ชุมชนคุณธรรมพลัง’บวร’เชิดชูชาติศาสนาพระมหากษัตริย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/225462

คุณธรรม,บวร,ศาสนา,ชุมชน,พลัง,เชิดชู,ชาติ,พระมหากษัตริย์

การศึกษา-สาธารณสุข  :  7 เม.ย. 2559

ชุมชนคุณธรรมพลัง’บวร’เชิดชูชาติศาสนาพระมหากษัตริย์

ชุมชนคุณธรรมพลัง’บวร’เชิดชูชาติศาสนา พระมหากษัตริย์

              เมื่อเร็วๆ นี้ นายกฤษศญพงษ์ ศิริ อธิบดีกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ได้ต้อนรับ และบรรยายในหัวข้อ “บทบาทภาระหน้าที่การบริหารงาน การดำเนินงานของกรมการศาสนา” แก่คณาจารย์และนักศึกษา หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต และหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาศาสนากับการพัฒนา (ภาคปกติ) ชั้นปีที่ 1 ภาคการศึกษาที่ 2/2558 คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยมี ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่กรมการศาสนาร่วมรับฟังการบรรยาย ณ ห้องประชุมกรม ชั้น 12

อธิบดีกรมการศาสนาเริ่มต้นด้วยการแนะนำถึง “วิสัยทัศน์ของกรมการศาสนา” ว่า เป็นองค์กรหลักในการส่งเสริมและสร้างความสมานฉันท์ทั้งแผ่นดิน ภายใต้หลักธรรมทางศาสนา และปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยมี “พันธกิจ” 4 ข้อ คือ 1.สนองงานพระราชพิธี พระราชกุศล รัฐพิธี และศาสนพิธี 2.ปลูกฝังและเสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรม เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต 3.ส่งเสริมและสานสัมพันธ์กิจกรรมทางศาสนา 4.อุปถัมภ์ ทำนุบำรุง คุ้มครองกิจการด้านศาสนา ภายใต้ 4 ยุทธศาสตร์หลักในการขับเคลื่อนและการดำเนินงานของกรมการศาสนา

ยุทธศาสตร์ที่ 1 รักษาสืบทอดสถาบันหลักของประเทศ ให้ประชาชนเกิดความภาคภูมิใจ ความรักและหวงแหน ได้แก่ 1.สนองงานและสืบสานงานพระราชพิธี พระราชกุศล พระบรมราชูปถัมภ์ พระบรมราชานุเคราะห์ รัฐพิธี และศาสนพิธี ให้ถูกต้องตามโบราณราชประเพณี และอนุรักษ์สืบทอดให้มั่นคงสืบไป 2.ปฏิบัติงานด้วยความถูกต้องและสง่างาม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในบทบาทหน้าที่ของการรับสนองงานและสืบสานงานพระราชพิธี พระราชกุศล พระบรมราชูปถัมภ์ พระบรมราชานุเคราะห์ และงานศาสนพิธี อันถือเป็นหน้าที่อันทรงเกียรติ

ยุทธศาสตร์ที่ 2 ส่งเสริม สืบสาน ปลูกฝังจิตวิญญาณให้เกิดความเลื่อมใสศรัทธา ในสถาบันศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ ได้แก่ 1.กระตุ้นและส่งเสริมให้ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมทางศาสนา 2.น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปสู่วิถีปฏิบัติ 3.ปลูกฝังให้ประชาชนเกิดความเลื่อมใสศรัทธาในสถาบันศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์

ยุทธศาสตร์ที่ 3 บูรณาการการทำงานเครือข่าย เพื่อขับเคลื่อนหลักธรรมทางศาสนาสู่ประชาชน ได้แก่ 1.ยึดหลักการบูรณาการและใช้หลักธรรมทางศาสนาเป็นเครื่องมือในการสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน 2.ร่วมมือกับทุกภาคส่วน วางรากฐานในเรื่องคุณธรรมจริยธรรมให้มั่นคง 3.ประสานการทำงานร่วมกับเครือข่าย เพื่อขับเคลื่อนหลักธรรมทางศาสนาสู่ประชาชน

ยุทธศาสตร์ที่ 4 น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง บูรณาการงานศาสนา ได้แก่ 1.น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นนโยบายหลักในการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ของกรมการศาสนา 2.กำหนดให้วัด ศาสนสถาน รวมทั้งองค์กรทุกเครือข่าย ได้เปิดพื้นที่ให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของชุมชน

อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวต่อว่า สำหรับกลยุทธ์การขับเคลื่อนการดำเนินงานของกรมการศาสนานั้น ได้ใช้พีระมิดคุณธรรม 4 ด้าน ในการขับเคลื่อนให้เกิด “สังคมคุณธรรม” ประกอบด้วย ด้านที่ 1 บ้าน–วัด–โรงเรียน เกิดการผนึกพลังในการขับเคลื่อน “สังคมคุณธรรม” ด้านที่ 2 ประกอบด้วยข้อปฏิบัติหลัก 3 ประการ ในการขับเคลื่อนให้เกิดสังคมคุณธรรม ประกอบด้วยยึดและปฏิบัติตามหลักธรรมทางศาสนาของแต่ละศาสนา สำหรับศาสนาพุทธให้รักษาศีล 5 น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นหลักในการพัฒนาคุณภาพชีวิต และการดำรงชีวิตตามวิถีวัฒนธรรมที่ดีงาม ด้านที่ 3 ความมั่นคงของประเทศไทย 3 สถาบันหลักที่สำคัญของชาติ คือ สถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นพลังที่ยั่งยืนของประเทศ ที่นำพาชาติก้าวหน้าและดำรงอยู่อย่างมั่นคง ด้านที่ 4 องค์ประกอบสังคมคุณธรรม คือ คนคุณธรรม ชุมชนคุณธรรม องค์กรคุณธรรม หน่วยงานคุณธรรม และสังคมคุณธรรม

เป้าหมายของสังคมคุณธรรม คือ ประชาชนทุกเพศ ทุกวัย ทุกกลุ่มอายุ ทุกพื้นที่ นำหลักธรรมไปประพฤติปฏิบัติ ให้มีชีวิตที่มีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน อย่างสมดุล

สำหรับการดำเนินงานโครงการ/กิจกรรมของกรมการศาสนา ประกอบด้วย 1.การสร้างความมั่นคงของสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ สนองงานพระราชพิธี พระราชกุศล รัฐพิธี และศาสนพิธี ส่งเสริมการจัดกิจกรรมวันสำคัญของสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ 2.ส่งเสริมให้เกิดสังคมคุณธรรม โดยพลังศาสนา เช่น ชุมชนคุณธรรม ได้แก่ โครงการศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ศูนย์อบรมศาสนาอิสลามและจริยธรรมประจำมัสยิด ลานธรรม ลานวิถีไทย โดยใช้มิติบวร องค์กร/หน่วยงานคุณธรรม และ คนมีคุณธรรม ได้แก่ โครงการยกย่องผู้ทำคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา โครงการส่งเสริมพระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนไปประกอบศาสนกิจ ณ สังเวชนียสถาน 4 ตำบล 3.สนับสนุนส่งเสริมองค์กรศาสนา เผยแผ่หลักธรรมคำสอนทางศาสนาสู่ประชาชน ให้ความสำคัญ ส่งเสริมให้องค์กรทางศาสนาจัดกิจกรรมและการมีส่วนร่วม และการทำงานภายใต้มิติศาสนิกสัมพันธ์

การทำงานดังที่กล่าวมาข้างต้นทำให้ผลการดำเนินงานของกรมการศาสนาถือเป็นที่รู้จัก จากการสำรวจของกระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับ สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ดำเนินการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 3,106 คน ระหว่างวันที่ 10–18 สิงหาคม 2558 สรุปผลได้ ดังนี้ การปกป้องและเชิดชูสถาบัน ศาสนา และพระมหากษัตริย์ 86.25% 2.การทะนุบำรุงและอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาและศาสนาอื่นๆ 71.82% 3.การอนุรักษ์ ฟื้นฟู และเผยแพร่มรดกทางวัฒนธรรม 63.25% รู้จักผ่านกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี เทศกาลมาฆบูชา และเทศกาลฮัจญ์ เป็นต้น

การดำเนินงานในปี 2558 ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในการกระตุ้น เชิญชวน ให้เครือข่ายทุกภาคส่วนรวมพลังในการขับเคลื่อนกิจกรรมผ่าน “บวร”  ซึ่งผลโพลล์เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เห็นภาพแห่งความสำเร็จนั้น


ป.ป.ส.เปิดตัวชุด‘เล่นล้อมรัก’สร้างภูมิคุ้มกันยาเด็กปฐมวัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/225395

ยาเสพติด,ป.ป.ส.,ปฐมวัย

การศึกษา-สาธารณสุข  :  5 เม.ย. 2559

ป.ป.ส.เปิดตัวชุด‘เล่นล้อมรัก’สร้างภูมิคุ้มกันยาเด็กปฐมวัย

ป.ป.ส.เดินหน้า สานต่อนโยบายสร้างภูมิคุ้มกันยาเสพติดในเด็กปฐมวัย เตรียมความพร้อมให้พลเมืองรุ่นใหม่

              ที่ลานเวทีเอเทรียม ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายวิตถวัลย์ สุนทรขจิต รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เป็นประธานในพิธีเปิดตัวสื่อการเล่นพัฒนา EF (Executive Functions) ชุด “เล่นล้อมรัก” สร้างภูมิคุ้มกันยาเสพติดในเด็กปฐมวัย โดยมีนายณัฐวุฒิ สกิดใจ ดารา นักแสดงชายยอดนิยมและบุตรชาย น้องภูดิศ สกิดใจ ร่วมพิธีเปิดฯ เมื่อวันที่ 2 เม.ย.ที่ผ่านมา

นายวิตถวัลย์ เปิดเผยว่า แผนแม่บทในเรื่องของการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดของ สำนักงาน ปปส.ได้ร่วมกันทำขึ้นระหว่างภาคีที่เกี่ยวข้องทั้งหมดทุกหน่วยราชการ โดยมีการกำหนดยุทธศาสตร์เอาไว้ 8 ยุทธศาสตร์ ซึ่งมีงานหลักๆที่ต้องปฏิบัติอยู่ 4 ด้าน คือ งานป้องกัน งานบำบัด งานปราบปรามยาเสพติด และด้านการบริหารจัดการ โดยงานที่ทาง สำนักงาน ปปส.ได้ทำมาอย่างต่อเนื่องก็คืองานด้านป้องกันและปราบปราม ซึ่งปัจจุบันได้ขยายวิธีการป้องกันและปราบปรามโดยการขอความร่วมมือกับต่างประเทศ เพื่อจะยกระดับการปราบปรามออกไปนอกประเทศและยังเป็นการป้องกันและปราบปรามจากนอกประเทศเข้ามา

สำหรับงานด้านบำบัดรักษา ปปส.ได้ทำมาโดยตลอดเป็นเวลา 10 ปี ที่ผ่านมา 1-2 ปี ได้มีการปรับระบบการทำงานให้เกิดความเป็นเอกภาพเป็นให้โอกาสกับคนที่หลงผิดจริงๆ ส่วนงานป้องกันแม้ว่า สำนักงานปปส.จะทำงานมาโดยตลอดตั้งแต่ก่อตั้งสำนักงานปปส. มา37 ปี แต่งานป้องกันที่ทางปปส.ทำ เหมือนกับว่ายังไม่ได้เข้าไปถึงแก่นของปัญหา นั่นอาจเป็นเพราะว่า เราไปมุ่งแต่เฉพาะกลุ่มมากเกินไป ซึ่งเป็นกลุ่มที่เล็ก ความควบคุมของงานจึงไม่เกิด แต่ปัญหายาเสพติดกลับเคลื่อนที่เร็วมากและกลุ่มเป้าหมายมีการเคลื่อนที่โดยตลอด เดิมที่กลุ่มผู้ติดยาเสพติดเป็นกลุ่มวัยรุ่น แต่ขณะนี้ได้ขยับลงมาระดับกลุ่มมัธยม ซึ่งบางครั้งจากการจัดค่ายบำบัดยาเสพติด มีการพบเห็นในเด็กปฐมด้วยซ้ำ ซึ่งตรงนี้จากการหารือร่วมกัน ถ้าเราไม่ป้องกันเด็กตั้งแต่เล็กเลย โดยการสร้างภูมิคุ้มกันจริงๆขึ้นมา เมื่อเด็กทุกคนโตขึ้นมาโอกาสที่เขาจะไปสัมผัสสิ่งแวดล้อมต่างๆที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และอาจเป็นสิ่งแวดล้อมที่ใจร้าย หรือสิ่งแวดล้อมที่โหดร้ายมากว่าในอดีต โอกาสที่เขาจะไปสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมเหล่านี้จะมีสูงขึ้น สำนักงาน ปปส.จึงได้ตัดสินใจร่วมกับนักวิชาการ และผู้ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มที่เราให้ความสำคัญในช่วง 5 ปี ก็คือกลุ่มปฐมวัย ซึ่งเป็นจุดแรกเริ่มในการที่ดำเนินการของเด็กปฐมวัย

โดยการทำงานดังกล่าว ปปส.ได้ดำเนินการมาแล้วปีนี้เป็นปีที่ 2 แล้ว เด็กที่ผ่านการพัฒนา EF (Executive Functions) ที่คุณครูสะท้อนมา สามารถจัดการกับปัญหาที่ตนตระหนักว่าเป็นสิ่งอันตรายต่อตนเองและสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ นับไว้ได้ว่าเห็น ความคืบหน้าและเห็นผลทางบวกกับการทำงานกับเด็กปฐมวัยค่อนข้างจัดเจน เขามีความพร้อมที่จะเรียนรู้ มีความคิดและพฤติกรรมที่จะเติบโตขึ้นไปอย่างแข็งแกร่ง สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างปลอดภัย สามารถรับมือกับสภาพแวดล้อมในปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วได้ พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับสิ่งเร้าต่างๆมากมาย รวมไปถึงยาเสพติด

