7 บุคคลในภาพเคยถวายงานสมเด็จพระเทพฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/225196

การศึกษา,ประทับใจ,สมเด็จพระเทพฯ,บุคคล,ภาพ,ถวาย,งาน,สมเด็จ,พระ,เทพ

การศึกษา-สาธารณสุข  :  2 เม.ย. 2559

7 บุคคลในภาพเคยถวายงานสมเด็จพระเทพฯ

ความประทับใจครั้งหนึ่งในชีวิต 7 บุคคลในภาพเคยถวายงานสมเด็จพระเทพฯ : โดย…สุพินดา ณ มหาไชย

                    เนื่องในวโรกาสวันคล้ายวันพระราขสมภพสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริฐพระชนมายุครบ 61 พรรษา ในวันที่ 2 เม.ย. นี้ กระทรวงวัฒนธรรม ได้จัดกิจกรรมตามหาบุคลในภาพจำนวน 6 ภาพ ที่มีโอกาสถวายงานรับใช้เบื้องพระยุคคลบาทในขณะที่ทรงประกอบพระกรณียกิจตามภูมิภาคต่าง และได้นำบุคคลทั้ง 7 คน นี้มาถ่ายทอดเรื่องราวความประทับใจในครั้งหนึ่งของชีวิตที่ได้มีโอกาสวถายงานรับใช้ ได้รับรู้ถึงพระจริยวัตรอันงดงามของพระองค์ และการทุ่มเทพระวรกายปฏิบัติพระราชกรณียกิจต่างๆ ซึ่งหลายคนได้นำมาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตต่อไป
                    พัชนี พืชมงคล ข้าราชกาบำนาญสังกัดกรมส่งเริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และ ชะอุ่ม ดุจชาตบุษย์ เจ้าพนักงานเคหกิจเกษตร สำนักงานเกษตรอำเภอสิงหนคร จ.สงขลา มีโอกาสได้เฝ้าฯรับเสด็จและถวายงาน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อย่างใกล้ชิด เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2531 ระหว่างที่ทรงเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมโครงการอาหารกลางวันตามพระดำริในโรงเรียนตำรวจชายแดน บ้านสำนักเอาะ ตำบลเขาแดง อำเภอสะบ้าย้อย จ.สงขลา
                    พัชนี ย้อนความประทับใจใครั้งนั้นว่า พระองค์ทรงรับสั่งถามว่า ” จะให้ทำไร “ ก็ทูลตอบไปว่า ให้พระองค์ปรุงอาหารกลางวันให้นักเรียน ป.6 โดยใช้ผลผลิตที่ได้จากแปลงเกษตรเพื่ออาหารกลางวันตามพระดำริของพระองค์ จากนั้น ก็เตรียมถวายผ้ากันเปื้อนให้พระองค์ แต่ด้วยความตื่นเต้น ก็เลยพูดเสียงสั่น ตะกุกตะกัก พระองค์ จึงทรงรับสั่งว่า ” พูดธรรมดาก็ได้ “ แล้วก็ทรงหยิบผ้ากั้นเปื้อนไป พร้อมหันหลังมาให้ผูกผ้ากันเปื้อนให้ ตรงนี้ รู้สึกปลื้มใจมาก ที่มีโอกาสถวายการรับใช้ สัมผัสพระองค์ และประทับใจในความเป็นกันเองของพระองค์อย่างมาก
                    ขณะที่ ชะอุ่ม เล่าต่อว่า เธอได้รับมอบหน้าที่ควบคุมไฟ ซึ่งก็คือ มือติดเตาแก๊ส แรกทีเดียว หน้าที่นี้ทำให้ชะอุ่ม  หนักใจมาก เพราะกลัวว่า ถ้าบกพร่องพลาดพลั้งไป อาจเกิดอันตรายต่อพระองค์ได้ ความกังวลทำให้ ชะอุ่ม ตัวเกร็งไปหมดระหว่างติดเตาแก๊ส พระองค์ ทรงทอดพระเนตรเห็นจึงมีรับสั่งว่า” ทำตัวตามสบายนะค่ะ “ หลังจากนั้น พอเห็น ผักและเนื้อสัวต์ในกะทะสุก ก็จัดแจงปิดเตา ชะอุ่ม เล่าว่า พอปิดเตาแก๊สแล้ว พระองค์ทรงรับสั่งถามว่า ” แล้วฟักทองสุกมั้ย “ ก็ตอบไปเสียงสั่นว่า สุกค่ะ จังหวะนี้ได้เห็นสายพระเนตรของพระองค์ ซึ่งแผ่พระเมตตาออกมา หายสั่นทันทีและรู้สึกประทับใจมาก
                    ” ในฐานะข้าราชการที่มีหน้าที่ต้องปฏิบัติหน้าที่รับใช้เบื้องพระยุคลบาท ได้ยึดเอาแนวทางที่พระองค์ปฏิบัติมาปฏิบัติตาม อยู่กรมส่งเสริมก็ตั้งใจดูแลราษฎร นักเรียน เกษตรกร ซึ่งล้วนแต่เป็นพสกนิกรของพระองค์ เหมือนเช่นที่พระองค์ทรงเหน็ดเหนื่อย ทำงานทุกวันโดยไม่เคยได้หยุกพักผ่อน ตั้งใจมั่นว่า จะปฏิบัติหน้าที่เหมือนเช่นที่ได้เห็นพระองค์ปฏิบัติพระกรณียกิจ แต่ถ้าวันไหนรู้สึกเหน็ดเหนื่อยมาก กลับบ้านไปก็จะเอารูปถ่ายในวันที่ถวายงานมาแนบอก แค่นี้ก็รู้สึกว่า หายเหนื่อยแล้ว พระองค์ทรงเหนื่อยมากกว่าเรามาก เราเหนื่อยแค่นี้ไม่เป็นไร “
                    กริช ชัยยะ  อดีตพนักงานองค์การสวนสัตว์ สวนสัตว์ดุสิต ย้อนความประทับใจเมื่อ7 มกราคม 2529 ที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินการเป็นการส่วนพระองค์ทอดพระเนตรสัตว์ต่าง ๆ ในสวนสัตว์ดสิต หรือ เขาดิน ว่า พระองค์เสด็จมาเป็นการส่วนพระองค์ ซึ่งผู้บังคับชัญชาได้ให้นำลูกเสือไปให้พระองค์ทอดพระเนตร ระหว่างที่พระองค์เดินมาก็ทรงอุ้มลูกลิงอุรังอุตังมาด้วย พอเสด็จมาถึง ทรงใช้พระหัตถ์ลูบหัวลูกเสือ ตนได้เห็นแล้วรู้สึกตื่นเต้นมาก ประทับใจในพระเมตตาของพระองค์
                    ขณะที่ นาซาด หมุดตุ  สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลเกาะสาหร่ายชัยพัฒนา อำเภอเมือง จ.สตูล รำลึกความประทับใจที่เคยได้เป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์พ่วงพระที่นั่ง หรือ ซาเล้ง ให้พระองค์ทรงประทับเสด็จพระราชดำเนินรอบเกาะสาหร่าย เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2552 ว่า ก่อนหน้าที่พระองค์จะเสด็จมาถึงโดยเฮลิคอปเตอร์ องครักษมาถามตนว่า ขับรถให้พระเทพได้มั้ย ” ลุงบอกว่า ไม่เอา ไม่กล้า กลัวขับพลาด แต่ในที่สุด ลุงก็ได้รับมอบหมายให้เป็นคนขับรถซาเล้งให้พระองค์ประทับ พระองค์ทรงใจดีมาก น่งยิ้มตลอดเวลา ทั้ง ๆ ที่แดดร้อนเปรี่ยงอย่างแรง แต่พระองค์ก็ไม่ทรงบ่นสักคำ พอพระองค์เสด็จลงเรือเพื่อปเกาะอื่นต่อ ลุงลงไปนั่งร้องไห้เลย ดีใจมากที่ได้รับใช้พระองค์ “
                    ทุกคนนี้ นาซาด เก็บรักษา ซาเล้ง คันนี้ไว้อย่างดี แล้วเก็บออกเงินจำนวน 5 หมื่นบาทไปจ้างต่อซาเล้งคันใหม่มาไว้ใช้แทน เจ้าตัวบอกว่า จะเก็บไว้ให้ลูกหลาน เป็นอนุสรณ์แห่งความประทับใจในช่วงเวลา 3 ชั่วโมง ที่ได้มีโอกาสรับใช้พระองค์
                    ภูวเนศวร์ แก้วบุดดี ครูโรงเรียนพระปริยัติธรรม วัดโพนชัย อำเภอด่านซ้าย จ.เลย เป็นอีกคนที่ประทับใจพระเมตตาของพระองค์ ระหว่างเสด็จพระราชดำเนิน เป็นประธานเปิดนิทรรศการในการนำเสนอผลงานวิจัยแห่งชาติ 2552 ที่ศูนย์ประชุมบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์เซ็นทรัลเวิลด์ ภูวเนศวร์ เล่าว่า ได้นำหน้ากากผีตาโขนของศิลปินในท้องถิ่น ไปถวายพระองค์ในงานดังกล่าว ซึ่งพระองค์ทรงหยิบขึ้นไปทอดพระเนตร แล้วทรงรับสั่งชมว่า ” สวยงามมาก เราชอบ ” แล้วพระองค์ก็ทรงเห็นชุดตาโขนที่วางไว้ในพาน ก็ทรงรับสั่งอีกว่า ” ผีตาโขนสวยงามจริง ๆ ชอบ ๆ ” ตนได้ยินรับสังดังกล่าวแล้ว รู้สึกประทับใจอย่างมาก
                    เดชา จือเหลียง อดีตผู้ใหญ่บ้านคลองโขน จ.สมุทรสงคราม เป็นผู้โชคดีที่ได้มีโอกาสเฝ้ารับเสด็จ5 ครั้ง ได้ย้อนอดีตแห่งความประทับใจเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2542 ซึ่ง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินปลูกป่าชายเลนตามโครงการขยายพื้นที่ใหม่ คลองโขนว่า ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ไถกระดานเลนให้พระองค์ประทับระหว่างเสด็จออกไปปลูกป่าชายเลน ซึ่งรู้สึกประทับใจมากที่ชาวบ้านธรรมดาอย่างตนได้มีโอกาสถวายการรับใช้พระองค์ แต่ตนก็ไถกระดานแบบตัวเกร็ง ห่วงแต่จะประคับกระดานไม่ให้พลิกคว่ำ หันมาอีกทีพระองค์ไม่ประทับอยู่บนเก้าอี้บนกระดานแล้ว แต่เปลี่ยนไปประทับบนกระดานเลย หลังจากนั้น ก็ทรงลงมือปลูกต้นไม้กว่า 70 ต้นด้วยพระองค์อีก
                    ” หลังจากนั้น ก็ได้มีโอกาสเฝ้ารับเสด็จอีก ครั้งนี้ พระองค์ขอไถกระดานเองบ้าง แต่แล้วรองเท้าพระองค์หลุด ผมก็กลัวว่า ถ้าเสด็จพระราชดำเนินต่อไป อาจมีอะไรบาดเท้าพระองค์ได้ แต่ปรากฏว่า พระองค์ไม่หยุด ถอดรองเท้าอีกข้างออก แล้วไถ่กระดานต่อ พอจะเสด็จกลับ ทรงรับสั่งว่า ขอบใจนะผู้ใหญ่ ผมได้ฟังพระรับสังแล้ว รู้สึกตื่นตันใจไปหมด รู้สึกว่า ตัวเองมีบุญวาสนาเหลือเกินที่ได้ทำงานตรงนี้ “
                    อารีย์ อุ่นกระโทก ชาวเขาในจังหวัดเชียงราย ปัจจุบันปลูกดอกรักขาย ก็มีความซาบซึ่งใจเช่นกันเพราะได้มีโอกาสเฝ้ารับเสด็จใกล้ชิดเมื่อคราวเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรสำนักงานโครงการพัฒนาพันธ์กาแฟ จ.เชียงราย อารีย์ เล่าว่า มีคนบอกว่า จะได้มีโอกาสเฝ้ารับเสด็จฯ สมเด็จพระเทพฯ แต่แรกไม่เชื่อ เพราะคิดว่า ชาวบ้านธรรมดาอย่างเรา จะได้เข้าเฝ้าได้อย่างไร ปรากฎว่า พอพระองค์เสด็จมาจริง ก็ดีใจ ปลาบปลื้มมาก ตามเสด็จระหว่างพระองค์เสด็จพระราชดำเนินเก็บเมล็ดกาแฟ
                    ” ตอนแรกไม่กล้ามองหน้าพระองค์เลย แต่แล้วพระองค์ก็ทรงรับสั่งถามว่าเหนื่อยมั้ย เราก็ไม่กล้าตอบ พระองค์เลยรับสั่งว่า พูดธรรมดาก็ได้ แล้วพระองค์ก็รับสั่งตามมาว่า เหนื่อยได้ ท้อได้ แต่อย่าถอย ให้สู้ต่อไป ได้จำคำนี้ของพระองค์ไว้เป็นกำลังใจ และขอให้พระองค์ทรงพระเจริญ “
————————
(ความประทับใจครั้งหนึ่งในชีวิต 7 บุคคลในภาพเคยถวายงานสมเด็จพระเทพฯ : โดย…สุพินดา ณ มหาไชย)

