ช่วยเด็ก‘ค้นพบตัวเอง-อาชีพ’วางแผนอาชีพสู่ความสำเร็จในอนาคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/226720

อาชีพ,พิธีกร,คณิต,เด็ก,ค้นพบ,วางแผน,สู่,สำเร็จ,อนาคต

การศึกษา-สาธารณสุข  :  29 เม.ย. 2559

ช่วยเด็ก‘ค้นพบตัวเอง-อาชีพ’วางแผนอาชีพสู่ความสำเร็จในอนาคต

ช่วยเด็ก‘ค้นพบตัวเอง-อาชีพ’วางแผนอาชีพสู่ความสำเร็จในอนาคต

               “เราน่าจะเรียนอะไร เราถนัด หรือทำงานแบบไหนได้ดี อะไรคืออาชีพที่เราใฝ่ฝันอยากทำเมื่อเราโตขึ้น” คำถามเหล่านี้เป็นโจทย์ยากสำหรับเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผลการเรียนเป็นบรรทัดฐานหลักที่ใช้วัดความสามารถของเด็ก ศักยภาพด้านอื่นๆ ที่ไม่ปรากฏในผลการเรียนจึงมีแนวโน้มจะถูกมองข้าม หรือไม่ได้รับการใส่ใจเท่าที่ควร

เมื่อเด็กนักเรียนต้องตัดสินใจเลือกเส้นทางเรียนต่อเป็นครั้งแรก หลังจากจบชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น จึงมีโอกาสที่จะเลือกตามเพื่อน ตามความเห็นผู้ปกครอง ตามกระแสความนิยม หรือเลือกโดยไม่ได้คิดเชื่อมโยงถึงผลในอนาคต ซึ่งส่งผลให้ต้องไปเรียนในเรื่องที่ตนขาดความสนใจ ขาดความถนัด เรียนในสิ่งที่จบมาแล้วไม่ได้ต้องการทำ หรือเลือกผิดทำให้ขาดโอกาสเรียนต่อเพื่อทำในสิ่งที่ตนสนใจ

เพื่อให้เด็กทุกคนได้มีโอกาสค้นพบตัวเองและแนวทางอาชีพที่เหมาะกับตัวเอง ก่อนที่จะต้องตัดสินใจเลือกทางเดินเพื่อเรียนต่อ ซัมซุง จึงพัฒนาการศึกษา โดยเปิดตัว Web Application นวัตกรรม Samsung Career Discovery ‘ค้นพบตัวเอง ค้นพบอาชีพ’ เพื่อให้เด็กได้ค้นพบศักยภาพตัวเอง สามารถวางแผนอาชีพ สู่ความสำเร็จในอนาคต

เป้าหมายเพื่อพัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ให้เด็กและเยาวชนไทยเติบโตขึ้น และใช้ชีวิตในโลกที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงได้อย่างดีมีความสุขโดยขับเคลื่อนผ่านแนวคิดห้องเรียนแห่งอนาคต ทดสอบใช้กับเด็กมัธยมต้นแล้ว 2,200 คน ได้รับผลตอบรับอย่างดีเยี่ยม ล่าสุดจับมือ สพฐ. และ กทม.ฝึกอบรมครูจากโรงเรียนกว่า 500 โรง ในปี 2559 ก่อนใช้กับโรงเรียนในสังกัดทั่วประเทศ

เจษฎากร ต้ะสุ หรือน้องอ่ำ นักเรียนชั้น ม.4 ร.ร.อุดมสิทธิศึกษา อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี เล่าว่า ได้เข้าร่วมโครงการ Samsung Smart Learning Center ตั้งแต่ปี 2557 เพราะอยู่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของโรงเรียนอาจารย์เลยให้ลองใช้ Samsung Career Discovery ซึ่งประกอบด้วยเว็บแอพพลิเคชั่นและกระบวนการในห้องเรียน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Samsung Smart Learning Center ซึ่งโครงการจะสอนหลายๆ อย่างทั้งในเรื่องอาชีพ และการเป็นตัวของตัวเองให้มากที่สุด ได้เรียนรู้การใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น เมื่อก่อนจะเป็นคนที่ไม่ค่อยแสดงความคิดเห็นกับเพื่อนเท่าไหร่ แต่พอได้เข้าร่วมโครงการ เขาก็สอนให้เรา มีความเป็นผู้นำมากขึ้นให้รู้จักกล้าคิดกล้าทำและมีความมั่นใจมากขึ้น

“โดยส่วนตัวชอบด้านการพูดการแสดงอยู่แล้ว พอลองใช้ app แล้วมีแนวโน้มว่า จะได้เป็นในสิ่งที่ชอบอยู่แล้ว จึงยิ่งชี้ชัดว่ามาถูกทางแล้ว และต้องพยายามในด้านไหน ถึงจะสามารถเป็นในสิ่งที่ตนต้องการได้ อย่างเช่นอาชีพที่สนใจคืออาชีพพิธีกร ผู้ประกาศข่าวนักแสดง ปัจจุบัน เรียนอยู่ชั้น ม.4 สายวิทย์คณิต เพราะคิดว่าเรียนวิทย์คณิตแล้ว จะสามารถไปเรียนต่อได้หลายทิศทาง คณะในฝันคือคณะนิเทศศาสตร์ เพราะอยากเข้าวงการบันเทิงอยากเป็นพิธีกร อ่านข่าว มีการเตรียมความพร้อมโดยการดูตามโซเชียลต่างๆ ว่า การศึกษาพัฒนาไปถึงไหนแล้วและพยายามตามให้ทัน และพัฒนาตัวเองไปในตัวด้วย ในการเข้าร่วมโครงการทำให้ได้เห็นจุดเด่นจุดด้อยของตัวเอง มีจุดด้อยทางด้านภาษา จึงพยายามฝึกฝนมากขึ้น เพราะภาษาอังกฤษเป็นสิ่งที่จำเป็นไม่ว่าจะอาชีพไหนๆ ก็ตาม จึงพยายามพัฒนาตัวเองทางด้านนี้มากยิ่งขึ้น” น้องอ่ำ กล่าว

รุจิรัตน์ ปิติพิสุทธิ์ หรือน้องแก้ว อายุ 16 ปี นักเรียนชั้น ม.4 ร.ร.อุดมสิทธิศึกษา อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี เล่าว่า ตั้งแต่เข้าโครงการนี้เขาจะสอน การเรียนรู้ร่วมกับเพื่อน ที่มีคุณครูเป็นคนออกแบบการเรียน กับเด็กๆ การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 จะเป็นการเรียนรู้ที่เน้นทักษะมากกว่าวิชาการไม่ว่าจะเป็นทักษะชีวิตเพื่อผู้เรียนจะได้นำไปใช้ในชีวิตจริง ซึ่งแตกต่างจากการเรียนรู้ในห้องเรียนธรรมดาเพราะ การเรียนรู้ในห้องเรียนแบบธรรมดาครูจะเป็นผู้สอนพอเราไม่เข้าใจเราก็จะแค่ถามแล้วครูก็จะอัดแน่นด้วยทฤษฎีและมีการทดลอง

แต่การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 คือการเรียนรู้ร่วมกันการทำงานเป็นกลุ่มทักษะชีวิตการทำงานการใช้สื่อและการค้นคว้าด้วยตัวเอง เป็นสิ่งที่เราศึกษาด้วยความสนใจ ในยุคปัจจุบันที่เด็กๆ ส่วนใหญ่จะติดมือถือและเครื่องมือสื่อสารเด็กจึงสามารถใช้ เครื่องมือสื่อสาร ได้จึงอยากจะให้ใช้ไปในทางที่ดี ในเชิงสร้างสรรค์เพื่อสร้างผลงาน ทำในสิ่งที่จะทำให้ประเทศชาติเจริญรุ่งเรือง

ในการร่วมโครงการเขามีความสนใจในอาชีพแอร์โฮสเตส แต่มีปัญหาทางด้านความสูง จึงนำมาปรับใช้ โดยการพัฒนา โดยการเล่นโยคะยืดความสูง และฝึกภาษาโดยฟังเพลงอังกฤษเพื่อที่จะฝึกพูดและดูแนะแนวอาชีพโฮสเตสใน application Samsung Careerr Discovery ว่าเขาพูดกันอย่างไรฝึกการพูดและความกล้าแสดงออก ในทุกๆวันและนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันของตัวเอง ฝึกการออกเสียงและสำเนียง ปัจจุบันอยากจะพูดให้ได้ 3 ภาษา คือ ภาษาอังกฤษ จีน ญี่ปุ่น เพราะอาชีพแอร์โฮสเตส ยิ่งเราพูดได้หลายภาษา ก็จะยิ่งมีผลดีต่อตัวเรา

