‘รัฐช่วย สวรรค์แกล้ง’แต่ไม่แล้งน้ำใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/226512

แรงงาน,ภูมิลำเนา,หนี้

การศึกษา-สาธารณสุข  :  26 เม.ย. 2559

‘รัฐช่วย สวรรค์แกล้ง’แต่ไม่แล้งน้ำใจ

‘รัฐช่วย สวรรค์แกล้ง’แต่ไม่แล้งน้ำใจ : พะเยาว์ ทองศรี ศพจ.เพชรบูรณ์ เรื่อง/ภาพ

             “โครงการให้กู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน” เป็นอีกภารกิจหนึ่งของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กระทรวงแรงงาน (รง.) ที่ดำเนินการมากว่า 10 ปี การให้กู้ยืมหยุดดำเนินการไป เนื่องจากประสบปัญหาการบริหารจัดการติดตามหนี้ที่มีประสิทธิภาพ เกิดภาวะหนี้เสีย การจัดการติดตามหนี้รูปแบบใหม่จึงกำหนดให้หน่วยงานสังกัดกรมพัฒนาฝีมือแรงงานที่อยู่ในพื้นที่ทั้ง 77 จังหวัด เป็นผู้ดำเนินการติดตามหนี้ ดำเนินการฟ้อง จนถึงการบังคับคดีกับลูกหนี้ที่มีภูมิลำเนาในจังหวัดนั้นๆ

การรับหน้าที่ใหม่ใน “สายงานวิชาการ” แต่ต้องมาทำหน้าที่ในการติดตามหนี้ การดำเนินการฟ้องคดี จนถึงการเข้ายึดทรัพย์ บังคับคดี เป็นงานใหม่ที่ท้าทายของผู้หญิงคนหนึ่ง แต่ก็แอบวิตกกังวลไม่ได้ว่า จะทำหน้าที่นี้ได้ดีขนาดไหน เพราะเราจบสายบัญชี ไม่ได้จบกฎหมาย

วันหนึ่งของการทำหน้าที่ติดตามลูกหนี้กองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน กลุ่มที่ต้องถูกดำเนินการบังคับคดี เนื่องจากไม่ชำระหนี้เลย ตั้งแต่ศาลมีคำพิพากษา ในเขต อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ จำนวน 5 ราย

อ.หล่มสัก อยู่ไม่ไกลจาก อ.เมือง มากนัก เพียง 50 กิโลเมตร ขับรถไม่ถึงชั่วโมงก็ถึงตัวอำเภอ แต่ที่ใช้เวลานานมากๆ คือการค้นหาที่ตั้งของบ้านลูกหนี้แต่ละราย เป้าหมายแรกที่เราต้องไปพบคือ “ผู้ใหญ่บ้าน”

การออกติดตามลูกหนี้ในวันนี้ บางรายเราพบตัวผู้กู้ยืม บางรายเราพบเพียงผู้ค้ำประกัน ซึ่งส่วนใหญ่คือพ่อหรือแม่ และบางรายเราไม่พบใครเลย มีเพียงบ้านร้าง ไม่มีเจ้าของบ้านอยู่อาศัย จากการสอบถามคนในหมู่บ้านเดียวกันก็ทราบว่า ได้ย้ายไปทำงานในกรุงเทพฯ บ้าง จังหวัดอื่นบ้าง

ลูกหนี้รายสุดท้ายของวันนี้ ทำให้พวกเรารู้สึกเศร้าใจ พูดอะไรแทบไม่ออก หญิงชราคนหนึ่งนอนเล่นอยู่ในเพิงไม้เก่าๆ ตามลำพัง จากการพูดคุยกับคุณยาย เราจึงทราบว่า ชื่อ “นางตัน ทองเพ็ง” อายุ 72 ปี อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 113 หมู่ 11 ต.น้ำชุน อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ เป็นแม่ของ “นายสมจิตร ทองเพ็ง” ผู้ที่กู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อนำเงินกู้ยืมไปเป็นค่าใช้จ่ายในการฝึกอาชีพ สาขาพาณิชยราชนาวี

หญิงชราบอกว่า เป็นผู้ค้ำประกันการกู้ยืมเงินกู้เงินต้น 3.2 หมื่นบาท ยื่นกู้เมื่อวันที่ 16  มิถุนายน 2545 หรือเมื่อ 14 ปีที่ผ่านมา หวังให้ลูกชาย (นายสมจิตร  ทองเพ็ง ขณะยื่นกู้ฯ อายุ 19 ปี) ผู้ที่หญิงชราเก็บมาเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม ได้มีอาชีพเลี้ยงตัวเองและครอบครัว และหวังที่จะฝากผีฝากไข้เมื่อยามแก่ชรา

เธอเล่าต่อว่า หลังจากเรียนจบ มีผู้ติดต่อให้ไปทำงานด้วย โดยให้ค่าจ้างเดือนละ 2 หมื่นบาท แต่ลูกชายปฏิเสธ ขณะที่เล่าใบหน้าของหญิงชราเริ่มมีน้ำใสๆ ไหลอาบแก้ม พูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า หลังจากนั้นเธอกับลูกชายก็ถกเถียงกัน จนในที่สุดลูกชายหนีออกไปจากบ้าน ไม่ติดต่อกลับมาอีกเลย เป็นเวลานาน 3 ปีกว่าแล้ว

“นางตัน  ทองเพ็ง” มีรายได้จากเบี้ยยังชีพคนชราตกเดือนละ 700 บาท เพื่อใช้จ่ายในการซื้อหาอาหาร มีญาติมาดูแลบ้างตามอัตภาพ ฟังยายตันเล่าเรื่องราวชีวิตอยู่พักใหญ่ เรากับน้องที่ไปด้วยกันได้แต่มองหน้ากันไปมาพูดอะไรไม่ออก ไม่กล้าแม้แต่จะบอกยอดหนี้ และไม่สามารถบอกเธอได้เลยว่า “ลูกชายและคุณยายกำลังจะถูกบังคับคดี” ยึดที่ดินที่มีบ้านพักอาศัยของยาย

หน้าที่เป็นสิ่งที่เราต้องทำและรับผิดชอบ แต่คุณธรรมก็ยังคงต้องยึดถือเป็นหลักประจำใจ เหตุการณ์นี้ทำให้เรารู้สึกเศร้าเหลือเกิน.. เหมือนเรากำลังรังแกคนยากจน ไร้ที่พึ่ง รัฐให้เงินกู้ยืมเพื่อช่วยเหลือให้คนมีโอกาสได้เรียนรู้ สามารถประกอบอาชีพ มีชีวิตที่ดีขึ้น วันนี้เรากลับกำลังจะทำให้ผู้สูงวัยคนหนึ่งไร้ที่อยู่อาศัย แต่ยอดหนี้ก็เกินกว่ากำลังของเราเพียงคนเดียว

ข่าวการออกติดตามหนี้ “ยายตัน ทองเพ็ง” ถูกนำไปเล่าในกลุ่มไลน์ของเพื่อนๆ เราจึงพบว่า น้ำใจของคนไทยช่างดีเหลือเกิน ภายในค่ำคืนเดียวมีผู้แจ้งความประสงค์พร้อมโอนเงินเกือบ 4 หมื่นบาท เพื่อปิดหนี้ให้ “ยายตัน ทองเพ็ง” ณ วันนี้ของ “ยายตัน ทองเพ็ง” และ “ลูก” เป็นอิสระแล้ว

กู้เงินต้น 32,000 บาท

ดอกเบี้ย 12,013.15 บาท

รวมเป็นเงินทั้งสิ้น  44,013.15 บาท

ตามระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงานว่าด้วยการให้กู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2558 ลงประกาศราชกิจจานุเบกษา เล่ม 132 ตอนพิเศษ 168 ง วันที่ 21 กรกฎาคม 2558 แก้ไขเพิ่มเติมในเรื่องการประนอมหนี้ภายหลังศาลมีคำพิพากษา สามารถประนอมหนี้ภายหลังมีคำพิพากษาได้ โดยชำระเพียงเงินต้น ค่าทนายความ และค่าฤชาธรรมเนียม ให้งดเว้นดอกเบี้ย และเบี้ยปรับ กรณีของ “ยายตัน ทองเพ็ง” จึงปิดบัญชีเพียงคราวเดียว ด้วยยอดเงินจำนวน  32,000 บาท เนื่องจากค่าทนายความและค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ ดอกเบี้ย 12,013.15 บาท ได้รับการยกเว้นไม่ต้องชำระ

อนึ่ง  กองทุนพัฒนาฝีมือแรงงานได้ค่าดำเนินการให้เงินกู้ยืมตั้งแต่ปี 2540-2545 มีหน่วยงานที่ดำเนินการให้เงินกู้ยืมจำนวน 28 แห่ง มีผู้กู้ยืมจำนวนทั้งสิ้น 28,872 ราย โดยให้กู้จากเงินงบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรจำนวน 620 ล้านบาท และเงินที่ชำระคืนจากลูกหนี้ รวมเงินให้กู้ยืมจำนวน 713,374,061 บาท ปิดบัญชีแล้วจำนวน 20,956 ราย จำนวนเงินชำระคืน 520,274,137.21 บาท คงเหลือลูกหนี้ค้างชำระ จำนวน 7,916 ราย จำนวนเงินที่ค้างชำระ 193,099,923.79 บาท


‘บิ๊กหนุ่ย’ควง‘บิ๊กน้อย’ปิดมหกรรมกีฬานักเรียนชายแดนใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/226511

ชายแดนใต้,พล.อ.ดาว์พงษ์,กีฬา

การศึกษา-สาธารณสุข  :  25 เม.ย. 2559

‘บิ๊กหนุ่ย’ควง‘บิ๊กน้อย’ปิดมหกรรมกีฬานักเรียนชายแดนใต้

‘บิ๊กหนุ่ย’ควง‘บิ๊กน้อย’ปิดมหกรรมกีฬานักเรียนชายแดนใต้ปี59สานฝันเด็กใต้ใจรักกีฬา

             เมื่อวันที่ 25 เมษายน พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยพล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  และผู้บริหารระดับสูงกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ร่วมพิธีปิดการแข่งขันมหกรรมกีฬานักเรียนชายแดนใต้ภาคฤดูร้อน ประจำปี 2559 ณ สนามกีฬาวิทยาลัยพลศึกษาจังหวัดยะลา อำเภอเมือง จังหวัดยะลา

ทั้งนี้มหกรรมกีฬาดังกล่าวเป็นการดำเนินงานภายใต้ โครงการ”สานฝันการกีฬาสู่ระบบการศึกษาจังหวัดชายแดนใต้” ที่ขับเคลื่อนตามนโยบายของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลที่มุ่งสนับสนุนให้มีการส่งเสริมการนำกีฬามาใช้ในการพัฒนาเยาวชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้ได้รับการศึกษาที่ มีคุณภาพสอดคล้องกับความถนัดและความสนใจ ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการโดย พล.อ.สุรเชษฐ์ ได้ขับเคลื่อนการดำเนินงานอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มโครงการในปี 2557 มีจุดมุ่งหมาย เพื่อใช้กีฬาเป็นสื่อในการเปิดโอกาสให้เยาวชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพสอดคล้องกับความต้องการและศักยภาพของตน สามารถนำความรู้ความสามารถด้านกีฬาไปใช้ในการศึกษาต่อหรือประกอบอาชีพได้ รวมถึงใช้กีฬาเป็นสื่อในการพัฒนาลักษณะนิสัยเยาวชนให้มีน้ำใจนักกีฬา ปฏิบัติตามกฎกติกาและมีความสามัคคีมีความภาคภูมิใจในตนเองและความเป็นไทยสร้างความเชื่อมโยงไปสู่ความสมานฉันท์และความสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้

