ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/225971
การศึกษา-สาธารณสุข : 17 เม.ย. 2559
วิกฤติปลาทูไทยทางรอดไม่ใช่แค่ปิดอ่าว
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/225971
วิกฤติปลาทูไทยทางรอดไม่ใช่แค่ปิดอ่าว
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/225972
ค้านร่างพ.ร.บ.น้ำ ฉบับกรมทรัพย์
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/226003
CHESโพลล์88.6%ค้านปิด-เปิดเทอมตามอาเซียน
เมื่อวันที่ 16 เม.ย. รศ.ดร.สัมพันธ์ พันธุ์พฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.)เปิดเผยว่า ตามที่ สทศ. กำหนดประกาศผลการทดสอบวัดความถนัดทั่วไป หรือแกต และความถนัดทางวิชาการและวิชาชีพ หรือแพต ครั้งที่ 2/2559 ในวันที่ 12 เม.ย.2559 แต่เนื่องจากขณะนี้ สทศ.ได้ประมวลผลการสอบเสร็จแล้ว จึงประกาศผลสอบแกต และแพต ก่อนกำหนดในวันที่ 11 เม.ย. ทางเว็บไซต์ สทศ. http://www.niets.or.th ทั้งนี้ผู้ที่ต้องการยื่นคำร้องขอดูกระดาษคำตอบแกต และแพต สามารถยื่นคำร้องได้ตั้งแต่วันที่ 18-20 เม.ย. 2559 เวลา 9.00 – 16.00 น.
ผอ.สทศ. กล่าวต่อไปว่า สำหรับคะแนนแกต-แพตต่ำสุด และสูงสุด มีดังนี้ แกต คะแนนเต็ม 300 คะแนน คะแนนเฉลี่ย 153.81 ต่ำสุด 2.50 สูงสุด 297.50 แบ่งเป็น แกต 1 คะแนนเต็ม 150 คะแนน เฉลี่ย 108.70 ต่ำสุด 0.00 สูงสุด 150.00 และ แกต 2 คะแนนเต็ม 150 คะแนน เฉลี่ย 45.14 ต่ำสุด 0.00 สูงสุด 147.50 แพต คะแนนเต็มวิชาละ 300 คะแนน แบ่งเป็น แพต 1 ความถนัดทางคณิตศาสตร์ เฉลี่ย 46.03 ต่ำสุด 0.00 สูงสุด 292.00 แพต 2 ความถนัดทางวิทยาศาสตร์ เฉลี่ย 74.81 ต่ำสุด 12.00 สูงสุด 210.00 แพต 3 ความถนัดทางวิศวกรรมศาสตร์ เฉลี่ย 88.67 ต่ำสุด 20.00 สูงสุด 258.00 แพต 4 ความถนัดทางสถาปัตยกรรมศาสตร์ เฉลี่ย 92.71 ต่ำสุด 6.00 สูงสุด 253.00
รศ.ดร.สัมพันธ์ กล่าวอีกว่า ส่วนแพต 5 ความถนัดทางวิชาชีพครู เฉลี่ย 146.45 ต่ำสุด 0.00 สูงสุด 250.00 แพต 6 ความถนัดทางศิลปกรรมศาสตร์ เฉลี่ย 148.60 ต่ำสุด 28.00 สูงสุด 241.50 แพต 7.1 ความถนัดทางภาษาฝรั่งเศส เฉลี่ย 93.51 ต่ำสุด 39.00 สูงสุด 288.00 แพต 7.2 ความถนัดทางภาษาเยอรมัน เฉลี่ย 88.12 ต่ำสุด 42.00 สูงสุด 282.00 แพต 7.3 ความถนัดทางภาษาญี่ปุ่น เฉลี่ย 113.25 ต่ำสุด 30.00 สูงสุด 300.00 แพต 7.4 ความถนัดทางภาษาจีน เฉลี่ย 99.12 ต่ำสุด 30.00 สูงสุด 291.00 แพต 7.5 ความถนัดทางภาษาอาหรับ เฉลี่ย 82.27 ต่ำสุด 36.00 สูงสุด 216.00 และแพต 7.6 ความถนัดทางภาษาบาลี เฉลี่ย 90.15 ต่ำสุด 36.00 สูงสุด 300.00