วิจัยพบผูกเสี่ยว-ปิยวาจานำพาอาเซียนสันติสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/225172

วิจัย,อาเซียน,งานสันติสุข

การศึกษา-สาธารณสุข  :  1 เม.ย. 2559

วิจัยพบผูกเสี่ยว-ปิยวาจานำพาอาเซียนสันติสุข

การวิจัยทางพระพุทธศาสนาค้นพบประเพณีผูกเสี่ยว สนทนากันด้วยปิยวาจา แนวทางการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรมในประชาคมอาเซียน

            กระแสการเปลี่ยนแปลงในสังคมเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อมีการเปิดตัวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนโดยเฉพาะในสังคมเมืองนั้นต่อไปจะเป็นศูนย์รวมความหลากหลายของผู้คนในหลายเชื้อชาติและศาสนาเข้ามาเพื่อแสวงหาช่องทางในการประกอบอาชีพ ส่งผลให้เกิดการก่อตัวเป็นชุมชนที่มีการอาศัยอยู่ของผู้คนที่มาจากหลายเชื้อชาติและศาสนา ซึ่งหากผู้คนที่มาอาศัยอยู่ร่วมกันขาดความเข้าในวัฒนธรรมที่แตกต่างหรือไม่เคารพในความเชื่อของกันและกันก็อาจเป็นสาเหตุให้เกิดความสับสนวุ่นวายในสังคมนั้นๆ ได้

ดร.ลำพอง กลมกูล นักวิจัยประจำศูนย์อาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ภายใต้การสนับสนุนจาก พระราชวรเมธี, ดร.รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและรักษาการผู้อำนวยการศูนย์อาเซียนศึกษา ได้ผลักดันให้เกิดการพัฒนาโครงการวิจัยเพื่อศึกษาอยู่ร่วมกันของประชาชนที่อยู่ในสังคมที่มีลักษณะของความเป็นพหุวัฒนธรรม โดยได้จัดโครงการพัฒนาศักยภาพการวิจัยทางพระพุทธศาสนาเพื่อความก้าวหน้าในประชาคมอาเซียนและเปิดโอกาสให้นักวิจัยผู้เข้าร่วมโครงการได้ลงมือเขียนโครงการวิจัยตามขั้นตอนของกิจกรรมเชิงปฏิบัติการ ด้วยการมุ่งเน้นการพัฒนาโครงการวิจัยจากปัญหาวิจัยใกล้ตัวและเชื่อมโยงหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาและศึกษาในบริบทที่เกี่ยวข้องกับประชาคมอาเซียน

หนึ่งในประเด็นที่เป็นปัญหาวิจัยคือ การอยู่ร่วมกันของประชาชนในสังคมที่เป็นพหุวัฒนธรรม ซึ่งสอดคล้องกับโจทย์วิจัยของเครือข่ายองค์กรบริหารงานวิจัยแห่งชาติ (คอบช.) เมื่อคณะผู้วิจัยได้พัฒนาโครงการวิจัยแล้วก็ได้ดำเนินการพัฒนาเครื่องมือวิจัยแล้วลงพื้นที่เก็บรวบรวมข้อมูลในพื้นที่ของตน วิเคราะห์ข้อมูล และนำเสนอผลการวิจัยแบบเล็กๆ ง่ายๆ และมีความสำคัญ (small, simple, and significant) โดยเน้นกระบวนการที่ถูกต้อง ชัดเจน

และสรุปรายงานการวิจัยในรูปแบบบทความวิจัย โดยใช้เวลาในการศึกษาวิจัยเพียง 3-4 เดือนจากการร่วมกันเรียนรู้และฝึกปฏิบัติในครั้งนี้ทำให้มีงานวิจัยที่ได้ศึกษาและพัฒนาทั้งหมด 7เรื่อง ที่ศึกษาเกี่ยวกับความเป็นสังคมพหุวัฒธรรม ประกอบด้วย เรื่องที่ 1 การศึกษาการอยู่ร่วมกันทางสังคมและวัฒนธรรม 4 เผ่าไทย จังหวัดศรีสะเกษ เรื่องที่ 2 ความแตกต่างทางชาติพันธุ์กับวิถีการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขในประชาคมอาเซียนกรณีศึกษานิสิตกลุ่มประเทศ CLMV เรื่องที่ 3 ศึกษาปฏิสัมพันธ์ทางศาสนาของนิสิตชาวต่างชาติกันนิสิตชาวไทยที่ศึกษาใน มจร.วิทยาเขตนครราชสีมา เรื่องที่ 4 การศึกษาวิเคราะห์การทำบุญถวายสังฆทานร่วมมิตรภาพไทย-กัมพูชา เรื่องที่ 5 ศึกษาวิถีศรัทธาของพลเมืองอาเซียนในคาบสมุทรมลายูที่มีต่อพระพุทธศาสนา เรื่องที่ 6ความเชื่อเรื่องประเพณีบุญข้าวสากที่มีอิทธิพลต่อประชาชนสองฝั่งโขง และเรื่องที่ 7 การศึกษาวิเคราะห์ความสัมพันธ์ทางพระพุทธศาสนาระหว่างนิสิตล้านนากับเมืองเชียงตุง

จากการสังเคราะห์องค์ความรู้ที่ได้รับจากการทำวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม พบว่า หลักพุทธธรรมที่นำมาปรับใช้ในการอยู่ร่วมกัน ได้แก่ สังคหวัตถุ 4 พรหมวิหาร 4 สารณียธรรม 6 และหลักทิศ 6 นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมทางสังคมและทางศาสนาที่เป็นสื่อกลางในการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างคนในชุมชน เช่น ประเพณีผูกเสี่ยว การทำบุญสังฆทาน ประเพณีบุญข้าวสากรวมทั้งการสร้างวัฒนธรรมกลางร่วมกัน ได้แก่ การเคารพในกันและกัน ปฏิบัติตามกฎระเบียบของชุมชน ลดการมีอคติในกันและกัน สนทนากันด้วยปิยวาจา สร้างศรัทธาและยอมรับในความแตกต่างในการนับถือศาสนา และร่วมกันพัฒนาให้เกิดสังคมแห่งสันติสุข

