ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/227183
การศึกษา-สาธารณสุข : 7 พ.ค. 2559
ไทยเดือด ‘ร้อน’… อนาคต ‘พักเที่ยง’ 2 ชม.?
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/227183
ไทยเดือด ‘ร้อน’… อนาคต ‘พักเที่ยง’ 2 ชม.?
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/227176
ช่วยชีวิตโลมา 5 ตัว รอดตายหวุดหวิด
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/227069
‘อาติฟ’นร.ทุนแลกเปลี่ยนสหรัฐ
รู้สึกมีความสุขเมื่อหนึ่งในเด็กทุน “นับหนึ่ง” สามารถคว้าชัยชนะในการสอบแข่งขันและได้มีโอกาสโกอินเตอร์ น้อยนักที่นักศึกษาชนบท คนบ้านนอก ท่าม
กลางวิถีชีวิตมุสลิมที่สมถะ เรียบง่ายแบบคนบ้านๆ หาเช้ากินค่ำ มีบ้านไว้ซุกหัวนอน มีมัสยิดไว้เป็นที่พักพิงจิตใจ เรื่องเงินทองเป็นของนอกกายแลกด้วยเหงื่อไคลเพื่อประทังชีวิตไปวันๆ เพราะโลกนี้เป็นแค่เพียงทางผ่านที่จะนำไปสู่โลกหน้าอันเป็นความสุขนิจนิรันดร์
จึงไม่แปลกที่สังคมในสามจังหวัดชายแดนจะมีแต่ความสงบสุข ร่มเย็นตลอดมา หากแต่เมื่อโลกเปลี่ยนไปทุกวันนี้สังคมดีๆ เรียบง่าย สไตล์คนมลายูจริงๆ ค่อยๆจางหายไป กลายเป็นเมืองร้อนระอุด้วยเกมการเมืองต่างๆ โรงเรียนสอนศาสนาหลายแห่งโดนจับตา โดนปิด เพียงเพราะความเข้าใจกันคลาดเคลื่อนกลายเป็นปมปัญหาเกี่ยวข้องกับเรื่องศาสนาและการเมืองไปอย่างน่าเสียดาย
วันนี้คอลัมน์เปิดโลกการศึกษามุสลิมขอนำชีวิตนักศึกษาตัวอย่างต้นแบบที่ดี ที่มาจากการวางฐานชีวิตที่สมบูรณ์ของผู้เป็นพ่อที่เป็นหนึ่งอดีตนักศึกษามหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร วันนี้จึงเป็นวันแห่งเกียรติยศของครอบครัวมุสลิมเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ในอุดมการณ์แห่งศาสนา
“ตั้งแต่จำความได้ พ่อจะสอนให้อ่านอัลกุรอาน ในทุกๆ ครั้งที่เสร็จละหมาด โดยเฉพาะในเดือนถือศีลอดเป็นเดือนที่พ่อกับแม่ไปมัสยิดทุกคืน เพื่อขอพรให้ลูกๆ มีความก้าวหน้า มีความสุขทั้งโลกนี้และโลกหน้า พ่อไม่เคยสอนให้ผมดูถูกหรือรังเกียจใคร มีแต่สอนให้มองโลกกว้าง และการเข้าร่วมสังคมถือเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะต้องศรัทธา เชื่อมั่นและซื่อสัตย์ต่ออัลลอฮ์ ถ้าทำตรงนี้ได้ เราก็จะไม่กล้าที่จะทำผิดกับใครในโลกนี้ เรื่องการเรียนพ่อไม่เคยบังคับว่าจะต้องเรียนศาสนา แต่พ่อจะบอกว่าถ้าเข้าใจศาสนามาตั้งแต่กำเนิด และปฏิบัติละหมาดให้ครบ 5 เวลา รู้สิ่งห้าม และสิ่งใช้ในศาสนา จะเรียนอะไรก็ไม่ผิด ทำให้ผมมีความมั่นใจและอิสระที่จะตัดสินใจเลือกเรียน และเรียนอย่างตั้งใจตลอดมา”
นายอาติฟ แกมะ อายุ 17 ปี กำลังจะเลื่อนชั้นสู่มัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนดารุสสาลาม “อาติฟ” เป็นลูกของนายอริยัส และนางซอบารียะ แกมะ พ่อเป็นครูสอนศาสนาและแม่เป็นแม่บ้าน เป็นคน จ.นราธิวาส ได้เข้าสู่โรงเรียนดารุสสาลาม ด้วยบุคลิกนิ่งเงียบ เรียบร้อยแต่มีความฉลาดและเป็นตัวแทนเข้าแข่งขันในรายการต่างๆ มากมาย ทุกครั้งก็ไม่เคยทำให้ทางโรงเรียนผิดหวัง คว้ารางวัลกลับมาได้เสมอ เช่น รางวัลชนะเลิศ การแข่งขันจินตคณิต ชิงแชมป์ภาคใต้ รางวัลชนะเลิศ การแข่งขันทักษะคณิตศาสตร์ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ระดับจังหวัด รางวัลชนะเลิศ การแข่งขันอัจฉริยภาพทางคณิตศาสตร์ ระดับเขตพื้นที่การศึกษา รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 การแข่งขันโครงงานวิทยาศาสตร์ โรงเรียนดารุสสาลาม รางวัลรองชนะเลิศ การแข่งขันทักษวิทยาศาสตร์ (ฟิสิกส์) โรงเรียนดารุสสาลาม และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 การแข่งขัน Spelling Bee โรงเรียนดารุสสาลาม
