‘วิกฤติ’ปลาทูไทยทางรอดไม่ใช่แค่‘ปิดอ่าว’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/225971

ปลาทู,วิกฤติ,ปิดอ่าว,หลากมิติเวทีทัศน์,ปลา,ไทย,ทาง,รอด,อ่าว

การศึกษา-สาธารณสุข  :  17 เม.ย. 2559

‘วิกฤติ’ปลาทูไทยทางรอดไม่ใช่แค่‘ปิดอ่าว’

“วิกฤติ” ปลาทูไทยทางรอดไม่ใช่แค่ “ปิดอ่าว” : คอลัมน์ หลากมิติเวทีทัศน์

          หากเอ่ยถึง “ปลาทู” คงไม่มีใครไม่รู้จัก ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่
          ด้วยเหตุผลที่ว่า ปลาทูเป็นอาหารที่อยู่คู่คนไทยมาอย่างยาวนานจากรุ่นสู่รุ่น ทั้งในรูปปลาทูสด ปลาทูนึ่ง และที่รังสรรค์เป็นเมนูต่างๆ กระจายไปสู่ผู้บริโภคทั่วทุกภูมิภาค ปลาทูจึงเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ทางอาหาร ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงลักษณะทางธรรมชาติของประเทศและคุณภาพชีวิตที่ดีของคนในสังคมไทย
แต่การเปลี่ยนแปลงทางด้านภูมิอากาศ (ไคลเมท เชนจ์) ตลอดจนการใช้เครื่องมือทางการประมงที่ผิดชนิด เห็นประโยชน์ส่วนตนเป็นที่ตั้ง สิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อความอุดมสมบูรณ์ของปลาทูเชื่อมโยงเป็นห่วงโซ่หลายมิติ ทั้งสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม
          “เมื่อก่อน ไต๋เรือเขาจะสังเกตสีน้ำทะเล ซึ่งมองลงไปจะเห็นหลังปลาทูสะท้อนเป็นเงาใต้น้ำว่ายวนเป็นฝูง และจะขึ้นมามากหากอุณหภูมิประมาณ 29 องศา แต่ถ้า 30 องศาขึ้นไปจะขึ้นมาน้อย” เสียงสะท้อนของ สุชาติ มากมี ผู้ประกอบการธุรกิจเรือประมงพาณิชย์ (ไต๋เรือ) จ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่อาจนำไปวิเคราะห์ได้ว่า การเปลี่ยนแปลงทางด้านภูมิอากาศนั้น มีผลต่อจำนวนของประชากรปลาทู และสัตว์ทะเล ซึ่งการให้ข้อสังเกตดังกล่าวมาจากประสบการณ์ในการออกเรือหาปลามากว่าครึ่งชีวิต จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ไต๋เรือจะรู้หมดว่าช่วงไหนน่าจะเหมาะกับการจับปลาทู
          ไต๋เรือคนเดิมเล่าอีกว่า สมัยก่อนไม่มีเครื่องมือในการจับปลาที่ทันสมัยอย่างเช่นทุกวันนี้ ก็อาศัยการสังเกตพระอาทิตย์ อุณหภูมิน้ำ และการแลกเปลี่ยนข้อมูลของเรือประมงแต่ละลำว่าเจอปลาบริเวณไหน เป็นการทำงานเป็นเครือข่าย ต่างกับปัจจุบันที่ชาวประมงบางคน บางกลุ่ม ใช้เครื่องมืออันทันสมัยที่สามารถหาฝูงปลาทูผ่านจอเรดาร์ และคิดหาทางจับสัตว์น้ำให้ได้มากที่สุด เท่าที่เวลา น้ำมัน แรงงาน หรือศักยภาพของเรือประมงพาณิชย์จะทำได้
          “การกระทำที่ว่าทำให้เกิดการแย่งชิงทรัพยากร กลายเป็นการทำประมงที่ไม่สามารถควบคุมได้ กระทั่งรัฐบาลต้องออกมาตรการในการควบคุมโดยการประกาศ “ปิดอ่าว” ช่วง 15 กุมภาพันธ์-15 พฤษภาคม ของทุกปี ซึ่งกฎหมายกำหนดให้เป็นช่วงห้ามทำประมงพาณิชย์ เพื่อคุ้มครองการแพร่พันธุ์ปลาทูและให้โอกาสลูกปลาทูเจริญเติบโต เพราะการจับในช่วงเวลาดังกล่าวจะได้ปลาขนาดเล็กจำนวนมหาศาล ในขณะเดียวกันถือเป็นการตัดโอกาสในการเจริญเติบโตของลูกปลา จนส่งผลเชื่อมโยงต่อจำนวนประชากรปลาของอนาคต
          ยิ่งนานวันผลกระทบเรื่องปลาทูยิ่งชัด สังเกตได้จากจำนวนและราคาของปลาทูไทย เมื่อเทียบกับช่วง 5-10 ปี ย้อนหลัง ที่ปริมาณปลาทูลดลงอย่างน่าใจหายทำให้แหล่งโปรตีนหาง่ายใต้ท้องทะเลราคาขยับสูงขึ้นจากตัวละ 10-20 บาท ไปเป็นครึ่งร้อย ซึ่งสวนทางกับปลาทูนำเข้าจากต่างประเทศที่ทั้งตัวใหญ่และเนื้อแน่น หรือนี่จะเป็นยุคของ “ปลาใหญ่กินปลาเล็ก” เนื่องจากปลาทูเป็นทรัพยากรส่วนกลางที่ผู้บริโภคเข้าถึงได้ ไม่ว่าจะอยู่ภาคไหน หรือแม้แต่ประเทศเพื่อนบ้านของไทย อย่างประเทศลาว เมียนมาร์ ก็สามารถหาซื้อมารับประทานได้
          นักวิชาการคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผศ.เมธี แก้วเนิน อธิบายปรากฏการณ์ปลาทูอัพราคาว่า พฤติกรรม “มือใครยาวสาวได้สาวเอา” ในการจับปลาทู และสัตว์ทะเลอื่นๆ ส่งผลต่อราคาปลาทู ซึ่งก็เป็นไปตามอุปสงค์ อุปทาน ถ้ามีน้อยราคาก็จะแพง และเมื่อความต้องการมีมาก ปลาทูในประเทศมีจำนวนไม่เพียงพอ ก็ต้องอาศัยปลาทูจากต่างประเทศ เช่น มาเลเซีย อินเดีย พม่า เป็นต้น
          ปัญหาที่เกิด และเป็นอยู่ จึงต้องได้รับการแก้ไข โดยอาจารย์และทีมได้ร่วมกันศึกษาวิจัย ภายใต้การสนับสนุนของกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ในสิ่งที่นักวิจัยพยายามหาว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมมีผลต่ออุณหภูมิและแพลงก์ตอนพืชซึ่งเป็นอาหารของปลาทูอย่างไร การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมีผลต่อการเจริญเติบโตหรือไม่ ช่วงเวลาที่เจอปลาทูแต่ละระยะเวลาต่างๆ พบความเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง
          โดยอาจารย์เมธี อธิบายว่า ในอดีตกรมประมงได้เคยมีการศึกษามาบ้างแล้ว แต่ข้อมูลนั้นค่อนข้างนานไม่มีการอัพเดทในส่วนของการแก้ปัญหา “วิกฤติปลาทู” กรมประมงได้ออกมาตรการปิดอ่าวเพื่อคุ้มครองการแพร่พันธุ์ปลาทูและให้โอกาสลูกปลาทูเจริญเติบโต แต่ยังขาดข้อมูลเชิงลึกว่า มาตรการตรงนี้ยังจะใช้ได้อยู่หรือไม่ หมายถึงสถานที่และระยะเวลาที่กำหนดว่าช่วงไหนบริเวณใดที่ควรปิดอ่าว เพราะฉะนั้นโดยภาพรวมของโครงการนี้จึงมี 3 งานหลักๆ คือ
