ผลสอบแกต-แพตครั้งที่2/2559

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/225762

การศึกษา,แกต,แพต,สทศ.,สัมพันธ์ พันธุ์พฤกษ์

การศึกษา-สาธารณสุข  :  11 เม.ย. 2559

ผลสอบแกต-แพตครั้งที่2/2559

สทศ.ประกาศผลสอบแกต-แพต ก่อนกำหนด ทางเว็บไซต์ http://www.niets.or.th ยื่นคำร้องขอดูกระดาษคำตอบได้ตั้งแต่วันที่ 18 – 20 เม.ย. เวลา 09.00 – 16.00 น.

                    11 เม.ย. 59  รศ.ดร.สัมพันธ์ พันธุ์พฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เปิดเผยว่า ตามที่ สทศ.กำหนดประกาศผลการทดสอบวัดความถนัดทั่วไป หรือ แกต และความถนัดทางวิชาการและวิชาชีพ หรือ แพต ครั้งที่ 2/2559 ในวันที่ 12 เม.ย. 2559 แต่เนื่องจากขณะนี้ สทศ.ได้ประมวลผลการสอบเสร็จแล้ว จึงประกาศผลสอบแกต และแพต ก่อนกำหนดในวันที่ 11 เม.ย. ทางเว็บไซต์ สทศ. http://www.niets.or.th ทั้งนี้ ผู้ที่ต้องการยื่นคำร้องขอดูกระดาษคำตอบแกต และแพต สามารถยื่นคำร้องได้ตั้งแต่วันที่ 18-20 เม.ย. 2559 เวลา 09.00 – 16.00 น.
                    ผอ.สทศ. กล่าวต่อไปว่า สำหรับคะแนนแกต-แพตต่ำสุด และสูงสุด มีดังนี้ แกต คะแนนเต็ม 300 คะแนน คะแนนเฉลี่ย 153.81 ต่ำสุด 2.50  สูงสุด 297.50 แบ่งเป็น แกต 1 คะแนนเต็ม 150 คะแนน เฉลี่ย 108.70 ต่ำสุด 0.00 สูงสุด 150.00 และ แกต 2 คะแนนเต็ม 150 คะแนน เฉลี่ย 45.14 ต่ำสุด 0.00 สูงสุด 147.50 แพต คะแนนเต็มวิชาละ 300 คะแนน แบ่งเป็น แพต 1 ความถนัดทางคณิตศาสตร์ เฉลี่ย 46.03 ต่ำสุด 0.00 สูงสุด 292.00 แพต 2 ความถนัดทางวิทยาศาสตร์ เฉลี่ย 74.81 ต่ำสุด 12.00 สูงสุด 210.00 แพต 3 ความถนัดทางวิศวกรรมศาสตร์ เฉลี่ย 88.67 ต่ำสุด 20.00 สูงสุด 258.00 แพต 4 ความถนัดทางสถาปัตยกรรมศาสตร์ เฉลี่ย 92.71 ต่ำสุด 6.00 สูงสุด 253.00
                    รศ.ดร.สัมพันธ์ กล่าวอีกว่า ส่วนแพต 5 ความถนัดทางวิชาชีพครู เฉลี่ย 146.45 ต่ำสุด 0.00 สูงสุด 250.00 แพต 6 ความถนัดทางศิลปกรรมศาสตร์ เฉลี่ย 148.60 ต่ำสุด 28.00 สูงสุด 241.50 แพต 7.1 ความถนัดทางภาษาฝรั่งเศส เฉลี่ย 93.51 ต่ำสุด 39.00 สูงสุด 288.00 แพต 7.2 ความถนัดทางภาษาเยอรมัน เฉลี่ย 88.12 ต่ำสุด 42.00 สูงสุด 282.00 แพต 7.3 ความถนัดทางภาษาญี่ปุ่น เฉลี่ย 113.25 ต่ำสุด 30.00 สูงสุด 300.00 แพต 7.4 ความถนัดทางภาษาจีน เฉลี่ย 99.12 ต่ำสุด 30.00 สูงสุด 291.00 แพต 7.5 ความถนัดทางภาษาอาหรับ เฉลี่ย 82.27 ต่ำสุด 36.00 สูงสุด 216.00 และแพต 7.6 ความถนัดทางภาษาบาลี เฉลี่ย 90.15 ต่ำสุด 36.00 สูงสุด 300.00
                    “จากผลการสอบภาพรวมพบว่า มีเพียงวิชาแกต 1 เท่านั้น ซึ่งเป็นการสอบวัดความสามารถในการอ่าน เขียน คิดวิเคราะห์ และแก้โจทย์ปัญหา ที่นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยเกินครึ่ง และเมื่อเทียบกับคะแนนเฉลี่ยการสอบครั้งที่ 1/2559 พบว่า มีคะแนนเฉลี่ยสูงขึ้นเกือบทุกวิชา ยกเว้นวิชาแพต 1 แพต 2 และแพต 7.5 ที่คะแนนต่ำลงกว่าการสอบครั้งที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังพบว่ามี 3 วิชาที่นักเรียนทำคะแนนได้เต็ม คือ แกต 1 ทำคะแนนได้เต็ม 150 คะแนน ส่วนแพต 7.3 และ แพต 7.6 ทำคะแนนได้เต็ม 300 คะแนน  และมี 4 วิชาคือ แกต 1 แกต 2 แพต 1 และ แพต 5 ที่นักเรียนได้คะแนนต่ำสุดเป็นศูนย์ โดยสาเหตุมาจากบางคนทำข้อสอบไม่ครบทุกข้อ และบางคนตอบไม่ถูกต้องเลย”

สอศ.ประกาศสอบบรรจุครูผู้ช่วย528อัตรา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/225761

การศึกษา,ครูผู้ช่วย,สอศ.,ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์

การศึกษา-สาธารณสุข  :  11 เม.ย. 2559

สอศ.ประกาศสอบบรรจุครูผู้ช่วย528อัตรา

อาชีวะ เปิดรับสมัครสอบบรรจุครูผู้ช่วยกรณีพิเศษ 528 อัตรา ย้ำคุณสมบัติต้องเป็นคนสังกัด สอศ.เท่านั้น รับสมัคร 25 เม.ย.- 2 พ.ค. ทางเว็บไซต์ http://vec.job.thai.com

                    11 เม.ย. 59  ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการอาชีวศึกษา (กอศ.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ตนได้ลงนามในประกาศ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เรื่อง รับสมัครคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ (ว 16 เขตทั่วไป) และในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ว 17) โดยมีตำแหน่งว่างบรรจุได้ 528 อัตรา แบ่งเป็น เขตทั่วไป รับสมัคร 46 กลุ่มวิชา บรรจุได้ 515 อัตรา และในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจฯ รับสมัคร 13 กลุ่มวิชา บรรจุได้ 13 อัตรา โดยผู้สมัครต้องมีคุณสมบัติ เป็นพนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ครูสอนศาสนาอิสลาม วิทยากรอิสลามศึกษา พนักงานจ้างเหมาบริการ ครูอัตราจ้างหรือลูกจ้างชั่วคราวจากเงินงบประมาณ หรือเงินรายได้ของสถานศึกษาและได้ปฏิบัติหน้าที่ในสถานศึกษาสังกัด สอศ.รวมไม่น้อยกว่า 3 ปี โดยเสียค่าสมัครคนละ 300 บาท จะเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 25 เม.ย.ถึง 2 พ.ค. 2559 ผ่านทางเว็บไซต์ http://vec.job.thai.com
                    ทั้งนี้ สำหรับปฏิทินการรับสมัคร ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบภาค ก ความรู้ทั่วไป และภาค ข ความรู้เฉพาะตำแหน่ง วันที่ 13 พ.ค. 2559 สอบวันที่ 29 พ.ค. 2559 ก่อนสอบภาค ค สัมภาษณ์ และประกาศผลเพื่อบรรจุเป็นครูผู้ช่วย ภายในวันที่ 3 มิ.ย. 2559 โดยบรรจุและแต่งตั้งตามตำแหน่งว่างไม่มีขึ้นบัญชีไว้ และการเรียกบรรจุจะมีการเรียงลำดับคะแนน และให้ผู้ที่มีคะแนนมากสุดได้เลือกสถานศึกษาก่อน ซึ่งการบรรจุในเขตทั่วไปต้องปฏิบัติหน้าที่อยู่ในหน่วยงานการศึกษาที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งไม่น้อยกว่า 4 ปี ส่วนเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจฯ ต้องปฏิบัติหน้าที่ไม่น้อยกว่า 3 ปี จึงจะขอย้ายได้ ซึ่งการสอบครั้งนี้ ผู้ที่มีสิทธิ์สมัครสอบคัดเลือก ประมาณ 5,000 กว่าคน ทั้งนี้ ในเขตทั่วไป มีกลุ่มวิชาที่มีจำนวนอัตราว่างมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ช่างยนต์ 55 อัตรา ช่างไฟฟ้ากำลัง 50 อัตรา ภาษาอังกฤษ 43 อัตรา การบัญชี 41 อัตรา และคอมพิวเตอร์ธุรกิจและเทคโนโลยีสารสนเทศ 36 อัตรา