อย่างไรก็ตามการจัดมหกรรมกีฬานักเรียนชายแดนใต้ภาคฤดูร้อนในครั้งนี้ได้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 โดยแบ่งเป็นการแข่งขันระดับอำเภอ ระดับจังหวัด ระดับจังหวัดชายแดนภาคใต้ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม 2559 ถึงวันที่ 25 เมษายน 2559 ประกอบใน 5 ประเภทกีฬาที่ได้รับความนิยมในพื้นที่ได้แก่ฟุตบอล ฟุตซอล วอลเลย์บอล ชายและหญิงเซปักตะกร้อ ชายและหญิง รวมถึงกรีฑา โดยช่วงอายุการจัดการแข่งขันให้นักเรียนทุกระดับได้เข้าร่วมการแข่งขันประกอบด้วย นักเรียนระดับประถมศึกษา อายุไม่เกิน 12 ปี นักเรียนระดับมัธยมศึกษา อายุไม่เกิน 15 ปี นักเรียนระดับอาชีวศึกษา นักเรียนการศึกษานอกระบบ และนักเรียนระดับมัธยมศึกษาอายุไม่เกิน 18 ปีและ 20 ปี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการส่งเสริมให้นักเรียนได้ใช้เวลาว่างในช่วงปิดภาคเรียนได้ออกกำลังกายโดยการเรียนรู้ทักษะกีฬาพื้นฐานและใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ เกิดการปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนโรงเรียนของรัฐและเอกชนรวมถึงเป็นการปลูกจิตสำนึกในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขให้นักเรียนได้รู้จักความสามัคคี รู้แพ้รู้ชนะ มีน้ำใจนักกีฬา เพื่อนำมาสู่การอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม ซึ่งมีนักเรียนนักศึกษาให้ความสนใจเข้าร่วมจำนวน 1,925 คน ผู้ควบคุมทีมจำนวน 750 คน โดยได้กำหนดให้มีการมอบโล่รางวัลพร้อมทุนการศึกษาเพื่อเป็นเกียรติและสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้ชนะเลิศการแข่งขัน

ด้านพล.อ.ดาว์พงษ์ ประธานในพิธีปิดได้กล่าวเน้นย้ำว่า การจัดมหกรรมกีฬาในครั้งนี้อยู่ในโครงการที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่เล็งเห็นถึง ศักยภาพของเด็กเยาวชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่ามีความชื่นชอบและมีทักษะการกีฬาเป็นอย่างมาก ดังนั้นการนำเอากีฬาเข้ามาเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนควบคู่กับการศึกษาจะเป็นการเพิ่มพูนความรู้ความสามารถ ทักษะประสบการณ์และความ เชี่ยวชาญที่ผสมผสานสอด คล้องกับสภาวะแวดล้อม สภาพความเป็นอยู่ได้อย่าง เหมาะสมลงตัวจนนำไปสู่การ เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณ ภาพและประสิทธิภาพของประเทศชาติต่อไป


ทปสท.เผยผลวิจัยชี้ชัดกลับไปเปิดปิดภาคเรียนแบบเดิม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/226505

ปิดภาคเรียน,อาเซียน,มหาวิทยาลัย,เผย,วิจัย,เปิด

การศึกษา-สาธารณสุข  :  25 เม.ย. 2559

ทปสท.เผยผลวิจัยชี้ชัดกลับไปเปิดปิดภาคเรียนแบบเดิม

ทปสท.เผยผลวิจัยชี้ชัดกลับไปเปิดปิดภาคเรียนแบบเดิม พบตามอาเซียนกระทบต่ออุดมศึกษาอย่างมาก เตรียมส่งผลวิจัยแก่ศธ. ทปอ. ทปอ.มรภ. และอธิการบดีทุกแห่งภายในสัปดาห์นี้

               เมื่อวันที่25เม.ย.ผศ.ดร.รัฐกรณ์ คิดการ ประธานที่ประชุมประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย(ทปสท.)กล่าวว่า ที่ประชุมทปสท. ซึ่งมีสมาชิกประกอบด้วย มหาวิทยาลัยราชภัฏ 38 แห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล 9 แห่ง และสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน ได้นำเสนอผลการวิจัยเกี่ยวกับ ผลกระทบจากการปรับเปลี่ยนการเปิดภาคเรียนของสถาบันอุดมศึกษา ภายหลังการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน โดยสำรวจความคิดเห็น ผู้มีส่วนได้เสียจากมหาวิทยาลัยราชภัฏ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล และสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน รวม 48สถาบันพบว่า ร้อยละ86.33 ไม่เห็นด้วยกับการให้มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ยังคงเปิด-ปิดภาคเรียน ตามกลุ่มภูมิภาคอาเซียน และร้อยละ13.67เห็นด้วยเปิด-ปิดภาคเรียนตามกลุ่มภูมิภาคอาเซียน

ทั้งนี้ เมื่อถามการเปิด-ปิดภาคเรียนของมหาวิทยาลัยตามภูมิภาคอาเซียน ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิต อาชีพ ขนบธรรมเนียม ประเพณี สังคมและวัฒนธรรมของไทย พบว่าร้อยละ62.33 คิดว่าการเปิด-ปิดภาคเรียนของมหาวิทยาลัยตามภูมิภาคอาเซียน ส่งผลกระทบต่อ และร้อยละ 37.67คิดว่าไม่ส่งผลกระทบส่วนหากจำแนกรายภูมิภาค พบว่าทุกภูมิภาคมีผลกระทบจากการปรับเปลี่ยนการเปิดภาคเรียนของสถาบันอุดมศึกษา

โดยภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด3 อันดับแรกคือ ภาคเหนือ ภาคใต้ และ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและพบว่า ประโยชน์ที่ได้จากการเปิดภาคเรียนของสถาบันอุดมศึกษาตามมหาวิทยาลัยในภูมิภาคอาเซียน น้อยมากที่สุด ได้แก่ นักศึกษาสามารถไปศึกษาต่อต่างประเทศมากขึ้น รองลงมา สถาบันมีการแลกเปลี่ยนอาจารย์มากขึ้น การแลกเปลี่ยนนักศึกษาระหว่างประเทศมากขึ้น มีนักศึกษาต่างชาติมาศึกษามาศึกษาในสถาบันการศึกษาของไทยมากขึ้น และความเป็นสากลสอดคล้องกับประชาคมอาเซียน

ผศ.ดร.รัฐกรณ์ กล่าวต่อว่า โดยสรุปผลการวิจัยดังกล่าวและผลการหารือกันของทปสท. พบว่าการเปิดภาคเรียนตามอาเซียนส่งผลกระทบเกิดปัญหามาก ดังนั้น ที่ประชุมจึงมีมติให้สถาบันอุดมศึกษาควรกลับมาเปิดภาคเรียนตามเดิมอย่างไรก็ตาม อำนาจการกำหนดช่วงเวลาเปิดภาคเรียนอยู่ที่สภามหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง ต้องรอดูว่าสถาบันอุดมศึกษาตัดสินใจอย่างไรและภายในสัปดาห์นี้ ทปสท. จะเสนอผลวิจัยและมติดังกล่าวให้ รมว.ศึกษาธิการประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย(ทปอ.) ประธานที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ(ทปอ.มรภ.) ประธานที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(ทปอ.มทร.) รวมทั้งอธิการบดีมหาวิทยาลัยที่เป็นสมาชิกเพื่อใช้ประกอบการพิจารณาตัดสินใจในการปรับเปลี่ยนการเปิด-ปิดภาคเรียนให้มีความเหมะสมสอดคล้องกับบริบท ลดปัญหาการศึกษาไทยต่อไป
สพฐ.สรุปรับนร.เหลือที่นั่งกว่า8.6แสนคน

นายชลำ อรรถธรรม ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สนผ.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เปิดเผยว่า สพฐ.ได้สรุปผลดำเนินการรับนักเรียนของสถานศึกษา ในสังกัด สพฐ. ประจำปีการศึกษา 2559 โดยปีนี้ ได้กำหนดแผนการรับนักเรียนทุกระดับทั่วประเทศ จำนวน 1,960,000 คน ซึ่งผลการรับในภาพรวมรับได้ 1,090,550 คน เหลือที่นั่งว่างรับได้อีก 869,450 คน จำแนกดังนี้ ระดับอนุบาล 1 แผนรับ 420,000 คน รับได้ 120,000 คน เหลือที่ว่าง 300,000 คน ประถมศึกษาปีที่ 1 แผนรับ 540,000 คน รับได้ 240,550 คน เหลือที่ว่าง 299,450 คน มัธยมศึกษาปีที่ 1 แผนรับ 600,000 คน รับได้ 480,000 คน เหลือที่ว่าง 120,000 คน และม.4 แผนรับ 400,000 คน รับได้ 250,000 คน เหลือที่ว่าง 150,000 คน นอกจากนี้ ได้รับรายงานว่าการรับนักเรียนของโรงเรียนและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) เป็นไปด้วยความเรียบร้อยไม่พบปัญหาหรืออุปสรรคใด

อย่างไรก็ตาม จากรายงานยังพบว่านักเรียนและผู้ปกครองยังมีค่านิยมเดิม คือ ต้องการส่งบุตรหลานเข้าเรียนในโรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูง จำนวน 357 โรง จำแนกเป็น ระดับประถมศึกษา 75 โรง และระดับมัธยมศึกษา 282 โรง ซึ่งโรงเรียนเหล่านี้สามารถรับนักเรียนได้เต็มตามแผนการรับ แต่โรงเรียนทั่วไป จำนวน 30,459 โรงปรากฎว่ายังรับนักเรียนได้ไม่เต็มตามแผนการรับ เฉลี่ยแล้วชั้นอนุบาล 1 รับได้ 15 คนต่อห้อง จากแผน 30 คนต่อห้อง ชั้นป.1 รับได้ 17 คนต่อห้อง จากแผน 40 คนต่อห้อง ชั้นม.1 รับได้ 30 ต่อห้อง จากแผน 40 คนต่อห้อง และม.4 รับได้ 28 คนต่อห้อง จากแผน 40 คนต่อห้อง

ผอ.สนพ.กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ จากการที่ สพฐ.ได้เปิดให้ผู้ปกครองและเด็กที่ยังไม่มีที่เรียนมายื่นความจำนงขอรับการจัดสรรที่เรียนที่เขตพื้นที่ฯและโรงเรียนใกล้บ้าน โดยให้มารายงานตัวเมื่อวันที่ 17 เม.ย.ที่ผ่านมา พบว่ามีนักเรียนมายื่นความจำนงน้อยมาก จึงมีที่นั่งว่างเฉลี่ยประมาณ 40-150 คนต่อโรงเรียน ซึ่งคาดว่าเด็กที่ยังไม่มีที่เรียนและไม่ยอมมารายงานตัวในโรงเรียนที่จัดสรรให้ สุดท้ายก็จะไปเข้าเรียนในโรงเรียนเอกชนแทน

