‘จุรินทร์’ มอง นโยบาย ‘พักหนี้เกษตรกร’ หวั่นหนี้พุ่งอีก 70 %

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559626

27 ก.ย. 2566

‘จุรินทร์’ มอง นโยบาย ‘พักหนี้เกษตรกร’ หวั่นหนี้พุ่งอีก 70 %

‘จุรินทร์’’ มอง ‘พักหนี้เกษตรกร’ เป็นยาแดง หวั่นหนี้พุ่งอีก 70 % แนะรัฐบาลหาวิธีแก้เบ็ดเสร็จ ไม่ขวางแก้ รธน.รื้อรายมาตราหรือร่างยกฉบับ ชี้ต้องเตรียมงบไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรักษาการหัวหน้าพรรคฯ กล่าวภายหลังที่คณะรัฐมนตรี มีมติพักหนี้เกษตรกรว่าเป็นเรื่องของรัฐบาลที่ต้องทำ และไม่ทำไม่ได้ เนื่องจากได้หาเสียงไว้ แต่ตนมองว่า การพักหนี้เป็นเหมือนยาแดง แต่สิ่งที่สังคมต้องการ คือ การแก้ไขปัญหาหนี้สินระยะยาวแบบเบ็ดเสร็จ เพราะการพักหนี้เกษตรกร พักได้ 3 ปี

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์

หวั่นเกษตรกรมีหนี้เพิ่ม 70 %

“ที่ผ่านมามีข้อเท็จจริงจากธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท.ที่เคยศึกษาว่า ส่วนใหญ่การพักหนี้ ที่เคยทำมาหลายครั้ง จะทำให้เกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการเป็นหนี้เพิ่มถึงร้อยละ 70 ดังนั้น รัฐบาลต้องตระหนัก และเตรียมการแก้ไขปัญหาไว้ล่วงหน้า รวมถึงเตรียมเงินงบประมาณทั้งหมดในระยะยาวด้วย เพราะเป็นการนำเอาเงินของคนทั้งประเทศ มาใช้ในการชดเชยให้กับสถาบันการเงินจากการพักต้นพักดอก”

ส่วน นโยบายประกันรายได้เกษตรกรที่พรรคประชาธิปัตย์เคยทำว่า เป็นเรื่องที่รัฐบาลชุดใหม่ จะต้องตัดสินใจ แต่ตนเองยืนยันได้ว่าโครงการประกันรายได้เกษตรกร เป็นนโยบายที่เป็นประโยชน์ ช่วยต่อลมหายใจให้กับเกษตรกรในยามที่ราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ เนื่องจากมีเงินส่วนต่างมาชดเชยรายได้ทำให้เกษตรกรสามารถยังชีพได้

นายจุรินทร์ ยังกล่าวถึงนโยบายแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาลว่า พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมสนับสนุนหากแก้แล้ว นำไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น และพรรคฯ ย้ำจะไม่แก้ไขในหมวด 1 และหมวด 2 รวมถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะนำรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่ง มาเป็นต้นแบบ ก็จะต้องพิจารณาให้รอบคอบ เพราะแต่เนื้อหา มีความสำคัญมากกว่ารูปแบบการยกร่าง เนื่องจาก การบังคับใช้รัฐธรรมนูญ จะบังคับใช้จะตามเนื้อหา ไม่ใช่ตามที่มา ดังนั้นเนื้อหาจึงสำคัญ จึงควรไปดูว่า รัฐธรรมนูญฉบับไหนเคยบังคับใช้แล้ว มีช่องโหว่น้อยที่สุด และปรับปรุงให้สอดคล้องกับสถานการณ์

ทำไมรัฐบาล ต้องตั้งธง 4 ปีแก้รัฐธรรมนูญ

ส่วนกรณีที่นายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี แนะนำให้แก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา เพื่อลดงบประมาณในการจัดทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น นายจุรินทร์ มองว่า ขึ้นอยู่กับรัฐบาล เพราะรัฐบาล ประกาศเป็นนโยบายเร่งด่วนตั้งแต่การหาเสียง ซึ่งนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางการจัดทำประชามติได้ระบุ จะมีการจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ส.ส.ร. และมีการตั้งธงระยะเวลา 4 ปี 

“แต่ผมเห็นว่า หากมีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ และมีการจัดตั้ง ส.ส.ร. รัฐบาลจะต้องจัดเตรียมงบประมาณไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท ซึ่งผมไม่ระบุจะค้าน หรือเห็นด้วย แต่รัฐบาล จะต้องมีงบประมาณที่จะต้องจัดเตรียมไว้ด้วย เพราะการจัดทำประชามติครั้งหนึ่งครั้ง ใช้งบประมาณประมาณ 3,000 กว่าล้านบาท”อดีตรองนายกฯ กล่าว

‘จุรินทร์’ มอง นโยบาย ‘พักหนี้เกษตรกร’ หวั่นหนี้พุ่งอีก 70 %

ยังไม่กำหนดวันเลือกหัวหน้าปชป.

นายจุรินทร์ ยังกล่าวถึงการเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่ว่า ยังไม่ได้มีการกำหนดวัน และรอปรับความเข้าใจกัน ซึ่งเมื่อแล้วเสร็จก็จะมีการคัดเลือกหัวหน้าพรรค และะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ แต่ยืนยันว่า จะไม่ให้เรื่องการเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ มากระทบการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน หรือกระทบกับการตรวจสอบรัฐบาล

ประธานสภา เร่ง ‘ก้าวไกล’ รีบเคลียร์เก้าอี้ ‘รองประธานสภา’ ‘ผู้นำฝ่ายค้าน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559623

27 ก.ย. 2566

ประธานสภา เร่ง 'ก้าวไกล' รีบเคลียร์เก้าอี้ 'รองประธานสภา' 'ผู้นำฝ่ายค้าน'

วันนอร์ ‘ประธานสภา’ เร่ง ‘ก้าวไกล’ รีบเคลียร์เก้าอี้ ‘รองประธานสภาฯ’ และ ‘ผู้นำฝ่ายค้าน’ มีงานรออื้อ ปัดกระแสข่าวเตรียมทิ้งเก้าอี้ประมุขนิติบัญญัติ ขอพรรคการเมืองเสนอชื่อ สส.เป็นกมธ. ก่อน 4 ต.ค.