เตือน!เล่นสงกรานต์ระวังตาแดง-โรคผิวหนัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/225747

อำนวย กาจีนะ,อธิบดีกรมควบคุมโรค,สงกรานต์,ตาแดง,โรคผิวหนัง,เตือน,เล่น,ระวัง,แดง,โรค,ผิวหนัง

การศึกษา-สาธารณสุข  :  11 เม.ย. 2559

เตือน!เล่นสงกรานต์ระวังตาแดง-โรคผิวหนัง

กรมควบคุมโรคเตือนเล่นน้ำสงกรานต์ระวังโรคตาแดง-โรคผิวหนัง ห้ามฉีด-สาดน้ำเข้าตา ชี้อันตรายถึงขั้นตาบอด แนะใช้น้ำสะอาด-ดินสอพองที่ได้มาตรฐาน

       11 เม.ย.59 นพ.อำนวย กาจีนะ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ประชาชนควรระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการนำน้ำที่ไม่สะอาด หรือน้ำที่มีขุ่นโคลน มาเล่นสาดน้ำสงกรานต์ เพราะอาจทำให้เป็นโรคผิวหนัง หรือติดเชื้อโรคตาแดงได้ จากข้อมูลสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ช่วงต้นปีนี้วันที่ 1 มกราคม – 4 เมษายน 2559 พบผู้ป่วยโรคตาแดงแล้ว 31,199 ราย จากทั่วประเทศ กลุ่มอายุที่พบมากที่สุด เรียงตามลําดับ คือ 45-54 ปี 12.70%, 35-44 ปี 11.91 % และ 15-24 ปี 10.91 % ส่วนจังหวัดที่มีอัตราป่วยสูงสุด 5 อันดับแรกคือ อุบลราชธานี อํานาจเจริญ แม่ฮ่องสอน ศรีสะเกษ และสระบุรี ที่สำคัญไม่ควรสาดหรือฉีดน้ำเข้าดวงตาโดยตรงเนื่องจากจะทำให้ตาเกิดอักเสบหรืออันตรายถึงขั้นตาบอดได้ ถ้าเป็นเด็กผู้ปกครองควรหาแว่นตาสำหรับกันแดดให้เด็กใส่เพื่อป้องกันน้ำและฝุ่นเข้าตา
       การเล่นสาดน้ำในเทศกาลสงกรานต์ ควรนำน้ำสะอาดมารดน้ำสาดน้ำกัน เช่น น้ำประปาจะดีที่สุด เพราะผ่านการฆ่าเชื้อโรคแล้ว หรือน้ำบาดาลที่มีสิ่งสกปรกตกค้างน้อยกว่า ไม่ควรใช้น้ำสกปรก เช่น น้ำคลองริมถนน รวมถึงน้ำเย็น น้ำแข็ง น้ำผสมเม็ดแมงรัก เม็ดสาคู หรือน้ำผสมสีย้อมผ้าอย่างเด็ดขาด เนื่องจากน้ำดังกล่าวจะมีความสกปรก ปนเปื้อนด้วยเชื้อแบคทีเรีย ไวรัสและพยาธิ รวมถึงสารพิษจากสารเคมีด้วย หากเข้าตามีโอกาสเกิดภาวะระคายเคืองจนตาอักเสบอาจถึงขั้นตาบอดได้ หากเข้าปากเสี่ยงเป็นโรคท้องร่วง และหากโชคร้ายอาจสำลักน้ำ ถ้าเกิดการติดเชื้อเข้าสู่ปอดหรือสมองจนเกิดภาวะปอด สมองอักเสบและอาจกลายเป็นผู้พิการได้ หลังการเล่นน้ำสงกรานต์หากพบว่าบุตรหลานมีสิ่งแปลกปลอมเข้าตา ควรให้การปฐมพยาบาลเบื้องต้นเพื่อป้องกันการติดเชื้อที่อาจลุกลามรุนแรง โดยให้บุตรหลานล้างตาด้วยน้ำสะอาดทันที หรืออาจลืมตาในน้ำและกลอกตาไปมา เพื่อให้สิ่งแปลกปลอมหลุดออก แต่ถ้าสิ่งแปลกปลอมนั้นมีสารเคมีปนเปื้อนอยู่ด้วย ควรล้างโดยให้น้ำไหลผ่านเข้าตา หรือถ้าอาการไม่ดีขึ้น ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจดูอาการและรับการรักษาอย่างทันท่วงที และ หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์อย่างเด็ดขาด เพราะฤทธิ์ของแอลกอฮอล์จะทำให้ผู้เล่นควบคุมสติตัวเองไม่ได้ จนเป็นสาเหตุให้เกิดการทะเลาะวิวาทได้
       นพ.อำนวย กล่าวอีกว่า การเล่นสงกรานต์ในปัจจุบันมักพบว่า มีการใช้แป้งดินสอพองมาใส่น้ำเล่น จึงขอเตือนประชาชนให้เลือกแป้งที่สะอาด มีฉลากกำกับว่าเหมาะกับการใช้ทาร่างกายและซื้อจากแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้ เช่น ผลิตภัณฑ์โอท็อป ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน(มผช.) หรือสังเกตบรรจุในภาชนะที่มีฉลากภาษาไทย แสดงส่วนประกอบสำคัญ ชื่อและที่ตั้งผู้ผลิต วันเดือนปีที่ผลิต อย่างถูกต้อง ไม่ควรเลือกดินสอพองที่ผสมสี เพราะอาจนำสีในอุตสาหกรรมมาผสมแทนสีผสมอาหารที่ราคาแพงกว่า ทำให้เกิดปนเปื้อนสารอันตรายต่างๆ เช่น โพรพีลีน ปรอท ตะกั่ว และซิงค์ออกไซด์ ซึ่งสารเหล่านี้หากร่างกายได้รับจะมีพิษทั้งชนิดเฉียบพลัน เช่น ระคายเคืองต่อผิวหนังโดยเฉพาะบริเวณที่มีบาดแผล รอยถลอก หรือเป็นสิว ผดผื่นแพ้ และอาจได้รับพิษชนิดเรื้อรัง เช่น ทำให้เกิดการทำลายภูมิคุ้มกันผิวหนัง และลุกลามเป็นโรคผิวหนัง หรืออาจส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจและระบบย่อยอาหารได้
       “ปีนี้อากาศจะร้อนถึงร้อนมาก ในการเตรียมตัวก่อนออกไปเล่นน้ำสงกรานต์ ควรใส่เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว และหมวก เพื่อป้องกันแสงแดดและรังสีอุลตราไวโอเลตที่จะทะลุไปถึงผิวหนัง และก่อนออกจากบ้านควรดื่มน้ำสะอาดเย็นๆ สัก 1-2 แก้ว เมื่อออกจากบ้านแล้ว ควรหาจังหวะดื่มน้ำสะอาดเพื่อทดแทนน้ำในร่างกายที่สูญเสียไปกับเหงื่อที่ไหลออกมาในช่วงที่อากาศร้อนอบอ้าวมากๆ หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกประเภท เพราะจะมีผลให้ปัสสาวะบ่อย ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำเพิ่มขึ้นอีก นอกจากนี้ยังไปเพิ่มแรงดันโลหิตให้สูงขึ้น อาจทำให้ร่างกายปรับสภาพไม่ทันจนถึงขั้นช็อกได้”นพ.อำนวยกล่าว

ประชารัฐลดสถิติประสบอันตราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/225669