เพราะความเก่งกอปรกับความขยัน “อาติฟ” จึงสามารถคว้าทุน AFS (Kennedy-Lugar Youth Exchange and Study/KLYES) ประเภททุนรัฐบาลสหรัฐอเมริกา เป็นการสอบชิงทุนทั่วประเทศตามศูนย์ต่างๆ และผู้ที่ผ่านการสอบคัดเลือกจะต้องเข้าค่ายเพื่อคัดเลือกตัวอีกครั้งที่กรุงเทพฯ ซึ่งครั้งนี้มีผู้มีสิทธิ์เข้าค่าย 51 คน จากทั่วประเทศและกรรมการจะทำการคัดเลือกให้เหลือเพียง 16 คน ที่เป็นตัวจริงและสำรอง 2 คน หนึ่งใน 16 คน ที่เป็นตัวจริงคือ “อาติฟ” และสามารถคว้าทุนแลกเปลี่ยนเพื่อไปศึกษาแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นเวลา 1 ปี โดยผู้ที่ได้รับทุนจะต้องเข้าศึกษาในโรงเรียนมัธยมที่ประเทศสหรัฐอเมริกาตามหลักสูตรของแต่ละโรงเรียนที่กำหนดไว้เรียบร้อยแล้ว
น้อง “อาติฟ” ได้บอกเคล็ดลับการเตรียมตัวสอบว่า ศึกษาจากข้อสอบเก่า เรื่องการออกข้อสอบ ท่องศัพท์และพูดคุยกับเพื่อนๆ และอาจารย์เป็นภาษาอังกฤษ ในการสอบข้อเขียนเลือกทำส่วนที่ถนัดก่อนเพื่อเก็บคะแนนที่มั่นใจไว้ ควรมีความมั่นใจและความกล้าแสดงออกให้มากที่สุด โชว์ความสามารถที่เรามีให้กรรมการได้เห็น และควรฝึกการตอบคำถามโดยการหาคำถามที่ใช้ในการสัมภาษณ์บ่อย ลองตอบว่าควรตอบแบบไหน
ส่วนการเตรียมตัวในการเดินทางไปต่างประเทศ ประมาณเดือน สิงหาคม 2559 ต้องฝึกพูด ฟัง อ่าน เขียน ภาษาอังกฤษมากขึ้น ฝึกจากการดูข่าวและวิดีโอภาษาอังกฤษจากยูทูบ และเรียนรู้วัฒนธรรมของชาวอเมริกันให้มากขึ้นเพื่อง่ายต่อการปรับตัว ที่สำคัญคือการเตรียมความพร้อมเพื่อไปโชว์ความป็นไทยให้ชาวต่างชาติได้เห็นความงดงาม และมีคุณค่าของวัฒนธรรมไทย
“ผมไม่ใช่เด็กที่เก่งมาก แต่ที่มาถึงจุดจุดนี้ได้เพราะความพยายาม อดทน ในการเรียน มุ่งมั่นและทุ่มเทกับสิ่งที่ทำ สานความฝันและรักษาไว้ให้ดีที่สุด เมื่อทุกคนมีฝัน มีเป้าหมาย เราก็จะเห็นอุปสรรคเป็นแค่เรื่องเล็กน้อยและพร้อมที่สู้และฝ่าฟันอุปสรรคเหล่านั้นไป ผมโชคดีครับที่ครอบครัวให้การสนับสนุนและเป็นกำลังใจให้เสมอมา และมีเพื่อนที่ดีที่พร้อมช่วยเหลือผมเสมอในยามที่ลำบากอยากเรียนเก่ง ต้องขยันอ่านหนังสือ ทบทวนบทเรียน การเรียนในห้องให้เข้าใจเป็นสิ่งที่สำคัญมากเพราะจะทำให้ใช้เวลาทบทวนน้อยลงและมีเวลาอ่านบทอื่นมากขึ้น ถึงแม้บางครั้งมันอาจจะมีท้อบ้างแต่เพื่อความฝันของเรา เราก็ทำอย่างเต็มที่ สู้ๆ ครับ” น้องอาติฟ ทิ้ง
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/227060
12พุทธบุตรน้อยร่วมตามรอยบาทพุทธศาสดา
“การบวชไม่ใช่เรื่องง่าย สำหรับเด็กๆ วัยนี้เลย เพราะฉะนั้นหากพวกเขาผ่านไปได้ ความพยายามตรงนี้ก็จะช่วยสอน และฝึกให้เขาเป็นคนมีระเบียบวินัยไปด้วย” เสียงยืนยันจาก นางรำไพ น้อยเจริญ คุณแม่ของ “สามเณรเขต” พสิษฐ์ น้อยเจริญ เด็กชายวัย 8 ขวบ จากโรงเรียนอนุบาลหนองคาย จ.หนองคาย หนึ่งในเยาวชน โครงการ “สามเณร ปลูกปัญญาธรรม ปี 5” ที่ได้รับคัดเลือกจากผู้สมัครกว่า 3,000 คนทั่วประเทศ เข้ามาบรรพชาเพื่อศึกษาและปฏิบัติธรรม พร้อมสามเณรน้อยอีกทั้ง 11 รูป ตลอด 1 เดือนเต็ม
ปีนี้โครงการ “สามเณร ปลูกปัญญาธรรม” ขยายห้องเรียนธรรมะ สัญจรสู่ภาคกลาง ณ วัดเขาวง จ.สระบุรี อีกหนึ่งปูชนียสถานศักดิ์สิทธิ์ที่มีความเชื่อมโยงกับพระพุทธศาสนามาอย่างยาวนาน ตามหลักฐานพงศาวดารอยุธยา โดยได้รับความเมตตาจาก พระครูภาวนาพิลาศ (หลวงตาวัชรชัย อินฺทวํโส) เจ้าอาวาสวัดเขาวง ให้เกียรติเป็นพระอาจารย์ใหญ่ นำเหล่าสามเณรน้อยย่างก้าว “ตามรอยบาทพุทธศาสดา”