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีการเสนอแต่งตั้งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร หลังพรรคก้าวไกล เลือกหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรคฯ ชุดใหม่เสร็จสิ้นแล้ว โดยรับทราบแล้วว่า หัวหน้าพรรคก้าวไกล จะทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร 

“ซึ่งหลังจากนี้ จะรอผลการประชุมของพรรคก้าวไกล และจะประสาน กกต.เพื่อขอเอกสารประกอบ เพื่อยืนยันว่า พรรคก้าวไกล ดำเนินการจัดการประชุมต่าง ๆ เสร็จสิ้นแล้ว และพรรคการเมืองของผู้นำฝ่ายค้านฯ จะต้องไม่มี สส.ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ประธาน หรือรองประธานสภาฯ ก่อน เมื่อขั้นตอนต่าง ๆ เสร็จสิ้น สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ก็จะทูลเกล้าฯ เสนอ เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการโปรดเกล้าฯ ต่อไป”

ส่วนจำเป็นจะต้องกำหนดกรอบเวลาให้พรรคก้าวไกลดำเนินการต่าง ๆ ให้เสร็จสิ้นหรือไม่นั้น ประธานสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่า ขั้นตอนดังกล่าวไม่มีการกำหนดระยะเวลา เรียบร้อยเมื่อใด ก็สามารถดำเนินการได้ทันที แต่พรรคก้าวไกล จะต้องแจ้งผลการประชุมการเลือกหัวหน้าพรรคฯ ภายใน 15 วัน เพื่อให้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนสภาผู้แทนราษฎรได้ตรวจสอบความถูกต้อง 

และรอผลความชัดเจนในตำแหน่งของนายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎรว่า จะดำเนินการอย่างไรต่อไป โดยหวังว่า พรรคก้าวไกล จะดำเนินการให้เรียบร้อยโดยเร็ว เพราะบทบาทผู้นำฝ่ายค้านฯ มีภารกิจหลายอย่าง ทั้งการแต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้าน หรือ วิปฝ่ายค้าน และการเป็นกรรมการสรรหากรรมการองค์กรอิสระ

ปฏิเสธข่าวลาออกประธานสภา

ประธานสภาผู้แทนราษฎร ยังชี้แจงถึงกระแสข่าวก่อนหน้านี้ที่จะลาออกจากตำแหน่ง โดยยอมรับว่า ได้ยินกระแสข่าวดังล่าว แต่ยืนยันว่า ไม่เป็นข้อเท็จจริง เพราะภารกิจใดที่ตนได้รับมอบหมายตนก็จะต้องดำเนินการอย่างเต็มที่สุดความสามารถ แต่หากไม่สามารถทำได้ ตนเองก็ไม่ได้ยึดติดกับตำแหน่ง และขณะนี้ ก็ไม่ได้มีประเด็นใด ๆ จึงยังเดินหน้าทำหน้าที่เพื่อบ้านเมือง และประชาชนต่อไป

วอนทุกพรรคส่งชื่อสส.ลงกมธ.35 คณะ

ประธานสภาผู้แทนราษฎร ยังกล่าวถึงการพิจารณาตำแหน่งต่าง ๆ ในกรรมาธิการสามัญของสภาผู้แทนราษฎร ทั้ง 35 คณะว่า ได้รับรายงานจากนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ซึ่งประธานทั้ง 35 ลงตัวเสร็จสิ้นแล้ว แต่ยังไม่สามารถทำหน้าที่ได้ เพราะรายชื่อ สส. ที่จะไปทำหน้าที่กรรมาธิการแต่ละคณะตามสัดส่วนพรรคการเมืองหลายกรรมาธิการยังไม่เรียบร้อย จึงขอให้พรรคการเมือง เร่งแบ่งกรรมาธิการภายในพรรคการเมือง เพื่อเสนอเข้าสู่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อรับรอง และเข้าสู่การกระบวนการแต่งตั้งประธาน รองประธาน และตำแหน่งอื่น ๆ ของกรรมาธิการต่อไป

ส่วนกำหนดการเดิมที่รองประธานสภาผู้แทนราษฎร จะให้กรรมาธิการต่าง ๆ ประชุมนัดแรก ในวันพรุ่งนี้ (28 ก.ย.) เพื่อเลือกตำแหน่งต่าง ๆ ในกรรมาธิการนั้น ประธานสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่า หากรายชื่อต่าง ๆ เรียบร้อยแล้ว ก็สามารถเสนอชื่อเข้าสู่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อรับรองการเป็นสมาชิกได้ทันที แต่หากยังไม่เรียบร้อย ก็หวังว่า ในสัปดาห์หน้าจะแล้วเสร็จ ตนอยากให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 4 ต.ค.นี้

‘กัณวีร์’ เลขาธิการพรรคเป็นธรรม พร้อมอ้าแขนรับ ‘หมออ๋อง’ ร่วมงานพรรค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559621

27 ก.ย. 2566

'กัณวีร์' เลขาธิการพรรคเป็นธรรม พร้อมอ้าแขนรับ ‘หมออ๋อง’ ร่วมงานพรรค

‘กัณวีร์ สืบแสง’ อ้าแขนรับ ‘หมออ๋อง’ ย้ำ ‘พรรคเป็นธรรม’ เปิดประตูทุกบาน ไม่หวั่นถูกมองเป็นพรรคสำรอง คิดบวก เป็นพรรคร่วมอุดมการณ์ทำงานฝ่ายค้านเชิงรุก ขอข่าวลือตั้งพรรคใหม่ให้เป็นกระแสไปก่อน

