เล็งตัด’พนักงานราชการ’ในร่างแผนการศึกษาชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/226989

การศึกษา,กมล รอดคล้าย,พนักงานราชการ,ครู,สกศ.

การศึกษา-สาธารณสุข  :  3 พ.ค. 2559

เล็งตัด’พนักงานราชการ’ในร่างแผนการศึกษาชาติ

สกศ.เดินสายประชาพิจารณ์ร่างแผนการศึกษาชาติ 4 ภาค คาดไม่เกิน 2 สัปดาห์สรุปเสนอบอร์ด ก่อนชง ครม.เห็นชอบ เผยเล็งตัดคำว่า ‘พนักงานราชการ’ หวังลดกระแสค้าน

                    3 พ.ค. 59  ดร.กมล รอดคล้าย เลขาธิการสภาการศึกษา เปิดเผยว่า ขณะนี้ สกศ.ได้ทำประชาพิจารณ์ระดมความคิดเห็นร่างแผนการศึกษาแห่งชาติฉบับที่ 12 (2560 – 2574) และเมื่อประชาพิจารณ์ครบทั้ง 4 ภูมิภาคแล้ว หลังจากนี้จะมีการปรับปรุงร่างแผนการศึกษาแห่งชาติฉบับนี้ให้สมบูรณ์สอดคล้องกับความต้องการของครู โดยจะใช้เวลาไม่เกิน 2 สัปดาห์ในการสรุปเสนอคณะกรรมการสภาการศึกษา ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ความเห็นชอบ และคาดว่าไม่เกินเดือน ก.ย. 2559 จะสามารถจัดพิมพ์และเผยแพร่ได้ และนำไปได้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2559 เพราะฉะนั้นนับจากนี้ไป สกศ.จะต้องเร่งดำเนินการอย่างเข้มข้น เพื่อให้แผนมีความสมบูรณ์ที่สุด
                    “ความเห็นที่ได้จากการประชาพิจารณ์นั้น สกศ.จะนำไปปรับปรุงแก้ไขร่างแผนให้สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง สอดคล้องกับความต้องการของทุกภาคส่วน แต่ที่สำคัญอยากฝากผู้ที่เกี่ยวข้องว่า ในเรื่องหลักสูตรกระบวนการเรียนการสอน ครู ผู้บริหาร การบริหารจัดการ ขอให้ความเห็นให้ครอบคลุมในทุกประเด็น ซึ่งจะเป็นประโยชน์มากในการทำแผน ไม่ใช้เน้นเฉพาะบางเรื่องเท่านั้น และในแผนการศึกษาแห่งชาติจะไม่ระบุชัดว่าจะต้องเรียนฟรีกี่ปี ใครจะเป็นผู้จัดสรรงบประมาณ แต่จะพูดในเชิงหลักการเท่านั้น และที่สำคัญจะพูดถึงภาคเอกชน หรือภาคประชาสังคม ที่จะต้องเข้ามาร่วมกันสนับสนุนทรัพยากรเพื่อการศึกษา ซึ่งที่ผ่านมาเราไปเน้นแต่เรื่องการรับการบริจาค แต่ขณะนี้เรามีรูปแบอื่นๆ แล้ว ส่วนการจัดสรรงบประมาณจะจัดไปที่เด็กหรือที่โรงเรียนก็ต้องมีการพูดถึง โดยปัจจุบันจัดสรรไปที่โรงเรียน แต่อนาคตจะจัดสรรไปที่ตัวเด็ก เช่น คูปองการศึกษา เพื่อให้เด็กเลือกไปเรียนโรงเรียนไหนก็ได้ โรงเรียนก็จะต้องพัฒนาคุณภาพเพื่อให้เด็กอยากเข้ามาเรียนมากขึ้น และที่สำคัญจะต้องไม่ให้ประชาชนเดือดร้อนและโรงเรียนต้องอยู่ได้ด้วย”
                    ดร.กมล กล่าวด้วยว่า ส่วนข้อห่วงใยในสถานะของครู ซึ่งส่วนใหญ่ยังคงอยากให้ครูเป็นข้าราชการและอยู่ในระบบเหมือนเดิม ซึ่ง สกศ.ได้รับทราบและพร้อมที่จะนำกลับไปปรับปรุงแก้ไข แต่จุดมุ่งหมายเดิมของการกำหนดให้ “ครู” เป็น “พนักงานราชการ” หรือมีสถานะอื่นนั้น ไม่ได้หมายถึงโรงเรียนทั่วไปหรือครูส่วนใหญ่ แต่จะเป็นโรงเรียนบางประเภท ซึ่งวันนี้ยังไม่มี เช่น โรงเรียนนิติบุคคล โรงเรียนที่สอนสาขาเฉพาะที่ต้องหาบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถพิเศษ ซึ่งอาจมีอัตราจ้าง หรือไปสรรหาคนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญมาและมีสถานะที่ไม่ใช่ข้าราชการครู ดังนั้นจึงอยากครูทุกคนสบายใจว่ายังใช้ระบบเดิมในการคัดเลือกครู รวมถึงการแต่งตั้งผู้บริหารก็ยังใช้ระบบเดิม อย่างไรก็ตามเมื่อครูมีความกังวลกันมากก็มีความเป็นไปได้ที่อาจจะตัดส่วนนี้ออก

นศ.เอกจีนมสด.ร้องไม่ย้ายไปเรียนที่สุพรรณบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/226987

การศึกษา,มสด.,ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ,ภาษาจีน,มหาวิทยาลัยสวนดุสิต,นศ.,เอก,ร้อง,ย้าย,เรียน,สุพรรณบุรี

การศึกษา-สาธารณสุข  :  3 พ.ค. 2559

นศ.เอกจีนมสด.ร้องไม่ย้ายไปเรียนที่สุพรรณบุรี

นักศึกษา ม.สวนดุสิต เอกภาษาจีน ร้อง ‘ดาว์พงษ์’ ช่วยดูแลไม่ขอย้ายไปเรียนวิทยาเขตสุพรรณบุรี ชี้ กระทบรายจ่ายเหตุส่วนใหญ่เป็นคนกรุงเทพฯ

                    3 พ.ค. 59  ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นักศึกษาคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ หลักสูตรวิชาภาษาจีน มหาวิทยาลัยสวนดุสิต (มสด.) ประมาณ 30 คน เดินทางยื่นหนังสือเรียกร้องความเป็นธรรมต่อ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่นักศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากการออกคำสั่งโยกย้ายสถานที่ดำเนินการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรวิชาภาษาจีนจาก มสด.กรุงเทพฯ ไปยังวิทยาเขตสุพรรณบุรี โดยมี พ.อ.ณัฐพงษ์ เพราแก้ว เลขานุการ รมว.ศึกษาธิการ รับเรื่องร้องเรียน
                    โดย น.ส.วิไลพร แก้สำโรง นักศึกษาคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ หลักสูตรวิชาภาษาจีน ชั้นปีที่ 2 ตัวแทนนักศึกษาที่ได้รับผลกระทบ กล่าวว่า อธิการบดี มสด. มีคำสั่งให้นักศึกษาคณะมนุษยศาสตร์ หลักสูตรวิชาภาษาจีน ย้ายไปเรียนที่วิทยาเขตสุพรรณบุรี เมื่อวันที่ 19 เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งค่อนข้างกะทันหัน โดยปัจจุบันมีนักศึกษาที่เรียนหลักสูตรวิชาภาษาจีน ทั้งหมด 112 คน และส่วนใหญ่มีภูมิลำเนาอยู่ที่กรุงเทพฯ หากย้ายไปเรียนที่วิทยาเขตสุพรรณบุรี ก็จะส่งผลกระทบทำให้เกิดปัญหาทั้งค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ทั้งค่าที่พัก ซึ่งนักศึกษาบางคนได้จ่ายมัดจำค่าที่พักล่วงหน้าไปแล้วถึง 4 ปี และไม่สามารถเรียกคืนได้ ส่วนนักศึกษาที่มีบ้านอยู่กรุงเทพฯ ก็ต้องมีค่าใช้จ่ายซึ่งไม่จำเป็นเพิ่มขึ้น ทั้งค่าที่พัก อีกทั้งทำให้ห่างไกลครอบครัว ซึ่งบางคนต้องทำงานไปด้วย เรียนไปด้วย เนื่องจากต้องช่วยที่บ้านดูแลครอบครัว ซึ่งหากมหาวิทยาลัยยืนยันจะย้ายเด็กที่เรียนหลักสูตรวิชาภาษาจีนไปเรียนที่วิทยาเขตสุพรรณบุรีจริง ก็มีนักศึกษาหลายคนจำเป็นต้องลาออก หาที่เรียนใหม่ เพราะมีความจำเป็นต้องเรียนอยู่ในกรุงเทพฯ
                    “ที่ผ่านมามหาวิทยาลัยไม่เคยแจ้งให้นักศึกษาได้ทราบว่าหลักสูตรภาษาจีนจะต้องย้ายไปเรียนที่วิทยาเขตสุพรรณบุรี หากแจ้งล่วงหน้าตั้งแต่ตอนสมัครเรียน เราก็คงไม่มาเรียนที่นี่ เราเลือกเรียนที่นี่เพราะต้องการเรียนที่ มสด.กรุงเทพฯ ดังนั้น หากมหาวิทยาลัยต้องการย้ายหลักสูตรวิชาภาษาจีนไปเรียนที่วิทยาเขตสุพรรณบุรี ขอให้เริ่มตั้งแต่นักศึกษาที่เข้าเรียนในปีการศึกษา 2559 เป็นต้นไป และแจ้งให้นักเรียนที่จะสมัครทราบล่วงหน้าเพื่อให้ตัดสินใจ ส่วนนักศึกษาเดิมที่เข้าเรียนในปีการศึกษา 2557 และ 2558 จำนวน 112 คนนั้น ขอให้เรียนที่ มสด.กรุงเทพฯ จนจบการศึกษา”
                    พ.อ.ณัฐพงษ์ กล่าว ตนได้รับเรื่องดังกล่าวแล้ว ขอศึกษารายละเอียดว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร และจะดำเนินการแก้ไขปัญหาให้ โดยอยากให้นักศึกษาทั้งหมดตั้งใจเรียน ไม่อยากให้กังวล

