เปิดกรุ ‘บิ๊กป้อม’ รวย 89 ล้าน นาฬิกาเรือนเดียว หนี้สินหลักร้อย สถานะโสด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/564034

24 พ.ย. 2566

เปิดกรุ 'บิ๊กป้อม' รวย 89 ล้าน นาฬิกาเรือนเดียว หนี้สินหลักร้อย สถานะโสด

เปิดบัญชีทรัพย์สิน ‘บิ๊กป้อม’ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอบ 9 ปี หลังพ้นรองนายกฯ รวย 89 ล้านบาท นาฬิกาเรือนเดียว มูลค่า 15,000 บาท หนี้สินหลักร้อย

สำนักงาน ป.ป.ช. เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รวม 18 ราย โดยบัญชีทรัพย์สินของ ‘บิ๊กป้อม’ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ถือเป็นการเปิดเผยครั้งแรกในรอบ 9 ปี ตั้งแต่เข้าดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีในปี 2557 ซึ่งพบว่ามีทรัพย์สิน 89 ล้านบาท มี นาฬิกา 1 เรือน มูลค่า 15,000 บาท

โดย พล.อ.ประวิตร ไม่มีคู่สมรส ไม่มีบุตร สถานะโสด มีเพียงพี่น้อง 4 คน ขณะที่ทรัพย์​สินหลังพ้นตำแหน่งรวม 89,214,637.10  แบ่งเป็นดังนี้


1. เงินฝากในบัญชีธนาคาร 9 บัญชี รวมเป็นเงิน 43,505,397.35 บาท 

2. เงินลงทุน 3 รายการ รวม 4,879,739.75 

3. ที่ดิน 3 แปลง มูลค่า 17,000,000 

4. บ้าน 1 หลังที่ เขตคลองสามวา มูลค่า 10 ล้านบาท

5. รถยนต์ 5 คัน รวมมูลค่า 13,600,000 ประกอบด้วย 

  • รถยนต์ ยี่ห้อ Volkswagen  รุ่น beetle 
  • รถยนต์นั่งส่วนบุคคลยี่ห้อ Lexus รุ่น LS 600 h 
  • รถยนต์ส่วนบุคคล ยี่ห้อ Lexus รุ่น LM 300 h  
  • รถยนต์ส่วนบุคคลยี่ห้อ JAGUAR รุ่น I – PACE AWD  HSE 
  • รถยนต์ส่วนบุคคล ยี่ห้อ Mercedes Benz รุ่น V 250 d

ขณะที่ ทรัพย์​สิน อื่นมีเครื่องประดับ รวมมูลค่า 229,500 บาท 

  • แหวน 9 วง 
  • นาฬิกาแจ้งแค่ 1 เรือน ยี่ห้อ tw steel ราคาแค่ 15,000 บาท 
  • มีปืน 3 กระบอก คือ ปืนสั้นชนิดลูกโม่ขนาด .357 ปืนสั้นชนิดกึ่งอัตโนมัติขนาด .45 ยี่ห้อ sig asauer ปืนสั้นชนิดกึ่งอัตโนมัติ ขนาด .45 ยี่ห้อ colt 

ส่วน หนี้สิน มีเพียง 757.26 บาท

ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับการชี้แจงบัญชีทรัพย์สินหนี้สินตอนเข้าดำรงตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี เมื่อปี 2557 พล.อ.ประวิตร มีทรัพย์สินทั้งหมด 87,373,757 บาท แบ่งเป็นเงินฝาก 53,197,562 บาท เงินลงทุน 7,076,195 บาท ที่ดิน 17 ล้านบาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 10 ล้านบาท จึงพบว่ามีทรัพย์​สิน เพิ่มขึ้นประมาณ 1,840,880 บาท 

ไม่ปล่อย นายกฯ ‘ศรีสุวรรณ’ ยื่นสอบ ‘ฝ่าฝืนจริยธรรม’ ร้ายแรง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/563946

24 พ.ย. 2566

ไม่ปล่อย นายกฯ 'ศรีสุวรรณ' ยื่นสอบ 'ฝ่าฝืนจริยธรรม' ร้ายแรง

‘ศรีวรรณ’ ยื่น ‘ป.ป.ช.’ ไต่สวยนายกรัฐมนตรี ‘ฝ่าฝืนจริยธรรม’ ร้ายแรง ปมพูดเรื่องแต่งตั้งผู้กำกับทั่วประเทศแล้ว

นอกจาก พล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์ เตมียเวส อดีต ผบ.ตร. และ รังสิมันต์ โรม สส.ก้าวไกล จะเรียกร้องให้ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ลาออกเพื่อรับผิดชอบคำพูด เกี่ยวกับการโยกย้ายผู้กำกับทั่วประเทศแล้ว ยังมี ศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ที่ให้ความสนใจกับเรื่องนี้เช่นเดียวกัน

