โทษ ‘เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง’ 10 ปี นายกฯ พูดเรื่อง ‘แต่งตั้งผู้กำกับ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/563955

23 พ.ย. 2566

โทษ 'เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง' 10 ปี  นายกฯ พูดเรื่อง 'แต่งตั้งผู้กำกับ'

‘แต่งตั้งผู้กำกับ’ พ่นพิษ สมชัย ชี้ นายกรัฐมนตรี เข้าข่ายกระทำผิด รัฐธรรมนูญหลายมาตรา โทษถึงขั้น ‘เพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง’ 10 ปี

สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง ยืนยันผ่านเฟซบุ๊กว่าการพูดของนายกเศรษฐา กลางที่ประชุมพรรคเพื่อไทย เกี่ยวกับคำขอผู้กำกับใหม่ที่มีมามากและมีจำนวนน้อยที่สมหวัง  อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ถึงขั้นพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและ บรรดา สส. พ้นจากตำแหน่งได้ ด้วยผิดรัฐธรรมนูญหลายมาตรา

รัฐธรรมนูญที่ระบุ ถึงความผิดของนายกรัฐมนตรี กรณีแต่งตั้งผู้กำกับทั่วประเทศประกอบด้วย
 

มาตรา 185 (3) ห้าม สส. หรือ สว. ก้าวก่ายแทรกแซง ในการบรรจุ แต่งตั้ง โยกย้าย โอน เลื่อนตำแหน่ง ข้าราชการ

มาตรา 186 ห้ามรัฐมนตรี (รวมนายกรัฐมนตรี) ก้าวก่าย การแต่งตั้งโยกย้าย ข้าราชการ

มาตรา 234(1) ให้อำนาจ ป.ป.ช. ไต่สวน กรณีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ใช้อำนาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ

มาตรา 235 (2) หาก ป.ป.ช. เห็นด้วยด้วยเสียงเกินครึ่ง ให้ส่งสำนวนการสอบสวนไปยังอัยการสูงสุด เพื่อส่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง  ศาลรับฟ้อง ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่  ศาลบอกผิด ต้องพ้นจากตำแหน่ง เพิกถอนสิทธิรับสมัครเลือกตั้งตลอดชีวิต และอาจถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไม่เกิน 10 ปีก็ได้

อดีตกรรมการการเลือกตั้ง ชี้ว่า ประชาชนแค่ 1 คน ก็ร้อง ป.ป.ช.ได้  และขณะนี้ นาย ศรีสุวรรณ จรรยา ได้เตรียมร้องต่อ ป.ป.ช. วันศุกร์นี้

‘ศรีสุวรรณ’ ไม่ปล่อย นายกฯ ‘ฝ่าฝืนจริยธรรม’ ร้ายแรง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/563946

23 พ.ย. 2566

'ศรีสุวรรณ' ไม่ปล่อย นายกฯ 'ฝ่าฝืนจริยธรรม' ร้ายแรง

เตรียมยื่น ‘ป.ป.ช.’ วันศุกร์นี้ ‘ศรีวรรณ’ ร้องนายกฯ ‘ฝ่าฝืนจริยธรรม’ ร้ายแรง ปมพูดเรื่องแต่งตั้งผู้กำกับทั่วประเทศ

นอกจาก พล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์ เตมียเวส อดีต ผบ.ตร. และ รังสิมันต์ โรม สส.ก้าวไกล จะเรียกร้องให้ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ลาออกเพื่อรับผิดชอบคำพูด เกี่ยวกับการโยกย้ายผู้กำกับทั่วประเทศแล้ว ยังมี ศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ที่ให้ความสนใจกับเรื่องนี้เช่นเดียวกัน

ศรีสุวรรณ  หยิบยกคำที่เศรษฐา พูดในที่ประชุมสส.พรรคเมื่อวันที่ 21พ.ย.ที่ผ่านมาที่ว่า “ผู้กำกับใหม่ ซึ่งผมมั่นใจว่าคงมีผู้ผิดหวังมากกว่าผู้สมหวังในห้องนี้ที่ขอตำแหน่งไป เพราะรู้สึกมันเยอะเหลือเกิน แต่ก็มีไม่น้อยที่ได้สมหวัง แต่ก็เป็นผู้กำกับใหม่ซึ่งเราจะต้องพูดคุยเรื่องนี้กันให้เข้าใจถึงถ่องแท้ และต้องกำจัดปัญหานี้ออกไป ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งเราเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ”

อาจบ่งบอกถึงพฤติการณ์ในการใช้อำนาจของนายกรัฐมนตรีในฐานะประธาน กตร.ที่สามารถเข้าไปก่ายหรือแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐในการแต่งตั้งนายตำรวจระดับ ผกก.ได้เพื่อประโยชน์ของตนเอง ของผู้อื่น หรือของพรรคการเมืองไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมได้