โครงการวิจัยทางพระพุทธศาสนาที่มีคุณค่าและสามารถนำผลวิจัยไปปรับใช้ในสังคมได้อย่างแท้จริงจะได้รับการผลิตและนำเสนอออกมาอย่างต่อเนื่องจากส่วนงานวิจัยและบริการวิชาการของศูนย์อาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย โดยจะจัดเป็นโครงการพัฒนาศักยภาพในการทำวิจัยทางพระพุทธศาสนาอย่างต่อเนื่องให้กับคณาจารย์ นิสิตระดับบัณฑิตวิทยาลัย และผู้สนใจทั่วไป และจะมุ่งเน้นการนำเสนอระเบียบวิธีวิทยาการวิจัยที่ทันสมัยและเทคนิคการทำวิจัยต่างๆ ให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรมของโครงการ มาร่วมเรียนรู้และฝึกปฏิบัติด้วยกันเพื่อสร้างสรรค์งานวิจัยทางพระพุทธศาสนาให้ก้าวหน้าสู่ความเป็นสากล


เก่งอังกฤษชีวิตมีคุณภาพพัฒนาทักษะไร้พรมแดน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/225118

อังกฤษ,พรมแดน,การศึกษา

การศึกษา-สาธารณสุข  :  1 เม.ย. 2559

เก่งอังกฤษชีวิตมีคุณภาพพัฒนาทักษะไร้พรมแดน

เก่งอังกฤษชีวิตมีคุณภาพพัฒนาทักษะไร้พรมแดน : พนัสวรรณ โคกทองรายงาน

            โครงการ Junior Dublin Literary Awards for Thailand เป็นโครงการประกวดเรียงความภาษาอังกฤษสำหรับเยาวชนไทยที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยจะแบ่งการแข่งขันออกเป็นระดับภาค 4 ภาค เพื่อค้นหาตัวแทนในแต่ละภาคมาแข่งขันระดับประเทศ ทั้งนี้เพื่อเป็นกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมสนับสนุนและกระตุ้นให้เยาวชนไทยทั่วประเทศได้มีการพัฒนาทักษะการเขียนเรียงความภาษาอังกฤษอย่างกว้างขวาง ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาความคิดและจินตนาการ

จัดโดยเดอะเนชั่น โดย NJ Magazine ร่วมกับสถานทูตไอร์แลนด์ ภูเก็ตกาเซ็ทท์ และซิตี้ไลฟ์เชียงใหม่ ด้วยการสนับสนุนจาก OCS Group, KERRY Group, The Ireland Chamber of Commerce in Thailand และ Emerald Cultural Institute ได้จัดงานประกาศผลและมอบรางวัลนักเรียนที่ชนะการประกวดเรียงความภาษาอังกฤษสำหรับเยาวชนไทย ณ โรงแรมแรมแบรนดท์ สุขุมวิท ซึ่งได้จัดติดต่อกันมาเป็นปีที่ 11 แล้ว โดยการประกวดเรียงความในครั้งนี้จัดแข่งขันภายใต้หัวข้อ “World with No Boundaries”

คณะกรรมการตัดสินรางวัลชนะเลิศแห่งประเทศไทยครั้งนี้ ประกอบด้วย Brendan Rogers เอกอัครราชทูตไอร์แลนด์ประจำประเทศไทย Eithne Kelly ผู้อำนวยการสถาบัน Emerald Cultural Institute ดร.สิริกร มณีรินทร์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รศ.สุชาดา นิมมานนิตย์ อดีตนายกสมาคมครูผู้สอนภาษาอังกฤษแห่งประเทศไทย อาจารย์อัจฉรา ประดิษฐ์ ประธานหลักสูตร ศศ.บ. วรรณกรรมสำหรับเด็ก ภาควิชาบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พิมพิมล คงเกรียงไกร บรรณาธิการนิตยสาร NJ Magazine และพนา จันทรวิโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริษัท เนชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็ดดูเทนเมนท์ จำกัด (มหาชน)

“ผมคิดว่าภาษาอังกฤษมีความสำคัญมากกับการดำเนินชีวิต ภาษาอังกฤษเป็นภาษาระดับโลก เป็นภาษาที่ใช้ในเออีซี ใช้ในการติดต่อธุรกิจ เป็นภาษาที่ใช้ในงานสื่อสารมวลชนใช้ในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ฉะนั้นภาษาอังกฤษจึงมีความสำคัญมาก ถ้าคุณอยากจะพัฒนาตนเองให้กลายเป็นบุคคลที่มีคุณภาพ” จัสติน  โพธิสิทธิ์ นักเรียนวัย 16 ปี จากโรงเรียนนานาชาติภาคตะวันออก จ.ชลบุรี ผู้คว้ารางวัลชนะเลิศระดับประเทศในโครงการประกวดเรียงความภาษาอังกฤษสำหรับเยาวชนไทย Junior Dublin Literary Awards for Thailand ครั้งที่ 11 เผยถึงความสำคัญของเรื่องภาษา

นอกจากนี้ มี รดา ยิ่งยงไพศาลกุล นักเรียนจากโรงเรียนขอนแก่นวิทยายน ผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศการแข่งขันประจำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้บอกเล่าแนวคิดผ่านผลงาน ในหัวข้อ “World with No Boundaries” ว่า World with No Boundaries หรือโลกไร้พรมแดน ในความคิดของคนหลายๆ คนอาจจะคิดว่าระบบอินเทอร์เน็ตคือโลกไร้พรมแดนที่คนทุกคนสามารถเข้าถึงกันได้ เสมือนการลดช่องว่างระหว่างพรมแดน ทว่าค่านิยมของสังคมและความคิดของคนยังคงถูกตีกรอบในเรื่องของความคิดและการตัดสินพฤติกรรมจากสิ่งที่เห็นผ่านทางโลกของอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นเหมือนช่องว่างระหว่างพรมแดนที่เรายังเจอกันอยู่ในทุกๆ วัน

“ปัญหาที่คนไทยไม่เก่งภาษาอังกฤษ เพราะว่ากลัวที่จะผิด ทั้งๆ ที่ความจริงความผิดพลาดมันทำให้เราเติบโต ถ้าเราไม่กล้าที่จะทำอะไรเราจะไม่รู้เลยว่าเราทำได้ดีแค่ไหน เราไม่รู้ว่าควรจะปรับปรุงตัวเองอย่างไร แต่พอเริ่มทำไปแล้วเราจะรู้ได้เลยว่าเราจะต้องทำอย่างไรและปรับปรุงจนดีขึ้น อย่างแรกเลยเราต้องมีความกล้า มีความพยายามที่จะทำอย่างสม่ำเสมอ เรื่องการเขียนเรียงความภาษาอังกฤษก็เหมือนกัน เราจะไม่รู้ว่าตัวเองเขียนได้ ถ้าไม่กล้าที่จะเริ่มเขียน” มีรดา กล่าว

“งานเขียนคือโลกไร้พรมแดน” และ “โลกที่อยู่ในหัวของเราความคิดของเราเป็นโลกที่ไร้ขีดจำกัด” เป็นอีกสองแนวคิดเรื่อง “World with No Boundaries” จาก ธัญธร คุณาภิญญา และ จิรภัทร เมฆเมฆา นักเรียนผู้ส่งผลงานเข้าร่วมโครงการในครั้งนี้ ทั้งคู่เผยเทคนิคเกี่ยวกับการเขียนเรียงความภาษาอังกฤษว่า ทุกคนต้องมีความเชื่อมั่นว่าตัวเองทำได้ ไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ เราต้องฝึกฝนและมีความเชื่อมั่นในตัวเอง ทุกความกลัวสามารถแก้ไขได้ด้วยการลงมือทำ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการพูดหรือเขียนเรียงความเป็นภาษาอังกฤษก็ตาม

สำหรับผู้ที่สนใจโครงการประกวดเรียงความภาษาอังกฤษสำหรับเยาวชนไทย Junior Dublin Literary Awards for Thailand สามารถอ่านเรียงความผู้ชนะการประกวดในการแข่งขันปีก่อนๆ และติดตามรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติม ได้ที่ http://www.247friend.net/NJ/dublin


‘ร.ร.คูเมือง’บ้านสานฝันดึงนอกระบบเรียนรู้สู่สัมมาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/225119

การเรียน,นอกระบบ,การศึกษา

การศึกษา-สาธารณสุข  :  1 เม.ย. 2559

‘ร.ร.คูเมือง’บ้านสานฝันดึงนอกระบบเรียนรู้สู่สัมมาชีพ

‘ร.ร.คูเมือง’บ้านสานฝันดึงนอกระบบเรียนรู้สู่สัมมาชีพ : ภูดิศ เชื้อประดิษฐ์

            ด้วยความมุ่งมั่นของ “โกวิทย์ บุญเฉลียว”  ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านคูเมือง (อ่อนอนุเคราะห์) จ.อุบลราชธานี เล็งเห็นถึงปัญหาของเยาวชนที่กำลังเกิดขึ้นในสังคม ระดมทุนก่อตั้งบ้านสานฝัน ศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สร้างหลักสูตรการเรียนรู้รูปแบบ การจัดการศึกษาที่เอาชีวิตเป็นตัวตั้ง เปิดโอกาสสำหรับเด็กที่ไม่ต้องการศึกษาอยู่ในระบบของการศึกษาได้มีทางเลือกบนฐานของสัมมาชีพ