“สาเหตุที่โรงเรียนยังมีที่นั่งว่างเหลือจำนวนมาก เพราะประชากรวัยเรียนทุกชั้น ทุกประเภทลดลง ทำให้โรงเรียนทุกสังกัดมีเด็กเข้าเรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานลดลงตามไปด้วย และที่ผ่านมามีโรงเรียนยอดนิยมบางแห่งได้แสดงความจำนงมาที่ สพฐ.ขอขยายจำนวนนักเรียนต่อห้องเรียนเพิ่ม เนื่องจากมีผู้ปกครองมีความต้องการและได้ไปเสนอต่อคณะกรรมการสถานศึกษา ซึ่ง สพฐ.ได้ส่งหนังสือเวียนเน้นย้ำนโยบายจำนวนนักเรียนต่อห้อง โดยให้ยึดดังนี้ ชั้นม.1 และ ม.4 รับได้ 40 คนต่อห้อง ขยายได้ไม่เกิน 50 คนต่อห้อง”นายชลำ กล่าว


โซเชียลโรดโชว์โอเพ่นเฮ้าส์กลยุทธ์’แย่งเด็ก’ม.เอกชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/226471

โซเชียล,เอกชน,อาชีวะ

การศึกษา-สาธารณสุข  :  25 เม.ย. 2559

โซเชียลโรดโชว์โอเพ่นเฮ้าส์กลยุทธ์’แย่งเด็ก’ม.เอกชน

โซเชียลโรดโชว์โอเพ่นเฮ้าส์กลยุทธ์’แย่งเด็ก’ม.เอกชน : ชุลีพร อร่ามเนตรรายงาน

            ฤดูแห่งแอดมิชชั่นส์ใกล้เข้ามา วงจรแห่งการแข่งขันในแวดวงอุดมศึกษาก็เช่นกัน แถมนับวันยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น เนื่องด้วยจำนวนเด็กเข้าสู่ระบบการศึกษา ผู้บริโภคลดลง ขณะที่มหาวิทยาลัยมีมากขึ้น แถมหลักสูตรที่เปิดการเรียนการสอน ไม่ว่าจะรัฐ เอกชน ไม่แตกต่างกัน สถาบันอุดมศึกษาแต่ละแห่งต่างวางแผนงัดกลยุทธ์ทางการตลาด การโฆษณา มุ่งขายศักยภาพ คุณภาพบัณฑิต การจัดการเรียนการสอน และอีกหลายกลวิธีดึงเด็กเลือกเรียน
            “สถาบันอุดมศึกษาเอกชน” หนึ่งทางเลือกของเด็กวางเป้าหมายในชีวิต และทางสถาบันมีหลักสูตรตอบโจทย์อาชีพ “มหาวิทยาลัยรังสิต” มหาวิทยาลัยเอกชนที่มีความหลากหลายทางวิชาการ หลักสูตร ผศ.สมเกียรติ รุ่งเรืองวิริยะ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายสื่อสารองค์กร ม.รังสิต เปิดเผยว่า เด็กรุ่นใหม่ใช้ชีวิตอยู่กับสื่อใหม่ โลกโซเชียล พวกเขาสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ง่าย และกลั่นกรองข่าวสารที่ได้รับ ไม่ใช่เชื่อเฉพาะสิ่งที่มหาวิทยาลัยสื่อสารอย่างเดียว ม.รังสิตจึงพยายามเข้าถึงเด็ก โดยใช้สื่อใหม่ โซเชียลให้เกิดประโยชน์ อาทิ เฟซบุ๊กหรือเปิดเว็บไซต์ที่ตอบคำถามทุกเรื่อง ให้คำแนะนำ ช่วยเด็กค้นหาตัวเอง ความชอบ ความฝัน ตอบโจทย์การใช้ชีวิตเด็ก ขณะเดียวกันมีนักศึกษารุ่นพี่รุ่นน้องเป็นทูตของมหาวิทยาลัยคอยให้คำแนะนำ เชื่อมต่อข้อมูลไปถึงเด็ก เพราะเด็กย่อมเข้าใจเด็กด้วยกัน มีศิษย์เก่าเป็นตัวอย่างดีที่ดี มีพันธมิตร องค์กรสื่ออื่น เพื่อให้พวกเขาได้รู้จัก และมั่นใจคุณภาพมหาวิทยาลัย
            “ม.รังสิต เราใช้เรื่องคุณภาพ ความหลากหลายสาขาวิชา เป็นจุดขายของมหาวิทยาลัย รวมถึงการเปิดให้เด็กได้ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างเต็มที่ ทุกพื้นที่มหาวิทยาลัยจึงเป็นแหล่งเรียนรู้ ฝึกปฏิบัติแก่เด็ก ซึ่งสาขาหลักสูตรที่เปิดสอนส่วนใหญ่เป็นหลักสูตรทั้งสายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสายสังคมศาสตร์ เพื่อผลิตบัณฑิตตอบโจทย์กับความต้องการของประเทศ และเป็นอาชีพแก่เด็กได้จริง”
            ผศ.สมเกียรติ กล่าวต่อว่า แนวโน้มคนเรียนปริญญาตรีลดลง แต่เรียนปริญญาโทและเอกเพิ่มขึ้น อีกทั้งการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และการเป็นครอบครัวลูกน้อย เรื่องเหล่านี้มหาวิทยาลัยนำมากำหนดวางแผนการเปิดหลักสูตร และปรับตัวให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง เพราะคนกลุ่มนี้มีอำนาจในการซื้อ ทำให้ปัจจัยด้านราคาเป็นตัวแปรเล็ก แต่คุณภาพกลายเป็นตัวแปรหลักในการเลือกเรียนมหาวิทยาลัย
            การเลือกเรียนมหาวิทยาลัย ไม่ใช่เรียนตามความชอบอย่างเดียว ต้องดูว่าอาชีพที่เรียนจบอนาคตเป็นไปในทิศทางใด มีงานรองรับหรือไม่ โอกาสการทำงาน ผศ.สมเกียรติ กล่าวอีกว่า วันนี้เป็นโลกที่ต้องการคนเก่งเฉพาะด้าน ต้องหาหมัดเด็ดของตัวเองให้เจอ จะเรียนอะไรก็ได้ แต่ขอให้รู้ลึก รู้จริงเรื่องนั้น เชี่ยวชาญด้านนั้น และต้องมีส่วนเสริม คือ ภาษา ทั้งภาษาอังกฤษ และภาษาจีน เกาหลี ญี่ปุ่น และภาษาอาหรับ เพื่อใช้ในการติดต่อ, ไอที เทคโนโลยี ทุกศาสตร์ทุกคนต้องเก่งไอทีและความรู้สึกของการเป็นผู้ประกอบการ เป็นเจ้าของ เพราะโลกหลังจากนี้คนหนึ่งคนถือเป็นแบรนด์ 1 แบรนด์ สนใจ โทร.0-2791-5500-10 หรือ https://www2.rsu.ac.th
            ปัจจัยการเลือกเรียนอุดมศึกษาของคนรุ่นใหม่ไม่ได้ดูจากชื่อเสียงสถาบัน แต่ทุกคนมุ่งหาหลักสูตร การจัดการเรียนการสอนตอบไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต สร้างอาชีพ ฝันให้เป็นจริง นายวีรพล สวรรค์พิทักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารการตลาด มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) กล่าวว่า มธบ.ยึดมั่นคุณภาพทุกเรื่อง เพราะคุณภาพเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้มหาวิทยาลัยอยู่รอดได้ ยิ่งตอนนี้ภาวะการแข่งขันในอุดมศึกษาสูงขึ้น อีกทั้งมหาวิทยาลัยรัฐก็มีการเปิดรับหลายรอบ ทำให้มหาวิทยาลัยเอกชนต้องปรับตัว มุ่งสร้างคุณภาพให้เห็นอย่างชัดเจน มธบ.จัดแคมเปญมากมาย เพื่อดึงเด็กเข้าเรียน และรู้จัก มธบ.มากขึ้น ไม่ว่าโรดโชว์ไปยังโรงเรียน โฆษณาผ่านสื่อหลัก ใช้สื่อใหม่ และมีการมอบทุนการศึกษาเพิ่มมากขึ้น โดยปีนี้นอกจากทุนกีฬา ทุนเรียนดียังมีทุนฮีโร่ มอบแก่นักเรียนที่เป็นประธานนักเรียน เพราะถือว่าเป็นผู้เสียสละ ทำประโยชน์แก่โรงเรียน
            “เราใช้วิธีการแบบปากต่อปาก เป็นวิธีสร้างความเชื่อมั่น และรู้จักมหาวิทยาลัยได้อย่างดี เพราะการแนะนำจากคนใกล้ชิด ศิษย์เก่า หรือเพื่อนๆ รุ่นพี่ล้วนทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลได้ละเอียดถูกต้อง อีกทั้งหากมีการแนะนำจากรุ่นพี่ นักเรียนได้รับส่วนลดเมื่อมาเรียน นอกจากนั้น ทุกหลักสูตรจะเรียนความรู้ด้านธุรกิจ เนื่องจากองค์ความรู้ด้านเดียวไม่พอ ต้องมีทักษะเสริม เด็กมธบ.ต้องมีความรู้ธุรกิจ เป็นตัวเสริมในการทำอาชีพ สร้างรายได้สร้างอาชีพแก่ตนเอง การเลือกเรียนอยากให้ทุกคนศึกษาหาข้อมูลให้ละเอียดว่าอาชีพไหน คณะใดเหมาะ เพราะเมื่อเรียนจบออกมาแล้วนั่นอาจหมายถึงคุณภาพชีวิตของเราตลอดไป ลองหาข้อมูลจาก http://www.dpu.ac.th หรือ โทร.0-2954-7300”
            อดีตมหาวิทยาลัยเอกชนถูกมองเป็นทางเลือกอันดับท้ายๆ แต่ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยเอกชนกลับเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ของเด็กไทย ดร.ทันกวินท์ รัฐวัฒก์อังกูร ผู้อำนวยการสถาบันวิจัย มหาวิทยาลัยเนชั่น กล่าวว่า มหาวิทยาลัยเนชั่นก่อตั้งขึ้นเพื่อมุ่งเน้นเรื่องนิเทศศาสตร์ เพราะเนชั่นมีการพัฒนาบุคลากรสายข่าว และมีคุณสุทธิชัยเป็นที่ปรึกษาด้านวิชาการให้แก่มหาวิทยาลัย เมื่อเครือเนชั่นมีประสบการณ์ในการพัฒนา และมีเครือข่ายมืออาชีพในสายธุรกิจอยากเข้ามาช่วยในการพัฒนาการศึกษา ดังนั้นในส่วนของผู้เรียนเมื่อจบการศึกษาไปจึงไม่ได้เป็นผู้มีความรู้เพียงอย่างเดียว แต่สามารถทำงานได้ดั่งมืออาชีพ เป้าหมายของมหาวิทยาลัยมุ่งให้นักศึกษาได้เรียนกับมืออาชีพ เรียนไปฝึกงานไป และเมื่อจบสามารถทำงานได้ทันที
