สานพลังขับเคลื่อน’กิจกรรมทางกาย’เสริมสุขภาวะประชากรโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/226294

สุขภาวะ,ประชากรโลก,สสส.

การศึกษา-สาธารณสุข  :  21 เม.ย. 2559

สานพลังขับเคลื่อน’กิจกรรมทางกาย’เสริมสุขภาวะประชากรโลก

สสส. – สธ. -กทม. สานพลังขับเคลื่อน’กิจกรรมทางกาย’เสริมสุขภาวะประชากรโลก ตั้งเป้าเพิ่มกิจกรรมทางกาย ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ภายใน 5 ปี ลดความเสี่ยงกลุ่มโรค NCDs

             วันที่ 21 เมษายน ที่อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดเสวนาสาธารณะการขับเคลื่อนกิจกรรมทางกายสู่ปฏิญญากรุงเทพฯ (Bangkok Declaration) และนโยบายสาธารณะ เนื่องในการโอกาสที่ สสส. เป็นเจ้าภาพจัดประชุมนานาชาติว่าด้วยการส่งเสริมกิจกรรมทางกายและสุขภาพ ครั้งที่ 6 (The 6th ISPAH Congress; International Congress on Physical Activity and Public Health  – ISPAH)

ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการ สสส. กล่าวว่า ปัญหาการขาดกิจกรรมทางกาย เป็นสาเหตุสำคัญทำให้ประชากรโลกเกิดความเจ็บป่วย และเสียชีวิตจากกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Noncommunicable diseases, NCDs) โดยในปี 2557 มีประชากรทั่วโลกเสียชีวิตจากโรค NCDs มากถึง 36 ล้านคน หรือร้อยละ 63 ของการเสียชีวิตของประชากรโลกทั้งหมด และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งกลุ่มโรค NCDs มีปัจจัยเสี่ยงมาจาก เหล้า บุหรี่ อาหาร และขาดกิจกรรมทางกาย ซึ่งเป็นพันธกิจหลักสำคัญที่ สสส. เร่งผลักดันและรณรงค์ให้คนไทยปลอดภัยจากปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพเหล่านี้ จากการสำรวจกิจกรรมทางกายของคนไทย ปี 2558 โดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดลและ สสส. พบว่า คนไทยมีกิจกรรมทางกายเพิ่มขึ้น จากร้อยละ 66.3 ในปี 2555 เป็นร้อยละ 71.6 ในปี 2558 หรือเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 7

“สสส. โดยแผนกิจกรรมทางกาย มียุทธศาสตร์การทำงานที่สำคัญคือ ผลักดันให้คนไทยมีกิจกรรม ทางกายที่เพียงพอ โดยตั้งเป้าภายในปี 2564 คนไทยอายุ 11 ปีขึ้นไป ต้องมีกิจกรรมทางกายไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 และภายในปี 2562 ลดความชุกของภาวะน้ำหนักตัวเกิน และโรคอ้วนในเด็กให้น้อยกว่าร้อยละ 10 โดยมุ่งส่งเสริมการสร้างพื้นที่สุขภาวะหรือปัจจัยแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีกิจกรรมทางกายที่เหมาะสมทุกช่วงวัย ลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง สนับสนุนและสื่อสารรณรงค์การมีกิจกรรมทางกายในชีวิตประจำวันที่ปฏิบัติได้ง่ายให้เป็นค่านิยมและวิถีชีวิต รวมถึงพัฒนางานวิชาการ/งานวิจัยกิจกรรมทางกายสู่เวทีนานาชาติ” ผจก. สสส. กล่าว

ด้าน นพ.ณัฐพร วงษ์ศุทธิภากร รองอธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวว่า โรคNCDs เป็นปัญหาสุขภาพอันดับหนึ่งของประเทศ โดย 3 ใน 4 ของการเสียชีวิตของคนไทยมาจากกลุ่มโรคนี้ โดยเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของคนไทยมากถึง 5 แสนราย ในปี 2557 และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมด้วย ทั้งในแง่ภาระค่าใช้จ่ายการรักษาพยาบาล และการขาดงาน เป็นต้น โดยในปี 2552 โรคNCDs ก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจทั้งทางตรงและทางอ้อมเกือบ 2 แสนล้านบาท

“เพื่อให้คนไทยมีกิจกรรมทางกายอย่างเพียงพอ อันจะนำไปสู่การลดการเจ็บป่วยด้วยโรค NCDs กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับ สสส. และภาคีเครือข่าย ได้จัดทำร่างแผนยุทธศาสตร์กิจกรรมทางกายชาติ เพื่อส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกายของประชาชนไทยทุกกลุ่มวัย ผ่านมิติต่างๆ ทั้งระบบการศึกษา ระบบสาธารณสุข ระบบคมนาคม ระบบผังเมือง สถานประกอบการ ชุมชน การกีฬามวลชน การสื่อสารรณรงค์ ระบบฐานข้อมูลและการวิจัย โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ในเร็วๆ นี้” นพ.ณัฐพร กล่าว

ด้าน นพ.ชวินทร์ ศิรินาค ผู้อำนวยการสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวว่า กทม. มีนโยบายมหานครแห่งความสุข มหานครแห่งความปลอดภัย ที่ขับเคลื่อนไปพร้อมกับ สสส. และกระทรวงสาธารณสุข ผ่านการพัฒนาพื้นที่สุขภาวะ การบริการสาธารณสุข และจัดกิจกรรมเสริมสร้างสุขภาพและกิจกรรมทางกายต่างๆ อย่างทั่วถึง รวมทั้งเตรียมต่อยอดโครงการเมืองเดินได้ เมืองเดินดีที่ร่วมดำเนินการกับสสส. รวมถึงการพัฒนาพื้นที่ให้เอื้อต่อการส่งเสริมกิจกรรมทางกายของชุมชนอย่างยั่งยืน

ด้าน ศ.ฟิโอน่า บูล ประธานสมาพันธ์นานาชาติด้านการส่งเสริมกิจกรรมทางกายและสุขภาพ กล่าวว่าคาดหวังว่าการประชุมครั้งนี้ จะส่งผลดังนี้ 1. ด้านการวิจัย จะช่วยเพิ่มศักยภาพการวิจัย โดยเชื่อมโยงการทำงาน และขยายงานวิจัยสู่ระดับนานาชาติ มีการพัฒนาองค์ความรู้ที่เป็นระบบ และมีการจัดการฐานข้อมูลกิจกรรมทางกายเพื่อให้เกิดการนำการวิจัยไปใช้ประโยชน์ 2. การประกาศวาระด้านการทำงานกิจกรรมทางกายของประเทศไทย และดำเนินงานไปสู่เป้าหมาย 9 ปี ขององค์การอนามัยโลก ซึ่งเป็นพันธมิตรที่สำคัญของ สสส. 3. เป็นโอกาสสำคัญของการสร้างพันธมิตรการทำงานในระดับนานาชาติ ขณะเดียวกันก็เห็นถึงศักยภาพ การดำเนินงานของสสส. ซึ่งเมื่อมองย้อนกลับมาจะพบว่า จุดเริ่มต้นการทำงานกิจกรรมทางกายในระดับนานาชาติที่สำเร็จนั้น เริ่มต้นที่ สสส. ดังนั้น การที่เลือก สสส. เป็นเจ้าภาพการประชุม ISPAH เป็นแห่งแรกของภูมิภาคเอเชีย เพราะมองเห็นศักยภาพการทำงานของสสส.ในระดับชุมชน ทั้งการจัดการสิ่งแวดล้อมเอื้อต่อกิจกรรมทางกาย การผลักดันในระดับนโยบายที่ชัดเจน และการสื่อสารงานส่งเสริมสุขภาพที่นำมาใช้เพื่อการสื่อสารกิจกรรมทางกาย ซึ่งสามารถทำให้ประชาชนตระหนักถึงปัญหา ปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ และสร้างแนวทางการแก้ไขที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมต่อไป

ด้าน ดร.ทิม อาร์มสตรอง ผู้เชี่ยวชาญด้านกิจกรรมทางกายและการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง จากองค์การอนามันโลก กล่าวว่า สสส.ถือเป็นภาคีร่วมกับองค์การอนามัยโลกเป็นเวลานานแล้ว ดังนั้นจึงมีความเชื่อมั่นในการร่วมมือกันทำงาน ส่วนตัวรู้สึกชื่นชมการทำงานสสส. ที่มีผู้เชี่ยวชาญ และองค์ความรู้ในการสร้างเสริมสุขภาพ รวมทั้งการการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย และโอกาสที่ สสส. เป็นเจ้าภาพการจัดประชุม IPASH ครั้งที่ 6 นี้ ถือเป็นประโยชน์ที่จะสื่อสารเรื่องกิจกรรมทางกายให้คนทั่วไปได้ตระหนักทั้งในประเทศไทย ระดับเอเชีย และระดับนานาชาติ ซึ่งทำให้เกิดการเรียนรู้ การขยายงาน และสร้างความเข้าใจการส่งเสริมการเคลื่อนไหว และกิจกรรมทางกายออกไปกว้างขวางในอนาคตต่อไป สอดคล้องกับการทำงานขององค์การอนามัยโลกที่เดินหน้างานกิจกรรมทางกายในระดับนานาชาติ และผลักดันกิจกรรมทางกายในแต่ละประเทศให้เป็นรูปธรรม ดังที่องค์การอนามัยโลก ตั้งเป้าภายใน 9 ปีต่อจากนี้ จะเห็นภาพชัดเจนในเชิงการปฏิบัติมากกว่านโยบายเพียงอย่างเดียว

