‘ภูมิธรรม’ เปิดเหตุผล ‘อุ๊งอิ๊ง’ เข้าพบ ‘เฉลิม’ ไม่ใช่การเคลียร์ใจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/563511

17 พ.ย. 2566

'ภูมิธรรม' เปิดเหตุผล 'อุ๊งอิ๊ง' เข้าพบ 'เฉลิม' ไม่ใช่การเคลียร์ใจ

‘ภูมิธรรม’ เปิดเผยภาพ ‘อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร’ พบ ‘เฉลิม’ ไม่ใช่การเคลียร์ใจ หลังเคยประกาศ ตัดขาด ‘ทักษิณ’ ทุกคนยังเป็นกำลังหลักของ เพื่อไทย

เป็นภาพฮือฮา เมื่อ “วัน อยู่บำรุง” โพสต์ภาพ ขณะที่ “อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร” หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เข้าพบ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ที่บ้านพักริมคลอง และมีการถ่ายภาพร่วมกัน พร้อมระบุว่า “อยู่บำรุง ครอบครัวเพื่อไทย ครอบครัวใจถึงพึ่งได้” จนเป็นที่จับตาว่า เป็นการเคลียร์ใจหรือไม่ หลังก่อนหน้านี้ ร.ต.อ.เฉลิม ได้ออกมาประกาศตัดขาดกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมท้าให้ไล่ออกจากพรรคเพื่อไทย

อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร เข้าพบ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุงอุ๊งอิ๊ง แพทองธาร เข้าพบ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร ได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่อย่างเป็นเอกฉันท์ให้เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ซึ่งที่ผ่านมา น.ส.แพทองธาร ให้ความเคารพผู้อาวุโส ซึ่งก่อนหน้านี้ ได้ไปพบผู้อาวุโสภายในพรรค เพื่อรับฟังความคิดเห็นในที่ประชุมใหญ่ หลายคนที่ป่วยหรือติดขัดในภารกิจ ไม่ได้เดินทางมาร่วมประชุม รวมถึง ร.ต.อ.เฉลิม ก็เป็นหนึ่งในนั้น

น.ส.แพทองธาร จึงเดินทางไปเยี่ยมและขอคำแนะนำ บรรยากาศก็เป็นไปด้วยดี ไม่มีปัญหาอะไร และ ร.ต.อ.เฉลิม ก็เป็นผู้ใหญ่ที่เราเคารพนับถืออยู่แล้ว การที่ น.ส.แพทองธารเดินทางไป ก็ถือว่าเป็นการทำหน้าที่หัวหน้าพรรค น้อมรับฟังความคิดเห็นของทุกส่วน

ภูมิธรรม เวชยชัยภูมิธรรม เวชยชัย

“โดยภารกิจอีกอย่างคือการพยายามเชื่อมต่อ สื่อสารคนหลายรุ่น ภายในพรรค ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติของ น.ส.แพทองธารอยู่แล้ว” นายภูมิธรรมกล่าว

เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า เป็นการเคลียร์ใจหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ไม่ต้องเคลียร์ใจ ความไม่พอใจ หรือเห็นต่าง เป็นเรื่องปกติ เมื่อวันเวลาผ่านไปก็เคลียร์ได้ เข้าใจได้ และหากมีโอกาส ตนก็จะเข้าไปกราบ ร.ต.อ.เฉลิมเช่นกัน และยืนยันว่า สมาชิกพรรคเพื่อไทยทุกคน ถือเป็นกำลังหลัก ร.ต.อ.เฉลิม ก็ใช้ประสบการณ์ให้คำแนะนำ ซึ่งขณะนี้ ก็ยังช่วยงานพรรค ซึ่งก็ได้นำมาปรับใช้กับความเป็นจริงที่เรากำลังเผชิญอยู่

ถุงขนมพ่นพิษ ‘สมชัย’ ฟ้อง ‘พิชิต’ เรียก 50 ล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/563383