การศึกษา,แวดวงแรงงาน,ประชารัฐ,อันตราย

การศึกษา-สาธารณสุข  :  11 เม.ย. 2559

ประชารัฐลดสถิติประสบอันตราย

แวดวงแรงงาน : ประชารัฐลดสถิติประสบอันตราย

                    วันก่อน พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เดินทางไปตรวจเยี่ยมและรับฟังผลการดำเนินงานของสถาบันความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อมในการทำงาน ส่วนแยกตลิ่งชัน กทม. นายธีรพล ขุนเมือง ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน ในฐานะโฆษกกระทรวงแรงงาน เล่าว่า พล.อ.ศิริชัย เน้นย้ำภายใต้รัฐบาลปัจจุบันได้ให้ความสำคัญในการลดการประสบอันตรายจากการทำงานของผู้ใช้แรงงานอย่างเข้มข้นและจริงจังอย่างต่อเนื่อง โดยใช้กลไก “ประชารัฐ” เป็นแนวทางในการดำเนินงาน เพื่อให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม ทั้งภาครัฐ ผู้ประกอบการ และผู้ใช้แรงงานเอง
                    ภายใต้เนวคิด “การปลูกจิตสำนึก ร่วมใจป้องกัน สร้างสรรค์ความปลอดภัยและสุขอนามัยที่ดี” ซึ่งจากการดำเนินการที่ผ่านมาเปรียบเทียบสถิติย้อนหลัง 4 ปี ตั้งแต่ปี 2556 จนถึงปี 2559 ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน อัตราการประสบอันตรายจากการทำงานลดลงอย่างต่อเนื่อง จำแนกตามความร้ายแรง พบว่า อัตราการประสบอันตรายในทุกกรณีจากปี 2556 (ต.ค.55-ม.ค.56) มีอัตรา 4.4 ต่อ 1,000 คน ในปี 2559 (ต.ค.58- ม.ค.59) มีอัตราลดลงเหลือ 3.3 และเมื่อดูอัตราการประสบอันตราบร้ายแรง พบว่า ในปี 2556 มีอัตรา 1.28 ต่อ 1,000 คน ในปี 2559 ลดลงเหลือเพียง 0.97 และในกรณีเสียชีวิต ต่อ 1 แสนคน ในปี 2556 มีอัตรา 2.48 ในปี 2559 ลดลงเหลือ 1.90 เท่านั้น
                    ทั้งยังได้ให้สัตยาบันอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 187 ว่าด้วย กรอบเชิงส่งเสริมการดำเนินงานความปลอดภัยและอาชีวอนามัย เมื่อปลายเดือนมีนาคม ซึ่งถือเป็นความสำเร็จของรัฐบาลปัจจุบันที่ต้องการส่งเสริมความปลอดภัยและอาชีวอนามัยในการทำงานของประเทศไทยสู่มาตรฐานสากลด้วย

เปิดม่านการศึกษา : 11 เม.ย. 59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/225668

การศึกษา,เปิดม่านการศึกษา,พล.อ.ดาว์พงษ์  รัตนสุวรรณ

การศึกษา-สาธารณสุข  :  11 เม.ย. 2559

เปิดม่านการศึกษา : 11 เม.ย. 59

เปิดม่านการศึกษา : 11 เม.ย. 59 : โดย…ครูแจ่ม

                    ขยับ ปรับ อย่างรวดเร็ว  เพราะมีการเตรียมการมานานหลายปี งานนี้การกระจายอำนาจบริหารการศึกษา  หลังใช้มาตรา 44 จึงเป็นไปชนิดที่คนได้รับเลือกขึ้นกินตำแหน่งใหญ่ตั้งตัวไม่ติด แต่สามารถสยบทุกความเคลื่อนไหว เพื่อเดินหน้างานด้านการศึกษาต่อไป ตามนโยบายของรัฐบาล “พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา”  ที่เลือกไว้วางใจให้ “พล.อ.ดาว์พงษ์  รัตนสุวรรณ” เป็นแม่ทัพขับเคลื่อนการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารงานใหม่ของกระทรวงศึกษาธิการ ในครั้ังนี้
                    แต่ใกล้เวลาจะหยุดยาวช่วงเทศกาลสงกรานต์ฺแล้ว  หลายคนยังไม่มีโอกาสได้สัมผัส “คู่มือการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัด” ในฐานะจะมาเป็น “นาย” อีกคนของครู แต่เรื่องนี้อีกไม่นาน  ก็คงจะประกาศให้พ่อแม่ผู้ปกครองได้รับรู้กัน ยิ่งเป็นฝ่ายปฏิบัติในพื้นที่ด้วยแล้ว ต้องรับรู้และทราบแนวทางการทำงานให้ชัดเจนมากขึ้น
                    ดูเหมือนทุกสายตาจดจ้องไปที่ “รายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิจังหวัด” วงในกระซิบว่า ตามคอนเซ็ปต์ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา  ในแต่ละจังหวัดหลังจาก “บิ๊กหนุ่ย” แต่งตั้งศึกษาธิการจังหวัดแล้ว ตามโครงสร้างบริหารใหม่ต้องบริหารในรูปแบบ “บอร์ดการศึีกษาจังหวัด”
                    วงในกระซิบว่า  ผู้ทรงคุณวุฒิจังหวัดบางพื้นที่ ประกอบไปด้วย บุคคลจากหลากหลายสาขาอาชีพจริง เช่น พ่อค้าขายยางรถยนต์  เจ้าของธุรกิจรถโดยสาร ข้าราชการบำนาญเกษตรอำเภอ ทนายความ ฯลฯ แต่ในอดีต “ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษา” จะมาจากอาจารย์หรือนักวิชาการในมหาวิทยาลัยของรัฐ ทั้งกลุ่มมหาวิทยาลัยเก่า กลุ่มมหาวิทยาลัยใหม่ กลุ่มมหาวิทยาลัยเพื่อท้องถิ่น ที่สำคัญจะมีอดีตผู้อำนวยการเขตมัธยมศึกษา รวมอยู่ด้วย
                    แต่ไม่ได้หมายความว่า “ผู้ทรงคุณวุฒิ” เหล่านี้ไม่ดี แต่งานด้านการศึกษาเป็นเรื่องละเอียดอ่อน กระทบกับอนาคตลูกหลานไทย และอนาคตของประเทศไทยด้วย  ในทางกลับกันการเลือก “คนคุณภาพ” จากหลากหลายอาชีพ เป็นการเปิดมิติใหม่การศึกษาไทย ที่ไม่จำกัดอยู่เฉพาะคนในกระทรวงศึกษาธิการเท่านั้น แต่คนไทยทุกคนมีส่วนร่วมจัดการศึกษา แต่จะมีส่วนร่วมอย่างไรนั้น ต้องออกแบบให้ชัดเจนนะขอบอก!!
———————
(เปิดม่านการศึกษา : 11 เม.ย. 59 : โดย…ครูแจ่ม)

ฝายมีชีวิต ต้นน้ำอยู่ที่ต้นไม้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/225590

รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม,ฝาย,ต้นน้ำ,ต้นไม้,ชีวิต,อยู่

การศึกษา-สาธารณสุข  :  10 เม.ย. 2559

ฝายมีชีวิต ต้นน้ำอยู่ที่ต้นไม้

รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : ฝายมีชีวิต ต้นน้ำอยู่ที่ต้นไม้ : โดย…สุวัฒน์ คงแป้น