          1.การศึกษาว่าบริเวณใดมีแพลงก์ตอนพืชอาหารของปลาทู โดยใช้ภาพถ่ายดาวเทียมย้อนหลัง 10 ปี ที่ดูตัวคลอโรฟิลด์ A หลังจากนั้นมีการเก็บข้อมูลภาคสนามเก็บตัวอย่างลูกปลาทูในระยะเวลาต่างๆ เก็บตัวอย่างแพลงก์ตอนพืชที่มีอยู่จริงในทะเล เก็บตัวอย่างคุณภาพน้ำว่าทั้งหมดนั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างไร ถ้าเราหาเจอ ก็สามารถคาดเดาได้ว่าบริเวณใดมีลูกปลาทู ซึ่งจะทำให้ในอนาคตเราสามารถบริหารจัดการการจับปลาทูได้ดีขึ้น เร็วขึ้น
          2.คือการเก็บตัวอย่างปลาทูจากเรือประมง โดยการผ่าท้องดูรังไข่ อัณฑะ และดูความสัมพันธ์กับฤดูปิดอ่าว ซึ่งเป็นช่วงที่คาดว่าเป็นฤดูวางไข่ ศึกษาเวลาเดิมของการปิดอ่าวยังใช้ได้หรือไม่ อาหารที่พบเป็นแพลงก์ตอนพืชชนิดใด ในส่วนนี้มีการเก็บข้อมูลจากของเดิม อย่างกรมประมงที่เก็บเป็นปกติอยู่แล้ว ก่อนที่จะนำมาเชื่อมโยงกับข้อมูลที่เราเก็บมาใหม่
          3.การสำรวจข้อมูลทางเศรษฐกิจ สังคม ความคิดเห็นของชาวประมง แม่ค้า แพปลา ว่าในสถานการณ์การค้าปลาทูเป็นอย่างไรบ้าง จับได้มากน้อยแค่ไหน กลไกการตลาดเป็นอย่างไร เราพยายามหาคุณค่าที่สูญเสียทางเศรษฐกิจให้ได้ เช่น ถ้าจับแต่ตัวเล็กจะสูญเสียคุณค่าทางเศรษฐกิจ โดยภาพรวมจะได้ข้อมูลพื้นฐานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปใช้ประโยชน์ได้
          งานวิจัยจะตอบโจทย์วิกฤติปลาทูไทยได้จริงหรือ? ยังเป็นข้อสงสัยของสังคม แต่นักวิชาการด้านประมง ยืนยันว่า ความรู้จากงานวิจัย จะเป็นข้อมูลพื้นฐานให้รัฐนำไปกำหนดเป็นนโยบายต่อไปในอนาคต ซึ่งข้อมูลวิจัยสามารถนำไปสนับสนุนได้ว่า ช่วงระยะเวลาปิดอ่าว 3 เดือน ยังใช้ได้หรือไม่ และควรมีการขยับเดือนปิดอ่าวออกไปอย่างไร
          เพราะการเก็บข้อมูลได้จากการตั้งท้อง การวางไข่ของปลา ว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมหรือไม่ อย่างไร ถ้าเราสามารถกำหนดเวลา พื้นที่ใหม่ ต้องใช้ข้อมูลประกอบกันหลายๆ ส่วน ต้องเก็บข้อมูลต่อเนื่องและเชิงลึกมากขึ้น ตอนนี้เท่าที่พบ คือ การวางไข่ช่วงเดือนพฤษภาคม ถือเป็นการวางไข่นอกฤดูกาล ทั้งนี้มีความเป็นไปได้สูงว่า นอกจากการจับปลาทูมากเกินควร และการจับในช่วงที่ปลาทูยังไม่เจริญเติบโตเต็มที่ โดยเครื่องมือการทำประมงบางชนิด เช่น อวนล้อมจับ อวนล้อมปั่นไฟ การเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมของธรรมชาติ ก็มีผลต่อจำนวนประชากรปลาทูไทย
          นักวิชาการคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผศ.สมหมาย เจนกิจการ อธิบายเพิ่มเติมว่าปกติปลาทูจะไข่ทุกเดือน แต่ในช่วงปิดอ่าวพบว่า เปอร์เซ็นต์ในการไข่ของปลาทูจะน้อยกว่าใกล้ๆ เปิด ซึ่งเป็นผลมาจากการที่สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงทำให้ไข่ดีเลย์ออกไป นอกจากนี้ยังพบว่าปลายๆ ปิดอ่าว พบตัวที่มีไข่ 80-90 % แต่หลังจากนั้นจะลดลงเหลือ 40-50% สรุปได้ว่ามีไข่ แต่ความพีคที่ว่ามากๆ จะลดลง
          ผศ.สมหมาย อธิบายถึงความเป็นไปได้ถึงกรณีที่ปลาทูจะกลับเข้าเป็นสัตว์เศรษฐกิจเหมือนเดิมว่า คงต้องเพิ่มจำนวน ซึ่งมีหลายวิธี เช่น หนึ่ง การเพาะเลี้ยง สองคือการฟื้นฟูทะเล ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ไม่ใช่หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ทั้งภาครัฐเอกชน เพื่อที่ปลาทูจะอยู่คู่กับทะเลไทยไปนานแสนนาน นอกจากนี้เราเองก็ไม่คิดว่าน้ำทิ้งจากบ้านเราที่ไหลลงสู่แม่น้ำและทะเล มีผลกระทบไปยังปลา ส่งผลไปยังฮอร์โมนปลา มีช่วงเวลาสืบพันธุ์ได้น้อยลง การเพิ่มขึ้นของปลาจึงน้อยลง ดังนั้นเรื่องของการบำบัดน้ำเสียก็เป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะชุมชนริมทะเล เป็นเมืองที่ปล่อยน้ำเสียปีละหลายสิบตัน
          ส่วนความเป็นไปได้ในเพาะเลี้ยงปลาทูเองนั้น ผศ.สมหมาย อธิบายว่า ตอนนี้ยังไม่มีการศึกษาอย่างชัดเจน แต่เท่าที่ข้อมูลของกรมประมงมีอยู่ พบว่า ถ้าเพาะเลี้ยงจะโตช้ากว่าที่เรามาจับในทะเล แต่ในอนาคตอาจมีความเป็นไปได้ ถ้าพัฒนาเรื่องการเพาะเลี้ยง อย่างเช่นเราเลี้ยงปลาหมอตัวโตที่ตลาดต้องการได้ ในอนาคตปลาทูก็อาจเป็นเช่นเดียวกัน
          หลายคนใคร่รู้ว่า ทำอย่างไรคนไทยถึงจะได้กินปลาทูราคาถูก อาจารย์วรัณทัต ดุลยพฤกษ์ นักวิชาการคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อธิบาย และย้อนถามว่า ผู้บริโภคเต็มใจที่จะกินราคาแพงขึ้นหรือไม่ ถ้าปลาทูมีคุณภาพดีกว่า ถ้ามีตรงกลางระหว่างคนขายกับผู้บริโภคจะดีมาก ฝั่งผู้ผลิตก็ต้องคำนึงถึงผู้บริโภค ทุกวันนี้มูลค่าสัตว์น้ำที่ขายตลาดมันไม่ใช่ราคาต้นทุนที่แท้จริง ในส่วนของภาครัฐ ควรพยายามบริหารจัดการไม่ให้ปลาทูออกมาน้อยหรือมากจนเกินไป อาจมีการออกมาตรการที่ชัดเจนขึ้น
          อย่างไรก็ตาม งานวิจัยชิ้นนี้ลงมาดูแค่ปีเดียว ถ้าจะให้ดีควรศึกษาระยะยาว นอกจากนี้หากโฟกัสไปที่ชาวประมง จะพบว่าพวกเขามีความเสี่ยงในอาชีพเหมือนกัน ที่ต้องทำงานกลางทะเล ดูทิศทางสภาพล้มฟ้า อากาศ ผู้บริโภคมองเห็นตรงส่วนนี้ได้จะดีมาก ในอีกมุมหนึ่ง เราจะพบว่า อาหารทะเลเป็นอาหารของคนระดับกลางขึ้นไป ที่มีกำลังซื้อ อาหารทะเลต้องรอแบบพิเศษมาในพื้นที่ เมื่อก่อนคงมีเยอะถึงเอามาคลุกข้าวให้แมวกินได้ ดังนั้นหากอยากได้สินค้าคุณภาพ ผู้บริโภคคงต้องทำใจยอมรับในเรื่องของราคาที่สูงกว่าด้วยเช่นกัน
          ทั้งหมดที่กล่าวมาในข้างต้น เป็นข้อมูลบางส่วนของการศึกษาวิจัย ซึ่งจะเป็นข้อมูลพื้นฐานที่สำคัญในการกำหนดนโยบาย และแนวทางแก้ไขในอนาคต “เสมือนว่าเป็นการต่อลมหายใจให้กับปลาทูไทย” ให้กลับมาสู่สัตว์เศรษฐกิจของชาติต่อไป