ที่รัฐสภา นายกัณวีร์ สืบแสง สส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคเป็นธรรม กล่าวถึงกรณีที่เตรียมตั้งพรรคการเมืองใหม่ว่า ตนได้ทำโครงการเกี่ยวกับการหาโฮมทาวน์ฮีโร่ ฮีโร่ที่เป็นประชาชนคนธรรมดาคนหนึ่ง สังคมภาคประชาชนที่เป็นคนในพื้นที่จริงๆที่เห็นว่าปัญหาในพื้นที่มีอะไรบ้าง ซึ่งพวกเขาทราบว่าปัญหาคืออะไร และแนวทางแก้ปัญหาคืออะไร รวมถึงทราบความต้องการของชุมชน

นายกัณวีร์ สืบแสงนายกัณวีร์ สืบแสง

“ตอนแรกผมไม่อยากพูดว่าเป็นการทำงานด้านการเมือง เราจะหานักปฏิบัติการที่จะทำงานในพื้นที่จริงๆ ตามที่ผมเองก็เป็นนักปฏิบัติการ เพราะฉะนั้นเราจะหาตรงนี้มาก่อน ส่วนการตั้งพรรคการเมืองใหม่นั้นก็เป็นกระแสต่อไปก่อน ในอนาคตเราก็คงมาว่ากันอีกทีหนึ่ง ”นายกัณวีร์ กล่าว

ส่วนสส.พรรคก้าวไกลมีมติเอาตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้าน และมีกระแสขับหมออ๋อง นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาฯคนที่ 1 ออกจากพรรคค่อนข้างสูง ได้มีการพูดคุยมาที่พรรคเป็นธรรมหรือไม่ นายกัณวีร์ กล่าวว่า ยังไม่มีการพูดคุยอย่างเป็นทางการ ก็คงให้เกียรติกรรมการบริหารพรรคก้าวไกลว่ามีมติอย่างไร

“วันนี้ พรุ่งนี้ เร็วๆนี้ เราก็พร้อม ยังยืนยันคำเดิมว่า ประตูทุกบานยังเปิดให้คุณปดิพัทธ์ ที่จะมาเข้าร่วมงานกับพรรคเป็นธรรม”นายกัณวีร์ กล่าว

'กัณวีร์' เลขาธิการพรรคเป็นธรรม พร้อมอ้าแขนรับ ‘หมออ๋อง’ ร่วมงานพรรค

ส่วนตัวยินดี ที่นายปดิพัทธ์จะร่วมพรรค แต่จะถูกมองว่าเป็นพรรคสำรองหรือไม่นั้น ตนคิดว่าเราไม่ได้เป็นพรรคสำรอง แต่เป็นพรรคร่วมอุดมการณ์ทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่จะเอาประชาชนเป็นศูนย์กลาง และการที่ตนคิดว่าจะเปิดประตูทุกบานนี้จะทำให้ประชาธิปไตยเบ่งบาน การตรวจสอบถ่วงดุลรัฐบาลจะต้องมีพรรคร่วมฝ่ายค้านที่เป็นพรรคร่วมฝ่ายค้านเชิงรุกจริงๆ

‘หมออ๋อง’ รองประธานสภา แจงยิบ ดูงานสิงคโปร์ ใช้งบต่ำกว่าเป้า 5 แสน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559606

27 ก.ย. 2566

‘หมออ๋อง’ รองประธานสภา แจงยิบ ดูงานสิงคโปร์ ใช้งบต่ำกว่าเป้า 5 แสน

‘หมออ๋อง’ แจงยิบ งบดูงานสิงคโปร 9.1 แสนบาท ยอมรับมี 2 สส.ขอกลับก่อน ปัดร่วมงานคราฟเบียร์ เล็งเปิดสภาให้ ปชช.เป็นพยานพิจารณางบฯ-ซักฟอก พร้อมเตรียมเสนอประธานรัฐสภา ตั้ง คกก.พิจารณาข้อพิพาทก่อสร้างรัฐสภา

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร แถลงรายละเอียดการเดินทางไปศึกษาดูงานที่สาธารณรัฐสิงคโปร์ว่า ในการไปศึกษาดูงานครั้งนี้ ใช้งบประมาณไปราว 910,000 บาท จากที่มีการตั้งงบประมาณไว้ 1,490,000 บาท ซึ่งต่ำกว่างบประมาณที่ตั้งไว้ 500,000 บาท โดยงบรับรอง ได้ใช้ไป 61,000 บาท จากที่ตั้งไว้ 200,000 บาท 

ซึ่งการรับรองใช้ใน 2 กิจกรรมหลัก คือ การเลี้ยงรับรองนักศึกษาไทย และแรงงานไทยที่ได้เชิญมาหารือ และมื้อรับรอง สส.ฝ่ายค้านของสิงคโปร์ รวมถึงค่าทิปพนักงานขับรถ และค่าใช้จ่ายเล็ก ๆ น้อย ๆ

ส่วนผลการศึกษานั้น นายปดิพัทธ์ ระบุว่า ขณะนี้ อยู่ระหว่างการรวบรวมรายงาน โดยพบ 3 ประเด็นหลักจากการศึกษาดูงาน ได้แก่ การเตรียมความพร้อมด้านกฎหมาย เพื่อการพัฒนายานยนต์ไฟฟ้า ที่พบว่า ประเทศไทย จะต้องเตรียมโครงสร้างกฎหมายรองรับยานยนต์ไฟฟ้าให้เดินหน้าต่อไปได้ เช่น การกำหนดเบ้าชาร์จที่แต่ละรุ่นยังแตกต่างกัน และรูปแบบตัวถัง ที่จะต้องมีโครงสร้างกฎหมายรองรับให้ผู้ประกอบการต่างประเทศ สามารถมาลงทุนในประเทศไทยได้