15 พ.ย. 2566

ถุงขนมพ่นพิษ 'สมชัย' ฟ้อง 'พิชิต' เรียก 50 ล้าน

‘สมชัย’ – ‘พิชิต’ ฟ้องกันนัว คดีถุงขนมบานปลาย นัดสื่อ 10.00 น. วันศุกร์นี้ เรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาท พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โดนด้วย

สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง โพสเฟซบุ๊ก พร้อมร่างคำฟ้อง พิชิต ชื่นบาน ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี และ พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีต สส.พรรคเพื่อไทยในข้อหาฟ้องเท็จและหมิ่นประมาท  เรียกค่าเสียหาย 2 คดี ๆ ละ 25 ล้านบาท  รวมเป็นเงิน 50 ล้านบาท โดยจะไปพร้อมกับทีมทนายความ ที่ศาลอาญารัชดา เพื่อฟ้องดำเนินคดี กับ บุคคลทั้ง วันศุกร์ที่  17 พฤศจิกายน 2566  เวลา 10.00 น.

ร่างคำฟ้อง พิชิต ชื่นบาน และ พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ร่างคำฟ้อง พิชิต ชื่นบาน และ พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์

การฟ้องร้องครั้งนี้ มีสาเหตุมาจากเมื่อวันที่19 ก.ย. เวลา 10.00 น. นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีต สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้รับมอบอำนาจจาก นาย พิชิต ชื่นบาน  ให้ยื่นฟ้อง นาย สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. และนักวิชาการมหาวิทยาลัยชื่อดังต่อศาลอาญา ในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ต่อศาลอาญา จากกรณีที่ นายพิชิต ได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษานายกฯ เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2566 

นายสมชัย ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในลักษณะใส่ความ นายพิชิต ในเรื่องเดิมที่ นายสมชัย เคยโพสต์มาแล้ว เกี่ยวกับกรณีที่ นายพิชิต ได้เคยต้องคำพิพากษาในคดีละเมิดอำนาจศาล ซึ่งเรื่องดังกล่าวไม่เกี่ยวกับการให้สินบนใดๆ และไม่ใช่คดีอาญา แต่การให้สัมภาษณ์ของ นายสมชัย เพื่อให้สังคมเข้าใจว่าเรื่องดังกล่าวเป็นการให้สินบนศาล ซึ่งเป็นความเท็จ เรียกค่าเสียหายจาก นายสมชัย 50 ล้านบาท

นายกฯไม่กังวลที่มา ‘ดิจิทัลวอลเล็ต’ ปรับได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/563359

15 พ.ย. 2566

นายกฯไม่กังวลที่มา 'ดิจิทัลวอลเล็ต' ปรับได้

‘ดิจิทัลวอลเล็ต’ อย่างไรก็ต้องผลักดันให้เกิด นายกรัฐมนตรี ขอบคุณ ทุกความห่วงใย ยันรัฐบาลฟังรอบด้าน และยังมั่นใจว่าผ่านแน่

เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคคลัง ให้สัมภาษณ์เมื่อ16.00 น. ของวันที่ 14 พ.ย. ตามเวลาท้องถิ่นนครซานฟรานซิสโก ช้ากว่ากรุงเทพฯ 15 ชั่วโมง ที่โรงแรมเดอะริทซ์คาร์ลตัน ถึงแผนสำรอง หากพ.ร.บ.กู้เงิน 5 แสนล้าน ไม่ผ่านการพิจารณาจากกฤษฎีกาว่า

ไม่อยากจะบอกว่ามีแผนสำรองอย่างไร แต่เราทำงานโดยมีหลายมาตรการที่กระตุ้นเศรษฐกิจออกมา วันนี้โฟกัสเรื่องดิจิทัลวอลเล็ต และที่ผ่านมารัฐบาลแสดงจุดยืนชัดเจนที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ และมีขั้นตอนชัดเจน อีกทั้งต้องคอยฟังทางคณะกรรมการกฤษฎีกา และขออนุมัติจากรัฐสภา ที่ชัดเจนออกมาด้วย