ค้านร่างพ.ร.บ.น้ำ ฉบับกรมทรัพย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/225972

พ.ร.บ.น้ำ,กรมทรัพย์,รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม,อุตสาหกรรม,ค้าน,ร่าง,พ.ร.บ.,น้ำ,ฉบับ,กรม,ทรัพย์

การศึกษา-สาธารณสุข  :  17 เม.ย. 2559

ค้านร่างพ.ร.บ.น้ำ ฉบับกรมทรัพย์

ค้านร่างพ.ร.บ.น้ำ ฉบับกรมทรัพย์ มุ่งจัดสรรน้ำเพื่อภาคอุตสาหกรรม? : คอลัมน์ รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม

          หลังจากกรมทรัพยากรน้ำ เปิดเวทีประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่องการปรับปรุงพัฒนาร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. ….. เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2559 ในส่วนกลาง เพื่อพิจารณากลั่นกรอง ตรวจสอบร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. … ให้เกิดความรอบคอบ อันก่อให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงในทุกภาคส่วน และลดข้อขัดแย้งในการเสนอร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. … ต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) และรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. ….ไปแล้วนั้น
          ในส่วนของภาคประชาชน มีข้อโต้แย้งและความเห็นต่อเรื่องนี้อย่างมาก โดยเฉพาะที่ สิริศักดิ์ สะดวก ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำอีสาน ให้ความเห็นว่า จากที่ได้ติดตามกระบวนการร่าง พ.ร.บ.น้ำฉบับนี้มาพอสมควร และเห็นว่าถึงแม้ว่า ร่าง พ.ร.บ.น้ำฉบับนี้จะปรับปรุงมาหลายครั้ง แต่ยังเห็นว่าโดยหลักการของเนื้อหาส่วนใหญ่ยังคงรวมศูนย์อำนาจในการบริหารจัดการน้ำอยู่ที่รัฐ และเห็นว่าไม่มีการกระจายอำนาจให้คนลุ่มน้ำได้ตัดสินใจหรือกำหนดการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำจากข้างล่างขึ้นบน
          ที่เห็นได้ชัดคือ ในร่าง พ.ร.บ.น้ำ มาตรา 6 ที่ระบุว่า “ให้รัฐมีอำนาจบริหารจัดการทรัพยากรน้ำสาธารณะบนพื้นฐานความยั่งยืนและความสมดุลของระบบนิเวศ โดยเปลี่ยนแปลงรูปร่างของแหล่งน้ำหรือขยายแหล่งน้ำได้” การที่ยังคงให้อำนาจรัฐในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ หรือเปลี่ยนแปลงรูปร่างของแหล่งน้ำได้นั้น เป็นการเพิ่มอำนาจให้รัฐผูกขาดการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำโดยที่รัฐสามารถที่จะกำหนดการพัฒนาแหล่งน้ำไปในทิศทางที่คนลุ่มน้ำไม่มีส่วนร่วม ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศของแหล่งน้ำนั้นๆได้
          “สิริศักดิ์” ยังกล่าวต่อว่า ถ้ามองภาพรวม ร่าง พ.ร.บ.น้ำฉบับนี้ ยังมีปัญหาอีกหลายประเด็น คือ 1.ไม่ได้ยึดโยงอำนาจประชาชนคนลุ่มน้ำผ่านการกระจายอำนาจที่จะให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนในการตัดสินใจการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เห็นได้ชัดจากการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นที่ผ่านมา
          2.สัดส่วนในการแต่งตั้งคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ส่วนใหญ่จะมีแต่ตัวแทนจากภาครัฐ ส่วนภาคประชาชนแทบจะไม่มีพื้นที่ให้เลย เรื่องนี้มองว่าหน่วยงานภาครัฐหรือกรรมการนโยบายควรมีบทบาทหน้าที่ในร่างพ.ร.บ.น้ำฉบับนี้เพียงแค่การติดตาม ส่งเสริมสนับสนุนองค์กรภาคประชาชนให้ทำงานให้มีประสิทธิภาพ
          3.การกำหนดนโยบายและแผนงานเป็นการกำหนดจากข้างบนลงมาล่าง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่จริงใจของภาครัฐต่อประชาชนคนลุ่มน้ำ มองว่าการกำหนดนโยบายและแผนงานควรให้อำนาจประชาชนลุ่มน้ำนั้นร่วมกันกำหนดจากข้างล่างขึ้นไปบน
          4.ในประเด็นการให้ข้อเสนอแนะที่มีผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และเป็นที่ประจักษ์ในด้านเทคนิควิศวกรรมทรัพยากรน้ำ ด้านการบริหารทรัพยากรน้ำนั้น มองว่า จะอาศัยบุคคลที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ตามร่าง พ.ร.บ.น้ำฉบับนี้คงไม่พอ เพราะผู้เชี่ยวชาญใช่ว่าจะเข้าใจสภาพภูมินิเวศในแหล่งน้ำที่มีรูปแบบการจัดการในแต่ละพื้นที่แตกต่างกัน
          และ 5.ในร่าง พ.ร.บ.น้ำฉบับนี้ ไม่มีเนื้อหาที่กล่าวถึงการบูรณาการในการที่จะอนุรักษ์ฟื้นฟู ดิน น้ำ ป่า ซึ่งเป็นระบบนิเวศสำคัญในการเชื่อมโยงกัน แต่ร่าง พ.ร.บ.น้ำฉบับนี้มุ่งเน้นไปที่การจัดสรรทรัพยากรน้ำ เพื่อการใช้ประโยชน์มากกว่าที่จะดูองค์รวมของ ดิน น้ำ ป่า
          “สิริศักดิ์” ยืนยันเหตุผลข้างต้น ด้วยการมองว่าการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นที่ผ่านมาของกรมทรัพยากรน้ำ เป็นเสมือนการเข้าร่วมเพื่อประทับตราให้ดูเหมือนมีความชอบธรรมเท่านั้น
          ดังนั้น “เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำอีสาน จึงเสนอ คว่ำร่าง พ.ร.บ.น้ำ ของกรมทรัพยากรน้ำ ฉบับรวบหัวรวบหางประชาชน เพราะขาดความชอบธรรมและไม่เป็นไปตามกระบวนการประชาธิปไตย”
          ด้าน ประดิษฐ์ โกศล อุปนายกสมาคมคนทาม เห็นว่า ในส่วนของตนมองว่าร่าง พ.ร.บ.น้ำฉบับกรมทรัพยากรน้ำ มีกระบวนการที่ไม่ถูกต้อง เพราะภาคประชาชนหรือภาคเกษตรกรในระดับพื้นที่ ไม่ได้มีส่วนร่วมเลย และยังมองอีกว่า พ.ร.บ.น้ำฉบับนี้ให้อำนาจรัฐอย่างมาก เสมือนน้ำเป็นของรัฐ ประชาชนไม่ได้มีส่วนในการกำหนดการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เพราะรัฐเป็นผู้ควบคุมจัดสรร ฉะนั้นจึงไม่เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.น้ำ ฉบับนี้ และมีข้อเสนอว่า รัฐจะต้องเปิดกว้างเพื่อให้ประชาชนผู้มีส่วนได้เสียเข้าไปมีส่วนร่วมในการยกร่าง พ.ร.บ.น้ำ ถ้ากระบวนการยังเป็นแบบนี้อยู่ เราก็คงไม่เข้าร่วมและจะค้านร่าง พ.ร.บ.น้ำ ฉบับนี้ต่อไป
          ขณะที่ สันติภาพ ศิริวัฒนไพบูลย์ นักวิชาการด้านน้ำ คณะวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ตั้งประเด็นขึ้นมาอย่างน่าสนใจว่า 1.การมีร่าง พ.ร.บ.น้ำฉบับนี้ ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่เราจะต้องมาดูเจตจำนงของร่าง พ.ร.บ.น้ำฉบับนี้ว่าเพื่ออะไร ควรที่จะบอกให้ชัดว่าจะเป็นการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่ยั่งยืน เพื่อคุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ โดยเฉพาะสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ หน่วยงานรัฐแทบจะไม่คำนึงถึง ในจุดนี้น่าเป็นห่วง เพราะจะทำให้เกิดความไม่สมดุลของระบบนิเวศ
          2.แนวคิดการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ควรเน้นที่กระบวนการมีส่วนร่วม ไม่ใช่หน่วยงานรัฐปักธงไว้แล้ว และมาบอกว่า รับฟังความคิดเห็นแต่มิได้ครอบคลุมประชาชนส่วนใหญ่ 3.กระบวนการรับฟังความคิดเห็นของร่างพ.ร.บ.น้ำในครั้งนี้ รัฐมีธงไว้ชัดเจนแล้ว แต่จัดให้เป็นพิธีกรรม มองว่าไม่มีประโยชน์ ถ้าจะให้มีประโยชน์จริงควรที่จะให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมใน ร่าง พ.ร.บ.น้ำฉบับนี้ตั้งแต่ต้น
          อาจารย์สันติภาพ กล่าวด้วยว่า แม้จะมีการรับฟังความคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.บ.น้ำที่จะเกิดขึ้น ปัญหาก็จะตามมาเหมือนเดิม เพราะรัฐไม่ให้ความสำคัญในหลักการและเนื้อหาที่เกี่ยวกับประชาชนในหลายด้าน เช่น กลุ่มผู้ใช้น้ำ กลุ่มอนุรักษ์ลุ่มน้ำ กลุ่มหาปลา เป็นต้น
          และปัญหาที่น่ากล่าวถึงอย่างมากก็คือ การอนุมัติโครงการบริหารจัดการน้ำขนาดใหญ่ก็เป็นการปัดฝุ่นโครงการเก่าที่มีอยู่เดิม นำมาเสนอในยุคนี้ เช่น โครงการผันน้ำโขง เลย ชี มูล ซึ่งเป็นโครงการที่จะก่อให้เกิดผลกระทบทางระบบนิเวศ ความไม่คุ้มค่าการลงทุน ประชาชนไม่รับรู้ข้อมูลข่าวสาร และเป็นโครงการที่ไม่ได้ตอบสนองความต้องการของประชาชนในพื้นที่ นี่คือปัญหาที่จะตามมา
          อาจารย์สันติภาพ ยังมีข้อเป็นห่วงอีกว่า ถ้าพ.ร.บ.น้ำฉบับนี้มีผลบังคับใช้จริง มันจะนำไปสู่กระบวนการของการแปรรูปน้ำหรือไม่ เพราะเป็นการนำน้ำไปตอบสนองภาคเศรษฐกิจ จะเป็นการให้เอกชนเข้ามาซื้อเพื่อสัมปทานน้ำ เพื่อป้อนอุตสาหกรรมที่กำลังจะผุดขึ้นในหลายพื้นที่หรือไม่ ฉะนั้นถ้าร่าง พ.ร.บ.น้ำ ฉบับนี้ไม่มีเจตจำนงที่จะให้ความสำคัญกับประชาชน ก็เท่ากับเป็นการมองข้ามความสำคัญของคนลุ่มน้ำอย่างชัดเจน เพราะที่ผ่านมารัฐไม่เคยมีแนวความคิดเรื่องความยั่งยืนของระบบนิเวศเลย
          คงต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดต่อไปว่า ในเมื่อภาคประชาชน และนักวิชาการในพื้นที่ไม่เห็นด้วยอย่างนี้แล้ว ยังจะมีการดันทุรังผลักดันร่างพ.ร.บ.น้ำฉบับนี้ต่อไปหรือไม่ เพราะแทบไม่ต้องสงสัยว่าจะต้องถูกต่อต้านจากองค์กรภาคประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำ โดยเฉพาะที่อีสาน อย่างแน่นอน

CHESโพลล์88.6%ค้านปิด-เปิดเทอมตามอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/226003

โพลล์,เปิดเทอม,อาเซียน

การศึกษา-สาธารณสุข  :  16 เม.ย. 2559

CHESโพลล์88.6%ค้านปิด-เปิดเทอมตามอาเซียน

CHESโพลล์88.6%ค้านปิด-เปิดเทอมตามอาเซียน สอศ.ประกาศสอบบรรจุครูผู้ช่วย528อัตรา ย้ำคุณสมบัติ ต้องเป็นคนสังกัดสอศ.เท่านั้น

            เมื่อวันที่ 16 เม.ย. รศ.ดร.สัมพันธ์ พันธุ์พฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.)เปิดเผยว่า ตามที่ สทศ. กำหนดประกาศผลการทดสอบวัดความถนัดทั่วไป หรือแกต และความถนัดทางวิชาการและวิชาชีพ หรือแพต ครั้งที่ 2/2559 ในวันที่ 12 เม.ย.2559 แต่เนื่องจากขณะนี้ สทศ.ได้ประมวลผลการสอบเสร็จแล้ว จึงประกาศผลสอบแกต และแพต ก่อนกำหนดในวันที่ 11 เม.ย. ทางเว็บไซต์ สทศ. http://www.niets.or.th ทั้งนี้ผู้ที่ต้องการยื่นคำร้องขอดูกระดาษคำตอบแกต และแพต สามารถยื่นคำร้องได้ตั้งแต่วันที่ 18-20 เม.ย. 2559 เวลา 9.00 – 16.00 น.