โดยเมื่อรวบรวมรายงานเสร็จสิ้นแล้ว จะเสนอต่อพรรคการเมือง และรัฐบาลให้รับทราบต่อไป รวมถึงปัญหาของคนไทย ที่หลายคนทำงานที่สิงคโปร และไม่กลับประเทศไทย เพราะระบบภาพแวดล้อมทางเทคโนโลยีไม่พร้อม และมาตรการทางภาษีที่ไม่ดึงดูดให้บริษัทที่มีศักยภาพเข้ามาลงทุนในประเทศไทยได้ และการเปิดเผยข้อมูลที่ประเทศไทยมีไม่เพียงพอ ซึ่งจะมีการเสนอต่อกฤษฎีกา และกระทรวงที่เกี่ยวข้องพิจารณาต่อไป และแรงงานไทยในสิงคโปร์ ต้องการการสนับสนุน เพื่อให้มีทักษะภาษาอังกฤษให้ดีขึ้น สามารถเทียบเท่านานาชาติได้

นายปดิพัทธ์ ยังกล่าวถึงการดูงานการพัฒนาสภาให้ก้าวหน้า และโปร่งใสว่า สิงคโปร์ลงทุนกับประสิทธิภาพของรัฐสภาสูงมาก แม้มีขนาดเล็ก แต่สามารถตัดสินใจเรื่องสำคัญ ๆ ของประเทศได้อย่างรวดเร็ว โดยให้คุณภาพกับการประชุมสูง ใช้เวลาการประชุมเดือนละครั้ง ใช้เวลา 3-4 วัน ประชาชนสามารถเข้ามาติดตามการประชุมได้ทั้งวัน

ดังนั้น การอภิปรายงบประมาณ และการอภิปรายไม่ไว้วางใจของสภาผู้แทนราษฎรไทยครั้งนี้ ตนจะเสนอให้ประชาชนสามารถเข้ามาติดตามการประชุมได้ เหมือนที่สิงคโปร์ เพื่อให้ประชาชนเป็นพยานการตัดสินใจของ สส. รวมถึงการจผลักดันนโยบาย Open Paliment ได้ หากรัฐสภาไทย ยังไม่มีระบบ Colund First เพื่อรองรับข้อมูลต่าง ๆ ทั้งในอดีต และรองรับไว้สำหรับอนาคตได้อย่างไม่จำกัด ประชาชน สื่อมวลชน เจ้าหน้าที่ และ สส.สามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างทันท่วงที ซึ่งตนเองจะนำเสนอเรื่องดังกล่าวต่อคณะกรรมการ ICT ของรัฐสภา เพื่อให้สภาพิจารณาลงทุนให้มีความทันสมัยที่สุด

ส่วนคณะทำงานที่เดินทางร่วมคณะไปด้วยนั้น นายปดิพัทธ์ ยอมรับว่า มีทั้งผู้ที่เดินทางตามไป คือ นายวรภพ วิริยะโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ที่ติดเชื้อโควิดก่อนหน้านี้ และรอการกักตัวให้ครบเวลา จึงเดินทางตามไป ส่วน สส.ที่กลับก่อน 2 คน คือ นายณัฐพงศ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรยชื่อ พรรคก้าวไกล ที่ต้องกลับมาเตรียมงานที่เกี่ยวข้อง SMART Paliment และนายศรัยณ์ ทิมสุวรรณ สส.เลย พรรคเพื่อไทย ที่ติดภารกิจการประชุมวิปรัฐบาล แต่ทั้ง 2 ได้ดูงานตามความสนใจครบถ้วน ไม่ใช่การกลับโดยพลการ

นายปดิพัทธ์ ยังชี้แจงถึงภาพการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระหว่างการไปศึกษาดูงานว่า เป็นความเข้าใจผิด ไม่ใช่การไปเทศกาลคราฟเบียร์ แต่เป็นการไปเยี่ยมไซต์คนงานก่อสร้างไทยในคืนวันเสาร์ และได้พบแรงงาน ที่เป็นตัวแทนที่มาพูดคุยกัน และเชิญชวนไปดูหอพักที่แรงงานไทยใช้ชีวิต ซึ่งในคืนวันศุกร์ แรงงานไทย และต่างชาติจะพักผ่อน และตั้งวงรับประทานอาหาร และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งตนก็ดื่มตามวงต่าง ๆ จนเกิดภาพที่ปรากฎ พร้อมระบุว่า การชนกระป๋องเบียร์ตามวงต่าง ๆ แรงงานกล้าพูดคุย และแลกเปลี่ยนข้อมูลการเป็นอยู่กันมากขึ้น

นายปดิพัทธ์ ยังชี้แจงภายหลังการเรียกคณะกรรมการตรวจการจ้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ชี้แจงถึงความคืบหน้าการตรวจรับอาคารรัฐสภาว่า ยังมีความเห็นแย้งที่จะตรวจรับ เนื่องจาก การก่อสร้าง 6 จุด ยังไม่ตรงตามแบบที่ได้ตกลงกันไว้ ซึ่งคณะกรรมการฯ เสียงข้างน้อย ได้ทำความเห็นแย้งส่งเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ซึ่งตามระเบียบการจ้าง เมื่อมีความเห็นแย้งแล้วให้อำนาจเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในการชี้ขาดว่าจะดำเนินการอย่างไร แต่เลขาธิการฯ จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายนนี้ ดังนั้น จึงต้องขึ้นอยู่กับเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรคนใหม่ว่า จะดำเนินการอย่างไรจะชี้ขาดก่อน หรือรอเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรคนใหม่มาพิจารณา และเชื่อเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จะตัดสินใจอย่างรอบคอบที่สุด