                    สถานการณ์ภัยแล้งปีนี้ นับว่าหนักเอาการ ข่าวทุกสื่อไม่มีแม้แต่วันเดียวที่จะไม่รายงานเรื่องภัยแล้ง หลายพื้นที่แล้งปีนี้นับว่าหนักที่สุดในรอบหลายสิบปี บ้านของผมอยู่ในสวนที่เต็มไปด้วยไม้ยืนต้นก็ยิ่งสังเกตได้ว่า สภาพภัยแล้งมีความรุนแรงที่เห็นได้ชัดเจน ทั้งนี้อาจเป็นเพราะในระยะหลังนี้ มีการใช้น้ำใต้ดิน (เจาะบาดาล) กันมากขึ้น ฝนหยุดตกเพียงไม่กี่วัน ดินก็แตกระแหง
                    วันก่อนไปฟัง ดร.ดำรง โยธารักษ์ สถาบันการเรียนรู้เพื่อจัดการตนเอง และ สมเดช คงเกื้อ นายกสโมสรโลอ้อน นครศรีธรรมราช พูดเรื่อง “ฝายมีชีวิต” ก็ทำให้เกิดความรู้สึกว่า ในท่ามกลางความแห้งแล้ง ถ้ามีความรู้มีการจัดการที่เหมาะสม มีส่วนร่วม มีความร่วมมือ ฯลฯ ความแห้งแล้งที่ดูเหมือนจะเป็นภัยพิบัติอย่างหนึ่งที่สำคัญในปัจจุบัน ก็จะกลายเป็นความชุ่มชื่นและเกิดประโยชน์กับสังคมได้
                    ดร.ดำรง โยธารักษ์ เล่าว่า หัวใจสำคัญประการหนึ่งของการทำฝายมีชีวิตก็คือ การยกระดับน้ำให้สามารถไหลไปยังแหล่งน้ำธรรมชาติได้แทนที่จะขุดลอดคลอง พอถึงหน้าแล้งน้ำดังกล่าวก็จะซึมไปให้เราใช้ ถ้ามองด้วยสายตาจะเห็นว่าน้ำอาจมีน้อยจึงคิดแต่จะสร้างเขื่อนหรือสร้างอ่างเก็บน้ำ แท้จริงแล้วมีอยู่จำนวนมหาศาล
                    เรื่องนี้เป็นจริงโดยประจักษ์ ไม่ว่าเราจะไปคลองสายไหนจะมีคอนกรีตสร้างเป็นช่วงๆ ซึ่งนอกจะไม่เกิดประโยชน์แล้ว ยังเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตขยายพันธุ์ของสัตว์น้ำ ทำให้ตะกอนดินทับถมและพืชริมน้ำที่ช่วยอุ้มน้ำตามธรรมชาติหมดไป
                    สมเดช คงเกื้อ บอกว่า คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจว่าต้นน้ำก็คือพื้นที่ป่าต้นน้ำเท่านั้น แต่ความจริงแล้วต้นไม้ทุกต้นไม่ว่าจะอยู่ช่วงไหนของคลอง ก็คือต้นน้ำทั้งสิ้น หรือพูดง่ายๆ ว่า “ต้นน้ำอยู่ที่ต้นไม้” ซึ่งน่าเสียดายอย่างยิ่งที่ทุกวันนี้ ต้นไม้อันเคยเป็นต้นน้ำถูกขุดไปปลูกในเมือง คนรวยซื้อไปจัดสวนตกแต่งปั๊มน้ำมัน ฯลฯ
                    “ฝายมีชีวิต เป็นกลยุทธ์ในการสร้างความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจของประเทศ การอยู่ดี กินดีของประชาชน สภาพดังกล่าวจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ถ้าขาดความอุดมสมบรูณ์ของฐานทรัพยากร เช่น ดิน น้ำ ป่า ดังนั้นถ้าเราสามารถทำให้น้ำเต็มคลองตลอดทั้งปี จะทำให้น้ำซึมแผ่กระจายไปในดิน เมื่อดินชุ่มน้ำ ป่าก็จะสมบูรณ์ สามารถทำการเกษตรได้ทุกพื้นที่ ส่งผลให้คนกลับถิ่น เพราะทรัพยากรเกิดขึ้นในชุมชน เป็นฐานการผลิต เกิดเศรษฐกิจชุมชนที่มั่นคง”
                    ดร.ดำรง โยธารักษ์ ได้เขียนไว้ในบทความเรื่อง “ได้อะไรจากฝายมีชีวิต” ตอนหนึ่งว่า “ฝายมีชีวิตเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ความเป็นพลเมือง เรียนรู้จากการปฏิบัติโดยเริ่มต้นตั้งแต่เรียนรู้เรื่องน้ำในคลอง ทำไมน้ำในคลองจึงแห้ง ทำไมคลองจึงตื้น ต้นไม้ข้างคลองมีประโยชน์อะไร แล้วมันหายไปไหน ทำไมถึงหายไป สัตว์น้ำในคลองมีอะไรบ้าง ปัจจุบันทำไมมันจึงหายไป เป็นต้น โดยใช้หลักการสิทธิและเสรีภาพ และหลักความเสมอภาค กล่าวคือ เป็นโอกาสที่ทุกคนได้แสดงความคิดเห็นโดยเอาความเห็นร่วมแทนที่จะใช้วิธียกมือลงคะแนน”
                    ดังนั้นการจะเป็นฝายมีชีวิตได้ จะต้องยึดถือหลักการ 3 ขา โดย ขาแรก คือ ต้องทำให้ประชาชนเข้าใจ บนหลักเรียนรู้การเมืองจากพลเมืองข้างต้น คือต้องมีข้อมูลเชิงนิเวศ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีพืช มีสัตว์อะไรอยู่บ้าง แต่ละอย่างมีความสำคัญต่อชีวิตและธรรมชาติอย่างไร ถ้าจะฟื้นสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา จะต้องทำอย่างไร ฝายมีชีวิตจะต้องมีความปรองดองกับธรรมชาติ ปรองดองกับระบบนิเวศ โดยให้ประชาชนในพื้นที่เป็นผู้ให้ข้อมูลผู้แสดงความคิดเห็นและมีการตัดสินใจเลือกร่วมกัน ซึ่งเมื่อได้มีการตัดสินใจร่วมกันแล้ว ก็จะนำไปสู่การจัดทำแผนปฏิบัติการร่วมกันต่อไป
                    ขาที่สอง คือต้องไม่เริ่มด้วยงบประมาณ ต้องใช้ทุนในพื้นที่ เช่น ใช้ไม้ไผ่ หิน ดิน ทราย ในพื้นที่ ถ้าต้องใช้งบอยู่บ้าง ก็ควรเป็นการบริจาคหรือการจัดกิจกรรมหาทุน เช่น การเลี้ยงน้ำชา เป็นต้น คนที่มาทำต้องมาร่วมลงแรงไม่ใช่การจ้าง ซึ่งที่นิยมกันนั้นก็จะใช้ไม้ไผ่ (ที่สามารถแตกหน่อเติบโตได้) ปักเป็นแนว ใช้ไม้ไผ่หรือไม้อย่างอื่นกั้นแล้วผูกด้วยเชือกเป็นหูช้าง ก่อนที่จะใช้กระสอบที่บรรจุทรายวางทับลงไป และไม่ลืมที่จะมีดินผสมขี้วัวไว้เผื่อปลูกต้นไทร ซึ่งเมื่อต้นไทรโตขึ้น รากของมันก็จะชอนไชสานให้ตัวเขื่อนมีความมั่นคงแข็งแรงมากยิ่งขึ้น และที่สำคัญหน้าฝายจะต้องทำเป็นชั้น เพื่อไม่ให้ตะกอนดินที่ไหลมากับน้ำทับถมและยังทำให้สัตว์น้ำว่ายทวนน้ำไปวางไข่ได้ตลอดสาย
                    ขาสุดท้าย ก็คือจะต้องมีกติการ่วม หรือ ธรรมนูญคลอง ในการใช้ประโยชน์หรือบำรุงรักษา มิเช่นนั้นแล้ว จะเรียกว่าฝายมีชีวิตไม่ได้ เพราะทำให้คนที่เห็นแก่ตัวใช้ประโยชน์จากน้ำจนไม่คำนึงถึงส่วนรวม เช่น ทำกระชังเลี้ยงปลา จนส่งกลิ่นเหม็น เป็นต้น ดังนั้นการมีกติการ่วมก็คือข้อตกลงในการดูแลรักษาและใช้ประโยชน์ในสมบัติร่วม ซึ่งสมบัติ (น้ำคลอง) ไม่ใช่สมบัติของคนในชุมชนเท่านั้น แต่เป็นสมบัติทางนิเวศที่จะต้องส่งต่อให้ลูกหลานอย่างสมบูรณ์
                    สถาบันเรียนรู้เพื่อจัดการตนเองได้พรรณนาถึงประโยชน์ของฝายชีวิตไว้หลายประการด้วยกัน 1.ในช่วงหน้าน้ำหลาก ฝายมีชีวิตจะชะลอ กักเก็บน้ำไม่ให้ปริมาณน้ำไปท่วมในพื้นที่ชุมชนเมือง แต่ในขณะเดียวกันปริมาณน้ำของฝายมีชีวิตจะซึมไปช่วยให้ระบบนิเวศในพื้นที่มีความชุ่มชื้นตลอดเวลา 2.ในช่วงหน้าแล้ง ฝายมีชีวิตจะช่วยระบายน้ำออกมาให้ชาวเมือง ชาวบ้านได้ใช้ตลอดช่วงหน้าแล้ง
                    3.ปัจจุบันน้ำใต้ดินลดปริมาณลงอย่างมาก เพราะเรามักแก้ปัญหาน้ำมาก โดยการผันน้ำลงสู่ทะเลให้เร็ว จนน้ำไม่สามารถซึมผ่านลงใต้ดิน ปัญหานี้ฝายมีชีวิตสามารถช่วยได้ เพราะสามารถกักน้ำทำให้น้ำมีเวลาซึมลงสู่ใต้ดิน 4.ฝายมีชีวิตไม่ตัดวงจรทางระบบนิเวศทั้งสัตว์ พืช น้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตะกอนทรายสามารถไหลข้ามผ่านไปได้ทางบันไดหน้าหลังของฝายมีชีวิตเพื่อไปหล่อเลี้ยงชายหาด รวมตลอดจนถึงสัตว์น้ำทุกชนิด โดยเฉพาะปลาสามารถขึ้นลงวางไข่ได้ตามธรรมชาติ
                    5.ฝายมีชีวิตสามารถสร้างวังน้ำตามธรรมชาติที่หายไปจากการขุดลอก ทำให้วิถีชีวิตริมคลองกลับคืนมา เช่น ปลา นก ต้นไม้ 6.ฝายมีชีวิตสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในชุมชนอย่างยั่งยืน 7.เมื่อดิน น้ำ ป่าสมบูรณ์ ฝายมีชีวิตสร้างเศรษฐกิจชุมชนให้เข้มแข็ง
                    การจัดทำฝายมีชีวิตตามแนวคิดข้างต้น จริงอยู่จุดเริ่มต้นเกิดจากการป้องกันและแก้ปัญหาน้ำท่วมเมืองนครศรีธรรมราช ที่บ้านนบเตียน แต่ความรู้นี้ได้นำไปสู่การแก้ปัญหาน้ำแล้งในรูปการจัดการนิเวศทั้งระบบลุ่มน้ำ จึงเกิดฝายมีชีวิตเพิ่มขึ้นในนครศรีธรรมราชจำนวนมาก ปัจจุบันได้มีการนำไปขยายผลที่อุดรธานี พัทลุง ฯลฯ รวมประมาณ 165 ฝาย และกำลังขยายไปยังพื้นที่อื่นๆ ต่อไป
                    ดังนั้นฝายมีชีวิต ไม่เพียงเป็นการจัดการน้ำเท่านั้น แต่ยังเป็นการจัดการความรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นให้กลับคืนมา เป็นการจัดการนิเวศทั้งระบบให้อยู่คู่กับสังคม สร้างการเมืองภาคพลเมือง โดยอาศัยเรื่องที่เป็นชีวิตของตนเองเป็นตัวนำ และทั้งหมดนี้นำไปสู่การจัดการทางสังคมที่นำวิถีแห่งการเอื้ออาทรกลับคืนมาสู่ชุมชน
———————-
(รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : ฝายมีชีวิต ต้นน้ำอยู่ที่ต้นไม้ : โดย…สุวัฒน์ คงแป้น)