โดยสื่อการเล่นพัฒนา EF (Executive Functions) เป็นการดำเนินการตามยุทธศาสตร์การป้องกันกลุ่มผู้มีโอกาสเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดปี 255-2562 เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันยาเสพติดในเด็กปฐมวัย (ช่วงอายุ 3-6 ปี) ผ่านชุดสื่อพัฒนาทักษะทางสมอง EF โดยเสริมสร้างทักษะ“ความสามารถของสมองในการบริหารจัดการชีวิต” (การคิดเชิงบริหาร = Executive Functions : EF) อันสำคัญ 9 ประการ ได้แก่ 1) จำเพื่อใช้งาน (Working Memory) 2) ยั้งคิด ไตร่ตรอง (Inhibitory Control) 3) ยืดหยุ่นความคิด (Shift/Cognitive Flexibility) 4) ควบคุมอารมณ์ (Emotional Control) 5) จดจ่อใส่ใจ (Focus/Attention) 6) ติดตามประเมินตนเอง (Self-Monitoring) 7) ริเริ่มลงมือทำ (Initiating) 8) วางแผนและจัดระบบดำเนินการ (Planning & Organizing) และ 9) มุ่งเป้าหมาย (Goal-directed Persistence) ซึ่งจากผลงานวิจัยพบว่า EF จะเริ่มพัฒนาในช่วงอายุ 0-6 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดของการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของทักษะ EF เมื่อพ้นอายุ 6 ขวบ การพัฒนาทักษะจะพัฒนาต่อจนถึงช่วงวัยรุ่นและผู้ใหญ่ตอนต้น

โดยถ้าเราสามารถใส่ทั้ง 9 ปัจจัย เข้าไปในเด็กที่ยังบริสุทธิ์อยู่โดยการฝังไว้ในสมองของเขา เมื่อถึงเวลาที่เขาจำเป็นต้องใช้ก็จะกระตุ้นความจำที่เป็นประโยชน์อยู่ในสมองออกมาใช้คล้ายๆเป็นการฝังชิฟหรือฝังข้อมูลไว้กับเด็กเลย เมื่อเขาโตมาแล้วไปเจอเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์เขาจะสามารถตัดสินใจได้ด้วยตัวของเขาเอง ซึ่งในเรื่องของทักษะ EF ปปส.คาดหวังว่า ถ้าเราสามารถปลูกฝังเด็กกลุ่ม 0-6 ขวบนี้ได้ เมื่อเด็กเหล่านี้โตขึ้นมาอนาคต ประเทศไทยจะได้เยาวชนรุ่นใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดเพราะมีภูมิคุ้มกันที่ชัดเจน และความคาดหวังที่มากกว่านั้น ในเรื่องของทักษะของ EF ตัวประกอบของ EF ไม่เฉพาะมีผลต่อการป้องกันยาเสพติดแต่จะสร้างให้เด็กที่โตขึ้นมีจริยธรรมและคุณธรรมด้วย

สำหรับเครือข่ายที่เป็นพันธมิตรที่เป็นภาคีหลักเริ่มต้นในการดำเนินการ ได้แก่กลุ่มรักลูกกรุ๊ป กับมหาวิทยาลัยมหิดล และปปส. จากนั้นก็ได้ชักชวนภาคีในสถานศึกษา ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ และกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีภาคีย่อยๆ อาทิ สพฐ.และกรมการปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งจะดูแลศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก รวมทั้งกรุงเทพมหานครด้วยเช่นกัน ซึ่งจะช่วยกันพัฒนาเครือข่ายในเรื่องการใช้ทักษะ EF ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด

ทั้งนี้ สื่อพัฒนา EF เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันยาเสพติดในเด็กปฐมวัย ชุด “เล่นล้อมรัก” ของสำนักงาน ป.ป.ส. แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ชุดสื่อความรู้สำหรับครูปฐมวัย เป็นเครื่องมือเฉพาะสำหรับครู สร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ EF และการปรับใช้ในกิจกรรมการเรียนการสอนให้กับเด็กปฐมวัย ประกอบด้วย คู่มือ “EF ภูมิคุ้มกันชีวิตและป้องกันยาเสพติด : คู่มือสำหรับครูอนุบาล” DVD “EF ภูมิคุ้มกันชีวิตและป้องกันยาเสพติด : DVD แนะนำการส่งเสริม EF ในเด็กปฐมวัย สำหรับครูอนุบาล”สื่อการเล่นพัฒนา EF ประกอบด้วย 3 เกมหลัก ได้แก่ การ์ดเกมพัฒนา EF  เกมกระดาน “เมี้ยว เมี้ยว มามา จะพาไปหาแม่”และเกมกระดาน “ต้นกล้าผู้กล้าหาญ”  นอกจากนี้สามารถนำไปประยุกต์เล่นเป็นเกมอื่นได้อีกมากกว่า 10 เกม อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญอยู่ที่คุณครูต้องมีความเข้าใจในคุณค่าของสื่อพัฒนา EF ทั้งชุดนิทาน “อ่านอุ่นรัก” และชุดสื่อ “เล่นล้อมรัก” รู้จักใช้สื่อรู้จักจัดการกระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสมให้กับเด็ก และส่งเสริม EF ให้กับเด็กอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง ทักษะสมองเหล่านี้จะดำรงคงอยู่ต่อไป อันจะส่งผลให้เด็กไทยรุ่นใหม่ห่างไกลยาเสพติด

 


12หรือ15ปีการศึกษาไทยที่รัฐควรจัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/225352

การศึกษา,รัฐธรรมนูญ,กรธ.

การศึกษา-สาธารณสุข  :  5 เม.ย. 2559

12หรือ15ปีการศึกษาไทยที่รัฐควรจัด

12หรือ15ปีการศึกษาไทยที่รัฐควรจัด คิดให้รอบด้านก่อนรับ‘ร่างรธน.’ : เกศกาญจน์ บุญเพ็ญรายงาน

             จับตาการศึกษาไทยอาจเดินไปสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่ง!!.. หากร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.. (ฉบับก่อนลงประชามติ) ที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ได้แถลงชี้แจงไปเมื่อวันที่ 29 มีนาคม ผ่านการลงประชามติรับร่าง รัฐธรรมนูญและประกาศใช้อย่างเป็นทางการ…

เพราะร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่เขียนถึงหน้าที่ของรัฐในหมวดที่ 5 โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ในมาตรา 54 ระบุว่า “รัฐ ต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลา 12 ปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับ อย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย”

ตีความว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ กำหนดให้รัฐจัดการศึกษาแค่ 12 ปีโดยตัดส่วนของระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย(ม.4-6) รวมถึงระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ทิ้ง!! และไปเพิ่มการจัดการศึกษาในระดับอนุบาลแทน

ทันทีที่มีการแถลงร่างรัฐธรรมนูญ ก็เกิดปรากฏการณ์เยาวชน “กลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท” ออกมาเคลื่อนไหวทวงสิทธิการเรียนฟรีในระดับ ม.ปลาย

ล่าสุด พริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ เพนกวิน นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ในฐานะเลขาธิการกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท ได้โพสต์จดหมายเปิดผนึกถึง มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ‘Parit Chiwarak’ วิจารณ์การร่นสวัสดิการเรียนฟรี 12 ปีในร่างรัฐธรรมนูญ มาเริ่มที่อนุบาลจนถึง ม.ต้น

“การให้ความสำคัญกับการดูแลพัฒนาการของเด็กช่วงอายุ 2-5 ปี เพื่อที่เด็กจะได้มีพื้นฐานที่เท่าเทียมกันนั้นมีความสำคัญ แต่การศึกษาในระดับชั้น ม.ปลาย และสายอาชีพก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน และควรที่จะใช้วิธีขยายระยะเวลาของสวัสดิการเรียนฟรี จาก 12 ปี เป็น 15 ปี ในรัฐธรรมนูญ และหากกลัวงบประมาณจะไม่พอ ก็ควรจะปล่อยให้รัฐบาลปกติที่เป็นตัวแทนของประชาชนตัดสินใจเองว่าจะให้ “เรียนฟรี 12 ปี” เริ่มต้นและสิ้นสุดที่ใด ไม่ใช่กงการของรัฐธรรมนูญที่จะระบุรายละเอียดขนาดนี้เลยแม้แต่น้อย”

ไม่เว้นแม้แต่…สมาคมเครือข่ายผู้ปกครองแห่งชาติ นำโดย คมเทพ ประภายนต์ ได้ออกมาแสดงท่าทีคัดค้าน โดยระบุชัดว่า ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ขัดต่อหลักปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน อันเป็นที่ยอมรับตรงกันว่า ประเทศรัฐภาคีจะต้องยึดถือปฏิบัติร่วมกัน ข้อที่ 26 (1) ทุกคนมีสิทธิในการศึกษา การศึกษาจะต้องให้เปล่าอย่างน้อยในขั้นประถมศึกษาและขั้นพื้นฐาน การศึกษาระดับประถมศึกษาจะต้องเป็นภาคบังคับ การศึกษาด้านวิชาการและวิชาชีพจะต้องเปิดเป็นการทั่วไป และการศึกษาระดับสูงขึ้นไปจะต้องเข้าถึงได้อย่างเสมอภาคสำหรับทุกคนบนพื้นฐานของคุณสมบัติความเหมาะสม (2)การศึกษาจะต้องมุ่งไปสู่การพัฒนาบุคลิกภาพมนุษย์อย่างเต็มที่ และการเสริมสร้างความเคารพต่อสิทธิมนุษยชนและอิสรภาพขั้นพื้นฐาน การศึกษาจะต้องส่งเสริมความเข้าใจ ขันติธรรม และมิตรภาพระหว่างประชาชาติ กลุ่มเชื้อชาติ หรือศาสนาทั้งมวล และจะต้องส่งเสริมกิจกรรมของสหประชาชาติ เพื่อการธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ (3)ผู้ปกครองมีสิทธิเบื้องแรกที่จะเลือกประเภทการศึกษาที่จะให้แก่บุตรของตน

สมาคมเครือข่ายฯ ตั้งข้อสังเกตด้วยว่า สิ่งที่ขาดหายไปในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ คือคำว่า “บุคคลย่อมมีสิทธิ” และ “การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน” ซึ่งเมื่อไปไล่เรียงในมาตราที่ 43 ของรัฐธรรมนูญฉบับพ.ศ.2540 และมาตรา 49 ของรัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ.2550 จะปรากฏทั้งสองคำนี้จริง !

ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญนั้นถือเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ เพราะฉะนั้น ทุกมาตราที่บัญญัติขึ้นก็ถือเป็นเรื่องที่ต้องยึดถือปฏิบัติ เฉกเช่นเรื่องที่กำหนดเรื่องการจัดการศึกษาทั้งรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 และฉบับ พ.ศ.2550  ที่ผ่านมาก็เพื่อเป็นกฎหมายบังคับให้รัฐต้องจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานให้เด็กทุกคนอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ

คำถามคือ …เมื่อปรากฏว่าในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตัดสิทธิเด็ก ม.ปลาย-ปวช.ออกไป และไปเน้นจัดการศึกษาเด็กอนุบาลถึงแค่การศึกษาภาคบังคับ หรือ ม.3 แทน จะถือเป็นการลิดรอนสิทธิของเด็กม.ปลาย และเด็ก ปวช.หรือไม่?

ดร.ตวง อันทะไชย ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษาและกีฬา สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) อธิบายว่า ร่างรัฐธรรมนูญได้กำหนดให้รัฐต้องจัดการศึกษาให้ฟรีมีคุณภาพเป็นเวลา 12 ปี เหมือนรัฐธรรมนูญปี 2540 และรัฐธรรมนูญปี 2550 เพียงแต่เริ่มนับหนึ่งตั้งแต่ก่อนวัยเรียน 3 ปี ป.1-6 และระดับ ม.1-3 รวมเป็น 12 ปี แต่ในรัฐธรรมนูญฉบับปี 40 และปี 50 ให้นับการเรียนฟรีตั้งแต่ระดับประถมศึกษาไปจนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

ดร.ตวง บอกว่า ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2559 ได้ให้ความสำคัญกับเด็กวัยเรียนและระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น ที่ถือว่าเป็นช่วงสำคัญของการพัฒนาผู้เรียนที่สุด ซึ่งเห็นด้วยเพราะเป็นการวางรากฐานเด็กตั้งแต่พื้นฐาน เป็นสิ่งที่ทำแนวทางเดียวกันทั่วโลก สำหรับเด็ก ม.ปลาย และเด็กปวช. ในระดับนี้รัฐบาลทุกรัฐบาลมีกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาได้อยู่แล้ว ส่วนการเรียนฟรี 15 ปีนั้นเป็นนโยบายของพรรคการเมืองที่สามารถกำหนดให้เรียนฟรีได้มากกว่าที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ได้ จึงไม่เป็นการเขียนรัฐธรรมนูญตัดสิทธิ์นักเรียนนักศึกษา แต่อย่างใด

แต่ก็มีนักวิชาการศึกษาตั้งข้อสังเกตว่า การศึกษาเป็นเรื่องสิทธิและโอกาส ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถือเป็นการผลักดันให้เด็กออกจากระบบการศึกษามากกว่าสร้างโอกาส เพราะเหตุผลที่บอกว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเป็นการเปิดโอกาสให้แก่ผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษามากขึ้นนั้น ไม่เป็นความจริง

ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า หากศึกษารายละเอียดร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเห็นได้ว่า เป็นการแบ่งเด็กออกเป็น 2 กลุ่มอย่างชัดเจนคือ กลุ่มเด็กที่มาจากครอบครัวรายได้ปานกลาง ไปจนถึงรวย และกลุ่มเด็กที่มาจากครอบครัวยากจน ซึ่งจะพบว่าเด็กกลุ่มครอบครัวรายได้ปานกลางไปจนถึงรวยจะมีโอกาสมากกว่า ขณะที่เด็กมาจากครอบครัวยากจนต้องถูกจำกัดตามการอุดหนุนของรัฐ และหากไม่มีการอุดหนุนไปจนถึง 15 ปี เด็กกลุ่มนี้ก็อาจจะเรียนจบเพียงชั้น ม.3 ทำให้พวกเขาขาดโอกาสทางอาชีพ และอนาคตมากขึ้น

ส่วนที่บอกว่าร่างรัฐธรรมนูญใหม่ต้องการส่งเสริมอุดหนุนเด็กอนุบาลมากขึ้น ความจริงในรัฐธรรมนูญเดิมก็มีการอุดหนุนให้แก่เด็กอนุบาลอยู่แล้ว และแม้ที่ผ่านมาจะมีการอุดหนุนรายหัว หรือการจัดเรียนฟรีไปจนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ก็ยังมีเด็กจำนวนมากที่ไม่สามารถเข้าถึงโอกาสนี้ได้ เพราะฉะนั้นหากลดการอุดหนุนรายหัวเหลือแค่อนุบาล-ม.3 เชื่อว่าจะมีเด็กจำนวนมากขึ้นที่ไม่ได้เรียนต่อในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งส่งผลถึงคุณภาพชีวิตของคนไทยในอนาคต

รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ควรจะช่วยแก้ปัญหาทางการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโอกาส หรือการลดความเหลื่อมล้ำ รวมถึงการจัดตั้งกองทุนการศึกษา ซึ่งการที่บอกว่าเป็นการช่วยเหลือเด็ก ก็ยังไม่เห็นความชัดเจนว่าจะช่วยเหลือเด็กอย่างไร ดังนั้น ทุกฝ่ายควรพิจารณาให้ถ้วนถี่ว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะส่งผลดีต่อระบบการศึกษาจริงๆ หรือไม่ ก่อนจะมีการลงมติรับร่าง และประกาศใช้อย่างเป็นทางการ


อย่าผลักดันให้ลูกแค่เรียนเก่งแต่ต้องมีความสุขกับการเรียนรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/225351

การเรียนรู้,ความสุข,คนเก่ง

การศึกษา-สาธารณสุข  :  5 เม.ย. 2559

อย่าผลักดันให้ลูกแค่เรียนเก่งแต่ต้องมีความสุขกับการเรียนรู้

อย่าผลักดันให้ลูกแค่เรียนเก่งแต่ต้องมีความสุขกับการเรียนรู้ : หทัยรัตน์ ดีประเสริฐ

             “พ่อแม่มีหน้าที่เป็นโค้ชให้ลูก ส่งเสริมให้ลูกค้นหาตัวเองด้วยการทำกิจกรรมเรียนรู้นอกห้องเรียนที่หลากหลายนอกเหนือจากการเรียนพิเศษไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวในที่ต่างๆ การเข้าค่ายโครงการต่างๆ รวมทั้งการทำงานพิเศษ หรือการมอบหมายให้เด็กที่มีหน้าที่รับผิดชอบของเขาเองภายในบ้านเล็กๆ น้อยๆ จะช่วยให้เขาได้เรียนรู้และค้นหาตัวเองได้  ยิ่งเด็กค้นหาตัวเองได้เร็วที่สุดยิ่งเป็นผลดีสำหรับเขา สิ่งเหล่านี้พ่อแม่สามารถเริ่มทำได้ตั้งแต่ลูกยังเล็กๆเป็นการส่งเสริมกิจกรรมพัฒนาการตามวัย ไม่ต้องรอให้ลูกโตแล้วค่อยลงมือทำ” อ.พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร (หมอโอ๋) กุมารแพทย์เวชศาสตร์วัยรุ่น ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าว

หมอโอ๋ ร่วมกับพลอย มัลลิกะมาส (คุณแม่พลอย) นักเขียนอิสระ อาจารย์เภสัชกรหญิงหรรษา มหามงคล อาจารย์คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ  (คุณแม่ขิม) สร้างเพจ “เลี้ยงลูกนอกบ้าน” เขียนเรื่องราวการเลี้ยงลูกนอกบ้านรวมทั้งประสบการณ์ตรงจากอาชีพ บอกเล่าให้ผู้อ่านได้รับรู้และนำไปปรับใช้ในชีวิตจริงได้จนทำให้มีแฟนเพจติดตามมากมายภายในระยะเวลาไม่นาน

ยกตัวอย่างเช่น เมื่อคุณแม่พลอย เจอข้อมูลจาก http://www.mamaexpert.com/topic/2708 เกี่ยวกับจินตนาการสำคัญกว่าความรู้ Imagination is more important than knowledge ได้นำมาถ่ายทอดให้ฟังถึงประโยชน์ของการเล่านิทานให้ลูกฟังไว้อย่างน่าสนใจว่า จากผลการวิจัยหนึ่ง ระบุว่า เด็กเล็กในช่วงวัย 3-4 ปี เป็นช่วงที่ชื่นชอบการฟังนิทานอย่างที่สุด โดยเฉพาะในช่วงเวลาก่อนนอน ที่เด็กๆ รู้สึกว่า การได้ฟังนิทานก่อนนอนเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด

เด็กๆ ในอังกฤษที่อายุระหว่าง 3-8 ปีจำนวน 500 คน แสดงให้เห็นว่า การฟังนิทานเป็นกิจกรรมยามว่างที่โปรดปรานของเด็ก แซงหน้ากิจกรรมบันเทิงอื่น ไม่ว่าจะเป็นการชมโทรทัศน์ หรือเล่นวิดีโอเกม โดยนักเล่านิทานที่ดีที่สุดสำหรับเด็กๆ คือ “คุณแม่” เพราะคุณแม่ที่่ใช้เสียงตลก โทนเสียงที่แตกต่างในการเล่าเรื่อง รวมทั้งการใช้เสียงประหลาดเพื่อเป็นเอฟเฟกท์ประกอบการดำเนินเรื่อง

ซึ่งอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักวิทยาศาสตร์ และนักคิดคนสำคัญของโลก เคยกล่าวไว้ว่า Imagination is more important than knowledge. Knowledge is limited. Imagination encircles the world. จินตนาการสำคัญกว่าความรู้เพราะความรู้นั้นมีจำกัด แต่จินตนาการมีอยู่ทุกพื้นที่บนโลก พลอยเขียนว่า บางครั้งบางคราว การเรียนเก่งในห้องเรียนหรือคะแนนที่สูงที่สุดไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต หากแต่การยอมรับในสิ่งที่ลูกชอบ และเปิดโอกาสให้ลูกได้ทำความรู้จักตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง ได้ค้นพบความรักและความสุข ในงานที่ชอบ ให้เขาได้มีสิทธิเลือกใช้ชีวิตที่ใช่ ในโลกกว้างใบใหญ่น่าจะเป็นสิ่งที่มีประโยชน์กับลูกอย่างแท้จริง

พร้อมยกตัวอย่างของการทำหน้าที่เป็นโค้ชของพ่อแม่ที่เห็นผลชัดเจนคือ กรณีที่ บอย โกสิยพงษ์ สนับสนุนลูกไปถึงฝั่งฝันที่ต้องการทำ “ดีใจ” ลูกสาววัย 17 ปี ศิลปินคนล่าสุด (ที่มีอายุน้อยที่สุด) ของแกลเลอรี่ระดับโลก เยลโล คอร์เนอร์ ที่มีแกลเลอรี่ใน 50 ประเทศทั่วโลกได้รับการเซ็นสัญญาเป็นศิลปินถ่ายภาพจากเยลโล คอร์เนอร์ ประเทศฝรั่งเศสเป็นเวลา 5 ปี โดยผลงานภาพถ่ายจะถูกแสดงขายในเยลโล คอร์เนอร์ทุกสาขาทั่วโลก

ก่อนหน้านี้ น้องดีใจสับสนและยังหาตัวตนของตัวเองไม่เจอลังเลระหว่างการเรียนต่อด้านการช่วยเหลือเด็กพิเศษที่สนใจ ขณะเดียวกันก็ชื่นชอบการถ่ายภาพ จนกระทั่งเมื่อปิดเทอมฤดูร้อนปีที่แล้ว  มีโอกาสได้ลงเรียนคลาสเรียนถ่ายรูปคลาสหนึ่ง ที่ชื่อว่า Street Photography เป็นการถ่ายคนบนถนนที่เรียกว่า Street Portrait ซึ่งเป็นบทเรียนที่ชอบมาก พาตัวเองออกจาก “My Comfort Zone” (พื้นที่ปลอดภัย) ทำให้มีโอกาสได้ทำอะไรหลายอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน เช่น พูดคุยกับผู้คนหลากหลายประเภท ที่เดินผ่านอยู่บนถนน.. คลาสเรียนนี้ได้ลองอะไรใหม่ๆ ..เป็นฤดูร้อนที่เป็นจุดเปลี่ยน (Turning Point) ในชีวิต

ผลงาน Culture Identity หนึ่งใน Final Project (โปรเจกท์สุดท้ายก่อนเรียนจบชั้นมัธยมปลาย) ที่นำเสนอที่โรงเรียน ซึ่งนอกจากจะเป็นตัวอย่างงาน เพื่อยื่นเรียนต่อให้แก่มหาวิทยาลัยต่างๆ ที่สนใจแล้ว ผลงานชิ้นนี้ยังทำให้ได้รับการคัดเลือกเข้าเป็นหนึ่งในศิลปินของเยลโล คอร์เนอร์ แกลเลอรี่ชื่อดังระดับโลกด้วย

หมอโอ๋อธิบายว่า แบบนี้เขาเรียกว่าแนวคิดทางการศึกษาพวกฝรั่งเรียกว่า “ปีหนึ่งระหว่าง” (Gap Year) ที่เปิดโอกาสให้เด็กที่เพิ่งจบมัธยมปลาย หยุดเรียนหนึ่งปี เพื่อ “ตามหาและทำความรู้จักตัวเอง” ด้วยการออกเดินทางท่องโลก ทำงานเป็นอาสาสมัครในประเทศโลกที่สาม เรียนคอร์สอะไรก็ได้ที่ตนเองสนใจ ลองทำงานในสาขาที่ตนกำลังคิดว่าจะเรียนต่อ โดยยังไม่จำเป็นต้องตรงดิ่งเข้ามหาวิทยาลัยในทันทีที่เรียนจบมัธยมปลาย เพราะพ่อแม่หวังว่า ภายในระยะเวลาหนึ่งปีในช่วง Gap Year ที่ลูกไม่ต้องถูกจำกัดด้วยระบบการศึกษานี้ เด็กๆ จะได้ทำความรู้จักตัวเองและรู้จักโลกมากขึ้น เพื่อกลับมาตัดสินใจเลือกเรียนต่อในสาขาอาชีพที่เหมาะกับตัวเองมากที่สุด

“พ่อแม่หลายคนมีเป้าหมายในใจว่าทำยังไงให้ “ลูกเรียนเก่ง” หลายคนเชื่อสุดใจว่าการเรียนดี จะนำมาซึ่งอนาคตที่ช่างสดใส หลายคนจึงทำทุกอย่าง เพื่อให้วิชาการของลูกดีเลิศ ฝึกลูกให้ต้องอ่านได้แม้จะก่อนเข้าวัยอนุบาล พาลูกเรียนพิเศษจนตารางแน่น ไม่อนุญาตให้ลูกใช้เวลาแม้แต่น้อยนิดไปกับเรื่อง “ไร้สาระ” หลายคนอัดการเรียน… จนลูกเกลียดการเรียน แต่บางทีมันไม่ได้ประสบผลสำเร็จเสมอไป เพราะฉะนั้นพ่อแม่ต้องช่วยให้ลูกได้ค้นหาตัวเองให้พบให้เร็วที่สุด ซึ่งไม่มีคำตอบที่ตายตัวว่าต้องเริ่มทำตั้งแต่อายุเท่าไหร่ และจะเห็นเมื่อลูกอายุเท่าไหร่ รู้แต่ว่าค้นหาได้เองได้เมื่อไหร่เป็นดีที่สุดไม่ว่าช้าหรือเร็วก็ต้องเจอ”

หมอโอ๋ บอกว่า ไม่มีคำว่าสายเมื่อทุกคนค้นหาตัวเองเจอ อย่างเช่นเรื่องราวของ “ฝน วีระสุนทร” หนึ่งในนักวาดการ์ตูนแอนิเมชั่น ของวอลท์ดิสนีย์ “Zootopia” และหนึ่งในนักวาดภาพแอนิเมชั่นเจ้าของรางวัลออสการ์จากเรื่อง “Frozen” เป็นคนไทย ที่ได้ทำงานกับบริษัทยักษ์ใหญ่ “วอลท์ดิสนีย์”

ฝนเรียนจบเตรียมอุดมศึกษา และเคยเป็นนักศึกษาแพทย์ของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี คณะแพทย์ลำดับต้นๆ ของเมืองไทย แต่เมื่อค้นพบว่าตัวเองรักการวาดรูปและมีความถนัดในการวาดรูปอย่างจริงจัง  จึงติดต่อคนที่ทำงานในบริษัทของวอลท์ดิสนีย์ และส่งผลงานของตัวเองไปให้ดู คนที่นั่นแนะนำให้เรียนต่อทางด้านการวาดรูปจริงจัง ฝนจึงตัดสินใจจบชีวิตนักศึกษาแพทย์ ตอนปี 1 เพื่อเดินตาม “ความฝัน” ของตัวเอง