สานฝันปันสนามบอล ให้น้อง ร.ร.อนุบาลศรีค้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/226850

สนามบอล,การศึกษา,สานฝัน,ร.ร.อนุบาลศรีค้ำ,สาน,ฝัน,สนาม,บอล,น้อง,ร.ร.,อนุบาล

การศึกษา-สาธารณสุข  :  3 พ.ค. 2559

สานฝันปันสนามบอล ให้น้อง ร.ร.อนุบาลศรีค้ำ

สานฝันปันสนามบอล ให้น้อง ร.ร.อนุบาลศรีค้ำ : โดย…พนัสวรรณ โคกทอง

                    “เมื่อก่อนโรงเรียนไม่มีสนาม ได้ความร่วมมือจากผู้นำชุมชนและชาวบ้านช่วยกันขุดลอกคูคลอง ช่วยกันถมดินจนพื้นยกตัวขึ้นมา สภาพสนามจึงเป็นแค่ดินทรายถมธรรมดา ไม่มีหญ้า” สมศักดิ์ คณาคำ นายอำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย กล่าว
                    สมศักดิ์ จึงได้เริ่มต้นจากการปรึกษาร่วมกันกับผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลศรีค้ำ เพื่อหาทางให้เด็กๆ ได้มีสนามฟุตบอลแล้วเสนอโครงการไปที่อลิอันซ์อยุธยา ที่มีโครงการ “อลิอันซ์ อยุธยา สานฝันปันสนามฟุตบอลให้น้อง” เป็นโครงการต่อยอดมาจากโครงการ “อลิอันซ์อยุธยา จูเนียร์ ฟุตบอล แคมป์ 2016” มีจุดมุ่งหมายเพื่อต้องการเพิ่มโอกาสการพัฒนากีฬาฟุตบอลในกลุ่มเยาวชนทั่วไป โดยการเริ่มต้นจากการพัฒนาปัจจัยพื้นฐานของการเล่นฟุตบอล นั่นก็คือการปรับปรุงสนามฟุตบอลให้แก่โรงเรียนในต่างจังหวัด เนื่องจากปัจจัยที่จะทำให้เด็กต่างจังหวัดได้มีโอกาสพัฒนาทักษะเทียบเท่ากับเด็กกรุงเทพฯ ได้ก็คือสนามที่เป็นมาตรฐาน
                    ทั้งนี้ ได้รับการพิจารณาตามวัตถุประสงค์ที่บริษัทได้กำหนดเอาไว้ คือ ต้องการใช้ในการแข่งขันและใช้ในการฝึกซ้อม กลุ่มเป้าหมายคือ หนึ่ง เด็กเยาวชนที่อยู่ในโรงเรียนต่างๆ สองคือ เยาวชนตามชุมชนในหมู่บ้าน สามคือ ประชาชนทั่วไป ซึ่งทุกคนสามารถจัดกิจกรรมที่สนามแห่งนี้ได้แต่จะเน้นไปที่ฟุตบอลเป็นหลัก
                    ล่าสุด โรงเรียนอนุบาลศรีค้ำ อ.แม่จัน จ.เชียงราย เป็นโรงเรียนจากโซนภาคเหนือที่ได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการจากโรงเรียนที่ส่งเข้าประกวดทั้งหมด 20 โรงเรียน เนื่องจากมีคุณลักษณะตรงตามเงื่อนไขของโครงการมากที่สุด
                    จากนั้น อลิอันซ์ อยุธยา ได้เข้ามาช่วยปรับปรุงสนาม ดำเนินการติดตั้งระบบน้ำ ปรับปรุงบำรุงดิน ปูหญ้า เป็นพื้นที่กว่า 6,000 ตารางเมตร ปรับปรุงประตูฟุตบอลและติดตั้งสกอร์บอร์ด จนสามารถแบ่งการใช้งานได้เป็นสนามฟุตบอลสองสนาม
                    “ผลตอบรับคือชาวบ้านดีใจมากและมีความตั้งใจจะใช้พื้นที่ตรงนี้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด การที่ชุมชนจะมีพื้นที่สนามแบบนี้เป็นเรื่องยาก เด็กในชุมชนหมู่บ้านต่างๆ ก็ได้เล่นแต่ในสนามที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งตอนนี้ได้มาตรฐานแล้ว” นายอำเภอแม่จัน จ.เชียงราย กล่าว
                    พัชรา ทวีชัยวัฒนะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานบริหารการตลาดและสื่อสารองค์กร บมจ. อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต กล่าวว่า วิธีการคัดเลือกโรงเรียนที่จะมาร่วมโครงการ คือ 1.ผู้อำนวยการต้องมีความตั้งใจในการที่จะสนับสนุนกีฬาฟุตบอล 2.สนามใช้เพื่อประโยชน์ของเยาวชนในโรงเรียนและชุมชนรอบข้าง และ 3.โรงเรียนจะต้องมีแหล่งน้ำในการรักษาสนามให้ยืนยาวต่อเนื่อง เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่เรื่องของการสร้างสนาม แต่เป็นเรื่องของการรักษาสนาม ต้องการให้สนามใช้ได้ไปยาวๆ อย่างคุ้มค่าตามความตั้งใจ การดูแลจึงเป็นสิ่งสำคัญ โรงเรียนอนุบาลบ้านศรีค้ำจึงได้รับการคัดเลือกจากทั้งหมด 20 โรงเรียน ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้
                    ทั้งนี้ การเปิดโอกาสให้เด็กเยาวชนในต่างจังหวัดได้ฝึกซ้อมและเล่นฟุตบอลบนสนามที่ได้มาตรฐาน โอกาสนั้นสำคัญมากไม่ว่าเด็กจะแข่งชนะหรือแพ้ เพราะคือการสร้างเสริมประสบการณ์ ให้เด็กต่างจังหวัดได้มีโอกาสเทียบเท่ากับเด็กกรุงเทพฯ มีสนามฝึกซ้อมที่เป็นมาตรฐานแล้ว เด็กๆ โรงเรียนอนุบาลศรีค้ำจะมุ่งพัฒนาตนสู่การเป็นนักกีฬาทีมเยาวชนและทีมจังหวัดต่อไป
———————-
(สานฝันปันสนามบอล ให้น้อง ร.ร.อนุบาลศรีค้ำ : โดย…พนัสวรรณ โคกทอง)

แฉส่วยย้ายครู-หนุนปฏิรูปศึกษา ริบอำนาจในมือ 9 เสือ อ.ก.ค.ศ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/226917

การศึกษา,ส่วย,ย้าย,ครู

การศึกษา-สาธารณสุข  :  3 พ.ค. 2559

แฉส่วยย้ายครู-หนุนปฏิรูปศึกษา ริบอำนาจในมือ 9 เสือ อ.ก.ค.ศ.

แฉส่วยย้ายครู-หนุนปฏิรูปศึกษา ริบอำนาจในมือ 9 เสือ อ.ก.ค.ศ. : โดย…ศูนย์ข่าวภาคอีสาน