การทูตแม่น้ำโขง ว่าด้วยผลกระทบจากเขื่อนจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/225589

หลากมิติเวทีทัศน์,สิ่งแวดล้อม,การทูต,เขื่อน,จีน,แม่น้ำโขง

การศึกษา-สาธารณสุข  :  10 เม.ย. 2559

การทูตแม่น้ำโขง ว่าด้วยผลกระทบจากเขื่อนจีน

หลากมิติเวทีทัศน์ : การทูตแม่น้ำโขง ว่าด้วยผลกระทบจากเขื่อนจีน : โดย…ธีระชัย ศาลเจริญกิจถาวร

                    นับตั้งแต่กลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา จนถึงตอนนี้ ข่าวคราวที่จัดได้ว่าเป็น “Talk of The Region” มากที่สุด คงหนีไม่พ้นการปล่อยน้ำจากเขื่อนในจีน ซึ่งอยู่ใกล้ไทย รวมถึงภูมิภาคแม่น้ำโขงที่สุดในตอนนี้ นั่นคือ เขื่อนจิ่งหง ที่เป็นข่าวดังข่าวใหญ่ก็คงเป็นเพราะว่าจีนแสดงออกอย่างชัดเจนผ่านทางกระบอกเสียงของกระทรวงการต่างประเทศ คือ นายหลู่ คัง โฆษกประจำกระทรวง และส่งสารผ่านไปยังสถานทูตของจีนที่ประจำอยู่ในประเทศต่างๆ ในภูมิภาคนี้ ทั้งเมียนมาร์ ไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม เพื่อให้ผู้นำในประเทศเหล่านั้น ได้ทราบโดยทั่วกัน
                    เขื่อนจิ่งหง หรือ เขื่อนเชียงรุ้ง เป็นหนึ่งใน 6 เขื่อน บนแม่น้ำโขงตอนบนในจีนที่สร้างเสร็จแล้ว อยู่ในส่วนของมณฑลยูนนานของจีน โดยก่อสร้างแล้วเสร็จปี 2552 มีกำลังการผลิตไฟฟ้า 1,750 เมกะวัตต์ ความสูง 118 เมตร โดยมีระยะห่างจาก อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ประมาณ 400 กม.
                    สาระสำคัญของการปล่อยน้ำครั้งนี้ คือ เพื่อช่วยเหลือกลุ่มประเทศในภูมิภาคแม่น้ำโขง ที่ขณะนี้ประสบปัญหาภัยแล้งอย่างหนัก แถมปรากฏการณ์เอลนีโญซ้ำเติม โดยเฉพาะเวียดนามในพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงที่ดูจะหนักหน่วงที่สุด เนื่องจากความแห้งแล้งส่งผลให้น้ำแห้งขอด น้ำทะเลหนุนอย่างหนัก จนทำให้ผืนดินถูกเซาะ สูญเสียที่ทำกินและที่อยู่อาศัยอย่างมหาศาล นอกจากนี้ยังส่งผลให้ดินเค็ม เพาะปลูกไม่ได้ แหล่งน้ำจืดก็ค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยน้ำเค็ม
                    โดยการปล่อยน้ำครั้งนี้ จะปล่อยในปริมาณ 2,000 ลบ.ม./วินาที ตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม-10 เมษายน 2559 รวมระยะเวลาเกือบ 1 เดือน และคาดการณ์ว่าพอถึงช่วงสงกรานต์นี้ น้ำก็จะยังไม่ลดไปถึงระดับปกติ
                    การปล่อยน้ำจากเขื่อนผ่านการแสดงออกอย่างชัดเจนทางการทูตครั้งนี้ ดูเหมือนจะเป็นบุญคุณของประเทศต้นแม่น้ำโขงอย่างจีน ที่ส่งไปยังประเทศในภูมิภาคแม่น้ำโขง และพยายามสะท้อนว่าตนเองมีความปรารถนาดี รวมถึงกล่าวชื่นชมตนเองอย่างชัดเจนว่า ทางจีนมีการบริหารจัดการน้ำที่ดีและมีประสิทธิภาพ เอาชนะธรรมชาติ และสามารถควบคุมน้ำเพื่อนำมาซึ่งผลประโยชน์ของทุกประเทศท้ายน้ำได้อย่างสมดุล
                    แท้ที่จริงแล้ว จุดประสงค์หลักของจีนในการปล่อยน้ำครั้งนี้ก็เพื่อ 1) ทำการผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อตอบโจทย์การสร้างพลังงานในภาคเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของตน 2) ให้สะดวกต่อการคมนาคมขนส่งทางเรือของจีนบนแม่น้ำโขงที่จะทำการค้าขายกับประเทศในภูมิภาคแม่น้ำโขง และ 3) พร่องน้ำในเขื่อนให้สามารถรับน้ำได้ในช่วงฤดูฝน โดยสรุปก็คือจีนได้ประโยชน์อย่างเห็นได้ชัดจากการเล่นบทผู้ให้ ที่จริงๆ แล้วไม่เสียอะไรเลยแม้แต่น้อย หนำซ้ำยังได้กำไรเพิ่มขึ้น คือนอกจากบรรลุจุดประสงค์ของตัวเองแล้ว ยังได้เครดิตและคำขอบคุณจากบรรดาผู้นำในบางประเทศของภูมิภาคแม่น้ำโขงด้วย
                    การปล่อยน้ำจากเขื่อนครั้งนี้ มีนัยทางการเมืองอย่างเห็นได้ชัด เพราะก่อนหน้านี้ใช่ว่าจีนจะไม่เคยปล่อยน้ำออกมา จีนปล่อยน้ำออกมาหลายครั้งหลายหนตลอด 23 ปีที่มีการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงสายหลัก แต่ไม่มีการแจ้งเตือนใดๆ แก่ประเทศท้ายน้ำ โดยเฉพาะประชาชนริมโขงเองก็ไม่เคยได้รับการแจ้งเตือนใดๆ จากทั้งรัฐบาลจีน หน่วยงานต่างๆ ของรัฐบาลในประเทศของตน หรือแม้แต่คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission : MRC) แม้ว่าจะมีการแชร์ข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ก็มิได้มีการประกาศหรือแจ้งเตือนอย่างทั่วถึง จนชาวบ้านริมโขง โดยเฉพาะในส่วนของ อ.เชียงของ จ.เชียงราย ต้องสังเกตจากการแล่นเรือสินค้าจีนเข้ามาในไทยในช่วงหน้าแล้งเป็นตัวชี้วัด นี่เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวของชาวบ้านที่ไม่มีหน่วยงานใดๆ มาร่วมป้องกันหรือแก้ไขปัญหานี้