ศรีสุวรรณ  หยิบยกคำที่เศรษฐา พูดในที่ประชุมสส.พรรคเมื่อวันที่ 21พ.ย.ที่ผ่านมาที่ว่า “ผู้กำกับใหม่ ซึ่งผมมั่นใจว่าคงมีผู้ผิดหวังมากกว่าผู้สมหวังในห้องนี้ที่ขอตำแหน่งไป เพราะรู้สึกมันเยอะเหลือเกิน แต่ก็มีไม่น้อยที่ได้สมหวัง แต่ก็เป็นผู้กำกับใหม่ซึ่งเราจะต้องพูดคุยเรื่องนี้กันให้เข้าใจถึงถ่องแท้ และต้องกำจัดปัญหานี้ออกไป ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งเราเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ”

อาจบ่งบอกถึงพฤติการณ์ในการใช้อำนาจของนายกรัฐมนตรีในฐานะประธาน กตร.ที่สามารถเข้าไปก่ายหรือแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐในการแต่งตั้งนายตำรวจระดับ ผกก.ได้เพื่อประโยชน์ของตนเอง ของผู้อื่น หรือของพรรคการเมืองไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมได้

อันถือเป็นข้อห้ามตามรัฐธรรมนูญ 2560 ม.185(3) ประกอบ ม.186 วรรคสอง ซึ่งเข้าข่ายฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง ซึ่งผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่ควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง

องค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน จึงได้นำความพร้อมพยานหลักฐานยื่นร้องเรียนต่อ ป.ป.ช.ให้ไต่สวนและมีความเห็นการกล่าว นายกรัฐมนตรีฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่ เพราะเห็นว่าถ้้อยคำดังกล่าวอาจบ่งบอกถึงพฤติการณ์ในการใช้อำนาจของนายกรัฐมนตรีในฐานะประธาน ก.ตร.

ที่สามารถเข้าไปก่ายหรือแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐในการแต่งตั้งนายตำรวจระดับ ผกก.ได้เพื่อประโยชน์ของตนเอง ของผู้อื่น หรือของพรรคการเมืองไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมได้ เพราะการสั่งแต่งตั้งผู้กำกับได้นั้นตาม พรบ.ตำรวจแห่งชาติ 2565 ม.56(2) ตามกฎ ก.ตร.เป็นอำนาจของ ผบ.ตร.เท่านั้น

ศรีสุวรรณ ยื่น ป.ป.ช.สอบนายกฯฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรงหรือไม่ศรีสุวรรณ ยื่น ป.ป.ช.สอบนายกฯฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรงหรือไม่

การหลุดปากในที่ประชุม สส.เพื่อไทยถือเป็นหลักฐานที่มัดตัวเองที่ยากจะแก้ตัวได้ อันเป็นข้อห้ามตามรัฐธรรมนูญ 2560 ม.185(3) ประกอบ ม.186 วรรคสอง ซึ่งอาจเข้าข่ายฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามมาตรฐานทางจริยธรรมฯ ข้อ 7 ข้อ 11 ข้อ 12 ข้อ 15 ข้อ 17 ข้อ 21 และข้อ 26 ซึ่งผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่ควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง

เปิด บัญชีทรัพย์สิน ‘บิ๊กตู่’ รวย 130 ล้าน มีรถ Porsche 4.5 ล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/564025

24 พ.ย. 2566

เปิด บัญชีทรัพย์สิน 'บิ๊กตู่' รวย 130 ล้าน มีรถ Porsche 4.5 ล้าน

ป.ป.ช. เปิดกรุสมบัติ ‘บิ๊กตู่’ มี ทรัพย์สิน 130 ล้าน รวยขึ้น 2 ล้าน จากปี 57 พบ ลงทุนตราสารหนี้ 43.5 ล้านบาท พ่วง รถ Porsche Panamera รุ่นปี 2009 มูลค่า 4.5 ล้านบาท

สิ้นสุดการรอคอย สำหรับใครที่อยากรู้ “บัญชีทรัพย์สิน” ของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หลังพ้นจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 5 ก.ย. 2566 ล่าสุด สำนักงาน ป.ป.ช. เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รวม 18 ราย ระหว่าง 24 พ.ย.- 23 ธ.ค. 2566 โดย “บิ๊กตู่” มีทรัพย์สินรวม 130,191,162 บาท ไม่มีหนี้สิน

พล.อ.ประยุทธ์-นราพร จันทร์โอชาพล.อ.ประยุทธ์-นราพร จันทร์โอชา

บัญชีทรัพย์สิน “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา”