ส่วนขั้นตอนหลังจากนี้ที่ตนเองจะดำเนินการ หลังมีความเห็นแย้งเกิดขึ้น และมีการฟ้องร้องบริษัทผู้รับจ้างต่อสภากว่า 1,000 ล้านบาท ที่กล่าวหารัฐสภา ทำให้การก่อสร้างของผู้รับเหมาไม่แล้วเสร็จตามกำหนด ซึ่งฝ่ายกฎหมายของสภา จะไปต่อสู้คดีต่อไป เช่นเดียวกับค่าปรับที่มี 2 ช่วงเวลาในช่วงโควิด-19 ที่ทำให้การก่อสร้างล่าช้า ซึ่งคณะกรรมการพิจารณาแล้ว มีมติให้งดเว้นค่าเรียกเก็บค่าปรับ 857 วัน อีก 150 กว่าวันนั้น เป็นมติ ครม. ตั้งแต่ปี 2559 ที่มีการปรับค่าแรงขั้นต่ำได้ จึงทำให้ค่าปรับวันละ 12 ล้านบาทจำนวน 990 วันเป็นศูนย์ 

ดังนั้น จึงจะมีการตั้งคณะกรรมาร ขึ้นมาเพื่อพิจารณาการแก้ไขสัญญาในอดีต ได้ทำไปโดยรอบคอบ มีความชอบธรรมหรือไม่ โดยตนเอง จะเสนอประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานรัฐสภา แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาต่อไป ซึ่งจะมีองค์ประกอบจากทั้ง สส. และ สว. เพื่อยุติข้อพิพาททั้งหมด

‘ธนาธร’ ชนะคดี ‘กรมที่ดิน’ เพิกถอนสิทธิทำกินโดยมิชอบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559604

27 ก.ย. 2566

'ธนาธร' ชนะคดี 'กรมที่ดิน' เพิกถอนสิทธิทำกินโดยมิชอบ

ศาลปกครองกลางสั่ง ‘กรมที่ดิน’ จ่ายค่าเสียหาย ‘ธนาธร’ จึงรุ่งเรืองกิจ เกือบ 5 ล้านบาทพร้อมดอกเบี้ย เพิกถอนสิทธิทำกินโดยมิชอบ

ศาลปกครองกลาง พิพากษาให้กรมที่ดินชดใช้ค่าเสียหาย ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า 4.9 ล้านบาทเศษ พร้อมดอกเบี้ย  ในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามความในมาตรา 7วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จ

คดีนี้เกิดจากนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้าฟ้องเพิกถอนคำสั่งอธิบดีกรมที่ดินที่เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในพื้นที่จังหวัดราชบุรี และเรียกค่าเสียหาย จากการถูกเพิกถอนหนัวงสือรับรองการทำประโยชน์ ( คดีหมายเลขดำที่2218/2565 คดีหมายเลขแดงที่ 1839/2566

คดีนี้ผู้ฟ้องคดี ฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของที่ดิน ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3ก.) เลขที่158และเลขที่ 159 ต.ด่านทับตะโก อ.จอมบึงจ.ราชบุรี เนื้อที่ 43 ไร่ 3 งานและเนื้อที่ 39ไร่ 67 ตาราวาง ได้รับความเดือดร้อนจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 (อธิบดีกรมที่ดิน)

มีคำสั่งที่ 747/2565 ลงวันที่ 29 มีนาคม 2565 ใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 61 เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ผู้ฟ้องคดีไม่เห็นด้วย และถูกยกอุทธรณ์โดยปลัดกระทรวงมหาดไทย  จึงนำคดีมาฟ้องศาลปกครอง

ศาลพิพากษาว่าเมื่อนายอำเภอจอมบึง ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่สังกัดกระทรวงหมาดไทย ไม่ได้ใช้ความระมัดระวัง ความรู้ความชำนาญและความละเอียดรอบคอบในการตรวจสอบสภาพและที่ตั้งของที่ดินว่าเป็นที่ดินที่ต้องห้ามออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ตามกฎหมายหรือไม่

ซึ่งตามวิสัยและพฤติการณ์ของเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ตามประมวลกฎหมายที่ดินอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้เพียงพอไม่ จึงเป็นการกระทำละเมดิต่อผู้ฟ้องคดตีามมาตรา 420แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แต่เมื่อปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายที่ดิน จึงต้องไม่รับผิดชดใช้ค่าเสีย

แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (กรมที่ดิน) ต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดอันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของนายอำเภอจอมบึง พิพากษาให้ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 4912311.21 บาท พร้อมดอกเบี้ย ร้อยละ3ต่อปี หรือ อัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา

ซึ่งออกตามความในมาตรา 7วรรค 2 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งลพาณิชย์ บวกด้วยอัตราดอกเบี้ยเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปีเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ไม่เกินร้อยละ 5 ต่อไป ตามคำขอของผู้ฟ้องคดี ทั้งนี้ภายใน 60 วันนับแต่วันที่  คดีถึงที่สุด  คืนค่าธรรมเนียมศาลแต่บางส่วนตามส่วนของการชนะคดีแก่ผู้ฟ้องคดียกฟ้องผู้ถูฟ้องคดีที่ี1 ที่ 3 และที่ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

ปานปรีย์ เผย ‘นายกฯ’ บินกัมพูชา ยกปมปัญหา ชายแดน-คอลเซ็นเตอร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559601