ทั้งนี้ สสส. ในฐานะเจ้าภาพหลักในการจัดการประชุม The 6th ISPAH ในระหว่างวันที่ 16-19 พ.ย. 2559 ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมี ศ.นพ.อุดมศิลป์ ศรีแสงนาม เป็นประธานคณะกรรมการจัดการประชุมนานาชาติฯ และมีกระทรวงสาธารณสุข และกทม.เป็นเจ้าภาพร่วม ภายในงานมีการนำเสนอผลงานวิจัยที่น่าสนใจมากมาย มีการนำเสนอผลการศึกษาเรื่อง Report Card ซึ่งเป็นเครื่องมือวัดสถานการณ์กิจกรรมทางกายของเด็กเปรียบเทียบกับ 40 ประเทศทั่วโลก มีการจัดทำร่างปฏิญญาสากล(Bangkok Declaration) ที่จะนำไปสู่การผลักดันนโยบายสุขภาพโลก ขับเคลื่อนนโยบายระดับสากลด้านส่งเสริมกิจกรรมทางกาย โดยที่ประเทศไทยได้แสดงบทบาทในการผลักดันนโยบายผ่านกลไกสมัชชาอนามัยโลกดำเนินการการจัดการประชุมคู่ขนาน (side meeting) เรื่องการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย ระหว่างการประชุมสมัชชาอนามัยโลกครั้งที่ 69 ในเดือน พ.ค. 2559  และผลักดันการอภิบาลสุขภาพโลก (Global Health Governance) ว่าด้วยการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย ในที่ประชุมสมัชชาอนามัยโลก ปี 2560


อาจารย์มทร.ธัญบุรี แนะ’อาหารคลายร้อน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/226273

มทร.ธัญบุรี,ร้อน,อากาศ

การศึกษา-สาธารณสุข  :  21 เม.ย. 2559

อาจารย์มทร.ธัญบุรี แนะ’อาหารคลายร้อน’

อาจารย์มทร.ธัญบุรี แนะ’อาหารคลายร้อน’ : ชลธิชา ศรีอุบล มทร.ธัญบุรี เรื่อง/ภาพ

            เมษายน 2559 อากาศร้อนๆๆๆ กระจายปกคลุมแทบทุกพื้นที่ของประเทศไทย บางพื้นที่อุณหภูมิร้อนเดือดทะลุ 44 องศาเซลเซียส เรียกได้ว่าร้อนแทบไม่มีสมาธิประกอบภารกิจในชีวิตประจำวัน  แต่ร้อนๆ แบบนี้ “อาจารย์ มทร.ธัญบุรี” แนะการกินอาหารหน้าร้อนให้ถูกสุขาภิบาล เน้นต้องสะอาด สดใหม่ ไร้ไขมัน มีทั้งเมนูคาวและหวาน

ผศ.พงษ์ศักดิ์ ทรงพระนาม อาจารย์ประจำสาขาวิชาอาหารและโภชนาการ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี แนะการกินอาหารหน้าร้อนให้ถูกสุขาภิบาล คลายร้อน ว่า วิธีการเลือกรับประทานอาหารในหน้าร้อนต้องเน้นความสะอาด มีความใหม่ สด อาหารที่รับประทานไม่ควรเก็บไว้นานหลายวัน หรือค้างคืน ส่วนผสมไม่ควรมีไขมันสูง กินร้อน ช้อนกลาง กลุ่มน้ำเครื่องดื่ม เช่น น้ำอัดลม น้ำหวาน ภาชนะที่บรรจุต้องสะอาดใหม่ เพราะว่าหากเลือกไม่ถูกวิธี จะส่งผลให้เกิดท้องร่วง ท้องเสีย เพราะแบคทีเรียจะเจริญเติบได้ดีในช่วงฤดูร้อน ความไม่สะอาด เป็นปัจจัยทำให้เกิดโรคท้องร่วง ทำให้เกิดการติดเชื้อ

การรักษาอาหารท้องร่วงในเบื้องต้น คือ การรับประทานน้ำชาเข้มข้น เพื่อช่วยลดการท้องร่วง และหยุดรับประทานอาหารที่คาดว่าทำให้เกิดท้องร่วง รวมทั้งผลไม้ที่ปล่อยทิ้งไว้นานๆ หรือแช่อยู่ในน้ำแข็ง (ผลไม้รถเข็น) ด้วยจากอากาศเปลี่ยนแปลง อาจทำให้เป็นหวัด เช่น การเป็นหวัดแดด หวัดลมร้อน เนื่องจากร่างกายปรับเปลี่ยนไม่ทัน ดังนั้นควรดื่มน้ำในอุณหภูมิห้องปกติ การดื่มน้ำเย็นเกินไปทำให้ร่างกายรับไม่ได้ รวมไปถึงโรคระบบทางเดินหายใจ ระบบทางเดินอาหาร สำหรับคนที่ชอบการดื่มน้ำผลไม้ควรเป็นน้ำผลไม้ที่อยู่ในอุณหภูมิห้อง หากดื่มใส่น้ำแข็ง น้ำแข็งอาจไม่สะอาดจะมีเชื้อโรค

เมนูแนะนำกินเพื่อคลายร้อน เมนูคาว ห่อหมกปลาช่อน ส่วนผสมของใบยอมีธาตุเหล็ก กินเยอะๆ ทำให้ร่างกายสดชื่น บวกกับในเนื้อปลามีโปรตีน ย่อยง่าย น้ำพริกลงเรือ กินคู่กับผัก ส้มโอกุ้งย่าง ส้มโอทำให้สดชื่น แกงคั่วฟัก ฟักเป็นตัวช่วย กินแล้วทำให้เย็น ไก่ต้มตะลิงปิง ในการซดน้ำร้อนๆ รสชาติของตะลิงปิงที่เปรี้ยวๆ ทำให้รู้สึกสดชื่น เมนูหวาน เช่น ข้าวเหนียวมะม่วง ฤดูกาลของมะม่วง อีกทั้งรสชาติ หวานอมเปรี้ยว สร้างความกระปรี้กระเปร่า แตงโมหน้าปลาแห้ง ลอดช่องดอกอัญชันน้ำเชื่อม กินคู่กับน้ำแข็งดับร้อน ประเภทเครื่องดื่มสมุนไพร น้ำส้มคั้น น้ำตาลสด น้ำอ้อย น้ำมะพร้าว

การเลือกกินอาหารในฤดูร้อน ต้องมีความรู้ เลือกอาหารที่ร่างกายต้องการ อาหารต้องมีความสด สะอาด ใหม่ รับประทานอาหารที่เราปรุงแต่งขึ้นเอง เลือกน้ำที่สะอาด ไม่เย็น น้ำอุณหภูมิห้อง หรือน้ำอุ่น ปริมาณที่รับประทานต้องพอเหมาะกับตัวเรา

“ในช่วงหน้าร้อน อาหารที่รับประทานทุกชนิด ทุกประเภท สามารถรับประทานได้ทั้งหมด แต่จะต้องระวังเรื่องความสะอาด อีกทั้งควรลดแป้ง และ ไขมัน เพราะหน้าร้อนทำให้แน่นจุก ในหนึ่งวันร่างกายสามารถรับได้ 1,800-2,000 แคลอรี รวมไปถึงผลไม้สด ไม่ควรเกิน 150 กรัม ผลไม้ที่มีน้ำจะมีกรด กรดจากผลไม้และกรดในกระเพาะอาหารมารวมกัน จะทำให้กัดกระเพาะ เกิดโรคกระเพาะได้” ผศ.พงษ์ศักดิ์ ฝากทิ้งท้าย


ศธ.ทวงคืบหน้าคดีฟ้องอดีตสกสค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/226257

การศึกษา,ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ,ศธ.,สกสค.,ก.ค.ศ.,สน.ดุสิต

การศึกษา-สาธารณสุข  :  20 เม.ย. 2559

ศธ.ทวงคืบหน้าคดีฟ้องอดีตสกสค.

‘ดาว์พงษ์’ ให้ สกสค.ทำหนังสือถึง สน.ดุสิต ถามคืบหน้าคดีฟ้อง อดีตเลขาฯ-อดีตผู้บริหาร ห่วงเรื่องเงียบ รับทราบส่งเรื่องถึงอัยการสูงสุดทำเรื่องฟ้องแพ่ง ‘ธนชาต’ แล้ว