                    การผ่าตัดวงการครูในระดับภูมิภาค ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 10/2559 ลงวันที่ 21 มีนาคม 2559 เรื่อง “การขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค” ส่งกระแสฮือฮาให้คนในแวดวงการศึกษาได้ไม่น้อย โดยเฉพาะในรายละเอียดที่สั่งให้ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารเขตพื้นที่การศึกษา หรือผู้ปฏิบัติงานในตําแหน่งต่างๆ ในหน่วยงานของกระทรวงศึกษาธิการในระดับภูมิภาคหรือจังหวัด หยุดการปฏิบัติหน้าที่หรือให้พ้นจากตําแหน่ง ให้ยุบเลิกคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาและให้ยุบเลิก อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา โดยให้แต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) ขึ้นมาแทน
                    คณะกรรมการชุดใหม่นี้ มีคนนอกวงการศึกษาเข้ามาด้วย ทั้งภาครัฐและเอกชน หลากหลายอาชีพ รวม 22 คน มีทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ศึกษาธิการจังหวัด ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด รวมไปถึง ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัด และประธานหอการค้าจังหวัด
                    เช่นนี้ย่อมหมายถึง อำนาจเต็มในมือ 9 เสืือ อ.ก.ค.ศ.ถูกดึงคืนไปจนหมดสิ้น และถ่ายโอนให้แก่ กศจ. 22 คนแทน
                    “ยศ เหล่าอัน” ครูนักต่อสู้ อยู่โรงเรียนแห่งหนึ่งในภาคอีสาน บอกว่า ไม่เคยทำผลงานวิชาการเพื่อเลื่อนวิทยฐานะ โดยให้เหตุผลว่าในแวดวงการศึกษาที่ครูมัวห่วงแต่เรื่องของตัวเอง ต้องการมีตำแหน่งขั้นสูงขึ้น ทำให้ไม่มีเวลาให้แก่นักเรียน เป็นต้นเหตุให้การเรียนการสอนไม่มีคุณภาพ ระบบการศึกษาไทยถอยหลังเข้าคลองไปเรื่อยๆ ยิ่งนานวัน ระบบผูกขาดอำนาจของ อ.ก.ค.ศ.ก็ยิ่งแทรกซึมลงลึก แม้แต่การขอย้ายตามระเบียบที่กำหนดให้การโยกย้ายกลับภูมิลำเนา การย้ายติดตามคู่สมรส หรือการย้ายเพื่อดูแลบุพการี สามารถทำได้ แต่เมื่อเข้าสู่ยุคมืดของวงการศึกษา ที่อำนาจอยู่ในมือคนไม่กี่คน การขอย้ายจึงไม่ใช่เรื่องง่าย ประเด็นการพิจารณาจึงอยู่ที่ “เงิน” ในการตกลงกันระหว่างครูที่ต้องการย้ายกับผู้มีอำนาจในวงการศึกษาของแต่ละจังหวัด การเรียกรับ “ส่วย” จึงเกิดขึ้น
                    “เห็นด้วยกับการเข้ามาปฏิรูปการศึกษาของ คสช. แต่เห็นว่าการทำงานของ คสช.ล่าช้า เพราะปล่อยให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่นในวงการศึกษาไทย ส่งผลกระทบต่อคุณภาพการศึกษา ต้องการเห็นการใช้ยาแรงของ คสช.ในการปฏิรูปการศึกษาครั้งนี้ เชื่อว่าทำไม่ได้ง่ายนัก เพราะอำนาจของคนกลุ่มนี้ฝังรากลึกมานาน โดยเฉพาะการยุบคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา 9 คน ถือเป็นมาเฟียในวงการศึกษา มีอำนาจในการตัดสินการบรรจุแต่งตั้งโยกย้าย การพิจารณาความดีความชอบ การเลื่อนวิทยฐานะ การสอบบรรจุครูผู้ช่วย ทำให้วงการศึกษามีช่องว่างให้เกิดการเรียกรับผลประโยชน์จากครูผู้น้อย”
                    ครูยศ กล่าวว่า ระบบการสอบบรรจุแต่งตั้งในสมัยก่อน มีความศักดิ์สิทธิ์เพราะไม่มีการซื้อ ทำให้ครูในสมัยก่อนมีคุณภาพ กระทั่งมี อ.ก.ค.ศ.เข้ามาทำให้ระบบการบริหารเปลี่ยน มีการเรียกรับทรัพย์เกิดขึ้น ทำให้ความศักดิ์สิทธิ์ในการสอบบรรจุครูอ่อนด้อยไม่มีเหลือแล้ว ทำให้บรรดาครูที่สอบเข้ามาทำงานไม่มีคุณภาพ เพราะครูเองต้องเข้ามาทำงานหาเงินใช้หนี้ ทำให้ความภูมิใจ ความยินดีในวิชาชีพไม่มี
                    สำหรับในภาคอีสาน อัตราส่วยที่เรียกรับมีหลายรูปแบบ หากต้องการโยกย้าย โดยรวมราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 2 แสนบาท จากนั้นคิดตามระยะทาง หรือที่รู้กันภายในว่า ราคาคิดตามหลักกิโลเมตร หากเป็นการเลื่อนวิทยฐานะ ต้องจ่ายที่เริ่มต้น 1.5 แสนบาท ส่วนการวิ่งเต้นขอความดีความชอบ 2 ขั้นหรือ 3 ขั้น ราคาอยู่ที่ 4-5 หมื่นบาท การสอบบรรจุครูอัตราจ้าง อย่างต่ำราคาอยู่ที่ 7 แสนบาท
                    “ส่วยครูเริ่มทันทีที่มีการสอบเป็นครู มีการเรียกรับเงินตั้งแต่สอบครูผู้ช่วย ส่วนครูอัตราจ้าง ครูจ้างสอน พอครบ 3 ปีก็จะได้สิทธิ์สอบบรรจุ ขั้นตอนนี้ต้องจ่ายอีกไม่ต่ำกว่า 7 แสน ในการโยกย้ายแต่ละปี แต่ละเขต ก็มีการเรียกรับเงิน แค่สับเปลี่ยนโรงเรียนห่างกัน 4-5 กิโลเมตร ก็ต้องจ่าย 4-5 หมื่นบาท นี่คือความเหลวแหลกของวงการครูตั้งแต่ต้นทางจนปลายทาง เมื่อเริ่มต้นก็ใช้เงินเข้ามาแล้ว คนที่เข้ามาก็ด้อยคุณภาพ การที่ต้องใช้เงินซื้อ ทำให้ครูมีหนี้สินท่วมหัว เพราะจ่ายครั้งเดียวไม่จบ การจะมีใจสอนหนังสือหรือให้บริการชุมชนก็น้อยลง ความผูกพันระหว่างครูกับชาวบ้านและผู้ปกครองก็ไม่มี ปัจจุบันมีแต่ครูปิกอัพ ครูรถเก๋ง เช้ามาเย็นกลับ ต่างคนต่างอยู่
                    ดังนั้นการปฏิรูปและผ่าตัดวงการศึกษาครั้งใหญ่จึงควรเกิดขึ้น ต้องยกเลิกการทำผลงานแบบกระดาษมาสู่การทุ่มเทการทำแบบการเรียนการสอน เพื่อให้เด็กๆ ได้รับประโยชน์จากการศึกษาอย่างแท้จริง หากไม่มีระบบส่วย ครูชนบทในวิถีเศรษฐกิจพอเพียงจะกลับคืนมา ไม่ใช่คำว่าครูมีความหมายเท่ากับว่าเป็นหนี้” ครูนักต่อสู้ กล่าว
———————-
เสียงสะท้อน “ส่วยครู”
เครียด ร้องไห้ เอาที่ดินผืนสุดท้ายกู้ 5 แสน ให้ลูกสาว-ลูกเขยย้ายกลับภูมิลำเนา
                    เมื่อถึงฤดูกาลโยกย้ายข้าราชการครู มักจะได้ยินข่าวการวิ่งเต้นของครู อาจารย์ที่ต้องเตรียมเงินไว้จ่ายให้แก่กลุ่มคนใหญ่คนโตที่มีอำนาจตัดสินใจ ถือเป็นจุดเริ่มที่ทำให้ข้าราชการครูหลายคนต่างต้องวิ่งเต้น เพื่อขอความช่วยเหลือให้ได้ย้ายกลับถิ่นฐาน
                    การโยกย้ายกลับถิ่นฐานของข้าราชการครู มี 3 เหตุผลหลัก คือ ย้ายกลับภูมิลำเนา ย้ายติดตามคู่สมรส และย้ายกลับถิ่นฐานเพื่อดูแลพ่อแม่ แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ก็ล้วนต้องจ่ายค่าผ่านทางทั้งสิ้น
                    ดังเช่น ครูสามีภรรยาคู่หนึ่ง ทำงานในโรงเรียนภาคกลางมาครบ 10 ปี ต้องการย้ายกลับมาดูแลแม่และลูกอีก 2 คนซึ่งฝากให้แม่เลี้ยง จึงทำเรื่องขอย้ายจากต้นสังกัด ซึ่งผ่านพ้นไปด้วยดี แต่พอจะลงในโรงเรียนใกล้บ้านที่ภาคอีสานกลับต้องจ่ายค่าดำเนินการสองคนรวม 5 แสนบาท โดยมีข้อตกลงว่า ทั้งคู่จะได้ย้ายกลับมาสอนที่โรงเรียนเดียวกันห่างจากบ้านไม่เกิน 10 กิโลเมตร แต่เมื่อได้ย้ายกลับไม่เป็นตามที่ตกลง ทั้งคู่ได้สอนคนละแห่ง ห่างจากบ้านประมาณ 30 กิโลเมตร แต่แม้จะไม่เป็นไปตามข้อตกลง ก็ต้องยอม เพราะดีกว่าอยู่ไกลบ้าน
                    “เงิน 5 แสนบาทที่ใช้วิ่งเต้นเรื่องการโยกย้ายกู้จากแหล่งเงิน 2 แห่ง คือ ธ.ก.ส. 3 แสนบาท ใช้ที่ดินในการค้ำประกัน และสหกรณ์ออมทรัพย์ครู 2 แสนบาท มีเพื่อนครูค้ำประกัน เงินเดือนเราทั้งคู่รวมกัน 6 หมื่น ในส่วนนี้แบ่งเป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ค่าเล่าเรียนลูก ค่าเดินทางไปกลับทำงาน และใช้หนี้ที่จะเสียแบบรอบปีซึ่งเราต้องเก็บไว้เพื่อไม่ให้การเงินสะดุด ไม่มีใครอยากเสียเงินไปกับการวิ่งเต้น แต่ถ้าเราไม่จ่ายเงินก็คงไม่ได้ย้ายกลับบ้าน อย่างไรก็ต้องยอมจ่าย” ครูสามีภรรยาคู่นี้เล่าเรื่องราว
                    กว่า 6 เดือนแล้วที่ได้ย้ายกลับมาสอนหนังสือที่โรงเรียนในจังหวัดบ้านเกิด บ้านที่เคยเงียบเหงา มีเพียงเด็กและคนแก่ กลายเป็นบ้านหลังใหม่ที่มีชีวิตชีวา ได้อยู่พร้อมหน้าหน้าพร้อมตาลูกหลาน แม้ต้องแบกรับภาระกู้ยืมเอามาใช้เรื่องการโยกย้าย แม้รู้สึกกังวลที่ต้องนำที่ดินไปจำนองกับ ธ.ก.ส. เพื่อกู้ยืมเงินให้ลูก ถือเป็นหนี้ก้อนโตครั้งแรกในชีวิต รู้สึกเสียดายเงินจำนวนมากที่เชื่อว่าทำประโยชน์ให้ลูกหลานได้ กลับต้องมาเสียเปล่า แต่เมื่อไม่มีอำนาจในการต่อรอง การเสียเงิน 5 แสนบาท เพื่อแลกกับความสุขของครอบครัวก็ต้องจำยอม
                    “เราเป็นครอบครัวครู สามีเป็นครูมาทั้งชีวิต แต่เมื่อตกมาถึงรุ่นลูก ได้เห็นเลยว่าวงการครูมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก เมื่อก่อนสามีขอย้ายมาอยู่ที่นี่ ที่กันดารมากๆ เพราะอยากสอนเด็กในชนบทให้มีความรู้ พอรุ่นลูกอยากสอบครูในพื้นที่ เขาก็ไม่เปิดสอบสักที จนต้องไปสอบที่ภาคอื่น แต่กลับพบปัญหาว่าการขอย้ายกลับภูมิลำเนายากกว่าการสอบบรรจุเข้าเสียอีก ตอนเอาโฉนดไปจำนองกับ ธ.ก.ส. รู้สึกเครียด กังวล กลัวว่าลูกจะผ่อนชำระไม่ได้ กลัวที่ดินผืนสุดท้ายจะถูกแบงก์ยึดไป ในชีวิตไม่ชอบเป็นหนี้ ไม่เคยฟุ้งเฟ้ออยากได้อะไร แต่กลับต้องมีหนี้ก้อนใหญ่ เงิน 5 แสนบาท ซื้อรถได้คันนึงเลยนะ ถือเงินสดๆ ไปให้เขา รู้สึกเครียดมาก” แม่ของครอบครัวครู กล่าวถึงความกังวล
———————-
ส่วยไม่มา ย้ายไม่ได้ จำใจเกษียณก่อนกำหนด เพื่อดูแลพ่อแม่ป่วย
                    การยอมจำนนเพราะไม่มีทางเลือก ทำให้แม่พิมพ์ของชาติมีภาระหนี้สินแต่ยังมีบางคนที่ไม่เห็นด้วยและไม่ยอมที่จะเสียเงินให้แก่กลุ่มผู้มีอำนาจต่อรอง กว่า 10 ปี ที่ยื่นเรื่องขอโยกย้ายได้รับการปฏิเสธ ทางเดียวที่จะได้กลับบ้านเพื่อดูแลพ่อแม่ที่ป่วย คือ “ตัดสินใจขอเกษียณก่อนกำหนด” เพราะไม่ต้องการสนับสนุนขบวนการสูบเลือดที่นำการโยกย้ายมาเป็นสินค้าราคาแพง เชื่อว่าระบบเหล่านี้มีส่วนทำให้การปฏิรูปการศึกษาไม่ประสบผลสำเร็จ
                    “เสียเท่าไร” เป็นคำถามที่อดีตครูโรงเรียนแห่งหนึ่งในภาคอีสาน ได้ยินทุกครั้งเมื่อเข้าสู่ฤดูโยกย้ายข้าราชการครู โดยเสียงเล่าไม่ได้บอกจำนวนเงินเป็นตัวเลขออกมา แต่ที่ได้ยินมาตลอดคือ โยกย้ายด้วยราคาค่ารถ 1 คัน จึงเป็นคำถามทุกครั้งว่า ทำไมคนที่ต้องการย้ายกลับไปทำงานใกล้บ้านไปทำประโยชน์ให้บ้านเกิด ต้องเสียเงินค่าวิ่งเต้นให้แก่กลุ่มคนที่ทำนาบนหลังคน
                    สำหรับคนที่ปฏิเสธการเสียเงิน แม้มีผลงานการสอนที่สามารถพัฒนานักเรียน แต่ก็ไม่มีผลเพราะผลงานไม่เท่ากับราคาเงิน ดังนั้นในปี 2555 จึงตัดสินใจขอเกษียณก่อนกำหนด ทิ้งหน้าที่การงานที่รักเท่าชีวิตไว้ข้างหลัง ทิ้งเงินเดือน 36,000 บาท มารับเงินบำนาญ 16,000 บาทแทน
                    “ระยะทางจากบ้านมาถึงโรงเรียนประมาณ 36 กิโลเมตร แต่เมื่อพ่อกับแม่ป่วย ต้องได้รับการดูแลใกล้ชิด การได้สอนโรงเรียนใกล้บ้านจะทำให้สามารถกลับมาดูแลเรื่องข้าวปลาอาหารได้ในช่วงเที่ยง 10 ปีที่ทำงานสอน คิดว่าตัวเองมีคุณสมบัติโยกย้ายไปทำงานใกล้บ้าน คิดว่าอย่างไรก็ต้องได้ย้าย แต่ผ่านไปกี่ปีก็ไม่ได้ย้าย ทำทุกทางที่จะเข้าสู่การพิจารณา เคยถ่ายเอกสารการรักษาตัวของพ่อแม่ปึกใหญ่แนบไปกับคำร้อง แต่ก็ไม่ได้รับการพิจารณา ระหว่างตัดสินใจเรารู้ว่าทำงานตามหน้าที่ได้ไม่เต็มร้อยเพราะห่วงพ่อแม่ การยื่นเรื่องขอครั้งสุดท้ายในช่วงที่มีโครงการครูคืนถิ่นก็ยังไม่ได้ย้าย เพื่อนแนะนำให้จ่ายเงินค่าโยกย้าย แต่คิดว่าจะไม่ยอมจ่ายเงินจำนวนนี้ให้เป็นค่าวิ่งเต้น จึงชั่งน้ำหนักระหว่างงานสอนที่ทำมากว่า 20 ปี กับการดูแลพ่อแม่หน้าที่ใดสำคัญมากกว่า สุดท้ายเลือกครอบครัว” อดีตครูผู้นี้เล่าถึงการตัดสินใจ
                    ทุกครั้งที่มีโอกาสกลับไปเยี่ยมเยือนโรงเรียนเก่า อดีตครูผู้นี้ก็ยังได้รับการต้อนรับจากครู ผู้ปกครอง และยังคงเป็นที่รักของนักเรียน เป็นครูในดวงใจ หลายคนนำคำสอนสั่งไปเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต ตลอด 5 ปีหลังเกษียณก่อนกำหนด จึงมีการ์ดทำมืออวยพรในวันสำคัญ ถ้อยคำที่เขียนผ่านข้อความแสดงความเคารพรัก ไม่ใช่เป็นเพียงครูที่ให้ความรู้ แต่เป็นเหมือนพ่อที่คอยอบรมให้เป็นคนดี
                    “รู้สึกสงสารเพื่อนครูด้วยกันที่ต้องเสียเงินกับสิ่งที่ไม่ควรเสีย จ่ายเงินไปแล้วก็บอกใคร พูดให้ใครฟังไม่ได้ พอเสียเงินแล้วก็ยังต้องมาทำงานหาเงินไปใช้หนี้อีก คนที่เรียกรับเงินก็รวยอยู่แล้ว แต่ก็ยังเรียกรับแบบไม่อาย ทำให้ระบบการศึกษาไทยล้าหลัง ทำให้ครูไม่มีคุณภาพ”
———————-
(แฉส่วยย้ายครู-หนุนปฏิรูปศึกษา ริบอำนาจในมือ 9 เสือ อ.ก.ค.ศ. : โดย…ศูนย์ข่าวภาคอีสาน)