            มหาวิทยาลัยจัดการเรียนการสอนที่เปิดโอกาสให้เด็กได้ปฏิบัติจริง เรียนรู้งานจริงจากผู้ประกอบการ คนทำในสายวิชาชีพนั้นจริงๆ ดังนั้นทุกคณะที่มหาวิทยาลัยเปิดสอน ไม่ว่าจะบริหารธุรกิจ หรือนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยมีพันธมิตร สถานประกอบการ ผู้ที่มีประสบการณ์ตรงในสายอาชีพเข้ามาช่วยสอน เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้เชิงทฤษฎีและลองทำงานจริง
            “มหาวิทยาลัยไม่ได้มุ่งเน้นวิชาการอย่างเดียว แต่ระยะเวลา 4 ปี นักศึกษาจะไปพัฒนาตนเอง ได้เรียนและนำความรู้ไปใช้ในการทำงาน โดยผ่านประสบการณ์ ผ่านกิจกรรมต่างๆ ที่ได้จากเครือข่ายของเนชั่น ไม่ใช่เพียงบุคลากร แต่รวมถึงคอนเนกชั่นต่างๆ อีกทั้งเรายังเป็นมหาวิทยาลัยขยายโอกาส มีทุนการศึกษาเยอะมาก เพื่อให้เด็กทุกคนได้เข้าถึงการศึกษา ส่วนกลวิธีที่จะดึงเด็กให้มาเรียนนั้น มีการใช้เครือข่ายสื่อต่างๆ ทั้งสื่อกระแสหลัก และโซเชียล สื่อใหม่ เพื่อเผยแพร่กิจกรรม หลักสูตร และรูปแบบการเรียนการสอนให้เข้าถึงเด็กมากที่สุด โดยเฉพาะการเรียนกับมืออาชีพ จบอย่างมืออาชีพ เป็นจุดเด่นสำคัญที่ทำให้นักศึกษาของเรามีความพร้อม ศักยภาพ อดทน สู้งาน ทำงานเป็นตามที่ผู้ประกอบการต้องการ เพราะเด็กได้เรียนจากสถานการณ์และอุปกรณ์ที่ใช้ในการปฏิบัติงานจริง”
            นักศึกษาเนชั่นจะมีทักษะเด่น 3 ด้าน คือ ด้านการสื่อสาร ภาษา และการทำงานได้อย่างมืออาชีพ ดร.ทันกวินท์ กล่าวต่อว่า มหาวิทยาลัยมีการทำวิจัยเกี่ยวกับปัจจัยที่นักเรียน ม.6 ใช้ในการเลือกเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งส่วนใหญ่ยังเป็นเรื่องการเรียนจบแล้วจะมีงานทำ และคุณภาพ การเรียนการสอน ม.เนชั่น ได้นำเรื่องเหล่านี้มาเป็นแนวทางในการพัฒนาอาจารย์ หลักสูตร จัดรูปแบบการเรียนการสอน ที่เมื่อจบออกไปแล้วเด็กมีคุณภาพและทำงานได้ทันที ดังนั้น อยากให้นักเรียนทุกคน ก่อนเลือกเรียนคณะ มหาวิทยาลัย ต้องรู้ว่าตัวเองชอบอะไร สนใจอะไร และเลือกเรียนหลักสูตร คณะที่ตอบสนองต่อความต้องการของประเทศ สนใจ ม.เนชั่น สอบถาม ม.เนชั่น ศูนย์เนชั่นบางนา โทร.0-2338-3777 ม.เนชั่น ลำปาง โทร.0-5482-0099 http://www.nation.ac.th/
            ตบท้ายด้วย ผศ.มานา ปัจฉิมนันท์ รองอธิการบดีฝ่ายสื่อสารการตลาดและวิเทศสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (มกค.) เปิดเผยถึงกลเม็ดการดึงเด็กเข้าเรียนว่า มกค.ผลิตเด็กหัวการค้า เด็กที่มาเรียนที่นี้จะมีความรู้ด้านธุรกิจ สร้างธุรกิจของตนเองได้ ถือเป็นจุดเด่นมหาวิทยาลัย รวมถึงมีการใช้โซเชียลมีเดีย โรดโชว์ตามโรงเรียน และจัดกิจกรรมโอเพ่นเฮ้าส์ให้เด็กมัธยมได้เข้ามาเรียนรู้ เห็นรูปแบบการจัดการเรียนการสอนมหาวิทยาลัย และมีการแจกไอแพดแก่นักศึกษาทันทีที่สมัครเรียน เพื่อเป็นอุปกรณ์ศึกษาค้นคว้า เพราะมหาวิทยาลัยนำองค์ความรู้ถ่ายทอดผ่านเทคโนโลยี นักศึกษาอยู่ที่ไหนก็เรียนรู้ได้
            ไม่ว่าการแข่งขันดุเดือดมากขนาดไหน ผศ.มานา กล่าวปิดท้ายว่า หากมองอีกมุมหนึ่งก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะทุกมหาวิทยาลัยต้องแข่งขันกันด้วยคุณภาพ ใครไม่มีคุณภาพก็ไม่สามารถอยู่ได้ และการผลิตบัณฑิตไม่ใช่เป็นเรื่องเพียงขายของ การบริการ แต่ถือเป็นการผลิตทรัพยากรที่สำคัญให้แก่ประเทศ ตอนนี้เชื่อว่าทุกมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยเอกชน ตระหนักในเรื่องนี้ หลายแห่งจึงพยายามแข่งกันที่คุณภาพหลักสูตร อาจารย์ สถานที่ อุปกรณ์ ความหลากหลายและการมีงานทำ การเลือกเรียนมหาวิทยาลัย ขอให้นักเรียนศึกษาข้อมูลละเอียด สอบถามจากรุ่นพี่ และทางที่ดีควรไปดูที่มหาวิทยาลัยแห่งนั้น จะได้สัมผัสของจริงก่อนตัดสินใจเลือกเรียน สอบถาม โทร.0-2697-6766, 0-2697-6767 หรือ http://www.utcc.ac.th
            มหาวิทยาลัยเอกชน75แห่ง ปัจจุบันมหาวิทยาลัยเอกชน มีทั้งหมด 75 แห่ง ได้แก่ 1.ม.กรุงเทพ 2.ม.กรุงเทพธนบุรี 3.ม.กรุงเทพสุวรรณภูมิ 4.ม.การจัดการและเทคโนโลยีอีสเทิร์น 5.ม.เกริก 6.ม.เกษมบัณฑิต 7.ม.คริสเตียน 8.ม.เจ้าพระยา 9.ม.เฉลิมกาญจนา 10.ม.ชินวัตร 11.ม.เซนต์จอห์น 12.ม.ตาปี 13.ม.เทคโนโลยีมหานคร 14.ม.ธนบุรี 15.ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ 16.ม.นอร์ทกรุงเทพ 17.ม.นอร์ท-เชียงใหม่ 18.ม.นานาชาติแสตมฟอร์ด 19.ม.นานาชาติเอเชีย-แปซิฟิก 20.ม.เนชั่น 21.ม.ปทุมธานี 22.ม.พายัพ 23.ม.พิษณุโลก 24.ม.ฟาฏอนี 25.ม.ฟาร์อีสเทอร์น 26.ม.ภาคกลาง 27.ม.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 28.ม.รังสิต 29.ม.รัตนบัณฑิต 30.ม.ราชธานี 31.ม.ราชพฤกษ์ 32.ม.วงษ์ชวลิตกุล 33.ม.เว็บสเตอร์(ประเทศไทย) 34.ม.ยเวสเทิร์น 35.ม.ศรีปทุม 36.ม.สยาม 37.ม.หอการค้าไทย 38.ม.หัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ 39.ม.หาดใหญ่ 40.ม.อัสสัมชัญ 41.ม.อีสเทิร์นเอเชีย 42.ม.เอเชียน 43.ม.เอเชียอาคเนย์
            44.สถาบันกันตนา 45.สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ 46.สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน 47.สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น 48.สถาบันเทคโนโลยียานยนต์มหาชัย 49.สถาบันเทคโนโลยีแห่งสุวรรณภูมิ 50.สถาบันเทคโนโลยีแห่งอโยธยา 51.สถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ 52.สถาบันรัชต์ภาคย์ 53.สถาบันวิทยสิริเมธี 54.สถาบันวิทยาการจัดการแห่งแปซิฟิค 55.สถาบันอาศรมศิลป์ 56.วิทยาลัยเฉลิมกาญจนาระยอง 57.วิทยาลัยเชียงราย 58.วิทยาลัยเซนต์หลุยส์ 59.วิทยาลัยเซาธ์อีสท์บางกอก 60.วิทยาลัยดุสิตธานี 61.วิทยาลัยทองสุข 62.วิทยาลัยเทคโนโลยีจิตรลดา 63.วิทยาลัยเทคโนโลยีพนมวันท์ 64.วิทยาลัยเทคโนโลยีภาคใต้ 65.วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม 66.วิทยาลัยนครราชสีมา 67.วิทยาลัยนานาชาติเซนต์เทเรซา 68.วิทยาลัยบัณฑิตเอเซีย 69.วิทยาลัยพิชญบัณฑิต 70.วิทยาลัยพุทธศาสนานานาชาติ 71.วิทยาลัยนอร์ทเทิร์น 72.วิทยาลัยศรีโสภณ 73.วิทยาลัยสันตพล 74.วิทยาลัยแสงธรรม 75.วิทยาลัยอินเตอร์เทคลำปาง *****

‘แม่แจ่มโมเดล’ ภายใต้แนวคิดธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/226372

รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม,แม่แจ่มโมเดล,นวัตกรรม,ธรรมาภิบาล

การศึกษา-สาธารณสุข  :  24 เม.ย. 2559

‘แม่แจ่มโมเดล’ ภายใต้แนวคิดธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม

รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : ‘แม่แจ่มโมเดล’ นวัตกรรมใหม่ ภายใต้แนวคิดธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม : โดย…โอฬาร อ่องฬะ