ผอ.สทศ. กล่าวต่อไปว่า สำหรับคะแนนแกต-แพตต่ำสุด และสูงสุด มีดังนี้ แกต คะแนนเต็ม 300 คะแนน คะแนนเฉลี่ย 153.81 ต่ำสุด 2.50  สูงสุด 297.50 แบ่งเป็น แกต 1 คะแนนเต็ม 150 คะแนน เฉลี่ย 108.70 ต่ำสุด 0.00 สูงสุด 150.00 และ แกต 2 คะแนนเต็ม 150 คะแนน เฉลี่ย 45.14 ต่ำสุด 0.00 สูงสุด 147.50 แพต คะแนนเต็มวิชาละ 300 คะแนน แบ่งเป็น แพต 1 ความถนัดทางคณิตศาสตร์ เฉลี่ย 46.03 ต่ำสุด 0.00 สูงสุด 292.00 แพต 2 ความถนัดทางวิทยาศาสตร์ เฉลี่ย 74.81 ต่ำสุด 12.00 สูงสุด 210.00 แพต 3 ความถนัดทางวิศวกรรมศาสตร์ เฉลี่ย 88.67 ต่ำสุด 20.00 สูงสุด 258.00 แพต 4 ความถนัดทางสถาปัตยกรรมศาสตร์ เฉลี่ย 92.71 ต่ำสุด 6.00 สูงสุด 253.00

รศ.ดร.สัมพันธ์ กล่าวอีกว่า ส่วนแพต 5 ความถนัดทางวิชาชีพครู เฉลี่ย 146.45 ต่ำสุด 0.00 สูงสุด 250.00 แพต 6 ความถนัดทางศิลปกรรมศาสตร์ เฉลี่ย 148.60 ต่ำสุด 28.00 สูงสุด 241.50 แพต 7.1 ความถนัดทางภาษาฝรั่งเศส เฉลี่ย 93.51 ต่ำสุด 39.00 สูงสุด 288.00 แพต 7.2 ความถนัดทางภาษาเยอรมัน เฉลี่ย 88.12 ต่ำสุด 42.00 สูงสุด 282.00 แพต 7.3 ความถนัดทางภาษาญี่ปุ่น เฉลี่ย 113.25 ต่ำสุด 30.00 สูงสุด 300.00 แพต 7.4 ความถนัดทางภาษาจีน เฉลี่ย 99.12 ต่ำสุด 30.00 สูงสุด 291.00 แพต 7.5 ความถนัดทางภาษาอาหรับ เฉลี่ย 82.27 ต่ำสุด 36.00 สูงสุด 216.00 และแพต 7.6 ความถนัดทางภาษาบาลี เฉลี่ย 90.15 ต่ำสุด 36.00 สูงสุด 300.00

“จากผลการสอบภาพรวมพบว่า มีเพียงวิชาแกต 1 เท่านั้น ซึ่งเป็นการสอบวัดความสามารถในการอ่าน เขียน คิดวิเคราะห์ และแก้โจทย์ปัญหา ที่นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยเกินครึ่ง และเมื่อเทียบกับคะแนนเฉลี่ยการสอบครั้งที่ 1/2559 พบว่า มีคะแนนเฉลี่ยสูงขึ้นเกือบทุกวิชา ยกเว้นวิชาแพต 1 แพต 2 และ แพต 7.5 ที่คะแนนต่ำลงกว่าการสอบครั้งที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังพบว่ามี 3 วิชาที่นักเรียนทำคะแนนได้เต็ม คือ แกต 1 ทำคะแนนได้เต็ม 150 คะแนน ส่วนแพต 7.3 และ แพต 7.6 ทำคะแนนได้เต็ม 300 คะแนน  และมี 4 วิชาคือ แกต 1 แกต 2 แพต 1 และ แพต 5 ที่นักเรียนได้คะแนนต่ำสุดเป็นศูนย์ โดยสาเหตุมาจากบางคนทำข้อสอบไม่ครบทุกข้อ และบางคนตอบไม่ถูกต้องเลย” ผอ.สทศ. กล่าว
สอศ.ประกาศสอบบรรจุครูผู้ช่วย528อัตรา

ด้านดร.ชัยพฤกษ์  เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการอาชีวศึกษา(กอศ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ตนได้ลงนามในประกาศ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) เรื่อง รับสมัครคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย  กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ (ว 16 เขตทั่วไป) และ ในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้  (ว 17) โดยมีตำแหน่งว่างบรรจุได้ 528 อัตรา  แบ่งเป็น เขตทั่วไป รับสมัคร 46 กลุ่มวิชา บรรจุได้ 515 อัตรา  และในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจฯ  รับสมัคร 13 กลุ่มวิชา บรรจุได้ 13 อัตรา  โดยผู้สมัครต้องมีคุณสมบัติ  เป็นพนักงานราชการ  ลูกจ้างประจำ  ครูสอนศาสนาอิสลาม วิทยากรอิสลามศึกษา   พนักงานจ้างเหมาบริการ ครูอัตราจ้างหรือลูกจ้างชั่วคราวจากเงินงบประมาณ หรือเงินรายได้ของสถานศึกษาและได้ปฎิบัติหน้าที่ในสถานศึกษาสังกัด สอศ.รวมไม่น้อยกว่า 3 ปี  โดยเสียค่าสมัครคนละ 300 บาท จะเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 25 เม.ย.ถึง 2 พ.ค.2559 ผ่านทางเว็บไซต์  http://vec.job.thai.com

ทั้งนี้ สำหรับปฎิทินการรับสมัคร ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบภาค ก ความรู้ทั่วไป และภาค ข  ความรู้เฉพาะตำแหน่ง วันที่ 13 พ.ค.2559  สอบวันที่ 29 พ.ค. 2559 ก่อนสอบภาค ค  สัมภาษณ์ และประกาศผลเพื่อบรรจุเป็นครูผู้ช่วย ภายในวันที่ 3 มิ.ย.2559 โดยบรรจุและแต่งตั้งตามตำแหน่งว่างไม่มีขึ้นบัญชีไว้ และการเรียกบรรจุจะมีการเรียงลำดับคะแนน และให้ผู้ที่มีคะแนนมากสุดได้เลือกสถานศึกษาก่อน  ซึ่งการบรรจุในเขตทั่วไปต้องปฎิบัติหน้าที่อยู่ในหน่วยงานการศึกษาที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งไม่น้อยกว่า 4 ปี ส่วนเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจฯ ต้องปฎิบัติหน้าที่ไม่น้อยกว่า 3 ปี จึงจะขอย้ายได้  ซึ่งการสอบครั้งนี้  ผู้ที่มีสิทธิ์สมัครสอบคัดเลือก ประมาณ 5,000 กว่าคน  ทั้งนี้ ในเขตทั่วไป มีกลุ่มวิชาที่มีจำนวนอัตราว่างมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ช่างยนต์ 55 อัตรา ช่างไฟฟ้ากำลัง 50 อัตรา ภาษาอังกฤษ 43 อัตรา การบัญชี 41 อัตรา และคอมพิวเตอร์ธุรกิจและเทคโนโลยีสารสนเทศ 36 อัตรา


พ.รบ.แม่วัยรุ่น2559‘สิทธิเด็กท้อง’?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/225944

วัยรุ่น,ท้อง,แท้ง,แม่,สิทธิ,เด็ก

การศึกษา-สาธารณสุข  :  16 เม.ย. 2559

พ.รบ.แม่วัยรุ่น2559‘สิทธิเด็กท้อง’?

พ.รบ.แม่วัยรุ่น2559‘สิทธิเด็กท้อง’? : ทีมข่าวรายงานพิเศษ

              ปัญหาเด็กวัยรุ่นไทยท้องติดอันดับโลก ตัวเลขไม่ต่ำกว่าปีละ 1.3 แสนคน สร้างความกังวลให้ผู้นำประเทศไทยมาหลายยุคสมัย มีการกำหนดนโยบายมากมาย เพื่อลดการตั้งท้องแบบไม่พร้อม แต่ดูเหมือนจะไม่สำเร็จ เพราะสถิติตัวเลขแม่วัยโจ๋ไปคลอดที่โรงพยาบาลทั่วประเทศยังเพิ่มขึ้นทุกปี

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2558 เกี่ยวกับปัญหาแม่วัยใสด้วยความกังวลใจว่า ขอให้เด็กวัยรุ่นยึดถือวัฒนธรรมเดิมของไทย อย่าเอาวัฒนธรรมอื่นมา ผู้หญิงควรรักนวลสงวนตัวและผู้ชายต้องเป็นสุภาพบุรุษ รัฐบาลพยายามช่วยเหลือโดยเฉพาะคนมีรายได้น้อยที่พ่อแม่อาจจะไม่มีเวลาดูแล กลายเป็นปัญหาทางสังคม เด็กเหล่านี้ไม่ใช่คนเลว ต้องช่วยกันดูแลให้เด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา มีงานทำ

จากนั้น รัฐบาลคสช.สั่งเร่งสปีดให้ออกกฎหมายเพื่อช่วยหยุดตัวเลขไม่ให้พุ่งมากไปกว่านี้ ในที่สุด วัยรุ่นไทยก็ได้กฎหมายเป็นของตัวเองเพิ่มอีก 1 ฉบับ ได้แก่  “พ.ร.บ.การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ.2559″ โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 31 มีนาคม ที่ผ่านมา และจะมีผลบังคับใช้อย่างจริงจังหลังจากนี้ไป 120 วัน หรือประมาณเดือนกรกฎาคม

เนื้อหาสาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ที่เรียกกันสั้นๆ ว่า “พ.ร.บ.แม่วัยรุ่น” กำหนดให้ วัยรุ่นหมายถึงบุคคลอายุ 10-20 ปี นอกจากนี้ยังให้ตั้ง “คณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น” เพื่อทำหน้าที่กำกับและควบคุมทิศทางการทำงานในภาครวมทั่วประเทศ

“นายกรัฐมนตรี” เป็นประธานกรรมการ และกรรมการจาก 3 ส่วน ได้แก่ 1.กรรมการโดยตำแหน่ง 8 คน มาจาก รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รมว.ศึกษาธิการ รมว.สาธารณสุข ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงยุติธรรม ปลัดกระทรวงแรงงาน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม และปลัดกทม. 2.กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน จากผู้มีความรู้ มีความเชี่ยวชาญมีผลงานด้านสาธารณสุขและการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพวัยรุ่น