น้องแก้วฝากทิ้งท้ายว่าอยากให้เยาวชนและเด็กรุ่นใหม่ผู้ที่ยังไม่ค้นพบตัวเอง ได้ลองใช้เพื่อที่จะไปปรับใช้ เพื่อความเหมาะสมในการเรียน ที่จะนำไปสู่อาชีพที่ตนถนัด เพื่อเป็นบ่อเกิดของการมีความสุขเพราะถ้าหากเราได้ทำงานที่เราถนัดเราก็จะมีความสุข ในการทำงานนั้นๆ ด้วย สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่www.samsungslc.org/scd


ก.สาธารณสุข-รพ.พระนั่งเกล้า-ม.สยามเร่งผลิตแพทย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/226659

แพทย์,สธ.,ม.สยาม,สาธารณสุข,รพ.,พระ,นั่ง,เกล้า,เร่ง,ผลิต

การศึกษา-สาธารณสุข  :  28 เม.ย. 2559

ก.สาธารณสุข-รพ.พระนั่งเกล้า-ม.สยามเร่งผลิตแพทย์

ก.สาธารณสุข-รพ.พระนั่งเกล้า-ม.สยาม ผนึกกำลังเร่งผลิตแพทย์กู้วิกฤติขาดแคลน

               กระทรวงสาธารณสุขและโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า ลงนามความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยสยามลงนามในการเป็นสถาบันผลิตแพทย์ เพื่อรองรับวิกฤติขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ โดยโรงพยาบาลพระนั่งเกล้าเตรียมจัดหลักสูตรการเรียนการสอนสำหรับนักศึกษาคณะแพทยศาสตร์ ระดับชั้นปีที่ 4-6 และสร้างความมั่นใจแก่นักศึกษาและผู้ปกครองที่สนใจจะเข้าศึกษาคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม ณ อาคารเจษฎาบดินทร์ ชั้น 9 โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า  เมื่อเร็วๆ นี้

นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เป็นหน่วยงานภาครัฐที่ให้บริการด้านสุขภาพซึ่งครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ ทั้งนี้ ได้ร่วมมือกับคณะแพทยศาสตร์จากมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อผลิตแพทย์มาช่วยเติมเต็มในระบบบริการสุขภาพของไทยอันนำไปสู่ด้านความเสมอภาคการบริการทางสังคมขณะนี้มีคณะแพทยศาสตร์จากมหาวิทยาลัย 15 แห่งเข้าร่วมการผลิต โดยมีการจัดทำหลักสูตรการเรียนการสอน ซึ่งมหาวิทยาลัยคู่ความร่วมมือจะจัดการเรียนการสอนชั้นปีที่ 1-3 ส่วนชั้นปีที่ 4-6 จะเรียนที่ศูนย์แพทยศาสตร์ศึกษาชั้นคลินิก ซึ่งอยู่ในโรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไป สังกัดกระทรวงสาธารณสุข โดยขณะนี้มี 37 แห่งปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขได้ปรับระบบบริการและพัฒนาคุณภาพบริการ โดยแบ่งเป็น 12 เขตบริการสุขภาพ มีทั้งการใช้ทรัพยากรบุคคลกับเครื่องมือร่วมกัน นับว่าเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ทำให้ประชาชนสามารถรับบริการที่รวดเร็ว ไม่ต้องรอคิวรักษานาน

“ปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขมีแพทย์ในสังกัดจำนวน 15,403 คน เฉลี่ยแพทย์ 1 คน ดูแลประชากร 4,155 คน เมื่อสิ้นสุดโครงการใน พ.ศ.2566 ซึ่งจะทำให้ภาพรวมสัดส่วนการดูแลของแพทย์ต่อประชาชนดีขึ้น ในอัตราส่วน 1 ต่อ 1,500 คน สำหรับความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยสยามในครั้งนี้จะเริ่มรับนักศึกษาแพทย์เข้าฝึกปฏิบัติงานภาคคลินิก โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า จ.นนทบุรี และมีโรงพยาบาลชุมชนเครือข่ายอีก 5 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลบางกรวย โรงพยาบาลบางใหญ่ โรงพยาบาลบางบัวทอง โรงพยาบาลไทรน้อย และโรงพยาบาลปากเกร็ด รวมทั้งโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเครือข่าย ตั้งแต่ปีการศึกษา 2559 เป็นต้นไป” ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าว

ดร.พรชัย มงคลวนิช อธิการบดี มหาวิทยาลัยสยาม กล่าวว่า ความร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุขและโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า รวมทั้งโรงพยาบาลชุมชนเครือข่ายและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเครือข่ายในครั้งนี้ นับเป็นการดำเนินตามรอยพระปณิธานของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก พระผู้ทรงมีคุณูปการแก่กิจการแพทย์แผนปัจจุบันและการสาธารณสุขของประเทศไทย

นอกจากนี้ยังเป็นเครื่องการันตีในเรื่องคุณภาพและมาตรฐานการเรียนการสอนของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม ซึ่งไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายเลยสำหรับมหาวิทยาลัยเอกชน โดยดำเนินการบริหารงานโดยกลุ่มแพทย์ มีประสบการณ์สูงทั้งด้านการเรียนการสอนในโรงเรียนแพทย์ชั้นนำของประเทศและประสบความสำเร็จอย่างสูงในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม พร้อมทั้งมีประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับปัญหาการขาดแคลนแพทย์ทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน

“โดยวัตถุประสงค์สำคัญของการผลิตบัณฑิตแพทย์ มหาวิทยาลัยสยาม ซึ่งเฉลี่ยผลิตปีละ 48 คน นอกจากมุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพแพทย์ที่มีโลกทัศน์กว้างไกล รอบรู้คู่คุณธรรม และสามารถสื่อสารได้ดีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษได้ดีแล้ว ยังเน้นการบูรณาการองค์ความรู้เฉพาะส่วนที่สาคัญ โดยหวังว่าคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม จะเป็นการช่วยลดวิกฤติการขาดแคลนบุคลากรด้านการแพทย์ โดยเฉพาะในยุคประชาคมเศรษฐกิจ ที่อาจมีสมองไหล และเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ผู้ปกครอง นักเรียน นักศึกษาให้ความไว้วางใจที่จะเข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแพทย์ของประเทศ” ดร.พรชัย กล่าวในที่สุด

นี่คืออีกก้าวของความร่วมมือในการ “ผลิตแพทย์” เพื่อแก้ไขปัญหาแพทย์ขาดแคลนในบ้านเมืองของเรา


สธ.ยกเครื่อง’ศูนย์สันติวิธี’ลดฟ้องแพทย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/226642

สันติวิธี,สันติศึกษา,มจร,สธ.,ยกเครื่อง,ศูนย์,สันติ,วิธี,ฟ้อง,แพทย์

การศึกษา-สาธารณสุข  :  27 เม.ย. 2559

สธ.ยกเครื่อง’ศูนย์สันติวิธี’ลดฟ้องแพทย์

“หมอปิยะสกล”สั่งยกเครื่อง “ศูนย์สันติวิธี” มุ่งงานเชิงปฏิบัติมากขึ้น ไกล่เกลี่ยข้อขัดแย้งแพทย์-คนไข้ พร้อมตั้งคทง.ศึกษากฎหมายผู้บริโภคก่อนหาทางออกคดีทางการแพทย์

             จากกรณีที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาว่าแพทย์ในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)ทำการประมาทเลินเล่ออันเป็นการละเมิด โดยไม่ส่งฟิล์มเอ็กซเรย์ของคนไข้ที่เป็นโจทก์ยื่นฟ้องให้รังสีแพทย์วินิจฉัย ทำให้วินิจฉัยได้ช้าว่าคนไข้เป็นวัณโรค แม้รักษาหายแต่โจทก์ต้องพิการไปตลอดชีวิต จึงให้ สธ.จ่ายเงินชดเชยจำนวน 2 ล้านบาทพร้อมดอกเบี้ย ซึ่งส่งผลให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้อย่างมากในวงการแพทย์ โดยต่างเห็นว่าแพทย์เจ้าของไข้ได้ทำถูกต้องตามหลักวิชาการและมาตรฐานทางการแพทย์ และต่างเห็นว่าคดีฟ้องร้องทางการแพทย์ไม่ควรจัดเป็นคดีผู้บริโภคที่จะนำพรบ.วิธิพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551มาใช้ในการดำเนินการ