อันถือเป็นข้อห้ามตามรัฐธรรมนูญ 2560 ม.185(3) ประกอบ ม.186 วรรคสอง ซึ่งเข้าข่ายฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง ซึ่งผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่ควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง

วันศุกร์ที่ 24 พ.ย.66 เวลา 10.00 น. นี้ องค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน จะนำความพร้อมพยานหลักฐานไปยื่นร้องเรียนต่อ ป.ป.ช.ให้ไต่สวนและมีความเห็นการกล่าวหานายกรัฐมนตรีฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่ โดยจะเดินทางไปยื่นร้องเรียนใน ที่สำนักงาน ป.ป.ช.สำนักงานใหญ่ จ.นนทบุรี

กรรมาธิการตำรวจ สบช่อง เชิญ นายกรัฐมนตรี ให้ข้อมูล ใบสั่งขอตำแหน่งตำรวจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/563931

22 พ.ย. 2566

กรรมาธิการตำรวจ สบช่อง เชิญ นายกรัฐมนตรี  ให้ข้อมูล ใบสั่งขอตำแหน่งตำรวจ

ประชุมสส.เพื่อไทย กลายเป็นประเด็นลามมาถึงวงนอก หลังมีประเด็นนายกรัฐมนตรีเปรยในที่ประชุมพรรคว่า มีผู้ฝากฝังในเรื่องของการขอตำแหน่งตำรวจ งานนี้เข้าทาง “กรรมาธิการตำรวจ” เตรียมเชิญนายกรัฐมนตรี เข้าให้ข้อมูล ระบุชัดสส. ไม่มีสิทธิเแทรกแซง การแต่งตั้งโยกย้าย

นายชัยชนะ เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร   เปิดเผยว่า กรรมาธิการตำรวจฯ ให้ความสนใจต่อประเด็นที่ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี กล่าวในที่ประชุม สส.พรรคเพื่อไทย  ถึง
การขอตำแหน่งผู้กำกับ หรือ ขอตำแหน่งตำรวจ   ซึ่งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 185 (3) บัญญัติว่า สส.และ สว. ห้ามมีส่วนได้เสียและเกี่ยวข้องในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ

ตามที่นายกรัฐมตรีระบุในที่ประชุมพรรคเพื่อไทยว่า  “มีผู้ขอตำแหน่งผู้กำกับเข้ามามีทั้งคนผิดหวังและสมหวัง” ตนคิดว่าหากเรื่องนี้เป็นจริงตามนายกรัฐมนตรีพูด นายกรัฐมนตรีต้องบอกได้ว่า สส. คนไหนมีส่วนเกี่ยวข้อง  เพราะหากขัดรัฐธรรมนูญ อาจพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยคณะกรรมาธิการจะเชิญนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เข้าให้ข้อมูลในสิ่งที่กล่าว ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร มั่นใจว่า สส.ทั้ง 500 คน ยึดหลักกฏหมายรัฐธรรมนูญไม่แทรกแซงในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ 

ส่วนสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นการสะท้อนว่าตั๋วตำรวจมียังอยู่หรือไม่   เรื่องนี้ต้องสอบถามนายกรัฐมนตรีถึงสิ่งที่พูด ว่ามีข้อเท็จจริงอย่างไร นายกรัฐมนตรีมีเจตนาใดหรือ การพูดเป็นกลอนพาไปพ่วงต่อกับเรื่องอื่นๆที่พูดก่อนหน้า โดยคณะกรรมาธิการเตรียมเชิญนายกรัฐมนตรีเข้าชี้แจงในวันที่ 7 ธันวาคมนี้ 

“เป็นเรื่องไม่ปกติ เพราะห้าม สส.แทรกแซง การแต่งตั้งโยกย้าย เราไม่ใช่ผู้บริหารประเทศเราเป็นฝ่ายนิติบัญญัติห้ามแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายอยู่แล้ว แต่สิ่งที่นายกรัฐมนตรีพูดหากเป็นจริงเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยเดือดร้อนทั้งพรรค เพราะขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 185
(3)”   ส่วนจะนำเรื่องนี้ไปอภิปรายไม่ไว้วางใจต่อหรือไม่  ต้องดูข้อเท็จจริงหากมีหลักฐานจริงก็นำสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ ”  นายชัยชนะ ระบุ 

ศาลรัฐธรรมนูญ นัดลงมติปม ‘ไอซ์ รัชนก’ ร้อง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ขัดรธน.หรือไม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/563929

22 พ.ย. 2566

ศาลรัฐธรรมนูญ นัดลงมติปม ‘ไอซ์ รัชนก’ ร้อง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ขัดรธน.หรือไม่

รอลุ้นได้เลย ศาลรัฐธรรมนูญ นัดลงมติปม ‘ไอซ์ รัชนก’ สส.ก้าวไกล ร้อง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ 29 พ.ย. เวลา 9.30 น.