คุณแม่ของ “สามเณรเขต” เล่าถึงเหตุผลที่อยากให้น้องได้เข้ามาบวชในโครงการนี้ เพราะปัจจุบันนี้สิ่งเร้าในสังคมมันเยอะ โดยเฉพาะในช่วงปิดเทอมที่ผู้ปกครองหลายคนก็ห่วงว่าเด็กจะติดเกม ติดอินเทอร์เน็ต และดูเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม และหวังว่าธรรมะจะช่วยให้เขามีภูมิต้านทานที่จะอยู่ในสังคมได้ในอนาคต
“อย่างน้อยเมื่อเขามีธรรมะในใจ เขาจะรู้จักการอดทน อดกลั้น มีสติ และหวังว่าการเรียนรู้จากกิจกรรมต่างๆ ในช่วงที่บวชเรียนนี้จะสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน และเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่เพื่อนๆ ได้” คุณแม่กล่าว
ทั้งนี้ สามเณรน้อยทั้ง 12 รูปจะได้เรียนรู้ธรรมะภายใต้แนวคิด “รัก–รอ-พอ–ให้” ซึ่งประกอบด้วย 1.รัก รู้จักรัก ด้วยหลักธรรม 2.รอ รู้จักรอ ไม่ท้อถอย 3.พอ รู้จักพอ ก่อความสุข และ 4.ให้ รู้จักให้ ด้วยใจงาม อันนำไปสู่การส่งต่อสิ่งดีงามแก่ผู้อื่น ด้วยจิตใจอันบริสุทธิ์ ซึ่งจะเป็นตัวอย่างที่ดีแก่สังคม สร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่และประชาชนทั่วไปได้นำข้อคิด คติธรรม จากการรับชมรายการไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน
ขณะที่ นางวรัญญา สุวรรณดารักษ์ คุณแม่ของ สามเณรพี ด.ช.พีรณัฐ สุวรรณดารักษ์ อายุ 7 ขวบ จากโรงเรียนปรีดาวิทย์ จ.สุพรรณบุรี เล่าด้วยรอยยิ้มว่า สามเณรพีมักจะไปจำวัดกับหลวงตา และชอบทำกิจวัตรต่างๆ เช่นเดียวกับพระสงฆ์ เช่น การเดินจงกรม การสวดมนต์ ทำวัตรเช้าเย็น เขามุ่งมั่นและมีความพร้อมมากๆ ที่จะมาบวชเป็นสามเณรในโครงการนี้
“ช่วงแรกที่น้องต้องมาเข้าค่ายก่อนบวช แม่ห่วงและกังวลกลัวว่าเขาจะอยู่ไม่ได้ เพราะเขายังเด็กมาก แต่เราก็คอยดูถ่ายทอดสดอยู่บ้าน และสังเกตเห็นพัฒนาการของเขาคือ เวลาพระอาจารย์ถามคำถาม เขาจะยกมือตอบ อย่างมีไหวพริบ และรู้สึกว่าลูกเราเขาเริ่มโตขึ้นจากที่เราคิดไว้เยอะเลย นิ่งขึ้นมาก” คุณแม่ของสามเณรพีบอกอีกว่าดีใจมากที่ทรูได้มีโครงการดีๆ แบบนี้ และอยากให้มีไปเรื่อยๆ ทำให้เด็กๆ ได้มีโอกาสมาบวชเรียนที่นี่ และถือเป็นบุญของพ่อแม่จริงๆ
ปิดท้ายที่ นายพิเชฐ ทองถวิล ที่เล่าถึงความมุ่งมั่นของลูกชายคนเล็ก “สามเณรโปตี้” หรือ ด.ช.พุฒิเศรษฐ์ ทองถวิล อายุ 7 ขวบ จากโรงเรียนอนุบาลขอนแก่น จ.ขอนแก่น ที่บอกว่าอยากจะบวชเพื่อตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ และตามรอยพี่ชายที่มาบวชในโครงการเมื่อปีที่แล้ว
“สามเณรโปตี้ มีความสนใจเรื่องธรรมะมาตั้งแต่เด็ก เนื่องจากครอบครัวมักจะใช้เวลาว่างกับการเข้าวัด ทำบุญ เป็นประจำ และเชื่อว่าตลอด 1 เดือนนี้ เขาจะได้ฝึกเรื่องของกระบวนการคิดให้เป็นลำดับมากขึ้น มีสติ มีสมาธิมากขึ้น เช่นเดียวกับพี่ชายของเขาที่เคยบวชเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งพ่อกับแม่ก็ดีใจมาก และอยากให้มีโครงการดีๆ แบบนี้ทุกปีเพื่อเปิดโอกาสให้เด็กคนอื่นๆ ได้เข้าร่วมกิจกรรมและใช้เวลาว่างในช่วงปิดภาคเรียนให้เกิดประโยชน์” นายพิเชฐ เล่าทิ้งท้าย
ผู้สนใจสามารถรับชมรายการสามเณร ปลูกปัญญาธรรม ปี 5 ทางช่องเรียลิตี้ ทรูวิชั่นส์ ช่อง 99 และช่องเรียลิตี้ เอชดี ทรูวิชั่นส์ ช่อง 119 หรือ 333 หรือผ่านช่องทางออนไลน์ได้ที่ http://www.trueplookpanya/truelittlemonk ตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน-22 พฤษภาคม 2559