3.ผู้แทนเด็กและเยาวชน 2 คน ชาย 1 หญิง 1 จากผู้แทนสภาเด็กฯ

นอกจากนี้ ยังให้ “สถานศึกษา” ต้องจัดให้มีการเรียนการสอนเรื่องเพศวิถีศึกษาให้เหมาะสมกับช่วงวัยของนักเรียน และจัดหาผู้สอนให้เหมาะสมด้วย ไม่ใช่ครูวิชาไหนมาสอนก็ได้ แต่ควรเป็นครูที่ผ่านการอบรมหรือมีประสบการณ์ในการสอนเพศวิถีโดยตรง พร้อมสร้างระบบการดูแล ช่วยเหลือ และคุ้มครองเด็กที่ตั้งครรภ์ ให้ได้รับการศึกษาด้วยรูปแบบที่เหมาะสม

ส่วนสถานที่ทำงานนั้น หากพบแม่วัยรุ่นที่เป็นลูกจ้างตั้งครรภ์ ต้องสนับสนุนให้เข้าถึงคำปรึกษาและบริการอนามัยการเจริญพันธุ์ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนด

สำหรับหน่วยงานรัฐ ต้องส่งเสริมสนับสนุนสภาเด็กและเยาวชนระดับจังหวัดและระดับอำเภอ สร้างเครือข่ายเด็กและเยาวชนในพื้นที่เพื่อเป็นแกนนำป้องกัน แก้ไขและเฝ้าระวังปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น จัดฝึกอาชีพตามความสนใจและความถนัดแก่วัยรุ่นที่ตั้งครรภ์ก่อนและหลังคลอด และประสานงานเพื่อจัดหางานให้ได้ประกอบอาชีพตามความเหมาะสมของเด็กแต่ละคน

“นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์” ประธานกรรมาธิการการสาธารณสุข สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) อธิบายเพิ่มเติมว่า หลังจากนี้ 120 วัน ทุกโรงเรียนต้องพยายามจัดหาครูที่มีความรู้เรื่องนี้ และชั่วโมงสอนเพศวิถีที่เหมาะสมกับเด็กอย่างแท้จริง กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้กำหนดให้มีกรรมการระดับจังหวัด รอดูว่าคณะกรรมการระดับชาติจะกำหนดหลักการให้โรงเรียนหรือสถานศึกษาทำอย่างไรต่อไป

“เป็นเรื่องน่าดีใจที่ประเทศไทยมีกฎหมายนี้ ช่วงแรกคือต้องเริ่มจากโรงเรียน จากนั้นก็เป็นสถานที่ทำงาน จะทำอย่างไรให้เด็กเหล่านี้มีโอกาสได้ศึกษาต่อและมีงานทำ สามารถสร้างครอบครัวที่มั่นคงได้ในอนาคต” นพ.เจตน์แสดงความเห็น

ทั้งนี้ ข้อมูลตัวเลขปี 2543 สถิติวัยรุ่นไปโรงพยาบาลคลอดลูกวันละ 4 คน ปี 2556 พุ่งขึ้นมาเป็นวันละ 9 คน หรือคิดเป็น 4 นาทีต่อ 1 คน ยอดรวมประมาณปีละ 1.3 แสนคน ล่าสุด 11 กุมภาพันธ์ 2559 โรงพยาบาลรามาธิบดีเปิดเผยผลการสำรวจว่า วัยรุ่นไทยอายุระหว่าง 15-19 ปีตั้งท้องแบบไม่ตั้งใจถึงร้อยละ 80 และร้อยละ 30 เลือกทำแท้ง โดยร้อยละ 10 ทิ้งลูกไว้ในโรงพยาบาลที่คลอด

ยิ่งไปกว่านั้น ยังพบว่า แม่วัยรุ่นเสี่ยงซึมเศร้าและฆ่าตัวตาย แม้แต่งงานกันแล้วสุดท้ายก็หย่าร้าง !

“จิตติมา ภาณุเตชะ” ผู้จัดการแผนงานสร้างเสริมสุขภาวะทางเพศ มูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิง หนึ่งในเครือข่ายผู้ทำงานคลุกคลีกับปัญหานี้มานาน แสดงความคิดเห็นว่า รู้สึกดีใจที่ประกาศใช้ พ.ร.บ.ฉบับนี้ เพราะหลายปีที่ผ่านมาได้เรียกร้องให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงรายละเอียด และหลักการต่างๆ จนสามารถบูรณาการความคิดและสรุปออกมาเป็นกฎหมายได้ เพียงแต่รู้สึกเสียดายที่ชื่อกฎหมายไม่ควรเป็นปัญหา “การตั้งครรภ์” ในวัยรุ่น แต่ควรเป็นปัญหาเรื่อง “เพศ” ในวัยรุ่นมากกว่า

“เพราะการตั้งท้องเป็นเหมือนปลายเหตุ ปัญหานี้เกี่ยวทั้งเด็กผู้ชายและผู้หญิง ถ้าพวกเขามีความรู้ความเข้าใจ มีเซ็กส์ปลอดภัย ฉลาดรู้เรื่องเพศอย่างรอบด้าน มีทักษะการใช้ชีวิตถูกต้อง ปัญหาการตั้งครรภ์จะลดน้อยลงทันที เรื่องแบบนี้ต้องสะสมประสบการณ์ ไม่ใช่แค่อ่านคู่มือเอกสารแจก 3 แผ่น แล้วจะเข้าใจทำได้ทันที”

“จิตติมา” ยอมรับว่าสิ่งที่กังวลใจคือรัฐบาล เพราะมีนโยบายตั้งเป้าหมายไปที่การลดตัวเลขแม่วัยใส กฎหมายฉบับนี้จะไม่มีประโยชน์เลยหากหน่วยงานที่ทำงานไม่ได้เปลี่ยนวิธีคิดและช่วยกันส่งเสริมกลไกทำงานและเพิ่มสวัสดิการให้แม่วัยรุ่นสามารถประคองชีวิตต่อไปได้

“บางครั้งผู้ใหญ่ใช้วิธีการให้เด็กแต่งงานกัน นั่นคือการรักษาหน้าผู้ใหญ่หรือแก้หน้าผู้ใหญ่มากกว่าแก้ปัญหาเด็ก หากเป็นไปได้อยากเสนอให้เพิ่มเติมสวัสดิการเด็ก 3 ส่วนอย่างเร่งด่วน เป็นเหมือนสิทธิที่พวกเขาควรได้รับการบริการอย่างทั่วถึง”

1.ฮอตไลน์วัยรุ่นสายด่วน 24 ชั่วโมง เพื่อให้คำปรึกษาทุกเรื่อง เพราะเด็กส่วนใหญ่เวลาที่ทุกข์ใจไม่อยากพูดคุยกับพ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือครู เพราะรู้สึกว่า “พูดกันไม่รู้เรื่อง” ควรมีใครสักคนที่พูดกับพวกเขารู้เรื่องแล้วให้คำปรึกษาที่ถูกต้อง

2.ครอบครัวชั่วคราว เป็นสวัสดิการครบวงจรสำหรับแม่วัยรุ่นระหว่างตั้งครรภ์และหลังจากคลอดลูกออกมาแล้ว เป็นเหมือนบ้านพัก หรือ ครอบครัวที่พร้อมเยียวยาช่วยเหลือให้ผ่านพ้นช่วงนั้นของชีวิตไปได้ เป็นครอบครัวทั้งสำหรับแม่และเด็ก เพราะแม่วัยรุ่นหลายคนเรียนหนังสือจบ มีงานทำ เขาก็ไปรับลูกมาเลี้ยงอย่างมีความสุขได้ หรืออาจเป็นสถานที่รับเลี้ยงเด็ก 24 ชั่วโมง

3.การรับบุตรบุญธรรม หากแม่วัยรุ่นไม่พร้อมมีลูก ควรหาทางออกยั่งยืนให้ทารกที่เกิดมา ไม่ควรบังคับให้แม่ที่ตัวเขาก็ยังเป็นเด็กให้มีภาระเลี้ยงดูเด็กอีกคน เป็นเหมือนซ้ำเติมปัญหาในชีวิต เพราะส่วนใหญ่แม่วัยรุ่นนั้น ร้อยละ 50 เป็นกลุ่มเด็กด้อยโอกาสอยู่แล้ว

จากวันนี้ไป 3 เดือน ต้องจับตาดูว่าคณะกรรมการทั้ง 15 คน จะมีนโยบายการดำเนินงานให้เป็นไปตามจุดประสงค์ของกฎหมายอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะ มาตรา 5 ที่กำหนดสิทธิของพวกเขาไว้อย่างชัดเจนว่า

“วัยรุ่นมีสิทธิตัดสินใจด้วยตนเอง และมีสิทธิได้รับข้อมูลข่าวสารและความรู้ ได้รับการบริการอนามัยการเจริญพันธุ์ ได้รับการรักษาความลับและความเป็นส่วนตัว ได้รับการจัดสวัสดิการสังคม อย่างเสมอภาคและไม่ถูกเลือกปฏิบัติ และได้รับสิทธิอื่นใดที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ ตามพระราชบัญญัตินี้อย่างถูกต้อง ครบถ้วน และเพียงพอ”


‘บัญชีรายจ่ายด้านการศึกษา’ เครื่องมือ ‘ลงทุนการศึกษา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/225863

บัญชีรายจ่าย,การศึกษา,ยูเนสโก,เครื่องมือ,ลงทุน

การศึกษา-สาธารณสุข  :  15 เม.ย. 2559

‘บัญชีรายจ่ายด้านการศึกษา’ เครื่องมือ ‘ลงทุนการศึกษา’

‘บัญชีรายจ่ายด้านการศึกษา’ ยูเนสโกชี้เป็นเครื่องมือ ‘ลงทุนการศึกษา’ : โดย…ทีมสื่อสารองค์กร สสค.