วันนี้(22 พ.ย.2566) ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 และมาตรา 34 หรือไม่ โดยศาลอาญาส่งคำโต้แย้งของจำเลย น.ส.รักชนก ศรีนอก ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 683/2565 เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 212 ว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 และมาตรา 34 หรือไม่

โดยศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยการอภิปรายแล้วเห็นว่า คดีเป็นปัญหาข้อกฎหมายและมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้ จึงยุติการไต่สวนตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 58 วรรคหนึ่ง กำหนดนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือและลงมติในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2566 เวลา 09.30 น.

ศาลรธน.นัด 20 ธ.ค. ไต่สวน ‘พิธา’ ถือหุ้นสื่อ -25 ธ.ค.’ ก้าวไกล’ ปม ‘ม.112’ 

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/563925

22 พ.ย. 2566

ศาลรธน.นัด 20 ธ.ค. ไต่สวน 'พิธา' ถือหุ้นสื่อ  -25 ธ.ค.' ก้าวไกล' ปม 'ม.112' 

คดี”พิธา” อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ถือหุ้นสื่อไอทีวี เข้าข่ายขัดคุณสมบัติ ฝั่งผู้ถูกร้องยื่น ยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา พร้อมบัญชี ระบุพยานเอกสาร พยานบุคคล 2 รอบ ศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนต่อ 20 ธ.ค.66 ส่วน การรณรงค์หาเสียง พันมาตรา 112 ศาลฯนัดไต่สวน 25 ธ.ค.

สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญเผยแพร่เอกสาร ศาลรัฐธรรมนูญประชุมปรึกษาคดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 ว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบ
มาตรา 98 (3) หรือไม่ เนื่องจากนายพิธา เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) ซึ่งประกอบกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อสารมวลชนใดๆ อยู่ในวันที่สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ เป็นเหตุให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลง และขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่


จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 วรรคสอง และขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งให้ตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของผู้ถูกร้อง ว่างลงนับแต่
วันที่ศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัยให้แก่คู่กรณีฟังตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 105 วรรคหนึ่ง (2) และศาลรัฐธรรมนูญ  มีคำสั่งรับคำร้องนี้ไว้พิจารณาวินิจฉัยและสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนับแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2566 จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย

ต่อมาผู้ถูกร้องยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา พร้อมบัญชี ระบุพยานเอกสาร พยานบุคคล  และพยานวัตถุ ฉบับลงวันที่ 2 ตุลาคม 2566 และบัญชีระบุพยานบุคคล  เพิ่มเติม ครั้งที่ 1 ฉบับลงวันที่ 18 ตุลาคม 2566  โดยศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาด้วยการอภิปราย และเห็นควรไต่สวนพยานบุคคลต่อไป จึงกำหนด  วันนัดไต่สวนพยานบุคคล ในวันพุธที่ 20 ธันวาคม 2566 เวลา 09.30 

พร้อมกันนี้ศาลรัฐธรรมนูญได้ประชุมปรึกษาคดีที่ นายธีรยุทธ สุวรรณเกษร (ผู้ร้อง) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 ว่า การกระทำของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ผู้ถูกร้องที่ 1) และพรรคก้าวไกล (ผู้ถูกร้องที่ 2) ที่เสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ… มาตรา 112 โดยใช้เป็นนโยบายในการหาเสียงเลือกตั้ง และยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง  เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง หรือไม่

โดยศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาด้วยการอภิปราย และเห็นควรไต่สวนพยานบุคคลต่อไป จึงกำหนด  วันนัดไต่สวนพยานบุคคล ในวันจันทร์ที่ 25 ธันวาคม 2566 เวลา09.30 นาฬิกา

โดยศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาด้วยการอภิปราย และเห็นควรไต่สวนพยานบุคคลต่อไป จึงกำหนด
วันนัดไต่สวนพยานบุคคล ในวันจันทร์ที่ 25 ธันวาคม 2566 เวลา09.30 นาฬิกา

ปมบ่อขยะปราจีนบุรี หลักฐานสาวไปไม่ถึง ‘ผู้ช่วย สส.เบญจา’ ทุจริตหรือไม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/563918

22 พ.ย. 2566

ปมบ่อขยะปราจีนบุรี หลักฐานสาวไปไม่ถึง ‘ผู้ช่วย สส.เบญจา’ ทุจริตหรือไม่

ก้าวไกล เข้าแจง กมธ.อุตสาหกรรม ปม สส.แจ้ ถูกขับออกจากพรรค ปูด ‘ผู้ช่วย สส.เบญจา’ เรียกรับผลประโยชน์จากการขายที่ดินให้บริษัทกำจัดขยะ ยัน ไม่มีการกลั่นแกล้งเพื่อกลบเกลื่อน