27 ก.ย. 2566

ปานปรีย์ เผย ‘นายกฯ’ บินกัมพูชา ยกปมปัญหา ชายแดน-คอลเซ็นเตอร์

ปานปรีย์ เผย ‘นายกฯ’ บินกัมพูชา ยกปมปัญหาชายแดน – คอลเซ็นเตอร์ หารือ 3 ปัญหา ชี้เรื่องพื้นที่ทับซ้อนยังไม่อยู่ในวาระพูดคุย ระบุ ยังไม่มีเรื่อง สิทธิมนุษยชนคนไทยศูนย์หายขึ้นมาหารือ

นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงการเดินทางเยือนราชอาณาจักรกัมพูชา ของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในวันที่ 28 กันยายนนี้ จะดูเรื่องปัญหาแนวชายแดน ปัญหาคอลเซ็นเตอร์ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ 

นายปานปรีย์ พหิทธานุกรนายปานปรีย์ พหิทธานุกร

นอกจากนั้น จะเป็นเรื่องการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งมีความใกล้ชิดกันมาก

ส่วนจะมีการเจรจาเรื่องปัญหาพื้นที่ทับซ้อนทางแนวชายแดน ด้วยหรือไม่ นายปานปรีย์ กล่าวว่า ยังไม่ทราบว่าทางกัมพูชา จะหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาหรือไม่ แต่ทางฝั่งไทยยังไม่มี ส่วนพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลกับกัมพูชา เป็นเรื่องที่มีการพูดคุยกันมาหลายสิบปี แต่การไปหารือครั้งนี้ยังไม่ได้หยิบยกขึ้นมา ซึ่งประเด็นพื้นที่ทับซ้อนเราต้องเข้าไปดู แต่ขณะนี้ยังไม่ได้เป็นปัญหาอะไร

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะใช้โอกาสนี้หารือเรื่องสิทธิมนุษยชนบุคคลกรณีคนไทยที่หายตัวในกัมพูชา นายปานปรีย์ กล่าวว่า ยังไม่เห็นมีข้อมูลเรื่องนี้มาที่ตน ถ้ามีเราจะต้องหยิบยกมาพูดคุย

ปานปรีย์ เผย ‘นายกฯ’ บินกัมพูชา ยกปมปัญหา ชายแดน-คอลเซ็นเตอร์

เมื่อถามย้ำว่า พี่สาวของนายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ที่หายตัวไปในกัมพูชา เรียกร้องให้รัฐบาลช่วยติดตามเรื่องนี้ นายปานปรีย์ กล่าวว่า ยังไม่ได้มีข้อมูลเข้ามา ถ้ามีเราก็จะดำเนินการ

ปานปรีย์ เผย ‘นายกฯ’ บินกัมพูชา ยกปมปัญหา ชายแดน-คอลเซ็นเตอร์

เตือน ‘นายกเศรษฐา’ อย่าเสี่ยงตั้ง ‘ผบ.ตร.’ ข้ามอาวุโส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559599

27 ก.ย. 2566

เตือน 'นายกเศรษฐา' อย่าเสี่ยงตั้ง 'ผบ.ตร.' ข้ามอาวุโส

อย่าเสี่ยงตั้ง ‘ผบ.ตร.’ ข้ามอาวุโส นักวิชาการเตือน ‘นายกเศรษฐา’ อาจถูกร้องเรียนเหมือนยิ่งลักษณ์ เพราะไม่มีอำนาจพิเศษเหมือน คสช.

วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
โพสเฟซบุ๊ก เตือน เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี หากแต่งตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่ ไม่ใช่ พล.ต.อ. รอย อิงคไพโรจน์ นายกเศรษฐา อาจสุ่มเสี่ยงถูกร้องเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายที่ขัดกับหลักคุณธรรม เหมือนในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์
ก็เป็นได้ เพราะระบบคุณธรรมของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติก็มี

แต่ที่ผ่านมาก็เคยเห็น รอง ผบ.ตร. ที่มีอาวุโสน้อยสุด ขึ้นเป็น ผบ.ตร. สำเร็จมาแล้ว ไม่ว่าคุณสมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง และคุณจักรทิพย์ ชัยจินดา ซึ่งทั้งสอง มีอาวุโสที่น้อยมากแต่ผงาดขึ้น ผบ.ตร. จะด้วยอำนาจพิเศษของรัฐบาล คสช. ที่เอื้อเฟื้อให้ใช้อำนาจทำอย่างนั้นได้  

แต่สมัยนั้น มีการเยียวยาให้กับบุคคลที่พลาดหวังให้ไปตำแหน่งในระดับทดแทนได้ อย่างคุณเอก อังสนานนท์ รอง.ผบ.ตร. อาวุโส อันดับ 1 ไปเป็นปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อให้คุณจักรทิพย์ ขึ้น ผบ.ตร. ได้เพื่อไม่ให้ดูน่าเกลียด

แต่รอบนี้ นายกเศรษฐา อาจเจองานหิน ถ้ารอง ผบ.ตร. ไม่ยอมขยับไปรับตำแหน่งอื่น ในกรณี ที่คุณเศรษฐา มีตัวเลือกอื่น ที่ไม่ใช่คุณรอย มีคำถามว่า นายกฯจะทำอย่างไร ตั้งรักษาการไปก่อน หรือเลื่อนวาระการประชุม ผบ.ตร.ออกไปก่อน

กรณีของ บิ๊กโจ๊ก ชัดเจนว่า ถ้าคนอันดับ 1 คือพล.ต.อ.รอยได้ขึ้น ผบ.ตร.คนใหม่ก็ไม่รังเกียจ เพราะมีความอาวุโสและชอบธรรมสูง เกษียณ ปี 67 รอได้ เพราะตัวเอง เกษียณปี 74แต่ ถ้าผิดไปจากนี้ นายกฯ เศรษฐา เหนื่อยแน่ อาจโดนร้องเรียนเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายที่ไม่เป็นธรรม จากรอง.ผบ.ตร. ที่มีอาวุโสอันดับ1 และ 2 ป.ล. เชื่อว่าบ่ายนี้ยังตั้ง ผบ.ตร. คนใหม่ ไม่ได้