                    ความพยายามขับเคลื่อนประเทศไปสู่ความเป็นสมัยใหม่ เพื่อตอบสนองการเติบโตทางเศรษฐกิจ ได้สะท้อนผ่านการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ เช่น การสร้างเขื่อน การผันน้ำ การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ การส่งเสริมการลงทุนของอุตสาหกรรมการเกษตรขนาดใหญ่ รวมถึงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่แผ่ขยายไปในหลายจังหวัดภาคเหนือ ซึ่งกิจกรรมที่เกิดขึ้นต่างๆ เหล่านี้ ล้วนแล้วแต่มุ่งเน้นไปสู่การใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อย่างเข้มข้นและรุนแรง ซึ่งส่งผลกระทบขยายวงกว้างออกไปสู่ปัญหาการแย่งชิงทรัพยากร ทั้งป่าไม้ ที่ดิน และแหล่งน้ำ
                    ขณะเดียวกัน มาตรการในทางนโยบาย กฎหมายของรัฐ ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหา การบริหารจัดการและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากร กลับถูกนำมาเลือกปฏิบัติและบังคับใช้กับชาวบ้านอย่างเอาเป็นเอาตาย
                    จากข้อจำกัดที่ผ่านมานั้น ได้เกิดแรงผลักดันที่สำคัญของชุมชนท้องถิ่น ที่จะพิสูจน์ให้เห็นถึงพลังของชุมชนในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู การสร้างกฎกติกาใหม่ๆ ในการบริหารจัดการทรัพยากร ไม่ว่าการจัดการที่ดิน ป่าไม้ การพัฒนาระบบสิทธิชุมชน อย่าง “แม่แจ่มโมเดล” เป็นต้น
                    “แม่แจ่มโมเดล” ตั้งอยู่บนพื้นฐานแนวคิดที่สำคัญ คือ ธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม (Environmental Governance) ซึ่งจะต้องอาศัยกลไกที่สำคัญ 3 ระดับ คือ
                    1) ระดับปฏิบัติการ ที่ต้องเชื่อมโยงความร่วมมือจากภาคีในหลายฝ่ายทั้งองค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง องค์กรพัฒนาเอกชน ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ รวมถึงภาคธุรกิจ ในการร่วมคิด วางแผน ออกแบบ ให้เกิดแนวทางในการแก้ไขปัญหาการจัดการทรัพยากรในระดับพื้นที่
                    โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้สถานการณ์การขยายตัวของพืชเชิงเดี่ยว รวมถึงระบบสิทธิในการใช้ประโยชน์จากที่ดิน “แม่แจ่มโมเดล” ได้เชื่อมโยงบนฐานพัฒนาการที่ต่อเนื่องของชุมชนในการจัดการทรัพยากร ที่อยู่บนพื้นฐานของการเคารพและการยอมรับถึงการมีตัวตนของสิทธิชุมชน ที่ดำรงอยู่บนหลักการของเจตจำนงร่วม (General Will) ของประชาชน รวมถึงองค์กร หน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่
                    กระบวนการกำหนดทิศทางในการพัฒนาและบริหารจัดการ “แม่แจ่มโมเดล” ได้อาศัยกลไกภาคส่วนต่างๆ เข้ามาใช้ระบบฐานข้อมูล ที่เกิดขึ้นมาจากสำรวจ การจัดทำประชาคม การสอบทาน ร่วมกันในหลายๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ที่เข้ามาเป็นหลักในการกำหนดภาพรวมฐานข้อมูลของ อ.แม่แจ่ม ซึ่งจากการจำแนกข้อมูลที่สำรวจได้ พบว่า เนื้อที่ทั้งหมด มีจำนวน 1,662,698 ไร่ ได้กำหนดแนวทางในแต่ละเงื่อนไข ได้แก่
                    1.ป่าธรรมชาติ จำนวน 1,231,171 หรือประมาณ 73 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ ดอยอินทนนท์ ออบหลวง แม่โถ และในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่แจ่ม ซึ่งจะต้องมีการดำเนินการในการจัดการร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกับองค์กรชาวบ้าน ในการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม
                    2.พื้นที่ที่ชาวบ้านเข้ามาใช้ประโยชน์ก่อนปี 2545 จำนวน 213,462 ไร่ หรือประมาณ 12.5 เปอร์เซ็นต์ จะนำไปสู่กระบวนการจัดการในรูปแบบสิทธิ โดยที่หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องต้องเข้ามาจัดการ หรือรับรองในทางเอกสารที่สอดคล้องและเหมาะสม
                    3.พื้นที่ที่มีการขยายออกในช่วงระหว่างปี 2545-2554 จำนวน 161,706 ไร่ หรือประมาณ 9.5 เปอร์เซ็นต์ จะนำไปสู่แนวทางการสร้างป่าสร้างรายได้ของชุมชน ผ่านการพัฒนาให้มีกลไกเชิงสถาบันในการเข้ามาบริหารจัดการทรัพยากร ป่าไม้ ที่ดิน โดยใช้อำนาจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการตราข้อบัญญัติท้องถิ่นในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยข้อบัญญัติท้องถิ่นดังกล่าวทำหน้าที่ในการรับรองกลไกเครือข่ายองค์กรชาวบ้านในระดับหมู่บ้านและตำบล ในการบริหารจัดการ ดูแลรักษา รวมถึงการใช้ประโยชน์ทรัพยากร การพัฒนาระบบเศรษฐกิจในพื้นที่ทำกินของชุมชน การปลูกสร้างสวนป่าแบบผสมผสาน จัดทำกฎระเบียบกติกาในการบริหารจัดการทรัพยากร ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาระบบสิทธิและการใช้ประโยชน์ที่เหมาะสมกับภูมินิเวศวัฒนธรรม รวมทั้งตอบสนองระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาการใช้ประโยชน์จากเนื้อไม้ ในมิติของนิเวศเศรษฐศาสตร์ (Ecological Economic) เพื่อให้เกิดอนุรักษ์ควบคู่ไปกับการใช้ประโยชน์
                    ภายใต้แนวทางนี้เอง ได้ใช้ข้อมูลจากโครงการต้นแบบการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในพื้นที่ อ.แม่แจ่ม และอมก๋อย ปี พ.ศ. 2551-2554 ของ จ.เชียงใหม่ ซึ่งได้มีการสำรวจฐานข้อมูลการใช้ประโยชน์จากที่ดิน ทั้งรายแปลง และขอบเขตที่ดินทำกินรอบนอก ที่มีความครอบคลุมและมีความชัดเจน รวมถึงเป็นที่ยอมรับของฝ่ายต่างๆ ทั้งในระดับพื้นที่หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ รวมถึงในระดับจังหวัด
                    และ 4.พื้นที่ที่มีการขยายหลังปี 2554 เป็นต้นไป จำนวน 86,359 ไร่ หรือประมาณ 5.8 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะนำไปฟื้นฟูให้เป็นพื้นที่ป่าเพื่อพัฒนาให้เป็นพื้นที่ต้นน้ำ
                    2) ในระดับกรอบกติกาของชาติที่สัมพันธ์กับมาตรการจากการจัดระเบียบโลก ได้เข้ามามีบทบาทที่สำคัญในการตัดสินใจในทางนโยบายของรัฐมากขึ้น Sustainable Development Goals (SDGs) หรือ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นความต่อเนื่องของการกำหนดเป้าหมายการพัฒนา โดยอาศัยกรอบความคิดที่มองการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ให้มีความเชื่อมโยงกัน โดยมีเป้าหมายคือการพิทักษ์ บูรณะ และส่งเสริมการใช้ประโยชน์ที่ยั่งยืนของระบบนิเวศบนบก จัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน การหยุดยั้งและฟื้นฟูความเสื่อมโทรมของที่ดิน ทรัพยากรชีวภาพ
                    3) ในระดับนโยบาย กฎหมาย ที่จำเป็นต้องเอื้ออำนวยให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วม การตรวจสอบจากภาคประชาชน ข้อนี้เมื่อย้อนกลับไปมองกรอบกติกาในการบริหารประเทศก็ยังมีคำถาม โดยเฉพาะร่างรัฐธรรมนูญ ที่จะนำไปสู่การทำประชามติ ในช่วงเดือนสิงหาคม 2559
                    อย่าง มาตราที่มีความสำคัญกับสิทธิชุมชน ซึ่งแม้มีการปรับเปลี่ยนแล้วก็ตาม จะสามารถนำไปสู่การสนับสนุนการจัดการทรัพยากรอย่างเป็นรูปธรรมในทางปฏิบัติ และมีกติกา ที่สอดคล้องและเหมาะสมกับบริบทของสังคม ผู้คน ชุมชนท้องถิ่น ได้อย่างไร
                    แต่อย่างไรก็ตาม บทเรียน ประสบการณ์ การตกผลึกในการจัดการกับปัญหาที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ของภาคส่วนต่างๆ รวมถึงเครือข่ายภาคประชาชน ภาคประชาสังคม ก็ยังคงจะต้องก้าวเดินต่อไป เพื่อยกระดับไปสู่การสถาปนารูปธรรมของสิทธิชุมชน ให้เกิดพลังที่จะเชื่อมโยงกับการขับเคลื่อนให้เกิดการปฏิรูประบบการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วย
——————–
(รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : ‘แม่แจ่มโมเดล’ นวัตกรรมใหม่ ภายใต้แนวคิดธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม : โดย…โอฬาร อ่องฬะ)

นโยบายพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ กับความพร้อมในข้อมูลของชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/226371

สิ่งแวดล้อม,หลากมิติเวทีทัศน์,นโยบาย,เขตเศรษฐกิจพิเศษ

การศึกษา-สาธารณสุข  :  24 เม.ย. 2559

นโยบายพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ กับความพร้อมในข้อมูลของชุมชน

หลากมิติเวทีทัศน์ : นโยบายพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ กับความพร้อมในข้อมูลของชุมชน : โดย…รัชตะ มารัตน์

