิ่งกว่าประโยชน์ส่วนตน ยึดถือปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ สร้างจิตสำนึก ค่านิยม คุณธรรม จริยธรรมและวัฒนธรรมสุจริต ให้ตระหนักรู้ถึงความซื่อสัตย์สุจริต ตลอดจนเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท

โดยให้ข้าราชการกระทรวงแรงงานใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหารงาน ประกอบด้วย 1.เป็นธรรม มีใจสุจริต ซื่อสัตย์ ยึดมั่นและยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้องดีงาม ชอบธรรม เสียสละ อดทน ยึดหลักวิชาและจรรยาวิชาชีพ ไม่ยอมโอนอ่อนตามอิทธิพลใดๆ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความตรงไปตรงมา มีหลักธรรมแยกเรื่องส่วนตัวออกจากหน้าที่การงาน มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ต่อประชาชน ต่อผลการปฏิบัติงาน ต่อองค์กร และต่อการพัฒนาปรับปรุงระบบราชการ ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน รักษาผลประโยชน์ของทางราชการ ส่วนรวม การปฏิบัติหน้าที่ต้องไม่มีผลประโยชน์ส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้อง

2.โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ ทั้งด้านการลงโทษ ด้านการให้คุณ และด้านการเปิดเผยข้อมูล ไม่เลือกปฏิบัติ มีขั้นตอนการปฏิบัติงานที่มีความชัดเจน ทุกขั้นตอนมีความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน 3. ปรับปรุงระบบการทำงานโดยการวางระบบงานให้มีการใช้อำนาจหน้าที่ที่ต้องใช้ดุลพินิจให้น้อยที่สุด ลดและปิดโอกาสการทุจริตและประพฤติมิชอบในหน่วยงาน

4.ประสิทธิภาพ มุ่งผลสัมฤทธิ์ของงาน ทำงานให้แล้วเสร็จตามกำหนด ทำงานให้เกิดผลดีแก่หน่วยงานและส่วนรวม เน้นการทำงานโดยยึดผลลัพธ์เป็นหลัก ไม่ควรเน้นที่กระบวนการทำงานมากกว่าผลลัพธ์ 5.ประหยัดใช้ทรัพยากรของทางราชการให้คุ้มค่าเสมือนหนึ่งการใช้ทรัพยากรของตนเอง บริหารจัดการและการใช้ทรัพยากรที่มีจำกัด ให้เกิดประโยชน์คุ้มค่า เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมทั้งมีความสำนึกรับผิดชอบในความเป็นเจ้าของประเทศร่วมกัน รับผิดชอบในการบริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อประโยชน์ของหน่วยงานและประเทศชาติ 6.เปิดโอกาสให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเข้ามามีส่วนร่วมในการรับรู้ เรียนรู้ ทำความเข้าใจ ร่วมแสดงความคิดเห็น เพื่อให้เกิดค่านิยมร่วมในหน่วยงานในการดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาครัฐ

7.เป็นต้นแบบ ผู้บังคับบัญชาทุกระดับต้องวางตัวและปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้ใต้บังคับบัญชาในเรื่องความสุจริต เดินทางสายกลางตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ปฏิบัติหน้าที่บนพื้นฐานของความมีเหตุผล พอประมาณกับศักยภาพและสถานภาพของแต่ละบุคคลในแต่ละสถานการณ์เสริมสร้างความรู้ให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง รวมทั้งสอดส่องดูแลการปฏิบัติงานของผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างใกล้ชิด เพื่อลดช่องว่างไม่ให้มีการทุจริต


‘ดาว์พงษ์’ย้ำต้องช่วยเด็กหลุดนอกระบบการศึกษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/226991

ดาว์พงษ์,การศึกษา,นักเรียน

การศึกษา-สาธารณสุข  :  3 พ.ค. 2559

‘ดาว์พงษ์’ย้ำต้องช่วยเด็กหลุดนอกระบบการศึกษา

‘ดาว์พงษ์’ระบุใช้ออกกลางคันตัวชี้วัดประเมินทำงานไม่ใช่ผลักภาระ ชี้ต้องการให้มีข้อมูลชัดเจนเพื่อวางแผนแก้ปัญหาตรงจุด