“จากผลการสอบภาพรวมพบว่า มีเพียงวิชาแกต 1 เท่านั้น ซึ่งเป็นการสอบวัดความสามารถในการอ่าน เขียน คิดวิเคราะห์ และแก้โจทย์ปัญหา ที่นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยเกินครึ่ง และเมื่อเทียบกับคะแนนเฉลี่ยการสอบครั้งที่ 1/2559 พบว่า มีคะแนนเฉลี่ยสูงขึ้นเกือบทุกวิชา ยกเว้นวิชาแพต 1 แพต 2 และ แพต 7.5 ที่คะแนนต่ำลงกว่าการสอบครั้งที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังพบว่ามี 3 วิชาที่นักเรียนทำคะแนนได้เต็ม คือ แกต 1 ทำคะแนนได้เต็ม 150 คะแนน ส่วนแพต 7.3 และ แพต 7.6 ทำคะแนนได้เต็ม 300 คะแนน และมี 4 วิชาคือ แกต 1 แกต 2 แพต 1 และ แพต 5 ที่นักเรียนได้คะแนนต่ำสุดเป็นศูนย์ โดยสาเหตุมาจากบางคนทำข้อสอบไม่ครบทุกข้อ และบางคนตอบไม่ถูกต้องเลย” ผอ.สทศ. กล่าว
สอศ.ประกาศสอบบรรจุครูผู้ช่วย528อัตรา
ด้านดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการอาชีวศึกษา(กอศ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ตนได้ลงนามในประกาศ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) เรื่อง รับสมัครคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ (ว 16 เขตทั่วไป) และ ในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ว 17) โดยมีตำแหน่งว่างบรรจุได้ 528 อัตรา แบ่งเป็น เขตทั่วไป รับสมัคร 46 กลุ่มวิชา บรรจุได้ 515 อัตรา และในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจฯ รับสมัคร 13 กลุ่มวิชา บรรจุได้ 13 อัตรา โดยผู้สมัครต้องมีคุณสมบัติ เป็นพนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ครูสอนศาสนาอิสลาม วิทยากรอิสลามศึกษา พนักงานจ้างเหมาบริการ ครูอัตราจ้างหรือลูกจ้างชั่วคราวจากเงินงบประมาณ หรือเงินรายได้ของสถานศึกษาและได้ปฎิบัติหน้าที่ในสถานศึกษาสังกัด สอศ.รวมไม่น้อยกว่า 3 ปี โดยเสียค่าสมัครคนละ 300 บาท จะเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 25 เม.ย.ถึง 2 พ.ค.2559 ผ่านทางเว็บไซต์ http://vec.job.thai.com
ทั้งนี้ สำหรับปฎิทินการรับสมัคร ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบภาค ก ความรู้ทั่วไป และภาค ข ความรู้เฉพาะตำแหน่ง วันที่ 13 พ.ค.2559 สอบวันที่ 29 พ.ค. 2559 ก่อนสอบภาค ค สัมภาษณ์ และประกาศผลเพื่อบรรจุเป็นครูผู้ช่วย ภายในวันที่ 3 มิ.ย.2559 โดยบรรจุและแต่งตั้งตามตำแหน่งว่างไม่มีขึ้นบัญชีไว้ และการเรียกบรรจุจะมีการเรียงลำดับคะแนน และให้ผู้ที่มีคะแนนมากสุดได้เลือกสถานศึกษาก่อน ซึ่งการบรรจุในเขตทั่วไปต้องปฎิบัติหน้าที่อยู่ในหน่วยงานการศึกษาที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งไม่น้อยกว่า 4 ปี ส่วนเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจฯ ต้องปฎิบัติหน้าที่ไม่น้อยกว่า 3 ปี จึงจะขอย้ายได้ ซึ่งการสอบครั้งนี้ ผู้ที่มีสิทธิ์สมัครสอบคัดเลือก ประมาณ 5,000 กว่าคน ทั้งนี้ ในเขตทั่วไป มีกลุ่มวิชาที่มีจำนวนอัตราว่างมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ช่างยนต์ 55 อัตรา ช่างไฟฟ้ากำลัง 50 อัตรา ภาษาอังกฤษ 43 อัตรา การบัญชี 41 อัตรา และคอมพิวเตอร์ธุรกิจและเทคโนโลยีสารสนเทศ 36 อัตรา
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/225944
พ.รบ.แม่วัยรุ่น2559สิทธิเด็กท้อง?