ไม่เพียงผลสัมฤทธิ์แก่สามเณรน้อยเท่านั้น แต่เหล่าพุทธศาสนิกชนที่สนใจรับชมรายการยังได้รับโอกาสในการพัฒนาตน เรียนรู้พระพุทธศาสนา ได้ข้อคิด คติธรรมเตือนใจ ยังได้อิ่มเอมกับความน่ารักสดใส และสงบของสามเณรน้อยทั้ง 12 รูปอีกด้วย
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/227032
ช็อก!สารเคมีตกค้างผักผลไม้ตราQกว่า50%
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/227026
สอท.ประกาศผลแอดมิชชั่นส์5มิ.ย.นี้
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/227013
‘อดุลย์’เปิดงาน’ล้านนาเกมส์’เยาวชนร่วมคึกคัก
เมื่อวันที่ 3 พ.ค. เวลา 18.30 น.ผู้สื่อข่าวรายงานจาก สนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ว่า พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาสามัคคี “ล้านนาเกมส์”
พล.ต.อ.อดุลย์กล่าวว่า การแข่งขันกีฬาครั้งนี้ มุ่งหวังทำให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมรู้แพ้รู้ชนะรู้อภัย และมีน้ำใจ และจะเป็นการปลูกฝังความดีและมีวินัย ตรงนี้เป็นหัวใจ สำคัญในการพัฒนาชีวิต ให้แก่เด็กและเยาวชน ให้เติบโตเป็น คนที่มีคุณภาพของสังคม ในอนาคต ดังนั้นขอให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ใช้กิจกรรมการแข่งขันกีฬาครั้งนี้ เรียนรู้ที่จะเป็นผู้ให้และผู้รับ สร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นในหมู่คณะมุ่งเน้นให้เกิดประโยชน์สูงสุดในทุกด้าน ต่อเด็กและเยาวชน พร้อมนำประสบการณ์ที่ได้รับไปปรับใช้ ในกิจกรรมชีวิตประจำวัน ซึ่งจะทำให้เราเป็นคนที่มีคุณภาพ และสามารถใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข
นางนภา เศรษฐกร อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน กล่าวถึงการจัดการแข่งขันกีฬาว่า เป็นการจัดภายใต้โครงการยุทธศาสตร์การพัฒนาเด็กในสถานรองรับ “เพชรน้ำหนึ่ง” เพื่อเป็นการพัฒนาอัจฉริยภาพเด็กด้านกีฬา อันจะส่งผลให้เด็กและเยาวชนที่อยู่ในการอุปการะ ได้แสดงออกถึงความสามารถด้านกีฬาของตนเองตามความถนัดและความสนใจ เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง ให้เด็กพร้อมก้าวสู่ครอบครัวและสังคมอย่างมั่นใจ ภายใต้ปรัชญา “สร้างเด็ก สร้างคน ช่วยตน ช่วยชาติ” ซึ่งเป็นพระราชปณิธานของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่มุ่งพัฒนาคนให้เป็นคนดี มีคุณภาพ สามารถพึ่งพาตนเอง และสามารถช่วยเหลือผู้อื่นในสังคมได้
การแข่งขันกีฬาสามัคคี “ล้านนาเกมส์” ครั้งนี้ ประกอบด้วยการแข่งขันระหว่างเด็กและเยาวชนที่อยู่ในการอุปการะของ กระทรวงพัฒนาสังคมฯจากจังหวัดต่างๆทั่วประเทศ จำนวน 1,500 คน ประเภทกีฬาประกอบด้วย วอลเลย์บอล แบดมินตัน เซปักตะกร้อ ฟุตบอล เปตอง กรีฑา และการประกวดกองเชียร์ เป็นต้น โดยการแข่งขันจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2 – 6 พฤษภาคม2559 ณ สนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/227009
รื้อ!ระบบการแพทย์ฉุกเฉินเข้าถึงคนไข้ภายใน10นาที
กลายเป็นสิ่งที่สะท้อนวงการระบบการแพทย์ฉุกเฉิน เมื่อมีการนำกรณีการเสียชีวิตของนายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนาและอดีตนายกรัฐมนตรีของไทย มาเชื่อมโยงเข้ากับระบบการรับตัวผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลล่าช้า กระทั่ง นายนิกร จำนง สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา เสนอให้มีการปฏิรูประบบการแพทย์ฉุกเฉิน