“เคยมีการทำสำรวจ พบว่าเกือบครึ่งหนึ่งของนักศึกษาแพทย์ชั้นปีสุดท้ายของคณะแพทย์แห่งหนึ่ง ไม่ได้รู้สึกมีความสุขกับการมาเป็นแพทย์ หลายคนมาเรียนเพราะพ่อแม่ปูทางให้ หลายคนมาเรียนเพราะเรียนดี เกือบครึ่งหนึ่งไม่แน่ใจว่าชีวิตที่จะใช้ข้างหน้าจะเป็นชีวิตที่มีความสุข ที่คลินิกวัยรุ่นของหมอ มีเด็กเรียนเก่งหลายคนที่อยู่กับความเครียด ความกดดัน และไม่รู้จัก “ความฝัน” พ่อแม่ อย่าผลักดันให้ลูกแค่เรียนเก่งแต่จงทำให้ลูกเป็นคน “มีความสุขกับการเรียนรู้” ซึ่งจะนำมาซึ่งการพัฒนาศักยภาพของตัวเองที่ดี”  หมอโอ๋ กล่าวทิ้งท้าย


‘มทร.ล้านนา’สุดเจ๋งดึง‘สะเต็ม’เสริมร.ร.โรงงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/225340

สะเต็มศึกษา,มทร.ล้านนา,อาชีวะ,ล้าน,เจ๋ง,ดึง,เต็ม,เสริม,ร.ร.,โรงงาน

การศึกษา-สาธารณสุข  :  4 เม.ย. 2559

‘มทร.ล้านนา’สุดเจ๋งดึง‘สะเต็ม’เสริมร.ร.โรงงาน

‘มทร.ล้านนา’สุดเจ๋งดึง‘สะเต็ม’เสริมร.ร.โรงงาน จับมือเครือข่ายมุ่งสร้างครูสนองตลาดแรงงาน

              การจะทำให้การเรียนการสอนด้าน STEM “สะเต็ม”หรือการส่งเสริมให้เด็กไทยมีความรู้ความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์และคำนวณ ผสมผสานองค์ความรู้และสร้างเป็นรูปแบบเพื่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆนั้น มิได้เกิดขึ้นง่ายๆ สิ่งสำคัญบุคคลที่จะนำพาผู้เรียนไปถึง “ฝั่งฝัน” ได้นั้น ก็คือ “ครูผู้สอน” เพื่อร่วมกันผลักดันให้เยาวชนไทยมีฐานคิดในเรื่องเหล่านี้ โดยต้องหันมาปรับการเรียนในรูปแบบเดิม ที่เอาแต่กอดตำรา นั่งติวเพื่อให้ได้คะแนนสูง หรืออ่านทฤษฏีแต่ทำอะไรหรือคิดสิ่งใหม่ๆให้สังคมไทยไม่ได้อย่างการเรียนในรูปแบบเดิมๆ นั้น ครูผู้สอนต้องสลัดการสอนแบบเดิมทั้งไป

ด้วยเหตุนี้เองมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ล้านนา จึงได้ทำโครงการ Chevron Enjoy Science ขึ้นมา โดยได้รับการสนับสนุนจากบริษัทเชฟรอล ประเทศไทยสำรวจและผลิต บันทึกความร่วมมืออย่างเป็นทางการกับ สถาบันคีนันแห่งเอเชีย สำนักคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ สถานประกอบการและสถานศึกษาในเครือข่าย โดยมี มทร.ล้านนาเป็นส่วนสำคัญในการประสานโรงเรียนและอุตสาหกรรมในเครือข่าย เพื่อส่งเสริมสนับสนุนการศึกษาด้าน STEM for TVET หรือการใช้ความรู้ในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคำนวญมาร่วมแก้ปัญหาภาคอุตสาหกรรมของประเทศ

มทร.ล้านนา มีโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาเทคโนโลยีหรือร.ร.เตรียมราชมงคลล้านนา ดอยสะเก็ด เป็นต้นแบบ ที่ดำเนินการเรียนการสอนในรูปแบบSTEM ด้วยการลงมือปฏิบัติจริงมาเป็นเวลาร่วม 9 ปีมาแล้ว อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ อย่าง สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.)ให้ที่นี่เป็นต้นแบบการศึกษาวิชาชีพและเทคโนโลยี (ดอยสะเก็ดโมเดล : Doi – Saket Model ที่แห่งนี้จึงเหมาะสมที่จะเสริมสร้างทักษะการทำงานของครูเพื่อให้เข้าใจการเรียนการสอนในลักษณะบูรณาการความรู้สี่ด้านเพื่อใช้ในงานจริงให้ได้ อีกทั้งมทร.ล้านนายังมีประสบการณ์จากการทำโครงการโรงเรียนในโรงงาน ที่ส่งเด็กและครูไปเรียนรู้ประสบการณ์จริงในโรงงานมาแล้วและมองเห็นปัญหาและข้อจำกัดของการทำโครงการโรงเรียนในโรงงาน ที่มีปัญหานั่นคือทักษะความรู้ของครู และผู้เรียนซึ่งได้แก่นักเรียนที่ทางโครงการต้องการขยายสู่ระดับมัธยมสายวิทยาศาสตร์และวิทยาลัยเทคนิคต่างๆให้เข้าสู่โครงการ

ด้วยเหตุนี้เองโครงการ STEM for TVET ภายใต้กิจกรรมการอบรมเสริมทักษะจึงเกิดขึ้นมา มีครูในโรงเรียนในเครือข่ายคือ ลองวิทยา ดอยสะเก็ดวิทยาคม แม่ลาน้อยดรุณสิกข์ ปริ้นส์รอแยลล์วิทยาลัย มทร.อีสาน เทคนิคพระเยา เทคนิคเชียงราย แม่อายวิทยาคม และวิทยาลัยเทคโนโลยีไต้หวัน (บีดีไอ) จึงส่งครูเข้ามาร่วมกิจกรรมอบรมปฏิบัติการ ลงมือปฏิบัติงาน หรือ “STEM for TVET Teacher workshop” จากนั้นไปถอดบทเรียนในโรงงาน และกลับมาสร้างหลักสูตรเพื่อสอนในโรงเรียนตัวเองและต้องเป็นหลักสูตรที่ทำงานได้จริงและเป็นที่ต้องการต้องสถานประกอบการที่ได้ทำความร่วมมือกัน เพื่อให้ผู้เรียนทำงานให้ได้จริง

นายพยุงศักดิ์ แก้วคำ จากโรงเรียนลองวิทยา จ.แพร่ ครูผู้เข้าร่วมในโครงการ STEM for TVET บอกว่าหากเราต้องการให้เด็กไทยสามารถทำงานและแก้ปัญหาได้จริง เราต้องเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอน แต่จะทำได้นั้น ต้องอาศัยความเข้าใจจากผู้บริหารโรงเรียน มีงบประมาณ ความเข้าใจจากผู้ปกครองเพื่อให้เข้าใจการเรียนที่ลงมือปฏิบัติจริงเพื่อเข้าสู่วิชาชีพ ซึ่งแตกต่างจากการเรียนสายสามัญ นอกจากนี้ทีมงานผู้สอนและการสนับสนุนจากภาคอุตสาหกรรม มาร่วมอบรมครั้งนี้ได้รับประโยชน์มาก และจะต้องไปโรงงานเพื่อถอดบทเรียนและกลับไปสร้างหลักสูตรที่โรงเรียนด้วย

นายกัญจน์ นาคเอี่ยม “กัน” อายุ 18 ปี กำลังเรียนเรียนชั้นปวช. 3 ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาเทคโนโลยี มทร.ล้านนา บอกว่า การที่ครูอาจารย์จากโรงเรียนอื่นๆ มาเรียนรู้และมองเห็นการเรียนการสอนที่ ดอยสะเก็ดโมเดล : Doi – Saket Model เป็นแบบนั้นเพื่อนำไปสู่ STEM for TVET นั้นผมเห็นด้วยอย่างยิ่งที่นี่เราเรียนความรู้ทั้งทฤษฏีและปฏิบัติ โดยเริ่มฝึกปฏิบัติจริงตั้งแต่ปวช.1  เข้ามาเรียนก็ต้องมีหัวข้อว่าสนใจงานด้านนั้น จากนั้นค่อยๆ หาข้อมูล เพื่อเป็นโครงการก่อนจบปวช.3 การเรียนที่นี่จะเรียนจากหัวข้อโจทย์ที่เราสนใจฝึกทำงานทุกวัน มีระเบียบวินัยเรื่องการทำงานเป็นเวลา เพราะเราต้องอยู่หอพักทุกคน มีงานหรือมีโครงการอะไรนักเรียนก็มาช่วยครูทำงาน และครูอาจารย์ ที่นี่ก็มีการคัดสรรเพื่อสนองตอบต่อการเรียนในระบบนี้โดยตรงครับ

นายสุกฤต ศิริ “กิจ” อายุ 18 ปี กำลังเรียนเรียนชั้นปวช. 3 ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาเทคโนโลยี มทร.ล้านนา เล่าว่า ครูมีส่วนสำคัญมากครับที่จะทำให้เด็กเปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนมุมมอง ผมเห็นด้วยอย่างมากที่โรงเรียนอื่นๆจะเปลี่ยนวิธีการสอน โดยเน้นการปฏิบัติและตอบโจทย์ตลาดโรงงานวิชาชีพมากขึ้น แต่การจะไปถึงเป้าหมายตรงนั้นได้ “ครูผู้สอน”มีส่วนสำคัญและเป้าหมายของโรงเรียนและสถานศึกษาแต่ละแห่งก็มีความสำคัญอย่างมาก มันไม่ได้หมายความว่าทุกโรงเรียนจะสามารถทำได้เหมือนๆ กันครับ เพราะรูปแบบการเรียนแบบเดิมมันตรึงผู้คนไว้ในระบบนั้นยาวนานมากครับ

ได้ฟังเสียงสะท้อนจากผู้เรียนที่เรียนในโรงเรียนซึ่งเรียนโดยใช้วิธีการ STEM for TVET ของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาเทคโนโลยี มทร.ล้านนา คงทำให้การขยายผลการเรียนการสอนในระบบ STEM for TVET มีทิศทางที่มากขึ้น กว้างขึ้น และพึงดำเนินการด้วยความเอาใจใส่ให้มากขึ้นด้วย


เปิดชื่อ210ร.ร.มีที่นั่งเหลือรับม.1เพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/225326

สพฐ.,การศึกษา,สพม.,กพฐ.,ม.1

การศึกษา-สาธารณสุข  :  4 เม.ย. 2559

เปิดชื่อ210ร.ร.มีที่นั่งเหลือรับม.1เพิ่ม

สพฐ.เปิดรายชื่อ 210 โรงเรียน มีที่นั่งเหลือรับเข้าเรียนต่อระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1