                    “การพัฒนาประเทศแบบไร้ทิศทางมีมานานมากแล้วในสังคมไทย เราพยายามเป็น “เสือ” ในสายตาชาวโลก แต่ก็เลี้ยงให้โตไม่ได้ เพราะบริบทและความพร้อมของประเทศไทย ยังไม่พร้อมที่จะเป็นเสือ เราเองไม่ได้ปฏิเสธ สิ่งที่จะทำให้สังคมไทยเจริญก้าวหน้า แต่ความเจริญก้าวหน้านั้น ต้องทำให้คนไทยทุกคน โดยเฉพาะพี่น้องที่รับผลกระทบ ได้รับผลประโยชน์แบบไม่สูญเสียอัตลักษณ์ของชุมชนด้วยเช่นกัน”
                    นิวัฒน์ ร้อยแก้ว หรือ ครูตี๋ ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของเครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง-ล้านนา แสดงทัศนะต่อแผนพัฒนาแผนแล้วแผนเล่าของรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้
                    “ครูตี๋” เล่าต่อว่า ด้วยเหตุผลทั้งหลายที่มาประกอบกัน จึงเกิดเป็นแนวคิด “โฮงเฮียนแม่น้ำของ” เป็นพื้นที่เรียนรู้ที่เน้นการเรียนรู้ และการจัดการความรู้ร่วมกัน (Collaborative Learning Process) และพัฒนากระบวนการทำงานที่นำไปสู่พื้นที่รูปธรรม (Substantial Area) ภายใต้การพัฒนาที่อยู่ร่วมกับวิถีวัฒนธรรม หรือความเป็นท้องถิ่นสากล (Local Global)
                    คนเชียงของ ไม่ได้ปฏิเสธกระแสสังคมโลก แต่ขอให้ผู้มองโลก เข้าใจบริบทของความเป็นชุมชนให้มากขึ้น นำเหตุผลของแต่ละฝ่ายมาผ่านกระบวนการ “ชั่ง ตวง วัด” แล้วจะได้คำตอบที่ทุกฝ่ายรับได้ ชุมชนไม่ถึงยุคเสื่อมสลาย เหมือนกับที่กำลังเกิดขึ้นกับบางชุมชน ที่เสมือนจะรักษาอัตลักษณ์แต่คนนอกมีมากกว่าคนในเสียอีก
                    “ครูตี๋” ยกตัวอย่างว่า แม้นโยบายที่อยู่ห่างไกลกับชุมชน บางครั้งก็ไม่ได้ห่างไกลอย่างที่คิด เช่น การระเบิดเกาะแก่งในแม่น้ำโขงหรือการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ของจีน ที่ส่งผลให้วิถีชีวิตของปลาในแม่น้ำโขงเปลี่ยนไป รวมไปถึงพืชน้ำที่เป็นอาหารทั้งของคน และปลา อย่าง “ไก” พืชสีเขียวคล้ายสาหร่ายในแม่น้ำโขง ก็มีปริมาณลดลงเช่นกัน
                    ดูไม่ค่อยสอดคล้องกับหลักคิดของการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekhong Sub-region หรือ GMS) ที่รัฐบาลหลายยุคชอบกล่าวอ้างว่า ความมั่นคงของภูมิภาค คือ ความมั่นคงของไทย แต่คนไทยที่ได้รับผลกระทบจากโครงการต่างๆ มีความมั่นคงจริงหรือไม่ ก็ไม่อาจทราบได้…
                    หลักคิดของโฮงเฮียนแม่น้ำของ จึงเป็นลักษณะที่เกิดจากการสังเคราะห์ผ่านประสบการณ์ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาของชุมชน โดยเน้นให้เกิดการรับรู้นำไปสู่ความเข้าใจ เพื่อให้เกิดการตระหนัก นำไปสู่การปฏิบัติเพื่อปรับเปลี่ยนความคิดในการจัดการทรัพยากร และการบูรณาการร่วมกันจากทุกภาคส่วน นำไปสู่การถ่ายทอดชุดประสบการณ์ เกิดเป็น “องค์ความรู้ของชุมชน” ชุดหนึ่งที่สามารถหยิบไปใช้ตรงไหนก็ได้ ไม่ได้เป็นแค่แนวคิด หรือ “ข้อมูลเฉพาะกิจ” จนทำให้เกิดความผิดพลาดต่องานพัฒนาในสังคมไทย
                    สมเกียรติ เขื่อนเชียงสา ผู้ประสานงานเครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง-ล้านนา เล่าให้ฟังในรายละเอียดของต้นตอบางอย่างของปัญหาว่า ประเทศจีนเริ่มนโยบายการก่อสร้างเขื่อนตั้งแต่ พ.ศ.2539 โดยมีการก่อสร้างมากถึง 21 โครงการ ซึ่งดำเนินการแล้วเสร็จไปประมาณ 6 โครงการ ผลกระทบที่เห็นได้ชัดเจน คือ ระดับน้ำที่เปลี่ยนไปส่งผลต่อเกษตรกรรมริมฝั่ง หรือแม้แต่พฤติกรรมปลาในการดำรงชีวิต วางไข่ เช่น ปลาบึก ปลามันมูด ปลาตอง ปลาซิวน้ำขาว ปลายอน ปลาแข้เหลือง ซึ่งเป็นปลาพื้นถิ่น และประชาชนที่จับปลาตามวิถีก็เปลี่ยนไป นี่ยังไม่นับรวม การระเบิดเกาะแก่งที่เกิดขึ้น เพื่อรองรับการขนส่งสินค้าทางน้ำ แน่นอนว่าสมดุลในการสืบพันธุ์ของสัตว์น้ำก็หายไปด้วย หรือแนวอุทกศาสตร์ตามฤดูกาลก็ผิดแปลกไปด้วยเช่นกัน
                    “สมเกียรติ” เล่าต่อว่า จากกรณีศึกษาลุ่มแม่น้ำโขง พบว่ามีพี่น้องประชาชนอีกส่วนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายทั้งภายใน และภายนอกด้วยเช่นกัน คือ พี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่ในลุ่มแม่น้ำอิง ซึ่งมีต้นน้ำมาจากกว๊านพะเยา ไหลมาบรรจบรวมกับแม่น้ำโขงในเขตอำเภอเชียงของ ซึ่งเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ มีการตั้งถิ่นฐานมากถึง 60 ชุมชน มีทั้งที่เป็นคนพื้นถิ่นดั้งเดิม และคนที่อพยพมาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อาทิ อุบลราชธานี ขอนแก่น กาฬสินธุ์ ซึ่งย้ายออกมาจากผลกระทบของการสร้างเขื่อนในพื้นที่อีสาน เกิดเป็นวัฒนธรรมชาวอีสานในพื้นที่เห็นอยู่ทั่วไป เช่น งานบุญบั้งไฟ เป็นต้น
                    “สมเกียรติ” เล่าถึงความเป็นมาของขบวนการภาคประชาชนในเขตลุ่มแม่น้ำอิงว่า แนวการพัฒนาของที่นี่จะผิดแปลกไปจากพื้นที่อื่นๆ พี่น้องประชาชนสามารถสัมผัสถึงปัญหาได้โดยตรง เพราะกระทบต่อการประกอบอาชีพของพวกเขา โดยเฉพาะการประมง และเกษตรกรรมชุ่มน้ำ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่ามีผลกระทบมาจากการดำเนินนโยบายที่ขาดความเข้าใจในบริบทชุมชน หรือสะท้อนข้อมูลชุมชนตามกระแสนโยบาย จึงเกิดเป็นกลุ่มอนุรักษ์พันธุ์ปลา ตั้งแต่ปี พ.ศ.2538 นำไปสู่การจัดตั้ง สภาประชาชนลุ่มน้ำอิง ในที่สุด
                    มีแนวทางการพัฒนาควบคู่ไปกับการจัดระบบข้อมูลใน 3 ลักษณะ คือ 1) การสร้างพื้นที่อนุรักษ์ 2) การติดตามนโยบายที่มีผลกระทบ และ 3) การรณรงค์ให้ประชาชนมีส่วนร่วม ซึ่งแน่นอนว่าพลังการมีส่วนร่วมมีมากเพราะพี่น้องในลุ่มน้ำอิงและใกล้เคียงเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง
                    “เดินทางล่องเรือในระยะทาง 260 กิโลเมตร ก็รู้จักกันหมด เราสามารถประเมินได้จากการอนุรักษ์พันธุ์ปลา และการเกษตรกรรมยั่งยืนที่ไม่ใช้สารเคมีของพี่น้อง เป็นตัวชี้วัดได้” สมเกียรติ กล่าว
                    พิชเญศพงษ์ คุรุปรัชฌามรรค หรือ “เบิ้ม” ลูกหลานเชียงของ ตำบลบุญเรือง พาไปสำรวจป่าชุ่มน้ำผืนสุดท้ายของบุญเรือง ที่ถูกกำหนดให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยเล่าให้ฟังว่า การให้ข้อมูลของรัฐที่ดูเหมือนจะไม่ถูกต้องนักกับคำว่า “ป่าเสื่อมโทรม” ทั้งๆ ที่ป่าผืนนี้ พี่น้อง ใช้ในการทำมาหากินเก็บพืช ที่เป็นพืชอาหารและพืชสมุนไพรกว่า 50 ชนิดในการดำรงชีพ และช่วยกันปลูกป่าในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา ชาวบ้านเราเพิ่งบวชป่า สำรวจและมีชุดข้อมูลที่สามารถยืนยันความอุดมสมบูรณ์ และมีแนวทางการพัฒนาได้ เช่น การออกเทศบัญญัติคุ้มครองพื้นที่สาธารณะ การส่งเสริมการอนุรักษ์พันธุ์ปลา และไม่เคยคิดจะเอาป่าไป “เร่ขาย” ให้กลุ่มทุน เหมือนป่าฝั่งตรงข้ามที่ถูกกว้านซื้อไปหมด
                    หวังว่า พลังเชียงของจะสามารถจัดการให้คนตื่นรู้ ลุกขึ้นมาจัดการข้อมูลที่รอบด้าน รับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอ เป็นพลังของ “หนึ่งเมือง สองแบบ” ที่จะพัฒนาบนพื้นฐานการรักษาวิถีอัตลักษณ์ ถนน R3a และ R3b ที่ตัดมาจากจีน คงจะไม่เป็นสัญลักษณ์ที่สร้างความล้มเหลวในวิถีชุมชน หรือแม้แต่ “คนชงข้อมูล” ก็น่าจะเก็บเกี่ยวเสียงประชาชนไปกล่าวอ้างด้วยเช่นกัน…
——————–
(หลากมิติเวทีทัศน์ : นโยบายพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ กับความพร้อมในข้อมูลของชุมชน : โดย…รัชตะ มารัตน์)

‘วธ.’จัดพิธีทางศาสนามหามงคล5ศาสนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/226356

วธ.,สนามหลวง,รัตนโกสินทร์,วัฒนธรรม,พิธี,ทาง,นาม,มงคล,ศาสนา

การศึกษา-สาธารณสุข  :  22 เม.ย. 2559

‘วธ.’จัดพิธีทางศาสนามหามงคล5ศาสนา

วธ.จัด พิธีทางศาสนามหามงคล 5 ศาสนาในงานมหกรรมวัฒนธรรมรัตนโกสินทร์ “ใต้ร่มพระบารมี 234 ปี กรุงรัตนโกสินทร์” ระหว่างวันที่ 20-24เม.ย.59