ที่รัฐสภา นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สส.ฉะเชิงเทรา พรรคก้าวไกล แถลงภายหลังการประชุมกรรมาธิการ(กมธ.)อุตสาหกรรม กรณีโรงงานกำจัดขยะพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี ว่า ตนในฐานะกรรมการสอบเรื่อง ที่นายวุฒิพงศ์ ทองเหลา สส.ปราจีนบุรี ร้องเรียน ผู้ช่วยของน.ส.เบญจา แสงจันทร์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล มีพฤติกรรมเรียกรับผลประโยชน์จากการขายที่ดินให้กับบริษัทกำจัดขยะ ว่า ทางกมธ.ได้เชิญ นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล และ น.ส.เบญจา มาให้ข้อมูล ซึ่งทางกมธ.ตั้งข้อสงสัยว่า ที่มีการพิจารณาเรื่องการคุกคามทางเพศมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวหรือไม่ ทางพรรคก้าวไกลมองว่าเป็นคนละเรื่องกันอยู่แล้ว ต้องตัดสินทั้ง 2 เรื่องโดยกรรมการคนละชุด

นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สส.ฉะเชิงเทรา พรรคก้าวไกลนายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สส.ฉะเชิงเทรา พรรคก้าวไกล

ส่วนเรื่องของผู้ช่วยสส.เรียกรับผลประโยชน์จริงหรือไม่ ขณะนี้กำลังพิจารณา สอบสวนกันอยู่ เป็นการตรวจสอบภายในจากข้อมูลหลักฐานยังไม่ใช่ความผิดที่จะเอาผิดทางกฎหมายได้ ซึ่งข้ออ้างของนายวุฒิพงศ์ คือทางผู้ช่วยสส.ไปเรียกค่าที่ดินของตัวเองให้สูงขึ้นกว่าปกติ จากบริษัทบ่อขยะ หากจะผิดจริงก็ผิดในเรื่องจริยธรรมตามที่พรรคได้ระบุไว้ ซึ่งยังไม่ได้ข้อสรุป 

ส่วนที่นายวุฒิพงศ์กล่าวว่า ได้ยื่นเรื่องดังกล่าวก่อน จะมีปัญหาเรื่องการคุกคามทางเพศ อาจจะเป็นการกลั่นแกล้งจนทำให้ถูกขับออกจากพรรคนั้นไม่เป็นความจริง เราอยากให้ความมั่นใจกับนายวุฒิพงศ์ว่า เราไม่มีการกลั่นแกล้งแน่นอน เป็นไปไม่ได้ที่ทางพรรคจะปกป้องผู้ช่วยสส. ด้วยการขับสส.ออกจากพรรค

“หากนส.เบญจา จะกลั่นแกล้ง นายวุฒิพงศ์ในเรื่องของการคุกคามทางเพศ เพื่อกลบเรื่องบ่อขยะ น.ส.เบญจาต้องรู้เรื่องการคุกคามทางเพศก่อน ซึ่งเป็นไปไม่ได้แน่ๆ อยากให้สบายใจว่าเรื่องนี้เป็นไปไม่ได้” นายจิรัฏฐ์กล่าว

นายจิรัฏฐ์ กล่าวว่า ทางกมธ. มีการสอบในเรื่องของกฎหมายต่อ กับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เรายินดีให้ความร่วมมือ และอยากฝากถึงกมธ.ว่า ให้ทำเรื่องนี้ต่อให้ถึงที่สุด เพราะเป็นความเดือดร้อนของประชาชนจริง และเราจะใช้พื้นที่กมธ.ในงานไปฟังผู้ที่เกี่ยวข้องเข้ามาชี้แจง เนื่องจากเราไม่มีอำนาจในการเรียกหน่วยงานต่างๆ

ประชุมสส.เพื่อไทย – เศรษฐา ลั่นเดินหน้าเต็มสูบแก้ ‘หนี้นอกระบบ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/563845

21 พ.ย. 2566

ประชุมสส.เพื่อไทย - เศรษฐา ลั่นเดินหน้าเต็มสูบแก้ 'หนี้นอกระบบ'

ประชุมสส.เพื่อไทย นายกรัฐมนตรี ในฐานะสมาชิกพรรคฯ แจ้งกับที่ประชุม ประกาศเดินหน้ากับการแก้ไขปัญหา “หนี้นอกระบบ” และ “หนี้ในระบบ” กรณีหนี้นอกระบบ ประกาศมาตรการแก้ไขปัญหา 28 พ.ย. ส่วน หนี้ในระบบครอบคลุมไปถึง หนี้กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา ข้าราชการรับอานิสงส์ตามไปด้วย

ที่อาคารโอเอไอ ทาวเวอร์ ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ  ซึ่งเป็นที่ตั้ง พรรคเพื่อไทย   นายเศรษฐา ทวีสิน  นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะสมาชิกเพื่อไทย  ได้เข้าร่วมประชุมพรรคเพื่อไทย  ร่วมกับ น.ส.
แพทองธาร ชินวัตร   หัวหน้าพรรค  , นายสรวงศ์ เทียนทอง  เลขาธิการพรรค 
พร้อมคณะกรรมการบริหารพรรค และ สส.ของพรรค