                    ปีนี้อาจเป็นปีที่ 23 ของการอุบัติขึ้นของเขื่อนม่านวาน เขื่อนแรกบนแม่น้ำโขงในจีน แต่นับเป็นปีที่ 30 ของการเริ่มก่อสร้างเขื่อนดังกล่าวในปี 2529 นับตั้งแต่เขื่อนม่านวานสร้างเสร็จและเริ่มผลิตกระแสไฟฟ้าในปี 2536 ก็ได้เริ่มเกิดเหตุการณ์ที่ผิดปกติต่อการขึ้น-ลงของระดับน้ำในแม่น้ำโขงแล้ว กล่าวคือ ในปี 2535 ก่อนเขื่อนดังกล่าวสร้างเสร็จหนึ่งปี ชาวบ้านริมโขงเริ่มสังเกตเห็นว่าระดับน้ำเริ่มผันผวน จากการตรวจวัดของสถานีวัดระดับน้ำเชียงแสนช่วงต้นหน้าฝน น้ำโขงมีระดับสูงสุดเพียง 4.85 เมตร แต่ช่วงปลายหน้าฝนกลับมีระดับสูงสุดที่ 5.42 เมตร ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระดับน้ำโขงโดยเฉลี่ย (ตามธรรมชาติ) ต้องลดระดับลง และในช่วงหน้าแล้งของปี 2536 ระดับน้ำโขงต่ำสุดอยู่ที่ 0.14 เมตร (1 เม.ย.) และลดลงจนไม่เหลือเลยคืออยู่ที่ 0.0 เมตร ในช่วงเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นเดือนที่เข้าสู่หน้าฝนแล้ว หากใกล้เข้ามาอีกนิด ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ในเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นช่วงหน้าแล้ง ในปี 2556 ระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วประมาณ 2.5-3 เมตร จากระดับปกติ
                    ตัวเลขความผันผวนของแม่น้ำโขงที่ผิดปกติดังกล่าว ส่งผลต่อวิถีชีวิตและการหาอยู่หากินของประชาชนริมโขงใน 5 ประเทศของภูมิภาคแม่น้ำโขงเป็นอย่างยิ่ง กล่าวคือชีวิตของคนโขงถูกผูกโยงกับแม่น้ำ หากระดับน้ำโขงผันผวน วิถีชีวิตและความมั่นคงทั้งในทางเศรษฐกิจและสังคมของคนโขงก็ผันผวนเช่นกัน ผลกระทบที่เห็นเป็นรูปธรรมในรอบสองทศวรรษที่ผ่านมานี้ คือระดับที่ขึ้น-ลงผิดปกติ ไม่เต็มตลิ่งและมีระยะเวลาสั้น ส่งผลให้หาดทรายริมโขงมีความอุดมสมบูรณ์น้อย มีวัชพืชขึ้นมาก ปลาไม่เข้าไปยังห้วยหรือน้ำแก้ง ซึ่งเป็นระบบนิเวศย่อยที่มีความสำคัญต่อการผสมพันธุ์ วางไข่ และอนุบาลปลาเล็กปลาน้อย หากระดับน้ำขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงต้นหน้าฝน ก็จะทำให้เกิดระบบนิเวศย่อย เช่น คอน ซ่ง  ในระยะเวลาที่จำกัด ทำให้ปลาที่กำลังว่ายอพยพทวนกระแสน้ำขึ้นมาเข้าระบบนิเวศย่อยดังกล่าวได้น้อยลง นอกจากนี้ระดับน้ำที่ขึ้น-ลงผิดปกติ ยังส่งผลให้ลวงไหลมอง ลวงตักซ้อน ลวงเบ็ด อันเป็นหลักแหล่งสำคัญในการใช้เครื่องมือประมงเพื่อจับปลาสูญหายไปด้วย ผลกระทบเหล่านี้ส่งผลต่อไปยังชาวประมงแม่น้ำโขงอย่างมาก ผลคือจับปลาได้ยากขึ้น ต้องปรับเปลี่ยนและซ่อมแซมเครื่องมือประมงอยู่บ่อยครั้ง ทำให้มีค่าใช้จ่ายสูง แต่รายได้ลดลง
                    การปล่อยน้ำจากเขื่อนของจีนครั้งล่าสุดนี้ ส่งผลอย่างยิ่งต่อการเพาะปลูกของเกษตรกรริมโขง ปริมาณน้ำที่เพิ่มสูงและไหลอย่างรวดเร็ว ทำให้แปลงผักริมโขงเสียหายอย่างหนัก ไก หรือสาหร่ายน้ำจืด อันเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญในช่วงนี้ รวมถึงเครื่องมือเครื่องใช้ทางการประมงเองก็ถูกพัดลอยไปกับกระแสน้ำเช่นกัน ปลากระชังน็อกน้ำ ล้มตายเนื่องจากอุณหภูมิในน้ำเปลี่ยนแปลงกะทันหัน มูลค่าความเสียหายเหลือคณานับ
                    ภาคการท่องเที่ยวเองก็ได้รับผลกระทบเป็นเงาตามตัว หาดทรายและแก่งแม่น้ำโขงชื่อดังต่างๆ เช่น หาดจอมมณี หาดน้ำก่ำ หาดมโนรมย์ภิรมย์ แก่งคุดคู้ ฯลฯ ที่ขึ้นในช่วงหน้าแล้งถูกน้ำท่วม ผู้ประกอบการร้านค้า ซุ้มอาหารและบริการต่างๆ ที่ทำรายได้ในช่วงนี้ ได้รับผลกระทบกันอย่างถ้วนหน้า หลายรายต้องปรับตัวโดยการเฝ้าระวังระดับน้ำเพื่อคอยเคลื่อนย้ายแพ ซุ้มอาหาร บ้างก็ต้องคอยซ่อมแซมและต่อเติมยกพื้นสูงเพื่อหนีน้ำ ทั้งหมดนี้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น
                    เพียงเขื่อนจิ่งหงเขื่อนเดียวยังสร้างความเสียหายขนาดนี้ หากปล่อยน้ำจากเขื่อนในแม่น้ำสาขาของแม่น้ำโขงในลาวที่จะถูกปล่อยออกมาอีกระลอกจะเสียหายขนาดไหน เนื่องจากเมื่อวันที่ 23 มีนาคม ที่ผ่านมา รัฐบาลลาวได้ประกาศออกสื่อว่าจะมีการปล่อยน้ำเพราะรัฐบาลลาวเองก็มีความเห็นใจเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามเช่นกัน ที่ประสบภัยแล้ง ดินเค็ม เพาะปลูกไม่ได้ โดยปริมาณที่ปล่อยมาในครั้งนี้อยู่ที่ 1,136 ลบ.ม./วินาที แต่ถึงกระนั้นน้ำที่ปล่อยออกมาครั้งนี้ของทั้งเขื่อนจีนและเขื่อนลาวอาจไม่สามารถบรรเทาปัญหาภัยแล้งในเวียดนามใต้ได้ เพราะอาจถูกสูบเข้าไปใช้ในประเทศใดประเทศหนึ่งเสียก่อน รวมถึงมีการระเหยของน้ำเกิดขึ้นด้วย สรุปก็คือการปล่อยน้ำครั้งนี้อาจไม่ช่วยแก้ปัญหาภัยแล้ง แต่อาจสร้างความขัดแย้งระหว่างประเทศเพิ่มมากขึ้น
                    สำหรับคนโขงแล้ว เขื่อนคือต้นตอของหายนะที่เกิดขึ้น ทางออกที่ดีที่สุดของวิกฤติครั้งนี้คือการปล่อยให้แม่น้ำโขงไหลอย่างอิสระ และหยุดการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงสายหลักที่กำลังดำเนินการอยู่ในเวลานี้ และกำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต
———————-
(หลากมิติเวทีทัศน์ : การทูตแม่น้ำโขง ว่าด้วยผลกระทบจากเขื่อนจีน : โดย…ธีระชัย ศาลเจริญกิจถาวร)