สาระสำคัญ หลักเกณฑ์การแต่งตั้ง ผบ.ตร. ตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ 2565 ม.77,78

1.ให้นายกรัฐมนตรี คัดเลือกรายชื่อฯตามมาตรา 77 (1) 
2.ครองยศพลตำรวจเอกตำแหน่งจเรฯหรือรอง ผบ.ตร.
3.คำนึงถึงอาวุโสและความรู้ ความสามารถประกอบกัน
4.มีประสบการณ์ในงานสืบสวนฯหรือป้องกัน ปราบปราม
5.เสนอ ก.ตร. เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อน 
6.นายกรัฐมนตรีนำความกราบบังคมทูลฯ 

ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ วุ่น ศรีสุวรรณ ร้อง ‘ป.ป.ช.’ ปม เศรษฐา นำคนนอกร่วมคณะ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559597

27 ก.ย. 2566

ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ วุ่น  ศรีสุวรรณ ร้อง 'ป.ป.ช.'  ปม เศรษฐา นำคนนอกร่วมคณะ

ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ศรีสุวรรณ จรรยา ยื่นเรื่อง ” ป.ป.ช.” ชนวน เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เดินทางไปประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ที่สหรัฐอเมริกา โดยมีผู้ร่วมคณะซึ่งถือว่าเป็นบุคคลนอกร่วมเดินทางไปด้วย ชี้เข้าข่ายทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่และถือเป็นการฝ่าฝืนจริยธรรม

ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) สนามบินน้ำ ถ.นนทบุรี ต.ท่าทราย อ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี     นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้ยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช.เพื่อขอให้ไต่สวนและวินิจฉัย กรณี  นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและคณะ เดินทางไปเข้าร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 78 (UNGA 78) ระหว่างวันที่ 19 – 23 ก.ย.   ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา  ด้วยเครื่องบินเช่าเหมาลำของสายการบินไทย TG 8832 โดยใช้งบประมาณกว่า 30 ล้านบาท มีการพาบุตรสาว และคนนอกที่ไม่ใช่ข้าราชการ  เดินทางรวมคณะไปด้วย   เป็นการทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่และถือเป็นการฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง

 ทั้งนี้สืบเนื่องจากการเดินทางด้วยเครื่องบินเช่าเหมาลำดังกล่าว มีชื่อบุคคลที่ร่วมเดินทางกับนายกรัฐมนตรีที่ไม่ใช่ข้าราชการ และไม่เป็นข้าราชการการเมืองไปด้วย   ทั้ง นักธุรกิจ   บุตรสาวนายกรัฐมนตรี รวมทั้งนำผู้สื่อข่าวที่เป็นเอกชนที่มิใช่ผู้สื่อข่าวของทางราชการร่วมขบวนไปด้วย อาจถือได้ว่าเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ซึ่งต้องห้ามตาม ม.186 ประกอบ ม.184 ของรัฐธรรมนูญ 2560   กรณีดังกล่าว แม้รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายบริหาร สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ออกมาชี้แจงเรื่องที่เกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์ว่าในส่วนของลูกสาวนายกเศรษฐา เป็นการออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางเองทั้งหมด

สังคมยังสงสัยว่า เครื่องบินเช่าเหมาลำของทางราชการ  ไม่ใช่เครื่องบินส่วนตัว   มีการเก็บเงินคนนอกได้ด้วยหรือ ใครเป็นคนอนุมัติ แล้วออกใบเสร็จในนามใคร แล้วการลงบัญชีงบดุลจะต้องแสดงในส่วนใด และเป็นไปตามพระราชกฤษฎีกา ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 8 พ.ศ.2553)อย่างไร   กรณีนี้มีผู้ท้วงติงก่อนเดินทางแล้ว  

ดังนั้นเมื่อนายกฯและคณะกลับมา ก็ถือว่าความผิดสำเร็จแล้ว และเรื่องทำนองนี้ ป.ป.ช.เคยมีคำวินิจฉัยไว้แล้ว  ไม่ต่างอะไรกับนำรถราชการไปใช้ในภารกิจที่ไม่ใช่ราชการ ซึ่งก็มีบทลงโทษมามากต่อมากแล้ว        ด้วยเหตุดังกล่าว องค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานและนำความมายื่นร้องให้ ป.ป.ช.ดำเนินการไต่สวน และวินิจฉัยเอาผิดนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าคณะ และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจดังกล่าว  ฐานทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการโดยมิชอบและฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง 

ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ วุ่น  ศรีสุวรรณ ร้อง 'ป.ป.ช.'  ปม เศรษฐา นำคนนอกร่วมคณะ

ศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน  ยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช.เพื่อขอให้ไต่สวนและวินิจฉัย กรณี ยเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและคณะ เดินทางไปเข้าร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ  โดยมีบุคคลภายนอกร่วมเดินทางไปด้วย 

.