ผอ.โกวิทย์ กล่าวว่า เราเจอปัญหาเด็กมากมาย เด็กติดยาเสพติด เด็กหนีเรียน เด็กท้องในโรงเรียน มีปัญหาเกิดขึ้นสารพัดมากมาย ทำอย่างไรถึงจะสามารถแก้ปัญหานี้ได้จึงสำรวจว่าเขาสนใจในเรื่องอะไร พบว่าในระบบการศึกษาของประเทศไทยเป็นการบังคับให้เด็กได้เรียนเหมือนกัน ปฏิบัติเหมือนกัน ทำให้เด็กที่ไม่สามารถเรียนในระบบหรือเด็กที่ไม่ต้องการเรียนในระบบสามารถเรียนแบบเด็กปกติทั่วไปได้ สิ่งที่เรามาทำตรงนี้เพื่อแก้ปัญหาเด็กที่เข้าออกนอกระบบ เราจะช่วยเหลือเขาได้อย่างไร เราจะมีพื้นที่ไหนที่สามารถรองรับเขาได้ เราเลยจัดตั้งสถานศึกษานี้ขึ้นมาในลักษณะพิเศษ รับเด็กที่ไม่อยากเรียนในห้องเรียนเข้ามาดูแล

การสร้างพื้นที่แห่งนี้มีเป้าหมายที่สำคัญที่สุดของการศึกษาคือการมุ่งหวังให้เด็กและเยาวชนไทยสามารถสร้างอาชีพ อยู่ร่วมกันในสังคมและเกิดปัญญา การศึกษาที่เอาชีวิตเป็นตัวตั้งนั้นเน้นการเรียนรู้ด้วยการลงมือปฏิบัติ เป็นการศึกษาเรียนรู้ที่สร้างเสริมทักษะชีวิต ทักษะอาชีพให้แก่ผู้เรียนให้เด็กสามารถค้นพบและพัฒนาตัวเองทั้งในข้อเด่นที่ควรส่งเสริมและข้อด้อยที่ควรแก้ไขจนสามารถประสบความสำเร็จได้อย่างเต็มศักยภาพ สร้างความภูมิใจตัวเองจนพัฒนาไปสู่ความพึงพอใจในสิ่งที่ตนเป็นอยู่

โดยมีเครื่องมือในการเรียน 4 หมวดได้แก่ เลี้ยงสัตว์ การช่าง การเกษตรสวนครัว และการเกษตรปลูกข้าว ซึ่งเด็กจะได้เรียนทั้งหมด 4 หมวด และมีอาชีพในเรื่องที่เด็กสนใจเป็นพิเศษ จากการเรียนรู้ผ่านหนังสือสู่ห้อง เรียนเล้าไก่ บ่อปลา และผืนนาบนฐานชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชน ได้สร้างเด็กที่สามารถทำการเกษตร เลี้ยงสัตว์ และนำผลผลิตที่ได้ออกจำหน่ายสู่ชุมชน

เด็กที่เรียนที่นี่จะไม่ได้เรียนแบบตื่นเช้า เข้าแถวเหมือนเด็กปกติทั่วไป การเรียนรู้สำหรับเด็กกลุ่มนี้จะค่อยๆ เกิดขึ้น เมื่อเราสร้างความเข้าใจในตัวเด็ก พูดคุยกับเขา เมื่อเขาพึงพอใจอยากอยู่กับเรามันก็สามารถไปต่อได้ ซึ่งเราค่อยๆ สอดแทรกเรื่องคุณธรรม ความดี ความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ สิ่งเหล่านี้ต้องเติมอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้ควบคุมพฤติกรรมฝังไว้ในใจเขา

เมื่อเขาโตขึ้นมาก็จะนำเอาสิ่งนี้ไปใช้ เมื่อจบไปจะมีอาชีพสามารถหาเลี้ยงตัวเองได้ มีพฤติกรรมเปลี่ยนไปแทนที่จะไปเกเรก็ไม่มี เด็กพวกนี้สนใจเรื่องอะไร เขาก็จะลงมือทำด้วยความตั้งใจ ด้วยความอยากรู้อยากทดลอง สิ่งเหล่านี้มันจะไม่ได้เกิดขึ้นในระบบเด็กปกติ มันต้องเกิดในระบบแบบนี้ ผมเชื่อว่าถ้าเขามีความดีอยู่ในใจเขาตลอดเวลาก็จะทำให้เขามีต้นทุนในการอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างมีความสุข และสามารถเอาชีวิตรอดได้ สิ่งนี้คือสิ่งที่เราปรารถนา

นีีเป็นทางเลือกสำหรับเด็ก ให้เขามีโอกาสได้ยืนอยู่ในสังคมได้ เราไม่คาดหวังว่าเขาจะต้องเป็นผู้ประกอบการ เจ้าของกิจการ แต่เราต้องการให้เขามีชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุขเหมือนคนทั่วๆ ไป เอาชีวิตเขาให้รอดไม่เป็นภาระของสังคม ส่วนคนไหนเก่งอยู่ในระบบปกติก็ให้เขาเก่งไป เราให้การสนับสนุน แต่สำหรับเด็กกลุ่มนี้เราต้องช้อนเขาไว้ดึงเขาไว้เพื่อให้ไม่เข้าวงจรปัญหาของสังคม สนใจสอบถามได้ที่โทร.0-4585-3639 และ http://facebook.com/BanKumuangSchool

 


‘วิชาจีบ วิชาที่คุณต้องรู้’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/225127

การศึกษา-สาธารณสุข  :  31 มี.ค. 2559

‘วิชาจีบ วิชาที่คุณต้องรู้’

‘วิชาจีบ วิชาที่คุณต้องรู้’ : รายการ คม ชัด ลึก

             เป็นที่ฮือฮาผ่านโลกออนไลน์ กรณีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดหลักสูตรสอนพิเศษวิชาจีบ จะจีบอย่างไรให้แฟนรัก เพื่อนหลง ลูกค้าเชื่อใจ เจ้านายเอ็นดู โดยใช้ชื่อหลักสูตรว่า “วิชาจีบ วิชาที่คุณต้องรู้” ดังนั้น เมื่อค่ำวันที่ 31 มีนาคม รายการ คม ชัด ลึก จึงเชิญผู้สอนมาเสวนาในหัวข้อ “วิชาจีบ วิชาที่คุณต้องรู้”

อ.ธนิช สุนทรธนกูล ผู้สอนหลักสูตร “วิชาจีบ วิชาที่คุณต้องรู้” จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า คนเราต้องเรียนรู้ซึ่งกันและกัน คนเราปัจจุบันใจด่วน หากไปแก้ปัญหาทีหลัง น้ำตาตก ปัญหาคนหย่าร้างกัน ทะเลาะกันเยอะ กลายเป็นปัญหาสังคม ดังนั้น จึงต้องหาทางแก้ปัญหา ตั้งแต่ต้นตอ เริ่มกันตั้งแต่ตอนจีบกันเลย จีบให้ดี เรียนรู้กันก่อน

นิยามของคำว่า จีบ ของผมก็คือ การปฏิสัมพันธ์ที่ดี ที่ถูกต้องแต่แรกเริ่ม ทั้งในเรื่องของชายและหญิง การทำงาน แม้แต่ พ่อ แม่ ลูก

วิชาจีบ วิชาที่คุณต้องรู้ เพราะเป็นสิ่งที่ต้องรู้จริงๆ เพราะคนเราจะต้องปฏิสัมพันธ์กับคน ไม่ว่า มิติไหนก็ตาม หากเรามีปฏิสัมพันธ์ที่ดี การเข้าหาคนอื่นได้ ก็ถือว่า มีมิตรอันดี หรือที่เรียกว่า คอนเนกชั่นที่ดี

คอนเนกชั่น สำคัญกว่า ความรู้ มีความรู้มาก แต่เวลาทำงานติดขัด ถ้ามีเพื่อนดี ก็ติดต่อหาเพื่อนให้เข้าช่วย งานก็สำเร็จ ทำคนเดียวไม่มีคอนเนกชั่น ให้จบดอกเตอร์ก็สู้คนมีคอนเนกชั่นไม่ได้

รูปลักษณ์ภายนอก ก็มีความสำคัญต่อการพบกันครั้งแรก

ทั้งนี้ทั้งนั้น ที่ผมสอน ผมจะสอนเรื่องใจก่อน เราต้องรู้จักจิตใจก่อน เราต้องระวังสิ่งที่ตามมาคือ “ความหลง” เพราะบางทีเห็นหน้าสวย หล่อ ชอบแล้ว โดยที่ยังไม่รู้จักเลยว่า เขาเป็นอย่างไร จะอยู่กับเราได้หรือเปล่า ยังไม่รู้ นี่คือ หลงอารมณ์ หลงรูป หลงหน้าตา ก็หาทางจีบให้ได้ พอเป็นแฟนกันแล้วมารู้ทีหลัง มาเห็นตัวตนกันทีหลัง ช่วงหมดโปรโมชั่น เดี๋ยวนี้โปรโมชั่นหมดเร็วมาก ไม่เทคแคร์ ไม่เอาใจใส่กันแล้ว ก็มีปัญหาตามมา

ในช่วงจีบกัน เป็นช่วงสำคัญมาก เป็นช่วงของการเรียนรู้นิสัยใจคอกันของคนสองคน

ปัญหาทุกอย่าง แก้กันที่เริ่มต้นจะง่าย เหมือนระเบิด มันยังไม่ระเบิดเราก็ตัดชนวนก่อน หากมันระเบิดตูมแล้วตามซ่อม เหนื่อยและยาก

จะเห็นได้ว่าทุกวันนี้ตามซ่อมกันมาก คนเลิกกัน อกหักรักคุด เป็นโรคซึมเศร้า ไปฆ่าตัวตายกันเยอะมาก