                    ยูเนสโกยก “บัญชีรายจ่ายด้านการศึกษาแห่งชาติ” เครื่องมือ “ลงทุนการศึกษา” ที่มีประสิทธิภาพ ชี้ได้ตรงเป้า ประเทศไทยและประเทศสมาชิกเดินหน้าสรุปองค์ความรู้ ก่อนขยายผล 200 ปท.
                    ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายเศรษฐศาสตร์การศึกษา สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) กล่าวถึงความก้าวหน้าในการประชุมสัมมนาวิชาการระดับนานาชาติเรื่องบัญชีรายจ่ายด้านการศึกษาแห่งชาติ ซึ่งจัดขึ้นโดยสถาบันสถิติแห่งองค์การยูเนสโก สถาบันเพื่อการวางแผนการศึกษานานาชาติแห่งองค์การยูเนสโก และกองทุนการศึกษาโลก ระหว่างวันที่ 4-8 เมษายน 2559 ณ สำนักงานใหญ่องค์การยูเนสโก กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสว่า “ถือเป็นการประชุมครั้งสุดท้าย ก่อนที่ประเทศเข้าร่วมโครงการทั้ง 8 ประเทศ ได้แก่ เวียดนาม เนปาล ลาว อูกันดา กินี ซิมบับเว เซเนกัล และโกตดิวัวร์ จะสรุปความก้าวหน้าของมาตรฐานรายจ่ายด้านการศึกษาแห่งชาติเพื่อให้องค์การยูเนสโกนำไปเผยแพร่แก่ประเทศสมาชิกองค์การยูเนสโกทั้ง 200 ประเทศ และเพื่อสนับสนุนการจัดทำบัญชีรายจ่ายด้านการศึกษาในประเทศตน โดย สสค.และรศ.ดร.ชัยยุทธ ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์ ได้รับเชิญเข้าร่วมในฐานะหน่วยงานภาคีผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติด้วย เพื่อช่วยให้ประสบการณ์และข้อมูลสนับสนุนในส่วนของประเทศไทย”
                    นางซูซาน แกรนต์ เลวิส ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการวางแผนการศึกษานานาชาติแห่งองค์การยูเนสโก (IIEP) ประธาน กล่าวว่า “ทุกประเทศต่างต้องการภาพที่ชัดเจนของระบบการศึกษาของตนเพื่อที่จะวางแผนและตัดสินใจเชิงนโยบายได้ด้วยข้อมูลที่ถูกต้องและมีมาตรฐานทางวิชาการ โดยเฉพาะข้อมูลงบประมาณและทรัพยากรด้านการศึกษา ซึ่งมีสัดส่วนเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 3-10 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติในแต่ละประเทศ เพื่อให้การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรด้านการศึกษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและไปสู่จุดสร้างคุณภาพการเรียนรู้สูงสุด การบันทึกข้อมูลรายจ่ายด้านการศึกษาด้วยบัญชีรายจ่ายด้านการศึกษา จึงเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการสนับสนุนการตัดสินใจในการลงทุนด้านการศึกษาของรัฐบาล และเป็นวิธีการที่ทุกประเทศทั่วโลกควรดำเนินการภายใต้มาตรฐานเดียวกันในอนาคต”
                    ขณะที่ นางซิลเวีย มอนโตย่า ผู้อำนวยการสถาบันสถิติแห่งองค์การยูเนสโก (UIS) กล่าวว่า “ประเทศต่างๆ จะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลกด้านการศึกษา (SDG 4) ในปี 2030 ภายใน 15 ปีได้ หากขาดข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับงบประมาณและทรัพยากรด้านการศึกษาที่ถูกนำไปใช้ในแต่ละปี ทุกวันนี้ยังมีประเทศจำนวนมากที่ไม่สามารถนำส่งข้อมูลรายจ่ายด้านการศึกษาให้แก่องค์การยูเนสโกได้อย่างถูกต้องตามมาตรฐานระดับนานาชาติ บัญชีรายจ่ายด้านการศึกษาจะช่วยให้แต่ละประเทศมีเครื่องมือสนับสนุนการตัดสินใจลงทุนด้านการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ และสามารถรายงานข้อมูลให้แก่องค์การยูเนสโกได้ทุกปีด้วยมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก”
                    น.ส.ราฟาเอล มาติเนซ ผู้แทนจากสำนักงานกองทุนการศึกษาโลก (GPE) กล่าวว่า กองทุนการศึกษาโลกสนับสนุนงบประมาณให้แก่องค์การยูเนสโกเพื่อจัดทำมาตรฐานบัญชีรายจ่ายด้านการศึกษาโลก เพราะเป็นองค์ความรู้สาธารณะของโลก (Global Public Goods) ที่สำคัญอย่างยิ่งในการสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการศึกษาโลกปี 2030 ต่อไป
                    ดูเหมือนว่า การลงทุนด้านการศึกษาแห่งชาติของประเทศไทย ในงบปี 2558  กระทรวงศึกษาธิการนับเป็นหน่วยงานที่มีวงเงินงบประมาณสูงสุดถึง 502,245.5 ล้านบาท และเป็นหน่วยงานที่ได้รับงบประมาณแผ่นดินสูงทุกปี เพราะมีภาระในการดูแลนักเรียน นิสิต  นักศึกษา จำนวนกว่า 12 ล้านคน โดยเฉพาะการดูแลเด็กไทยให้ได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานให้ครบทุกคน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องใช้เงินงบประมาณจำนวนมากกว่าหน่วยงานอื่น โดยในปีงบประมาณ 2558 กระทรวงศึกษาธิการได้รับงบประมาณเพิ่มจากปีที่ผ่านมาจำนวน  1.9 หมื่นล้านบาท
                    เหนืออื่นใด งบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการนี้อยู่ในยุทธศาสตร์ที่ 4 จากทั้งหมด 8 ยุทธศาสตร์ คือ ยุทธศาสตร์ด้านการศึกษา สาธารณสุข คุณธรรม  จริยธรรม และคุณภาพชีวิต กำหนดงบประมาณเอาไว้ที่จำนวน 955,921 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 37.1 ของงบประมาณแผ่นดินทั้งหมด และยุทธศาสตร์ด้านการศึกษาฯ เป็นยุทธศาสตร์ที่ใช้งบประมาณแผ่นดินจำนวนมากที่สุดในทุกๆ ปี
—————————-
(‘บัญชีรายจ่ายด้านการศึกษา’ ยูเนสโกชี้เป็นเครื่องมือ ‘ลงทุนการศึกษา’ : โดย…ทีมสื่อสารองค์กร สสค.)

เปิดม่านการศึกษา : 14 เม.ย. 59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/225801

เปิดม่านการศึกษา,วิทยาลัยชุมชน,ดร.สิริกร มณีรินทร์

การศึกษา-สาธารณสุข  :  14 เม.ย. 2559

เปิดม่านการศึกษา : 14 เม.ย. 59

เปิดม่านการศึกษา : 14 เม.ย. 59 : โดย…ครูแจ่ม

                    ก่อกรรมดีมาตั้งแต่แรกก่อตั้ง “วิทยาลัยชุมชน” (วชช.) มีพัฒนาการมาต่อเนื่องจนถึงขั้นยกระดับเป็น “สถาบันวิทยาลัยชุมชน” ยุคที่มี ดร.สิริกร มณีรินทร นั่งเก้าอี้ประธานสภาสถาบันวิทยาลัยชุมชน เป็นช่วงขับเคลื่อนให้วิทยาลัยชุมชนเป็น “นิติบุคคล” ที่มีองค์ประกอบสมบูรณ์ แต่มีความ “แตกต่าง” จากสถาบันอุดมศึกษาทั่วไป
                    ว่ากันว่า การประชุมบอร์ดวชช. นัดล่าสุด มีการพิจารณาเรื่องภาระงานของผู้สอนประจำในสถาบันวิทยาลัยชุมชนให้ชัดเจนถูกต้อง ตรงกับข้อเท็จจริงและสอดคล้องกับบริบทของวิทยาลัยชุมชน ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นชอบแนวทางการร่างประกาศของสถาบันวิทยาลัยชุมชน เรื่องการกำหนดภาระงานขั้นต่ำของผู้สอนประจำ แบ่งเป็น 4 เรื่อง
                    1.ภารกิจงานสอนการพัฒนาการเรียนการสอน การพัฒนานักศึกษา ในหลักสูตรต่างๆ ที่วิทยาลัยชุมชนดำเนินการจัดการเรียนการสอน ไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ 2.ภาระงานเพื่อพัฒนาท้องถิ่นและชุมชน ต้องไม่น้อยกว่า 12 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ 3. ภาระงานศึกษาค้นคว้าวิจัยเพื่อชุมชน หาความรู้ใหม่ รวมถึงงานสร้างสรรค์เพื่อช่วยประดิษฐ์ คิดค้น แก้ปัญหาและพัฒนาชุมชนไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ 4.ภาระงานบริการ เพื่อสถาบันวิทยาลัยชุมชน หมายถึง การวางแผนกิจกรรมโครงงานต่างๆ การประกันคุณภาพ การเงิน บัญชี พัสดุ ไม่น้อยกว่า 5 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และเมื่อรวมภาระงานทั้ง 4 ด้านต้องไม่น้อยกว่า 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
                    ดร.สิริกร แจกแจงว่า “ภาระงานต่างๆ เหล่านี้ มีความต่างจากสถาบันอุดมศึกษาอื่นๆ เป็นภาระงานที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับพัฒนาท้องถิ่นและชุมชนเป็นหลัก เพราะบุคลากรของวิทยาลัยชุมชน จะต้องทำงานร่วมกับท้องถิ่นและชุมชนในการวิเคราะห์ศักยภาพของชุมชน โดยที่ประชุมได้มอบหมายให้สถาบันวิทยาลัยชุมชนไปดำเนินการยกร่างประกาศ รวมถึงให้คิดคำนิยามของผู้สอนประจำจะใช้คำไหนดี”
                    “35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์” นี่คือภาระงาน “ผู้สอนประจำ” ในวชช. ว่ากันว่าในอนาคตท้องถิ่นและชุมชนไทยจะมี “วชช.” เป็นที่พึ่งได้อย่างแท้จริงนะขอบอก !
———————–
(เปิดม่านการศึกษา : 14 เม.ย. 59 : โดย…ครูแจ่ม)

ค่ายเยาวชนสมานฉันท์ 5 ศาสนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/225802