ส่งผลให้ นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ต้องเรียกประชุมด่วนเพื่อพัฒนาระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินในเขตกรุงเทพมหานคร โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ นพ.อนุชา เศรษฐเสถียร เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน (สพฉ.) นพ.พรเทพ แซ่เฮ้ง หัวหน้ากลุ่มงานปฏิบัติการการแพทย์ฉุกเฉินศูนย์เอราวัณ กรุงเทพมหานคร (กทม.) นพ.ณรงค์ อภิกุลวณิช รองอธิบดีกรมการแพทย์ นพ.อนุรักษ์ อมรเพชรสถาพร ผู้อำนวยการสำนักสาธารณสุขฉุกเฉิน (สธฉ.) และ รศ.นพ.สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดี และผู้แทนจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โรงพยาบาลศิริราช และโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เป็นต้น
นพ.โสภณ กล่าวว่า ที่ประชุมมีการหารือและเห็นพ้องกัน 4 ข้อ คือ 1. พัฒนาให้ระบบที่มีอยู่แล้วทำงานให้ระบบพัฒนามากยิ่งขึ้น ซึ่งปัจจุบันสายด่วนฉุกเฉินมีอยู่ 2 หมายเลข คือ สายด่วน สพฉ.1669 และสายด่วนของศูนย์เอราวัณ 1646 โดยหากโทรไปหมายเลขใดก็จะมีการเชื่อมข้อมูลผ่านศูนย์สั่งการได้อย่างรวดเร็ว 2.พัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉินให้รวดเร็วยิ่งขึ้นโดยจะต้องไปถึงผู้ป่วยเวลาเฉลี่ย 10 นาที ซึ่งกำลังพิจารณาว่าจะใช้เทคโนโลยีอะไรในการอำนวยความสะดวกตรงนี้ อาทิ เมื่อญาติผู้ป่วยโทรมาจะต้องทราบว่าพิกัดของผู้ป่วยอยู่ที่ไหน เช่น การใช้แอพพลิเคชั่นในการบอกจุดเกิดเหตุ เป็นต้น
3.ตั้งคณะกรรมการดูแลมาตรฐานระบบการแพทย์ฉุกเฉิน โดยมี พญ.ประนอม คำเที่ยง รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ดูแล และนางวันทนีย์ วัฒนะ รองปลัดกรุงเทพมหานคร และผู้แทนจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมาร่วมทำงานพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉินให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และ 4.พัฒนาระบบส่งต่อในพื้นที่ 9 โซนนิ่งใน กทม. ได้แก่ 1.รพ.ตำรวจ 2.รพ.เลิดสิน 3.รพ.ราชวิถี 4.รพ.นพรัตนราชธานี 5.รพ.เจริญกรุงประชารักษ์ 6.รพ.ภูมิพล 7.รพ.กลาง 8.วชิรพยาบาล และ 9.รพ.ตากสิน ต้องพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะการรับผู้ป่วยฉุกเฉินออกมาจากโรงพยาบาลเอกชนหลังเข้ารับการรักษาครบ 72 ชั่วโมงตามหลักเกณฑ์การดูแลผู้ป่วยฉุกเฉิน
“ที่สำคัญจะต้องอบรมเทคนิคการซักอาการผู้ป่วยจากผู้ที่โทรเข้ามาแจ้งเหตุให้แล้วเสร็จภายใน 1 นาที เช่น ผู้ป่วยอยู่ตรงไหน หลังจากนั้น รอปล่อยรถฉุกเฉินออกไปรับอีก 1 นาที ถึงพื้นที่เกิดเหตุภายใน 8 นาที โดยรวมแล้วจะต้องเข้าพื้นที่เพื่อรับผู้ป่วยไม่เกิน 10 นาที แต่ปัจจุบันมีปัญหาไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้ทันเพราะการจราจรติดขัด จึงต้องมีการแก้ปัญหาตรงนี้ด้วย” นพ.โสภณ กล่าว
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ประชาชนพึงตระหนัก นพ.โสภณบอกว่า เมื่อเกิดการเจ็บป่วยฉุกเฉินควรโทรเข้าสายด่วน 1669 แทนการโทรเข้าโรงพยาบาลโดยตรงจะทำให้ลดขั้นตอนการประสานงานและรถฉุกเฉินจะเข้ารับคนไข้ได้รวดเร็วกว่า โดยจะประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบว่า เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินต้องโทรไปที่สายด่วน 1669 หรือสายด่วน 1646 เพราะเป็นศูนย์สั่งการกลางในการประสานไปยังโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดในการรับผู้ป่วย และต้องมีการพัฒนาระบบที่ให้โรงพยาบาลที่รับสายแรกสามารถซักประวัติเบื้องต้น สถานที่เกิดเหตุและประสานไปยังศูนย์สั่งการ คือ 1669 หรือ 1646 ได้ทันที โดยคณะกรรมการร่วมระหว่าง สธ.และกทม.จะมีการหารือและร่วมกันแก้ปัญหาต่อไป