นายกฯ ยืนยันว่า รัฐบาลน้อมรับทุกคำแนะนำ หากเกิดอะไรขึ้น เราแก้ไขปรับปรุงได้ และเชื่อมั่นว่านโยบายดิจิทัลวอลเล็ต มีความชัดเจนในการรับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย ต้องขอบคุณความเห็นดีจากพรรคก้าวไกล เรื่องเงินดิจิทัล ไม่เฉพาะพรรคเพื่อไทยอย่างเดียวที่กังวล แต่ประชาชนที่อยู่ต่างจังหวัด ที่ประสบปัญหาสะสมมาโดยตลอดในเรื่องของจีดีพีที่ไม่เติบโตมานาน

ทุกคนมีความเป็นห่วงว่านโยบายนี้จะเป็นอย่างไร เพราะประเทศไทยอยู่ในสภาพเศรษฐกิจวิกฤตและมีความจำเป็นที่จะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต ถือเป็นนโยบายสำคัญที่เราจะผลักดันให้เกิดขึ้น และมั่นใจว่าจะมีการผลักดันให้เกิดขึ้น ให้ได้

ร่างพ.ร.บ.’กู้เงิน’ โครงการ ‘เงินดิจิทัล’ ถึงมือกฤษฎีกาแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/563304

14 พ.ย. 2566

ร่างพ.ร.บ.'กู้เงิน' โครงการ 'เงินดิจิทัล' ถึงมือกฤษฎีกาแล้ว

ภูมิธรรม ไม่หวั่น ‘เงินดิจิทัล’ ไม่ผ่านสภา เชื่อทุกฝ่ายเห็นถึงความจำเป็น และส่งร่างกฎหมาย ‘กู้เงิน’ ให้คณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว

นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า ไม่ได้นิ่งนอนใจกรณีหลายฝ่ายออกมาแสดงความเห็นคัดค้านการกู้เงินมาใช้ในโครงการเงินดิจิทัลและรับฟังความคิดเห็นมาโดยตลอด แต่ขอให้พิจารณาว่าตั้งแต่พรรคเพื่อไทยหาเสียงเลือกตั้ง ก็ได้มีการนำเสนอนโยบายนี้ต่อประชาชน

ดังนั้น ในการวิพากษ์วิจารณ์ จึงขอให้ยอมรับสิ่งที่ประชาชนได้ตัดสินใจเลือกเข้ามา และรัฐบาลก็ได้ทำตามเจตนารมย์ประชาชน และพร้อมปรับวิธีการ รับฟังผู้เห็นต่างเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา   และขณะนี้ เลขาธิการกฤษฎีกา ได้รับร่างพระราชบัญญัติเงินกู้ 500,000 ล้านบาท สำหรับดำเนินนโยบายเงินดิจิทัล จำนวน 10,000 บาทไว้พิจารณาแล้ว

รักษาการนายกรัฐมนตรีต ยืนยัน่าเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ติดลบ ไม่ได้ดีอย่างที่หลายคนคาดการณ์ และตัวเลขมีการปรับตัวลดต่ำลง ดังนั้น ต้องให้ความเป็นธรรมกับประชาชนและพรรคเพื่อไทย ที่ทุกคนต้องการเงินในภาวะที่เศรษฐกิจตกต่ำ นโยบายนี้ จะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยประชาชน และหวังว่า กระบวนการต่าง ๆ จะเดินหน้า

 เดิมทีรัฐบาลไม่ได้คิดกู้เงินมาใช้ในโครงการเงินดิจิทัล แต่ก็ได้มีการรับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย และ และเมื่อมีการหาเสียงไว้แล้ว ก็จะต้องทำตามนโยบายที่ได้หาเสียงไว้กับประชาชน ดังนั้น ผู้ที่คัดค้าน รวมถึงพรรคการเมืองบางพรรค ก็จะต้องรับฟังเสียงตามระบบประชาธิปไตย แต่หากทำแล้วล้มเหลว ก็ต้องว่ากันไปตามสถานการณ์

เชื่อว่า พรรคร่วมรัฐบาลจะไม่มีปัญหาการพิจารณากฎหมายดังกล่าว เช่นเดียวกับสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งได้มีการพูดคุยถึงเหตุผลความจำเป็นที่ออก กฎหมายฉบับนี้ไปบ้างแล้ว