          วันที่ 22 เมษายน 2559 ที่ท้องสนามหลวง นางฉวีรัตน์ เกษตรสุนทร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานพิธีทางศาสนามหามงคล 5 ศาสนา ในงานมหกรรมวัฒนธรรมรัตนโกสินทร์ “ใต้ร่มพระบารมี 234 ปี กรุงรัตนโกสินทร์” ระหว่างวันที่ 20-24 เม.ย. 2559 โดยมีผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม ผู้แทน 5 ศาสนา ได้แก่ ศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนาซิกข์ วัฒนธรรมจังหวัด ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก พิธีดังกล่าวเป็นพิธีที่ศาสนิกชนของศาสนาพุทธ  ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนาซิกข์ ร่วมกันแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณขององค์พระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ทั้ง 9 พระองค์ ในฐานะที่ทุกพระองค์เป็นอัครศาสนูปถัมภก และความปรองดองสมานฉันท์ของศาสนิกชนทุกศาสนา ด้วยการปฏิบัติศาสนกิจอันเป็นมงคล ตามหลักศาสนาของตน ถวายพระพรชัยมงคล และถวายเป็นราชสักการะ
          พิธีทางศาสนามหามงคล 5 ศาสนา เริ่มตั้งแต่เวลา 05.45 น. ผู้นำทางศาสนา 5 ศาสนา และแขกผู้มีเกียรติพร้อมกัน ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง เวลา 06.09 น. ประธานในพิธีเดินทางมาถึงบริเวณมณฑลพิธี นายกฤษศญพงษ์ ศิริ อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวรายงาน จากนั้นเริ่มพิธีของศาสนาพุทธเจริญพระพุทธมนต์ ประธานในพิธี จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย เจ้าหน้าที่อาราธนาศีล พระสงฆ์ให้ศีล เจ้าหน้าที่อาราธนาพระปริตร และพระสงฆ์ 10 รูป เจริญพระพุทธมนต์ถวายพระราชกุศล จากนั้นศาสนาอิสลาม ผู้นำศาสนาอิสลามประกอบพิธีดุอาอ์ขอพร , ศาสนาคริสต์ ผู้นำศาสนาคริสต์ประกอบพิธีอธิษฐานภาวนาขอพร , ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู พราหมณ์สวดถวายพระพร และศาสนาซิกข์ ศาสนาจารย์สวดอัรดาส (AADAS) ขอพรจากพระศาสดา จากนั้น รมว.วธ. ประธานในพิธีถวายหรือมอบของที่ระลึกให้กับผู้นำศาสนา 5 ศาสนา เป็นอันเสร็จพิธี
          นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมในมิติศาสนาอีกกิจกรรมที่สำคัญกิจกรรมหนึ่ง คือ  กิจกรรมไหว้พระ 9 วัด สืบสิริสวัสดิ์ 9 รัชกาล ซึ่งจัดมาตั้งแต่วันที่ 20-24 เมษายน ณ วัด 9 แห่ง ได้แก่ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม  วัดอรุณราชวราราม วัดราชโอรสาราม  วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม วัดบวรนิเวศวิหาร วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม วัดสุทัศนเทพวราราม และวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนได้แสดงออกถึงความจงรักภักดี ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ทรงมีต่อสถาบันศาสนาในประเทศไทย  และให้ประชาชนได้เข้าวัดใกล้ชิดพระพุทธศาสนา สักการะขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทำบุญปฏิบัติธรรม  สวดมนต์ ฟังพระธรรมเทศนา สืบสานวิถีพุทธ เรียนรู้วัฒนธรรมและวิถีชีวิตชุมชน จึงขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว โดยได้จัดรถโดยสารปรับอากาศ ขสมก. ให้บริการรถรับ-ส่ง ฟรีระหว่างการเดินทางไปไหว้พระทั้ง 9 วัดทุกวัน เริ่มตั้งแต่เวลา 8.30-16.30 น. สอบถามรายละเอียดได้ที่โทร 0-2422-8812

สนุกอย่างสร้างสรรค์กับเทศกาลศิลปะแห่งกรุงเทพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/226328

ศิลปะ,วัฒนธรรม,อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

การศึกษา-สาธารณสุข  :  22 เม.ย. 2559

สนุกอย่างสร้างสรรค์กับเทศกาลศิลปะแห่งกรุงเทพ

สนุกอย่างสร้างสรรค์กับเทศกาลศิลปะแห่งกรุงเทพ :

            ร้อนนี้หลายครอบครัวอาจมีโปรแกรมพาบุตรหลานไปเที่ยวพักผ่อนตามสถานที่ต่างๆ ในช่วงปิดเทอม กิจกรรมชมประเพณีการเล่นว่าวท้องสนามหลวงก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือก และในระหว่างเดือนเมษายนไปจนถึง 15 พฤษภาคม ก็ยังมีอีกกิจกรรมดีๆ ที่น่าสนใจ บนถนนราชดำเนินได้แก่ เทศกาลศิลปะแห่งกรุงเทพ จัดโดยสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งได้เนรมิตบริเวณด้านหน้าหอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนินให้กลายเป็นถนนวัฒนธรรมที่เกิดพลังขับเคลื่อนมิติทางศิลปวัฒนธรรมให้เชื่อมโยงการท่องเที่ยวได้อย่างน่าดูชม

และเมื่อเดินผ่านแยกไฟแดงมุมถนนติดกับอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เราจะมองเห็นเวทียกพื้น ซึ่งมีกลุ่มคนนั่งชมการแสดงศิลปะร่วมสมัยและศิลปะอาเซียนจากหลากหลายสถาบันอยู่ไม่ไกล เดินเรื่อยมาตามฟุตบาทด้านหน้าศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน ผ่านร้านจำหน่ายสินค้าดีไอวาย และผลงานของศิลปินอิสระ มีทั้งภาพวาด ศิลปะประดิษฐ์ ฯลฯ

บริเวณมุมโต๊ะสาธิตดูจะคึกคักด้วยกิจกรรมฝึกอบรมหลากหลายประเภท ทีมงานได้ขึ้นป้ายกำหนดเวลาเอาไว้ให้ผู้ที่สนใจได้มาลงทะเบียนและจับจองที่นั่งเพื่อร่วมกิจกรรมกันอย่างไม่ขาดสาย

ด้าน “น้องแก้ม” ด.ญ.นลิศา เดชะรินทร์ อายุ 8 ขวบ นักเรียนชั้นป.3 โรงเรียนนานาชาติเอกมัย กล่าวว่า คุณพ่อพามาเที่ยว สนุกมาก ได้เข้าไปดูงานศิลปะในหอศิลป์และฝึกทำตัวปั๊มจากยางลบ ได้เห็นสิ่งแปลกใหม่ และของสวยงามที่ไม่เคยเห็นมาก่อน วันหยุดเสาร์อาทิตย์อยากให้เพื่อนๆ ชวนพ่อแม่มาเที่ยวกันนะคะสนุกและได้ความรู้ด้วยค่ะ

ด้านนางพิณภัทร ไตรภัทร คุณแม่น้องกอหญ้า กับน้องกอข้าว สองสาวที่หลงใหลมายากลและงานศิลปะ กล่าวว่า ปิดเทอมพอดีทำให้ครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกันดี ได้ทราบกิจกรรมจากไลน์ จึงเช็กตารางกิจกรรมกับเด็กๆ เขาสนใจเกี่ยวกับกิจกรรมดีไอวายและมายากล อยากให้เขาได้เปิดมุมมองใหม่ๆได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ จากงานศิลปะ ขอบคุณหน่วยงานผู้จัดมากค่ะ มาแล้วไม่ผิดหวังจริงๆ

น.ส.กัณฑ์ชญา เพ็งศรี เจ้าของเพจ JAD PAI IDEA หรือน้องซี เจ้าของร้านหมวกประดิษฐ์ดีไอวาย กล่าวว่า สำหรับงานเทศกาลศิลปะแห่งกรุงเทพ จัดมาเป็นสัปดาห์ที่ 4 แล้ว ได้รับความสนใจจากทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวที่ผ่านไปมา นอกจากจะได้เข้าชมนิทรรศการศิลปะในหอศิลป์แล้ว ยังได้ใกล้ชิดศิลปิน ได้ฝึกหัดทำของใช้และงานศิลปะร่วมสมัยในชีวิตประจำวันด้วยตนเอง อย่างหมวกที่ซีทำขึ้น ความพิเศษของมันคือทุกคนได้เลือกวัตถุดิบ จัดวางและใส่ชื่อทำเป็นคอลเลกชั่นของตนเองได้อีกด้วย ซึ่งซีมองว่าหมวกประดิษฐ์เป็นงานศิลปะ ที่สร้างความงามและนำความสุขมาให้กับผู้สวมใส่ได้อีกด้วย

นางสิรินชญา กันธิยะ รองผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กล่าวว่า กิจกรรมเทศกาลศิลปะแห่งกรุงเทพ The 1st Bangkok Art Festival (BAF) เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่เปิดโอกาสให้ศิลปินได้นำผลงานศิลปะออกมาให้ประชาชนได้ชื่นชมและจำหน่าย พร้อมด้วยนิทรรศการผลงานศิลปะของเครือข่ายศิลปินอีกมากมาย มีการแสดงอาเซียน การแสดงสตรีท โชว์ การสาธิต การเผยแพร่และแลกเปลี่ยนความรู้ในงานศิลปะ และการแสดงดนตรีร่วมสมัย-อาเซียน นอกจากนี้ยังมีการจำหน่ายผลงานและอาหารอร่อยติดล้อ ให้เยาวชนและประชาชนได้เลือกสรรตามชอบใจ ช่วยให้เกิดการเรียนรู้เกี่ยวกับศิลปะร่วมสมัยที่หลากหลายมิติ ทั้งยังได้ฝึกประดิษฐ์งานฝีมือประเภทต่างๆ ซึ่งสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

หรือนำไปต่อยอดสร้างรายได้ให้ตนเองได้ เทศกาลศิลปะแห่งกรุงเทพจึงได้รับความสนใจจากเยาวชนและผู้ปกครองจำนวนมากพาบุตรหลานมาเรียนรู้ศิลปะและช่วยให้ครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกันอย่างมีความสุข สำหรับผู้ที่สนใจหาเวลาว่างมาสัมผัสมิติของศิลปะร่วมสมัย ได้ทุกวันเสาร์และอาทิตย์ เริ่มตั้งแต่ 19 มีนาคม-15 พฤษภาคม ระหว่างเวลา 16.00-20.00 น. ณ บริเวณหอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน (ยกเว้นเทศกาลสงกรานต์)

ก่อนเปิดเทอมนี้ผู้ปกครองที่สนใจหรือเยาวชน นักศึกษาที่ชื่นชอบงานศิลปะก็อย่าลืมแวะเวียนไปค้นหาแรงบันดาลใจ สนุกสนานอย่างสร้างสรรค์ ได้ในงานเทศกางศิลปะแห่งกรุงเทพ ณ บริเวณหอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน


มก.เปิดตัวออโต้แท็กส่งกระทู้ตรงเป้าหมาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/226327

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์,โซเชียล,เว็บบอร์ด

การศึกษา-สาธารณสุข  :  22 เม.ย. 2559

มก.เปิดตัวออโต้แท็กส่งกระทู้ตรงเป้าหมาย

มก.เปิดตัวออโต้แท็กส่งกระทู้ตรงเป้าหมาย

            การใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ คงหลีกเลี่ยงการสื่อสารผ่านโลกออนไลน์ไม่ได้ เพราะนอกจากความสะดวกรวดเร็ว สามารถโต้ตอบกันได้ทันทีแล้ว ยังทำให้เราสามารถเข้าถึง เป็นเพื่อน คนรู้จักกันได้อย่างง่ายดาย แถมโลกออนไลน์ ยังเป็นคลังความรู้ ข้อมูลขนาดใหญ่อีกด้วยภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พยายามจัดการเรียนการสอน และศึกษาวิจัย พัฒนาสรรค์สร้างเทคโนโลยี นวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึง และใช้งานเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้ง่ายขึ้น

ล่าสุด ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มก. ได้ร่วมกับ pantip.com บริษัท อินโนเวทีฟ เอ็กซ์ตรีมิสต์ จำกัด หรือ ไอน็อกซ์ ผู้ดูแลระบบเซิร์ฟเวอร์ของพันทิปดอทคอม พัฒนา “ออโต้แท็ก” ที่จะช่วยแนะนำแท็กที่เหมาะสมให้แก่ผู้ตั้งกระทู้ในเว็บไซต์พันทิปดอทคอม เพื่อให้กระทู้เหล่านั้นไปอยู่ในห้องต่างๆ ที่เหมาะสมกับเนื้อหา ทำให้กระทู้เกิดประโยชน์สูงสุดกับผู้ตั้งกระทู้และผู้อ่านทั่วไป