ขณะที่ นพ.พรเทพ แซ่เฮ้ง หัวหน้ากลุ่มงานปฏิบัติการการแพทย์ฉุกเฉิน กทม. กล่าวว่า ระบบการแพทย์ฉุกเฉินทั่วประเทศจะเป็นสายด่วน 1669 แต่หากโทรในพื้นที่ กทม. แม้จะโทร.1669 ก็จะติดไปยังศูนย์เอราวัณ 1646 โดยอัตโนมัติ ซึ่งเจ้าหน้าที่จะทำการซักประวัติเบื้องต้น เพื่อให้ทราบพิกัด และอาการของผู้ป่วยไม่เกิน 1 นาที จากนั้นจะประเมินอาการ หากเป็นอาการขั้นพื้นฐานจะส่งทีมกู้ชีพจากมูลนิธิต่างๆ เข้าไปรับ หากอาการรุนแรงมากขึ้นก็จะเป็นทีมของโรงพยาบาลไปรับผู้ป่วยทันที
“หลังจากรถฉุกเฉินออกไปแล้ว จะมีการประสานไปยังผู้ป่วย เพื่อสอบถามเส้นทางให้ชัดเจน ไม่ใช่ว่าโทรซ้ำหลายครั้งแล้วรถไม่ได้ออกเหมือนที่เข้าใจคลาดเคลื่อนกัน ซึ่งตรงนี้เป็นมาตรฐานสากลในการปฏิบัติอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กำลังพัฒนาแอพพลิเคชั่นสำหรับทราบพิกัดของผู้ป่วย แต่ยังไม่สำเร็จ ส่วนความล่าช้าของจราจรนั้น เบื้องต้นมีการเพิ่มจุดรถฉุกเฉินอยู่นอกโรงพยาบาลตามพื้นที่ต่างๆ อยู่แล้ว และขณะเดียวกันก็ยังรณรงค์ให้ประชาชนช่วยหลบทางให้รถฉุกเฉิน” นพ.พรเทพกล่าว
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/227008
ก.แรงงานปลูกจิตสำนึกเป็นขรก.ที่ดีของแผ่นดิน
ก.แรงงาน ปลูกจิตสำนึกบุคลากร เน้นใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหารงาน ยึดมั่นในความซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส พร้อมทำงานในระบบราชการเป็นข้าราชการที่ดีของแผ่นดินสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในวันฉัตรมงคล
ม.ล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมเทิดพระเกียรติระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันฉัตรมงคล โครงการดูหนังฟังธรรม เพื่อเสริมสร้างหลักธรรมาภิบาลในการเป็นข้าราชการที่ดีของแผ่นดิน ณ ห้องประชุมจอมพล ป.พิบูลสงคราม ชั้น 5 อาคารกระทรวงแรงงาน ว่า โครงการนี้เป็นการสร้างจิตสำนึกการมีหลักธรรมาภิบาล ซึ่งคนเราต้องฟังและรับรู้บ่อยๆ จึงจะเข้าถึง เพราะการคิดเองไม่ใช่เรื่องง่าย และเปอร์เซ็นต์ของการรับรู้จากการดูและฟังจะสร้างการรับรู้ได้มากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์
“ส่วนหนังเรื่องพันท้ายนรสิงห์นั้น เป็นตัวอย่างของความซื่อสัตย์ ที่จะต้องนำมาประยุกต์ใช้เกี่ยวกับการทำงานในหน้าที่ของตัวเอง ขณะที่กิจกรรมฟังธรรม โดยพระมหาสมปอง พระนักเทศน์ที่มีบทบาทในการสร้างความเข้าใจด้วยภาษาง่ายๆ ซึ่งต้องยอมรับว่าการฟังธรรมให้ได้ผลนั้น ต้องเข้าใจและเข้าถึงได้ง่ายเพื่อเก็บหลักธรรม ตัวอย่างข้อเสนอแนะ มาเป็นอุทาหรณ์ในการยึดถือปฏิบัติ ที่สำคัญข้าราชการที่ดีต้องมีธรรมาภิบาล ต้องยึดมั่นในความซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส เพื่อพร้อมที่จะทำงานในระบบราชการทุกวันนี้”
ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวต่อว่า เนื่องในโอกาสวันที่ 5 พฤษภาคม “วันฉัตรมงคล” นี้ ซึ่งถือว่าเป็นวันมงคลของชาติ จึงจัดกิจกรรมเทิดพระเกียรติระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และน้อมจิตถวายสัจจะวาจาว่าจะปฏิบัติหน้าที่โดยเต็มกำลังความสามารถ ด้วยสติปัญญา และสุจริตจริงใจ เห็นแก่ประโยชน์ของส่วนรวมยิ่งกว่าประโยชน์ส่วนตน ยึดถือปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ สร้างจิตสำนึก ค่านิยม คุณธรรม จริยธรรมและวัฒนธรรมสุจริต ให้ตระหนักรู้ถึงความซื่อสัตย์สุจริต ตลอดจนเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท
โดยให้ข้าราชการกระทรวงแรงงานใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหารงาน ประกอบด้วย 1.เป็นธรรม มีใจสุจริต ซื่อสัตย์ ยึดมั่นและยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้องดีงาม ชอบธรรม เสียสละ อดทน ยึดหลักวิชาและจรรยาวิชาชีพ ไม่ยอมโอนอ่อนตามอิทธิพลใดๆ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความตรงไปตรงมา มีหลักธรรมแยกเรื่องส่วนตัวออกจากหน้าที่การงาน มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ต่อประชาชน ต่อผลการปฏิบัติงาน ต่อองค์กร และต่อการพัฒนาปรับปรุงระบบราชการ ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน รักษาผลประโยชน์ของทางราชการ ส่วนรวม การปฏิบัติหน้าที่ต้องไม่มีผลประโยชน์ส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้อง
2.โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ ทั้งด้านการลงโทษ ด้านการให้คุณ และด้านการเปิดเผยข้อมูล ไม่เลือกปฏิบัติ มีขั้นตอนการปฏิบัติงานที่มีความชัดเจน ทุกขั้นตอนมีความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน 3. ปรับปรุงระบบการทำงานโดยการวางระบบงานให้มีการใช้อำนาจหน้าที่ที่ต้องใช้ดุลพินิจให้น้อยที่สุด ลดและปิดโอกาสการทุจริตและประพฤติมิชอบในหน่วยงาน
4.ประสิทธิภาพ มุ่งผลสัมฤทธิ์ของงาน ทำงานให้แล้วเสร็จตามกำหนด ทำงานให้เกิดผลดีแก่หน่วยงานและส่วนรวม เน้นการทำงานโดยยึดผลลัพธ์เป็นหลัก ไม่ควรเน้นที่กระบวนการทำงานมากกว่าผลลัพธ์ 5.ประหยัดใช้ทรัพยากรของทางราชการให้คุ้มค่าเสมือนหนึ่งการใช้ทรัพยากรของตนเอง บริหารจัดการและการใช้ทรัพยากรที่มีจำกัด ให้เกิดประโยชน์คุ้มค่า เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมทั้งมีความสำนึกรับผิดชอบในความเป็นเจ้าของประเทศร่วมกัน รับผิดชอบในการบริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อประโยชน์ของหน่วยงานและประเทศชาติ 6.เปิดโอกาสให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเข้ามามีส่วนร่วมในการรับรู้ เรียนรู้ ทำความเข้าใจ ร่วมแสดงความคิดเห็น เพื่อให้เกิดค่านิยมร่วมในหน่วยงานในการดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาครัฐ
7.เป็นต้นแบบ ผู้บังคับบัญชาทุกระดับต้องวางตัวและปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้ใต้บังคับบัญชาในเรื่องความสุจริต เดินทางสายกลางตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ปฏิบัติหน้าที่บนพื้นฐานของความมีเหตุผล พอประมาณกับศักยภาพและสถานภาพของแต่ละบุคคลในแต่ละสถานการณ์เสริมสร้างความรู้ให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง รวมทั้งสอดส่องดูแลการปฏิบัติงานของผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างใกล้ชิด เพื่อลดช่องว่างไม่ให้มีการทุจริต
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/226991
‘ดาว์พงษ์’ย้ำต้องช่วยเด็กหลุดนอกระบบการศึกษา