มีทรัพย์สิน 98,663,683 บาท มีเงินฝาก 7 บัญชี มูลค่า 13,773,881 บาท มีรายละเอียดการประกอบการลงทุน มูลค่า 64, 102,742 บาท เช่น มีรายการ SFFP-A ตราสารหนี้ระยะสั้นพลัส จำนวน 43,530,023 บาท, SFFP-B ตราศาลนี่ระยะสั้นพลัส มูลค่า 6,158,222 บาท , กองทุนเปิดกรุงไทยหุ้นระยะยาว 70/30 LMF มูลค่า 7,360,489 บาท

มีรายการที่ดิน 2 แปลงมูลค่า 3,256,060 บาท ซึ่งเป็นที่ดิน น.ส.4จ. ใน อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี 20 ไร่ มูลค่า 3,073,060 บาท และอีก 1 งาน ซื้อพร้อมกับคู่สมรสมูลค่า 183,000 บาท โดยยังมีบ้านสามชั้น 1 หลัง ที่ซอยร่วมมิตร ถนนพหลโยธิน เขตพญาไท ซื้อร่วม คู่สมรสมูลค่า 3,600,000 บาท

มีรถยนต์ 4 คัน มูลค่า 10,720,000 บาท มีรถยนต์ Porsche Panamera รุ่นปี 2009 มูลค่า 4,500,000 บาท ,รถยนต์ Alphard รุ่นปี 2023 มูลค่า 3,600,000 บาท ,รถยนต์ Mercedes Benz S600L รุ่นปี 2011 มูลค่า 2,500,000 บาท และรถยนต์ Ford Ranger รุ่นปี 2005 มูลค่า 120,000 บาท 

นอกจากนี้ ยังมีรายการทรัพย์สินอื่นมูลค่า 5,011,000 บาท ประกอบด้วย แหวนและกำไลข้อมือ 10 วง มูลค่า 735,000 บาท, นาฬิกา 9 เรือน มูลค่า 3 ล้านบาท, สร้อยคอทองคำพร้อมพระ 6 เส้น มูลค่า 820,000 บาท, อาวุธปืนจำนวน 9 กระบอก มูลค่า 253,000 บาท, และจักรยาน 2 คัน มูลค่า 203,000 บาท

ส่วนคู่สมรส นางนราพร จันทร์โอชา มีทรัพย์สิน 31,527,479 บาท มีเงินฝาก 5 บัญชี มูลค่า 10,415,479 บาท เช่น เงินในบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ สาขารัชโยธิน มีมูลค่า 6,495,720 บาท, ธนาคารไทยพาณิชย์ ที่สาขาสภากาชาดไทย บัญชีมูลค่า 1,719,914 บาท เป็นต้น

โดยมีที่ดิน น.ส.4จ. ในเขตพญาไท กรุงเทพมหานคร 1 งาน มูลค่า 4,876,000 บาท และอีก 24 ตารางวา ที่มีโฉนดที่ดิน มูลค่า 276,000 บาท โดยยังมีที่ดิน ที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา 5 ไร่ มูลค่า 740,000 บาท, รถยนต์ 1 คัน Toyota Alphard 2012 มูลค่า 1,200,000 บาท

และ มีทรัพย์สินอื่นมูลค่า 12,220,000 บาท ประกอบไปด้วย ชุดเครื่องประดับ แหวน ต่างหู และสร้อย 25 ชุด มูลค่า 10,820,000 บาท และมีนาฬิกา 4 เรือน มูลค่า 1.4 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เคยยื่นบัญชีทรัพย์สินเมื่อปี 2557 มีทรัพย์สินรวม 128.6 ล้านบาท มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 2 ล้านบาท

‘ไทยสร้างไทย’ เชื่อ ‘เงินดิจิทัล’ ไม่ใช่ทางออก ‘ปัญหาเศรษฐกิจ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/564024

24 พ.ย. 2566

'ไทยสร้างไทย' เชื่อ 'เงินดิจิทัล' ไม่ใช่ทางออก 'ปัญหาเศรษฐกิจ'

‘ไทยสร้างไทย’ ไอเดียเยอะ ไม่หนุน ‘เงินดิจิทัล’ ที่แก้ ‘ปัญหาเศรษฐกิจ’ ไม่ได้ ดันนโยบายกองทุนเพื่อคนตัวเล็ก เปิดโอกาสให้หายใจอีกครั้ง