                    4 เม.ย. 59  นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้กำหนดให้ผู้ปกครองและนักเรียนที่จะสมัครเข้าเรียนต่อระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 ประจำปีการศึกษา 2559 ซึ่งยังไม่มีที่เรียน ยื่นแสดงความจำนงขอรับการจัดสรรที่เรียนได้ที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) หรือสถานศึกษาในพื้นที่ใกล้บ้านระหว่างวันที่ 6 – 10 เม.ย. 2559 นั้น อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังมีโรงเรียนในสังกัด สพฐ.ภายในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) 8 เขตพื้นที่ฯ จำนวน 210 แห่งทั่วประเทศที่ยังมีที่นั่งเหลือและพร้อมรับนักเรียนได้ ดังนี้
                    สพม. เขต 1 กรุงเทพมหานคร จำนวน 28 โรงเรียน ได้แก่ 1. โรงเรียนแจงร้อนวิทยา 2. โรงเรียนไชยฉิมพลีวิทยาคม 3. โรงเรียนทวีธาภิเศก บางขุนเทียน 4. โรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ (ทวีวัฒนา) 5. โรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ (วัดน้อยใน) 6. โรงเรียนธนบุรีวรเทพีพลารักษ์ 7. โรงเรียนนวลนรดิศวิทยาคม รัชมังคลาภิเษก 8. โรงเรียนพิทยาลงกรณ์พิทยาคม 9. โรงเรียนมักกะสันพิทยา 10. โรงเรียนมัธยมวัดดาวคนอง
                    11. โรงเรียนมัธยมวัดดุสิตาราม 12. โรงเรียนโยธินบูรณะ 2 สุวรรณสุทธาราม 13. โรงเรียนราชนันทาจารย์สามเสนวิทยาลัย 2 14. โรงเรียนราชวินิตบางแคปานขำ 15. โรงเรียนฤทธิณรงค์รอน 16. โรงเรียนวัดน้อยนพคุณ 17. โรงเรียนวัดบวรนิเวศ 18. โรงเรียนวัดบวรมงคล 19. โรงเรียนวัดประดู่ในทรงธรรม 20. โรงเรียนวัดรางบัว 21. โรงเรียนวัดราชบพิธ 22. โรงเรียนวัดราชาธิวาส 23. โรงเรียนวัดสระเกศ 24. โรงเรียนวัดสังเวช 25. โรงเรียนวิมุตยารามพิทยากร 26. โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ 27. โรงเรียนสวนอนันต์ 28. โรงเรียนสันติราษฎร์วิทยาลัย 29. โรงเรียนสุวรรณพลับพลาพิทยาคม
                    นายการุณ กล่าวต่อว่า สพม. เขต 2 กรุงเทพฯ จำนวน 25 โรงเรียน ได้แก่ 1. โรงเรียนกุนนทีรุทธารามวิทยาคม 2. โรงเรียนจันทร์หุ่นบำเพ็ญ 3. โรงเรียนเจ้าพระยาวิทยาคม 4. โรงเรียนดอนเมืองจาตุรจินดา 5. โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการสุวรรณภูมิ 6. โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาสุวินทวงศ์ 7. โรงเรียนนนทรีวิทยา 8. โรงเรียนนวมินทราชูทิศกรุงเทพมหานคร 9. โรงเรียนปทุมคงคา 10. โรงเรียนพรตพิทยพยัต 11. โรงเรียนพระโขนงพิทยาลัย 12. โรงเรียนพุทธจักรวิทยา 13. โรงเรียนมัธยมวัดธาตุทอง 14. โรงเรียนมัธยมวัดบึงทองหลาง 15. โรงเรียนมัธยมวัดหนองจอก 16. โรงเรียนยานนาเวศวิทยาคม 17. โรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางเขน 18. โรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชลาดกระบัง 19. โรงเรียนราชดำริ 20. โรงเรียนราชวินิตบางเขน 21. โรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัย 2 22. โรงเรียนลาดปลาเค้าพิทยาคม 23. โรงเรียนศรีพฤฒา 24. โรงเรียนสีกันวัฒนานันท์อุปถัมภ์ และ 25. โรงเรียนสุขุมนวพันธ์อุปถัมภ์
                    สพม. เขต 3 (จังหวัดนนทบุรีและพระนครศรีอยุธยา) จำนวน 20 โรงเรียน ได้แก่ 1. โรงเรียนผักไห่สุทธาประมุข 2. โรงเรียนราชวินิตนนทบุรี 3. โรงเรียนท่าช้างวิทยาคม 4. โรงเรียนวังน้อย (พนมยงค์วิทยา) 5. โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) นนทบุรี 6. โรงเรียนบางปะอิน 7. โรงเรียนอุดมศีลวิทยา 8. โรงเรียนลาดชะโดสามัคคี 9. โรงเรียนวิเชียรกลิ่นสุคนธ์อุปถัมภ์ 10. โรงเรียนบางบาล 11. โรงเรียนบางซ้ายวิทยา 12. โรงเรียนโพธินิมิตวิทยาคม 13. โรงเรียนนนทบุรีพิทยาคม 14. โรงเรียนท่าหลวงวิทยานุกูล 15. โรงเรียนมหาราชประชานิมิต 16. โรงเรียนปากกรานพิทยา 17. โรงเรียนบ้านแพรกประชาสรรค์ 18. โรงเรียนหนองน้ำส้มวิทยาคม 19. โรงเรียนลาดงาประชาบำรุง 20. โรงเรียนสาคลีวิทยา
                    สพม. เขต 4 (จังหวัดปทุมธานีและสระบุรี) จำนวน 26 โรงเรียน ได้แก่ 1. โรงเรียนปทุมธานี (นันทมุนีบํารุง) 2. โรงเรียนหอวังปทุมธานี 3. โรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ (มัธยมวัดหัตถสารเกษตร) 4. โรงเรียนบางแก้วเกสร 5. โรงเรียนวรราชาทินัดดามาตุวิทยา 6. โรงเรียนสุนทโรเมตตาประชาสรรค์ 7. โรงเรียนชัยสิทธาวาส 8. โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้าปทุมธานี 9. โรงเรียนหนองเสือวิทยาคม 10. โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการปทุมธานี 11. โรงเรียนเทพศิรินทร์คลองสิบสามปทุมธานี 12. โรงเรียนสุธีวิทยา 13. โรงเรียนดอนพุดวิทยา 14. โรงเรียนหนองโดนวิทยา 15. โรงเรียนพระพุทธบาท (พลานุกูลวิทยา) 16. โรงเรียนบ้านหมอ 17. โรงเรียนหนองแซงวิทยา 18. โรงเรียนโคกกระท้อนกิตติวุฒิวิทยา 19. โรงเรียนหนองแค 20. โรงเรียนประเทียบวิทยาทาน 21. โรงเรียนสองครวิทยา 22. โรงเรียนบ้านท่ามะปรางวิทยา 23. โรงเรียนหินกองวิทยา 24. โรงเรียนมวกเหล็กวิทยา 25. โรงเรียนซับน้อยเหนือวิทยาคม และ 26. โรงเรียนวังม่วงวิทยาคม
                    เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่ออีกว่า สพม. เขต 5 (จังหวัดชัยนาทสิงห์บุรีลพบุรีและอ่างทอง) จำนวน 52 โรงเรียน ได้แก่ 1. โรงเรียนปาโมกข์วิทยาภูมิ 2. โรงเรียนแสวงหาวิทยาคม 3. โรงเรียนวิเศษไชยชาญ (ตันติวิทยาภูมิ) 4. โรงเรียนราชสถิตย์วิทยา 5. โรงเรียนบางเสด็จวิทยาคม 6. โรงเรียนโพธิ์ทองพิทยาคม 7. โรงเรียนวิเศษชัยชาญวิทยาคม 8. โรงเรียนไผ่วงวิทยา 9. โรงเรียนโยธินบูรณะอ่างทอง 10. โรงเรียนโพธิ์ทอง (จินดามณี) 11. โรงเรียนริ้วหว้าวิทยาคม 12. โรงเรียนสามโก้วิทยาคม 13. โรงเรียนโคกสำโรงวิทยา 14. โรงเรียนโคกกระเทียมวิทยา 15. โรงเรียนดงตาลวิทยา 16. โรงเรียนบ้านข่อยวิทยา 17. โรงเรียนโคกตูมวิทยา 18. โรงเรียนท่าวุ้งวิทยาคาร 19. โรงเรียนบ้านเบิกวิทยาคม 20. โรงเรียนบ้านหมี่วิทยา 21. โรงเรียนปิยะบุตร์ 22. โรงเรียนบ้านชีวิทยา 23. โรงเรียนพัฒนานิคม 24. โรงเรียนโคกสลุงวิทยา 25. โรงเรียนชัยบาดาลพิทยาคม
                    26. โรงเรียนขุนรามวิทยา 27. โรงเรียนท่าหลวงวิทยาคม 28. โรงเรียนสระโบสถ์วิทยาคาร 29. โรงเรียนโคกเจริญวิทยา 30. โรงเรียนยางรากวิทยา 31. โรงเรียนลำสนธิวิทยา 32. โรงเรียนหนองม่วงวิทยา 33. โรงเรียนท่าช้างวิทยาคาร 34. โรงเรียนหัวไผ่วิทยาคม 35. โรงเรียนบางระจันวิทยา 36. โรงเรียนค่ายบางระจันวิทยาคม 37. โรงเรียนพรหมบุรีรัชดาภิเษก 38. โรงเรียนอินทร์บุรี 39. โรงเรียนศรีศักดิ์สุวรรณวิทยา 40. โรงเรียนบ้านแป้งวิทยา 41. โรงเรียนทองเอนวิทยา 42. โรงเรียนสิงหพาหุ (ประสานมิตรอุปถัมภ์) 43. โรงเรียนศรีวินิตวิทยาคม 44. โรงเรียนอุลิตไพบูลย์ชนูปถัมภ์ 45. โรงเรียนสาครพิทยาคม 46. โรงเรียนวัดสิงห์ 47. โรงเรียนชยานุกิจพิทยาคม 48. โรงเรียนศรีสโมสรวิทยา 49. โรงเรียนชยานุกิจพิทยาคม 50. โรงเรียนคุรุประชาสรรค์ 51. โรงเรียนห้วยกรดวิทยา และ 52. โรงเรียนเนินขามรัฐประชานุเคราะห์
                    สพม. เขต 16 (จังหวัดสตูลและสงขลา) จำนวน 28 โรงเรียน ได้แก่ 1. โรงเรียนสทิงพระวิทยา 2. โรงเรียนสทิงพระชนูปถัมภ์ 3. โรงเรียนเกาะแต้วพิทยาสรรค์ 4. โรงเรียนตะเครียะวิทยาคม 5. โรงเรียนระโนดวิทยา 6. โรงเรียนสามบ่อวิทยา 7. โรงเรียนคลองแดนวิทยา 8. โรงเรียนกระแสสินธุ์วิทยา 9. โรงเรียนธรรมโฆสิต 10. โรงเรียนชะแล้นิมิตวิทยา 11. โรงเรียนรัตภูมิวิทยา 12. โรงเรียนคูเต่าวิทยา 13. โรงเรียนหาดใหญ่เจริญราษฎร์ 14. โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ 15. โรงเรียนควนเนียงวิทยา 16. โรงเรียนปากจ่าวิทยา 17. โรงเรียนรัตนพลวิทยา 18. โรงเรียนเทพา 19. โรงเรียนทับช้างวิทยา 20. โรงเรียนเทพพิทยาภาณุมาศ 21. โรงเรียนเขาแดงกุศลวิทยา 22. โรงเรียนกอบกุลวิทยาคม 23. โรงเรียนทุ่งหว้าวรวิทย์ 24. โรงเรียนปาล์มพัฒนวิทย์ 25. โรงเรียนควนโดนวิทยา 26. โรงเรียนสาครพิทยาคาร 27. โรงเรียนละงูพิทยาคม และ 28. โรงเรียนท่าศิลาบํารุงราษฎร์
                    สพม. เขต 20 (จังหวัดอุดรธานี) จำนวน 20 โรงเรียน ได้แก่ 1. โรงเรียนโนนสูงพิทยาคาร 2. โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล 2 3. โรงเรียนสามพาดพิทยาคาร 4. โรงเรียนอุดรธรรมานุสรณ์ 5. โรงเรียนอุดรพัฒนศึกษา 6. โรงเรียนสามพร้าววิทยา 7. โรงเรียนธาตุโพนทอง 8. โรงเรียนเชียงพังพัฒนวิช 9. โรงเรียนภูพานวิทยา 10. โรงเรียนกุดจับประชาสรรค์ 11. โรงเรียนห้วยเกิ้งวิทยาคาร 12. โรงเรียนหนองแดงวิทโยดม 13. โรงเรียนเสอเพลอพิทยาคม 14. โรงเรียนบ้านเชียงวิทยา 15. โรงเรียนไชยวานวิทยา 16. โรงเรียนกู่แก้ววิทยา 17. โรงเรียนโพนสูงพัฒนศึกษา 18. โรงเรียนพิบูลย์รักษ์พิทยา 19. โรงเรียนทรัพย์อุดมวิทยา และ 20. โรงเรียนดงเย็นพิทยาคาร
                    สพม. เขต 29 (จังหวัดอุบลราชธานี) จำนวน 10 โรงเรียน ได้แก่ 1. โรงเรียนสหธาตุศึกษา 2. โรงเรียนปทุมพิทยาคม 3. โรงเรียนชีทวนวิทยาสามัคคี 4. โรงเรียนศรีปทุมพิทยาคาร 5. โรงเรียนบ้านไทยวิทยาคม 6. โรงเรียนเสียมทองพิทยาคม 7. โรงเรียนหนองขอนวิทยา 8. โรงเรียนขามเก่าวิทยาเจ้า 9. โรงเรียนม่วงสามสิบอัมพวันวิทยา และ 10. โรงเรียนดอนมดแดงวิทยาคม
                    “จำนวน ที่นั่งว่างในแต่ละโรงเรียนนั้น ผู้ปกครองสามารถสอบถามได้ที่เขตพื้นที่ฯ หรือโรงเรียนนั้นๆ โดยตรง ขอฝากให้ผู้ปกครองรีบดำเนินการยื่นขอจัดสรรที่เรียนในช่วงเวลาที่กำหนด โดย สพฐ.ได้กำหนดให้ประกาศผลกรจัดสรรที่เรียนในวันที่ 17 เมษายน 2559 และในวันเดียวกันผู้ปกครองต้องพานักเรียนไปรายงานตัว ณ โรงเรียนที่ได้รับการจัดสรร”

‘ร่างรธน.ใหม่’ตัดสิทธิเรียนฟรีม.ปลายหวั่นเด็กออกจากระบบพุ่ง!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/225276

รัฐธรรมนูญ,กรธ.,มีชัย

การศึกษา-สาธารณสุข  :  4 เม.ย. 2559

‘ร่างรธน.ใหม่’ตัดสิทธิเรียนฟรีม.ปลายหวั่นเด็กออกจากระบบพุ่ง!