เมื่อวันที่ 3 พ.ค. พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวถึงกรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ศธ.เร่งแก้ไขปัญหาเด็กหลุดนอกระบบการศึกษา หรือ ออกกลางคัน เพื่อหาทางช้อนเด็กกลับสู่ระบบการศึกษาให้มากที่สุด ซึ่งได้มอบให้องค์กรหลักที่มีสถานศึกษาในสังกัดไปสำรวจข้อมูลตัวเลขเด็กออกกลางคันภายในเปิดภาคเรียน 1 ปีการศึกษา 2559 ขณะเดียวกันมีแนวคิดใช้เรื่องนี้เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดการประเมินผลการดำเนินงานตั้งแต่เลขาธิการองค์กรหลัก ผู้บริหารสำนักงานพื้นที่การศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา และครูตามลำดับนั้น ว่า ขณะนี้เริ่มมีเสียงต่อว่าตนว่าเมื่อคิดนโยบายอะไรก็ผลักภาระลงไปที่ครู เช่นกรณีที่ให้การแก้ปัญหาเด็กออกกลางคันเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดการทำงาน ซึ่งไม่ใช่การผลักภาระ ในความหมายของตนคือ หากครูมีข้อมูลชัดเจน ครบถ้วน รู้ว่าลูกศิษย์ตนเองในแต่ละระดับอยู่ที่ใด หายไปจากระบบเมื่อใด และเมื่อรู้ว่ามีเด็กหายไปมีการไปติดตามแล้วปรากฎว่าเด็กและผู้ปกครองปฏิเสธที่จะกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา ตรงนี้ก็ถือว่าได้ทำหน้าที่อย่างดีที่สุดแล้ว เช่นเดียวกันผู้บริหารระดับต่างๆ ก็ต้องมีข้อมูลเหล่านี้ครบถ้วน
“นโยบายของผมอยากให้มีการจัดทำข้อมูลเด็กที่ออกนอกระบบการศึกษาที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบ ผู้อำนวยการสพท. ต้องรู้ว่าเด็กในพื้นที่ของตัวเองหายไปไหน เท่าไร มีการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหา ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ส่วนระดับนโยบายก็จะดูการแก้ปัญหาในภาพรวม เรื่องนี้ผมให้ความสำคัญ และจากการที่ผมไปประชุม องค์การรัฐมนตรีศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือซีมีโอ ที่ประเทศอินโดนีเซียมาล่าสุด พบว่าทุกประเทศให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเด็กที่หลุดออกนอกระบบการศึกษา องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก ก็ให้ความสำคัญ ประเทศไทยเองก็ให้ความสำคัญมาโดยตลอด แต่นายกฯ คนปัจจุบันให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษ จึงมอบโจทย์ให้ผมลงมาดู ซึ่งยังไม่แน่ใจว่าตัวเลขการออกนอกระบบที่แท้จริง จะสามารถติดตามได้หรือไม่ เพราะเรายังมีปัญหาเรื่องฐานข้อมูล ถ้าได้ฐานข้อมูลที่ชัดเจน จะสามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุด ”พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าว
รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อว่า กรณีที่ได้มอบหมายให้ รศ.นพ.กำจร ตติยกวี ปลัด ศธ. ไปศึกษารายละเอียดในการจัดทำคูปองการศึกษา เพื่อให้เด็กถือและนำไปเลือกเข้าเรียนในสถานศึกษาที่ต้องการเรียนได้เอง นั้น เรื่องนี้มีการศึกษามาก่อนที่ตนจะเข้ามารับตำแหน่งรมว.ศึกษาธิการ แต่ขอดูปัจจัยที่ส่งผลกระทบ ทั้งข้อดี ข้อเสียก่อน จึงจะตัดสินใจว่าจะเดินหน้า หรือทำอะไรเชิงนโยบายได้ ส่วนจะใช้เมื่อไรนั้น ยังตอบไม่ได้ ขอฟังรายละเอียดก่อน ที่ผ่านมาเป็นเพียงการหารือ รูปแบบการดำเนินการในเบื้องต้น ว่า เป็นการแจกคูปองให้นักเรียนไปใช้เลือกเรียนโรงเรียนที่ต้องการ จะทำให้การจัดสรรงบประมาณไม่ซ้ำซ้อน เพราะจ่ายตามคูปอง จะไม่มีการมาเพิ่มยอดเด็กผี ส่วนจะใช้เป็นค่าใช้จ่ายในส่วนใดนั้น ยังไม่ทราบรายละเอียด