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ย้ำว่า เงินดิจิทัลไม่ใช่ยาวิเศษ ที่จะทำให้เศรษฐกิจโตอย่างยั่งยืน จะทำให้เกิดกำลังซื้อระยะสั้นเท่านั้น แต่จะกลับไปเจอปัญหาความยากจนเหมือนเดิม ประชาชนยังต้องแบกรับความเสี่ยงจากการกู้เงินมหาศาลถึง 5 แสนล้านบาท จึงต้องมีเป้าหมายที่ชัดและจำกัดจำนวนลง

ส่วนการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ต้องเริ่มจากการแก้ไขปัญหาที่ใหญ่ที่สุดนั่นคือภาระหนี้สินของคนตัวเล็ก และ SMEs เพราะคนกลุ่มนี้คือฟันเฟืองที่สำคัญ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะ SMEs รหัส21 ซึ่งก่อนหน้านี้เคยเป็นลูกหนี้ที่จ่ายเงินได้ตามปกติ ไม่มีประวัติผิดนัดชำระ

แต่จากเหตุการณ์โควิดส่งผลให้ไม่สามารถใช้หนี้ได้ ตัวเลขจนถึงเดือนสิงหาคม 2566 มีลูกหนี้ในกลุ่มนี้สูงถึง 5.04ล้านบัญชี ยอดหนี้รวมกว่า 3.82 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2566 กว่า 7 พันล้านบาท

พรรคไทยสร้างไทย จึงเสนอมาตรการในการพักหนี้ ให้ SMEs 2-3 ปี ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย โดยกองทุนฟื้นฟูหนี้เสีย SMEs จะช่วยพี่น้องผู้ประกอบการรายเล็กรายย่อย ที่ได้รับผลกระทบ จากคำสั่ง ล็อคดาวน์โควิด สามารถฟื้นตัวกลับมา ประกอบกิจการได้อีกครั้ง

กองทุนดังกล่าว จะทำหน้าที่ในการปรับโครงสร้างหนี้แล้วปล่อยกู้ใหม่ เป็นสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ชำระคืนแบบขั้นบันได โดยมีดอกเบี้ยไม่เกิน 4% ต่อปี

ขณะที่ปัญหาหนี้นอกระบบ ต้องมีกองทุนเครดิตประชาชน หรือกองทุนคนตัวเล็ก ซึ่งรัฐบาลสามารถจัดสรรงบประมาณ โดยแบ่งจากเงินกู้ 5 แสนล้านบาท มาใช้ใน กองทุนดังกล่าวประมาณ 2แสนล้านบาท เพื่อให้เครดิตกับประชาชน ได้มีทุนตั้งตัว ในอัตราดอกเบี้ยต่ำโดยกู้ได้ตั้งแต่ 10,000 บาท

หากรักษาเครดิตได้ดี ภายในระยะเวลา 6 เดือนสามารถกู้เพิ่มเติมได้ เป็น 50,000 บาท และสูงสุดถึง 1 แสนบาท ซึ่งจะเป็นการให้โอกาส คนตัวเล็กในการสร้างเนื้อสร้างตัว สามารถทำมาหากินได้ สร้างงานสร้างอาชีพในระยะยาวได้จึงจะทำให้หลุดพ้นจากวงจรของหนี้นอกระบบ ที่ดอกเบี้ยสูงถึงร้อยละ 20 ต่อเดือนหรือ 240% ต่อปี ได้

‘มหาดไทย’ ครองแชมป์ได้ ‘งบประมาณ’ มากที่สุด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/564022

24 พ.ย. 2566

'มหาดไทย' ครองแชมป์ได้ 'งบประมาณ' มากที่สุด

เปิดร่างงบประมาณ 2567 ‘มหาดไทย’ ได้รับการจัดสรร ‘งบประมาณ’ กว่า 3 แสนล้านบาท ตามมาด้วยกระทรวงศึกษาธิการ อีกกว่าสามแสนล้าน

ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย (เบื้องต้น) ประจำปีงบประมาณ 2567 ที่อยู่ระหว่างเปิดรับฟังความเห็น ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 77 มี 41 มาตรา 3.48 ล้านล้านบาทกำหนดวงเงินงบประมาณทั้งสิ้น 3.48 ล้านล้านบาท ไม่ปรากฎว่ามีการตั้งงบประมาณเพื่อใช้จ่ายในโครงการเงินดิจิทัล  เตรียมเข้าสู่การพิจารณา หลังมีพระราชกฤษฎีกา เปิดสมัยประชุมสภา สมัยสามัญครั้งที่2 วันที่ 12 ธันวาคมนี้ 

ร่างงบประมาณฯดังกล่าว มีการตั้งงบประมาณแผนการบริหารจัดการบริหารหนี้ภาครัฐไว้ 3.46 แสนล้านบาทเศษ ชดใช้เงินคงคลัง อีกราว 1.2 แสนล้านบ้าท องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กว่า  1 แสนล้านบาท กำหนดงบประมาณรายจ่าย ในส่วนของงบกลางไว้ 6.03 แสนล้านบาทเศษ 