นายเศรษฐา  กล่าวในที่ประชุมว่า การแก้ไขปัญหา “หนี้นอกระบบ” และ “หนี้ในระบบ ” โดยจะมีแถลงถึงแนวทาง  แก้ปัญหา “หนี้นอกระบบ”  ในวันอังคารที่  28 พ.ย.  โดยแนวทางที่วางไว้ จะให้นายอำเภอ  ผู้กำกับการ สภ.อ. รวมถึงผู้ว่าราชการจังหวัด   เชิญเจ้าหนี้และลูกหนี้แก้ไขปัญหาร่วมกัน และกำจัดปัญหานี้ออกไป โดยได้เห็นตัวเลขหนี้แล้วเห็นว่าน่าเป็นห่วง และหวังว่า  สส. จะช่วยในการกำกับการทำงาน  

สำหรับหนี้ในระบบรัฐบาลมีหลายนโยบาย ที่จะช่วยเหลือทั้งหนี้้ของครู   ,เอสเอ็มอี   ,ตำรวจ หลายภาคส่วน ที่ประสบปัญหามาตั้งแต่ช่วงโควิด รวมถึงหนี้กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ. )  ที่จะมีการแถลงข่าวในวันอังคารที่ 12 ธ.ค.  โดยคาดหวังจะเป็นการแก้ไขปัญหาหนี้ในระบบและหนี้นอกระบบอย่างบูรณาการ 

“วันที่ 8 ธันวาคม จะมีการประชุมร่วมระหว่างผู้กำกับใหม่และนายอำเภอ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่จัดประชุมกันที่อิมแพ็คอารีน่า หลายคนเสนอให้พูดเรื่องยาเสพติด แต่ส่วนตัวเห็นว่ายังไม่ถึงเวลา ขอให้มีการพูดคุยกันเรื่องหนี้นอกระบบอย่างเดียวดีกว่า ส่วนเรื่องยาเสพติดหากมีนโยบายที่ชัดเจนจะนำมาพูดคุยกันต่อไปภายหลัง”  นายเศรษฐา ระบุ 

‘ชัยชนะ’ ฝากการบ้าน ‘หัวหน้า ปชป.คนใหม่’ ต้องมาแก้จุดบกพร่องในพรรค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/563802

21 พ.ย. 2566

‘ชัยชนะ’ ฝากการบ้าน ‘หัวหน้า ปชป.คนใหม่’ ต้องมาแก้จุดบกพร่องในพรรค

ยชนะ เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช ฝากการบ้าน ‘หัวหน้า ปชป.คนใหม่’ ต้องมาแก้จุดบกพร่องภายในพรรค อะไรที่ยังไม่ใช่ ก็ต้องแก้ปรับให้ถูกต้อง ปัดลงชิงหัวหน้าพรรค

ที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก นายชัยชนะ เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช รักษาการรองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงผู้ที่จะลงชิงตำแหน่ง หัวหน้า ปชป.คนใหม่ ที่จะมีขึ้นในวันที่ 9 ธ.ค. นี้ว่า ความชัดเจนจะเป็นอย่างไรนั้น ก็ต้องไปถามคนที่มีชื่อปรากฏตามสื่อ แต่เบื้องต้นที่ตนทราบ คือมีนายนราพัฒน์ แก้วทอง ซึ่งมีความประสงค์ที่จะลงชิงชัดเจน และได้ประกาศตัวมาตั้งแต่ต้น แต่บุคคลอื่นๆ นั้น เจ้าตัวยังไม่ออกมายืนยัน

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากผู้ประสงค์จะลงชิงหัวหน้าพรรคเป็นสมาชิกไม่ถึง 5 ปี ในวันประชุมจะมีการขอยกเว้นข้อบังคับหรือไม่ นายชัยชนะ กล่าวว่า ตามข้อบังคับพรรคระบุว่า บุคคลที่เป็นสมาชิกไม่ครบ 5 ปี ถ้าจะลงสมัครรับเลือกตั้งหัวหน้าพรรค หรือ กก.บห. ก็ต้องมีเสียงยกเว้นข้อบังคับ 3 ใน 4 หากที่ประชุมในวันนั้นยกเว้นได้ ก็สามารถลงเลือกตั้งได้ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของสมาชิกพรรค โหวตเตอร์ทุกคนว่าจะมีความเห็นอย่างไร แต่ตนคิดว่าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นพรรคประชาธิปไตย เมื่อถึงเวลาก็คงจะมีโอกาสเปิดทางได้