การศึกษา,หัวใจไทย,ค่ายเยาวชน,สมานฉันท์,ศาสนา

การศึกษา-สาธารณสุข  :  14 เม.ย. 2559

ค่ายเยาวชนสมานฉันท์ 5 ศาสนา

หัวใจไทย : ค่ายเยาวชนสมานฉันท์ 5 ศาสนา : ohohlek@hotmail.com

                    กิจกรรมค่ายเยาวชนสมานฉันท์ให้แก่เยาวชน 5 ศาสนา ของกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ได้จัดต่อเนื่องกันมาหลายปี จุดเด่นของค่ายนี้น้องๆ จากหลากหลายศาสนา ได้มาทำกิจกรรมร่วมกัน เรียนรู้วิถีชีวิต การปฏิบัติที่ต่างกัน เข้าใจ เข้าถึงศาสนาที่นับถือ ทำให้เกิดความเข้าใจและยอมรับในความแตกต่าง น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประพฤติปฏิบัติให้อยู่ในวิถีชีวิตและจิตสำนึกของเด็กเยาวชน โดยมีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์รวมจิตใจในการสร้างความเข้าใจอันดี ความสามัคคี ทำให้สังคมที่ต่างศาสนาอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข ไม่มีความขัดแย้ง
                    กิตตินันท์ ตนเพาะ เยาวชนศาสนาพุทธ หนึ่งในตัวแทนเยาวชนที่เคยเข้าร่วมค่ายเยาวชนสมานฉันท์กล่าวว่า “รู้สึกมีความสุขที่ได้มาเข้าค่ายนี้ ได้รู้จักกับเพื่อนต่างศาสนา มีโอกาสฝึกปฏิบัติเกี่ยวกับวิชาการต่างๆ ตามโครงการพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถือว่าเป็นค่ายที่ดี ถ้ามีโอกาสจะกลับมาอีก”
                    จักรกฤษณ์ มานหนับ เยาวชนศาสนาอิสลามเขามีความรู้สึกดีที่ได้เข้าร่วมค่ายเยาวชน สนุกสนาน ได้พบเจอเพื่อนใหม่ๆ ประทับใจค่ายนี้ เพื่อนทุกคน มีความเอื้อเฟื้อช่วยเหลือกัน พี่เลี้ยงทุกคนเอาใจใส่ดีมาก การได้มาเข้าค่ายครั้งนี้ทำให้ศาสนาอื่นเข้าใจศาสนาอิสลาม ว่าไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด
                    ไอลดา ตันประเสริฐ เยาวชนศาสนาคริสต์บอกว่า ตอนแรกไม่ได้คิดว่าจะสนุก คิดว่าจะมีแต่การอบรมที่เกี่ยวกับเรื่องศาสนาเพียงอย่างเดียว แต่กลับได้รับความรู้หลากหลาย รู้จักเพื่อนใหม่ต่างศาสนา ได้ทำนา เพาะเห็ด เรียนรู้เรื่องหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และการดำเนินชีวิตทางด้านคุณธรรมจริยธรรม
                    สำหรับกิจกรรมค่ายเยาวชนสมานฉันท์ปีนี้ จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 เมษายน-1 พฤษภาคม เด็กๆ จะได้เรียนรู้ชุมชนย่านกะดีจีน เขตธนบุรี กรุงเทพฯ ชุมชนเก่าแก่ที่อยู่ร่วมกันด้วย 3 ศาสนา 4 วัฒนธรรม ได้แก่ พุทธเถรวาท พุทธมหายาน อิสลามและคริสต์ ซึ่งอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์ด้วยความเอื้อเฟื้อและเข้าใจ เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงที่ชุมชนคอยรุตตั๊กวา (ลำไทร) เขตหนองจอก กรุงเทพฯ โดยจะมีการเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เป็นต้น สอบถามรายละเอียดได้ที่กรมการศาสนา โทร.0-2422-8793 หรือสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดทุกจังหวัด
———————–
(หัวใจไทย : ค่ายเยาวชนสมานฉันท์ 5 ศาสนา : ohohlek@hotmail.com)

เปิดม่านการศึกษา : 13 เม.ย. 59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/225758

เปิดม่านการศึกษา,อภิชาติ จีระวุฒิ,สงกรานต์

การศึกษา-สาธารณสุข  :  13 เม.ย. 2559

เปิดม่านการศึกษา : 13 เม.ย. 59

เปิดม่านการศึกษา : 13 เม.ย. 59 : โดย…ครูแจ่ม

                    13 เมษายน “สุขสันต์วันมหาสงกรานต์”….เมื่อถึงเทศกาลสงกรานต์ปีใหม่ไทย เชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ ติดตาตรึงใจกับภาพเด็กอาชีวะคอยให้บริการตรวจสภาพรถฟรี ปีนี้ก็เช่นกัน “บิ๊กน้อย” พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รมช.ศึกษาธิการ โดยสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ร่วมกับกรมการขนส่งทางบก เปิดตัวโครงการ “อาชีวะอาสา” เทศกาลสงกรานต์ 2559 ภายใต้สโลแกน “ตรวจรถก่อนใช้ เดินทางปลอดภัย”
                    เชิญชวนประชาชนที่เดินทางกลับบ้านหรือท่องเที่ยวตรวจสภาพรถยนต์/รถจักรยานยนต์…ฟรี 250 ศูนย์ทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 11-17 เมษายน ตั้งแต่เวลา 08.30–00.30 น. หวังลดอุบัติเหตุทางถนนให้ทุกคนเดินทางกลับภูมิลำเนาหรือท่องเที่ยวอย่างปลอดภัย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 08-5906-5499
                    ตามที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ศุภมาศ พนิชศักดิ์พัฒนา ให้ดำรงตำแหน่ง “นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา” ตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2555 ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่  4 กันยายน 2555 นั้น เนื่องจาก ศุภมาศ  พนิชศักดิ์พัฒนา ดำรงตำแหน่งมาครบกำหนดตามวาระแล้ว และที่ประชุมสภามหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา ครั้งที่ 12/2558 เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2558 ได้มีมติเห็นชอบให้เสนอขอพระราชทานโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง อภิชาติ จีระวุฒิ ดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา และได้นำความกราบบังคมทูลทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งต่อไปแล้ว
                    บัดนี้ ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง อภิชาติ  จีระวุฒิ ให้ดำรงตำแหน่ง นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2559  ประกาศ ณ วันที่ 5 เมษายน 2559 พล.อ.อ.ประจิน  จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
                    หากเอ่ยชื่อ “อภิชาติ  จีระวุฒิ” แวดวงการศึกษาล้วนรู้จักมักคุ้นเป็นอย่างดี เพราะก่อนเกษียณราชการเคยดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ในกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะผู้บริหารระดับ 11  มาแล้ว อาทิ “ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ” “เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา” ดูแลงานด้านอุดมศึกษา อีกทั้งเคยเป็นประธานปราบคนโกงในแวดวงการศึกษา
———————–
(เปิดม่านการศึกษา : 13 เม.ย. 59 : โดย…ครูแจ่ม)

สงกรานต์ ‘ตามระเบียบพัก’ ไม่ฟุ่มเฟือยไม่โป๊เปลือยไม่ล่อแหลม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/225759

สงกรานต์,ตามระเบียบพัก,ฟุ่มเฟือย,โป๊เปลือย,ล่อแหลม

การศึกษา-สาธารณสุข  :  13 เม.ย. 2559

สงกรานต์ ‘ตามระเบียบพัก’ ไม่ฟุ่มเฟือยไม่โป๊เปลือยไม่ล่อแหลม

สงกรานต์ ‘ตามระเบียบพัก’ ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่โป๊เปลือย ไม่ล่อแหลม : โดย…สุพินดา ณ มหาไชย