ล่าสุด เมื่อวันที่ 27 เมษายน ที่กระทรวงสาธารณสุข แพทยสภา จัดประชุม เรื่อง “ทิศทางการประกอบวิชาชีพเวชกรรมในอนาคต” โดยศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(รมว.สธ.) ในฐานะกล่าวในการเปิดประชุมว่า คำตัดสินของศาลเป็นสิ่งที่สธ.ต้องดำเนินการตามเพราะประเทศต้องดำรงอยู่ได้ด้วยการรักษากฎหมาย แต่จะต้องหาแนวทางป้องกัน แก้ไขไม่ให้เหตุเช่นนี้เกิดขึ้นอีก เนื่องจากเป็นสิ่งที่ทำให้แพทย์เกิดความหวั่นไหว เสียกำลังใจ ไม่กล้าที่จะกระทำการรักษาบางอย่าง ทำให้มาตรฐานการรักษาลดลงในอนาคต ท้ายที่สุดผลกระทบจะตกสู่ประชาชน เพราะฉะนั้น ต้องทำให้แพทย์มีความมั่นใจในการดูแลรักษาประชาชนให้ได้มากที่สุด เพื่อให้ประชาชนได้รับการรักษาพยาบาลที่ดี

“ปัจจุบันสธ.มีศูนย์สันติวิธีที่ทำหน้าที่ในการเสนอกระบวนการดูแลแพทย์และคนไข้ก่อนเรื่องจะกลายเป็นคดี แต่การทำงานจะต้องไม่เป็นแบบทฤษฎีเท่านั้น จะต้องเน้นงานเชิงปฏิบัติมากขึ้น ไกล่เกลี่ยข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้น สร้างความเข้าใจซึ่งกันและกันให้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม หากดูสัดส่วนประชาชนที่รพ.รัฐให้การดูแลรักษาพยาบาลราว 40-50 ล้านคน ถือว่าคดีฟ้องร้องทางการแพทย์เกิดขึ้นน้อยมาก และอยากให้เชื่อว่าหมอก็คือหมอที่เข้ามาทำอาชีพนี้เพื่อหวังดูแลประชาชน มีเพียงแค่ไม่ถึง 1 %เท่านั้นที่ทำธุรกิจ จึงไม่ควรทำให้เกิดความขัดแย้งของแพทย์กับคนไข้ ต้องให้แพทย์มีกำลังใจในการทำงาน ก็จะทำให้ประชาชนได้รับการรักษาที่มีมาตรฐาน ไม่ได้ต้องการปกป้องแพทย์ แต่ปกป้องประชาชน เพราะหากแพทย์ไม่มีกำลังใจ ก็จะส่งผลต่อการดูแลประชาชน”ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกลกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่ามีการวิพากษ์อย่างมากในวงการแพทย์ว่าไม่ควรนำกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคมาใช้ในคดีทางการแพทย์ ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า ตนได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมา 1 ชุด เพื่อศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค โดยมีนพ.เสรี ตู้จินดา ที่ปรึกษารมว.สธ.เป็นประธาน และจะเชิญผู้แทนที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิทั้งฝ่ายกฎหมายของสธ. ศาลยุติธรรม แพทยสภา และผู้บริโภคมาร่วมกันหารือว่าตามหลักเหตุผลและความเป็นจริง คดีทางการแพทย์สามารถเป็นคดีผ็บริโภคได้หรือไม่ ก่อนที่จะพิจารณาว่าจะมีแนวทางในการแก้ไขปัญหาการฟ้องร้องแพทย์อย่างไรต่อไปเพื่อให้เกิดสมดุลย์ระหว่างแพทย์และคนไข้ โดยเฉพาะจะทำอย่างไรเมื่อสงสารคนไข้ขณะเดียวกันแพทย์ก็ไม่ผิด ต้องรับฟังข้อมูลของทุกฝ่ายจึงจะสามารถตัดสินใจในเชิงนโยบายได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับสันติวิธีหรือสันติศึกษานั้นมีการเรียนการสอนในสถานการศึกษาหลายแห่ง แต่สำหรับระดับปริญญาเอกนั้นกำลังเปิดการเรียนการสอนที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร)ภาคภาษาไทยเป็นแห่งแรกในประเทศไทย ซึ่งพระมหาหรรษา ธมฺมหาโส(นิธิบุณยากร),รศ.ดร. ผู้อำนวยการหลักสูตรสันติศึกษา  มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) เปิดเผยว่า หลักสูตรนี้เปิดการเรียนการสอนหลักสูตรปริญญาโทรุ่นที่ 1 ในปีการศึกษา 2556 และในปีการศึกษา 2559 เปิดเป็นรุนที่ 4 และเปิดระดับปริญญาเอกเป็นรุนแรก โดยมุ่งพัฒนาให้ผู้เรียนเกิดสันติภาพภายในใจ มีสติรู้เท่าทันอคติ มีความเข้าใจความขัดแย้ง และการจัดการความขัดแย้งในมิติที่หลากหลาย รวมถึงการเรียนรู้แนวคิด ทฤษฎี และเครื่องมือในการจัดการความขัดแย้งของสันติวิธี ซึ่งเป็นทางเลือกสำคัญต่อการนำไปประยุกต์ใช้จัดการความขัดแย้งในเชิงปัจเจกและสังคมโดยมีรายละเอียดกลุ่มวิชาดังนี้

กลุ่มวิชาที่ 1 แนวคิด และทฤษฎี ศึกษาเกี่ยวกับพัฒนาการความขัดแย้ง ความรุนแรง แนวคิด ทฤษฎีสันติภาพ พัฒนาการของความขัดแย้งและความรุนแรงในโลกสมัยใหม่ พระพุทธศาสนาเพื่อสันติภาพและพุทธสันติวิธี กลุ่มวิชาที่ 2 ปฏิบัติการสร้างสันติภาพ การฝึกปฏิบัติในสถานการณ์จริงในศาล และพื้นที่ขัดแย้งในชุมชน และสถานที่ทำงาน เน้นทั้งการสร้างสันติภาพภายในด้วยการพัฒนาสติเพื่อให้เกิดสันติ และปฏิบัติการสร้างและรักษาสันติภาพภายนอกโดยกระบวนการไกล่เกลี่ยคนกลางอย่างมีสติ โดยใช้กระบวนการสันติสนทนาด้วยเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในลักษณะต่างๆ

กลุ่มวิชาที่ 3 ศึกษาต้นแบบของนักสร้างสันติภาพทั่วโลก หลักการและเครื่องมือในการสร้างสันติภาพและรักษาสันติภาพ การศึกษาและเรียนรู้เกี่ยวกับบทบาทของผู้นำทางการเมืองและนักการศาสนาต่อกระบวนการสร้างสันติภาพ บทบาทขององค์กรสันติภาพทั่วโลก ขันติธรรมทางศาสนา การสื่อสารเพื่อสร้างสันติภาพและกระบวนการทางกฎหมายเพื่อสร้างสันติภาพ

ขณะนี้หลักสูตรได้จัดการเรียนการสอนผ่านไปแล้ว 3 รุ่นจบการศึกษา 1 รุ่นจำนวน 27  รูป/คน และกำลังเปิดรับสมัครระดับปริญญาโทรุ่นที่ 4 และปริญญาเอกรุ่นที่ 1  ซึ่งผู้ที่จบการศึกษาหลักสูตรนี้แล้วสามารถนำวิชาความรู้ไปประจำใช้ในหน้าที่การงานของตนให้ดีขึ้น แต่ที่เป็นรูปธรรมคือการเป็นจิตอาสาเป็นผู้ประนอมระงับข้อพิพาทประจำศาลและเป็นผู้นำชุมชนพัฒนาด้านต่างๆ


สอศ.จับมือกับสสส.เสริมสร้างสุขภาวะในสถาบันการอาชีวศึกษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/226640

สอศ.,สสส.,อาชีวศึกษา,มือ,สุข,ภาวะ,สถาบัน

การศึกษา-สาธารณสุข  :  27 เม.ย. 2559

สอศ.จับมือกับสสส.เสริมสร้างสุขภาวะในสถาบันการอาชีวศึกษา

สอศ.จับมือกับสสส.เสริมสร้างสุขภาวะในสถาบันการอาชีวศึกษา

             วันที่ 27 เมษายน ที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) โดยดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เปิดเผยภายหลังการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อดำเนินโครงการเสริมสร้างสุขภาวะในสถาบันการอาชีวศึกษา ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)ว่า โครงการเสริมสร้างสุขภาวะในสถาบันอาชีวศึกษา มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการจัดการเรียนรู้ ลดปัจจัยเสี่ยงและเพิ่มพฤติกรรมสุขภาพของนักเรียน นักศึกษาในสถาบันการอาชีวศึกษา พัฒนา “กระบวนการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างสุขภาวะ” ซึ่งเป็นกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากลาย เพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะปัญญา ทักษะชีวิต ทักษะสุขภาพ ทักษะวิชาชีพและความปลอดภัยในการทำงาน การได้รับการปฏิบัติตามสิทธิเด็กอย่างเสมอภาค จิตสำนึกการอนุรักษ์ธรรมชาติ และคุณธรรมจริยธรรม นำไปสู่การบรรลุเป้าหมายด้านสุขภาวะของ สสส.