แข่งทักษะวิชาการสื่อดิจิทัลออนไลน์เสริมพัฒนาเรียนรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/225527

สื่อดิจิทัล,ออนไลน์,เด็ก,แข่ง,ทักษะ,วิชาการ,สื่อ,เสริม,พัฒนา,เรียนรู้

การศึกษา-สาธารณสุข  :  8 เม.ย. 2559

แข่งทักษะวิชาการสื่อดิจิทัลออนไลน์เสริมพัฒนาเรียนรู้

แข่งทักษะวิชาการสื่อดิจิทัลออนไลน์ เสริมพัฒนาการเรียนรู้เด็กยุคใหม่ : พนัสวรรณ โคกทองรายงาน

              การแข่งขัน TaamKru Aptitude Test (TKAT) เป็นการทดสอบความถนัดทางการเรียนรู้แบบปรับระดับอัตโนมัติ ซึ่งในปีที่ 5 นี้ ได้จัดการแข่งขันตลอดเดือนกุมภาพันธ์ 2559 ที่ผ่านมา โดยเปิดโอกาสให้เด็กตั้งแต่ชั้นอนุบาลถึงประถมศึกษาปีที่ 6 ทั่วประเทศ เข้าร่วมพัฒนาทักษะทางเชาวน์ปัญญา (ไอคิว) ผ่าน 5 วิชาหลัก ได้แก่ ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา และภาษาไทย พบว่ามีเด็กให้ความสนใจร่วมแข่งขันกว่า 5,000 คน การแข่งขันแบ่งออกเป็นทั้งหมด 3 ระดับ คือ ระดับอนุบาล ระดับประถมต้น และระดับประถมปลาย

จัดขึ้นโดย TaamKru Aptitude Test (TKAT) Season 5 โดยเว็บไซต์ถามครู.com ร่วมมือกับ บริษัท เลิร์น คอร์ปอเรชั่น จำกัด, บริษัท โปรเซอร์วิส จำกัด, นานมีบุ๊คส์, บริษัท ชาร์ป ไทย จำกัด, บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน), มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, มหาวิทยาลัยขอนแก่น และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดพิธีมอบรางวัลการแข่งขันทักษะทางวิชาการ พร้อมประกาศผลเด็กไทยเก่งวิชาการ ชนะการแข่งขันระดับชาติ “TKAT Season 5” ชิงถ้วยประทานพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ ผู้ที่สามารถทำคะแนนได้สูงสุดและใช้เวลาน้อยที่สุดในแต่ละระดับจะได้รับถ้วยรางวัลประทานจากพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ พร้อมทุนการศึกษาจำนวน 5,000 บาท ทุนวิจัยสำหรับครู 5,000 บาท และโล่เกียรติยศสำหรับโรงเรียน

ดร.ม.ล.จันทน์กฤษณา ผลวิวัฒน์ บรรณาธิการเว็บไซต์ถามครู.com อธิบายว่า แบบทดสอบ TKAT แต่ละชุดมีการออกแบบให้เหมาะสมกับความสามารถของเด็กแต่ละคน ซึ่งใช้แบบทดสอบต่างชุดกัน โดยมีการคัดเลือกข้อสอบที่มีความยากเหมาะสมกับระดับความสามารถของเด็กที่สอบเป็นรายบุคคล ผ่านระบบคอมพิวเตอร์ที่คัดเลือกข้อสอบบนพื้นฐานจากผลการตอบข้อสอบข้อที่ผ่านมาของเด็ก ซึ่งเมื่อเด็กทำข้อสอบข้อแรกแล้วระบบจะวิเคราะห์และประเมินผลระดับความสามารถของเด็ก เพื่อคัดเลือกข้อสอบที่เหมาะสมข้อต่อไป โดยมีหลักการว่า เมื่อเด็กตอบข้อสอบถูกต้องข้อสอบข้อถัดไปจะยากขึ้น แต่ถ้าตอบผิดข้อถัดไปจะง่ายลง

ผลการแข่งขัน TaamKru Aptitude Test (TKAT) Season 5 ในปีนี้ ผู้ชนะเลิศระดับอนุบาล ได้แก่ ด.ช.ธนกร ตั้งเจตน์ นักเรียนโรงเรียนสาธิต มศว ประสานมิตร 466.76 คะแนน ผู้ชนะเลิศระดับประถมต้น ได้แก่ ด.ญ.พัชร์พิชา เลิศวิสิฐพล นักเรียนโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 450.24 คะแนน และผู้ชนะระดับประถมปลาย ได้แก่ ด.ช.นภวริศ สุภธีระ นักเรียนโรงเรียนอนุบาลขอนแก่น 482.50 คะแนน

“สำหรับกิจกรรมการสอบแข่งขันครั้งนี้ ถือว่าเป็นครั้งที่ให้ประโยชน์อย่างยิ่งต่อเยาวชน ซึ่งเป็นอนาคตของประเทศ เป็นการทดสอบทักษะทางวิชาการผ่านสื่อดิจิทัลออนไลน์ พร้อมทั้งยังเป็นการช่วยเสริมพัฒนาการของเยาวชนได้อย่างดีเยี่ยม นับว่าเป็นการนำสื่อดิจิทัลและเทคโนโลยีในปัจจุบันที่ทันสมัยมาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับการศึกษาและพัฒนาการของเยาวชน ทำให้เห็นถึงความสุขและความสนุกกับการศึกษาของเยาวชนและสังคมในยุคครอบครัวปัจจุบันได้อย่างชัดเจน” เฉลิมยุทธ  บุญมา ผู้จัดการอาวุโส Business Innovation & Dtac Accelerate บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าว

การทดสอบความถนัดทางการเรียนรู้กับ TaamKru Aptitude Test นี้ นอกจากสามารถทดสอบทักษะทางวิชาการของเด็กเป็นรายบุคคล มีการตรวจให้คะแนน และรายงานผลการวัดความถนัดทางการเรียนรู้ของเด็กได้ทันที มีความถูกต้องแม่นยำและมีประสิทธิภาพแล้ว ยังช่วยครู พ่อแม่ ผู้ปกครองให้สามารถเปรียบเทียบความถนัดและคำนวณผลคะแนนเฉลี่ยจากเด็กทั่วประเทศกับเด็กวัยเดียวกันได้อีกด้วย

สำหรับผู้ที่สนใจ TaamKru เปิดโอกาสให้นักเรียน ผู้ปกครอง และคุณครู ได้ร่วมทดลองแบบฝึกหัดออนไลน์และแอพพลิเคชั่นได้ที่ โทร.08-9500-5558 หรือ http://taamkru.com หรือ facebook.com/taamkru


ชงครม.ส่งคนทำผิดก.ม.จราจรเข้าห้องดับจิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/225525

จราจร,ห้องดับจิต,สุขภาพ

การศึกษา-สาธารณสุข  :  7 เม.ย. 2559

ชงครม.ส่งคนทำผิดก.ม.จราจรเข้าห้องดับจิต

กรมคุมประพฤติชงครม. ส่งคนทำผิดกฎหมายจราจรเข้าทำงานห้องดับจิต หวังสร้างความหลาบจำ ระบุโทษเดิมกวาดถนน-ตัดกิ่งไม้ไร้ผล