10 อันดับกระทรวงที่ไดัรับจัดสรรงบประมาณ ปี 67 

ในส่วนของกระทรวงมหาดไทย ได้งบประมาณไปทั้งสิ้นราว 3.53 แสนล้านบาท ถัดมาเป็นกระทรวงศึกษาธิการที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ รวม 3.28 แสนล้านบาท  กระทรวงการคลัง 3.27 แสนล้านบาท กระทรวงกลาโหม 1.98 แสนล้านบาท  กระทรวงคมนาคม 1.83 แสนล้านบาท และกระทรวงสาธารณสุข 1.65 แสนล้านบาท 

กระทรวงอุดมศึกษาฯ 1.27 แสนล้านบาท  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 1.19 แสนล้านบาท กระทรวงแรงงานฯ 6.12 หมื่นล้านบาท และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 3.3 หมื่นล้านบาท ขณะที่สำนักนายกรัฐมนตรี ได้รับจัดสรรงบประมาณ ทั้งสิ้น 3.4 หมื่นล้านบาท 

ร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ 2567ร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ 2567'มหาดไทย' ครองแชมป์ได้ 'งบประมาณ' มากที่สุด

กมธ.ความมั่นคง เชิญ ‘เศรษฐา ทวีสิน’ นายกฯ ชี้แจงปม ‘ตั๋วเพื่อไทย’ 7 ธ.ค.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/564005

23 พ.ย. 2566

กมธ.ความมั่นคง เชิญ ‘เศรษฐา ทวีสิน’ นายกฯ  ชี้แจงปม ‘ตั๋วเพื่อไทย’ 7 ธ.ค.

กมธ.ความมั่นคง เชิญ ‘เศรษฐา ทวีสิน’ นายกฯ แจงปม ‘ตั๋วเพื่อไทย’ 7 ธ.ค. ส่วน ข้อกังวลสงครามเมียนมา ที่บานปลาย กมธ. มีมติทำหนังสือถึงรัฐบาลให้เตรียมรับมือ คลื่นผู้อพยพ 300,000 คน

ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ กล่าวว่า ที่ประชุม กมธ. มีมติเชิญ นายเศรษฐา ทวีสิน เข้ามาชี้แจงกรณีที่พูดในที่ประชุมพรรคเพื่อไทย เกี่ยวกับตำแหน่งผู้กำกับการ หรือ ตั๋วเพื่อไทย ที่อาจจะมีคนสมหวังและผิดหวัง ในวันที่ 7 ธ.ค. 2566

นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ กมธ.ไปเยือนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งได้รับการยืนยันไม่มีตั๋วตำรวจแต่อย่างใด แต่จากการชี้เบาะแสจากนายกรัฐมนตรี ซึ่งอาจจะมีตั๋วผู้กำกับ จึงได้มีมติเชิญนายกรัฐมนตรีเข้ามาชี้แจง หวังว่าจะได้รับความร่วมมือจากนายกรัฐมนตรี

“การเชิญเป็นการเปิดพื้นที่ให้นายกรัฐมนตรี ใช้พื้นที่คณะกรรมาธิการฯ ในการชี้แจงว่า นายกรัฐมนตรี และสส.สังกัดภายในพรรคเดียวกับนายกฯ เข้าไปเกี่ยวข้องกับตั๋วตำรวจ หรือไม่” กมธ.ความมั่นคง กล่าว

ส่วนการประชุมเกี่ยวกับข้อกังวลของคณะกรรมาธิการฯ เกี่ยวกับสถานการณ์ความรุนแรงในประเทศเมียนมา มีแนวโน้มลุกลามบานปลาย 

นายรังสิมันต์ กล่าวว่า หลายประเทศได้ออกประกาศเตือนการเดินทางเข้าประเทศเมียนมา จากการสู้รบที่มีการขยายวงกว้างขึ้นในหลายที่ โดยสงครามความรุนแรงที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชน อาจส่งผลให้เกิดการอพยพหนีภัยสงคราม เข้ามาตามชายแดนไทย-เมียนมา ที่ติดต่อกัน รวมถึงผลกระทบด้านการค้าชายแดน 

โดยกมธ.ความมั่นคง จึงเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาหารือเกี่ยวกับการรับมือคลื่นผู้อพยพอาจมีจำนวนมากถึง 300,000 คน ซึ่งขณะนี้ประเทศไทยไม่มีความสามารถในการรองรับผู้อพยพมากขนาดนั้น 