“ประทับใจบทบาทการทำงานของสสส. ผ่านโครงการต่างๆ มีหลายโครงการช่วยสอศ. ทั้งทางตรงและอ้อม สสส.เห็นความสำคัญสุขภาวะของนักเรียนอาชีวะ ซึ่งเป็นกลุ่มอายุที่มีปัญหาเป็นอัตลักษณ ความร่วมมือครั้งนี้ หวังให้ สสส.ช่วยสนับสนุนองค์ความรู้ ช่วยเติมเต็ม ร่วมสร้างกลไกการทำงาน ช่วยพัฒนาวิธีคิด และการแก้ปัญหาแบบมีส่วนร่วม มีลักษณะการทำงานยืดหยุ่นตามสภาพพื้นที่ เพื่อพัฒนาทักษะชีวิตของนักเรียนอาชีวะให้มีสุขภาวะมีคุณภาพชีวิตที่ดี” เลขาธิการ สอศ. กล่าว

ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการเสริมสร้างสุขภาพ กล่าวว่า ปัจจุบันงานสสส.มีความครอบคลุมทั้ง 1.การลดปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ เช่น บุหรี่ เหล้า อุบัติเหตุ เพศสัมพันธ์ก่อนวัย 2.การสร้างเสริมปัจจัยสุขภาพ เช่น การออกกำลังกาย การบริโภคอาหารที่เหมาะสม การสร้างเสริมสุขภาพจิต 3.การสร้างเสริมสุขภาพในทุกช่วงวัย รวมถึงการดูแลกลุ่มผู้ด้อยโอกาสทางสังคม 4.การสร้างเสริมสุขภาพในองค์กร 5.การสร้างเสริมสุขภาพในชุมชนและท้องถิ่น


ไฟเขียว!เพิ่มเงินเดือนครูเอกชน4%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/226624

การศึกษา,ครู,เอกชน,สช.,เงินเดือน,พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ,ครม.

การศึกษา-สาธารณสุข  :  27 เม.ย. 2559

ไฟเขียว!เพิ่มเงินเดือนครูเอกชน4%

‘ดาว์พงษ์’ ไฟเขียวปรับเพิ่มเงินเดือน ‘ครูเอกชน’ 4% มีผลย้อนหลังตั้งแต่ ธ.ค. 57 ใช้งบประมาณ 670 ล้าน มอบ สช.เกลี่ยเงินในกระเป๋าก่อนไม่พอให้เสนอขอเพิ่มจาก ครม.

                    27 เม.ย. 59  พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ได้หารือร่วมกับสำนักงานปลัด ศธ. สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และสำนักงบประมาณ เห็นชอบการจัดสรรเงินอุดหนุนในส่วนเงินเดือนครูเพิ่มให้แก่ครูในสังกัด สช. รวมถึงครูสถานศึกษาอาชีวศึกษาเอกชน สังกัด สอศ. ในอัตราร้อยละ 4 ให้สอดคล้องตามมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ปรับเพิ่มเงินเดือนให้แก่ข้าราชการ แต่ในส่วนของเอกชนยังไม่ได้มีการปรับ ทั้งนี้ จะต้องใช้งบประมาณ จำนวน 670 ล้านบาท ครอบคลุมครูเอกชนทั้งระบบประมาณ 140,000 คน อย่างไรก็ตาม เบื้องต้น มอบให้ สช.ไปดำเนินการเกลี่ยงบประมาณของตนเองก่อน หากไม่เพียงพอให้ทำเรื่องเสนอของบประมาณเพิ่มเติมจาก ครม. โดยจะมีผลย้อนหลังไปตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2557
                    “การปรับเพิ่มเงินเดือนครูสถานศึกษาเอกชนนี้ เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่าเราต้องการสร้างความเข้มแข็ง แข็งแกร่งไปพร้อมกับโรงเรียนของรัฐ นอกจากนี้ก็ได้มอบให้ รศ.นพ.กำจร ตติยกวี ปลัด ศธ. ไปศึกษารายละเอียดการดำเนินการคูปองการศึกษา เพื่อให้เกิดการแข่งขันด้านคุณภาพ เด็กและผู้ปกครองได้มีโอกาสเลือกที่เรียน นอกจากนี้ สช.ได้นำตัวเลขงบประมาณการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนเอกชนมาเสนอ แต่ผมเห็นว่าข้อมูลที่เสนอมางบประมาณการพัฒนาฯ ยังรวมกันเป็นก้อนไม่เป็นหมวดหมู่ ยังไม่ชัดเจนไม่สมเหตุสมผลและไม่ตอบโจทย์การพัฒนาคุณภาพโรงเรียน จึงให้ สช.กลับไปเขียนแผนงบประมาณที่จะใช้พัฒนาคุณภาพโรงเรียนเอกชนขึ้นมาใหม่ โดยให้หลักคิดว่า อะไรบ้างที่จะช่วยพัฒนาโรงเรียนเอกชนให้เข้มแข็ง และหากจะทำเช่นนั้น ต้องใช้เงินจำนวนเท่าไร โดยให้จัดทำรายละเอียดการใช้งบประมาณมาเป็นแบบขั้นบันได ไม่ใช่ ทำแบบฮวบฮาบไปทีเดียว ซึ่งเรื่องนี้ทางสำนักงบฯ ก็เห็นด้วย”
                    รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ การวางแผนการใช้งบประมาณจะต้องคำนึงถึงสถานะทางการเงินและการคลังควบคู่ไปด้วย โดยจะให้เวลาในการดำเนินการเรื่องนี้ 2 เดือน เพื่อนำกลับมาเสนอใหม่และจะได้นำเข้า ครม. เห็นชอบให้ทันในปีงบประมาณ 2561

‘กัญชา’รักษามะเร็ง?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/226598

การศึกษา-สาธารณสุข  :  27 เม.ย. 2559

‘กัญชา’รักษามะเร็ง?

‘กัญชา’รักษามะเร็ง? : รายการ คม ชัด ลึก

            ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะต้องเปลี่ยนนิยามว่า กัญชาเป็นยาเสพติด หรือ ยารักษาโรค ? เพราะมีคุณหมอท่านหนึ่งออกมายืนยันว่า มีผลงานวิจัยในต่างประเทศระบุว่า กัญชาสามารถใช้รักษามะเร็งได้ ทั้งๆ ที่เป็นที่ทราบกันดีว่า กัญชาเป็นยาเสพติดประเภทที่ 5 ใครมีไว้ในครอบครอง หรือ เสพ มีโทษ อย่างไรก็ตาม เมื่อเร็วๆ นี้ มีมติ ครม.ให้มีการแก้ไข พ.ร.บ.ยาเสพติด ปี 2522 ตอนหนึ่งมีเรื่องของกัญชา เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ตกลงว่า กัญชา รักษามะเร็งได้หรือไม่ มีประโยชน์มากกว่าโทษหรือไม่ ?