                    20 เม.ย. 59  พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวถึงกรณีที่ นายพินิจศักดิ์ สุวรรณรังค์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ในฐานะปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครู และบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ได้ส่งเรื่องให้อัยการสูงสุด เป็นผู้ทำเรื่องฟ้องแพ่ง เพื่อเรียกเงิน จำนวน 2,100 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี คืนจากธนาคารธนชาต ว่า นายพินิจศักดิ์ ได้รายงานให้ตนรับทราบด้วยวาจา ว่า สกสค.ได้ทำหนังสือ ถึงอัยการสูงสุด เพื่อพิจารณาเรื่องของธนาคารธนชาตแล้ว ส่วนจะฟ้องหรือไม่ฟ้อง เป็นเรื่องของอัยการสูงสุดพิจารณาว่าหลักฐานเพียงพอหรือไม่ การดำเนินการทั้งหมดเป็นขั้นตอนที่ ศธ.ต้องทำ อยู่เฉยไม่ได้ ในมุมของกฎหมาย ศธ. และสถาบันการเงินอาจจะมองต่างกัน โดย ศธ.มองว่า เราอาจจะเสียประโยชน์ ก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอน
                    “ตั้งแต่มีการเจรจากันครั้งสุดท้ายและทางธนาคารธนชาตยืนยันว่า ทำถูกต้องตามขั้นตอน ก็ไม่ได้มีการติดต่ออะไรเข้ามาอีก แต่ไม่เป็นไร อย่างที่บอกเรื่องนี้มุมมองทางกฎหมายอาจจะต่างกัน โดยนายพินิจศักดิ์ ได้มารายงานเรื่องนี้ให้ผมรับทราบก่อนช่วงวันหยุดเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งผมก็อนุมัติให้ดำเนินการได้ทันที หากไม่ทำ นายพินิจศักดิ์เองก็จะถือว่ามีความผิด ตามกฎหมาย มาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ นอกจากนั้น ยังทำหนังสือไปถึงสถานีตำรวจนครบาล ดุสิต (สน.ดุสิต) เพื่อสอบถามความคืบหน้าคดีที่ทางเราได้ฟ้องร้องอดีตเลขาธิการ สกสค. และอดีตผู้บริหาร สกสค. ซึ่งได้แจ้งความไว้ตั้งแต่ปีที่แล้วด้วยว่าทาง สน.ดุสิต ได้ดำเนินการเป็นอย่างไรบ้าง เพราะไม่อยากให้เรื่องเงียบหายไป” พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าว
                    รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อว่า สำหรับการดำเนินการแก้ไขปัญหาการทุจริตในองค์การค้าของ สกสค.นั้น ที่ผ่านมาได้เร่งดำเนินการ และจัดระบบใหม่หลายเรื่อง โดยเฉพาะได้จัดทำระเบียบการจัดซื้อจัดจ้าง อิงกับระเบียบของสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งที่ผ่านมาองค์การค้าฯ ไม่เคยมีการจัดทำระเบียบไว้เลย ดังนั้น ต่อไปการจัดซื้อจัดจ้างขององค์การค้าฯ ในอนาคต ก็ได้รับการตรวจสอบ

สกอ.เต้นสั่งสอบ’เรียน1ปีจบป.ตรี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/226256

การศึกษา,สกอ.,ป.ตรี,หลักสูตร,มหาวิทยาลัย,เต้น,สั่ง,สอบ,เรียน,ตรี

การศึกษา-สาธารณสุข  :  20 เม.ย. 2559

สกอ.เต้นสั่งสอบ’เรียน1ปีจบป.ตรี’

สกอ.เต้นสอบ ม.เอกชน พบโฆษณาเข้าข่ายหลอกลวงเรียนปีเดียวจบ ป.ตรี เผยปัญหาร้องเรียน หลักสูตร-อาจารย์ไร้มาตรฐาน ลั่น พบคุณภาพด้อยจริงสั่งปิดแน่นอน

                    20 เม.ย. 59  รศ.นพ.สรนิต ศิลธรรม รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) เปิดเผยว่าขณะนี้มีเรื่องร้องเรียนปัญหาเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยทั้ง ม.รัฐ และ ม.เอกชน จำนวนมาก โดยส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของมาตรฐานหลักสูตร และสัดส่วนอาจารย์ผู้สอนที่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับอุดมศึกษา เช่น การจัดการเรียนการสอนในระดับปริญญาโท และปริญญาเอก ต้องมีอาจารย์ที่ปรึกษา และอาจารย์ควบคุมวิทยานิพนธ์ก็ไม่เป็นไปตามเกณฑ์ หรือการจัดการเรียนการสอน ที่ไม่เหมาะสม ไม่มีห้องสมุด อุปกรณ์การเรียนการสอนไม่พร้อม เป็นต้น โดยล่าสุด ได้รับเรื่องร้องเรียนว่า มีการติดป้ายโฆษณาในต่างจังหวัด ภาคเหนือ ว่า เรียนรัฐศาสตร์ปีเดียวจบ ซึ่งขณะนี้ สกอ.ได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงไปตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว เบื้องต้นเป็นหลักสูตรระดับปริญญาตรีที่เปิดการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง โดยได้มีการเก็บค่าเล่าเรียน 180,000 บาท ใช้เวลาเรียน 1 ปี เมื่อวิเคราะห์จากข้อมูลที่ได้รับเบื้องต้นไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะการเรียนระดับปริญญาตรีต้องเรียนประมาณ 120 – 150 หน่วยกิต จึงจะจบหลักสูตรและต้องใช้เวลาเรียนมากกว่า 1 ปีแน่นอน การเปิดหลักสูตรดังกล่าวจึงไม่น่าจะถูกต้อง แต่อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ต้องรอสรุปผลการตรวจสอบอย่างละเอียดว่าเป็นเช่นใด หากตรวจสอบพบว่าเป็นการเอาปริญญามาล่อให้เข้าเรียนโดยไม่ได้คำนึงถึงคุณภาพ จำนวนหน่วยกิตวิชา อาจารย์ผู้สอนไม่ได้เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรที่ สกอ.กำหนด ก็ต้องมีการตักเตือน และสั่งปิดหลักสูตรดังกล่าวต่อไป
                    รศ.นพ.สรนิต กล่าวต่อไปว่า ทุกครั้งที่มีการร้องเรียน สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ได้ตั้งเจ้าหน้าที่เข้าไปดำเนินการตรวจสอบ พบว่า มีการจัดการเรียนการของบางสาขา คณะ มหาวิทยาลัยที่ไม่ได้มาตรฐาน ไม่มีคุณภาพจริง โดย สกอ.ได้ทำการตักเตือนไปยังมหาวิทยาลัยเพื่อให้ปรับปรุงแก้ไขให้ได้คุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับอุดมศึกษา ซึ่งถือเป็นเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำ แต่ถ้าหากมีการตักเตือนแล้วมหาวิทยาลัยไม่ดำเนินการแก้ไข ก็จะดำเนินการสั่งปิดหลักสูตรดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะมีบทลงโทษ อย่าง การตักเตือน หรือสั่งปิดหลักสูตรดังกล่าว ต้องผ่านการพิจารณาตรวจสอบอย่างละเอียดว่ามีการจัดการเรียนการสอนไม่มีคุณภาพจริงหรือไม่
                    “รากลึกของปัญหาเรื่องคุณภาพของมหาวิทยาลัยจนทำให้เกิดการร้องเรียนต่างๆ เข้ามานั้น เกิดจากหลายสาเหตุแต่สาเหตุหลักๆ คือ การที่ประชาชนติดค่านิยมของใบปริญญา อยากได้ใบปริญญา เพราะมองว่าใบปริญญาเป็นการเบิกทางในการประกอบอาชีพ ขณะที่มหาวิทยาลัยเองก็มองแต่เรื่องคุ้มทุนจนละเลยคุณภาพการจัดการเรียนการสอน ดังนั้น อยากให้มหาวิทยาลัยคำนึงถึงการจัดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพ เป็นการเพิ่มสมรรถนะ ทักษะในการประกอบอาชีพ การทำงาน สอนลูกศิษย์ ดูแลลูกศิษย์ให้เป็นคนดีของสังคม และช่วยพัฒนาประเทศชาติ” รศ.นพ.สรนิต กล่าวและว่า อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ยังเกรงใจ สกอ.ซึ่งเมื่อมีการตรวจสอบแล้วแจ้งไปยังมหาวิทยาลัยก็พร้อมปรับปรุง แก้ไข แต่ทั้งนี้ก็อยากฝากนิสิตนักศึกษาก่อนเลือกเรียนสาขา คณะ หลักสูตรของมหาวิทยาลัยใดขอให้ตรวจสอบมายัง สกอ.หรือหากไม่มั่นใจในหลักสูตรที่จะเลือกเรียนว่ามีคุณภาพ ได้รับการรับรองจาก สกอ.หรือไม่ ให้แจ้งมายัง สกอ.ทันที

หน้าร้อน!คร.เตือน6โรค-2ภัยสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/226255

การศึกษา,คร.,อำนวย กาจีนะ,หน้าร้อน

การศึกษา-สาธารณสุข  :  20 เม.ย. 2559

หน้าร้อน!คร.เตือน6โรค-2ภัยสุขภาพ

กรมควบคุมโรค ออกประกาศเตือน 6 โรค 2 ภัยสุขภาพ ช่วงหน้าร้อน ระวังโรคทางเดินอาหารและน้ำ – โรคพิษสุนัขบ้า – ฮีทสโตรก – จมน้ำ