“วันนี้ต้องยอมรับว่าสังคมไทยคาดหวังกับคนรุ่นใหม่ ดังนั้นผมคิดว่าผู้ที่มีชื่อทั้ง 3 คน ล้วนเป็นคนรุ่นใหม่ทั้งหมด ในการทำพรรคทุกวันนี้เป็นการแข่งขันด้านความคิด ว่าใครจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้องของพี่น้องประชาชนได้ดีที่สุด เพราะฉะนั้นใครก็ตามที่จะขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็ต้องกล้านำเสนอแก้ปัญหาประเทศไทย โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ ปากท้องของพี่น้องประชาชน ยาเสพติด การศึกษา ผมว่า 3 เรื่องนี้ถ้านำเสนอได้ดี และคนที่จะมาเป็นหัวหน้าพรรคคนที่ 9 กล้าทำเรื่องนี้ ผมก็เชื่อว่าประชาธิปัตย์จะกลับคืนมาได้” นายชัยชนะกล่าว

ส่วนที่ถามว่า ตำแหน่งเลขาธิการพรรค นอกจากมีชื่อนายเดชอิศม์ ขาวทองแล้ว ยังมีชื่อนายชัยชนะด้วยนั้น ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร นายชัยชนะ กล่าวตอบว่า ตนก็ไม่ทราบว่ามีชื่อไปลงชิงตำแหน่งได้อย่างไร แล้วก็เพิ่งทราบจากข่าว ซึ่งตัวเองก็ยังไม่รู้ตัวเลยว่ามีชื่อเป็นแคนดิเดท ชิงเลขาธิการพรรค และก็ไม่ทราบว่าชื่อตนมาได้อย่างไร แต่คิดว่าคงเป็นการประเมินของสื่อมวลชนต่างๆ แต่ในข้อเท็จจริงยังไม่มีอะไร

ส่วนเรื่องน้ำหนักคะแนน 70:30 นั้น ผู้สื่อข่าวถามว่ามีโอกาสจะมีการแก้ไขข้อบังคับให้เป็น 1 คน 1 เสียงเพื่อใช้ในการเลือกหัวหน้าพรรคในสมัยหน้าหรือไม่ นายชัยชนะกล่าวว่า เรื่องนี้ต้องมาดูกัน ซึ่งน้ำหนักคะแนน 70:30 นั้น ได้มีการแก้ข้อบังคับไว้ตั้งแต่สมัยหัวหน้าอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ การจะแก้ให้เป็น 1:1 คงเป็นไปไม่ได้ แต่ก็เป็นไปได้ที่จะมีโอกาสปรับลดทอนสัดส่วนลงมา เพราะการที่จะให้ สส. ของพรรคมีน้ำหนักคะแนนเท่ากันกับองค์ประชุมข้ออื่นๆ ก็คงเป็นไปไม่ได้ เพราะ สส. มีภาระหน้าที่และความรับผิดชอบในการทำงานในสมัยประชุม หากจะลดเป็น 60:40 ก็เป็นไปได้ แต่ 1:1 นั้นเป็นไปไม่ได้

“การเข้ามาเป็นหัวหน้าพรรครอบนี้ ไม่ว่าใครจะมาเป็นหัวหน้าพรรคก็ตาม เราต้องมาแก้ไขจุดบกพร่องของพรรค ไม่ว่าจะเป็นข้อบังคับ นโยบาย การทำงาน อะไรที่มันยังไม่ใช่ ก็ต้องแก้ปรับให้ถูกต้อง สิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าคนที่ได้รับเลือกมาเป็นหัวหน้าพรรคก็มีธงอยู่แล้ว” นายชัยชนะ กล่าว

ชวนสส.โหวตคว่ำ ‘พ.ร.บ.กู้เงิน’ สนองนโยบาย ‘เงินดิจิทัล’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/563782

21 พ.ย. 2566

ชวนสส.โหวตคว่ำ 'พ.ร.บ.กู้เงิน' สนองนโยบาย 'เงินดิจิทัล'

กระตุก ‘เงินดิจิทัล’ ประชาธิปัตย์ ชวนสส.โหวตคว่ำ ‘พ.ร.บ.กู้เงิน’ เหตุไม่มีวิกฤตตามเงื่อนไขวินัยการเงินการคลัง

ชัยชนะ เดชเดโช สส.พรรคประชาธิปัตย์ เรียกร้องไปถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกคนโหวตไม่เห็นด้วย หากมีการเสนอพ.ร.บ.กู้เงินดิจิทัล เข้าสภา เพราะสร้างภาระหนี้ให้กับประเทศ ทั้งที่นายกฯเคยระบุว่า จะไม่กู้เงินมาแจกประชาชน ซ้ำยังเป็นการกู้เพื่อสนองนโยบายพรรคการเมืองหนึ่ง ไม่เหมือนการกู้เงินในสมัยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่กู้มาแจกให้กับประชาชน เป็นช่วงวิกฤตโควิดซึ่งเกิดวิกฤตจริง

แต่วันนี้ประเทศไม่ได้เกิดวิกฤตแบบนั้น อีกทั้งยังมีคนไปยื่นคำร้องต่อสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินถึง 5 คน เพื่อให้วินิจฉัยว่าการกู้เงินครั้งนี้ ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 140 และ พ.ร.บ.วินัยงานเงินการคลังข้อที่ 53 หรือไม่