คนสองคนมาเจอกัน วิธีจีบ เทคนิคขั้นแรก ต้องเคลียร์ใจเราก่อน การเข้าหาใครต้องเริ่มจากใจบริสุทธิ์ ความรัก หากเกิดจากใจบริสุทธิ์เป็นสิ่งที่ดี ไม่อย่างนั้นจะนำไปสู่ความทุกข์ และปัญหา

ใจของเราต้องขจัดความคิดขยะออกไป ขยะก็คือ ความคิดที่ปรุงแต่งขึ้น ซึ่งจะสร้างความโลภ ความโกรธ ความหลง เครียด ฟุ้งซ่าน จิตตก

หากเรารู้จักเทคนิคการกำจัดความคิดขยะออกไปได้ จิตก็จะบริสุทธิ์

ความคิดขยะมี 3 อย่าง รายแรก เป็นชาวไทยชื่อ นายวิพากษ์ วิจารณ์ ทั้งในแง่บวกและแง่ลบ อย่าเพิ่งตัดสินคนจากการที่เจอกันแค่ครั้ง อย่าให้เขาหลอกเราได้จากรูปลักษณ์ภายนอก

รายต่อมาเป็นชาวจีนชื่อ นายหวัง แซ่ต้อง ก็คือ หวังจะต้องเป็นแฟน จีบหวังฟัน ดังนั้น เราต้องขจัดนายหวังออกไป เพื่อให้จิตใจบริสุทธิ์ เราจะรักใครต้องรักด้วยใจบริสุทธิ์ เราคำนวณสิ่งที่สูญเสียเป็นตัวเลข เป็นเงินทองได้ แต่คำนวณความสูญเสียที่เกิดจากอารมณ์ในอนาคตไม่ได้

รายต่อมา เป็นชาวยุโรป ชื่อ Mr.reason why why ก็คือ ทำไมต้องทำอย่างนั้น ทำไมต้องทำอย่างนี้ เหตุผลของใครของมัน แล้วก็ตีกัน เวลาเจอกันไม่ต้องเอาเหตุผลเข้ามา คุยกันด้วยภาษาใจ

หากยังมีคำถาม ทำไม ยังมีเหตุและผล เวลาไปติดต่องาน ติดต่อลูกค้า ก็เสมือนกับเป็นการปิดกั้นตัวเอง ปิดกั้นความก้าวหน้า หรือเป็นความคิดในแง่ลบไว้ก่อนล่วงหน้า

การจะเข้าหาใครสักคน หากใจบริสุทธิ์แล้ว ครั้งแรก สร้างความประทับใจก่อนเลย ด้วยการชื่นชมจากใจ หมายถึงเห็นคุณค่าในตัวเขา นั่นก็คือ เปลี่ยนคำทักทายปกติ เป็นคำชมที่จริงใจและโดนใจแทน

ทุกคนมีคุณค่า เพียงแต่เราจะเห็นคุณค่าของเขาหรือเปล่า

คนเราทุกคนเหมือนมีกำแพงอยู่ แต่เราจะต้องรู้จักเปิดประตูเข้าหากัน พอสร้างความประทับใจ เปิดใจได้ หลังจากนั้นก็เรียนรู้ซึ่งกันและกัน เรียนรู้คุณค่า ไม่ได้เรียนรู้เรื่องส่วนตัว เรียนรู้สิ่งดีๆ ของเขา สิ่งไม่ดีของเขาไม่ได้ต้องเรียน ทิ้งเรื่องอดีตไป ทำปัจจุบันให้ดี คุยกันถึงเรื่องอนาคตว่าเขาอยากจะเป็นอะไร มีความใฝ่ฝันอะไร หากเราชอบเขา ก็ช่วยสืบสานความฝันของเขาให้เป็นจริง

หากจะคุยเรื่องอดีต ก็ควรจะคุยถึงสิ่งที่ประทับใจในอดีต ซึ่งคนเล่าก็มีความสุข คนฟังก็มีความสุข


ปลูกความรู้คู่คุณธรรมเรียนธรรมะ’รัก-รอ-พอ-ให้’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/225057

ความรู้,คุณธรรม,การเรียน

การศึกษา-สาธารณสุข  :  31 มี.ค. 2559

ปลูกความรู้คู่คุณธรรมเรียนธรรมะ’รัก-รอ-พอ-ให้’

ปลูกความรู้คู่คุณธรรมเรียนธรรมะ’รัก-รอ-พอ-ให้’ : สุชาดา สอนกริ่ม

             “รัก-รอ-พอ-ให้” คือ หลักเรียนรู้ธรรมะ โครงการสามเณร ปลูกปัญญาธรรม ปี 5 ที่ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น จัดขึ้นเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในมหามงคลสมัยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงเจริญพระชนมพรรษา 89 พรรษา ในวันที่ 5 ธันวาคม 2559 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จะทรงเจริญพระชนมพรรษา 84 พรรษา ในวันที่ 12 สิงหาคม 2559 รวมทั้งเพื่อเป็นอีกสื่อหนึ่งที่ร่วมปลูกฝังสิ่งดีงามด้านคุณธรรม และจริยธรรมให้เยาวชนคนรุ่นใหม่

นำเยาวชนชาย 12 คนที่ผ่านการคัดเลือกจากผู้สมัครกว่า 3,000 คนทั่วประเทศ เข้าศึกษาและฝึกปฏิบัติธรรม ณ วัดเขาวง จ.สระบุรี อีกหนึ่งปูชนียสถานศักดิ์สิทธิ์ที่มีความเชื่อมโยงกับพระพุทธศาสนามาอย่างยาวนาน ตามหลักฐานพงศาวดารอยุธยา เรียนรู้ธรรมะภายใต้แนวคิด 1. รัก – รู้จักรัก ด้วยหลักธรรม 2. รอ – รู้จักรอ ไม่ท้อถอย 3. พอ – รู้จักพอ ก่อความสุข และ 4. ให้ – รู้จักให้ ด้วยใจงาม อันนำไปสู่การส่งต่อสิ่งดีงามแก่ผู้อื่น ด้วยจิตใจอันบริสุทธิ์ ซึ่งจะเป็นตัวอย่างที่ดีแก่สังคม สร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่และประชาชนทั่วไปได้นำข้อคิด คติธรรม จากการรับชมรายการไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน

“ศุภชัย เจียรวนนท์” กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ปีนี้ขยายห้องเรียนธรรมะ ปลูกปัญญาธรรมสัญจรสู่ภาคกลาง โดยมีพระครูภาวนาพิลาศ (หลวงตาวัชรชัย อินฺทวํโส) เจ้าอาวาสวัดเขาวง เป็นพระอาจารย์ใหญ่ นำเหล่าสามเณรน้อยย่างก้าว “ตามรอยบาทพุทธศาสดา” ส่วนวันที่ 24 เมษายนนี้ พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี) ประธานสถาบันวิมุตตยาลัย พระอาจารย์จากวัดพระรามเก้ากาญจนาภิเษก พระอาจารย์กลุ่มเพื่อชีวิตดีงาม จะร่วมสอนธรรมะให้แก่เหล่าสามเณรเหล่านี้ด้วย

ด.ช.ณภัทร แสงรัตน์ (น้องเฟิร์ส) อายุ 7 ปี เรียนอยู่ชั้น ป.2 ร.ร.อนุบาลพระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา เล่าว่า ที่สมัครมาบวชจะทำให้ได้เรียนรู้เกี่ยวกับธรรมะ และได้ฝึกตัวเองให้อยู่ร่วมกับผู้อื่น การบวชในครั้งนี้จะได้รับบุญและได้ธรรมะจากการเรียนรู้ที่กว้างขวางขึ้น อยากให้มีโครงการดีๆ อย่างนี้ เกิดขึ้นทุกๆ ปี เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้เข้ามาและพัฒนาตัวเอง ในการบวชสามเณรครั้งนี้ จะทำให้เรียนดีขึ้น และมีสมาธิในการเรียนมากยิ่งขึ้น และยังได้นั่งสมาธิเดินจงกรมรักษาศีล ได้รักษาไตรสิกขา

“การเข้าโครงการในครั้งนี้จะได้เรียนรู้ธรรมะ ได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ และยังสามารถนำไปใช้ในการเรียนทำให้เราเข้าใจในเรื่องธรรมะมากขึ้น ทำให้เรียนดีขึ้นเข้าใจและมีสมาธิมากขึ้น ในครั้งนี้ได้บวชจึงตั้งใจจะเรียนรู้อย่างเต็มที่”

ด.ช.สิริคุณ ศรชัย (น้องปิงปิง) และ ด.ช.สิริวุฒิ ศรชัย (น้องปังปัง) คู่ฝาแฝด อายุ 8 ขวบ เรียนอยู่ชั้น ป.2 ร.ร.ทวีรัตน์ จ.สงขลา เล่าว่า โครงการ ปลูกปัญญาธรรมปี 5 ตามรอย พุทธศาสดา ให้ความรู้ ให้คำสั่งสอน เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ได้เรียนรู้ธรรมะ และการควบคุมอารมณ์ การบวชในครั้งนี้ เพราะอยากเรียนรู้ธรรมะ ในช่วงฤดูร้อนเรียนรู้ธรรมะ แทนการพักผ่อนกับครอบครัว

“อยากบวช จะได้มีบุญและความรู้ในด้านธรรมะ เพื่อนำไปปรับใช้ในการเรียน การบวชยังได้ฝึกความอดทน และยังได้รับมิตรภาพดีๆ จากเพื่อนๆ อีกด้วย”

ทั้งนี้ โครงการสามเณร ปลูกปัญญาธรรม รายการธรรมะรูปแบบเรียลิตี้ เน้นสาระคู่กับความบันเทิง เหมาะสำหรับผู้ชมทุกเพศ ทุกวัย โดยเฉพาะครอบครัว ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยปลูกฝังแนวคิด ค่านิยมที่ถูกต้อง ให้ลูกหลานเติบโตขึ้นเป็นทั้งคนเก่งและคนดีของสังคมในวันข้างหน้า ได้จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ซึ่งตั้งแต่วันแรกของการบรรพชา จนถึงวันลาสิกขา ตลอดระยะเวลา 4 สัปดาห์ ระหว่างวันที่ 22 เมษายน–22 พฤษภาคมนี้ สามเณรทั้ง 12 รูป จะได้เรียนรู้และฝึกปฏิบัติธรรมอย่างมีลำดับขั้นตอน จากพระครูภาวนาพิลาส (หลวงตาวัชรชัย อินฺทวํโส) พร้อมคณะพระวิทยากรและผู้ทรงคุณวุฒิอีกมากมาย ที่จะมาร่วมให้ความรู้ทางธรรม รวมทั้งยังมีผู้มีชื่อเสียงระดับประเทศ มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ความรู้ และร่วมศึกษาธรรมะไปกับสามเณรน้อยอีกด้วย ติดตามข่าวสารโครงการได้ที่ http://www.facebook.com/truelittlemonk

 


รื้อโครงสร้างศธ.ส่งผลให้’ครู’เป็นกบที่ต้องเลือกนาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/225058

คำสั่ง,การศึกษา,ศธ.