                    20 เม.ย. 59  นพ.อำนวย กาจีนะ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า กรมควบคุมโรค (คร.)ได้ออกประกาศ เรื่อง การป้องกันโรคและภัยสุขภาพที่เกิดในช่วงฤดูร้อน ประกอบด้วย โรคติดต่อทางอาหารและน้ำ 5 โรค ได้แก่ 1. โรคอุจจาระร่วง 2. โรคอาหารเป็นพิษ 3. โรคบิด 4. อหิวาตกโรค และ 5. ไข้ไทฟอยด์ หรือ ไข้รากสาดน้อย ส่วนโรคติดต่อระหว่างสัตว์และคน 1 โรค ได้แก่ โรคพิษสุนัขบ้า นอกจากนี้ต้องระมัดระวัง 2 ภัยสุขภาพที่สำคัญ ได้แก่ ภัยจากอากาศร้อน หรือ ฮีทสโตรก และการจมน้ำในเด็ก จากข้อมูลสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ตั้งแต่ต้นปี 2559 มีรายงานผู้ป่วยทั้ง 5 โรคติดต่อทางอาหารและน้ำ รวม 356,827 ราย เสียชีวิต 3 ราย โรคที่พบมากอันดับ หนึ่ง ได้แก่ โรคอุจจาระร่วง 319,859 ราย เสียชีวิต 2 ราย รองลงมา คือ โรคอาหารเป็นพิษ 35,038 ราย โรคบิด 1,410 ราย โรคไข้รากสาดน้อย หรือ ไข้ไทฟอยด์ 479 ราย โรคอหิวาตกโรค 41 ราย เสียชีวิต 1 ราย ตามลำดับ
                    “การป้องกันตนเอง จากโรคติดต่อทางอาหารและน้ำ ขอให้ประชาชนยึดหลักปฏิบัติประจำวันง่ายๆ คือ สุก ร้อน สะอาดหลีกเลี่ยงอาหารสุกๆ ดิบๆ รวมถึงอาหารที่ไม่ผ่านความร้อน เช่น อาหารทะเลและยำต่างๆ เน้นความสะอาดของสถานประกอบการเป็นสำคัญ ส่วนอาการของโรค คือ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ถ่ายอุจจาระเหลวหรือเป็นน้ำ ปวดหัว คอแห้งกระหายน้ำ ส่วนการช่วยเหลือเบื้องต้นให้สารละลายเกลือแร่โอ อาร์ เอส เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายขาดน้ำ หากอาการไม่ดีขึ้นให้รีบไปพบแพทย์ทันที” นพ.อำนวย กล่าว
                    นพ.อำนวย กล่าวด้วยว่า โรคพิษสุนัขบ้า ตั้งแต่ต้นปี 2559 มีผู้เสียชีวิตแล้ว 3 ราย โดยพาหะหลักจากสุนัข และแมว ซึ่งอาจติดโรคจากการกัด ข่วน หรือเลียผิวหนังคนมีแผล ที่สำคัญโรคนี้เป็นแล้วตายทุกราย ไม่มียารักษา แต่สามารถป้องกันได้ด้วยการนำสุนัขทุกตัวไปรับการฉีดวัคซีน และลดความเสี่ยงจากการถูกสุนัขกัดหรือโดนทำร้าย โดยปฏิบัติตามคำแนะนำ 5ย คือ 1. อย่าแหย่ให้สุนัขโมโห 2. อย่าเหยียบหาง ตัว ขาสุนัข หรือทำให้สุนัขตกใจ 3. อย่าแยกสุนัขที่กำลังกัดกันด้วยมือเปล่า 4. อย่าหยิบชามอาหารขณะสุนัขกำลังกิน และ 5. อย่ายุ่งกับสุนัขนอกบ้านหรือที่ไม่ทราบประวัติ หากถูกสุนัขกัดให้รีบล้างแผลด้วยสบู่และน้ำสะอาดหลายๆ ครั้ง ใส่ยาฆ่าเชื้อ เช่น เบตาดีน รีบพาไปพบแพทย์เพื่อรับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าจนครบตามที่แพทย์แนะนำ ต้องจำสัตว์ที่กัดให้ได้เพื่อสืบหาเจ้าของ และสอบถามประวัติการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ติดตามดูอาการสุนัข 10 วัน และถ้าพบสุนัขนั้นตายก่อน 10 วัน และมีประวัติกัดคนหรือสัตว์อื่น ควรนำหัวส่งตรวจโดยประสานกับเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์พื้นที่ใกล้บ้าน
                    สำหรับฮีทสโตรก เกิดจากการที่ร่างกายได้รับความร้อนมากเกินไปจนทำให้ความร้อนในร่างกายสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส มีอาการตั้งแต่ปวดศีรษะ หน้ามืด เพ้อ ชัก ไม่รู้สึกตัว หายใจเร็ว หัวใจเต้นผิดจังหวะ ช็อก หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจทำให้เสียชีวิตได้ สำหรับกลุ่มที่มีความเสี่ยงเป็นโรคลมแดดได้สูงกว่าคนทั่วไปมี 6 กลุ่ม ได้แก่ 1. ผู้ที่ทำงานหรือทำกิจกรรมกลางแดด 2. เด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบและผู้สูงอายุ 3. ผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง 4. คนอ้วน 5. ผู้ที่อดนอน และ 6. ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แนะนำประชาชนให้ดูแลสุขภาพตนเอง เช่น สวมใส่เสื้อผ้าสีอ่อน ระบายความร้อนได้ดี ควรอยู่ภายในบ้านหรือในที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก ลดหรือเลี่ยงทำกิจกรรมที่ต้องออกแรงกลางแจ้งนานๆ สวมแว่นกันแดด สวมหมวกปีกกว้าง ควรดื่มน้ำให้มากกว่าปกติ เพื่อชดเชยการเสียน้ำในร่างกายจากเหงื่อออก หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด และอย่าทิ้งเด็ก ผู้สูงอายุ หรือสัตว์เลี้ยงไว้ในรถที่จอดอยู่กลางแจ้ง
                    ส่วนการจมน้ำในเด็ก โดยเฉลี่ยทุก 1 เดือนประเทศไทยสูญเสียเด็กจากการจมน้ำเสียชีวิตมากกว่า 90 คน และเดือนที่จมน้ำเสียชีวิตสูงที่สุดคือเมษายนเฉลี่ย 134 คน เพราะเป็นช่วงฤดูร้อนและตรงกับช่วงปิดเทอมของเด็ก สำหรับมาตรการป้องกันการจมน้ำ เน้นใน 2 กลุ่มสำคัญ ได้แก่ 1. มาตรการป้องกันการจมน้ำในเด็กเล็ก (อายุต่ำกว่า 5 ปี) คือ เทน้ำ กั้นคอก ปิดฝา เฝ้าดูตลอดเวลา และ 2. มาตรการป้องกันการจมน้ำในเด็กโต (อายุมากกว่า 5 ปี) คือ ลอยตัว ชูชีพ ช่วยเหลือ ปฐมพยาบาล

‘สอศ.’พิมพ์นวนิยาย‘เด็กอาชีวะ’2เรื่องแจก1.5หมื่นเล่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/226222

อาชีวะ,นิยาย,พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ,พิมพ์,นวนิยาย,เด็ก,เรื่อง,แจก,หมื่น

การศึกษา-สาธารณสุข  :  20 เม.ย. 2559

‘สอศ.’พิมพ์นวนิยาย‘เด็กอาชีวะ’2เรื่องแจก1.5หมื่นเล่ม

สอศ.จัดพิมพ์นวนิยาย2เล่ม“ใต้ปีกรัก-วางหัวใจไว้บนก้อนดิน”ชูเด็กอาชีวะเป็นตัวเอกหวังกระตุ้นให้เด็กเข้าใจและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้อาชีวศึกษาจัดพิมพ์1.5หมื่นเล่มแจก

          เมื่อวันที่ 20 เม.ย. 59 พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้จัดพิมพ์นวนิยายจำนวน 2 เล่ม ได้แก่ “ใต้ปีกรัก” เขียนโดย คณิตยา และ “วางหัวใจไว้บนก้อนดิน” เขียนโดย พิมพิสุธญ์ ซึ่งเป็นนิยายรักแต่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับเด็กอาชีวศึกษา โดยในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วานนี้ (19 เม.ย.) ตนก็ได้นำเสนอเรื่องดังกล่าวให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีรับทราบ โดยนายกฯบอกว่าจะลองกลับไปอ่าน และส่วนตัวได้อ่านเบื้องต้นก็เห็นว่าพล็อตเรื่องน่าสนใจ
          “อย่างไรก็ตาม วัตถุประสงค์ที่ สอศ.จัดพิมพ์นวนิยายนี้ ถือส่วนหนึ่งในการส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนมีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนการอาชีวศึกษา ที่สำคัญเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีด้วย ซึ่งเรื่องการสร้างภาพลักษณ์นั้นเป็นสิ่งที่ต้องทำต่อเนื่องและต้องทำในหลากหลายรูปแบบ”พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าว
          ด้าน ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) กล่าวว่า เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายของอาชีวศึกษาคือ เด็กในระดับมัธยมศึกษา เป็นกลุ่มวัยรุ่น ซึ่งเด็กวัยนี้มีความสนใจและชื่นชอบเรื่องของละครและนวนิยาย เพราะฉะนั้น จึงได้หารือและเห็นร่วมกันว่าจะจัดนวนิยายที่เกี่ยวกับอาชีวศึกษาขึ้นมา เพื่อทำให้เด็กเกิดความเข้าใจและเกิดความรู้สึกชอบ โดยสอศ.ได้ขอให้นักเขียนที่เป็นที่นิยมในกลุ่มวัยรุ่นและมีประสบการณ์ในการเขียนมาเขียนให้จนได้นวนิยาย 2 เรื่องเบื้องต้นถ่ายทอดเนื้อหาใน 2 สาขา คือ สาขาเกษตรกรรม ผ่านเรื่อง “วางหัวใจไว้บนก้อนดิน” ซึ่งถือเป็นสาขาที่จำเป็นของประเทศแต่มีผู้เรียนน้อยมากจึงต้องการสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญ และสาขาอุตสาหกรรม ผ่านเรื่อง “ใต้ปีกรัก” จะเป็นเกี่ยวกับเรื่องอากาศยานไร้คนขับ เน้นการสร้างแรงบันดาลใจ
          “ในการเขียนนั้นได้วางพล็อตว่าเด็กที่อ่านจะต้องได้รับทั้งสาระความรู้และความสนุกในเรื่องนั้น ๆ ซึ่งทั้ง 2 เล่มนี้ออกแบบและพิมพ์ โดยแผนกวิชาการพิมพ์ วิทยาลัยเทคนิคมีนบุรี จัดพิมพ์ 15,000 เล่มโดยไม่ได้จำหน่าย แต่จะส่งมอบให้กับวิทยาลัยอาชีวศึกษาในสังกัด สอศ.และวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชนทั่วประเทศ ประมาณ 900 เล่ม โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่เปิดสอนระดับมัธยมศึกษา โรงเรียนขยายโอกาส และเปิดสอนระดับม.ปลาย ประมาณ 8-9 พันแห่ง และห้องสมุดประชาชน ของสำนักบริหารงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) 911 แห่ง รวมถึงภาคเอกชนที่ร่วมมือในโครงการประชารัฐ”ดร.ชัยพฤกษ์ กล่าว

10งานด่วนภายใน6เดือนที่’รมต.ศธ.’ควรทำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/226171

คณบดี,สงกรานต์,กระทรวงศึกษาธิการ

การศึกษา-สาธารณสุข  :  20 เม.ย. 2559

10งานด่วนภายใน6เดือนที่’รมต.ศธ.’ควรทำ

10งานด่วนภายใน6เดือนที่’รมต.ศธ.’ควรทำ : รศ.ดร.สุพักตร์ พิบูลย์0รายงาน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช

              ฝากถึง “สภาคณบดีคณะครุศาสตร์ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย”(ส.ค.ศ.ท.) ยุคที่มี “ผศ.ดร.สุรวาท ทองบุ” เป็นประธาน ส.ค.ศ.ท. ช่วยเรียงลำดับสิ่งที่ต้องทำ อย่าปล่อยให้รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการตกอยู่ในวังวน กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ที่หมกมุ่น หรือวุ่นอยู่กับคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) เรื่องโยกย้าย แต่งตั้ง บรรจุ และเลื่อนวิทยฐานะ แบบไม่เลิกรา….