‘ร่างรธน.ใหม่’ตัดสิทธิเรียนฟรีม.ปลายหวั่นเด็กออกจากระบบพุ่ง! : กมลทิพย์ ใบเงินรายงาน

            เยาวชนกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท ทวงสิทธิการเรียนฟรีในระดับ ม.ปลาย ที่ถูกตัดออกไป จากร่างรัฐธรรมนูญฉบับสมบูรณ์ ที่เพิ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2559 กลายเป็นเรื่องที่แม้ “ผู้ใหญ่” ยังคาดไม่ถึง ตามถ้อยแถลงของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้แถลงชี้แจงสาระสำคัญร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ…ฉบับก่อนลงประชามติในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาใน หมวดที่ 5 มาตรา 54 ระบุว่า “รัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลาสิบสองปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับ อย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย”

ตีความตามร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับ “นายมีชัย  ฤชุพันธ์” ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ “รัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้เรียนฟรี 12 ปีเริ่มนับตั้งแต่ระดับปฐมวัยหรือระดับอนุบาลจนจบการศึกษาภาคบังคับ 9 ปีหรือเรียนจบระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 (ม.3)”

สิทธิเรียนฟรีม.ปลายหายไปไหน…“นายมีชัย ฤชุพันธุ์” ชี้แจงว่า กรธ.ได้บัญญัติให้รัฐต้องสนับสนุนการเรียนการสอนในชั้นก่อนการศึกษาภาคบังคับ จนถึงชั้น ม.3 รวมเวลา 12 ปีเช่นเดิม เพียงแต่มีการร่นช่วงอายุลงมาเท่านั้น เพื่อความเท่าเทียมกันระหว่างคนจนและคนรวย

“อันนี้ต้องเข้าใจว่าทุกวันนี้ระบบการศึกษามันไม่ทัดเทียมกัน เพราะเด็กจะพัฒนาได้ต้องอยู่ระหว่าง 2-5 ขวบ ซึ่งคนมีตังค์ได้รับการพัฒนา แต่คนจนไม่ได้รับการพัฒนา เพราะฉะนั้นพอถึงมัธยมปลายก็เสียเปรียบ สู้กันไม่ได้เพราะตอนนั้นสมองไม่พัฒนาแล้ว สิ่งที่เราทำก็คือการร่น 12 ปีลงมาข้างล่างเพื่อรองรับคนจน แล้วพอถึงมัธยมปลาย คนจนก็จะได้รับการดูเพราะจะมีกองทุนการศึกษาให้ ส่วนคนมีสตางค์ก็ออกสตางค์ เพราะฉะนั้นความทัดเทียมมันถึงจะเกิดขึ้นได้จริง ถ้าปล่อยไว้อย่างนี้คนจนก็จะแย่ เสียเปรียบ…” นายมีชัยชี้แจง

ข้อเท็จจริงคือ รัฐบาล “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” พรรคประชาธิปัตย์ ได้ปรับเปลี่ยนกรอบการดําเนินการเรียนฟรีจาก 12 ปีเป็น 15 ปี ในชื่อ “โครงการเรียนฟรี 15 ปี อย่างมีคุณภาพ” ครอบคลุมทั้งสายสามัญและสายอาชีวศึกษา  ในระดับชั้นอนุบาล-ปวช.3 อยู่ โดยให้การอุดหนุนค่าเล่าเรียนต่อหัวนักเรียน ในรูปตัวเงินให้แก่สถานศึกษาและครอบครัวนักเรียน

แต่ตามร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ฉบับก่อนลงประชามติ ยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หน้าที่ของรัฐจะมีเพียงการสนับสนุนให้นักเรียนเรียนฟรีจนถึง ม.3 ซึ่งเป็นการศึกษาภาคบังคับเท่านั้น ส่วนสิทธิของประชาชนนั้นหายไป กลายเป็นหน้าที่ของรัฐแทน

แตกต่างจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 43 วรรคแรกบัญญัติว่า “บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไม่น้อยกว่าสิบสองปี ที่รัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย”

เฉกเช่นเดียวกับ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ส่วนที่ 8 สิทธิและเสรีภาพในการศึกษา มาตรา 49 ระบุว่า “บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ผู้ยากไร้ ผู้พิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้อยู่ในภาวะยากลำบาก ต้องได้รับสิทธิตามวรรคหนึ่งและการสนับสนุนจากรัฐเพื่อให้ได้รับการศึกษาโดยทัดเทียมกับบุคคลอื่น การจัดการศึกษาอบรมขององค์กรวิชาชีพหรือเอกชน การศึกษาทางเลือกของประชาชน การเรียนรู้ด้วยตนเอง และการเรียนรู้ตลอดชีวิต ย่อมได้รับความคุ้มครองและส่งเสริมที่เหมาะสมจากรัฐ”

นายคมเทพ ประภายนต์  นายกสมาคมเครือข่ายผู้ปกครองแห่งชาติ นักกฎหมายเลื่องชื่อ ตั้งข้อสังเกตร่างรัฐธรรมนูญใหม่ว่า บุคคลเป็นหลักสากลที่ทุกคนมีสิทธิและเสรีภาพ เมื่อเราเน้นการศึกษา ถามว่าการศึกษาความเป็นบุคคลในประเทศไทยนั้น ครอบคลุมบุคคลทุกเชื้อชาติที่อยู่ประเทศไทย นี่คือหลักการของสหประชาชาติเกี่ยวกับสิทธิของเด็กในความเป็นบุคคล ความเป็นบุคคลเป็นสิ่งที่มีสิทธิและหน้าที่ได้ตามกฎหมาย เช่นเดียวกับกฎหมายสากล

“คุณมีชัยคิดแค่นี้ คำว่ารัฐมีหน้าที่จัดการศึกษาให้เด็ก ความหมายครอบคลุมสิทธิเด็กหรือไม่ เพราะตามร่างรัฐธรรมนูญใหม่รัฐจัดให้และทำให้ แต่เด็กไม่มีสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมาย ขณะเดียวกันพ่อแม่ ผู้ปกครองถูกบังคับด้วยข้อกฎหมาย ที่ต้องนำลูกเข้าเรียนตามเกณฑ์ ถ้าไม่ให้ลูกเรียนจะมีความผิดตามกฎหมายหรือไม่ คุณมีชัยเน้นเด็กอนุบาลต้องได้รับการศึกษา แต่ไม่ครอบคลุมในการได้รับสิทธิทางการศึกษา ผมถามว่าโรงเรียนจำนวนกว่า 3 แห่งจัดการเรียนการสอนระดับชั้นอนุบาลครอบคลุมเด็กทั่วประเทศหรือไม่”

นายคมเทพ ตั้งข้อสังเกตอีกว่า การที่เด็กจบม.3 ได้รับสิทธิตามรัฐธรรมนูญใหม่  ถามว่าอย่างนี้เป็นการจำกัดสิทธิของเด็กในการที่เขามีสิทธิได้รับการศึกษาขั้นสูง ทั้งการศึกษาสายสามัญ ชั้นม.4-ม.5 และม.6 รวมถึงสายวิชาชีพ ระดับประกาศนียบัตร (ปวช.1-ปวช.3) ที่ถูกตัดไป  แม้มีกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา แต่โอกาสของเด็กที่จะได้รับการศึกกษาก็ถูกตัดไปตั้งแต่เรียนจบม.3

“ท่านจะตอบได้หรือไม่ว่าในอนาคต เด็กเหล่านี้จะเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ เพราะข้อเท็จจริงพ่อแม่ที่ยากจนพวกเขาจะรู้สิทธิในการกู้ยืม กยศ.หรือไม่ และอีกอย่างการขึ้นม.4 หรือเรียนต่ออาชีวศึกษาหรือสายวิชาชีพ จะมีมาตรการควบคุมการจัดเก็บเงินค่าใช้จ่ายทางการศึกษาในระดับม.ปลาย (ม.4-6) และสายวิชาชีพ (ปวช.1-ปวช.3) ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน จะทำอย่างไร หรือจะปล่อยเสรีแบบเดียวกับมหาวิทยาลัยด้วยการเปิดช่องให้โรงเรียนเรียกจัดเก็บเงินสูงหลักหมื่นบาทขึ้นไป” นายคมเทพ กล่าว

หากจะจัดการศึกษาให้เป็นที่ยอมรับ  มีคุณภาพ เด็กได้พัฒนาเต็มศักยภาพ  จะเป็นในทิศทางใด มองไม่เห็นทิศทางของชาติ  เมื่อข้อเท็จจริงการจัดการศึกษาไทย ที่มีรัฐธรรมนูญปี 2540 และรัฐธรรมนูญปี 2550 รวมถึงพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ 2542 มาตรา 10 มารองรับ วันนี้เด็กไทยได้เรียนฟรีอย่างมีคุณภาพหรือยัง

“ระบบการศึกษาที่ถูกโรงเรียนจำกัดเกรดเรียนต่อม.4 จำกัดจ่ายเงิินบำรุงการศึกษาหากนักเรียนไม่จ่ายไม่ให้เรียนจบ เด็กจบม.3 ขึ้นม.4 ได้กลายเป็นเก้าอี้ดนตรี คนรวยได้สิทธิเรียน ความเหลื่อมล้ำขยายวงกว้าง เด็กจำนวนมากที่จบม.3 ต้องออกจากระบบการศึกษาร่วม 1 ล้านคน  พวกเขาไปอยู่ที่ไหน ใช้ชีวิตอย่างไร  ใครดูแล ในอนาคตถ้าประเทศไทยต้องจัดการศึกษาตามร่างรัฐธรรมนูณฉบับใหม่ หลังจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อเด็กเรียนจบม.3 พวกเด็กๆ จะไปไหน หากมีเด็กออกจากระบบการศึกษามากถึง 5 ล้านคน ประเทศไทยจะอยู่กันอย่างไร” นายกเครือข่ายผู้ปกครองแห่งชาติ ระบุ

ปฏิเสธไม่ได้ว่า “การศึกษา” คือรากฐานของชีวิตในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อการพัฒนาชาติให้มั่นคง ยั่งยืน หากการศึกษาถูก “ตีกรอบ” ผิดเพี้ยนไปจากข้อเท็จจริงของโลกในปัจจุบัน ความหวังที่จะให้ “การศึกษา” ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศคงเป็นได้แค่ “ตรายาง” นะขอบอก!!


ไม่มีที่เรียนเร่งแจ้งขอจัดสรร6-10เม.ย.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/225255

รับนักเรียน,จับฉลาก,ผลการจับฉลาก

การศึกษา-สาธารณสุข  :  3 เม.ย. 2559

ไม่มีที่เรียนเร่งแจ้งขอจัดสรร6-10เม.ย.นี้

สพฐ.ชี้ร.ร.ดังรับเด็กได้ตามแผนแล้ว ร.ร.ทั่วไปยังมีที่นั่งเหลือย้ำพ่อแม่ที่ลูกยังไม่มีที่เรียนเร่งแจ้งขอจัดสรร6-10เม.ย.นี้

             เมื่อวันที่3เม.ย.ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)ได้กำหนดให้มีการจับฉลากสำหรับนักเรียนในเขตพื้นที่บริการเพื่อเข้าเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่1ในโรงเรียนสังกัดสพฐ.ประจำปีการศึกษา2559พร้อมกันทั่วประเทศ ซึ่งปีนี้มีโรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูงจำนวน18แห่งจากทั่วประเทศเท่านั้นที่เปิดให้มีการจับฉลาก แบ่งเป็นกรุงเทพมหานคร5โรงได้แก่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ,โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า,โรงเรียนนวมินทราชินูทิศเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า,โรงเรียนบดินทรเดชา(สิงห์สิงหเสนี)2และโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี

สำหรับต่างจังหวัด13โรง ได้แก่ โรงเรียนบางบัวทองจ.นนทบุรีโรงเรียนเบญจมราชานุสรณ์.จ.นนทบุรี.โรงเรียนปากเกร็ดจ.นนบุรีโรงเรียนรัตนาธิเบศร์.จ.นนทบุรี.โรงเรียนวัดเขมาภิตารามจ.นนทบุรีโรงเรียนเสาไห้“วิมลวิทยานุกูล”จ.สระบุรีโรงเรียนนราธิวาสจ.นราธิวาสโรงเรียนวาปีปทุมจ.มหาสารคามโรงเรียนศรีษะเกษวิทยาลัยจ.ศรีษะเกษโรงเรียนแก้งคร้อวิทยาจ.ชัยภูมิโรงเรียนชัยภูมิภักดีชุมพลจ.ชัยภูมิโรงเรียนภูเขียวจ.ชัยภูมิและโรงเรียนสตรีชัยภูมิจ.ชัยภูมิ นอกจากนี้ในวันเดียวกัน ยังมีการสอบคัดเลือกเข้าเรียนต่อม.1 ของโรงเรียนทั่วไปด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าสำหรับบรรยากาศการจับฉลากยังคงเหมือนทุกๆปีที่ผ่านมา โดยผู้ปกครองนำบุตรหลานมาถึงโรงเรียนแต่เช้า มีการสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำโรงเรียนเพื่อขอพรและสร้างขวัญกำลังใจก่อนการจับฉลาก รวมไปถึงนำเครื่องรางติดตัวเพื่อเข้าจับฉลากด้วย ซึ่งทั้งผู้ปกครองและนักเรียนต่างก็อยู่ในความรู้สึกตื่นเต้นและกังวล

โดยที่โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรีซึ่งเป็น1ใน 5 โรงเรียนพื้นที่กรุงเทพฯ ที่เปิดให้จับฉลากพบว่า มีนักเรียนเริ่มทยอยเดินทางมารายงานตัวตั้งแต่เวลา07.00น.เมื่อถึงเวลาจับฉลากนักเรียนทุกคนต่างตื่นเต้นบางคนมีสีหน้าเคร่งเครียด ขณะที่บางคนคุยกับเพื่อนที่นั่งข้างๆเพื่อผ่อนคลายโดยเมื่อเด็กขึ้นไปจับฉลากบนเวทีคนที่จับฉลากได้ก็จะแสดงความดีใจ ผู้ปกครองก็ส่งเสียงเฮเมื่อรู้ว่าลูกของตนจับได้ ขณะที่เด็กที่จับไม่ได้ก็ร้องไห้เสียใจซึ่งครูได้เข้ามาปลอบใจด้วย

นายสุทธิพงษ์ โมราวรรณ ผู้อำนวยการโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี กล่าวว่าในปีนี้มีนักเรียนในเขตพื้นที่บริการที่มีสิทธิ์จับฉลากทั้งสิ้น231คนมารายงานตัว159คนรับได้90คนดังนั้น จึงมีนักเรียนที่จับฉลากไม่ได้69คน ซึ่งคนที่ไม่ได้ก็ได้แจ้งแก่เด็กและผู้ปกครองว่าอย่าเสียใจและวิตกกังวล โดยโรงเรียนจะจัดสรรเด็กกลุ่มนี้ไปยังโรงเรียนในสหวิทยาเขตได้แก่โรงเรียนพุทธจักรวิทยาและโรงเรียนกุนนทีรุทธารามวิทยาคม ดังนั้นยืนยันว่าเด็กทุกคนมีที่เรียนแน่นอนขอเพียงไม่เลือกโรงเรียนเท่านั้น