เปิดม่านการศึกษา : 3 พ.ค. 59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/226849

เปิดม่านการศึกษา,การุณ สกุลประดิษฐ์,กพฐ.,เปิด,ศึกษา,พ.ค.

การศึกษา-สาธารณสุข  :  3 พ.ค. 2559

เปิดม่านการศึกษา : 3 พ.ค. 59

เปิดม่านการศึกษา : 3 พ.ค. 59 : โดย…ครูแจ่ม

                    การศึกษาไทยล้มเหลว….ภาพวัยรุ่นไทยชกต่อยชาวต่างชาติที่มาท่องเที่ยวในเมืองไทย มองภาพนั้นแล้วไม่รู้ว่า “พ่อแม่ผู้ปกครอง-ครู-ผู้บริหารสถานศึกษา-ผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ-รัฐมนตรีศึกษาธิาร” รู้สึกอับอาย หรืออยากจะเอาปี๊บคลุมหัวด้วยหรือไม่ เพราะภาพการใช้ “ความรุนแรง” แบบนั้นสะท้อนชัดเจน การจัด “การศึกษาล้มเหลว” ได้เป็นอย่างดี
                    ในที่ชุมชนแออัดยัดเหยียดมีคนสัญจรไป-มาพลุกพล่าน โอกาสจะ “ชน” หรือ “ปะทะ” ทั้งแบบตั้งใจหรือไม่ตั้งใจนั้น เป็นไปได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ “คนชน” หรือ “คนถูกชน” ควรจะตระหนักและมีจิตสำนึกสาธารณะว่า เหตุการณ์แบบนี้ “เกิดขึ้นได้” บ่อยครั้ง  ดังนั้นการให้อภัย ลดละความไม่เห็นแก่ตัว รวมถึงไม่นิ่งเฉยดูดาย เมื่อใครก็ตามถูกรุมทำร้าย ควรเกิดขึ้นกับสังคมเมืองพุทธ  มิใช่หรือ!!
                    การศึกษาไม่ใช่เพียงมุ่งเป้าเพื่อสอบให้ได้คะแนน “เกรด 4” หรือ “เกรดเอ” แต่การศึกษาดีหรือคนที่ได้รับการศึกษาที่ดีมีคุณภาพ ควรเป็นคนดีมีคุณภาพ ดำรงตนตามวิถีไทยเฉกเช่น “ผู้เจริญ” แล้ว ทั้งกาย วาจา ใจ เพราะผู้เจริญด้วยการศึกษาที่ดีแล้วถึงพร้อมด้วย “คุณธรรม” ประจำใจ ไม่แสดงกิริยาอาการก้าวร้าว หรือเบียดเบียนคนอื่น ไม่เห็นแก่ตัว ไม่ฉกฉวยโอกาส ฯลฯ
                    อยากให้ครูและผู้บริหารสถานศึกษาอาศัยช่วงเวลา นักเรียนชั้น ม.1 และ ม.4 กำลัง “ปรับพื้นฐาน 5 วิชาหลัก” ก่อนเปิดภาคเรียนในวันจันทร์ที่ี่ 16 พฤษภาคม 2559 นี้ “อบรมสั่งสอนลูกศิษย์ถึงความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบผู้เจริญแล้วนั้นเป็นอย่างไร”
                    เลิกเถอะ!! ค่านิยมเห่อลูกเรียนได้เกรด 4 แต่เห็นแก่ตัว “ครูแจ่ม” ฝากความหวังไว้ที่เลขาธิการ กพฐ.”การุณ สกุลประดิษฐ์” คนดังจากแดนใต้ ช่วยถักทอแก้ไขปัญหานี้ ก่อนที่นานาชาติจะตราหน้าว่า “กระทรวงศึกษาธิการไทยไร้น้ำยา” นะขอบอก!
———————-
(เปิดม่านการศึกษา : 3 พ.ค. 59 : โดย…ครูแจ่ม)