ไม่รู้จะหันหน้าไปร้องเรียนกับใคร ผมเชื่อว่าเปิดมา หลังสงกรานต์ พวกที่จะลุยพัฒนาการศึกษาไทยก็จะลุยต่อ คงจะมีการให้สัมภาษณ์/เกริ่นรายวันต่อไป โดยไม่มีทิศทางระยะยาว (เพราะคนกลุ่มนี้ คงอยู่สั้นๆ อายุมากกันแล้ว เช่นเดียวกับผม) ได้แต่ฝากสภาคณบดีคณะครุศาสตร์ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย (ส.ค.ศ.ท.) จัดทำลิสต์รายการสิ่งที่ต้องทำด่วนภายใน 6 เดือนนี้ เช่น

1.การปรับหลักสูตร ป.1-ป.3 อาจเรียนแค่ (1) ภาษา (1) คณิตศาสตร์ และ (3) วิทยาศาสตร์และทักษะชีวิต 2.ประกาศระบบประกันคุณภาพการ “อ่านออก อ่านคล่อง และอ่านเก่ง” เมื่อเรียนจบชั้น ป.1-ป.2 และ ป.3 ตามลำดับ โดยมีการตรวจแบบ 100% เมื่อสิ้นปี 2559 ถ้าโรงเรียนใดมีเด็ก ป.2 อ่านไม่ออก ให้สำรองราชการ ผอ.โรงเรียน ถ้าเขตนั้นๆ มีสำรองราชการเกิน 5 โรง ให้สำรองราชการ ผู้อำนวยการเขต (ผอ.เขต)/ศึกษาธิการจังหวัด (ศธ.จ.) ศึกษาธิการภาค (ศธ.ภ.) ถ้าผอ.เขตถูกสำรองราชการเกิน 10 เขต ให้สำรองราชการเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) ตามลำดับ…ถ้าทำตรงนี้ได้ ปัญหาเด็กตกซ้ำชั้นตั้งแต่ ป.3 ขึ้นไป คงไม่มี และไม่ต้องพูดถึงอีกต่อไป (อ้อ..ยกเว้นเด็กที่มีปัญหาทางสมอง หรือ แอลดี)

3.ประกาศยกเลิกการกำหนดโครงการจากส่วนกลาง สำนักใดแจ้งโครงการไปที่เขตพื้นที่ให้ “สำรองราชการ ผอ.สำนัก” ทันที…งบประมาณมีเท่าไหร่โอนลงเขตพื้นที่และสถานศึกษาทั้งหมด (คงหลายพันล้าน…ถ้าโอนช้าเกินเดือนพฤษภาคม ให้สำรองราชการผอ.กองคลัง และเลขาธิการ กพฐ.)

4.จัดการเรื่องอัตราทดแทนเกษียณปี 2558-2559 ให้เรียกรายงานตัวภายใน 1 ตุลาคม 2559 สำหรับทดแทนอัตราเกษียณ 30 กันยายน 2559 (ปล่อยให้ว่างเพียง 12 ชั่วโมง) หากทำไม่ได้ ให้สำรองราชการเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (เลขาธิการ ก.ค.ศ.) พร้อมเลขาธิการ กพฐ.และปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัดศธ.)

5.จัดสรรอัตราครูให้เพียงพอ อย่างน้อย 6 คน สำหรับโรงเรียนที่มีเด็กเกิน 60 คน 6.ซื้อรถตู้ (งบประมาณที่เหลือจากการทำโครงการของส่วนกลาง) ให้โรงเรียนที่มีน้อย ตำบลละ 1 คัน เพื่อตระเวนรับเด็กไปเรียนแบบรวมศูนย์ ณ โรงเรียนใดโรงเรียนหนึ่งในตำบลนั้นๆ

7.กำหนดสมรรถนะเด็กไทย เฉพาะตัวสำคัญๆ เช่น “ซื่อสัตย์ มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ และรับผิดชอบ” เอาแค่ 4 ตัวนี้ โดยประชาพิจารณ์ให้เห็นตรงกัน หรือเข้าใจตรงกันทั้งประเทศ ก่อนจัดทำหลักสูตร 8.ปรับปรุงหลักสูตรทั้งระบบ ตั้งแต่การศึกษาขั้นพื้นฐาน ถึงอุดมศึกษา (อุดมศึกษาก็วิกฤติมาก จุฬาฯ และมหิดล ถอยไปติดคุณภาพโลก ลำดับที่ 253 และ 295 ตามลำดับ)

9.ปฏิรูประบบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นตัวทำลายคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐาน..ทำให้การศึกษาขั้นพื้นฐานต้องเน้น Content-based Learning 10.ปฏิรูปกระบวนการผลิตครูและผู้บริหารสถานศึกษา เรื่องนี้เร่งด่วนพอๆ กับรายการที่ 1-2 ตราบใดยังผลิตครูแบบเดิมๆ สมรรถนะไม่เข้มข้น ยากมากที่คุณภาพผู้สอนหรือคุณภาพการเรียนการสอนในยุคต่อไปจะฟื้นตัว

ฝาก ส.ค.ศ.ท.ลองดูนะครับ อาจจะต้องนั่งถกเถียงกัน รายการไหนมาก่อน-หลัง จะอย่างไร คิดว่าต้องแล้วเสร็จทั้งหมดภายในปี 2559 เพราะอย่างไรก็ตาม “รัฐมนตรีศึกษา” ก็มีอำนาจอยู่ในมือ ควรใช้มาตรา 44 แบบมีคุณค่าต่อประเทศไทย ส.ค.ศ.ท.ให้ความเห็นทางวิชาการได้เท่านั้นครับ แต่จะเป็นผลหรือไม่ ผู้มีอำนาจเท่านั้น จะสั่งได้รายวัน

CUVIPเรียนรู้ผ่านกิจกรรมพิเศษสอนทักษะชีวิตความเป็นคนด้วยจีบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/226131

จัดกิจกรรมพิเศษ,สอน,เรียน,เรียนรู้,กิจกรรม,พิเศษ,ทักษะ,ชีวิต,จีบ

การศึกษา-สาธารณสุข  :  19 เม.ย. 2559

CUVIPเรียนรู้ผ่านกิจกรรมพิเศษสอนทักษะชีวิตความเป็นคนด้วยจีบ

‘CUVIP’เรียนรู้ผ่านกิจกรรมพิเศษสอนทักษะชีวิตความเป็นคนด้วย’จีบ’ : ชุลีพร อร่ามเนตรรายงาน

            หากเดินไปสอบถาม นิสิตนักศึกษาว่าเลือกเรียนกิจกรรมเสริมหลักสูตรวิชาอะไรมาบ้าง? และควรเลือกเรียนวิชาอะไรดี? หลายคนคงอ้ำๆ อึ้งๆ เพราะไม่รู้ว่าควรเรียน หรือเลือกอะไร เพราะนอกจากมีกิจกรรมให้นิสิตเลือกเรียนมากมายแล้ว บางคนเมื่อไม่มีคะแนน ไม่มีเกรดก็คงไม่อยากจะเรียน (ก็นะ เพียงวิชาที่ต้องเรียนตามหลักสูตรก็เยอะแยะไปหมด)

“จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” พยายามสอดแทรกทักษะชีวิต ความเป็นคนควบคู่ไปกับหลักวิชาการ วิชาชีพ ผุดกิจกรรมเสริมหลักสูตรการศึกษาทั่วไป (ทุกมหาวิทยาลัยก็มีหลักสูตร กิจกรรมเสริมนะ..) หรือเรียกว่าChulalongkorn University Values Integration ProgramหรือCUVIP ซึ่งเปิดสอนมา 8 ปีแล้ว โดยเป็นการเรียนระยะสั้นๆ ไม่มีหน่วยกิต ไม่มีการบังคับให้เรียน ใครสนใจใคร่เรียนก็เรียน ไม่สนใจวิชานี้มีอีกหลายวิชาให้เลือกเรียน ซึ่งปัจจุบันมีกิจกรรมพร้อมเปิดให้เข้าร่วมกว่า149กิจกรรม ใช้เวลาอบรมระหว่าง3-12ชั่วโมง