‘กู้เงิน’ มาใช้ ในโครงการ ‘เงินดิจิทัล’ ระวังซ้ำรอย ยิ่งลักษณ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/563302

14 พ.ย. 2566

'กู้เงิน' มาใช้ ในโครงการ 'เงินดิจิทัล' ระวังซ้ำรอย ยิ่งลักษณ์

ย้อนเส้นทาง พ.ร.บ. ‘กู้เงิน’ 2 ล้านล้าน เปรียบเทียบโครงการ ‘เงินดิจิทัล’ สุดท้ายเศรษฐา อาจซ้ำรอย ยิ่งลักษณ์ ที่ศาลรัฐธรรมนูญ

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2556 นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีกับคณะรัฐมนตรีขณะนั้น มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ. …. ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา และต่อมาสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิวุฒิสภาได้มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว

แต่มีสมาชิกของทั้งสองสภาจำนวน 66 คน ร่วมกันเข้าชื่อเสนอความเห็นต่อประธานรัฐสภา เพื่อให้ส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ประธานรัฐสภาจึงได้มีหนังสือลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2556 ส่งเรื่องดังกล่าวให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

12 มีนาคม 2557 ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยที่ 3-4/2557 ว่าร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ. …. ตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และมีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 169 วรรค 1 และมาตรา 170 วรรค 2 เป็นสาระสำคัญมีผลให้ร่างพระราชบัญญัตินี้ ตกไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 154 วรรค 3

แนวคิดการออก พ.ร.บ.เงินกู้มาใช้ในโครงการเงินดิจิทัลแม้ ไม่เกินกรอบกฏหมายที่ขยายเพดานหนี้สาธารณะขึ้นไปถึง 70 % ของจีดีพี  แต่สาระสำคัญ พระราชบัญญัติ วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มาตรา 53 วรรค 1 ระบุว่าการกู้เงินของรัฐบาลนอกเหนือจากที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะ

ให้กระทรวงการคลังกระทําได้ก็แต่โดยอาศัยอํานาจตามกฎหมายที่ตราขึ้นเป็นการเฉพาะและเฉพาะกรณีที่มีความจําเป็นที่จะต้องดําเนินการโดยเร่งด่วนและอย่างต่อเนื่องเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤติของประเทศ โดยไม่อาจตั้งงบประมาณ รายจ่ายประจําปีได้ทัน เท่านั้น

นโยบายเงินดิจิทัลของรัฐบาลนอกจากจะถูกนาย ศรีสุวรรณ จรรยา ร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 140 หรือไม่ ทั้งที่เป็นเพียงแนวคิดแล้ว  ยังมี ป.ป.ช.ที่ตั้งคณะกรรมการเพื่อศึกษาเงินดิจิทัลเตรียมขอข้อมูลเพิ่มเติมจากกระทรวง การคลัง และเมื่อร่างกฎหมายผ่านสภา อาจถูกสมาชิกเข้าชื่อกันยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ เช่นเดียวกับ ร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้าน ในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์

ขณะที่หลายฝ่ายมองว่าการดำเนินโครงการเงินดิจิทัลเป็นเรื่องผิดกฎหมาย แต่นพ. พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี หัวเรือใหญ่ในเรื่องนี้ กลับไม่มองว่า หากร่าง พ.ร.บ.กู้เงินดิจิทัล ซ้ำรอย  พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาทสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะกลายเป็นจุดกำหนดเกมการเมือง เพราะได้เรียนรู้จากของเก่า มีบทเรียนที่ผ่านมาว่าเป็นอย่างไร จึงต้องปรึกษาคณะกรรมการกฤษฎีกาและหน่วยงานต่างๆ ให้รอบคอบ

ถ้ามั่นใจ ให้รีบแจก ‘เงินดิจิทัล’ กรณ์ เตือน ซ้ำรอย ‘เงินกู้’ 2 ล้านล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/563290