มกท.ชูC+Eคิดต่างไม่ตามสูตร เจ้าของธุรกิจก่อนจบป.ตรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/226863

การศึกษา,มกท.,สูตร,ป.ตรี

การศึกษา-สาธารณสุข  :  3 พ.ค. 2559

มกท.ชูC+Eคิดต่างไม่ตามสูตร เจ้าของธุรกิจก่อนจบป.ตรี

มกท.ชูC+Eคิดต่างไม่ตามสูตร เจ้าของธุรกิจก่อนจบป.ตรี : ชุลีพร อร่ามเนตร … รายงาน

                    “ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของธุรกิจ และสร้างรายได้ สร้างอาชีพให้แก่ตนเอง เพียงขอให้มีความคิดสร้างสรรค์ คิดแตกต่าง และไม่จำเป็นต้องตามสูตรของใคร เพราะทุกคนล้วนมีสูตรในการใช้ชีวิต การทำธุรกิจของตนเอง แต่ต้องกล้า มีความตั้งใจ และมุ่งมั่นที่จะคิดก่อน ทำก่อนผู้อื่น” มุมมองความคิดของ “น้องบ๊วย” วลีพร เดี่ยววานิช นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะมนุษยศาสตร์และการจัดการท่องเที่ยว วิชาเอกการโรงแรม เจ้าของธุรกิจอีโครีสอร์ท บี52 บีชรีสอร์ท เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ นำองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (มกท.) คิดต่าง ไม่ตามสูตร ต่อยอดธุรกิจของครอบครัว
                    เทรนด์คนรุ่นใหม่ ต่างมุ่งหวัง ต้องการ เส้นทางสู่ความสำเร็จ อยากมีชีวิตที่สะดวกสบาย เมื่อจบการศึกษา บัณฑิตอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ทำให้มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งต่างงัดกลยุทธ์ เปิดหลักสูตรรองรับความต้องการของคนรุ่นใหม่ที่อยากมีธุรกิจของตนเอง ม.กรุงเทพ หรือ มกท. เป็นอีกหนึ่งมหาวิทยาลัยที่มีอัตลักษณ์โดดเด่น “คิดแบบสร้างสรรค์ คิดแบบเจ้าของ” แถมล่าสุด ผุดสโลแกนใหม่ “คิดต่าง ไม่ตามสูตร” ภายใต้แนวคิด C+E (Creativity + Entrepreneurial Spirit) ปิ๊งไอเดีย สร้างเส้นทางความสำเร็จของนักศึกษาคิดและสร้างธุรกิจของตนเองได้ก่อนจบปริญญาตรี ในแบบฉบับของตนเอง
                    น้องบ๊วย เล่าว่า เลือกเรียน ม.กรุงเทพ เพราะรู้ว่าที่นี่ทุกคณะทุกสาขาต่างสอนให้เด็กคิดสร้างสรรค์ และรู้จักต่อยอดพัฒนาสร้างธุรกิจของครอบครัว มีหัวคิดทางธุรกิจ การเป็นผู้ประกอบการ ซึ่งตั้งแต่ปี 1 จนถึงปี 4 ทุกวิชาล้วนมีการสอดแทรกการเรียนการสอนการคิดแบบสร้างสรรค์ คิดแบบเจ้าของ แม้ไม่ได้เรียนคณะการสร้างเจ้าของธุรกิจและการบริหารกิจการ(BUSEM) แต่ได้เรียนรู้การเป็นเจ้าของกิจการ การทำธุรกิจอย่างถูกต้องภายใต้การมองที่แตกต่างออกไป
                    โดย “บ๊วย” ได้พัฒนารีสอร์ทของครอบครัว จากเดิมที่มุ่งนักท่องเที่ยวต่างชาติทั่วไปที่มาเที่ยวเกาะพะงัน มางานฟูลมูนปาร์ตี้ เธอมองแตกต่างออกไป มองกลุ่มเป้าหมายใหม่เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ วัยกลางคน หรือกลุ่มคนผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นกลุ่มคนมีเงินและต้องการมาใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์ จึงปรับเปลี่ยนต่อยอดรีสอร์ทเป็น อีโครีสอร์ท ตอบสนองความต้องการของกลุ่มนักท่องเที่ยวผู้สูงอายุที่ต้องการมาใช้ชีวิตชิลๆ สัมผัสธรรมชาติเกาะพะงัน จนขณะนี้ได้สร้างรายได้ให้แก่ครอบครัวมากขึ้น
                    ต้องมองหาความแตกต่างในธุรกิจที่เราสนใจ และมีความกล้าคิด กล้าทำ เพราะยิ่งเราทำเร็วกว่าคนอื่นก็ยิ่งประสบความสำเร็จ และการทำธุรกิจอย่ากลัวความผิดหวัง ทุกคนสามารถสร้างสูตรในการทำธุรกิจของตนเองได้ เช่นเดียวกับ “น้องเฟรช” เกียรติศักดิ์ คำวงษา นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะการสร้างเจ้าของธุรกิจและการบริหารกิจการ(BUSEM) เจ้าของธุรกิจกาแฟชะมด Blue Gold Coffee เริ่มทำธุรกิจตั้งแต่เรียนปี 1 ใช้เวลาสองปี เปิดตัวสินค้ากาแฟชะมดจากฟาร์มเลี้ยงแบบเปิดแห่งแรกและแห่งเดียวในไทย ผลตอบรับทางการตลาดส่งผลให้เขาเป็นเจ้าของธุรกิจมูลค่าหลายสิบล้านบาท
                    น้องเฟรช เล่าว่า หลังจากครอบครัวของเขาประสบปัญหาภาวะทางการเงิน ทำให้เขาอยากทำธุรกิจเพื่อช่วยหาเงินให้แก่ที่บ้าน ซึ่งที่บ้านมีไร่กาแฟ และตอนเด็กๆ ก็เคยเลี้ยงชะมด เมื่อเห็นกาแฟชะมดในอินโดนีเซีย ทำให้เกิดไอเดียว่าทำธุรกิจกาแฟชะมดในไทย เพราะตลาดยังมีจำกัด ลองทำอะไรที่แตกต่างจากคนอื่น พอได้ไอเดียไปปรึกษากับแม่ และมาปรึกษาอาจารย์ผู้สอน อย่าง ดร.อาทร พร้อมพัฒนภัค ประธานโครงการผู้ประกอบการวัยรุ่น ว่าอยากทำกาแฟชะมด อาจารย์ช่วยให้แนะนำ สร้างเครือข่าย ทำให้ได้รู้จักการวางแผนธุรกิจ จนกระทั่งก่อเกิดเป็นธุรกิจกาแฟชะมดของตนเอง
                    “เราอยากเป็นผู้ประกอบการ เมื่อ 4 ปีก่อนก็ได้พยายามหาหลักสูตรที่จะทำให้เราเข้าใจ มีองค์ความรู้ เทคนิค เครือข่ายในการเป็นผู้ประกอบการที่ดี มีคุณธรรม และทำธุรกิจเป็น ซึ่งตอนนั้น ม.กรุงเทพ เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกที่เปิดสอนคณะBUSEM เน้นการเรียนการสอนแบบลงมือปฎิบัติ ทำเองทุกขั้นตอน ไม่ใช่เรียนจากตำราอย่างเดียว แต่เรียนจากนักธุรกิจมากประสบการณ์ มีเครือข่ายนักธุรกิจช่วยเสริมความคิดสร้างสรรค์ ต่อยอดธุรกิจ ดังนั้น ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของธุรกิจได้ โดยเริ่มมองค้นหาตัวเอง จากสิ่งที่ชอบหรือธุรกิจที่บ้าน พร้อมเผชิญทั้งความสำเร็จ และปัญหา ลองผิดลองถูก คุณสมบัติผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ผมล้วนได้จากการเรียนรู้ตลอด 4 ปี ที่ ม.กรุงเทพ”
                    แนวคิด C+E ของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ได้สร้างความแตกต่างให้แก่มหาวิทยาลัยในการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนในทุกคณะทุกสาขาวิชาเพื่อสร้างอัตลักษณ์เด่นของนักศึกษาให้มีครบทั้งการคิดแบบสร้างสรรค์ (Creativity) และคิดแบบเจ้าของ (Entrepreneurial Spirit) ซึ่งเป็นแนวทางสร้างบุคลากรยุคใหม่ที่ตอบสนองความต้องการของภาคธุรกิจในปัจจุบัน
                    อาจารย์เพชร โอสถานุเคราะห์ อธิการบดีมกท. กล่าวว่า แนวคิด C+E ได้ถูกนำไปปรับใช้เพื่อบ่มเพาะความคิดผู้ประกอบการสร้างสรรค์ให้แก่นักศึกษาทุกคน ไม่ว่านักศึกษาจะมีเป้าหมายในการสร้างและบริหารกิจการของตนเอง หรือต้องการทำงานกับองค์กรใด พวกเขาจะเป็นบุคลากรที่มีบุคลิกเด่นในสองเรื่องคือ มีความคิดสร้างสรรค์ และมีความคิดแบบเจ้าของ ทำให้เป็นคนที่มีวิสัยทัศน์มีความมุ่งมั่นตั้งใจกับภารกิจและพร้อมพัฒนาตนเองและพัฒนางานเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย
                    แนวทางการสร้างบัณฑิตเข้าสู่ตลาดแรงงานในภาคธุรกิจด้วยแนวคิด C+E แสดงให้สังคมได้เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนอย่างแท้จริง ปีการศึกษา 2559 นี้ เป็นปีแรกที่ ม.กรุงเทพ ได้ดำเนินแผนงานต่อยอดสร้างกระบวนการ “คิดแบบสร้างสรรค์ คิดแบบเจ้าของ” เข้าสู่กลุ่มนักเรียนระดับชั้นมัธยมทั่วประเทศ เพื่อกระตุ้นให้โรงเรียนได้ส่งเสริมกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อการสร้างผู้ประกอบการตั้งแต่วัยคอซอง
                    โดยจัดกิจกรรมมอบทุนผู้ประกอบการวัยรุ่นจำนวน 5 ทุน มูลค่าประมาณ 4 แสนบาทต่อทุน เป็นทุนเรียนฟรีในระดับปริญญาตรี 4 ปี ในคณะการสร้างเจ้าของธุรกิจและการบริหารกิจการ (School of Entrepreneurship and Management: BUSEM) ซึ่งมหาวิทยาลัยกรุงเทพได้ดำเนินการมอบทุนให้นักเรียนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมกันนี้โรงเรียนที่นักเรียนได้รับทุนดังกล่าวยังได้รับทุนส่งเสริมกิจกรรมอีกจำนวน 1 แสนบาทต่อโรงเรียน เพื่อใช้ในการสนับสนุนกิจกรรมพัฒนาศักยภาพของนักเรียน สำหรับผู้สนใจเรียน ม.กรุงเทพ สอบถามโทร.0 2350 3500-99 หรือ http://www.bu.ac.th
——————
(มกท.ชูC+Eคิดต่างไม่ตามสูตร เจ้าของธุรกิจก่อนจบป.ตรี : ชุลีพร อร่ามเนตร … รายงาน)