ทว่าทุกครั้งที่เปิดสอนมีเด็กเรียนบ้าง ไม่เรียนบ้าง จน “วิชาจีบ” ก่อเกิดขึ้น เรียกเสียงฮือฮาทั้งโลกโซเซียล แวดวงสถาบันอุดมศึกษา เหล่านิสิตจุฬาฯ เกิดความสนใจหลั่งไหลสมัครเรียน ผศ. ดร.วีระพันธ์ รังสีวิจิตรประภา ผู้อำนวยการสำนักงานจัดการศึกษาทั่วไป จุฬาฯขยายความกิจกรรมดังกล่าวว่า มหาวิทยาลัยมีนโยบายส่งเสริมการเรียนรู้ให้นิสิตทั้งด้านวิชาการ วิชาชีพ และทักษะชีวิตCUVIPเป็นกิจกรรมที่ออกแบบขึ้นเพื่อให้ผู้ที่อยากสอน และผู้อยากเรียน ได้มีโอกาสมาเรียน โดยการเรียนจะไม่เป็นการบรรยาย แต่เป็นการลงมือปฏิบัติ เพราะการสอนทักษะชีวิตคน ต้องเรียนรู้ผ่านกิจกรรม

“วิชาในกิจกรรม เป็นเพียงประตูบางหนึ่งที่เปิดออก ให้โอกาสผู้ที่อยากพัฒนาเยาวชนไทย เข้ามาพัฒนานิสิตจุฬาฯ เพื่อให้นิสิตจุฬา มีมุมมองภาคปฏิบัติโดยตรง วิชาจีบ เป็นวิชาที่อาจารย์กล้วย หรือนายธนิช สุนทรธนกูล เป็นผู้สอน โดยอาจารย์เขามีหัวใจอยากสอน และวิชาจีบ จริงๆ ไม่ใช่สอนในเชิงชู้สาว เป็นการสร้างสัมพันธ์ ความประทับใจแรกพบ การพูดการจา การเข้าหาผู้อื่น นิสิตสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิต ทำงาน และด้วยไลฟ์สไตล์เด็กรุ่นใหม่ ถ้าตั้งชื่อวิชาการนิสิตอาจไม่เรียน จึงปรับชื่อให้น่าสนใจ ดึงดูดนิสิตเลือกเรียน”

นิสิตหลายคนอาจเลือกเรียน วิชาจีบ เพื่อนำไปใช้จีบสาวจีบหนุ่ม เพียงเขามีจุดเริ่มต้น สนใจอยากเรียนและมานั่งเรียนทำให้เขารู้เองว่าเรียนอะไร เพื่ออะไรผศ. ดร.วีระพันธ์ เล่าต่อไปว่า จุฬาฯ ไม่หยุดพัฒนานิสิตทุกด้าน โดยเฉพาะทักษะชีวิตคน เพราะเมื่อสู่โลกการทำงาน มีความหลากหลายให้ได้พบเจอ ดังนั้น มหาวิทยาลัยต้องจัดทำวิชาให้เด็กรู้จัก ทำกิจกรรม แปลกใหม่ มหาวิทยาลัยต้องสร้างผู้ที่มีความสามารถหลากหลาย มีทัศนคติเชิงบวก พร้อมเป็นผู้นำหลักสูตร และการศึกษา อิสรภาพการหาความรู้ โดยต้องเป็นความรู้ที่เข้าถึงใจเด็ก ทุกวิชาเน้นพัฒนาความรู้ความคิด ทักษะ ทัศนคติ ด้วยกิจกรรม และสาระความรู้เป็นประโยชน์ ต่อการเสริมสร้างคุณลักษณะนิสิต

หลังเปิดสอนวิชาจีบ2วัน วันละ3ชม.อาจารย์กล้วย ผู้สอนหลักสูตร เล่าว่าคำว่าจีบถูกโยงเรื่องชู้สาว ทั้งที่เมื่อเจอเพื่อนร่วมงาน เจ้านาย ลูกค้า ต้องอาศัยการจีบทั้งสิ้น โดย4เรื่องหลักๆ ที่สอนในวิชาจีบ คือการสร้างความประทับใจ อ่านใจคน สร้างเสน่ห์ และรู้จักเจ็บ  เพราะคนเราเวลาพบเจอกันต้องสร้างความประทับใจแรกพบ โดยเริ่มที่ใจไม่ได้สร้างเพื่อหวังผล พอสร้างความประทับใจต้องอ่านใจซึ่งกันและกันถ้าไม่อ่านใจพอหมดโปรโมชั่นส์ ไม่มีผลประโยชน์ต่อกันก็ตีจาก เลิกกัน

ขณะที่ การสร้างเสน่ห์ ทุกคนล้วนมีเสน่ห์ตัวเองแต่พอโตขึ้น หลายคนมองเสน่ห์คนอื่น และเมื่อเรามีปฎิสัมพันธ์กับใคร นานเข้าก็ลดเสน่ห์ตัวเองไม่สนใจตัวเอง ต่อด้วยรู้จักเจ็บ ทุกคนต้องเจ็บเป็น เพราะชีวิตไม่สามารถการันตีได้ ว่าชีวิตจะสมบูรณ์แบบตลอดเวลาคนเราต้องเรียนรู้วิชาเจ็บ เรื่องเหล่านี้ เป็นทักษะใช้ชีวิต“อ.ธนิศ”บอกว่าไม่มีใครสอน

“อยากให้ทุกคนปรับมุมมอง คิดแบบเด็ก ทำแบบผู้ใหญ่ ง่ายๆ เช่น การลดความเครียด ลองคิดแบบเด็ก ไม่ต้องสนใจความเครียด ปล่อยไปก่อน ลองสูดลมหายใจลึกและบิดขี้เกียจ สมองเราจะไม่คิด ความคิดขยะก็จะหายไปและพอผ่านไปเราก็แก้ปัญหาด้วยความเป็นผู้ใหญ่ ไม่จบอยู่กับปัญหา ถ้าลองทำไปเรื่อยๆ เชื่อว่าทุกคนจะขจัดความคิดขยะ ความเครียดที่เกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน”

อย่างไรก็ตาม หลักสูตรอัศจรรย์พลิกชีวิตแบบกล้วยๆ ทั้ง4ข้อ เป็นสิ่งที่คิดขึ้นจากประสบการณ์ และหลักธรรมะ เมื่อนำมาเผยแพร่ต่อผู้อื่นหลายคนนำไปใช้ก็ได้ผลที่ดี แต่ถึงอย่างนั้น อ.กล้วย ไม่ได้การันตี100 %ว่าจะประสบความสำเร็จเพียงอยากให้ทุกคนลองทำ

อดีต“อ.ธนิศ”ขายนาฬิกาออนไลน์ และสอนธรรมะผ่านเฟสบุ๊ค เป็นวิทยากรเผยแพร่ อัศจรรย์พลิกชีวิตแบบกล้วยๆ ให้บุคคลที่สนใจ แต่ขณะนี้ เขากลายเป็นครูที่ต้องการสอนทักษะชีวิตแก่เด็ก เพราะเชื่อว่าเด็กคืออนาคตของชาติ และปัญหาของเมืองไทยมีความวุ่นวายมากถ้าไปแก้ที่ผู้ใหญ่คงยาก ต้องมาแก้ที่เด็กง่ายกว่า โดยเขาจะใช้ วิชาจีบ เป็นใบเบิกทางสอนทั้งในระดับมหาวิทยาลัย โดยขณะนี้ติดต่อไปยัง มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร และระดับมัธยมศึกษา ได้แก่ โรงเรียนวัดสุทธิวราราม

“สิ่งที่สอนปฎิสัมพันธ์คนอื่น โดยใช้ใจ ไม่ว่าการจีบแฟน จีบเจ้านาย จีบลูกค้า ต้องสานสัมพันธ์ รู้สึกดีต่อกัน โดยใช้ใจไม่ใช่เล่ห์เหลี่ยม เพราะคนทุกวันนี้มักใช้เล่ห์เหลี่ยมเพื่อให้ได้ผลในสิ่งที่ต้องการ หากทุกคนเคลียใจให้บริสุทธิ์ก่อนทำความรู้จักกับใคร เมื่อใจบริสุทธิ์ เราสามารถรับรู้และให้ใจบริสุทธิ์แก่คนอื่นได้ เรื่องเหล่านี้ โรงเรียนควรสอน วิชาผมสอนจึงไม่ใช่เรื่องแปลก เป็นพื้นฐานที่ทุกคนต้องรู้อยู่แล้ว”

ต่อจากนี้ อ.ธนิศ จะเปิดสอนวิชาบริษัทเจ้งชัวร์จำกัด เพื่อนำเสนอความล้มเหลวในการทำธุรกิจ เพราะทุกวันนี้ใครๆ ก็บอกแต่ความสำเร็จและโหยหาความสำเร็จ แต่ไม่มีใครรู้ว่าความล้มเหลว ทำอย่างไรถึงล้มเหลว และบางทีความล้มเหลวอาจเป็นโอกาสของใครหลายคน

น้องมิกซ์ นายภูริเดช จิตสัมพันธเวช นิสิตชั้นปีที่1คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ หนึ่งในนิสิตเข้าร่วมเรียนวิชาจีบเล่าว่าครั้งแรกที่รู้ชื่อวิชาเชื่อว่าทุกคนต้องมองเรื่องชู้สาว แต่ถ้าทุกคนมาเรียนจะรู้ว่าไม่ใช่ เพราะการจีบในที่นี้ เป็นวิธีการเข้าหาคนอื่น เวลาอยู่ในสังคม เราต้องมีปฎิสัมพันธ์กับผู้อื่น เช่น การทำงาน พบเพื่อนใหม่ ทุกอย่างต้องเริ่มจาการเข้าหาซื้อกันและกัน แถมการเรียนเหมือนนั่งฟังทอล์คโชว์ โดยให้เรามีส่วนร่วม สนุก แลกเลี่ยนความคิดเห็น เป็นวิชาที่ดีมาก และอยากให้จุฬาฯ รวมถึงมหาวิทยาลัย โรงเรียนอื่นๆ จัดกิจกรรมนอกหลักสูตร เพื่อเสริมสร้างทักษะชีวิตให้นิสิตนักเรียนนอกเหนือจากการเรียนจากตำราเพียงอย่างเดียว