              เมื่อวันที่7เม.ย. ที่กระทรวงสาธารณสุข ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระสาธารณสุข(รมว.สธ.) พร้อมด้วยนพ.โสภณ เมฆธน ปลัดสธ. พ.ต.อ.เกรียงเดช จันทรวงศ์ รองผู้บังคับการกองแผนงานกิจการพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) และนายนนท์จิตร เนตรพุกกณะ ผอ.กองกิจการชุมชนและบริการสังคม กรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม(ยธ.) ร่วมกันแถลงข่าว “การเตรียมการรองรับเทศกาลสงกรานต์2559” โดยศ.คลินิก เกียริตคุณ นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า ประเทศไทยถูกจัดให้เป็นประเทศที่มีการเกิดอุบัติเหตุเป็นอัน2ของโลก และเป็นอันดับ1ของเอเชีย โดยเฉพาะช่วงสงกรานต์พบว่ามีอัตราการเสียชีวิตเฉลี่ย2.3คนต่อชั่วโมง บาดเจ็บ160คนต่อชั่วโมง

ดังนั้น หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องทั้งทหาร ตำรวจ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้มีการออกมาตรการเพื่อลดอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ประชาชนเป็นผู้ที่จะป้องกันการเกิดอุบัติเหตุได้มากที่สุดต้องตระหนักถึงความปลอดภัย ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ขณะขับขี่ คาดเข็มขัดนิรภัย สวมหมวกนิรภัย ก่อนเดินทางต้องพักผ่อนให้เพียงพอ อย่าให้เกิดความสูญเสีย หรือพิการกับคนในครอบครัวช่วงเทศกาลแห่งความสุข

นพ.โสภณ กล่าวว่า สธ.ได้มีการเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ทางด้านสุขภาพ อาทิ เตรียมแพทย์ พยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ ทีมแพทย์เคลื่อนที่เร็วที่สามารถเข้าพื้นที่เกิดอุบุติเหตุได้ภายใน10นาที มีการสำรองเลือด เตียง ออกซิเจน ห้องผ่าตัด ห้องไอซียูไว้รองรับ รวมทั้งประสานกับสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ( สพฉ)เรื่องการเข้าพื้นที่เกิดอุบัติเหตุและการส่งต่อผู้ป่วยทั้งทางน้ำและทางอากาศ นอกจากนี้ ยังได้กำชับให้มีการปฏิบัติตามพรบ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์พ.ศ.2551อย่างเข้มข้น โดยเฉพาะการจำหน่ายในสถานที่ห้ามจำหน่าย และการจำหน่ายให้เด็กอายุต่ำกว่า20ปี รวมถึง กรมควบคุมโรคจะมีการลงพื้นที่เพื่อติดตามการปฏิบัติงานด้วย

ด้าน นายนนท์จิตร กล่าวว่า การลงโทษผู้กระทำผิดตามพ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ใช้การบำเพ็ญประโยชน์สาธารณะ เช่น ทำความสะอาดถนน ตัดกิ่งไม้ เป็นหลักแต่พบว่ายังไม่หลาบจำ เมื่อเร็วๆ นี้ได้มีการทำข้อตกลงร่วมกับสธ.ให้ผู้ประพฤติผิดพรบ.จราจรฯ ต้องเข้าไปช่วยบุคลากรสาธารณสุขในการดูแลผู้ป่วยอุบัติเหตุ

แต่จากการประเมินผลในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา ยังพบสถิติผู้กระทำผิดเพิ่มขึ้น ซึ่งมีทั้งผู้ที่กระทำผิดซ้ำ และผู้กระทำผิดรายใหม่ ส่วนมากเป็นกลุ่มวัยรุ่น กรมคุมประพฤติจึงได้เสนอมาตรการบำเพ็ญประโยชน์อย่างเข้มข้น ด้วยการให้เข้าไปช่วยเหลืองานในห้องดับจิตของโรงพยาบาล เพื่อให้เกิดความหลาบจำ โดยเรื่องนี้ได้เสนอเข้า ครม.เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และจะเริ่มพิจารณาในกลุ่มที่กระทำความผิดพรบ.จราจรฯหลังเทศกาลสงกรานต์ จะสามารถบังคับใช้ได้ต้องให้ศาลสั่งการ จากนั้นผู้กระทำผิดต้องมารับทราบบทลงโทษและทำข้อตกลงร่วมกับกรมคุมประพฤติ


‘ดาว์พงษ์’มั่นใจสะเต็มศึกษาพัฒนาเด็กคิดวิเคราะห์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/225519

ดาว์พงษ์,สะเต็มศึกษา,อาชีวะ

การศึกษา-สาธารณสุข  :  7 เม.ย. 2559

‘ดาว์พงษ์’มั่นใจสะเต็มศึกษาพัฒนาเด็กคิดวิเคราะห์

“ดาว์พงษ์” เชื่อมั่นสะเต็มศึกษาทำให้เด็กคิดวิเคราะห์เป็น และสามารถนำมาบูรณาการในรายวิชาอื่นได้ ขณะที่ สพฐ.เตรียมอบรมครู 17,220 คนในเดือนพ.ค.2559

            7เม.ย.2559 พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังประชุมคณะกรรมการนโยบายการจัดการเรียนการสอนสะเต็มศึกษาในสถานศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ว่า การจัดการสอนสะเต็มศึกษาไม่ใช่เรื่องใหม่ ที่ผ่านมามีโรงเรียนได้นำใช้ในการเรียนการสอนมาไม่น้อยกว่า 2 ปี ขณะเดียวกันก็มีหลายหน่วยงานมากที่ดำเนินการเรื่องสะเต็ม ซึ่งตนเห็นว่าควรจะมาร่วมมือกันเพื่อทำให้เกิดความชัดเจนวางระบบการขับเคลื่อนให้เข้มแข็ง อีกทั้งการทำงานหลายเรื่องให้เห็นผลสำเร็จก็จำเป็นต้องใช้งบประมาณด้วย ทั้งนี้ หลักการของสะเต็มศึกษาคือทำให้เด็กได้รู้จักคิดวิเคราะห์ ใช้เหตุใช้ผล โดยบูรณาการความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี คณิตศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์ มาประยุกต์สู่การปฏิบัติ

“การจัดการเรียนการสอนสะเต็มศึกษา จะเป็นการฝึกทักษะที่จำเป็นสำหรับเด็กเพื่อการทำงานในอนาคต หรือทักษะในศตวรรษที่ 21 และนักเรียนจะมีโอกาสทำงานร่วมกับผู้อื่น ฝึกทักษะการสื่อสาร สำหรับกิจกรรมสะเต็มนั้นสามารถนำไปบูรณาการกับการเรียนในรายวิชาอื่นๆได้ด้วย เพราะฉะนั้น เมื่อ เด็กได้เรียนสะเต็มศึกษาจะทำให้เด็กเกิดความคิดสร้างสรรค์สามารถสร้างนวัตกรรมเป็นชิ้นงานเพื่อพัฒนาสังคมและประเทศได้ ส่วนครูผู้สอนนั้นจะต้องสร้างกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อให้สอดคล้องกับสะเต็ม ศึกษาด้วยการปฎิบัติมากขึ้น และต้องทำให้เด็กรู้ว่าเรียนแล้วเด็กจะนำไปประยุกต์ใช้กับอะไรได้บ้าง เช่น จัดกิจกรรมให้เด็กมีโอกาสตอบโจทย์สถานการณ์ชีวิตจริงแต่ละวัน เป็นต้น เชื่อว่าการเรียนสะเต็มศึกษาจะทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีขึ้น แต่ทั้งนี้ก็มีการปรับเปลี่ยนวิธีการประเมินให้สอดคล้องกับการเรียนสะเต็ม ศึกษาด้วยเช่นกัน”พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวและว่า ทั้งนี้ จะต้องมีการพัฒนาครูผู้สอนให้มีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการสอนสะเต็มศึกษา ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จะเป็นผู้ดำเนินการ

นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า สพฐ.จะเริ่มดำเนินการขับเคลื่อนสะเต็มศึกษาในปีการศึกษา 2559 ใน 2,250 โรงทั่วประเทศ โดยมีเป้าหมายจะอบรมครูใน 3 วิชา ได้แก่ วิชาคณิตศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี จำนวน 17,220 คนในเดือนพ.ค.2559  โดยมุ่งเน้นสร้างแรงบันดาลใจและสร้างความรู้เข้าใจถึงการจัดการเรียนการสอนสะเต็มศึกษาว่าจะมีส่วนสำคัญที่จะช่วยพัฒนาเด็กอย่างไรบ้าง เพื่อให้ครูเกิดความรู้สึกที่ดีกับเรื่องสะเต็มศึกษาก่อน ส่วนหลักสูตรที่นำมาใช้อบรมทางสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) เป็นผู้รับผิดชอบ