‘ม.มหิดล’ทำหมันยุงลายสำเร็จ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/226907

สาธารณสุข,ยุงลาย,ทำหมัน,มหิดล,ไข้เลือดออก,ปอ,ทฤษฎี

การศึกษา-สาธารณสุข  :  2 พ.ค. 2559

‘ม.มหิดล’ทำหมันยุงลายสำเร็จ!

ม.มหิดล ทำหมันยุงลายสำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก เผยทำแล้วกว่าหมื่นตัว ตั้งเป้าเดินหน้าจัดตั้งฟาร์มทำหมันยุง เชื่อจะลดผู้ป่วยไข้เลือดออก-โรคข้างเคียงได้จำนวนมาก

                    2 พ.ค. 59  ที่มหาวิทยาลัยมหิดล (ม.มหิดล) ศาลายา  ศ.คลินิก นพ.อุดม คชินทร อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล แถลงข่าวโครงการทำหมันยุงลายเพื่อลดไข้เลือดออก ว่า โครงการทำหมันยุงลาย เป็นการวิจัยของศูนย์วิจัยเพื่อความเป็นเลิศ พาหะและโรคที่นำโดยพาหะ ของคณะวิทยาศาสตร์ เนื่องด้วยประเทศไทยและทั่วโลกต่างมีปัญหาเรื่องการระบาดของโรคไข้เลือดออก ทำให้นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกพยายามค้นหาวิธีการเพื่อควบคุมยุงลาย ซึ่งเป็นพาหะของไข้เลือดออก และโรคอื่นๆ ที่นำโดยยุงลาย ได้แก่ โรคไข้ปวดข้อยุงลาย หรือโรคไข้ชิคุนกุนยา โรคไข้ซิกา และโรคไข้เหลือง ซึ่งทางมหาวิทยาลัยมีความพร้อมในการจัดทำโครงการทำหมันยุงลายเพื่อลดไข้เลือดออกและโรคอื่นๆ ที่เกิดจากยุงลายให้เกิดประสิทธิภาพ โดยขณะนี้กลุ่มวิจัยได้พัฒนายุงสายพันธุ์ที่ผ่านการทดลองในห้องแล็บ และจะนำร่องในพื้นที่จริง เพื่อลดจำนวนยุงลายในธรรมชาติ รวมถึงเป็นการลดค่าใช้จ่าย จำนวนผู้ป่วยจากไข้เลือดออกทั้งไทยและต่างประเทศ
                    “โครงการนำร่องทำหมันยุงลาย ถือเป็นครั้งแรกของประเทศไทย และครั้งแรกของโลกที่มีการทำหมันยุงลายแนวใหม่ โดยมี 2 ขั้นตอน ทั้งฉายรังสีและฉีดเชื้อแบคทีเรียร่วมอาศัยสกุลโวบาเกีย ซึ่งวิธีการทำหมันยุงลายแนวใหม่นี้ยังไม่มีการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมในประเทศใดมาก่อน โดยเฉพาะกับยุงลายบ้าน และหากทีมวิจัยนำร่องในพื้นที่จริง ประสบความสำเร็จ ก็จะมีการขยายต่อในการจัดทำโรงงาน หรือฟาร์มผลิตทำหมันยุงลาย 2 ขั้นตอน แห่งแรกของโลก ที่จะช่วยลดจำนวนยุงลายในธรรมชาติ” ศ.คลินิก นพ.อุดม กล่าว
                    อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวอีกว่า ขณะนี้ทางมหาวิทยาลัยได้ประชุมเพื่อประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยในประเทศได้ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข ในการผลักดันวิธีการควบคุมยุงลายแนวใหม่นี้ให้ถูกนำไปใช้ได้จริง ส่วนต่างประเทศ ได้ร่วมกับผู้บริหารปรมาณูระหว่างประเทศ (ไอเออีเอ) ประเทศออสเตรีย, ผู้เชี่ยวชาญในด้านการควบคุมยุงจากประเทศสวีเดน และเพื่อช่วยเหลือในการดำเนินการโครงการดังกล่าวในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้งทางปรมาณูฯ ได้บริจาคเครื่องมือที่จะใช้ในการฉายรังสีเพื่อการทำหมันยุงให้แก่ประเทศไทยซึ่งมีมูลค่าประมาณ 35 ล้านบาท ที่จะช่วยฉายรังสีทำหมันยุงได้ครั้งละ 1 แสนตัว
                    ด้าน ศ.ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในฐานะเป็นประธานที่ประชุมประสานความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย ในโครงการดังกล่าว กล่าวว่า การทำหมันยุงลายแนวใหม่ ถือได้ว่าไทยเป็นผู้นำของโลก เพราะที่ผ่านมา การทำหมันยุงลาย มีนักวิทยาศาสตร์หลายประเทศดำเนินการ แต่จะเป็นเพียงขั้นตอนเดียว หรือใช้วิธีการอื่นๆ ซึ่งหากทำได้จริงในพื้นที่จริง จะเป็นการลดจำนวนยุงลายในประเทศไทย รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ อย่างไรก็ตาม การทดลองปล่อยยุงลายสายพันธุ์ที่พัฒนาในพื้นที่นำร่องนั้น ไม่ได้เป็นการเพิ่มจำนวนยุงลายอย่างแน่นอน เพราะยุงลายที่ปล่อยออกไปมีการทำหมัน ไม่ขยายพันธุ์ และเป็นยุงลายตัวผู้ที่กินแต่น้ำหวานและไม่กินเลือด จึงอยากให้ประชาชนมั่นใจ
                    ส่วน รศ.ดร.ปัทมาภรณ์ กฤตยพงษ์ นักวิจัยคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้พัฒนายุงลายสายพันธุ์ที่ต้านไข้เลือดออกและเชื้อไวรัสไข้เลือดออก และเชื้อไวรัสไข้ชิคุนกุนยาได้สำเร็จ กล่าวว่า การทำหมันยุงลายสายพันธุ์ใหม่นี้ ใช้วิธีการทางเทคโนโลยีชีวภาพ ฉีดเชื้อแบคทีเรียร่วมอาศัยสกุลโวบาเกีย 2 สายพันธุ์ ซึ่งสกัดได้จากยุงลายสวนเข้าไปในยุงลายบ้าน หากปล่อยยุงลายบ้านตัวผู้ที่พัฒนาแล้วออกสู่ธรรมชาติ ยุงลายบ้านตัวผู้เหล่านี้จะไปผสมพันธุ์ยุงลายบ้านตัวเมียในธรรมชาติทำให้ยุงลายบ้านตัวเมียในธรรมชาติเป็นหมัน และลดจำนวนยุงลายบ้านที่เป็นพาหะนำโรคไข้เลือดออกลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะมีผลให้ผู้ป่วยไข้เลือดออกลดลงด้วย
                    “การทำหมันยุงลายแนวใหม่นี้ จะทำถึง 2 ขั้นตอน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และมีความปลอดภัยมากที่สุด โดยนำยุงลายบ้านตัวผู้สายพันธุ์ใหม่ที่พัฒนาแล้วมารฉายรังสีปริมาณอ่อนก่อนปล่อยสู่ธรรมชาติ เพื่อทำให้ตัวมันเองเป็นหมัน ไม่สามารถแพร่พันธุ์ในธรรมชาติได้ ถึงแม้จะผสมพันธุ์กับยุงลายบ้านตัวเมียสายพันธุ์ที่พัฒนาแล้วเหมือนกันก็ตาม และหากยุงลายบ้านตัวเมียสายพันธุ์ที่พัฒนาแล้วหลุดออกไปในธรรมชาติ ก็ไม่สามารถนำเชื้อไข้เลือดออกและเชื้อไข้ชิคุนกุนยาสู่คนได้ รวมถึงไม่กระทบกับสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ เนื่องจากยุงลายบ้านสายพันธุ์ที่พัฒนาแล้วซึ่งถูกปล่อยสู่ธรรมชาติจะตายภายใน 2-3 สัปดาห์ และไม่แพร่พันธุ์ต่อเนื่องจากเป็นหมัน” รศ.ดร.ปัทมาภรณ์ ชี้แจง
                    นักวิจัยผู้นี้ กล่าวอีกว่า ขณะนี้เรามีการเพาะพันธุ์ยุงลายบ้านสายพันธุ์ใหม่ ในห้องทดลอง ได้ประมาณ 1 หมื่นตัวและกำลังเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งทีมนักวิจัยจะสามารถปล่อยยุงลายบ้านตัวผู้ที่ถูกทำหมัน 2 ขั้นตอน ในโครงการนำร่องเพื่อลดจำนวนยุงลายบ้านในธรรมชาติ ณ ต.หัวสำโรง อ.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา เป็นที่แรกของโลกภายในปลายเดือนพฤษภาคมนี้ ก่อนที่จะมีการเก็บผลการทดลอง อีก 6 เดือนหลังจากปล่อยยุงลายบ้านในธรรมชาติ ซึ่งในการปล่อยครั้งนี้ คาดว่าจะปล่อยจำนวน 100 ตัว ต่อหลังคาเรือน
                    “สาเหตุที่เลือกพื้นที่ดังกล่าว เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่อยู่ห่างไกลจากหมู่บ้านอื่นๆ ประมาณ 500 เมตร และได้มีการสำรวจเก็บข้อมูลพื้นที่ดังกล่าวเป็นระยะเวลา 1 ปี พบว่า เป็นพื้นที่มีทั้งหมด 150 หลังคาเรือน และบ้านหลังหนึ่งจะพบยุงลายประมาณ 5-10 ตัว อีกทั้งยุงลายจะมีลักษณะติดบ้าน ถ้าอยู่บ้านไหนแล้วจะอยู่ที่นั้น หรือบินห่างออกไปเพียง 100-200 เมตร การเก็บข้อมูลหลังจากปล่อยยุงลายบ้านสายพันธุ์ใหม่ จึงสามารถได้ผลที่ชัดเจน ว่าลดจำนวนยุงลายได้จริงหรือไม่ เพราะไม่มียุงลายจากที่อื่นมาปะปนอย่างแน่นอน ทั้งนี้ หลังจากได้ผลการวิจัยแล้ว จะนำไปสู่การขยายผลไปพื้นที่ต่างๆ และจัดตั้งโรงงานผลิต เพื่อลดจำนวนผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกและโรคชิคุนกุนยา รวมถึงโรคอื่นๆ ที่มียุงลายเป็นพาหะ รวมถึงจะเป็นครั้งแรกของโลกที่ประสบความสำเร็จในการทำหมันยุงลาย 2 ขั้นตอน” รศ.ดร.ปัทมาภรณ์ กล่าว