14 พ.ย. 2566

ถ้ามั่นใจ ให้รีบแจก 'เงินดิจิทัล' กรณ์ เตือน ซ้ำรอย 'เงินกู้' 2 ล้านล้าน

เตือนที่มา ‘เงินดิจิทัล’ ซ้ำรอย ‘เงินกู้’ 2 ล้านล้านรัฐบาลเพื่อไทย นิพิฏฐ์ ยุ ถ้ามั่นใจ ให้รีบแจกแลกกับเสี่ยงติดคุก

นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีตรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติเชียร์ให้ รัฐบาล รีบแจกเงินดิจิทัล และทำตามนโยบายที่ประกาศไว้ตอนหาเสียง ถ้าไม่ทำจะกลายเป็นการหลอกลวงประชาชน แลกกับคะแนนเสียง แต่ให้ระวังติดคุก และถ้าขึ้นศาล ให้รัฐบาลระวัง ความเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทย และ กฤษฎีกา เพราะความเห็นของ 2 หน่วยงานนี้ จะมีน้ำหนักมากว่าศาลจะวินิจฉัยไปทางไหนโดยเฉพาะ พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 โดยเฉพาะมาตรา 6 และ มาตรา 9

นอกจากนี้อาจมีการโยงไปยัง พรบ.พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา57 และ มาตรา 73 เนื่องจากหากสร้างบรรทัดฐาน ว่าแจกได้ ต่อไปพรรคการเมืองก็สามารถหาเสียงว่า จะแจก(เงินหลวง) หลังเลือกตั้ง แต่คราวนี้จะแจกเป็นเงินสด คนละ 15,000 บาท ต้องวัดใจศาล ทั้งศาลรัฐธรรมนูญ และ ศาลฎีกา ว่าจะวินิจฉัยอย่างไร

นิพิฏฐ์ บอกว่าเชียร์ให้นายกฯ และ ครม.ให้ใจกล้า    เสนอพรบ.เงินกู้ 500,000 ล้านบาท แต่ให้พึงระวังว่า ในโลกนี้ มี 2 อย่าง ที่เขาไม่นำมาทดลองกับมนุษย์ คือ ยา และกฎหมาย ยาจะไม่นำมาทดลองกับมนุษย์เมื่อทดลองกับสัตว์จนปลอดภ้ยแล้ว จึงนำมาใช้กับมนุษย์

กฎหมาย จะไม่ทดลองกับมนุษย์ ว่า ถ้าทำอย่างนั้น ทำอย่างนี้ จะผิดหรือไม่ กรณีเงินดิจิทัลนายกรัฐมนตรีและครม.กำลังจะทดลองกฎหมาย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง เพราะมีความเสี่ยงอยู่เยอะ

กู้มาแจกเงินดิจิทัล ซ้ำรอยเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท

กรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุไว้ในเฟซบุ๊ก ว่า การเสนอพ.ร.บ.กู้มาแจก ไม่เคยมีใครทำ และไม่ควรทำ พรรคเพื่อไทยรู้ดีเพราะเป็นรัฐบาลที่2 ที่คิดจะออก พ.ร.บ.กู้เงิน (กรณีกู้เงิน 2 ล้านล้าน) และเขาเป็นหนึ่งในคนที่ทำเรื่องยื่นศาลรัฐธรรมนูญร่วมกับอีกหลายท่าน ซึ่งขณะนี้ ก็นั่งอยู่ในพรรคร่วมของรัฐบาลเศรษฐาด้วย

ผลสุดท้าย ศาลรัฐธรรมนูญก็ตีกฎหมายนี้ตกไป เพราะขัดต่อรัฐธรรมนูญหมวดวินัยการคลัง จึงขอยืนยันตามความคิดเดิมที่พูดไว้ตั้งแต่มีการหาเสียงนโยบายนี้ว่า อันตราย และยิ่งเมื่อยืนยันแล้วว่าเงินไม่มี ต้องอาศัยเงินกู้ ยิ่งต้องหลีกเลี่ยงด้วยเหตุผลทั้งปวง

เฟซบุ๊ก ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ เตือนนักการเมืองห้ามยุ่งเกี่ยว ‘งบประมาณ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/563267