นพ.สมยศ กิตติมั่นคง ผู้เขียนหนังสือกัญชาคือยารักษามะเร็ง กล่าวว่า มีงานวิจัยชัดเจนในต่างประเทศ บางประเทศมีการวิจัยเรื่องกัญชามานานนับสิบปี นักวิทยาศาสตร์ชาวอิสราเอล เป็นผู้ค้นพบสารออกฤทธิ์ในกัญชา นั่นก็คือ THC ซึ่งสารตัวนี้ทำให้เซลล์มะเร็งตายเลย ขณะนี้ในประเทศอิสราเอลก้าวหน้าถึงขั้นใช้กัญชาในการรักษาโรค นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายประเทศใช้กัญชารักษาโรคตามมาอีกเป็นระยะๆ

ผลการวิจัยระบุเลยว่า เซลล์มะเร็งหายไป หรือมีขนาดเล็กลง

เมื่อไม่นานมานี้ ในเว็บไซต์ของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาเพิ่งยอมรับเมื่อปีที่แล้วว่า สารสกัดในกัญชาสามารถฆ่าเซลล์มะเร็งได้ ถึงแม้จะยังอยู่ในหลอดทดลองก็ตาม แต่จริงๆ แล้ว งานวิจัยเดินหน้ามาไกลกว่านั้นแล้ว

งานวิจัยมี 3 ขั้นตอน คือ วิจัยในหลอดทดลอง วิจัยในสัตว์ทดลอง และวิจัยในคน

การวิจัยในสัตว์ทดลอง ก็คือ นำเซลล์มะเร็งของคนไปฝังไว้กับหนู แล้วก็ให้ยาเข้าไป ถ้าได้ผล ก็เชื่อได้ว่า ใช้ในคนก็จะได้ผลเช่นเดียวกัน

ขณะนี้มีการวิจัยในคนแล้ว และมีการนำเสนอแล้วในประเทศสโลวีเนีย แต่ยังเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย แต่มีงานข้อมูลวิจัยออกมาแล้ว ในการจัดงานกัญชาโลก เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้เอง

งานวิจัยในขณะนี้ ตอนนี้รอเวลาเผยแพร่ เพราะเพิ่งเริ่มถูกกฎหมาย หลังจากผิดกฎหมายมานาน

งานวิจัยเพิ่งเริ่มทำ แต่บางส่วนที่ทำกันเองในบางประเทศแอบทำกันแบบลับๆ

มีวิธีการรักษามะเร็งแบบใหม่ จะไม่ใช้วิธีนำคนไข้มาลองยาแต่ละอย่าง แต่จะนำหนูมา 10 ตัว แล้วนำเซลล์มะเร็งไปฝังไว้กับหนูทั้ง 10 ตัว จากนั้นให้ยาแต่ละชนิดกับหนูแต่ละตัว 10 ตัว ยาก็ 10 ชนิด ก็จะสามารถรู้ได้ว่า ยาตัวไหนฆ่าเซลล์มะเร็งได้ ก็นำยาตัวนั้นมารักษาคนไข้ แต่ค่าใช้แพงมาก เป็นล้านบาท

ในประเทศไทย มีการใช้กัญชารักษามะเร็งแบบลับๆ มีมานานแล้วนับสิบปี แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้ เพราะจะติดคุกกันหมดทั้งคนรักษา และคนไข้ ทั้งข้าราชการและนักการเมือง โดยมีคนที่รักษาแล้วได้ผลก็บอกต่อๆ กัน แล้วก็มีการทดลองกันมาเรื่อยๆ

ขณะนี้มีการสกัดกัญชาออกมาเป็นยาใช้สำหรับรักษามะเร็งได้แล้ว แต่สำหรับในประเทศไทยยังผิดกฎหมาย ในขณะที่บางประเทศถูกกฎหมาย ทั้งในสหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ อิสราเอล และประเทศในอเมริกาใต้ ซึ่งล่าสุดก็มีในออสเตรเลีย

กัญชาในทางการแพทย์หลายคนเข้าใจว่า ทำเป็นยาสำเร็จออกมา จริงๆ แล้วไม่ใช่ เพราะกัญชาทางการแพทย์จะติดปัญหาเรื่องสิทธิบัตรยา ดังนั้น การจำหน่ายจะขายในรูปของสมุนไพร อย่างเช่นในสหรัฐอเมริกา เมื่อไปหาหมอ หมอก็จะให้ใบสั่งยา แล้วก็ไปที่ร้านจำหน่ายกัญชาทางการแพทย์ ก็จะได้ดอกกัญชาแห้ง แล้วคนไข้นำไปปรุงเอง โดยจะใช้วิธีสูบ หรือ สกัด หรือ ผสม

กัญชาที่นำมาใช้กับแต่ละคน การตอบสนองไม่เท่ากัน จะต้องเริ่มใช้ทีละน้อย จนถึงระดับที่ใช้ได้ผล ซึ่งส่วนใหญ่ได้ผล

มีการวิจัยออกมาแล้ว กัญชาปลอดภัยมาก ปลอดภัยกว่าเหล้า บุหรี่

ขณะนี้แพทย์ในสหรัฐอเมริกาออกมายืนยันแล้วว่า กัญชาไม่ทำให้เสพติด ปัจจุบัน ใช้กัญชาเพื่อรักษาอาการเสพติดจากเฮโรอีน มอร์ฟีน ฝิ่น ซึ่งใช้ได้ผลดี

ผลการวิจัยเกือบ 100 ชิ้น ระบุตรงกันว่า กัญชาสามารถรักษามะเร็งได้เกือบทุกส่วนของร่างกาย มะเร็งที่ร้ายแรงที่ต้องใช้วิธีฉายแสงยังเอาไม่อยู่ แต่กัญชาเอาอยู่ อย่าลืมว่า กัญชามีหลายสายพันธุ์ แต่ละสายพันธุ์์มีสารออกฤทธิ์จำนวนไม่เท่ากัน งานวิจัยจะบอกได้ว่า กัญชาตัวไหน พันธุ์ไหน เหมาะกับการรักษามะเร็งชนิดไหน

การที่จะใช้กัญชารักษามะเร็ง จะต้องใช้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ซึ่งระยะ 1-3 จะได้ผลดี หากเป็นระยะ 4 ยาชนิดไหนก็ไม่ได้ผล รวมถึงกัญชาด้วย

นพ.วีรวุฒิ อิ่มสำราญ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวว่า สมุนไพรหลายตัวก็มีผลรักษาได้เช่นกัน ไม่ใช่มีแต่กัญชาชนิดเดียว

มะเร็งในมนุษย์มีปัจจัยอื่นๆ มากกว่าในสัตว์ ก็ต้องทำงานวิจัยให้ชัดเจน ไม่ใช่แต่วิจัยกัญชาแต่เพียงอย่างเดียว ถือว่า เป็นการวิจัยเพียงด้านเดียว นักวิทยาศาสตร์ แพทย์ ทั่วโลกไม่ยอมรับ แต่จะเป็นการยอมรับเฉพาะในกลุ่มของตัวเอง อย่างนี้จะเป็นการสร้างความสับสนได้

กว่าจะได้ยารักษาแต่ละตัวนั้น ผ่านกระบวนการเยอะ หรือการรักษาที่ได้มาตรฐาน นั้น มีการวิจัย มีการศึกษา มีผลยืนยันแล้วว่า นำมาใช้รักษาดีกว่าตัวอื่น


จับตาสพฐ.ปูพรมพีอาร์ฝ่าแนวต้านม.44ปฏิรูปการศึกษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/226586

สพฐ.,พีอาร์,ปฏิรูปการศึกษา

การศึกษา-สาธารณสุข  :  27 เม.ย. 2559

จับตาสพฐ.ปูพรมพีอาร์ฝ่าแนวต้านม.44ปฏิรูปการศึกษา

จับตาสพฐ.ปูพรมพีอาร์ฝ่าแนวต้านม.44ปฏิรูปการศึกษา : ชมรมนักประชาสัมพันธ์การศึกษาขั้นพื้นฐานเรื่อง/ภาพ

              การหักดิบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ต่อกรณียกเครื่องการศึกษาไทยครั้งประวัติศาสตร์ในบรรยากาศมูฟเมนต์ตามคำสั่งคสช.ที่ 10-11/2559 เมื่อ 22 มีนาคม 2559 น่าจะเป็น “การปฏิรูปการศึกษา” ที่คสช.จี้โดน “ของแข็ง” หรือ “ของร้อน” ที่เสมือนจุดคีมึ้งของกระบวนการบริหารงานบุคคลที่ใหญ่โตคับฟ้า เมื่อคสช.ใช้มาตรา 44 ฟันฉับทะลุทะลวงจึงส่งผลกระเพื่อมแรงจนกระทั่งเขย่าไปทั้งองคาพยพของกระบวนการจัดการศึกษาชาติ ตามสไตล์รัฏฐาธิปัตย์ที่ “เร็ว แรง ชัดเจน”