ปัญหาเด็กวัยรุ่นไทยท้องติดอันดับโลก ตัวเลขไม่ต่ำกว่าปีละ 1.3 แสนคน สร้างความกังวลให้ผู้นำประเทศไทยมาหลายยุคสมัย มีการกำหนดนโยบายมากมาย เพื่อลดการตั้งท้องแบบไม่พร้อม แต่ดูเหมือนจะไม่สำเร็จ เพราะสถิติตัวเลขแม่วัยโจ๋ไปคลอดที่โรงพยาบาลทั่วประเทศยังเพิ่มขึ้นทุกปี
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2558 เกี่ยวกับปัญหาแม่วัยใสด้วยความกังวลใจว่า ขอให้เด็กวัยรุ่นยึดถือวัฒนธรรมเดิมของไทย อย่าเอาวัฒนธรรมอื่นมา ผู้หญิงควรรักนวลสงวนตัวและผู้ชายต้องเป็นสุภาพบุรุษ รัฐบาลพยายามช่วยเหลือโดยเฉพาะคนมีรายได้น้อยที่พ่อแม่อาจจะไม่มีเวลาดูแล กลายเป็นปัญหาทางสังคม เด็กเหล่านี้ไม่ใช่คนเลว ต้องช่วยกันดูแลให้เด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา มีงานทำ
จากนั้น รัฐบาลคสช.สั่งเร่งสปีดให้ออกกฎหมายเพื่อช่วยหยุดตัวเลขไม่ให้พุ่งมากไปกว่านี้ ในที่สุด วัยรุ่นไทยก็ได้กฎหมายเป็นของตัวเองเพิ่มอีก 1 ฉบับ ได้แก่ “พ.ร.บ.การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ.2559″ โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 31 มีนาคม ที่ผ่านมา และจะมีผลบังคับใช้อย่างจริงจังหลังจากนี้ไป 120 วัน หรือประมาณเดือนกรกฎาคม
เนื้อหาสาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ที่เรียกกันสั้นๆ ว่า “พ.ร.บ.แม่วัยรุ่น” กำหนดให้ วัยรุ่นหมายถึงบุคคลอายุ 10-20 ปี นอกจากนี้ยังให้ตั้ง “คณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น” เพื่อทำหน้าที่กำกับและควบคุมทิศทางการทำงานในภาครวมทั่วประเทศ
“นายกรัฐมนตรี” เป็นประธานกรรมการ และกรรมการจาก 3 ส่วน ได้แก่ 1.กรรมการโดยตำแหน่ง 8 คน มาจาก รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รมว.ศึกษาธิการ รมว.สาธารณสุข ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงยุติธรรม ปลัดกระทรวงแรงงาน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม และปลัดกทม. 2.กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน จากผู้มีความรู้ มีความเชี่ยวชาญมีผลงานด้านสาธารณสุขและการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพวัยรุ่น
3.ผู้แทนเด็กและเยาวชน 2 คน ชาย 1 หญิง 1 จากผู้แทนสภาเด็กฯ
นอกจากนี้ ยังให้ “สถานศึกษา” ต้องจัดให้มีการเรียนการสอนเรื่องเพศวิถีศึกษาให้เหมาะสมกับช่วงวัยของนักเรียน และจัดหาผู้สอนให้เหมาะสมด้วย ไม่ใช่ครูวิชาไหนมาสอนก็ได้ แต่ควรเป็นครูที่ผ่านการอบรมหรือมีประสบการณ์ในการสอนเพศวิถีโดยตรง พร้อมสร้างระบบการดูแล ช่วยเหลือ และคุ้มครองเด็กที่ตั้งครรภ์ ให้ได้รับการศึกษาด้วยรูปแบบที่เหมาะสม
ส่วนสถานที่ทำงานนั้น หากพบแม่วัยรุ่นที่เป็นลูกจ้างตั้งครรภ์ ต้องสนับสนุนให้เข้าถึงคำปรึกษาและบริการอนามัยการเจริญพันธุ์ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนด
สำหรับหน่วยงานรัฐ ต้องส่งเสริมสนับสนุนสภาเด็กและเยาวชนระดับจังหวัดและระดับอำเภอ สร้างเครือข่ายเด็กและเยาวชนในพื้นที่เพื่อเป็นแกนนำป้องกัน แก้ไขและเฝ้าระวังปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น จัดฝึกอาชีพตามความสนใจและความถนัดแก่วัยรุ่นที่ตั้งครรภ์ก่อนและหลังคลอด และประสานงานเพื่อจัดหางานให้ได้ประกอบอาชีพตามความเหมาะสมของเด็กแต่ละคน
“นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์” ประธานกรรมาธิการการสาธารณสุข สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) อธิบายเพิ่มเติมว่า หลังจากนี้ 120 วัน ทุกโรงเรียนต้องพยายามจัดหาครูที่มีความรู้เรื่องนี้ และชั่วโมงสอนเพศวิถีที่เหมาะสมกับเด็กอย่างแท้จริง กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้กำหนดให้มีกรรมการระดับจังหวัด รอดูว่าคณะกรรมการระดับชาติจะกำหนดหลักการให้โรงเรียนหรือสถานศึกษาทำอย่างไรต่อไป
“เป็นเรื่องน่าดีใจที่ประเทศไทยมีกฎหมายนี้ ช่วงแรกคือต้องเริ่มจากโรงเรียน จากนั้นก็เป็นสถานที่ทำงาน จะทำอย่างไรให้เด็กเหล่านี้มีโอกาสได้ศึกษาต่อและมีงานทำ สามารถสร้างครอบครัวที่มั่นคงได้ในอนาคต” นพ.เจตน์แสดงความเห็น
ทั้งนี้ ข้อมูลตัวเลขปี 2543 สถิติวัยรุ่นไปโรงพยาบาลคลอดลูกวันละ 4 คน ปี 2556 พุ่งขึ้นมาเป็นวันละ 9 คน หรือคิดเป็น 4 นาทีต่อ 1 คน ยอดรวมประมาณปีละ 1.3 แสนคน ล่าสุด 11 กุมภาพันธ์ 2559 โรงพยาบาลรามาธิบดีเปิดเผยผลการสำรวจว่า วัยรุ่นไทยอายุระหว่าง 15-19 ปีตั้งท้องแบบไม่ตั้งใจถึงร้อยละ 80 และร้อยละ 30 เลือกทำแท้ง โดยร้อยละ 10 ทิ้งลูกไว้ในโรงพยาบาลที่คลอด
ยิ่งไปกว่านั้น ยังพบว่า แม่วัยรุ่นเสี่ยงซึมเศร้าและฆ่าตัวตาย แม้แต่งงานกันแล้วสุดท้ายก็หย่าร้าง !
“จิตติมา ภาณุเตชะ” ผู้จัดการแผนงานสร้างเสริมสุขภาวะทางเพศ มูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิง หนึ่งในเครือข่ายผู้ทำงานคลุกคลีกับปัญหานี้มานาน แสดงความคิดเห็นว่า รู้สึกดีใจที่ประกาศใช้ พ.ร.บ.ฉบับนี้ เพราะหลายปีที่ผ่านมาได้เรียกร้องให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงรายละเอียด และหลักการต่างๆ จนสามารถบูรณาการความคิดและสรุปออกมาเป็นกฎหมายได้ เพียงแต่รู้สึกเสียดายที่ชื่อกฎหมายไม่ควรเป็นปัญหา “การตั้งครรภ์” ในวัยรุ่น แต่ควรเป็นปัญหาเรื่อง “เพศ” ในวัยรุ่นมากกว่า
“เพราะการตั้งท้องเป็นเหมือนปลายเหตุ ปัญหานี้เกี่ยวทั้งเด็กผู้ชายและผู้หญิง ถ้าพวกเขามีความรู้ความเข้าใจ มีเซ็กส์ปลอดภัย ฉลาดรู้เรื่องเพศอย่างรอบด้าน มีทักษะการใช้ชีวิตถูกต้อง ปัญหาการตั้งครรภ์จะลดน้อยลงทันที เรื่องแบบนี้ต้องสะสมประสบการณ์ ไม่ใช่แค่อ่านคู่มือเอกสารแจก 3 แผ่น แล้วจะเข้าใจทำได้ทันที”