13 พ.ย. 2566

เฟซบุ๊ก 'ศาลรัฐธรรมนูญ' เตือนนักการเมืองห้ามยุ่งเกี่ยว 'งบประมาณ'

‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ เตือนนักการเมือง ห้ามยุ่งเกี่ยวกับการใช้เงิน ‘งบประมาณ’ มีโทษถึงขั้นถอดถอนและตัดสิทธิทางการเมือง

เฟซบุ๊กสำนักงาน ศาลรัฐธรรมนูญขึ้นคำเตือน ห้าม สส. สว. และกรรมาธิการ ยุ่งเกี่ยว หรือ มีส่วนได้ส่วนเสีย กับการใช้จ่ายงบประมาณ โดยยกรัฐธรรมนูญที่บัญญัติว่า ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายนั้น

การเสนอ การแปรญัตติหรือการกระทำด้วยประการใด ๆ ที่มีผลให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภาหรือกรรมาธิการมีส่วนไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ในการใช้งบประมาณรายจ่าย จะกระทำมิได้ กรณีมีข้อสงสัยว่ามีการฝ่าฝืนข้อห้ามดังกล่าวหรือไม่ สามารถส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้

ในกราฟฟิค ประกอบ ข้อมูลนี้ มีการแสดงขั้นตอนการร้องเรียน  หากผู้ใดพบว่า บุคคลต้องห้ามดังกล่าว มีส่วนเกี่ยวข้องกับการใชข้จ่ายงบประมาณ โดยผู้มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิก

หรือ  สมาชิกวุฒิสภาจำนวนที่เท่ากับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และเจ้าหน้าที่รัฐ สามารถยื่นเรื่องให้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ  ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาได้

หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วเสร็จภายใน 15 วัน จะมีผลต่อผู้กระทำการ ต้องรับโทษ  โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) หรือสมาชิกวุฒิสภา (สว.) คือ สมาชิกสิ้นสุดลง / ถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง / ต้องรับผิดชดใช้เงินคืนพร้อมดอกเบี้ย

ส่วนคณะรัฐมนตรี ต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ / ถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง / ต้องรับผิดชดใช้เงินคืนพร้อมดอกเบี้ย เว้นแต่พิสูจน์ได้ว่าไม่ได้อยู่ในที่ประชุมขณะมีมติ

กราฟฟิค ศาลรัฐธรรมนูญกราฟฟิค ศาลรัฐธรรมนูญ

อนุสรณ์ ติง จุรินทร์ ด้อยค่า ‘ดิจิทัลวอลเล็ต’ – ไล่ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ปท.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/563270

13 พ.ย. 2566

อนุสรณ์  ติง จุรินทร์  ด้อยค่า  'ดิจิทัลวอลเล็ต' - ไล่ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ปท.

สส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ตีความการอออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ต่อ “ดิจิทัลวอลเล็ต” ของอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขาดความรู้ทั้งที่ รัฐบาลมุ่งตอบโจทย์การกระตุ้นเศรษฐกิจ กระจายทุกคน ทุกกลุ่ม แนะหากจะวิจารณ์ด้านลบ ควรหันมาเสนอในสิ่งที่เป็นประโยชน์จะดีกว่า

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ( สส.) บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.)    เปิดเผยว่า  การที่  นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สส. บัญชีรายชื่อ รักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า รัฐบาลกลืนน้ำลายตัวเอง จุดเริ่มต้นของการเดินไปสู่การล้มละลายทางความน่าเชื่อถือของรัฐบาล โดยมีที่มาจากการเปิดตัวโครงการ “ดิจิทัลวอลเล็ต”      การวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลของนายจุรินทร์ถือเป็นสิทธิ์ แต่อาจเป็นประโยชน์มากกว่านี้ หากนายจุรินทร์ได้ศึกษาและทำความเข้าใจ วิวัฒนาการในการทำงานของรัฐบาล  