“ปีนี้ทางสพฐ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา(สพม.) 1และสพม.2ได้มีข้อตกลงร่วมกันว่าการคัดเลือกเด็กในเขตพื้นที่ฯด้วยวิธีจับสลากให้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของโรงเรียนว่าจะดำเนินการหรือไม่ ซึ่งในส่วนของโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรียังเลือกที่จะให้มีการจับสลากต่อไปและในปีหน้าก็ยังคงให้มีการจับสลากเช่นเดิมเพราะตนยังเห็นความสำคัญของนักเรียนที่มีบ้านอยู่ใกล้โรงเรียนซึ่งมีเป็นจำนวนมากจึงอยากให้เด็กเหล่านี้ได้มีอีกช่องทางหนึ่งที่จะได้เข้าเรียนแต่ทั้งนี้ในปีหน้าอาจจะลดสัดส่วนการจับสลากเหลือเพียง10%จากเดิมที่ในปีนี้กำหนดสัดส่วนอยู่ที่20%เพราะจำนวนประชากรลดลง”ผอ.โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี กล่าว

ด้านนายชลำ อรรถธรรม ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สนผ.)สพฐ.กล่าวว่าการจับฉลากในวันนี้(3เม.ย.)ทั้ง18โรงเรียนดำเนินการไปด้วยความเรียบร้อยไม่พบปัญหาหรือมีการร้องเรียนอะไรโดยบรรยากาศก็มีทั้งเด็กที่ดีใจและเสียใจที่พลาดโอกาสในการจับฉลาก

อย่างไรก็ตามขณะนี้สำหรับโรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูงนั้นถือว่าการรับนักเรียนในปีนี้เสร็จเรียบร้อยตามแผนการรับที่วางไว้แล้วส่วนโรงเรียนทั่วไปยังมีอีกหลายแห่งที่มีที่นั่งเหลือเพียงพอที่จะรับเพิ่มได้และได้ทยอยแจ้งข้อมูลเข้ามาแล้วซึ่งสพฐ.จะเร่งประกาศให้รายชื่อให้ผู้ปกครองได้ทราบต่อไปอย่างไรก็ตามคณะกรรมการติดตามการรับนักเรียนได้รายงานความคืบหน้าให้นายการุณ สกุลประดิษฐ์เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(เลขาธิการกพฐ.)ทราบแล้ว

ทั้งนี้สำหรับเด็กที่ยังไม่มีที่เรียนสามารถยื่นคำร้องขอรับการจัดสรรที่เรียนได้ที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(สพท.)หรือโรงเรียนในพื้นที่ใกล้บ้านระหว่างวันที่6-10เม.ย.2559ซึ่งจะประกาศผลการจัดหาที่เรียนและให้รายงานตัวในวันที่17เม.ย.2559

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนี้ยังพบปัญหาเกี่ยวกับเอกสารผลการเรียนหรือใบ ปพ.1 ที่บางโรงเรียนออกนักเรียนล่าช้า บางแห่งได้แจ้งให้นักเรียนทราบว่าจะออกให้วันที่10เม.ย. นี้  จึงทำให้มีปัญหาในการที่เด็กจะนำหลักฐานไปยื่นเพื่อสมัครเข้าเรียนต่อ ทั้งๆที่ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการได้ระบุจะต้องดำเนินการให้เสร็จภายในวันที่ 31 มี.ค.2559นี้ จะถือว่าเป็นการผิดระเบียบหรือไม่


ความมั่นคงในที่อยู่อาศัย แรงใจพัฒนาสิ่งแวดล้อมที่ ‘ปูยู’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/225191

รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม,ความมั่นคง,ที่อยู่อาศัย,ปูยู

การศึกษา-สาธารณสุข  :  3 เม.ย. 2559

ความมั่นคงในที่อยู่อาศัย แรงใจพัฒนาสิ่งแวดล้อมที่ ‘ปูยู’

รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : ความมั่นคงในที่อยู่อาศัย แรงใจพัฒนาสิ่งแวดล้อมที่ ‘ปูยู’ : โดย…อุดมศรี ศิริลักษณาพร สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)

                    ตำบล “ปูยู” เป็นตำบลหนึ่งของ อ.เมืองสตูล ประกอบด้วย 3 หมู่บ้าน ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม พูดได้สองภาษา คือภาษาไทยและภาษามลายู สภาพพื้นที่เป็นเกาะ ต้องเดินทางโดยทางเรือเพียงอย่างเดียว ทางทิศใต้มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศมาเลเซีย พื้นที่ส่วนใหญ่ปกคลุมไปด้วยป่าไม้ชายเลน และเป็นภูเขาหิน ชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพหลักเรื่องประมงพื้นบ้านขนาดเล็ก และงานรับจ้างทั้งบนเกาะและเดินทางไปหางานทำที่มาเลเซีย
                    ประชาชนใน ต.ปูยู มีจุดแข็งหลายเรื่อง เช่น การอยู่กันแบบระบบเครือญาติ มีอากาศบริสุทธิ์ มีสถานที่ท่องเที่ยว (บ่อน้ำ 300 ปี) มีป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์ มีความสามัคคีในชุมชน มีทรัพยากรทางทะเลอุดมสมบูรณ์ อาหารทะเลสดและปลอดภัย มีป่าใช้สอยร่วมกัน และมีสถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์สามารถพัฒนาเชื่อมโยงกับ จ.สตูล รวมถึงระดับประเทศ แต่ปัญหาหลักของที่นี่คือ ความไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัย
                    ปี 2558 สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน หรือ “พอช.” สำนักงานภาคใต้ตอนล่าง ร่วมกับผู้นำชุมชนในพื้นที่ ได้สำรวจข้อมูลความเดือดร้อนเรื่องที่อยู่อาศัยของประชาชนใน ต.ปูยู พบว่ามีผู้เดือดร้อนเรื่องที่อยู่อาศัยในพื้นที่ 3 หมู่บ้าน จำนวน 568 ครัวเรือน จากทั้งหมด 684 ครัวเรือน ประสงค์เข้าร่วมโครงการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยภายใต้โครงการบ้านมั่นคงจำนวน 508 ครัวเรือน ซึ่งอยู่ในพื้นที่ป่าชายเลน จำนวน 423 ครัวเรือน ในที่มีโฉนด 78 ครัวเรือน
                    ปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินที่กล่าวมาข้างต้น ชาวบ้านมีสภาพบ้านเรือนแออัด ที่อยู่อาศัยชำรุด ทรุดโทรม และสภาพครัวซ้อนคือหนึ่งหลังอาศัยหลายครอบครัว
                    ปัญหาสาธารณูปโภค ได้แก่ น้ำใช้อุปโภคบริโภคไม่เพียงพอ ไม่มีน้ำสะอาดสำหรับอุปโภค น้ำดื่มราคาแพง มีลิงเยอะ ทำให้หลังคาบ้านสกปรก ทำลายหลังคา ถนนเป็นหลุมเป็นบ่อลูกรัง ทางเดินหน้าบ้านเป็นสะพานไม้ผุ และขาดไฟฟ้าส่องสว่างตามถนน นอกจากนี้ยังมีปัญหาท่าเรือชำรุดไม่มีทำนบกั้นน้ำเค็ม เป็นต้น
                    ปัญหาสิ่งแวดล้อม ได้แก่ เรื่องขยะ คือการจัดการขยะไม่มีที่รองรับทั่วถึง มีขยะหมุนเวียนในทะเล (ปูยู-ตำมะลัง) และท่อระบายน้ำเสียมีน้อย ทำให้เกิดน้ำเน่าขัง เป็นต้น
                    หลังทราบปัญหาทั้งหมดแล้ว ผู้นำชุมชนได้ทำโครงการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยและพัฒนาสาธารณูปโภค เสนอต่อ พอช. และได้รับอนุมัติโครงการในเดือนสิงหาคม 2558 วงเงิน 27,940,000 บาท เพื่อการสร้างบ้านและปรับปรุงบ้าน รวมการพัฒนาสาธารณูปโภค รวม 508 หลังคาเรือน โดยเป็นบ้านที่เกาะยาว หรือ ต.ปูยู หมู่ 1 จำนวน 143 หลังคาเรือน ที่หมู่ 2 บนเกาะปูยู 156 หลังคาเรือน และหมู่ 3 บนเกาะปูยูเช่นกัน จำนวน 209 ครัวเรือน ซึ่งมีทั้งบ้านที่ต้องการสร้างใหม่และปรับปรุงต่อเติม
                    ด้านการพัฒนาสาธารณูปโภคทั้ง 3 หมู่บ้าน ส่วนใหญ่นำไปเพื่อพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐาน ได้แก่ ถนนคอนกรีต ถนนในซอย อาคารอเนกประสงค์ ไฟส่องสว่างในชุมชน ระบบบำบัดน้ำเสียในครัวเรือน การซ่อมแซมสะพานท่าเทียบเรือ การจัดซื้อเรือสาธารณะของชุมชนในการขนส่งวัสดุสร้างบ้าน เนื่องจากการขนส่งด้วยเรือของเอกชนค่าใช้จ่ายสูงมาก การพัฒนาคูระบายน้ำ โป๊ะขึ้นลงเรือ แนวกันการกัดเซาะชายฝั่ง เป็นต้น
                    กระบวนการและกลไกการดำเนินงานในการพัฒนาที่อยู่อาศัยภายใต้โครงการบ้านมั่นคงนั้น ได้มีการสร้างความเข้าใจและทำงานร่วมกันกับองค์การบริหารส่วนตำบล ร่วมกับสมาชิกที่เดือดร้อน และหน่วยงานในพื้นที่ ภายใต้คณะทำงานบ้านมั่นคงตำบลปูยูจำนวน 19 คน ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนชุมชนผู้เดือดร้อนจาก 3 หมู่บ้าน รวม 15 คน ตัวแทนของท้องถิ่น และหน่วยงานในพื้นที่ 4 คน (ป่าชายเลน โรงเรียน อนามัย อบต.) มีการพัฒนาการออมและสวัสดิการชุมชนในโครงการ พร้อมส่งเสริมระบบกลุ่มย่อยในแต่ละหมู่บ้าน (ชุมชน)
                    ณัฐวุฒิ โตะดิน ประธานคณะทำงานบ้านมั่นคงตำบลปูยู เปิดเผยว่า ได้สร้างบ้านตัวอย่างจำนวน 3 หลัง หมู่บ้านละ 1 หลัง จากการสนับสนุนของเครือข่ายช่างชุมชนใน จ.สตูล หน่วยบ้านมั่นคงที่ดิน พอช.ภาคใต้ ภายใต้สโลแกน 3 วันเสร็จ 7 วันอยู่ ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2558 ที่ผ่านมา เมื่อชาวบ้านเห็นบ้านตัวอย่างทำให้สมาชิกรายอื่นๆ มีความเชื่อมั่นและทยอยสร้างบ้านของตนเอง ครัวเรือนที่ทำเองไม่ได้เราก็ใช้ช่างในชุมชนช่วยกันเป็นหลัก
                    ยาวาเรี๊ยะ ละใบง๊ะ อายุ 38 ปี เจ้าของบ้าน(มั่นคง)หลังแรกที่บ้านปูยู เล่าว่า ครอบครัวของเธอมีสมาชิกทั้งหมด 5 คน และบ้านเก่าทรุดโทรมมาก คณะทำงานในพื้นที่จึงได้เสนอให้บ้านของเธอเป็นบ้านหลังแรกในพื้นที่ โดยเพื่อนบ้านในเครือข่าย มาช่วยกันสร้าง ขนาดบ้าน 6×7 เมตร ครอบครัวของเธอเป็นชาวประมงพื้นบ้าน สามีออกเรือได้ปีละประมาณ 7-8 เดือน บางช่วงต้องไปทำงานรับจ้างที่มาเลเซีย เธอรู้สึกดีใจที่มีบ้านใหม่ เพราะหลังเดิมทรุดโทรมและมีลิงในพื้นที่รบกวนมาก ไม่สามารถเปิดบ้านในช่วงเช้าได้ เพราะลิงจะเข้ามาคุ้ยหาของกินในบ้าน
                    ลำละ หมาดสา อายุ 38 ปี ที่บ้านตันหยงกาโปย ต.ปูยู หมู่ 1 เล่าว่า ครอบครัวของเธอมีสมาชิกทั้งหมด 9 คน รู้สึกดีใจที่ได้บ้านใหม่ และบ้านเก่าได้รื้อทิ้งไปแล้ว สามีของเธอเลี้ยงครอบครัวด้วยอาชีพประมง ซึ่งในช่วงหลังๆ ความสมบูรณ์ในทะเลน้อยลง รายได้ไม่แน่นอน รวมทั้งทางการมีความเข้มงวดในเครื่องมือประมงมากขึ้น จึงหวังว่าในอนาคตปูปลาในทะเลจะสมบูรณ์ขึ้น คนหนุ่มสาวและหัวหน้าครอบครัวจะได้ไม่ต้องทำงานรับจ้างในมาเลเซีย
                    ปัจจุบันการพัฒนาที่อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อมของโครงการบ้านมั่นคงตำบลปูยู มีความก้าวหน้าไปมาก เช่น มีบ้านที่สร้างและต่อเติมแล้วเสร็จในเดือนมีนาคม จำนวน 62 หลังคาเรือน มีการเข้าอยู่อาศัยแล้ว 21 หลังคาเรือน มีการพัฒนาสาธารณูปโภค เช่น ที่หมู่ 1 บ้านเกาะยาว ได้ซื้อเรือเป็นของชุมชน เพื่อการขนส่งวัสดุก่อสร้างในการสร้างบ้านและสาธารณูปโภค เพราะราคาขนส่งแพงมาก หากใช้เรือของเอกชน ที่หมู่ 2 บ้านตันหยงกาโปย มีการซ่อมบันไดขึ้นลงเรือแล้วที่บ้านใต้ มีการสร้างบ้านผู้ด้อยโอกาสแล้ว 1 หลัง ในพื้นที่หมู่ 3 สำหรับสองคนพี่น้องที่ไม่มีพ่อแม่และบ้านอาศัย
                    ในการพัฒนาทุนชุมชน ปัจจุบันมีระบบการออมและเงินออมของชุมชนแล้ว วงเงิน 265,250 บาท คือออมสัจจะ 37,520 บาท ออมเพื่อพัฒนาอาชีพ 142,680 บาท ออมสวัสดิการ 46,690 บาท กองทุนรักษาดินและบ้าน 32,360 บาท มีการคืนทุนเงินอุดหนุนแล้ว 6,000 บาท
                    เมื่อถามถึงปัจจัยความสำเร็จในการดำเนินงานพัฒนาเรื่องที่อยู่อาศัยในพื้นที่ ในที่ประชุมของคณะทำงานบ้านมั่นคงตำบลปูยู เห็นว่า เกิดจากคนในชุมชนมีความเชื่อมั่นในการสร้างบ้านของตนเอง หลังจากเห็นบ้านตัวอย่าง รวมทั้งการมีแกนนำที่ตั้งใจในการทำงาน มีอบต.และหน่วยงานที่ให้ความร่วมมือ ที่สำคัญคือเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานดูแลเรื่องที่ดินป่าชายเลน ที่ได้จัดสรรพื้นที่และอนุญาตให้ใช้พื้นที่เพื่อการอยู่อาศัยได้ และการใช้เวทีประชุมประจำเดือนในการติดตามและรายงานความคืบหน้า ทั้งความสำเร็จและอุปสรรคในที่ประชุมทุกเดือน
                    หวังว่า ผลสำเร็จที่ “ปูยู” จะเป็นพลังสร้างสรรค์ให้ชุมชนอื่นได้เรียนรู้ต่อไป
———————-
(รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : ความมั่นคงในที่อยู่อาศัย แรงใจพัฒนาสิ่งแวดล้อมที่ ‘ปูยู’ : โดย…อุดมศรี ศิริลักษณาพร สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน))