ดังนั้น กมธ.ความมั่นคง จึงมีมติส่งหนังสือถึงรัฐบาลเพื่อเตรียมรับมือกับคลื่นผู้อพยพ เพื่อให้ไทยมีมาตรการในการรับมือทั้ง ในด้านสิทธิมนุษยชนและเศรษฐกิจในอนาคต

ซอฟต์พาวเวอร์ หมูกระทะ เดือด ตรีชฎา ชน ‘สว. สมชาย’ สุดทน แขวะ ‘แพทองธาร’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/564004

23 พ.ย. 2566

ซอฟต์พาวเวอร์ หมูกระทะ เดือด  ตรีชฎา ชน 'สว. สมชาย' สุดทน  แขวะ 'แพทองธาร'

ควันหลง หัวหน้าพรรคเพื่อไทย รองประธานกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์ พาวเวอร์แห่งชาติ ผุดแนวคิดผลักดัน “หมูกระทะ” สู่ ซอฟต์พาวเวอร์ ไปเข้าทางสว.สายฮาร์ดคอร์ สมชาย แสวงการ ที่แขวะให้ไปคิดใหม่ โทษฐานเอาอาหารเกาหลี จีน มาใช้ งานนี้ ฝั่งเพื่อไทย ไม่ยอมให้เล่นฝ่ายเดียว โต้กลับอคติ

น.ส.ตรีชฎา ศรีธาดา ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัวระบุว่า   ” ขำกลิ้ง คิดได้ไง soft power หมูกระทะ ต้นแบบหมูกระทะมาจากเกาหลี/จีน ใช้สมองคิดใหม่เถอะ”   โดยเรื่องดังกล่าว เกี่ยวเนื่องมาถึง น.ส.แพทองธาร  ชินวัตร  หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ซึ่งในการลงพื้นที่จ.อุตรดิตถ์ เมื่อเร็วๆ นี้  น.ส.แพทองธาร ระบุถึงการผลักดัน “หมูกระทะ” เป็น “ซอฟต์พาวเวอร์”  จากคุณสมบัติที่ดึงคนเข้ามาร่วมกันได้  หากทำให้อร่อยและสะอาด  ก็อาจทำให้ต่างชาติเข้าถึงได้ง่ายขึ้น   ในขณะที่อาหารสไตล์ปิ้งย่างของเกาหลีใต้และญี่ปุ่นมีราคาสูง

การแสดงความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์คนอื่น  ของนายสมชาย  แสดงออกมาถึงความคิดที่ซุกซ่อนภายในจิตใจ เพียงแต่ขออย่าได้เหยียดหยามถากถางรัฐบาล ที่มีความคิดใหม่ในการผลักดันนโยบายเพื่อมาแก้ปัญหาให้กับประชาชน  “เรื่อง หมูกระทะ น.ส.แพทองธาร 
ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และรองประธานกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์ พาวเวอร์แห่งชาติได้นำเสนอเรื่องนี้เพื่อจะสื่อสารให้สังคมได้เข้าใจง่ายๆ มองเห็นภาพที่จะช่วยกันสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ในเรื่องอาหารไทยให้เป็นที่รู้จักและจดจำไปทั่วโลก ซึ่งหมูกระทะเป็นตัวอย่างอาหารที่มีอัตลักษณ์ของครอบครัวไทยในปัจจุบัน และเป็นที่นิยม” 

น.ส. น.ส.ตรีชฎา   กล่าวว่า ทุกเทศกาล “หมูกระทะ” กลายเป็นสัญลักษณ์ของความสุขครอบครัว    เป็นเมนูในการสังสรรค์ แสดงว่านายสมชายไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนฝูงหรือคนใกล้ชิด หรือไม่เคยมีใครชวนกินหมูกระทะ หรือไม่เคยผ่านไปดูร้านหมูกระทะที่เปิดให้บริการในปัจจุบัน   เพราะจะได้ยินเสียงหัวเราะด้วยความสุข ของคนที่ร่วมวงหมูกระทะ ถึงขั้นละครดัง พรหมลิขิต ยังนำ  “หมูกระทะ” ไปเป็นส่วนหนึ่งในละครเพื่อแสดงถึงอาหารไทยที่มีชื่อเสียงจนต้องย้อนยุคไปในอดีต  ทำให้ผู้ประกอบการหมูกระทะ ต่างออกมายินดีและพร้อมจะพัฒนาร้านหมูกระทะให้ทันสมัย ทำเมนูหลายภาษาเพื่อเตรียมพร้อมให้บริการนักท่องเที่ยงต่างชาติ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดี 