เปิดม่านการศึกษา : 2 พ.ค. 59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/226842

เปิดม่านการศึกษา,ประยุทธ์  จันทร์โอชา,พล.อ.ดาว์พงษ์  รัตนสุวรรณ

การศึกษา-สาธารณสุข  :  2 พ.ค. 2559

เปิดม่านการศึกษา : 2 พ.ค. 59

เปิดม่านการศึกษา : 2 พ.ค. 59 : โดย…ครูแจ่ม

                    สงสารเด็กไทย…หากพี่น้องคนไทยได้ติดตามข่าวในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา กรณีที่ “ผู้ตรวจการแผ่นดิน” ได้จัดทำข้อเสนอในการแก้ปัญหานโยบายการศึกษา ปัญหาโครงสร้างการศึกษาระบบจัดการศึกษา รวมถึงปัญหาคุณภาพผู้เรียน โดยขอให้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2557 ในการแก้กฎหมายการศึกษา 15 ฉบับ โดยไม่ต้องผ่านที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)
                    อาทิ ให้จัดการศึกษาภาคบังคับ 9 ปี ตั้งแต่ก่อนอนุบาลถึงประถมศึกษาปีที่ 6 ให้แยกสายสามัญและสายอาชีวศึกษา ตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เสนอตั้งสถาบันครูศึกษาเพิ่มประสิทธิภาพและผลิตครูที่มีศักยภาพสูง พร้อมทั้งการันตีเงินเดือนครูต้องไม่ต่ำกว่าแพทย์
                    ไม่เพียงเท่านั้น “ผู้ตรวจการแผ่นดิน”  ยังเสนอให้เด็กที่จบป.6 แต่ได้เกรดเฉลี่ยไม่ถึง 2.5 เมื่อเข้าเรียนม.1 จะต้องเสียค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด หากไม่มีก็จะต้องกู้ยืมเงินจากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เพื่อให้เด็กตั้งใจเรียนและทำคะแนนให้ดี
                    เด็กไทยยังโชคดีที่ “บิ๊กหนุ่ย” พล.อ.ดาว์พงษ์  รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ไม่บ้าจี้ ตาม “ผู้ตรวจการแผ่นดิน” พร้อมแจกแจงผ่านสื่อว่า “การเสนอเปลี่ยนการศึกษาภาคบังคับจากป.1 ถึง ม.3 เป็นก่อนอนุบาลหรือปฐมวัยถึงป.6 นั้น ขณะนี้ในร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับลงประชามติ) มาตรา 54 ระบุว่ารัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลา 12 ปีตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ซึ่งปัจจุบันการศึกษาภาคบังคับถึงชั้นม.3 ยังกลัวเด็กจะหลุดออกนอกระบบ หากบังคับแค่ป.6 มีโอกาสที่เด็กออกกลางคันมากขึ้น ส่วนข้อเสนอให้เด็กที่จบป.6 แต่เกรดเฉลี่ยไม่ถึง 2.5 เมื่อเข้าเรียนม.1 ต้องจ่ายเทอมนั้น ต้องไปถามสังคมเองว่าเห็นด้วยหรือไม่”
                    เฮ้อ!! การศึกษาไทยไปไม่ถึงไหน ส่วนหนึ่งก็เพราะลิ้วล้อ “ไอ้โม่ง” อยากให้ “คนไทยโง่ดักดานเพื่อการปกครองง่ายขึ้น” คนเหล่านี้แทรกซึมอยู่ทุกวงการไม่ยกเว้นแม้วงการสื่อ คนไทยควรลุกขึ้นมาทวงสิทธิทางการศึกษาบ้างเน้อ!!
——————
(เปิดม่านการศึกษา : 2 พ.ค. 59 : โดย…ครูแจ่ม)