การศึกษา-สาธารณสุข  :  31 มี.ค. 2559

รื้อโครงสร้างศธ.ส่งผลให้’ครู’เป็นกบที่ต้องเลือกนาย

รื้อโครงสร้างศธ.ส่งผลให้’ครู’เป็นกบที่ต้องเลือกนาย : นายกิตติ ทวยภา ศึกษานิเทศก์ สพป.มค.1 E-mail vongjagpoon@gmail.com

             คำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 10/2559 เรื่อง การขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ และคำสั่ง ที่ 11/2559 เรื่อง การบริหารราชการของกระทรวงศึกษาธิการ ลงวันที่ 21 มีนาคม 2559 โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้ารักษาความสงบแห่งชาติ ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557

จากคำสั่งดังกล่าว ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์การศึกษาของชาติไทย ซึ่งก่อนหน้านี้ ได้มีการปฏิรูปการศึกษา เมื่อปี พ.ศ. 2546 ในคราวนั้นมีการบัญญัติกฎหมายที่สำคัญอยู่ 3 ฉบับ เพื่อปฏิรูปการศึกษา คือ 1. พ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546 2. พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546 และ 3. พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546 ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ คือ การรวมเอาการศึกษาทุกระดับ จากระดับปฐมวัยจนถึงระดับอุดมศึกษามาอยู่ในกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีความคาดหวังว่าจะเป็น “เอกภาพ” โดยยุบ สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (สปช.) กรมสามัญศึกษา และสำนักงานศึกษาธิการ มาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีการบริหารจัดการเป็นเขตพื้นที่การศึกษา

ก่อนมีคำสั่ง คสช. มีเขตพื้นที่การศึกษา จำนวน 225 เขต มีกฎหมายสำคัญ 3 ฉบับ คือ

(1) พ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา มีองค์กรที่สำคัญ เรียกชื่อว่า คุรุสภา และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ปัจจุบันกรรมการที่มาจาก พ.ร.บ. 2 ฉบับนี้ได้ถูกยุบ โดย คสช. ไปแล้ว โดยกำหนดให้ครูมีใบประกอบวิชาชีพและได้รับเงินวิทยฐานะ อาทิ ครูชำนาญการ 3,500 บาท ชำนาญการพิเศษ 5,600 บาท เป็นต้น

(2) พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546 มีสาระสำคัญ คือ ให้มี “คณะกรรมการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา” เรียกโดยย่อว่า “ก.ค.ศ.” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน มีรองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นรองประธาน และมีผู้แทนครู มีผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นกรรมการ ในมาตรา 21 ของ พ.ร.บ.นี้ กำหนดให้มีอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เรียกโดยย่อว่า  “อ.ก.ค.ศ.” ซึ่งถูกยุบตามคำสั่ง คสช. ที่ 10/2559 โดยคณะกรรมการชุดนี้ ประกอบด้วย

2.1 ผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านบริหารงานบุคคล/การศึกษา/การเงินการคลังและด้านกฎหมาย 4 คน

2.2 กรรมการโดยตำแหน่ง 2 คน ได้แก่ ผู้แทนคุรุสภา และผู้แทน ก.ค.ศ.

2.3 ผู้แทนจากข้าราชการครู จำนวน 3 คน คือ ตัวแทนผู้บริหาร ตัวแทนครูผู้สอนและตัวแทนบุคลากรอื่นทางการศึกษาตามมาตรา 38 ค(1) และ (2) มีผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาเป็น กรรมการและเลขานุการ         คณะกรรมการชุดนี้มีอำนาจและหน้าที่กำหนดนโยบาย พิจารณาบรรจุแต่งตั้ง เห็นชอบให้ความดีความชอบผู้บริหารสถานศึกษา เรื่องเกี่ยวกับวินัย การออกจากราชการ อุทธรณ์ ร้องทุกข์ ส่งเสริมสนับสนุนความก้าวหน้าข้าราชการครู กำกับดูแลประเมินผลการบริหารงานบุคคล จัดทำและพัฒนาข้อมูลข้าราชการครู

3. พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546 มีสาระสำคัญคือการจัดระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ โดยแบ่งเป็นส่วนกลางและส่วนภูมิภาค (ส่วนภูมิภาคได้ถูกยุบไปตาม คำสั่ง คสช. ที่ 11/2559)

มีประเด็นสำคัญคือ ในหมวด 2 เรื่องการจัดระเบียบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ โดยในมาตรา 37 กำหนดให้มีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และมีคณะกรรมการระดับต่างๆ จากระดับโรงเรียนจนถึงระดับ สพฐ. ฯลฯ (ส่วนภูมิภาคได้ยุบตาม ประกาศ คสช. ที่ 11/2559)

การดำเนินงานที่ผ่านมาจากปี 2546 จนถึงปัจจุบันทำให้การจัดการศึกษาของไทยระดับขั้นพื้นฐาน มีความก้าวหน้า ครูมีการพัฒนาตนเองไปสู่มาตรฐานสากล การบริหารจัดการทุกระดับมีผู้แทนครูเข้าร่วมในการบริหารจัดการ เช่น เป็นคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา ก.ค.ศ. และ อ.ก.ค.ศ. เป็นต้น ปฏิบัติงานที่ผ่านมา ได้มีประสิทธิภาพ สนองตอบความต้องการของข้าราชการครู และชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทำให้ครูมีความก้าวหน้าทั้งด้านวิทยฐานะและด้านสวัสดิการ เป็นที่ยอมรับของสังคม ครูได้รับเงินวิทยฐานะ มีขวัญกำลังใจในการทำงาน

แต่เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2559 การบริหารในระดับภูมิภาค มีการเปลี่ยนแปลงตามคำสั่ง คสช. และวันที่ 22 มีนาคม 2559 พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ออกมาแถลงข่าวการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาและการบริหารราชการ มีประเด็นสำคัญอยู่ 4 ประการ คือ เพื่อการบูรณาการงานระดับเขตพื้นที่, ช่วงการบังคับบัญชา, เพิ่มความเป็นเอกภาพในการบริหารจัดการและความคล่องตัวในการบริหารงานบุคคล จากเหตุการณ์ดังกล่าวได้มีนักวิชาการ นักบริหารและข้าราชการครู ตั้งข้อสังเกตหลายประการ อาทิ

ผศ.ดร.สุรวาท ทองบุ คณบดี มรภ.มหาสารคาม กล่าวว่า มีข้อดีและข้อสงสัยดังนี้ 1.ทำไมไม่ปรับ/ยุบ ก.ค.ศ. เพราะเป็นต้นตอของปัญหากฎหลักเกณฑ์ วิธีการที่ผิดพลาดมาตลอด 2.ทำไม ไม่ปรับ/ยุบ เขตพื้นที่การศึกษา เพราะขาดประสิทธิภาพ มีขนาดใหญ่ เทอะทะ ซ้ำซ้อนกับ ศึกษาธิการจังหวัดที่ตั้งขึ้นใหม่ ระดับการบังคับบัญชาซ้ำซ้อนกับ กศจ. 3. สพฐ.ยังถืองบประมาณและเป็นเจ้าของโครงการ(เป็นช่างตัดเสื้อ 1 ขนาด ให้คนใส่เหมือนกันทั้งประเทศ) เรียกครูออกนอกห้องเรียน ควรให้โรงเรียน ครู นักเรียน เป็นฐานในการพัฒนา 4. ส่วน กศจ.จะต้องไม่ใช่ตรายางหุ่นเชิด เป็นไปรษณีย์ อกศจ. ถ้าหากมีความเห็นว่า อ.ก.ค.ศ.เขตที่ผ่านมา ทำให้มีรอยด่างอย่าเดินตามรอยเก่า/ ก.ค.ศ.จะต้องมีวิธีคิดวิธีทำงานที่เปลี่ยนไป ออกกติกาใหม่

ดร.ธนภณ พันธ์ศรี มองว่าเรื่องทุกอย่างของครูผลได้เสียจะช้า เพราะมีองค์กรเดียวที่ภาระงานมาก ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดจะมีเวลามาทำหรือไม่ การเลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่ง ถ้าผู้บริหาร ข้าราชการครูไม่ได้รับความยุติธรรม คงหวังอะไรจากครูยาก ผลตามมาคือเด็กต้องรับกรรม