เด็กปฐมวัยกับการจัดการเรียนรู้แบบ BBLสู่STEM

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/226132

ปฐมวัย,STEM,นานมีบุ๊คส์,เด็ก,วัย,เรียนรู้,BBL,สู่

การศึกษา-สาธารณสุข  :  19 เม.ย. 2559

เด็กปฐมวัยกับการจัดการเรียนรู้แบบ BBLสู่STEM

เด็กปฐมวัยกับการจัดการเรียนรู้แบบ BBLสู่STEM : ภูดิศ เชื้อประดิษฐ์เรื่อง/ภาพ

            บริษัทนานมีบุ๊คส์ให้ความสำคัญกับการเรียนการสอนระดับปฐมวัย ทำอย่างไรให้เด็กมีพฤติกรรมความสามารถที่ดี จึงจัดงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เครื่องมือจัดการเรียนรู้แบบ BBL สู่ STEM เพื่อสร้าง Active Citizen เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับการพัฒนาสมองเด็กแต่ละช่วงวัย พร้อมแนะนำแนวทางการสอนปฐมวัยอย่างไรให้สอดคล้องกับการเรียนรู้แบบ BBL สู่ STEM เพื่อสร้าง Active Citizen โดยมีผู้บริหารโรงเรียนและครูให้ความสนใจกว่า 300 คน

คิม จงสถิตย์วัฒนา กรรมการผู้จัดการสถาบันนานมีบุ๊คส์อินโนเวชั่นกล่าวว่า ถ้าจัดการเรียนรู้แบบนี้มันดี เราจะรู้ได้อย่างไรว่ามันดี นานมีบุ๊คส์จึงตั้งข้อสงสัยว่า เราต้องการที่จะสร้างคนแบบไหน และสรุปออกมาได้ 7 ข้อ (1) ยอมรับความแตกต่างระหว่างบุคคล (2) คิดเป็นทำเป็น แก้ปัญหาได้ (3) มีภาวะผู้นำ มีอุดมการณ์ (4) คิดสร้างสรรค์ คิดนอกกรอบ (5) ใส่ใจสิ่งแวดล้อม รักแผ่นดิน (6) สื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ (7) มีทักษะวิชาชีพ ทั้งหมดนี้เป็นแบบอย่างของการสร้าง Active Citizen เมื่อมาอยู่ในระดับปฐมวัย หนังสือและสื่อที่เรามีต้องไปทำกิจกรรมแบบไหนจึงจะสร้างเด็กแบบนี้ได้ นี้เป็นที่มาว่าทำไมเราต้องทำเรื่องนี้

ดร.เทพกัญญา พรหมขัติแก้ว สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กล่าวว่า Brain-Based Learning (BBL) หรือการเรียนรู้ที่เอาสมองของคนเป็นฐาน คือจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับพัฒนาการสมองของมนุษย์แต่ละช่วงวัย นักวิทยาศาสตร์ทางด้านประสาทศึกษาว่ากลไกสมองทำงานอย่างไร เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ของมนุษย์อย่างไร เมื่อเข้าใจการทำงานของสมองมากขึ้นและนำมาผนวกกับด้านการศึกษา การจัดการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับการทำงานของสมองอย่างไร

“โดยธรรมชาติของมนุษย์ในกระบวนการเรียนรู้ของสมอง จุดเริ่มต้นของการเรียนรู้เริ่มจากสมองเริ่มทำงานเมื่อมีสิ่งเร้าเข้ามากระตุ้น สมองก็จะเริ่มประมวลผลและนำมาใช้ ส่วน STEM เป็นการเรียนรู้ระหว่างวิทยาศาสตร์ (Science) เทคโนโลยี (Technology) วิศวกรรมศาสตร์ (Engineering) และคณิตศาสตร์ (Mathematics) เพื่อให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้มาเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ อีกทั้งยังสามารถสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์หรือวิธีการใหม่ๆ ขึ้นมา โดยในระดับปฐมวัย STEM เป็นเครื่องมือในการปลูกฝังทักษะการเรียนรู้ นั่นคือ รู้จักสังเกต รู้จักตั้งคำถาม ค้นหาคำตอบ ทักษะสังคม ทักษะการสื่อสาร พัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่มัดเล็ก เพื่อให้เด็กๆ เกิดความสนใจและเข้าใจพื้นฐานของสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว”

กระบวนการเหล่านี้เกิดขึ้นในสมองของเราอยู่แล้ว แต่ต้องมาจัดการเรียนรู้เพื่อกระตุ้นสมองคน เราต้องมาดูกันว่า ถ้าเราจะจัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับการทำงานของสมองเราจะทำยังไง ทำอย่างไรกระตุ้นให้เกิดการรับรู้ รับรู้แล้วเกิดการประมวลผล เรียนรู้อยู่ในสมองแล้วเกิดเป็นองค์ความรู้ในสมอง เพราะฉะนั้นการจะใช้นวัตกรรมหรือวิธีการเรียนการสอนอะไรก็ได้เข้ามาในการกระตุ้นให้สมองเกิดการรับรู้ตื่นตัวแล้วก็รับข้อมูลและประมวลผลในสมองออกมาเป็นองค์ความรู้เกิดขึ้นในสมอง การทำกิจกรรมตอนเช้า สิ่งนี้พบว่าเวลาสมองจะตื่นตัวจะต้องอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม และมีการให้สมองได้ผ่อนคลาย การเรียนรู้เกิดได้ดีเมื่อสมองผ่อนคลาย จึงเกิดกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้สมองผ่อนคลายขึ้นก่อนหรือที่เรียกว่าเปิดสมองแล้วจะเรียนรู้ได้ดีขึ้น

“ความจริงแล้วครูอนุบาลส่วนมาอยากให้นักเรียนได้เรียนรู้กับการปฏิบัติจริงอยู่แล้ว แต่บางครั้งครูไม่รู้ว่ากิจกรรมเหล่านี้เรียกว่าอะไร เพราะฉะนั้นจุดมุ่งหมายหลักไม่ว่าจะเป็น BBL หรือ STEM ชื่ออาจจะฟังดูดีแต่ความจริงแล้วมันคือการทำกิจกรรมให้เด็กเกิดความสนใจ ตั้งคำถาม อยากรู้ต่อและมีความสนใจอยากเข้าร่วมกิจกรรม โดยที่ไม่ได้เป็นการบังคับ ทำอย่างไรกระตุ้นให้เด็กเกิดการคิด เกิดความสงสัย คิดถึงวิธีการของตนเองและแสดงออกมา ทำอย่างไรให้เกิดการเรียนรู้ในสมองของเขา ถ้าครูเข้าใจตรงนี้ก็จะไม่มีการบังคับในการเรียนการสอน จะไม่ใช่คนที่คอยป้อนคำถามให้เด็ก แต่ต้องให้เด็กคิดและตอบคำถามด้วยตนเอง” คิม กล่าวสรุป

ครู พ่อ แม่ผู้ปกครอง ที่สนใจติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท นานมีบุ๊คส์ จำกัด http://www.nanmeebooks.com หรือโทร.0-2662-3000 กด 1

 


ตามติดชีวิต’สามเณร’บวชภาคฤดูร้อนภารกิจเพื่อพระพุทธศาสนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/226050

สามเณร,บวชเณร,ฤดูร้อน,ติด,ชีวิต,บวช,ฤดู,ร้อน,ภารกิจ,พระพุทธ,ศาสนา

การศึกษา-สาธารณสุข  :  18 เม.ย. 2559

ตามติดชีวิต’สามเณร’บวชภาคฤดูร้อนภารกิจเพื่อพระพุทธศาสนา

ตามติดชีวิต’สามเณร’บวชภาคฤดูร้อนภารกิจเพื่อพระพุทธศาสนา : กรมการศาสนา เรื่อง/ภาพ

            ช่วงปิดเทอมเป็นเวลาที่น้องๆ หลายคนมองหาที่ท่องเที่ยว ที่เล่นน้ำ ทะเล ภูเขา ที่ช็อป ชิม ชิล ตามห้างสรรพสินค้า บ้างไปอยู่ตามร้านเกมทั้งวัน บางคนอยากจะตื่นสายๆ นอนเล่นอยู่บ้าน ในขณะบางคนหาที่เรียนพิเศษ เรียกได้ว่าสุดแท้แต่ตัวเด็กจะสนใจ แต่มีน้องๆกว่าปีละ 4 แสนคน เลือกที่จะใช้ช่วงเวลาสุดหรรษานี้หันหน้าเข้าวัด โกนหัว ครองผ้าเหลือง เพื่ออยู่ในศีลในธรรม ภายใต้โครงการบรรพชาอุปสมบทพระภิกษุสามเณรและบวชศีลจาริณีภาคฤดูร้อน เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ 2 เมษายน