“ถ้านายสมชายเสนอแนะให้รัฐบาลทำอะไร โดยตัดมิจฉาทิฐิออกไป รัฐบาลก็พร้อมรับฟังเหมือนกับที่ฟังความเห็นของคนอื่นๆ การถนัดแต่ตำหนิติเตียนในทางลบหรือทางร้ายในทุกๆ เรื่องตลอดเวลาเป็นสิ่งที่ไม่สมควร สิ่งไหนที่ดีควรส่งเสริมและมาร่วมมือกันขับเคลื่อนประเทศไปด้วยกันดีกว่า เพราะอีกไม่กี่เดือนนายสมชายก็หมดวาระการเป็น สว.แต่งตั้งแล้ว ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน นายสมชายก็ยังเหมือนเดิม ขณะที่หันไปมองคนรอบข้าง สว.หลายคนร่วมโหวตนายกรัฐมนตรีเพื่อให้ประเทศเดินไปข้างหน้า เปลี่ยนไปในทางที่ดี การเมืองวันนี้ต้องร่วมมือร่วมใจกันส่งเสริมเพื่อการพัฒนาสร้างรายได้ให้ประชาชนดีกว่า”  เธอ  กล่าว 

โปรดเกล้าฯ พระราชกฤษฎีกา ‘เรียกประชุมรัฐสภา’ 12 ธ.ค. 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/563998

23 พ.ย. 2566

โปรดเกล้าฯ พระราชกฤษฎีกา ‘เรียกประชุมรัฐสภา’ 12 ธ.ค. 2566

โปรดเกล้าฯ พระราชกฤษฎีกา ‘เรียกประชุมรัฐสภา’ สมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สอง ตามความในมาตรา 121 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เริ่มตั้งแต่ 12 ธ.ค. 2566

เมื่อวันที่ 23 พ.ย. 2566 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สอง พ.ศ. 2566 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ไว้ ณ วันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566 เป็นปีที่ 8 ในรัชกาลปัจจุบัน มีเนื้อหาว่า

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่สภาผู้แทนราษฎรได้กำหนดวันเริ่มสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สอง ในวันที่ 12 ธันวาคม ตามความในมาตรา 121 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 121 มาตรา 122 และมาตรา 175 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สอง ตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2566

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ ในช่วงท้ายระบุหมายเหตุว่า เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ โดยที่มาตรา 121 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้ในปีหนึ่งให้มีสมัยประชุมสามัญของรัฐสภาสองสมัย สมัยหนึ่งให้มีกำหนดเวลา 120 วัน และวันเริ่มสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สอง ให้เป็นไปตามที่สภาผู้แทนราษฎรกำหนด ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้กำหนดวันเริ่มสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สอง ในวันที่ 12 ธันวาคม สมควรที่จะให้มีการเรียกประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สองสำหรับปี พ.ศ. 2566 จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้

โปรดเกล้าฯ พระราชกฤษฎีกา ‘เรียกประชุมรัฐสภา’ 12 ธ.ค. 2566
โปรดเกล้าฯ พระราชกฤษฎีกา ‘เรียกประชุมรัฐสภา’ 12 ธ.ค. 2566

‘แพทองธาร’ ยังชิ่ง บอก ‘นายกฯ’ ตอบแล้วปม ‘ตั๋วเพื่อไทย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/563973

23 พ.ย. 2566

‘แพทองธาร’ ยังชิ่ง บอก ‘นายกฯ’ ตอบแล้วปม ‘ตั๋วเพื่อไทย’

อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ฝ่าวงสื่อมวลชนเลี่ยงตอบปม ‘ตั๋วเพื่อไทย’ โยกย้ายตำรวจระดับ ผกก.​ อ้าง นายกฯ​ ได้ชี้แจงไปแล้ว

ควันหลงประชุมพรรคเพื่อไทย เกิดกระแสข่าว นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง พลั้งปากในที่ประชุมพรรคฯ ว่ามีสส.เพื่อไทยฝากตำแหน่งผู้กำกับ  จนเกิดไวรัล #ตั๋วเพื่อไทย ติดเทรนX(ทวิตเตอร์) ต่อเนื่องติดต่อกันหลายวัน รวมทั้งมีนักการเมือง เรียงหน้ากันออกมาตำหนินายกฯในเรื่องนี้  ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวจากหัวหน้าพรรคเพื่อไทย

โดยเมื่อวันนี้(23 พ.ย.2566)อุ๊งอิ๊ง – น.ส.แพทองธาร​ ชินวัตร​ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายเศรษฐา​ ทวี​สิน​ นายก​รัฐมนตรี​และ​รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​การคลัง​ เข้าอวยพรวันคล้ายวันเกิด คุณหญิงพจมาน​ ดามาพงศ์​ ครบ​ 66 ปี​ ว่า​ นายกฯแวะไปแป๊บเดียวเพียงแค่ 5 นาที