คุณครูทรงศักดิ์ สุขบันเทิง อดีต อ.ก.ค.ศ. กล่าวว่า เป็นการถ่ายโอนอำนาจจากครูบริหารครูกันเอง ไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ขณะที่ ดร.สุภกิจ ศรีบัดถา อดีตผู้ทรงคุณวุฒิใน อ.ก.ค.ศ. และอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏหลายแห่ง บอกสั้นๆ ว่า การปรับโครงสร้างครั้งนี้จะทำให้เป็นระบบมากขึ้น แต่อาจเป็นการรวมศูนย์อำนาจมากกว่าเดิมก็ได้ ดังนั้นคณะคุณครูต้องทำงานอย่างมืออาชีพและมุ่งเน้นคุณภาพ เพราะคุณภาพเท่านั้นจึงจะยืนหยัดอยู่ได้ ซึ่งคุณภาพการศึกษาก็คือการเรียนรู้ของผู้เรียนไม่ว่าระดับใดก็ตาม

ด้าน นางวันทนา สมภักดี ศึกษานิเทศก์และนักศึกษาปริญญาเอกนิเทศการศึกษา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม บอกว่า จะปรับเปลี่ยนโครงสร้างอย่างไร ในส่วนของการศึกษานิเทศก์ ต้องลงพื้นที่เพื่อปลุกจิตวิญญาณของครู ให้มีจิตสำนึกที่ดี มีความรับผิดชอบ ทำงานร่วมกันกับผู้บริหาร ครู นักเรียน ชุมชน

ที่กล่าวข้างต้นเป็นความเห็นบางส่วนของบุคคลในพื้นที่จริง สนามรบจริงที่สะท้อนความรู้สึกที่แท้จริงจากใจ อย่างไรก็ตาม ถ้าหากจะสรุปโครงสร้างตามมาตรา 44 ของ คสช. มีคนพูดติดตลกว่า ครูมีผู้บังคับบัญชามากขึ้น โดยมีผู้บังคับบัญชา เรียงตามลำดับดังนี้ 1.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ 2.ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ 3.เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 4.ศึกษาธิการภาค 5. ผู้ว่าราชการจังหวัด 6.ศึกษาธิการจังหวัด 7.ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา 8.นายอำเภอ 9. ศึกษาธิการอำเภอ 10.ผู้แทนองค์กรเอกชนที่เป็นกรรมการ อกศจ.

จากลำดับการบังคับบัญชาที่ยาวเหยียดของครู การปฏิรูปการศึกษาในครั้งนี้จะตอบโจทย์ได้ไหมว่า ผลของการปฏิรูปการศึกษาครั้งนี้ จะส่งผลต่อผู้เรียน ชุมชน ส่งผลต่อกลุ่ม Stake Holders (ผู้มีส่วนได้เสีย)หรือไม่ สามารถการันตีได้ไหมว่า ครูจะได้รับความเป็นธรรมมากกว่าอดีต ความก้าวหน้าของข้าราชการครูจะไม่ต่ำกว่าเดิม เป็นคำถามที่ต้องรอคำตอบ ถึงแม้ว่าจะยาวนานแค่ไหน ครูทั้งประเทศจะรอคอย

“แล้วจะให้คนที่เป็นครูเลือกเจ้านายคนไหนดี”

 


สพศท.หนุน’แนวทางการกำหนดภาระงานแพทย์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/225041

สาธารณสุข,สพศท.,แพทย์,ภาระ,งาน,นพ.ประดิษฐ์ ไชยบุตร,เสี่ยง,คนไข้,คุณภาพชีวิต,หนุน,แนวทาง

การศึกษา-สาธารณสุข  :  30 มี.ค. 2559

สพศท.หนุน’แนวทางการกำหนดภาระงานแพทย์’

สพศท.หนุนร่างประกาศ ‘แนวทางการกำหนดภาระงานแพทย์’ เชื่อกระตุ้น สธ.-รัฐบาลแก้ไขจริงจัง หลังปัญหาถูกปล่อยทิ้งนานกระทบคุณภาพชีวิต ทำผู้ป่วยเสี่ยง

                    นพ.ประดิษฐ์ ไชยบุตร ประธานสมาพันธ์แพทย์โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป (สพศท.) กล่าวถึงกรณีที่แพทยสภาได้เตรียมออกประกาศ “แนวทางการกำหนดภาระงานแพทย์” โดยอยู่ระหว่างการสำรวจความเห็นจากประธานองค์กรแพทย์และแพทย์ทั่วประเทศ ว่า ได้เห็นร่างประกาศฉบับดังกล่าวของแพทยสภาแล้ว ซึ่ง สพศท.มองว่า เรื่องภาระงานแพทย์เป็นปัญหาใหญ่ และที่ผ่านมาปัญหานี้ได้ถูกทิ้งไว้นานโดยไม่ได้รับการแก้ไข โดยเฉพาะแพทย์เพิ่มพูนทักษะ แพทย์ใช้ทุน แพทย์ในบางพื้นที่ และแพทย์ในบางสาขา ซึ่งต้องทำงานหนัก อยู่เวรทั้งในและนอกเวลาราชการ โดยร่างประกาศแนวทางการกำหนดภาระงานแพทย์อาจเป็นหนทางหนึ่งที่แพทยสภาพยายามแก้ไขปัญหานี้ และเป็นการกระตุ้นให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องหันมาพูดคุยและหาแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกันอย่างจริงจัง
                    นพ.ประดิษฐ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมา สพศท.เองได้มีการหารือถึงปัญหาภาระงานแพทย์มานานแล้ว และได้เคยนำเรื่องนี้เสนอต่อกระทรวงสาธารณสุข ทั้งปลัดกระทรวงสาธารณสุข และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แต่ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ ซึ่งเรื่องนี้ไม่เพียงแต่กระทบต่อคุณภาพชีวิตของแพทย์เท่านั้น แต่ยังกระทบต่อคุณภาพและประสิทธิภาพในการวินิจฉัยและรักษาของแพทย์ด้วย ทำให้ประชาชนเกิดความเสี่ยง เนื่องจากแพทย์ที่ต้องทำงานหนักส่งผลให้มีการพักผ่อนไม่เพียงพอ นอกจากนี้ในต่างประเทศยังมีรายงานการศึกษาที่ชี้ชัดว่า แพทย์ที่มีชั่วโมงการทำงานมากเกินไป จะส่งผลกระทบทั้งต่อสุขภาพและความปลอดภัยของแพทย์ มีอุบัติเหตุเกิดมากขึ้นทั้งระหว่างการทำงาน และในการขับขี่ยานยนต์ รวมทั้งมีผลกระทบต่อความปลอดภัยของผู้ป่วยเองด้วย ซึ่งในต่างประเทศมีการทำเรื่องนี้มานานแล้ว
                    “เรายอมรับกันมานานแล้วว่า หมอในบ้านเราทำงานหนัก มีชั่วโมงการทำงานที่มากเกินไป แต่ที่ผ่านมามีการพูดคุยเรื่องนี้กันน้อย เพราะแพทย์รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ถูกสอนให้ต้องเป็นผู้เสียสละและอดทน จึงยินยอมทำงานหนัก ซึ่งการเสียสละนี้ คือการเสียสละเวลาส่วนตัว เวลาที่ต้องดูแลครอบครัว และสุขภาพของตัวเอง” นพ.ประดิษฐ์ กล่าวและว่า ทั้งนี้มองว่า ไม่ควรทิ้งปัญหาไว้แบบนี้ เพราะในที่สุดปัญหาที่ถูกสะสมจะปะทุ และในอนาคตอาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อระบบได้ หมอส่วนนี้จะต้องได้รับการดูแลอย่างจริงๆ จังๆ เสียที”
                    ต่อข้อซักถามว่า จากการระบุถึงหลักเกณฑ์ภาระงานของแพทย์ในร่างประกาศมองว่ามีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติแค่ไหน นพ.ประดิษฐ์ กล่าวว่า คิดว่าต้องเริ่มจากการมองว่า ขณะนี้ปัญหานี้มีจริงหรือไม่ ปัญหาใหญ่แค่ไหนเสียก่อน ปัญหานี้เหมือนมีช้างที่อยู่ในห้อง (elephant in the room) ที่ทุกคนจะปฏิเสธไม่ได้หรอกว่า ไม่มี มองไม่เห็น ดังนั้น กระทรวงสาธารณสุขและรัฐบาลควรเอาจริงซะที โดยดึงทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมพูดคุย ส่วนจะทำได้แค่ไหนคงต้องขึ้นอยู่กับผู้บริหารเองว่าจะมุ่งมั่นและจริงจังแค่ไหน อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวเชื่อว่าปัญหานี้แก้ไขได้ ส่วนร่างประกาศแนวทางกำหนดภาระงานแพทย์ของแพทยสภานั้น มองว่า ยังสามารถยืดหยุ่นและปรับได้
                    ผู้สื่อข่าวถามว่า ภาระงานแพทย์ที่เป็นปัญหา เป็นเพราะขณะนี้ยังมีปัญหาขาดแคลนแพทย์ในระบบ นพ.ประดิษฐ์ กล่าวว่า ต้องบอกว่าปัจจุบันเรามีการผลิตแพทย์เพิ่มจำนวนไม่น้อยในแต่ละปี เพียงแต่เมื่อเข้าสู่ระบบแล้วกลับไม่สามารถคงให้แพทย์เหล่านี้อยู่ในระบบได้ ตรงนี้จะทำอย่างไร ซึ่งปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นแต่เฉพาะวิชาชีพแพทย์เท่านั้น แต่ทั้งพยาบาลและวิชาชีพอื่นเป็นปัญหาเช่นกัน พูดตรงๆ บุคลากรในภาครัฐก็เป็นเหมือนเครื่องมือชิ้นหนึ่ง ผู้ใช้ก็คือรัฐบาล ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐจะต้องดูแลเครื่องมือเหล่านี้ให้อยู่ในสภาพที่ดี พร้อมใช้งาน ต้องบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอ ไม่งั้นเครื่องมือก็เสื่อมโทรม ขาดประสิทธิภาพ และมีอายุการใช้งานสั้น
                    “ปัญหาบุคลากรสาธารณสุข ก็อยู่ตรงนี้แหละ รัฐต้องถามตัวเองว่ารัฐดูแลเครื่องมือเหล่านี้ดีพอรึยัง หากคนของตัวเองยังดูแลไม่ได้ จะไปดูแลประชาชนทั้งประเทศได้ดีได้อย่างไร จากประกาศแนวทางกำหนดภาระงานแพทย์ที่ออกมานี้ เชื่อว่า อย่างน้อยจะทำให้เกิดการพูดคุยแก้ไขปัญหามากขึ้น ให้มีการแก้ไขเรื่องนี้อย่างจริงจัง หลังจากปัญหานี้ถูกปล่อยทิ้งไว้มานานแล้ว”
——————–