ตัวเลขเด็กไทยบวชสามเณร อุปสมบทและบวชศีลจาริณีปีละ 4 แสนคนนั้นถือว่าไม่น้อย แม้จะเป็นแค่ช่วงเวลาไม่สั้นๆ ก็ทำให้เด็กๆเหล่านี้ได้เรียนรู้สิ่งดีๆ มากมาย อะไรที่ทำให้พวกเขาตัดสินใจบวช บวชแล้วได้อะไร แล้วใน 1 วันพวกเขาปฏิบัติภารกิจวัตรเพื่อพระพุทธศาสนาอย่างไร ในโอกาสที่ นายกฤษศญพงษ์ ศิริ อธิบดีกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม พร้อมผู้บริหาร ไปถวายภัตตาหารเช้าแด่สามเณรในโครงการบรรพชาอุปสมบทพระภิกษุสามเณรและบวชศีลจาริณีภาคฤดูร้อน เมื่อเร็วๆ นี้ จึงตามติดชีวิตของน้องๆ สามเณรเหล่านั้นมาเล่าสู่กันฟัง

เริ่มกันที่น้องๆ สามเณร วัดภคินีนาถ เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร จำนวน 89 รูป ที่เข้าร่วมกิจกรรมมาตั้งแต่วันพุธที่ 6-19 เมษายน ถ่ายทอดชีวิตกิจวัตรประจำวันผ่านบทกลอน “เสียงครวญจากลูกเณร” ได้อย่างพร้อมเพรียงกันเสียงดังฟังชัดว่า “ตี 4 เณรตื่นนอน เก็บเสื่อหมอนถอนความง่วง ล้างหน้าไม่อาวรณ์แล้วสัญจรไปครองผ้า พวกเรารู้หน้าที่มีวินัยใจเข้มแข็ง อากาศแม้ร้อนแรงท้องเหี่ยวแห้งไม่ย่อท้อ ตอนเช้าเที่ยวบิณฑบาตเดินโปรดสัตว์ทุกวันไป เจอโยมยิ้มหน้าใสยกมือไหว้ใส่บาตรมา ถึงวัดจัดสำรับมองดูกับน้ำลายกล้า ก่อนฉันต้องพิจารณาพวกว่าปฏิสังขาโยฯ สายๆ มาร่วมกันทำกิจกรรมตามประสา บางองค์ท่องตำราเพิ่มศรัทธาของญาติโยม กะว่าบวชครั้งนี้คงได้ดีมิเสียหน้า ไม่ยอมให้มารดาต้องระอาเพราะลูกเณร แม่จ๋าแม่ของเณรมองดูเณรสิแม่จ๋า ดูเณรให้เต็มตาว่าโสภาขนาดไหน ไม่รักคงไม่บวชโดนแม่สวดเลยบวชไป แม่บ่นเณรทนไหวด้วยใจรักจักแทนคุณ จีวรเหลืองอร่ามมองดูงามตามวิสัย โยมแม่จงมีชัยปลอดโรคภัยไร้โรคา ขอแม่จงศรัทธา…พุทธศาสนา เณรให้พร….”

สามเณรธนากรณ์ พงษ์ภักดี กล่าวถึงสิ่งที่ได้จากการบวชครั้งนี้ว่า เมื่อนึกถึงคติธรรมที่ท่านผู้รู้ได้กล่าวไว้ จงรักคนอื่นเพื่อลดความเห็นแก่ตัว จงละความชั่ว เพื่อกระทำความดี จงสามัคคีเพื่อหนีไกลความหมางใจ จงให้อภัยเพื่อหนีไกลความร้าวราน จงให้ทานเพื่อประสานน้ำใจมิตร จงพิชิตความโหดร้ายด้วยเมตตา สังคมใดที่ใช้ธรรมะ จะทำให้อยู่เย็นเป็นสุข เพราะคนทุกคนมีเมตตาต่อกัน

สามเณรทินภัทร รักเดช มาบวชเป็นปีที่ 2 บอกว่า เหตุผลที่มาบวชสามเณรภาคฤดูร้อนเพราะอยากได้ความรู้เกี่ยวกับธรรมะ อยากฝึกสติ สมาธิ ศาสนพิธี เมื่อเข้ามาบวชทุกเช้าจะทำวัตรเช้า ออกบิณฑบาต อบรมและเรียนตามฐานต่างๆ ซึ่งสามเณรทินภัทรชอบฐานศาสนพิธีมากที่สุด ได้รู้จักการตั้งโต๊ะหมู่บูชา การนิมนต์มาในงานพิธีต่างๆ และจะนำความรู้เหล่านี้ไปบอกเล่าให้พ่อแม่ฟัง

สามเณรอนุรักษ์ ไชยนาม เล่าว่า “มาบวชเป็นครั้งแรก รู้สึกตื่นเต้น ได้เจอเพื่อนใหม่ๆ เรียนรู้ธรรมะ คำสั่งสอนพระพุทธเจ้า และได้เล่าเรื่องที่น่าประทับใจว่าตอนบิณฑบาตไม่สวมรองเท้า เดินฝ่าแดด ถนนที่ร้อน มีเพื่อนถูกแก้วบาดบ้าง แต่เราก็ออกไปบิณฑบาตทุกวัน ฝึกความอดทน อดกลั้น แม้ว่าแดดจะแรงเท่าไหร่เราก็ต้องมีความอดทนครับ”

ไปกันที่ วัดทอง เขตบางพลัดกันบ้าง ใน 1 วันน้องๆ สามเณร 103 รูปได้เรียนรู้วิถีแห่งลูกผู้ชายต่อพระพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัด ที่นี่มีสามเณรที่อายุน้อยๆ เป็นจำนวนมาก ดังเช่น สามเณรโฟโมสต์  วัยเพียง 5 ขวบ เข้าร่วมฝึกฝนทุกๆ กิจกรรมกับพี่ๆ สามเณรคนอื่นโดยไม่งอแง ไม่ร้องไห้ หัดเข้าแถว ฝึกความอดทนนั่งสมาธิ สวดมนต์ บิณฑบาต ล้างบาตร เรียกได้ว่าพี่ทำอย่างไร น้องก็ทำได้ เป็นที่ชื่นชมแก่ทุกคนที่พบเห็น ในขณะที่สามเณรรุ่นพี่อย่าง สามเณรกวินท์ ชวลิตากุล วัย 13 ปี บอกว่าการบวชครั้งนี้ทำให้ได้เรียนรู้พระพุทธศาสนา ฝึกฝนตัวเองมีระเบียบวินัย มีความรับผิดชอบ

“การบวชสามเณรไม่ยาก เพียงเตรียมใจให้พร้อมกับทุกกิจกรรมก็พอ อย่างสามเณรชอบนั่งอ่านนิทานชาดก ชอบฝึกเทศน์มากเพราะจากที่เคยพูดไม่ชัด การฝึกเทศน์บ่อยๆ ทำให้พูดขึ้น นอกจากนี้ยังได้เพื่อนใหม่ ปฏิบัติธรรม ฝึกสมาธิ ใกล้ชิดพระรัตนตรัย การจัดแถวก็จะฝึกให้เรามีสามัคคี ถ้าคนข้างนอกไม่เคยมาบวชสามเณร ขอแนะนำให้มาบวชกัน ดีกว่าใช้เวลาว่างไปเล่นเกม หรือยกพวกตีกัน” สามเณรกวินท์ กล่าว

สิ่งที่น้องๆ สามเณรปฏิบัตินั้น ไม่ได้เกิดประโยชน์เฉพาะแก่ตัวเองเท่านั้น แต่เกิดปีติ รอยยิ้ม ความภาคภูมิใจแก่คณะสงฆ์ รวมไปถึงคนสำคัญอย่างโยมพ่อโยมแม่ ญาติพี่น้องทั้ง 2 วัดด้วย  รุ่งฟ้า จันทร์ประเสริฐ โยมแม่ของสามเณรกวินท์ บอกว่า ชอบพาลูกมาเรียนรู้พระพุทธศาสนาที่วัดตั้งแต่ยังเล็กๆ พออายุ 9 ขวบเริ่มบวชปีแรกให้พ่อแม่ จากนั้นก็บวชมาเกือบทุกปี สิ่งที่ภาคภูมิใจคือได้เห็นลูกรู้ซึ้งถึงพระธรรมในพระพุทธศาสนา รู้บุญคุณพ่อแม่ รู้กาลเทศะ รู้จักช่วยเหลือตัวเองและมีระเบียบวินัย จึงอยากฝากผู้ปกครองทุกคนพาลูกมาบวช จะได้ช่วยให้ลูกมีสมาธิ รู้ธรรม มีระเบียบ วินัย

ไม่ต่างกับ ปรีดี สถิตชัยวัฒนา โยมพ่อของสามเณรหนึ่งในวัดภคินีนาถ กล่าวว่า ในฐานะพ่อรู้สึกภาคภูมิใจลูกได้มาบวชสามเณรกับทางวัดและกรมการศาสนาครั้งนี้ เด็กจะไม่ใช้เวลาว่างไปเล่นเกม ทำสิ่งไม่มีประโยชน์ จากที่มาติดตามการบวชของลูก แม้สภาพอากาศจะร้อน เด็กก็มีความอดทน ได้อบรมกล่อมเกลาจิตใจจากพระพี่เลี้ยงเป็นอย่างดี หลังจากที่ลูกมาบวช 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา สิ่งที่เห็นเป็นรูปธรรม จากเด็กที่วิ่งเล่นซนๆ ก็กลายเป็นเด็กอดทน สำรวมมากขึ้น ในภาพรวมคิดว่าเด็กๆ ทุกคนสามารถนำความรู้ทางธรรมไปใช้ทางโลก ใช้เวลาไปเล่นเกมน้อยลง เลิกติดเกม ถือเป็นโครงการที่มีประโยชน์ต่อเด็ก ต่อลูกหลานของเรา ขอขอบคุณกรมการศาสนาที่มีโครงการนี้และขอให้จัดตลอดไป