สมชัย ศรีสุทธิยากรที่ปรึกษา กมธ.ติดตามงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎรเห็นว่า ตัวเลขที่สภาพัฒน์ระบุว่า GDP. ไตรมาส 3 ของไทยโตแค่ 1.5% หากดูกันละเอียด ๆจะเห็นว่าการบริโภคของประชาชน ที่ 3 ไตรมาส โตขึ้นนมาตลอดจาก 5.8 เป็น 7.8 และ 8.1  แปลว่า ประชาชนมีกำลังจับจ่ายใช้สอยมากขึ้นเครื่องยนต์ที่ห่วยสุดคือ การอุปโภครัฐบาล ที่ติดลบทั้ง 3 ไตรมาส คือ -6.3 , -4.3 และ -4.9 มองละเอียดลงไปที่การลงทุนภาครัฐ 3 ไตรมาส คือ +4.7 , -1.1 และ -2.6

ตัวเลขทางเศรษฐกิจ จากการแถลงข่าว ของสภาพัฒฯตัวเลขทางเศรษฐกิจ จากการแถลงข่าว ของสภาพัฒฯ

ในขณะที่การส่งออกบริการยังเป็นบวก แต่มีแนวโน้มลดลง ส่วนการส่งออกสินค้าเป็นลบ  แต่เป็นภาวะที่เหมือนกันทั่วโลก  การส่งออกไทยโดยรวมได้ 2.1 ในขณะที่ประเทศอื่น ๆ แดงเถือก  ต้องเร่งการอุปโภคและการลงทุนภาครัฐ  เร่งรัดงบประมาณประจำปี ที่ช้าถึง 7 เดือน อย่าให้ช้าออกไปอีก

ส่วนการจัดซื้อจัดจ้างของส่วนราชการ ให้เตรียมพร้อม  เมื่องบผ่านสภาเดือนเมษายน 2567 ก็จะได้รีบดำเนินการ  ไม่ใช่ค่อยไปเตรียม Spec. กันช่วงนั้น  มิเช่นนั้น งบลงทุนภาครัฐไตรมาส 3-4 ปี 2567 ก็ยังติดลบ ทั้งหมดนี้สภาพัฒน์ฯ เขาบอกไว้หมด  แต่รัฐบาลเลือกฟังและมาขยายต่อเฉพาะที่เข้าทาง

ขณะที่ พิชัย นริพทะพันธุ์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มซบเซาหนัก หลังจากสภาพัฒน์ประกาศตัวเลขจีดีพีในไตรมาส 3 ขยายได้เพียง 1.5% หลังจากไตรมาส 2 ขยายได้ 1.8% และไตรมาสแรกขยายได้ 2.7%

โดย 9 เดือนแรกของปีนี้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้เพียง 1.9% เท่านั้น ซึ่งเศรษฐกิจไทยทั้งปี 2566 อาจจะขยายได้ไม่ถึง 2% การที่สภาพัฒน์ฯ ยังคงคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2566 ว่าจะขยายได้ 2.5% ไม่น่าจะทำได้จริง เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นเศรษฐกิจไทยในไตรมาสสุดท้ายจะต้องขยายตัวอย่างน้อย 4.3% ซึ่งจากแนวโน้มปัจจุบันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

พิชัย นริพทะพันธุ์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี พิชัย นริพทะพันธุ์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี

การที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำอย่างต่อเนื่อง โดยตลอด 10 ปีเศรษฐกิจขยายตัวเฉลี่ยเพียงปีละ 1.8 – 1.9% เท่านั้น ซึ่งต่ำมากและต่ำที่สุดในอาเซียน ไทยถูกขนานนามจากสื่อต่างประเทศว่าเป็นคนป่วยของเอเซียตั้งแต่ก่อนจะเกิดวิกฤตการณ์ไวรัสโควิดเสียอีก และเป็นการยืนยันการอยู่ในภาวะกบต้ม เป็นตามทฤษฎีกบต้มที่เคยเตือนไว้แล้วตั้งแต่ปี 2559 และ ถูกพลเอกประยุทธ์ส่งคนมาฟ้องร้องในปี 2560 เป็นหลักฐานการเตือน 

ในภาวะเศรษฐกิจไทยที่ย่ำแย่ เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำอย่างต่อเนื่อง  เงินเฟ้อของไทยติดลบ -0.31% หรือ เข้าสู่ภาวะเงินฝืด หนี้สาธารณะพุ่งถึง 62.14% หนี้ครัวเรือน 91.6% ของจีดีพี การส่งออกติดลบ และ นักท่องเที่ยวไม่ได้เข้ามาตามคาดหมาย จึงจำเป็นที่รัฐบาลจะต้องเร่งแก้ไขเพื่อให้เศรษฐกิจไทยหลุดพ้นจากภาวะกบต้ม 