ความจริงแล้วเรื่องของ “องค์คณะบุคคล” กับ “ธรรมาภิบาล” ถูกจับยกขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นต้นเหตุหนึ่งของความล้มเหลวในการบริหารจัดการศึกษาไทย “แบบหยิกเล็บเจ็บเนื้อ” มานานแล้ว โดยต้นทางส่วนหนึ่งมีรากเหง้ามาจาก “ผลประโยชน์ ทุจริต ประพฤติมิชอบ พวกมากลากไป” แม้คำสั่งคสช.จะเป็นเสมือนปฏิบัติการ “เหมาเข่ง” แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า “โดนใจคอนักปฏิรูป” เพราะเป็นเรื่องเดียวของการปฏิรูปการศึกษาที่การเมืองนักเลือกตั้งไทยไม่กล้าแตะมาทุกรัฐบาล

แน่นอน…ที่เมื่อเป็นเรื่อง “อำนาจ-บารมีและผลประโยชน์” ถูกหักดิบ ปฏิกิริยาสวนกระแสก็ย่อมมีก่อตัวทั้งแบบ “ซุ่ม” ผ่านแอพพลิเคชั่นบ้าง แบบ “เปิดหน้าท้าชน” โดยนักวิชาการบ้าง คอลัมนิสต์นามแฝงบ้าง เพียงจั่วหัว “ยุบเขต ลดตำแหน่งครู ทอนคืนวิทยฐานะ” แค่ไม่กี่เรื่องนี้ แม้คนระดับ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ขึ้นเวทีออกวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ สร้างความเข้าใจ อรรถาธิบายยาวเหยียดอย่างไรก็ยังไม่สามารถคลี่ปมคลายข้อคับข้องใจได้

ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) โดยสำนักพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาขั้นพื้นฐาน สพฐ. ได้ร่วมกับสมาคมรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (ประเทศไทย) ต้องทำความเข้าใจกับรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ทั้งประถมศึกษาและมัธยมศึกษาทั่วประเทศ 225 สพท. รวมทั้งสิ้น 1,188 คน และ 29 องค์กรเครือข่ายครู ชมรม สมาคม สมาพันธ์ ในเรื่อง “การประชาสัมพันธ์การขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค” ระหว่างวันที่ 21-22 เมษายน 2559 ณ โรงแรมเซ็นทรา ศูนย์ราชการและคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร

นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(เลขาธิการ กพฐ.)ขึ้นเวทีพบปะกองทัพรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ทั้งจากประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มก้อนผู้บริหารการศึกษาที่มีจำนวนมากที่สุดในระดับภูมิภาค

“ต้องช่วยกันทำความเข้าใจกับครู ผู้บริหารโรงเรียนว่า วันนี้เพิ่งมีศึกษาธิการจังหวัด(กศจ.) ยังไม่ทันเริ่มต้นทำงานก็มีการวิพากษ์วิจารณ์ออกมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องยุบเขตพื้นที่การศึกษา เรื่องปรับลดวิทยฐานะครู เรื่องอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัด(ผวจ.) เรื่องการทำงานล่าช้ามากขั้นตอน เรื่องสิ้นเปลืองงบประมาณ ผมขอบอกว่า คนวิพากษ์เช่นนี้รู้ไม่จริง โกหกและเอามันพันกันไปหมด เหมือนโฆษณาชวนเชื่อทำให้คนที่ไม่รู้ข้อเท็จจริงเสียขวัญหมดกำลังใจ”

เลขาธิการกพฐ. แจกแจงอีกว่า ข้อเท็จจริงแล้ววิชาชีพครูจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากมาตรา 44 นี้ เช่น ครูไม่ต้องกู้หนี้ยืมสินมาใช้จ่ายในการวิ่งเต้นโยกย้าย ครูดีครูเก่งตามพื้นที่รอบนอกก็มีโอกาสเข้าสู่ตัวเมือง ข้ามเขตไปมาได้ ส่วนที่บอกว่า ประธานกศจ.เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดนั้นเสมือนฝันร้าย ก็อยากให้เข้าใจว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดในยุคปัจจุบันเขาก็ต้องการให้ท้องถิ่นของเขามีการพัฒนา มีความเจริญ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมตลอดจนการบังคับใช้กฎหมายต่างๆ การขับเคลื่อนเรื่องไม่ดีในยุคที่กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)และกระทรวงมหาดไทย(มท.)จับมือกันอย่างนี้ไม่มีใครกล้า คนชั่ว คนไม่ดีอยู่ไม่ได้แน่นอน การยุบเขตนั้นเหมือนจะมีคนคอยกระทุ้งตลอดเวลา รัฐมนตรีพูดแล้วก็ยังไม่เชื่อ

“ปัจจุบันทุกเขตพื้นที่การศึกษายังคงปฏิบัติหน้าที่เหมือนเดิม หน่วยงานทั้งระดับภาคและจังหวัดที่เพิ่มขึ้นนั้นก็เป็นเพียงองค์คณะบุคคล ไม่มีโครงสร้างอาคาร การกระทำผิดทุจริตมิชอบใดๆ ตามคำสั่งคสช. ผิดนิดเดียวมีโทษทันที” การุณ กล่าว

นับเป็นอีกก้าวหนึ่งของการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการตามคำสั่งของคสช. ที่มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ซึ่งก็ถือเป็นมิติที่ท้าทายสำหรับรัฏฐาธิปัตย์ในยุคไล่ล่าประสิทธิภาพและคุณภาพการจัดการศึกษาไทยที่คสช.พุ่งเป้าไปที่ภูมิภาคและองค์คณะบุคคลเป็นหลัก

ระยะเวลา 1 ปี 6 เดือนตามคำสั่งคสช.นี้ คงได้เห็นมรรคผลของแผนยุทธศาสตร์การศึกษาและแนวทางพัฒนาการศึกษาของแต่ละจังหวัด รวมไปถึงการบรรจุแต่งตั้ง การโยกย้ายและการลงโทษวินัย การยกย่องเชิดชูเกียรติที่เป็นธรรม ตรวจสอบได้ไม่อึกทึกครึกโครมด้วยข่าวคราวฉ้อฉล ประพฤติผิด ทุจริตคิดมิชอบเหมือนที่ผ่านมา

ทะลุทะลวงได้อย่างนี้ ควบคุมให้อยู่ ครูบาอาจารย์รู้และเข้าใจ บังเกิดขวัญกำลังใจที่จะอบรมสั่งสอนเด็กๆ สัญญาณการปฏิรูปการศึกษาไทยก็ไปโลดลิ่ว อย่างอื่นก็ไม่ต้องพูดถึง ….

 


เรียนรู้เครื่องบินพลังยางกับ’ครูป้อน’บ้านแหลมวิทยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/226587

เครื่องบิน,วิทยากร,เอกลักษณ์

การศึกษา-สาธารณสุข  :  27 เม.ย. 2559

เรียนรู้เครื่องบินพลังยางกับ’ครูป้อน’บ้านแหลมวิทยา

เรียนรู้เครื่องบินพลังยางกับ’ครูป้อน’บ้านแหลมวิทยา : หทัยรัตน์ ดีประเสริฐ

              “ถึงวันนี้พูดได้ว่า ได้ตกผลึกองค์ความรู้การออกแบบเครื่องบินพลังยาง, การสร้างเครื่องบินพลังยาง..ทั้งประเภทบินนานและบินไกล ที่เรียนรู้จากผู้รู้ด้วยตนเอง ลองผิดลองถูกจนได้เป็นต้นแบบเครื่องบิินพลังยางของร.ร.บ้านแหลมวิทยา ที่มีเอกลักษณ์ของตนเอง แข่งขันมาแล้วหลายสนามพัฒนาเรื่อยมาจนได้ลำดับที่ 1 เหรียญทอง ระดับชาติ เครื่องบินพลังยางบินนาน สามารถถ่ายทอดให้ผู้ที่สนใจได้แล้วก็ว่าได้” ราชศักดิ์ สว่างแวว หรือครูป้อนของเด็กๆ วัย 33 ปี กล่าว

ราชศักดิ์ เริ่มต้นชีวิตการเป็นครูอัตราจ้างที่โรงเรียนบ้านแหลมวิทยาแห่งนี้มา 4 ปี ก่อนที่จะสอบบรรจุเป็นครูสอนวิชาเคมี กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายได้เมื่อ 5 ปีที่ผ่านมานี้ กระทั่งจับพลัดจับผลูมาดูแลฝึกซ้อมนักเรียนเพื่อเข้าแข่งขันงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน กิจกรรมเครื่องบินพลังยาง ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีความชำนาญ อาศัยว่าชอบการเล่นเครื่องเล่นบังคับมาตั้งแต่เด็ก มีพื้นฐานที่ดี จึงไม่ยากแก่การเรียนรู้