‘สารานุกรมไทย’ลดเวลาเรียน-เพิ่มเวลารู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/225013

การศึกษา,สารานุกรมไทย,ลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้,ในหลวง,องคมนตรี

การศึกษา-สาธารณสุข  :  30 มี.ค. 2559

‘สารานุกรมไทย’ลดเวลาเรียน-เพิ่มเวลารู้

เปิดตัวสารานุกรมไทย เล่มที่ 40 ใช้เป็นหนังสืออ้างอิง แนะครู โรงเรียน ใช้เป็นเครื่องมือจัดกิจกรรมลดเวลาเรียน – เพิ่มเวลารู้ เชิญร่วมบริจาคเงินจัดซื้อแจกจ่าย

                    29 มี.ค. 59  ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์  ศ.เกียรติคุณ นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี แถลงข่าวเปิดตัวสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 44 ว่า สารานุกรมไทยเกิดขึ้นจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อ 40 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากพระองค์ทรงเป็นห่วงว่าเด็กและเยาวชนไทยเมื่อเจอเรื่องที่สนใจจะไม่มีหนังสือให้ค้นคว้าข้อมูลและอ้างอิง จึงได้ให้จัดตั้งโครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนขึ้น ซึ่งปีนี้เป็นสารานุกรมไทย เล่มที่ 40
                    โดยมีเนื้อหาทั้งหมด 9 เรื่อง ได้แก่ พิพิธภัณฑสถาน รางวัลซีไรต์ นกเงือกไทย เห็ด การโคลนนิ่งสัตว์ แร่เหล็ก การใช้เลเซอร์ในทางการแพทย์ ไข้ออกผื่น และมะเร็งต่อมลูกหมาก นอกจากนั้น ยังมีการจัดทำหนังสือ คำถาม-คำตอบ , สารานุกรมไทยขนาดพ็อกเก็ตบุ๊ก 1 เล่ม โดยจะมีเนื้อหา 3 เรื่อง รวมถึงยังมีซีดีรอม เพื่อพกพาและใช้งานได้ง่าย ทั้งนี้ เรื่องต่างๆ ที่บรรจุในสารานุกรมไทย มีการคัดเลือกโดยพิจารณาเนื้อหาที่ทันสมัย เหมาะกับเหตุการณ์ในปัจจุบัน และมีคณะกรรมการหลายชุดเพื่อคัดกรองเนื้อหา มีราชบัณฑิตเป็นผู้ประพันธ์ ทำให้มีความแม่นยำทางวิชาการ ซึ่งสามารถนำไปอ้างอิงได้
                    “สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน มีเนื้อหาที่น่าอ่าน และราคาถูกอย่างมาก ซึ่งผมอยากให้มีการนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์มากขึ้น โดยเฉพาะในเวลานี้ที่แต่ละโรงเรียนมีการจัดกิจกรรมลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ อยากให้ครูทุกวิชาได้มอบหมายให้เด็กแบ่งกลุ่มทำโครงงาน และไปค้นคว้าข้อมูลเรื่องต่างๆ จากสารานุกรมไทย เพื่อทำให้เด็กได้ใช้สารานุกรมไทยเป็นเครื่องมือในการค้นคว้าความรู้มากขึ้น และเด็กสามารถทำงานทางวิชาการร่วมกัน นำข้อมูลมาแลกเปลี่ยน แบ่งปันความคิดเห็นในห้องเรียน ซึ่งการดำเนินการในลักษณะดังกล่าวจะทำให้เด็กได้เรียนรู้หลายเรื่องในเวลาอันรวดเร็ว” องคมนตรี กล่าว
                    สำหรับสารานุกรมไทยถือเป็นมรดกของบ้านเมือง เป็นสิ่งที่ช่วยให้ลูกหลานได้มีแหล่งความรู้ในการค้าหาเรื่องต่างๆ ดังนั้น จึงได้มีการจัดทำสารานุกรมไทยขึ้นทุกปีและให้มีความทันสมัยอยู่เสมอ ทั้งนี้สามารถพบกับหนังสือโครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน ได้ที่บูท Y17 Hall A ที่งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 10 เมษายน 2559 หรือที่ศูนย์หนังสือจุฬาฯ ทุกสาขา พร้อมกันนี้ ขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาสามารถบริจาคเงิน สบทบในการจัดซื้อสารานุกรมไทย เพื่อนำไปบริจาคในห้องสมุดต่างๆ และถ้าห้องสมุด โรงเรียนสนใจสารานุกรมสามารถติดต่อได้ที่ โครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนไทย โทร.0-2280-6515 , 0-2280-6538

ลุ้นรางวัลพระราชทานประกวดสื่อบ้านนอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/225007

พระราชทาน,การศึกษา,ประกวด,ชมรมสื่อบ้านนอก

การศึกษา-สาธารณสุข  :  30 มี.ค. 2559

ลุ้นรางวัลพระราชทานประกวดสื่อบ้านนอก

โค้งสุดท้ายประกวดสื่อบ้านนอก 480 ชิ้นงานลุ้นรางวัลพระราชทาน

                    อดีตรองนายกรัฐมนตรี ชื่นชมมูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริฯ และชมรมสื่อบ้านนอก ร่วมจัดโครงการแระกวดสื่อบ้านนอก ช่วยเติมเต็มความเข้าใจระหว่างคนเมืองกับคนบ้านนอก โดยมีผู้สนใจ 250 คน ส่งผลงาน 480 ชิ้นเข้าประกวด ชิงรางวัลพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
                    ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ในฐานะประธานคณะกรรมการตัดสินโครงการประกวดสื่อเพื่อการพัฒนาชนบท ชิงรางวัลพระราชทาน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (โครงการประกวดสื่อบ้านนอกฯ) ภายใต้ความร่วมมือระหว่างชมรมสื่อบ้านนอกและมูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริฯ กล่าวว่า โครงการนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการกระตุ้นให้คนไทยตระหนักในคุณค่าของชนบท และยอมรับในวิถีชีวิตชนบท ตลอดจนลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำของความเข้าใจกันระหว่างคนชนบทกับคนเมือง ซึ่งถือเป็นหน้าที่ที่สื่อมวลชนพึงต้องปฏิบัติ
                    “ผมคาดหวังว่าโครงการนี้น่าจะมีส่วนอย่างสำคัญในการเติมเต็มช่องว่างความเข้าใจระหว่างชนบทกับเมืองให้ดีขึ้น และช่วยให้คนเมืองกับคนชนบทใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข”
                    ศาสตราจารย์วิโชค มุกดามณี ศิลปินแห่งชาติ ซึ่งเป็นผู้ออกแบบสร้างสรรค์รางวัลพระราชทานฯ กล่าวว่าได้รับแรงบันดาลใจจากดอกบัว และนกเจ้าฟ้าสิรินธร โดยดอกบัวและกลีบบัวคือสัญลักษณ์แทนความดี ความสุข ความปีติ ขณะที่นกเจ้าฟ้าสิรินธร คือสัญลักษณ์แทนการสื่อสารเรื่องราวต่างๆ ที่เป็นไปอย่างอิสระ
                    นายศักดิ์ชัย พฤฒิภัค ประธานคณะทำงานโครงการฯ ชี้แจงว่า ในการดำเนินโครงการครั้งปฐมฤกษ์นี้ มีผู้ให้ความสนใจส่งผลงานเข้าร่วมประกวดจำนวน 250 คน มีจำนวนชิ้นงานส่งประกวด 480 ชิ้นงาน แบ่งเป็นประเภทภาพถ่าย 142 คน 367 ชิ้นงาน ประเภทสารคดีเชิงข่าวและคลิปวิดีโอ 35 คน 38 ชิ้นงาน ประเภทบทความและสารคดี 48 คน 50 ชิ้นงาน และประเภทความเรียงเยาวชน 25 คน 25 ชิ้นงาน
                    สำหรับการตัดสินนั้น ทางคณะกรรมการตัดสินฯ มีกำหนดจะดำเนินการให้เสร็จสิ้นเรียบร้อย และถือเป็นที่สุดภายในไม่เกินวันที่ 9 พฤษภาคม 2559 และจะมีการจัดงานประกาศผลรางวัลให้ได้รับทราบอย่างเป็นทางการในวันที่ 9 มิถุนายน 2559 ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
                    “เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปได้สัมผัสกับผลงานที่ส่งเข้าประกวด ชมรมสื่อบ้านนอก โดยการสนับสนุนของมูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริฯ จะคัดสรรผลงานที่ส่งเข้าประกวดไปจัดแสดงที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่ 2 ถึงวันที่ 10 มิถุนายน 2559”