‘ศรีสุวรรณ’ ร้อง ‘ผู้ว่าฯสตง.’ จี้ใช้ ม.245 สอบกู้มาแจก ‘เงินดิจิทัล’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/563740

20 พ.ย. 2566

‘ศรีสุวรรณ’ ร้อง ‘ผู้ว่าฯสตง.’ จี้ใช้ ม.245 สอบกู้มาแจก ‘เงินดิจิทัล’

ศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ยื่นคำร้องถึง ผู้ว่าฯสตง.-คกก.ตรวจเงินแผ่นดิน จี้ใช้ ม.245 สอบกู้ 5 แสนล้านมาแจก ‘เงินดิจิทัล’ ทำลายวินัยการเงินการคลังหรือไม่

ที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้เดินทางมายื่นคำร้องถึงผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน เพื่อขอให้ตรวจสอบการกระทำที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐและอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่การเงินการคลังของรัฐอย่างร้ายแรง กรณีที่รัฐบาลจะออก พ.ร.บ.เงินกู้ 5 แสนล้านบาทมาแจก ‘เงินดิจิทัล’ ให้ประชาชนทั่วประเทศประมาณ 50 ล้านคน ๆ ละ 10,000 บาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านดิจิทัลวอลเล็ต

นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดินนายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน

นายศรีสุวรรณกล่าวว่า โครงการดังกล่าวแม้รัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและ รมว.คลังจะได้แถลงเป็นนโยบายต่อต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2566 แล้วแต่ทว่ากลับไม่สอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายแห่งรัฐ และยุทธศาสตร์ชาติ ตามที่รัฐธรรมนูญ 2560 ม.162 บัญญัติไว้แต่อย่างใด

อีกทั้งการกู้เงิน 5 แสนล้านบาทมาแจก มิได้เป็นการรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัดเพื่อให้ฐานะทางการเงินการคลังของรัฐมีเสถียรภาพและมั่นคงอย่างยั่งยืนตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ ถือได้ว่าเป็นการดำเนินการที่อาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ ม.62 วรรคแรก และไม่เป็นเหตุเร่งด่วนตามรัฐธรรมนูญ ม.140 ประกอบ พ.ร.บ.วินับการเงินการคลังของรัฐ 2561 ม.53 ที่ระบุไว้ชัดเจนว่ารัฐบาลจะกู้เงินได้ก็แต่เฉพาะเข้าเงื่อนไข 4 ข้อเท่านั้น คือ

  1. ต้องเร่งด่วน 
  2. ต้องต่อเนื่อง 
  3. ต้องเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤติของประเทศ 
  4. ต้องไม่อาจตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้ทัน เท่านั้น
‘ศรีสุวรรณ’ ร้อง ‘ผู้ว่าฯสตง.’ จี้ใช้ ม.245 สอบกู้มาแจก ‘เงินดิจิทัล’

การที่นายเศรษฐา และพลพรรคเพื่อไทยรีบเร่งในการผลักดันนโยบายดังกล่าว ทั้งๆที่บอกมาโดยตลอดว่าจะไม่กู้ แต่กลับอ้างปัญหาเศรษฐกิของประเทศนั้น ไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะลบล้างหรือฝ่าฝืนกฎหมายได้ หากแต่มีความมุ่งสร้างความนิยมทางการเมืองที่ได้เคยหาเสียงไว้เท่านั้น ซึ่งหากปล่อยไปอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศและประชาชนในระยะยาวได้

อย่างไรก็ตามเนื่องจากรัฐธรรมนูญ 2560 ม.245 บัญญัติไว้ว่า เพื่อประโยชน์ในการระงับหรือยับยั้งความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่การเงินการคลังของรัฐ ให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินเสนอผลการตรวจสอบการกระทําที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐและอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่การเงินการคลังของรัฐอย่างร้ายแรงต่อคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน(คตง.)เพื่อพิจารณา และหากคณะกรรมการ คตง.เห็นพ้องด้วยกับผลการตรวจสอบดังกล่าว ให้ปรึกษาหารือร่วมกับคณะกรรมการ กกต. และคณะกรรมการ ป.ป.ช. หากที่ประชุมร่วมเห็นพ้องกับผลการตรวจสอบนั้น ให้ร่วมกันมีหนังสือแจ้งสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และคณะรัฐมนตรี เพื่อทราบโดยไม่ชักช้า และให้เปิดเผยผลการตรวจสอบดังกล่าวต่อประชาชนเพื่อทราบด้วย

“องค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน จึงต้องรีบนำความมาร้องต่อผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน เพื่อให้ปฏิบัติให้เป็นไปตาม ม.245 ข้างต้นโดยเคร่งครัด เพื่อระงับหรือยับยั้งความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่การเงินการคลังของรัฐต่อไป” นายศรีสุวรรณ กล่าวสรุป