เพราะผู้ที่วิจารณ์  “ดิจิทัลวอลเล็ต”    อาจไม่เข้าใจสถานการณ์ รัฐบาลพยามมุ่งตอบโจทย์กระตุ้นเศรษฐกิจ ตอบโจทย์คนทุกคน ทุกกลุ่ม ไม่มีการละทิ้งกลุ่มใด โจทย์ใหญ่เร่งด่วนของรัฐบาลคือการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ หลังประเทศเกิดวิกฤตนานหลายปี แต่เพราะระหว่างทาง มีข้อเสนอ ข้อแนะนำ เกิดขึ้นมากมาย รัฐบาลไม่รับฟังไม่ได้ รัฐบาลยินดีรับฟังเพื่อให้โครงการดิจิตอลวอลเล็ตเดินหน้าและสามารถเกิดขึ้นได้โดยเร็ว น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่านี้ หากนายจุรินทร์ได้เสนอแนะในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อโครงการ มากกว่าการตั้งข้อสังเกตเพื่อด้อยค่ารัฐบาล จนอาจส่งผลกระทบกับโครงการดิจิทัลวอลเล็ต

“คุณจุรินทร์ เป็นผู้ใหญ่ มีประสบการณ์ทางการเมือง ควรเป็นผู้ที่แนะนำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ ต่อประเทศชาติและประชาชน  นอกเหนือจากการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล   หรือถ้าพอจะมีเวลา ควรแบ่งเวลาไปหาวิธี เพื่อให้ได้มาซึ่งการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ให้ได้ ซึ่งนั่นน่าจะเป็นภารกิจหลักที่ต้องเร่งทำให้เกิดขึ้นโดยเร็ว ” นายอนุสรณ์ กล่าว

กู้ ‘เงินดิจิทัล’ อาจถูก ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ ตีความ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/563220

13 พ.ย. 2566

กู้ 'เงินดิจิทัล' อาจถูก 'ศาลรัฐธรรมนูญ' ตีความ

ศรีสุวรรณ เริ่มแล้ว ส่งคำร้องให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน ยื่นให้ ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ตีความการออก พ.ร.บ.เงินกู้ในโครงการ ‘เงินดิจิทัล’ ผิดกฎหมายหรือไม่

ศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินขอให้ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ ม.231(1) ประกอบ ม.23(1) แห่ง พรป.ว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน 2560 เพื่อเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่า พรบ.กู้เงิน 5 แสนล้านบาทที่จะนำมาใช้ในโครงการเงินดิจิทัล ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ 2560 ม.140 ประกอบ พรบ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ 2561 ม.53 หรือไม่

โครงการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 1 หมื่นบาทให้กับประชาชนที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป โดยต้องเป็นผู้มีรายได้ต่ำกว่า 7 หมื่นต่อเดือนและมีเงินฝากต่ำกว่า 7 แสนบาทในระยะ 6 เดือนที่ซึ่งมีที่มาจาก พรบ.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท อาจขัดต่อ ม.9 วรรคสาม แห่ง พรบ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ 2561

อีกทั้งไม่เข้าข่ายเป็นกรณีที่มีความจําเป็นที่จะต้องดําเนินการโดยเร่งด่วนและอย่างต่อเนื่องเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤติของประเทศ โดยไม่อาจตั้งงบประมาณรายจ่ายประจําปีได้ทันตาม ม.53 ของกฎหมายดังกล่าวแต่อย่างใด

การจะออกกฎหมายกู้เงินดังกล่าว ซึ่งเป็นกฎหมายการเงิน จะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะ 2548 โดยเคร่งครัดด้วย โดยเฉพาะใน ม.20 และ ม.22 และยังอาจไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 140 ที่บัญญัติไว้ชัดเจนว่า

การจ่ายเงินแผ่นดินจะกระทําได้เฉพาะที่ได้อนุญาตไว้ในกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่าย กฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ หรือกฎหมายเกี่ยวด้วยการโอนงบประมาณ กฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง หรือกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ เว้นแต่ในกรณีจําเป็นรีบด่วนเท่านั้น