             เมื่อวันที่ 3 พ.ค. พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวถึงกรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ศธ.เร่งแก้ไขปัญหาเด็กหลุดนอกระบบการศึกษา หรือ ออกกลางคัน เพื่อหาทางช้อนเด็กกลับสู่ระบบการศึกษาให้มากที่สุด ซึ่งได้มอบให้องค์กรหลักที่มีสถานศึกษาในสังกัดไปสำรวจข้อมูลตัวเลขเด็กออกกลางคันภายในเปิดภาคเรียน 1 ปีการศึกษา 2559 ขณะเดียวกันมีแนวคิดใช้เรื่องนี้เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดการประเมินผลการดำเนินงานตั้งแต่เลขาธิการองค์กรหลัก ผู้บริหารสำนักงานพื้นที่การศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา และครูตามลำดับนั้น ว่า ขณะนี้เริ่มมีเสียงต่อว่าตนว่าเมื่อคิดนโยบายอะไรก็ผลักภาระลงไปที่ครู เช่นกรณีที่ให้การแก้ปัญหาเด็กออกกลางคันเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดการทำงาน ซึ่งไม่ใช่การผลักภาระ ในความหมายของตนคือ หากครูมีข้อมูลชัดเจน ครบถ้วน รู้ว่าลูกศิษย์ตนเองในแต่ละระดับอยู่ที่ใด หายไปจากระบบเมื่อใด และเมื่อรู้ว่ามีเด็กหายไปมีการไปติดตามแล้วปรากฎว่าเด็กและผู้ปกครองปฏิเสธที่จะกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา ตรงนี้ก็ถือว่าได้ทำหน้าที่อย่างดีที่สุดแล้ว เช่นเดียวกันผู้บริหารระดับต่างๆ ก็ต้องมีข้อมูลเหล่านี้ครบถ้วน

“นโยบายของผมอยากให้มีการจัดทำข้อมูลเด็กที่ออกนอกระบบการศึกษาที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบ ผู้อำนวยการสพท. ต้องรู้ว่าเด็กในพื้นที่ของตัวเองหายไปไหน เท่าไร มีการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหา ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ส่วนระดับนโยบายก็จะดูการแก้ปัญหาในภาพรวม เรื่องนี้ผมให้ความสำคัญ และจากการที่ผมไปประชุม องค์การรัฐมนตรีศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือซีมีโอ ที่ประเทศอินโดนีเซียมาล่าสุด พบว่าทุกประเทศให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเด็กที่หลุดออกนอกระบบการศึกษา องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก ก็ให้ความสำคัญ ประเทศไทยเองก็ให้ความสำคัญมาโดยตลอด แต่นายกฯ คนปัจจุบันให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษ จึงมอบโจทย์ให้ผมลงมาดู ซึ่งยังไม่แน่ใจว่าตัวเลขการออกนอกระบบที่แท้จริง จะสามารถติดตามได้หรือไม่ เพราะเรายังมีปัญหาเรื่องฐานข้อมูล ถ้าได้ฐานข้อมูลที่ชัดเจน จะสามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุด ”พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าว

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อว่า กรณีที่ได้มอบหมายให้ รศ.นพ.กำจร ตติยกวี ปลัด ศธ. ไปศึกษารายละเอียดในการจัดทำคูปองการศึกษา เพื่อให้เด็กถือและนำไปเลือกเข้าเรียนในสถานศึกษาที่ต้องการเรียนได้เอง นั้น เรื่องนี้มีการศึกษามาก่อนที่ตนจะเข้ามารับตำแหน่งรมว.ศึกษาธิการ แต่ขอดูปัจจัยที่ส่งผลกระทบ ทั้งข้อดี ข้อเสียก่อน จึงจะตัดสินใจว่าจะเดินหน้า หรือทำอะไรเชิงนโยบายได้ ส่วนจะใช้เมื่อไรนั้น ยังตอบไม่ได้ ขอฟังรายละเอียดก่อน ที่ผ่านมาเป็นเพียงการหารือ รูปแบบการดำเนินการในเบื้องต้น ว่า เป็นการแจกคูปองให้นักเรียนไปใช้เลือกเรียนโรงเรียนที่ต้องการ จะทำให้การจัดสรรงบประมาณไม่ซ้ำซ้อน เพราะจ่ายตามคูปอง จะไม่มีการมาเพิ่มยอดเด็กผี ส่วนจะใช้เป็นค่าใช้จ่ายในส่วนใดนั้น ยังไม่ทราบรายละเอียด