รศ.ดร.อานนท์ รุ่งสว่าง อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มก. หนึ่งในผู้ร่วมวิจัยพัฒนาออโต้แท็ก เล่าว่า ออโต้แท็ก เป็นเครื่องมือที่จะช่วยแนะนำให้ผู้ตั้งกระทู้สามารถติดแท็กได้ถูกต้องเหมาะสมตามเนื้อหาและสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีด้านบิ๊กดาต้าอนาลิติคส์ ที่วิเคราะห์และเรียนรู้พฤติกรรมของผู้ใช้ในการตั้งกระทู้และการติดแท็กจากข้อมูลกระทู้ฝึกสอนจำนวนมาก และจัดหมวดหมู่ของกระทู้ตามแท็กที่เคยถูกติดได้อย่างถูกต้องเหมาะสมเพื่อสร้างเป็นต้นแบบของเครื่องจักรเรียนรู้

“เราสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้กับระบบถึงรูปประโยค กลุ่มคำ จากคลังกระทู้ที่เคยมีอยู่แล้ว เพื่อให้ระบบสามารถคัดเลือกแท็กที่เหมาะสมกับกระทู้ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ซึ่งจริงๆ แล้ว ระบบออโต้แท็ก ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับเว็บบอร์ดในต่างประเทศ แต่กับประเทศไทยถือว่าเป็นของใหม่ และทำได้ยากกว่า เนื่องจากลักษณะคำของภาษาไทยมีรูปแบบการวรรคตอนที่แตกต่างจากภาษาอังกฤษ รวมถึงความซับซ้อนของภาษาไทยที่มีรูปแบบที่หลากหลายอีกด้วย”

ดังนั้น การพัฒนาวิจัยออโต้แท็ก ภาษาไทย จึงเป็นความสำเร็จอีกก้าวหนึ่งของการใช้งานบนดิจิทัลของประเทศไทย อีกทั้งในการดำเนินการพัฒนานวัตกรรมครั้งนี้ ยังถือเป็นการนำองค์ความรู้มาสู่การปฏิบัติ งานวิจัยที่สามารถใช้ได้จริง รวมถึงเป็นการฝึกปฏิบัติให้แก่อาจารย์ และนักศึกษาในการคิดค้นนวัตกรรม และทดลองใช้นวัตกรรมอีกด้วย

ฟีเจอร์ใหม่ ออโต้แท็ก ที่ทางคณะวิศวกรรมศาสตร์ มก. ร่วมกับภาคเอกชนจัดสร้างขึ้น เป็นการช่วยให้ประชาชน ผู้ใช้โซเชียล เว็บบอร์ดพันทิปดอทคอมมีคลังความรู้ คลังข้อมูลที่เหมาะสม อีกทั้งยังเป็นการพัฒนาเนื้อหาของเว็บบอร์ดให้มีคุณภาพ มีความหลากหลาย และเกิดประโยชน์สูงสุด

นายอภิศิลป์ ตรุงกานนท์ ผู้ร่วมก่อตั้งเว็บไซต์ และประธานเจ้าหน้าที่เทคโนโลยี พันทิปดอทคอม กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันพันทิปดอทคอมมีสมาชิกกว่า 3 ล้านคน จำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ 4.2 ล้านคนต่อวัน เพจวิว 16 ล้านหน้าต่อวัน จากทั้งหมด 35 ห้องสนทนาที่ครอบคลุมในทุกเรื่องราวพันทิปดอทคอมการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ร่วมกับทางคณะวิศวกรรมศาสตร์ มก. ครั้งนี้ เป็นการลดปัญหาการเลือกติดแท็กที่ไม่เหมาะสม ไม่ตรงประเด็น เพราะที่ผ่านมา มีสมาชิกบางรายเลือกแท็กไม่เหมาะสมกับกระทู้ หรือไม่ตรงกับวัตถุประสงค์กับการตั้งกระทู้ ซึ่งการติดแท็กไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ของกระทู้ ทำให้สมาชิกผู้ตั้งกระทู้อาจได้รับคำตอบหรือการแสดงความคิดเห็นจากเพื่อนสมาชิกล่าช้าหรือผิดวัตถุประสงค์ได้

งานวิจัยจากห้องเรียนสู่นวัตกรรม “ออโต้แท็ก” เป็นฟีเจอร์ใหม่ที่ถูกพัฒนาขึ้น นับเป็นครั้งแรกของเว็บบอร์ดเมืองไทยที่นำมาใช้เพื่อพัฒนาเนื้อหาที่เหมาะสมด้วยนวัตกรรมที่ตอบสนองผู้ใช้งานให้เกิดขึ้น อันนำไปสู่การเสพองค์ความรู้จากโลกโซเชียลที่มีคุณภาพมากขึ้น


เจออีกม.เอกชน’เรียนรัฐศาสตร์ปีเดียวจบป.ตรี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/226303

ป.ตรี,อุดมศึกษา,โซเชียล,โซเชียล

การศึกษา-สาธารณสุข  :  21 เม.ย. 2559

เจออีกม.เอกชน’เรียนรัฐศาสตร์ปีเดียวจบป.ตรี’

ผุดม.เอกชนโฆษณาเกินจริง ‘เรียนรัฐศาสตร์ปีเดียวจบป.ตรี’ อีกแห่ง สกอ.เล็งส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบ ส่วนของเดิมลงตรวจสอบเชิงลึก แม้มหาวิทยาลัยปฎิเสธไม่ได้โฆษณา

            21เม.ย.2559 รศ.นพ.สรนิต ศิลธรรม รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา(กกอ.) กล่าวถึงกรณีที่มหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งได้ติดป้ายโฆษณา เรียนจบรัฐศาสตร์ใน 1 ปี ว่าสกอ.ได้ตรวจสอบเบื้องต้นโดยสอบถามไปยังมหาวิทยาลัยแห่งนั้นเรียบร้อยแล้ว ซึ่งได้รับการปฎิเสธว่าป้ายโฆษณาดังกล่าวไม่ใช่ของมหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยได้ดำเนินการจัดการเรียนการสอนรัฐศาสตร์ 4 ปี ตามเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับอุดมศึกษา ที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) กำหนด ไม่มีการจัดการเรียนการสอนเรียนจบรัฐศาสตร์ภายใน 1 ปี อย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ สกอ.จะส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบเชิงลึกทั้งในส่วนของการจัดการเรียนการสอน สัดส่วนอาจารย์ และตรวจสอบหลักสูตรว่าเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานหรือไม่ เพราะเรื่องนี้ต่อให้มหาวิทยาลัยปฎิเสธว่าไม่ได้กระทำดังกล่าว แต่ป้ายโฆษณาดังกล่าวถือเป็นการเข้าข่ายหลอกลวงให้ข้อมูลไม่ครบถ้วนแก่ผู้บริโภค สร้างความเข้าใจผิดให้แก่ผู้บริโภค หรือนิสิตนักศึกษาได้

“ผมอยากขอบคุณสังคมโซเซียลที่ช่วยกันตรวจสอบเพื่อรักษาคุณภาพการศึกษาไทย เพราะต่อให้สกอ.มีหน่วยงานที่ตรวจสอบเรื่องการจัดการเรียนการสอน คุณภาพการศึกษาก็ไม่ดีเท่ากับสังคมช่วยกันตรวจสอบ และการประกาศโฆษณาเกี่ยวกับการศึกษานั้นสถาบันอุดมศึกษาสามารถกระทำได้ แต่ควรเป็นการโฆษณาที่ให้ข้อมูลครบถ้วน ถูกต้อง เป็นจริงๆ ไม่ใช่โฆษณาโดยแอบซ่อนข้อมูล เพราะเรื่องการศึกษาเป็นเรื่องวิชาการ มหาวิทยาลัยควรมีความรัก เมตตาลูกศิษย์ จัดการศึกษาที่เหมาะสมและมีคุณภาพแก่ลูกศิษย์ ควรคำนึงถึงมนุษย์ธรรมจริยธรรมต่อสังคมด้วย และอยากฝากสังคมให้ช่วยติดตาม หรือสอดส่องการจัดการศึกษาของสถาบันอุดมศึกษาไทย เพื่อนำไปสู่การตรวจสอบและแก้ไข ปรับปรุงคุณภาพการจัดการศึกษาของไทย” รศ.นพ.สรนิต กล่าว

รองเลขาธิการกกอ. กล่าวต่อว่า ขณะนี้ได้มีผู้เข้ามาร้องเรียนเพิ่มเติม ว่าพบป้ายโฆษณาของมหาวิทยาลัยเอกชน อีกแห่งหนึ่ง โดยมีข้อความว่า “รับผู้จบม.6,ปวช.,ปวส.,เรียนปริญญาตรี รัฐศาสตร์บัณฑิต หลักสูตรเทียบโอน เรียน 1 ปี จบ เรียนเสาร์-อาทิตย์” ซึ่งทางสกอ.ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติม จากการโทรไปสอบถามตามป้ายโฆษณาดังกล่าว พบว่ามีการเปิดรับสมัครการเรียนการสอนในหลักสูตรดังกล่าว โดยผู้สมัครเรียนได้ ต้องเป็นผู้ที่มีอายุ 23 ปี ขึ้นไป เรียนทั้งหมด 44 วิชา หรือประมาณ 140 กว่าหน่วยกิต เสียค่าเล่าเรียน 180,000 บาท ซึ่งทางมหาวิทยาลัยจะมีการจัดการเรียนการสอนให้เรียนครบทุกวิชา จบปริญญาตรีได้ภายใน 1 ปี โดยตอนนี้ หลักสูตรดังกล่าวของมหาวิทยาลัยแห่งนี้กำลังเปิดรับนักศึกษาอยู่

ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2546 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่2)พ.ศ.2550มาตรา82 การโฆษณาของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนต้องไม่ใช้ข้อความอันเป็นเท็จ หรือไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่ได้รับใบอนุญาตหรือไม่ตรงตามข้อกำหนด หรือเป็นข้อความที่อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสังคมเป็นส่วนร่วม

ข้อความตามวรรคหนึ่งหมายความรวมถึงการกระทำให้ปรากฏด้วยตัวอักษร ภาพ ภาพยนตร์ แสง เสียง เครื่องหมาย หรือการกระทำอย่างใดๆ ที่ทำให้บุคคลทั่วไปสามารถเข้าใจความหมายได้

มาตรา 83 ในกรณีที่คณะกรรมการเห็นว่าการโฆษณาใดฝ่าฝืนมาตรา 82 ให้คณะกรรมการมีอำนาจคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างดังต่อไปนี้

(1) ให้แก้ไขข้อความหรือวิธีการในการโฆษณา

(2) ห้ามการใช้ข้อความบางอย่างที่ปรากฏในการโฆษณา

(3) ห้ามการโฆษณาหรือห้ามใช้วิธีการนั้นในการโฆษณา

(4)ให้โฆษณาเพื่อแก้ไขความเข้าใจผิดของประชาชนที่เกิดขึ้นแล้วตามเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด

ในกรณีที่สถาบันอุดมศึกษาเอกชนใดไม่ดําเนินการตามคำสั่งของคณะกรรมการ หรือฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกําหนดตามวรรคหนึ่ง ให้รัฐมนตรีโดยคําแนะนําของคณะกรรมการมีอํานาจเพิกถอนใบอนุญาตนั้น ทั้งนี้โดยคำนึงถึงความร้ายแรงแห่งพฤติกรรมที่กระทำผิด