การที่รัฐบาลของนายเศรษฐา จะกู้เงินมาแจกในโครงการเงินดิจิทัลจึงเป็นการเลี่ยงบาลี เพื่อต้องการสร้างภาพในการตอบสนองนโยบายที่พรรคของตนเคยหาเสียงไว้ในช่วงเลือกตั้งเท่านั้น แต่คนไทยทั้ง 70 ล้านคนจะต้องมาร่วมกันแบกรับหนี้ เพื่อร่วมกันใช้ดอกเบี้ย ร่วมกันใช้หนี้ในอนาคตกันทุกคนไม่ว่าจะรวยหรือจน

จึงเป็นการสร้างภาระให้กับคนในอนาคตทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ นายเศรษฐาพูดมาโดยตลอดว่าจะไม่กู้เงินมาดำเนินการโครงการนี้แต่อย่างใด อันถือเป็นการตระบัดสัตย์ของผู้นำประเทศ ที่ทำให้สังคมวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างรุนแรง       การกลืนน้ำลายตัวเอง โดยใช้ช่องทางในการกู้เงินมาแจกดังกล่าว เป็นไปเพื่อสร้างความนิยมทางการเมือง

กรรมาธิการความมั่นคง พบ. ‘ผบ.ตร.’ ถกแก้ปัญหา ‘ส่วยรถบรรทุก’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/563215

13 พ.ย. 2566

กรรมาธิการความมั่นคง พบ. 'ผบ.ตร.' ถกแก้ปัญหา 'ส่วยรถบรรทุก'

รังสิมันต์ โรม นำคณะ บุกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอพบ ‘ผบ.ตร.’ ถกประเด็นร้อน ทั้งแก้ปัญหา ‘ส่วยรถบรรทุก’ ตำรวจจีนคุมนักท่องเที่ยว

รังสิมันต์ โรม ประธานคณะกรรมาธิการความมั่งคงแห่งรัฐ กิจการชายแดน ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร หรือ กมธ. ความมั่นคงฯ เปิดเผยก่อนประชุมร่วมกับ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) ว่าจะมีการหารือในหลายประเด็น ทั้งเรื่องส่วยรถบรรทุก การนำตำรวจจีนเข้ามาดูแลความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวจีนในประเทศไทย และ การช่วยเหลือคนไทยที่ติดอยู่ในเมืองเล่าก์ก่าย ย่างกุ้ง ในประเทศเมียนมา

การเข้าพบครั้งนี้เป็นลักษณะของการบูรณาการการทำงาน เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้ง ไม่อยากให้มองว่าเป็นการกดดัน โดยเฉพาะประเด็นการช่วยเหลือคนไทยที่ติดอยู่ในเมืองเล่าก์ก่าย ซึ่งจะมีการประสานกระทรวงการต่างประเทศ กลาโหม และตำรวจ เพื่อเร่งรัดช่วยเหลือคนไทย กลับประเทศให้ปลอดภัย ซึ่งหวังว่าจะสามารถทำได้ก่อนวันพฤหัสบดีนี้

ส่วนการนำตำรวจจีนเข้ามาในประเทศไทย เรื่องนี้มีผลกระทบในหลายมิติ มีทั้งข้อดีและข้อเสีย โดยในประเทศอิตาลี ที่เคยใช้วิธีดังกล่าว มีการยกเลิกไปแล้ว ดังนั้นต้องมีการพูดคุยถึงรายละเอียดว่า หากไทยนำวิธีนี้มาใช้ จะคุ้มค่าหรือไม่ และตำรวจไทยมีแนวทางอย่างไร ทั้งนี้ประเด็นดังกล่าวยังเป็นเพียงแนวคิดของรัฐบาลเท่านั้น

ขณะที่เรื่องส่วยรถบรรทุก ซึ่งเป็นปัญหาที่สังคมไทยทราบมาตลอด รับรู้ว่ามันมีมานาน  กมธ.จะสอบถามแนวทางการแก้ปัญหาของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งทางนายปิยรัฐ จงเทพ สส.เขตพระโขนง พรรคก้าวไกล ได้เตรียมข้อมูลและหลักฐานมาสอบถามอย่างเต็มที่ รวมถึงความคืบของคดีรถบรรทุกน้ำหนักเกินจนทำให้ตกหลุมบ่อพักสายไฟเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาด้วย