แวดวงแรงงาน : May Day

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/226843

แวดวงแรงงาน,การศึกษา,MAY DAY

การศึกษา-สาธารณสุข  :  2 พ.ค. 2559

แวดวงแรงงาน : MAY DAY

แวดวงแรงงาน : May Day

                    1 พฤษภาคม ของทุกปี เป็นวันแรงงานแห่งชาติ เป็นวันสำคัญของพี่น้องคนทำงาน ที่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังความเจริญเติบโตและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งนานาประเทศกำหนดขึ้น เรียกว่า “May Day” เพื่อเป็นการเตือนใจให้ประชาชนได้ตระหนักถึงผู้ใช้แรงงานที่สร้างคุณประโยชน์ต่อประเทศ เพราะด้วยพลังของผู้ใช้แรงงานที่อยู่ในทุกกระบวนการผลิตมีความสำคัญต่อภาคการผลิตและบริการ เป็นหุ้นส่วนสำคัญของภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรม เป็นกลไกสำคัญที่จะชี้วัดความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ แรงงานจึงถือเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่า มีส่วนสำคัญในการสร้างความเจริญมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ให้แก่ระบบเศรษฐกิจและสังคมไทยมาอย่างยาวนาน ดังนั้น การจัดงานในวันแรงงานของทุกปี จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะทำให้ทุกภาคส่วนได้ตระหนักในความสำคัญของผู้ใช้แรงงาน
                    รัฐบาลชุดปัจจุบัน ได้ตระหนักถึงความสำคัญของผู้ใช้แรงงานแล้ว ผู้ใช้แรงงานเองจะต้องทำหน้าที่ด้วยความภาคภูมิและรักศักดิ์ศรีของตนด้วย จึงได้ผลักดันนโยบายการทำงานให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้คนทำงานและครอบครัวมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีความมั่นคงในการทำงานในทุกด้าน ทั้ง ด้านการมีงานทำ มุ่งเน้นให้คนไทยทุกคนมีงานทำ/ด้านการพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อเพิ่มความสามารถในการผลิตแรงงาน (Labour Productivity)/ ด้านการดูแลสวัสดิการและการคุ้มครองสิทธิแรงงาน เน้นความปลอดภัยในการทำงาน และการคุ้มครองสิทธิแรงงาน ตลอดจนการแก้ปัญหาโดยใช้ความเอื้ออาทรต่อกันระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง ตามกระบวนการ “แรงงานสัมพันธ์” ที่ดี รวมทั้ง ด้านการประกันสังคม มีการเพิ่มสิทธิประโยชน์ผู้ประกันตนในหลายประการ สำหรับในปี 2559 ได้จัดงานไปเมื่อ 1 พฤษภาคม เป็นการจัดเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ภายใต้คำขวัญ “แรงงานพัฒนา พาชาติมั่นคง ดำรง ชาติ ศาสน์ กษัตริย์” โดยพิธีทางศาสนา พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานและพิธีเปิดงาน ณ บริเวณท้องสนามหลวง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานพร้อมกล่าวสุนทรพจน์ต่อผู้ใช้แรงงาน โดยเฉพาะให้ผู้ใช้แรงงานทุกคนมีความภาคภูมิใจในหน้าที่และผลงานของตนเองและรักษาเกียรติยศที่สร้างขึ้นมาและสิ่งสำคัญที่สุดคือต้องพัฒนาฝีมือตนเองให้มีความก้าวหน้าสูงขึ้นเรื่อยๆ เพื่อได้รับค่าตอบแทนที่สูงขึ้นตามระดับฝีมือด้วย

เสริมทักษะนักกอล์ฟมืออาชีพผ่านกิจกรรมกอล์ฟคลินิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/226719

กอล์ฟ,คลินิก,หัวหิน,เสริม,ทักษะ,กิจกรรม

การศึกษา-สาธารณสุข  :  29 เม.ย. 2559

เสริมทักษะนักกอล์ฟมืออาชีพผ่านกิจกรรมกอล์ฟคลินิก

เสริมทักษะนักกอล์ฟมืออาชีพผ่านกิจกรรมกอล์ฟคลินิก : พนัสวรรณ โคกทอง

               โครงการซีพีสานฝัน ปันโอกาส เปิดเส้นทางเติมเต็มประสบการณ์นักกอล์ฟเยาวชนรุ่นใหม่ร่วมพัฒนาทักษะฝีมือในสนามแข่งจริงกับโปรกอล์ฟชื่อดังร่วมกิจกรรม กอล์ฟ คลินิก เดินตามรอยรุ่นพี่ “โปรอาร์ม” กิรเดช อภิบาลรัตน์ ในรายการแข่งขันกอล์ฟ “ทรู ไทยแลนด์ คลาสสิก 2016 พรีเซนเต็ด บาย ช้าง” ณ สนามแบล็คเมาน์เท่น กอล์ฟ คลับ หัวหิน เมื่อเร็วๆ นี้

โดยจัดให้มีการสานฝันปันโอกาสสู่นักกอล์ฟเยาวชนไทยรุ่นใหม่ ผ่านกิจกรรม กอล์ฟ คลินิก โดยอบรมเทคนิคการเล่นกอล์ฟจากโปรกอล์ฟระดับโลก เพื่อฝึกและพัฒนาทักษะการเล่นกอล์ฟให้เก่งยิ่งขึ้น นายอภัยชนม์ วัชรสินธุ์ รองกรรมการผู้จัดการ ด้านประสานกิจการสัมพันธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า เป็นอีกครั้งที่สร้างโครงการซีพีสานฝันปันโอกาสขึ้นเพื่อเป็นโอกาสสำหรับเยาวชนที่มีความสนใจและมีจิตใจมุ่งมั่นอยากจะเป็นนักกอล์ฟให้ได้มีโอกาสเรียนรู้ชีวิตการก้าวเดินอย่างนักกอล์ฟมืออาชีพและได้ “โปรอาร์ม” กิรเดช โปรกอล์ฟดาวรุ่งเมืองไทย มาเป็นต้นแบบในการสอนให้คำปรึกษาและสอนเทคนิคที่ดีให้แก่ตัวแทนเยาวชนกว่า 10 คนที่ได้รับโอกาส

ด.ช.ภูมิกิตต์ พิชัยเสาวภาคย์ เยาวชนอายุ 8 ปี กล่าวว่า กอล์ฟเป็นกีฬาที่มีความท้าทาย ต้องรู้จัก รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย ต้องฝึกในเรื่องของความอดทน ฝึกวิธีการคิดแก้ไขปัญหา มีความใฝ่ฝันว่าสักวันหนึ่งจะต้องเก่งให้เท่านักกอล์ฟมือหนึ่งของโลก วันนี้รู้สึกดีและอยากให้มีโอกาสดีๆ แบบนี้อีก

ด.ญ.กัญนล อร่ามกุล เยาวชนอายุ 9 ปี กล่าวว่า สิ่งที่ยากที่สุดของกีฬากอล์ฟคือการรักษาแชมป์ ถ้าทำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แค่พยายามใหม่อีกครั้งมีความใฝ่ฝันว่าสักวันหนึ่งจะได้เป็นนักกอล์ฟแอลพีจีเอ ดีใจที่ได้โปรอาร์มที่ช่วยสอนเทคนิคดีๆ

ด.ญ.วรัตกานต์ คุณแก้ว เยาวชนอายุ 11 ปี กล่าวว่า มีความชื่นชอบกีฬากอล์ฟมาตั้งแต่เด็ก ความใฝ่ฝันคือการได้เป็นนักกีฬามหาวิทยาลัยในอเมริกาและนักกอล์ฟแอลพีจีเอ วันนี้ได้รู้จักเทคนิคที่ไม่เคยรู้มาก่อน ที่โปรอาร์มช่วยสอนจนเข้าใจ

และด.ญ.ขวัญกลมล มีสมบูรณ์ เยาวชนอายุ 13 ปี กล่าวถึงกีฬากอล์ฟว่า จะช่วยเสริมในเรื่องของสมาธิและฝึกความรอบคอบในการเล่น ความสนุกอยู่ที่ขั้นตอนการคิดและการวางแผนในแต่ละเกม มีความใฝ่ฝันว่าสักวันหนึ่งจะได้แข่งขันกอล์ฟแอลพีจีเอ ได้เสริมความมั่นใจและสอนเทคนิคการตีตรงให้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากสำหรับบางคน

“กีฬากอล์ฟเป็นกีฬาที่ต้องใช้สมาธิสูง ต้องมีความอดทนค่อนข้างมาก ความอดทน เป้าหมาย ความมุ่งมั่น ต้องเริ่มจากการรักกีฬานี้ก่อน เพราะจะทำให้เราอยู่กับกอล์ฟได้ทั้งวัน ต้องมีเวลาและทุ่มเทให้อย่างเต็มที่เมื่อไหร่ที่เรารักเราจะทำมันได้ดี แล้ววันหนึ่งความสำเร็จจะมาถึง”

“โปรอาร์ม” กิรเดช อภิบาลรัตน์ โปรกอล์ฟดาวรุ่งเมืองไทย 1 ใน 50 ของนักกอล์ฟระดับโลก ซึ่งเป็นนักกอล์ฟในอุดมคติของเยาวชนไทย โตมาจากการเป็นนักกอล์ฟเยาวชน ผ่านการแข่งขัน เก็บเกี่ยวประสบการณ์ บอกว่า เยาวชนรุ่นใหม่ที่สนใจกอล์ฟสามารถเดินไปยังจุดหมายตามความฝันในการเป็นนักกอล์ฟมืออาชีพระดับโลกได้ แค่เพียงมีโอกาสและได้รับการสนับสนุน วันนี้สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดคือการให้คำแนะนำและสอนเทคนิคให้เด็กๆ คอยมองถึงเด็กๆ รุ่นหลังตลอดว่าอยากให้พัฒนาตัวเองขึ้นมามาทดแทนเด็กรุ่นเก่า สานความฝันกันต่อไป

ทั้งนี้โครงการซีพี สานฝัน ปันโอกาส โดยเครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้จัดกิจกรรมรวมทั้งสิ้น 4 กิจกรรม ได้แก่ 1.การมอบ 1 สิทธิพิเศษไวลด์การ์ดให้แก่ ไทคิ ฮาระ นักกอล์ฟไทย-ญี่ปุ่น ที่มีความสามารถให้ได้เข้าร่วมการแข่งขัน 2.กิจกรรมโปรแอม การจัดออกรอบพิเศษให้นักกอล์ฟเยาวชนไทยให้มีโอกาสร่วมเล่นกอล์ฟกับโปรกอล์ฟระดับโลก 3.กิจกรรมกอลืฟ คลินิก ฝึกฝนและพัฒนาเทคนิคการเล่นกอล์ฟจากโปรกอล์ฟระดับโลก และ 4.กิจกรรม แอมแอม เปิดโอกาสให้นักกอล์ฟเยาวชนไทยได้เล่นกอล์ฟตามรอยการแข่งขันระดับโลกในสนามจริงหลังจากจบการแข่งขัน

“เป้าหมายของเรา คือ ต้องการที่จะสร้างเสริมประสบการณ์ที่เป็นระดับโลก และสร้างแรงบันดาลใจกระตุ้นให้เด็กรุ่นใหม่ด้านกีฬากอล์ฟ เพื่อจุดประกายความฝันและพัฒนาฝีมือให้ก้าวไกลต่อไป”