พร้อมๆ กับเปิดโอกาสให้นักเรียนที่สนใจมาร่วมเรียนรู้กับ “เขา” และ “ครูเกด” ชรินดา คู่ชีวิต ครูผู้สอนกลุ่มสาระเดียวกัน ม.ต้น พาลูกศิษย์ตระเวนเปิดโลกทัศน์ไปแข่งขันหลากหลายสนาม วันนี้ลูกศิษย์ของเขาเป็นแชมป์เครื่องบินพลังงานประเภทบินนาน ระดับชาติ

“3 ปีที่ผ่านมา กับการแข่งขันไม่ต่ำกว่า 14 เวที แต่ละเวทีใช้เวลาประกอบสร้างไม่ต่ำกว่า 3 ชั่วโมง ประกอบเสร็จพร้อมแข่ง ทำให้ได้รู้ว่า แพนหางดิ่งทำหน้าที่บังคับทิศทาง แพนหางระดับทำให้เครื่องบินบินขึ้น-ลง ปีกทำให้เกิดแรงยกเครื่องบิน ใบพัดทำหน้าที่ขับเคลื่อนไปข้างหน้า และลำตัว เป็นส่วนประกอบที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ตอนนี้ที่โรงเรียนตั้งเป็นชุมนุมเครื่องบินพลังยาง มีสมาชิกสนใจประมาณ 14 คน และเปิดโอกาสให้โรงเรียนอื่ืนร่วมศึกษาได้โดยไม่สงวนลิขสิทธิ์” ครูป้อนกล่าว

“อ้วน” ตรัยคุณ ชื่นบุตร นักเรียนชั้น ม.1 ลูกศิษย์ครูป้อน ที่สร้างชื่อคว้าแชมป์เครื่องบินพลังยางบินนาน กล่าวว่า ได้ความรู้เปิดโลกทัศน์จากการแข่งขัน ได้เพื่อนใหม่ต่างโรงเรียน ก่อนหน้านี้อ้วนฝึกเครื่องบินพลังยางประเภทบินไกลมาก่อน ได้เริ่มเข้าแข่งครั้งแรกในงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์ของโรงเรียน ที่โรงเรียนปากท่อวิทยาคม จ.ราชบุรี ได้ที่ 1 และสนามอื่นๆหลายรายการ ล่าสุดได้ฝึกซ้อมประเภทบินนานซ้อมประมาณ 1 เดือน ก่อนไปแข่งขันและสร้างชื่อให้แก่โรงเรียน

ขณะที่ “ฟลุ๊ค” กฤษดา อินทร์อำนวย นักเรียนชั้น ม.1 เพื่อนร่วมทีม อธิบายว่า การประกอบเครื่องบินพลังยางจะต้องให้ความสำคัญกับ ปีก ฐานรองปีก แพนหางระดับ แพนหางดิ่ง และใบพัด การออกแบบต้องผสมผสานกันอย่างลงตัว ตามวัตถุประสงค์ของการแข่งขันว่าจะเน้นให้บินไกล หรือบินนาน ซึ่งเคยทำเครื่องบินไกลได้ถึง 30-40 เมตร และบินได้นานสุด 2 นาที

ปัจจุบันครูป้อน นอกจากเป็นผู้ฝึกซ้อมกิจกรรมเครื่องบินพลังยางแล้ว ยังสอนในกลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ วิชาเคมี ม.ปลาย และหัวหน้าฝ่ายบริหารทั่วไป ครูเกดเป็นหัวหน้ากิจกรรมพัฒนาผู้เรียน แถมยังรับหน้าที่ครูที่ปรึกษาชุมนุมเครื่องบินพลังยางอีกตำแหน่ง สนใจสอบถามเทคนิคการทำเครื่องบินพลังยางสอบถามได้ที่ โทร.08-6133-2950 ครูป้อน หรือดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.easyairplane.com


มทร.ล้านนาลุย‘STEM for TVET’เน้นพัฒนาครู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/226575

STEM,มทร.ล้านนา,ครู

การศึกษา-สาธารณสุข  :  26 เม.ย. 2559

มทร.ล้านนาลุย‘STEM FOR TVET’เน้นพัฒนาครู

มทร.ล้านนาลุย‘STEM for TVET’เน้นพัฒนาครู – สร้างครูเป็นหลักโรงเรียนมัธยมฯ และสถาบันอาชีวฯสนใจ เข้าร่วมเครือข่าย หวังให้เด็กมีทางเลือกมากขึ้นเจาะภาคอุตสาหกรรมอย่

             รศ.ดร.นำยุทธ สงค์ธนาพิทักษ์ อธิการบดี มทร.ล้านนา ในฐานะผู้อำนวยการโครงการเชพรอล เอ็นจอย ไซ-เยินซ (Chevron Enjoy Science) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (ล้านนา) เปิดเผยทางเชฟรอล มทร.ล้านนา สวทน.และสถาบันคันแห่งเอเชีย ร่วมกับทำศูนย์  STEM สำหรับอาชีวะและเทคนิคศึกษาเพื่ออุตสาหกรรมขึ้นมา โดยมีเป้าหมายทำทั้งหมด 6 แห่งทั่วประเทศ มทร.ล้านนาเป็นศูนย์ทางภาคเหนือ เราดำเนินการทำงานมาแล้ว 3 เดือนและเป็นศูนย์แรกที่เปิดพร้อมดำเนินการกิจกรรมไปแล้ว โดยเริ่มพัฒนาครู STEM สำหรับอาชีวะและเทคนิคศึกษาเพื่ออุตสาหกรรม (STEM for TVET) ตลอดถึงต้องสร้างครูเทคนิคต้นแบบเพื่ออุตสาหกรรม ให้กับระบบการศึกษาที่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรม โดยเริ่มจากวิทยาลัยอาชีวะศึกษาและโรงเรียนมัธยมศึกษาถึงระดับอุดมศึกษา เข้ามาเป็นเครือข่ายและสร้างความเข้าใจ พร้อมกับลงปฏิบัติงานจริงเพื่อให้เข้าใจภาพรวมและวิธีการสอนในระบบ STEM for TVET

“ทุกวันนี้โรงเรียนมัธยมศึกษาในหลายจังหวัดโดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกล อย่างแม่อายวิทยาคม ดอยสะเก็ดวิทยาคม แม่ลาน้อยดรุณสิกข์ ลองวิทยาคม และโรงเรียนที่มีวิสัยทัศน์ เข้าใจศักยภาพของผู้เรียนอย่าง ร.ร.ปริ้นรอแยล ต่างให้ความสนใจทางเลือกของผู้เรียนและต้องการให้นักเรียนในระดับมัธยมศึกษามีทางเลือกมากขึ้น โดยเฉพาะนักเรียนม.ปลาย จึงพยายามเปิดสอนทางวิชาชีพ” อธิการบดี มทร. ล้านนา กล่าวและว่า

ทั้งนี้ยังมีวิทยาลัยเทคนิคพะเยา วิทยาลัยเทคนิคเชียงราย วิทยาลัยเทคโนโลยีใต้หวัน-ไทย และมทร.อีสานเข้าร่วมโครงการ การเปิดสอนวิชาชีพนั้นไม่ใช่ว่าจะเปิดสอนได้ง่ายๆ ต้องอาศัยประสบการณ์ เทคนิควิธีและวิชาการที่สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ที่สำคัญต้องมีการบูรณาการความรู้ที่มีอยู่ให้เหมาะสมกับภาคอุตสาหกรรมให้ได้ มีความสัมพันธ์และเข้าใจภาคอุตสาหกรรมเป็นอย่างดี มิฉะนั้นแล้วก็จะผลิตบุคลากรที่ตลาดแรงงานไม่ต้องการ เนื่องจากไม่ได้ตามคุณภาพและความต้องการความที่ภาคอุตสาหกรรมกำหนด ครูใน โรงเรียนมัธยมและวิทยาลัยอาชีวะ ที่เข้ามาร่วมในโครงการถือเป็นต้นแบบที่จะขยายผลไปสู่โรงเรียนอื่นๆ ต่อไป ครูจะมีทักษะการปฏิบัติงาน ลงพื้นที่เข้าสู่โรงงาน ถอดบทเรียน เขียนหลักสูตรเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมที่ทางโรงเรียนเข้ามาเป็นเครือข่าย ซึ่งมีทั้งอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ อุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร อุตสาหกรรมยางรถยนต์ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ระยะเวลาในการทำศูนย์ STEM สำหรับอาชีวะและเทคนิคศึกษาเพื่ออุตสาหกรรมใช้เวลาทำต่อเนื่อง 5ปีเพื่อแก้ปัญหาให้ได้แบบครบวงจร