จากเยาวชน ‘จิตอาสา’ หยั่งรากลึกสู่ ‘สำนึกพลเมือง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/225190

สิ่งแวดล้อม,หลากมิติเวทีทัศน์,เยาวชน,จิตอาสา,สำนึกพลเมือง,จิต,อาสา,ราก,ลึก,สู่,พลเมือง

การศึกษา-สาธารณสุข  :  3 เม.ย. 2559

จากเยาวชน ‘จิตอาสา’ หยั่งรากลึกสู่ ‘สำนึกพลเมือง’

หลากมิติเวทีทัศน์ : จากเยาวชน ‘จิตอาสา’ หยั่งรากลึกสู่ ‘สำนึกพลเมือง’ : โดย…มูลนิธิสยามกัมมาจล

                    หากน้องๆ เดินไปเข้าห้องน้ำสาธารณะแล้วเจอสิ่งสกปรก…น้องๆ จะทำอย่างไร?
                    คือคำถามชวนคิดที่ ชิษนุวัฒน์ มณีศรีขำ ผู้บริหารโครงการพลังเด็กและเยาวชนเพื่อการเรียนรู้ภูมิสังคมภาคตะวันตก ตั้งใจ “กระตุกต่อมคิด” น้องๆ ที่เข้าร่วมโครงการพลังเด็กและเยาวชนเพื่อการเรียนรู้ภูมิสังคมภาคตะวันตก (Active Citizen) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และมูลนิธิสยามกัมมาจล ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
                    เพราะรู้ว่า นับวันคนรุ่นเก่าอ่อนแรงลงเรื่อยๆ ขณะที่ปัญหากลับมีความซับซ้อนเพิ่มขึ้น แต่ขาดคนรุ่นใหม่เข้ามาสานงานต่อ การพัฒนาท้องถิ่นในยุคปัจจุบันจึงไม่ใช่เรื่องของการแก้ปัญหาเหมือนที่ผ่านมา แต่ต้องเป็นการ “สร้างคนรุ่นใหม่ให้แก่สังคม” ด้วยการทำให้เด็กรู้จักบ้านตนเอง เพราะถ้าเขาไม่เข้าใจบ้านตัวเอง เขาก็จะไม่รัก แต่ถ้าเขารู้จักบ้านตัวเอง เขาจะเห็นคุณค่าและหวงแหน ดูแลท้องถิ่นของเขา โดยมีเป้าหมายคือ “ต้องการสร้างเครือข่ายเด็กเยาวชนภาคตะวันตก” ให้เข้ามาช่วยขับเคลื่อนงานในพื้นที่ต่อ ซึ่งปีนี้เป็นที่ 2 แล้วที่โครงการพลังเด็กและเยาวชนเพื่อการเรียนรู้ภูมิสังคมภาคตะวันตกดำเนินการมา และเพื่อให้ภาพที่ฝันไว้เป็นจริง กิจกรรมเวิร์กช็อปครั้งที่ 3 “เรียนรู้สิทธิ รู้หน้าที่ คนต้นเรื่องทำดีเพื่อสังคม” จึงเกิดขึ้น โดยมีกิจกรรม “จิตอาสา” เป็น “อุบาย” พาน้องเรียนรู้เรื่องดังกล่าว
                    ชิษนุวัฒน์ บอกว่า เหตุผลที่เขากำหนดให้มีกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเรื่องจิตอาสา ก็เพื่อเชื่อมโยงให้น้องได้เรียนรู้เรื่องการ “สร้างสำนึกพลเมือง” โดยครั้งนี้เลือกให้น้องๆ ลงไปทำความสะอาดห้องน้ำ ซึ่งเป็นกิจกรรมพื้นฐาน ที่ใครต่างไปเรียนรู้เต็มไปหมด แต่ทีมงานได้ออกแบบกิจกรรมให้ลงมือทำ แล้วมีการสรุปบทเรียน เพื่อจะเชื่อมโยงไปสู่การมองเรื่องจิตอาสา
                    และถ้าให้ทำห้องน้ำทั่วไปอาจไม่รู้สึกอะไร จึงเลือกให้ไปทำห้องน้ำสาธารณะที่มีคนใช้แล้ว ซึ่งส่วนใหญ่ใช้โดยไม่รักษาความสะอาด พอเด็กได้ไปเรียนรู้ไปเจอห้องน้ำที่ตัวเองต้องอาสาเข้าไปทำ เขาต้องใช้ใจ ใช้ความกล้า ใช้การตัดสินใจ เพื่อเข้าไปจัดการสิ่งที่ไม่สะอาดหูสะอาดตาเหล่านั้น
                    “เพราะฉะนั้นการตัดสินใจที่เด็กลงมือล้างห้องน้ำ จะต้องมาจากจิตสำนึกข้างในของเขา ทำให้เด็กได้เรียนรู้ว่า สำนึกบางอย่างจะเกิดขึ้นได้ต้องมาจากข้างใน ไม่ใช่แค่ได้ลงมือทำกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งเพื่อคนอื่นแล้วจบ แต่ต้องสัมผัสให้ไปถึง “ใจ” ให้ได้ ถ้าเปรียบเทียบห้องน้ำเหมือนปัญหาสังคม บางทีเขาจะเดินเข้าห้องน้ำแต่พอเจอความสกปรกอาจปิดห้องน้ำนี้แล้วไปเข้าห้องน้ำอื่นที่สะอาดแทน เหมือนปัญหาสังคมที่คนส่วนใหญ่หนีปัญหาหรือแก้เรื่องที่ง่ายๆ ก่อน การจัดกิจกรรมนี้ก็เพื่อให้เด็กได้สะท้อนคิดว่า ถ้าเขาอยากแก้ปัญหาสังคมเขาต้องลุกขึ้นมาแก้ด้วยเครื่องมือที่มีอยู่ ไม่ใช่ทิ้งปัญหา หรือเลือกไปอยู่ในสังคมที่ดีๆ มิเช่นนั้นเมื่อไรปัญหาสังคมที่มีอยู่จะได้รับการแก้ไข”
                    ชิษนุวัฒน์เล่าถึงที่มาของแนวคิดนี้ว่า การพาเด็กและเยาวชนไปลงแรง เสียเหงื่อ ทำความสะอาดห้องน้ำวัดใน อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม 4 วัด ได้แก่ วัดนางตะเคียน วัดลาดเป้ง วัดบังปืน และวัดน้อยแสงจันทร์ ก็เพื่อใช้ “กิจกรรมจิตอาสา” เป็นสะพานเชื่อมไปสู่การเรียนรู้หน้าที่ที่สำคัญของการเป็นพลเมือง นั่นคือ “การทำเพื่อส่วนรวม” นั่นเอง ซึ่งหลังเสร็จสิ้นภารกิจดังกล่าว ทีมงานได้ชี้ชวนให้น้องๆ เห็นว่า สำนึกพลเมืองต้องเกิดจากข้างในผ่านการตระหนักรู้ถึงหน้าที่ที่ควรกระทำ
                    ดังที่ “หม่ำ” ธุรกิจ มหาธีรานนท์ นักศึกษาชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาการจัดการการตลาด มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี ทีม Superman โครงการสร้างมูลค่าให้ปลาอกกะแล้ สะท้อนว่า “กิจกรรมที่ผ่านมา ทำให้รู้ว่าคนเราเลือกเกิดไม่ได้ จะจน จะรวย แต่การมีกฎหมายทำให้ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกันในหลายด้าน สำหรับการขัดห้องน้ำก็เป็นสิทธิของแต่ละคนจะไม่ทำก็ได้ เพราะห้องน้ำวัดเป็นสถานที่สาธารณะที่ทุกคนมีสิทธิใช้ บางคนเห็นว่าสกปรกอยากทำความสะอาด แต่ก็ได้แค่คิดโดยไม่ลงมือทำ ห้องน้ำก็ยังสกปรกเหมือนเดิม เหมือนทุกคนที่อยากเห็นสังคมไทยดีขึ้น แต่เพียงแค่คิด โดยไม่ลงมือทำ แล้วสังคมไทยจะดีได้อย่างไร ถ้าจะทำจริง แม้สิ่งเล็กน้อยอย่างการเก็บขยะก็สามารถทำได้ ผมว่าแค่นั้นสังคมก็ดีขึ้นแล้ว มันขึ้นอยู่กับจิตสำนึกมากกว่า เพราะไม่มีใครบังคับจิตสำนึกของใครได้”
                    หม่ำบอกต่อว่า พอพี่ทีมงานบอกว่าจะพาไปขัดห้องน้ำ เพื่อนบางคนอาจตกใจ แต่เขาคิดว่าการมาทำกิจกรรมนี้ เขาเลือกเสียสละมาแล้ว ไม่ว่าต้องไปทำอะไร หนักแค่ไหน ก็พร้อมจะทำ เหมือนในชีวิตจริง หากอยากช่วยเหลือ ต่อให้ปัญหาที่มากมายแค่ไหนก็ต้องทำ ซึ่งการขัดห้องน้ำนี้เป็นเพียงกิจกรรมจิตอาสา แค่รวมกลุ่มแล้วไปทำอะไรสักอย่าง อาจทำเพียงแค่ครั้งเดียวแล้วจบไป แต่วันนี้สิ่งที่เขาได้กลับมาคือ “สำนึกพลเมือง” ครั้งต่อไปที่เห็นห้องน้ำสาธารณะ จะรู้โดยอัตโนมัติว่า ตัวเองสามารถช่วยได้ มีสิทธิทำ และไม่เกินความสามารถที่จะทำ
                    คล้ายกับที่ “น้องกุ้ง” อภิสิทธิ์ ยากำจัด นักเรียนชั้น ม.2 โรงเรียนหนองพลับวิทยา กลุ่มห้วยสงสัย โครงการน้ำต่อชีวิต เยาวชนรุ่นเล็กอีกคน บอกว่า การไปขัดห้องน้ำเป็นหน้าที่ของตัวเอง ถ้าไม่ทำก็จะไม่มีใครทำ อย่างโครงการเรื่องอ่างเก็บน้ำ เขาก็ลุกขึ้นมาทำ เนื่องจากไม่อยากให้ชาวบ้านแตกแยกจนชุมชนไม่น่าอยู่ และอยากให้ทุกคนมีน้ำใช้ไปได้นานๆ แม้ตัวเองจะเป็นเด็กก็ควรมีส่วนเข้าไปจัดการตรงนี้ เพราะต้องสานต่อและถ่ายทอดแก่คนรุ่นต่อไป
                    ชิษนุวัฒน์ บอกต่อว่า เขาอยากเห็นน้องที่มีสำนึกพลเมือง ทันทีที่น้องเห็นปัญหา แม้ไม่ใช่บ้านของตัวเอง แต่เป็นสังคมที่เขาอยู่ เขาจะลุกขึ้นมาช่วยแก้ไขทันที ไม่ต้องรอให้มีโครงการ หรือมีใครมากระตุ้น เกิดเป็น “สำนึกพลเมือง” ที่อยากเข้าช่วยแก้ไขปัญหาของชุมชน สังคม ไม่ใช่แค่ทำเป็นโครงการแล้วจบ เมื่อน้องมีต้นกล้าหรือมีความคิดนี้ปลูกฝังลงอยู่ในเนื้อในตัวแล้ว ยามที่เขาไปเผชิญเหตุการณ์หรือเจอเรื่องราวที่คล้ายคลึงกัน ก็จะลุกขึ้นมาปกป้องทันที
                    สังคมจะอยู่รอดได้ คนในสังคมต้องมีจิตสำนึกสูง เพราะปัจจุบันปัญหามีความซับซ้อนมากขึ้น ถ้าคนยังไม่มีสำนึก เราก็จะไม่สามารถรับมือกับปัญหาสังคมข้างหน้าได้เลย
———————-
(หลากมิติเวทีทัศน์ : จากเยาวชน ‘จิตอาสา’ หยั่งรากลึกสู่ ‘สำนึกพลเมือง’ : โดย…มูลนิธิสยามกัมมาจล)