“จิตติมา” ยอมรับว่าสิ่งที่กังวลใจคือรัฐบาล เพราะมีนโยบายตั้งเป้าหมายไปที่การลดตัวเลขแม่วัยใส กฎหมายฉบับนี้จะไม่มีประโยชน์เลยหากหน่วยงานที่ทำงานไม่ได้เปลี่ยนวิธีคิดและช่วยกันส่งเสริมกลไกทำงานและเพิ่มสวัสดิการให้แม่วัยรุ่นสามารถประคองชีวิตต่อไปได้
“บางครั้งผู้ใหญ่ใช้วิธีการให้เด็กแต่งงานกัน นั่นคือการรักษาหน้าผู้ใหญ่หรือแก้หน้าผู้ใหญ่มากกว่าแก้ปัญหาเด็ก หากเป็นไปได้อยากเสนอให้เพิ่มเติมสวัสดิการเด็ก 3 ส่วนอย่างเร่งด่วน เป็นเหมือนสิทธิที่พวกเขาควรได้รับการบริการอย่างทั่วถึง”
1.ฮอตไลน์วัยรุ่นสายด่วน 24 ชั่วโมง เพื่อให้คำปรึกษาทุกเรื่อง เพราะเด็กส่วนใหญ่เวลาที่ทุกข์ใจไม่อยากพูดคุยกับพ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือครู เพราะรู้สึกว่า “พูดกันไม่รู้เรื่อง” ควรมีใครสักคนที่พูดกับพวกเขารู้เรื่องแล้วให้คำปรึกษาที่ถูกต้อง
2.ครอบครัวชั่วคราว เป็นสวัสดิการครบวงจรสำหรับแม่วัยรุ่นระหว่างตั้งครรภ์และหลังจากคลอดลูกออกมาแล้ว เป็นเหมือนบ้านพัก หรือ ครอบครัวที่พร้อมเยียวยาช่วยเหลือให้ผ่านพ้นช่วงนั้นของชีวิตไปได้ เป็นครอบครัวทั้งสำหรับแม่และเด็ก เพราะแม่วัยรุ่นหลายคนเรียนหนังสือจบ มีงานทำ เขาก็ไปรับลูกมาเลี้ยงอย่างมีความสุขได้ หรืออาจเป็นสถานที่รับเลี้ยงเด็ก 24 ชั่วโมง
3.การรับบุตรบุญธรรม หากแม่วัยรุ่นไม่พร้อมมีลูก ควรหาทางออกยั่งยืนให้ทารกที่เกิดมา ไม่ควรบังคับให้แม่ที่ตัวเขาก็ยังเป็นเด็กให้มีภาระเลี้ยงดูเด็กอีกคน เป็นเหมือนซ้ำเติมปัญหาในชีวิต เพราะส่วนใหญ่แม่วัยรุ่นนั้น ร้อยละ 50 เป็นกลุ่มเด็กด้อยโอกาสอยู่แล้ว
จากวันนี้ไป 3 เดือน ต้องจับตาดูว่าคณะกรรมการทั้ง 15 คน จะมีนโยบายการดำเนินงานให้เป็นไปตามจุดประสงค์ของกฎหมายอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะ มาตรา 5 ที่กำหนดสิทธิของพวกเขาไว้อย่างชัดเจนว่า
“วัยรุ่นมีสิทธิตัดสินใจด้วยตนเอง และมีสิทธิได้รับข้อมูลข่าวสารและความรู้ ได้รับการบริการอนามัยการเจริญพันธุ์ ได้รับการรักษาความลับและความเป็นส่วนตัว ได้รับการจัดสวัสดิการสังคม อย่างเสมอภาคและไม่ถูกเลือกปฏิบัติ และได้รับสิทธิอื่นใดที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ ตามพระราชบัญญัตินี้อย่างถูกต้อง ครบถ้วน และเพียงพอ”
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/225863
‘บัญชีรายจ่ายด้านการศึกษา’ เครื่องมือ ‘ลงทุนการศึกษา’
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/225801
เปิดม่านการศึกษา : 14 เม.ย. 59
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/225802
ค่ายเยาวชนสมานฉันท์ 5 ศาสนา
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/225758
เปิดม่านการศึกษา : 13 เม.ย. 59
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/225759
สงกรานต์ ‘ตามระเบียบพัก’ ไม่ฟุ่มเฟือยไม่โป๊เปลือยไม่ล่อแหลม
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/225716
เปิดม่านการศึกษา : 12 เม.ย. 59