‘ปฏิวัติ…ส้วม’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/226525

การศึกษา-สาธารณสุข  :  26 เม.ย. 2559

‘ปฏิวัติ…ส้วม’

‘ปฏิวัติ…ส้วม’ : รายการคมชัดลึก

            จากกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านโซเชียลมีเดีย ที่อาจทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อน และสับสน โดยมีการระบุว่า จะมีการออกกฎหมายบังคับให้คนไทยเปลี่ยนส้วมซึมมาเป็นส้วมชักโครก ล่าสุด กรมอนามัยได้ออกมาปฏิเสธแล้วว่า ไม่เป็นความจริง จริงๆ แล้วเป็นการรณรงค์เท่านั้น ไม่ใช่การบังคับ ส้วมซึมนั่งยองไม่ดีตรงไหน ส้วมชักโครกดีกว่าอย่างไร ดังนั้น เมื่อค่ำวันที่ 25 เมษายน รายการ “คม ชัด ลึก” จึงได้จัดเสวนาในหัวข้อ “ปฏิวัติ…ส้วม”

นพ.สมพงษ์ ชัยโอภานนท์ รักษาการผู้ทรงคุณวุฒิ กรมอนามัย กล่าวว่า มีพระราชกฤษฎีกาฉบับหนึ่ง ระบุว่า กระทรวงสาธารณสุขต้องเปลี่ยนจากส้วมซึมนั่งยองเป็นโถส้วมนั่งราบ จริงๆ แล้ว กฎหมายฉบับนี้ออกโดยกระทรวงอุตสาหกรรม เน้นเรื่องคุณภาพของสุขภัณฑ์ให้ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะสุขภัณฑ์นั่งราบ หรือชาวบ้านเรียกว่า ส้วมนั่งราบ หรือเรียกอีกอย่างก็คือ ชักโครก

ทั้งนี้ ไม่มีผลบังคับว่า ทุกแห่งทุกสถานที่ต้องใช้ส้วมนั่งราบ เพียงแต่กำหนดคุณภาพมาตรฐานของสุขภัณฑ์นี้เท่านั้น

กลุ่มเป้าหมายของแผนแม่บทส้วมฉบับนี้ จะรวมทั้งส้วมครัวเรือนและส้วมสาธารณะในสถานบริการสาธารณะและสถานที่สาธารณะ 12 ประเภท ได้แก่ 1.แหล่งท่องเที่ยว 2.ร้านจำหน่ายอาหาร 3.ตลาดสด 4. สถานีขนส่งทางบกและทางอากาศ 5.สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง 6.สถานศึกษา 7.โรงพยาบาล 8.สถานที่ราชการ 9.สวนสาธารณะ 10.ศาสนสถาน 11.ส้วมสาธารณะ ริมทาง และ 12.ห้างสรรพสินค้า/ศูนย์การค้า/ดิสเคานต์สโตร์ อย่างน้อยต้องมีส้วมนั่งราบหรือชักโครก 1 ห้อง เท่านั้นเอง

แผนแม่บทดังกล่าวก็เพื่อรองรับผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ คนน้ำหนักเกินหรือคนอ้วน ไม่ให้มีปัญหาเรื่องเข่าเสื่อมหรือหน้ามืด ตลอดจนผู้พิการ

สำหรับเป้าหมายระยะ 3 ปี 2556-2559 ตั้งไว้ 90% ของส้วมสาธารณะ ซึ่งเป็นการรณรงค์ ขอความร่วมมือ ไม่ได้บังคับ และไม่ได้ออกกฎหมายบังคับ

ที่ผ่านมาได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี ถึงแม้จะไม่เป็นไปตามเป้าหมายก็ตาม แสดงให้เห็นว่า สถานที่สาธารณะโดยรวมให้ความสำคัญ และ ตระหนักถึงความสำคัญกับกลุ่มคนที่จะมีปัญหากับการใช้ส้วมนั่งยอง จะเห็นได้ว่า สถานที่สาธารณะต่างๆ มีส้วมชักโครกเพิ่มมากขึ้น ขณะนี้ 71% สถานที่สาธารณะมีส้วมชักโครกอย่างน้อย 1 ห้อง ต่อ 1 สถานที่ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ที่มีปัญหา

การใช้ส้วมนั่งยอง จะมีปัญหาคือ นั่งยองนานๆ การไหลเวียนของโลหิตจากท่อนล่างของร่างกายกลับเข้ามาที่หัวใจจะไม่คล่อง เพราะมีการพับข้อเข่า ทำให้การไหลเวียนไม่ดี การลุกนั่งอาจจะมีอาการวิงเวียนหน้ามืดเป็นลมได้ หากถึงขั้นหน้ามืดก็อาจจะมีปัญหาพลัดตกหกล้ม อันตรายก็ตามมาอีก นอกจากนี้การนั่งยองก็อาจจะไปกดทับเส้นประสาท นั่งนานก็จะมีอาการเหน็บ อาการชา

การใช้ส้วมนั่งยอง ประเภทนี้ไม่มีฝาปิดทำให้เกิดการเผยแพร่เชื้อโรคได้ง่ายโดยแมลงวัน แต่ชักโครกจะมีฝาปิด ปิดฝาหลังใช้งาน แมลงวันก็ไม่สามารถมาตอม มาเกาะแล้วไปแพร่เชื้อได้

สำหรับคนที่ข้อเข่าเสื่อมเมื่อใช้ส้วมนั่งยอง จะเกิดการเจ็บปวดทรมานที่ข้ออย่างมาก ส่วนกลุ่มคนน้ำหนักมาก จะลุกนั่งไม่สะดวก หากใช้ส้วมชักโครกจะสะดวกกว่า กรณีหญิงตั้งครรภ์ ก็เช่นเดียวกัน

ในอนาคตอันใกล้ 8-10 ปีข้างหน้า จะมีกลุ่มผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น จึงต้องมีการเตรียมการ มีนวัตกรรมรองรับกลุ่มผู้สูงอายุ

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีแนวคิดที่จะให้ยกเลิกการใช้ส้วมนั่งยองแต่อย่างใด ยังใช้งานได้ตามปกติ

พระมหาชาญชัย พรหมโฐ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดเทพลีลา กล่าวว่า เมื่อไม่นานมานี้ทางวัดได้รับรางวัลส้วมดีเด่นจากกรุงเทพมหานคร ขณะนี้ทางวัดมีห้องส้วมห้องน้ำหลายห้อง ซึ่งรุ่นใหม่ๆ จะเป็นชักโครกหมด ส่วนของเเก่ายังเป็นส้วมนั่งยอง หรือคอห่านอยู่

สาเหตุที่มีการปรับปรุงห้องน้ำห้องส้วมและมีการเปลี่ยนเป็นชักโครก ก็เนื่องจากผู้คนที่เดินทางมาที่วัดมีทุกเพศ ทุกวัย ทุกระดับ จึงจัดทำห้องน้ำห้องส้วมเพื่อรองรับ เพราะแต่ละคนมีพื้นฐานจากบ้านมาไม่เหมือนกัน ผู้ที่คุ้นเคยอย่างไหน ก็จะได้ใช้แบบนั้น

ทั้งนี้ ทางวัดจะมีจิตอาสาคอยดูแลทำความสะอาดห้องน้ำ ห้องส้วม อีกทั้งมีการขอความร่วมมือด้วย เช่น กดชักโครก ราดน้ำ ทำความสะอาดหลังใช้ บางครั้งเจ้าหน้าที่่หรือกลุ่มจิตอาสาก็เข้าไปบอก เตือนผู้ที่เข้ามาใช้ห้องน้ำแล้วไม่ทำความสะอาดหลังใช้

สำหรับงบประมาณที่ใช้สร้างห้องน้ำห้องส้วมก็มากไม่น้อยทีเดียว แต่ก็ได้จากผู้ใจบุญ มีการนำกฐินมา ปัจจัยที่มอบให้แก่ทางวัด วัดก็นำมาจัดสร้างทันที ซึ่งก็มีประโยชน์ต่อคนหมู่มาก