เมื่อถามว่าในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ตีความอย่างไรถึงกรณีนายเศรษฐาพูดกลางวงประชุม สส.พรรคเพื่อไทยถึงประเด็นการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจในระดับผู้กำกับการ​ ว่า​ “อ๋อ​ ​นายกฯได้ออกมาพูดแล้วนี่​” ก่อนที่จะเดินขึ้นห้องประชุมที่ตึกบัญชาการในทันที

‘ประชาธิปัตย์’ แนะ ‘นายกรัฐมนตรี’ หยุดตลบตะแลง เรื่อง ‘แต่งตั้งผู้กำกับ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/563969

23 พ.ย. 2566

'ประชาธิปัตย์' แนะ 'นายกรัฐมนตรี' หยุดตลบตะแลง เรื่อง 'แต่งตั้งผู้กำกับ'

กล้าพูดไม่กล้ารับ ‘แต่งตั้งผู้กำกับ’ มีเด็กฝากหรือไม่ ‘ประชาธิปัตย์’ ชี้ มีคำตอบทั้งภาพและเสียง แนะ ‘นายกรัฐมนตรี’ ยอมรับความจริง

ราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ มองว่าคำให้สัมภาษณ์แก้ตัวของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เรื่องการแต่งตั้งผู้กำกับชัดเจนในสาระสำคัญหมายความว่าอย่างไร มีการวิ่งเต้นฝากในการแต่งตั้งผู้กำกับ จริงหรือไม่ ทั้งภาพและเสียงจะเป็นคำตอบทั้งหมด ว่าใครตำแหน่งไหนเป็นคนฝาก การออกให้สัมภาษณ์แก้ตัวแบบมั่ว ๆ น้ำขุ่น ๆ ประชาชนดูออกว่าตลบตะแลง

โฆษกพรรคประชาธิปัตย์บอกว่า ในส่วนตัวของนายกรัฐมนตรี มีตำแหน่งอีกตำแหน่งที่นั่งเป็นประธาน ก.ตร.ซึ่งนายเศรษฐาจะมีความเห็นในเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายหรือมีแนวนโยบายอย่างไรสามารถทำได้ตามกรอบอำนาจหน้าที่อยู่แล้ว ที่บอกว่าเป็นเรื่องของ สตช. ยิ่งทำให้เห็นว่านายกรัฐมนตรีไม่ได้ตอบคำถามอย่างผู้รู้ ที่บอกว่า พูดเรื่องความไม่ใช่เรื่องคน แต่ความจริงคือคนพูดเรื่องความ คือนายกรัฐมนตรีที่มีหน้าที่ต้องเคารพและปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ

ความคือมีคนฝากโยกย้ายแต่งตั้งผู้กำกับ คนที่อยู่ในที่ประชุมมี สส. และความตามรัฐธรรมนูญห้าม สส. ก้าวก่าย แทรกแซงในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตามรัฐธรรมนูญมาตรา 185(3) ทั้งประมวลจริยธรรมของ สส.ที่ระบุให้ สส.ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ตามรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัดเมื่อนายกรัฐมนตรีรู้อยู่แล้วก็ต้องถือว่ามีส่วนร่วมในการกระทำผิดรัฐธรรมนูญ

นายกรัฐมนตรี ก็ถือว่าเป็นหนึ่งในคณะรัฐมนตรีที่จะต้องไม่กระทำการละเมิดรัฐธรรมนูญและมีประมวลจริยธรรมควบคุมอย่างเคร่งครัดอยู่ด้วย ที่ระบุให้กระทำการในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรมในการแต่งตั้งตำแหน่งต่าง ๆ ต้องคำนึงถึงระบบคุณธรรม และต้องเป็นแบบอย่างที่ดีในการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ

ซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ชัดว่า ห้ามไม่ให้มีพฤติกรรมฝ่าฝืนจริยธรรม และมาตรา 186 ระบุไว้ชัดว่ารัฐมนตรี ต้องไม่ใช้สถานะหรือตำแหน่งไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมก้าวก่ายแทรกแซงการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อประโยชน์ของตนเอง ของผู้อื่น หรือประโยชน์ของพรรคการเมือง

เมื่อกระทำการที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ กรณีนี้ย่อมมีผลกระทบต่อการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อย่างแน่นอน นายกรัฐมนตรีควรตัดสินใจ ด้วยการรับผิดชอบในคำพูด รับผิดชอบในทางการเมือง อย่าตลบตะแลงชี้แจงกลับไปกลับมา ผู้นำกล้าพูดก็ต่องกล้ายอมรับ อย่าให้ใครมาตำหนินายกรัฐมนตรีได้ว่า ตัวใหญ่แต่ใจเล็ก