                    เพื่อความสงบเรียบร้อยและเพื่อความมั่นคงของบ้านเมือง สงกรานต์ 2559 ถูกออกแบบให้เป็นสงกรานต์วิถีไทย รื่นเริงกันอย่างพองาม ลืมไปได้เลยกับการนุ่งห่มชิ้นเล็กชิ้นน้อย ออกมาเล่นสาดน้ำและห้ามทำการแสดงร้องเต้นด้วยลักษณะท่าทางเชิงส่อไปในทางอนาจาร เพราะพฤติกรรมอันไม่บังควรตามพื้นฐานวัฒนธรรมที่ดีงามของไทยเช่นนี้ จะไม่โดนแค่การตำหนิจากสายตาของผู้พบเห็น หรือจะไม่จบแค่การเปรียบเทียบปรับเล็กน้อยที่สถานีตำรวจอีกต่อไป แต่จะถูกดำเนินคดีอย่างถึงที่สุดในหลายกระทง
                    “วีระ  โรจน์พจนรัตน์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม บอกว่า กระทรวงวัฒนธรรมรณรงค์เล่นสงกรานต์ปี 2559 แบบประหยัดน้ำ โดยเน้นสานต่อประเพณีวัฒนธรรมที่ดีงามเป็นหลัก เช่น การสรงน้ำพระ หรือการรดน้ำขอพรจากผู้ใหญ่แสดงความกตัญญู และจับมือพันธมิตรร่วมจัดระเบียบการเล่นน้ำสงกรานต์ ด้วยการนำบทบัญญัตติของกฎหมายต่างๆ มาดำเนินคดีขั้นสูงสุดต่อผู้ที่มีความประพฤติหรือแสดงออกที่ไม่เหมาะสม พฤติกรรมที่ห้ามเด็ดขาด ห้ามแต่งตัวล่อแหลม และห้ามทำการแสดงที่ไม่เหมาะสม รวมถึงห้ามโพสต์ภาพที่ไม่เหมาะสมตามโซเชียลมีเดียต่างๆ ด้วย
                    “พล.ต.ต.ธนพล สนเทศ” รอง ผบช.น. อธิบายว่า การแต่งตัวหรือการแสดงออกที่ล่อแหลมเข้าข่ายถูกดำเนินคดีตามกฎหมายนั้นจะเป็นการแต่งตัวหรือการแสดงออกที่ขัดหูขัดตาไม่เป็นตามวัฒนธรรมประเพณีที่ดีงามของไทย อย่างเช่น การแต่งตัวที่โป๊มากๆ หรือการเต้นออกแนวยั่วยวนทางเพศ การเต้นที่เลียนแบบท่าทางการร่วมเพศ แบบนี้เจอดำเนินคดีแน่นอน
                    การแต่งตัวล่อแหลม หรือแสดงออกเชิงอนาจารนั้นมีความผิดตามข้อหาอนาจารในกฎหมายอาญา แต่ที่ผ่านๆ มาจะดำเนินการแค่จับปรับที่สถานีตำรวจ ซึ่งตามกฎหมายให้เปรียบเทียบปรับที่สน.ได้ไม่เกิน 1,000 บาท ซึ่งไม่ได้สร้างความเข็ดหลาบให้แก่บรรดาพวกอยากโชว์ของเท่าใด แต่ครั้งนี้ พล.ต.ต.ธนพล บอกว่า ถ้าพิจารณาแล้วว่า เป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมอย่างหนัก เจ้าหน้าที่ตำรวจจะส่งฟ้องศาล เพื่อให้ศาลสั่งลงโทษสูงสุดตามกฎหมาย คือ เปรียบเทียบปรับไม่เกิน 5,000 บาท พร้อมทั้งนำกฎหมายอื่นๆ มาดำเนินคดีด้วย เช่น พ.ร.บ.ป้องกันและปรามปรามการค้าประเวณี พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เป็นต้น
                    “ระวังไว้ เพราะความผิดเดียวอาจโดนดำเนินคดีในหลายกระทงนอกจากนั้นถ้ามีการถ่ายคลิปส่งมาแล้วจะดำเนินคดีย้อนหลังทุกกรณีโดยประชาชนสามารถส่งคลิป หรือแจ้งเบาะแสได้ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือสายด่วนกระทรวงวัฒนธรรม 1765″ พล.ต.ต.ธนพล กล่าวและว่า มาตรการดังกล่าวจะนำมาใช้ทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ
                    เมื่อเข้มงวดด้วยมาตรการข้างต้น ยังคาดเดาไม่ได้ว่า สงกรานต์ปีนี้จะเล่นสาดน้ำกันแบบไหน แต่ที่แน่ๆ มีทั้งเสียงขานรับเพราะเห็นว่าจะช่วยให้กลับมาสู่เทศกาลสงกรานต์อันทรงเสน่ห์ตามประเพณีวัฒนธรรมไทย
                    “วิโรจน์ สิตประเสริฐนันท์” นายกสมาคมมัคคุเทศก์อาชีพแห่งประเทศไทย และรองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย บอกว่า สำหรับสายการท่องเที่ยวแล้วไม่คิดว่า ความเข้มงวดนี้จะเกิดผลเสีย แต่จะเป็นการรักษาประเพณีสงกรานต์ไว้ให้ทรงเสน่ห์ตามวิถีไทย
                    “การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังนั้น ไม่เกี่ยวกับการที่จะทำให้นักท่องเที่ยวลดลง หากแต่ช่วยรักษาเทศกาลสำคัญนี้ให้เป็นไปตามวิถีไทยและป้องกันอาชญากรรมที่จะเกิดขึ้น ช่วยให้ผู้มาเล่นน้ำสงกรานต์มีความปลอดภัย ทำให้นักท่องเที่ยวเกิดความมั่นใจที่จะมาร่วมเทศกาลแต่หัวใจสำคัญคือ ถ้าเราสามารถรักษาวัฒนธรรมอันดีงามไว้ได้ทั้งการแต่งกายแบบไทย ประเพณีไทยแล้ว จะเป็นการส่งเสริมสินค้าไทยในเวทีโลก”
                    วิโรจน์ บอกด้วยว่า ในฐานะมัคคุเทศก์ ได้ให้ความรู้และคำแนะนำแก่นักท่องเที่ยวอยู่แล้ว ทั้งการแต่งกายและการประพฤติ ให้ถูกกาลเทศะ
                    ขณะที่ “พิชิต เตชะนิรุทธ์” รองประธานเครือข่ายครอบครัวชุมชนทางวัฒนธรรม ก็เห็นด้วยกับการใช้ไม้แข็ง ในช่วงสงกรานต์ เพราะมองว่าคนไทย ทุกวันนี้อยู่ในภาวะไร้วินัย และเห็นแก่ตัว จนต้องได้รับการเยียวยาเสียที
                    พิชิต ไม่ต้องการให้จบแค่เทศกาลสงกรานต์ แต่ต้องการให้บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังกับทุกเทศกาลไม่ว่าจะเป็นปีใหม่ ลอยกระทง โดยเฉพาะการเข้มงวดกับการดื่มหรือจำหน่ายแอลกอฮอล์ซึ่งเป็นต้นเหตุของหลายปัญหาตามมา ที่สำคัญ ต้องการให้รัฐบาลรณรงค์ปรับเปลี่ยนนิสัยคนไทยอย่างต่อเนื่องเอาจริงเอาจัง เพราะตอนนี้ ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไปหมด ไม่มีวินัย ไม่มีคุณธรรมจริยธรรมเท่าที่ควร
                    อย่างไรก็ตาม มีมุมมองที่ต่างออกไปด้วยความเป็นห่วงในการนำมาตรการยาแรงนี้มาใช้ “เศรษฐา ศิระฉายา” ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง ปี 2554 ศิลปินนักแสดงอาวุโสบอกว่า เป็นห่วงเรื่องมาตรการในการนำกฎหมายมาตัดสินในแต่ละกรณี และเกรงว่าการใช้กฎหมายที่รุนแรง อาจเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพได้ เพราะฉะนั้น อยากให้เน้นการขอความร่วมมือมือ การให้ความรู้ก่อนถึงขั้นนำกฎหมายมาบังคับใช้อย่างรุนแรง โดยส่วนตัวมองว่าคนไทยมีนิสัยขี้อายอยู่ในตัวอยู่แล้ว แค่สะกิดให้รู้ก็น่าจะได้รับความร่วมมือแล้ว
                    เศรษฐา บอกด้วยว่าการเล่นสงกรานต์ในปัจจุบันเปลี่ยนไปรับวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามา เน้นเล่นสนุกสนานอย่างเต็มที่ แต่ตามประเพณีไทยแล้วสงกรานต์นั้นคือ เทศกาลที่เราไปรดน้ำขอพรผู้ใหญ่ ประพรมน้ำกันแต่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
                    ขณะที่ “ชมัยภร บางคมบาง” ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี 2557 เห็นว่าอาจเกิดความไม่ยุติธรรมในการบังคับใช้กฎหมายได้ผู้ที่ถูกพบเห็นโดนดำเนินคดีอย่างรุนแรง แต่ผู้ที่เล็ดลอดสายตาก็จะไม่เดือดร้อนใดๆ ทั้งสิ้น นอกจากนั้น การจะแก้ปัญหาด้วยการบังคับใช้กฎหมายทางเดียวอาจไม่ได้ผล ต้องให้ความรู้ สร้างความเข้าใจและจิตสำนึกที่แท้จริงให้แก่ทุกคน
———————–
(สงกรานต์ ‘ตามระเบียบพัก’ ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่โป๊เปลือย ไม่ล่อแหลม : โดย…สุพินดา ณ มหาไชย)

เปิดม่านการศึกษา : 12 เม.ย. 59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/225716

เปิดม่านการศึกษา,สงกรานต์,ร่างรธน.,มีชัย ฤชุพันธุ์

การศึกษา-สาธารณสุข  :  12 เม.ย. 2559

เปิดม่านการศึกษา : 12 เม.ย. 59

เปิดม่านการศึกษา : 12 เม.ย. 59 : โดย…ครูแจ่ม

                    ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ตามมาตรา 54 ระบุว่า “รัฐต้องดําเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลา 12 ปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย” นั้น ตัดโอกาสการศึกษาหรือไม่
                    หากตีความระบุชัดเรียนฟรี 12 ปี ตามร่างรธน.ใหม่ เริ่มตั้งแต่อนุบาล-มัธยมศึกษา 3 (ม.3) นั่นหมายถึง เป็นการตัดโอกาสการเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.4-6), ระดับอาชีวศึกษาหรือสายอาชีพ ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.), การศึกษานอกโรงเรียน หรือกศน. ผู้ด้อยโอกาสหลุดจากระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย เพราะไม่จำกัดเพศและวัย
                    2 สูตรสนับสนุนการศึกษาขั้นพื้นฐาน สูตรแรกอนุบาล-ม.3 ส่วนสูตรที่สองป.1–ม.6 แบบไหนจะเหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย ในช่วงเปลี่ยนถ่ายจากรัฐบาลทหารสู่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
                    “การศึกษาแบบให้เปล่าตั้งแต่ภาคบังคับเป็นประโยชน์และความได้เปรียบของคนเมืองและคนฐานะดีเพราะมีเงินส่งลูกเข้ารับการพัฒนาตั้งแต่ขวบครึ่ง ส่วนคนจนและชนบทส่วนใหญ่เริ่มเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เมื่ออายุ 6-7 ขวบ” มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.กล่าว
                    การจัดการศึกษาภายหลัง “บิ๊กตู่” ใช้มาตรา 44 ล้างบางระบบบริหารกระทรวงศึกษาธิการ สะท้อนภาพการจัดการศึกษาในอนาคตหลังการเลือกตั้ง บทบาทหน้าที่นี้ไม่ใช่ของกระทรวงศึกษาธิการเพียงหน่วยงานเดียว แต่ต้องร่วมมือ “กระทรวงมหาดไทย” ที่มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ดูแลศูนย์เด็กเล็กกว่า 2 หมื่นศูนย์กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาค
                    ผลการศึกษาวิจัยหลายสำนัก ระบุตรงกันว่า การลงทุนการศึกษาหากเริ่มเด็กปฐมวัยจะได้คืนถึง 7 เท่า สอดรับกับข้อเสนอคนรุ่นใหม่อย่าง “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ นักเรียนชั้นม.5 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ที่ระบุว่า “พัฒนาการของเด็กช่วงอายุ 2-5 ปี มีความสำคัญ แต่การศึกษาในระดับ ม.ปลาย และสายอาชีพก็สำคัญไม่แพ้กัน”
                    เรียนฟรี 12 ปี ตามร่างรธน.ใหม่ จะเป็นการ “เปลี่ยนแปลงประเทศไทยครั้งยิ่งใหญ่” คงต้องถามคนไทยเกือบ 70 ล้านคนว่า “พวกเราคนไทยทุกคน พร้อมที่จะยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตหรือไม่”
——————
(เปิดม่านการศึกษา : 12 เม.ย. 59 : โดย…ครูแจ่ม)