ภาพประกอบจาก THAI GOVT 

‘โพลสวนดุสิต’ อยากให้รัฐบาลเร่งลดภาระ ‘ค่าครองชีพ’ ก่อน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559587

27 ก.ย. 2566

'โพลสวนดุสิต' อยากให้รัฐบาลเร่งลดภาระ 'ค่าครองชีพ' ก่อน

ผลสำรวจ ‘สวนดุสิตโพล’ ชี้ว่า ประชุาชนต้องการให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหา ‘ค่าครองชีพ’ เกินครึ่งต้องการให้ปรับขึ้นค่าแรง และเงินเดือน

สวนดุสิตโพลชี้ประชาชนอยากให้เร่งดำเนินการเกี่ยวกับการลดค่าครองชีพ ขึ้นค่าแรง ขึ้นเงินเดือน ก้ปัญหาหนี้สิน เนื่องจากเกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนโดยตรง จึงเป็นความท้าทายของรัฐบาลที่ต้องสร้างผลงานให้ตรงกับความต้องการโดยเร็วเนื่องจากเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของรัฐบาลในระยะยาว

สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง 5 นโยบายเร่งด่วนรัฐบาลเศรษฐากลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,358 คน สำรวจระหว่างวันที่ 18-25 กันยายน 2566 พบว่า นโยบายที่ควรดำเนินการเร่งด่วนที่สุด คือ นโยบายการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน (ค่าน้ำมัน ค่าก๊าซหุงต้ม ค่าไฟฟ้า) ร้อยละ 86.00รองลงมา คือ นโยบายการแก้ปัญหาหนี้สินภาคการเกษตร ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน ร้อยละ 72.69

โดยนโยบายที่คาดว่าน่าจะทำได้สำเร็จมากที่สุด คือ นโยบายเงินดิจิทัล 10,000 บาท ร้อยละ 63.68 รองลงมาคือ นโยบายการลดค่าใช้จ่าย ด้านพลังงาน ร้อยละ 62.46 โดยสิ่งที่ประชาชนอยากให้เร่งดำเนินการเพิ่มเติมมากที่สุด คือ การขึ้นเงินเดือน ขึ้นค่าแรงร้อยละ 52.03

รองลงมาคือการปราบปรามการทุจริต การรับสินบน ร้อยละ 47.38รัฐบาลเร่งเดินหน้าทำงานแก้ปัญหาเก่าและสร้างผลงานใหม่อย่างต่อเนื่อง ทั้งการลดราคาน้ำมันและค่าไฟ เงินดิจิทัล ผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ กัญชา (ไม่) เสรี ฟรีวีซ่านักท่องเที่ยวจีนและคาซัคสถาน

ผลสำรวจความคาดหวังรัฐบาลเศรษฐา จากสวนดุสิตโพลผลสำรวจความคาดหวังรัฐบาลเศรษฐา จากสวนดุสิตโพล

นโยบายเร่งด่วนทั้ง 5 นโยบาย คือ ชุดแนวทางหนึ่งที่จะนำมาใช้ในการบริหารงานของคณะรัฐบาล โดยชูประเด็น ว่ารัฐบาลชุดนี้จะมุ่งเน้นในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจ ซึ่งอาจเรียกได้ว่า เป็นนโยบายที่เป็น ความหวัง ของประชาชนที่จะได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วนและสามารถฟื้นฟูเยียวยาความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้นได้

นอกจากนั้น ยังมีนโยบายที่เสมือนเป็น พันธสัญญา จากการหาเสียงของพรรครัฐบาลที่ได้ให้ไว้กับประชาชนอีกด้วย อย่างไรก็ตาม นโยบายที่ดีที่สุด คือ นโยบายที่เกิดขึ้นได้จริง ดังนั้น รัฐบาลย่อมมีภาระผูกพันในการที่จะต้องผลักดันให้ นโยบายทั้ง 5 นี้ออกมาเป็นแผนงานและโครงการอย่างเป็นรูปธรรมภายใต้กระบวนการนโยบายที่โปร่งใสตามหลักธรรมา ภิบาล

ทั้งนี้ หากดำเนินการนโยบายเหล่านี้ได้สำเร็จก็จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในการบริหารงานของรัฐบาลและส่งผล ต่อเสถียรภาพของรัฐบาลในท้ายที่สุด

‘อุ๊งอิ๊ง’ กำลังใจล้น ประชุมร่วม ‘เศรษฐา ทวีสิน’ ภาพอนาคตชัดเจน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559578

27 ก.ย. 2566

'อุ๊งอิ๊ง' กำลังใจล้น ประชุมร่วม 'เศรษฐา ทวีสิน' ภาพอนาคตชัดเจน

‘เศรษฐา ทวีสิน’ นายกรัฐมนตรี ร่วมประชุมพรรคเพื่อไทยวานนี้ จุดประกายความหวัง ‘อุ๊งอิ๊ง’ มองเห็นอนาคต ยกระดับชีวิตประชาชน

อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร ชินวัตร ว่าที่หัวหน้าพรรคเพื่อไทย โพสเฟซบุ๊กเช้าวันนี้ ระบุว่าได้กำลังใจเต็มเปี่ยมจากการประชุมพรรค เมื่อวานนี้ กับ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และบุคลากรพรรคเพื่อไทย เพื่อร่วมอัปเดตความคืบหน้าต่างๆ หลังจากรัฐบาลเริ่มดำเนินงานอย่างเป็นทางการได้ประมาณสองสัปดาห์แล้ว

แพทองธาร ชินวัตร ร่วมประชุมพรรคเพื่อไทยแพทองธาร ชินวัตร ร่วมประชุมพรรคเพื่อไทยขอบคุณภาพจากเพจ Ing Shinawatra 

อุ๊งอิ๊งบอกว่า เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ยังเอเนอร์จี้เต็มเปี่ยมเช่นเคย และย้ำกับทีมงานพรรคเพื่อไทยทุกคนว่า เราจะต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อให้ทุกนโยบายประสบความสำเร็จอย่างที่เราตั้งใจไว้ นอกจากนี้ท่านจะลงพื้นที่เพื่อพบปะพี่น้องประชาชนเพิ่มเติมด้วย ส่วนอิ๊งค์เองก็ได้ประกาศให้คำมั่นกับพรรคว่า อิ๊งค์จะทุ่มเทให้พรรคอย่างเต็มที่เช่นกัน

ทำให้สัมผัสได้ถึงขวัญและกำลังใจของบุคลากรในพรรคที่พร้อมจะเดินหน้าปฏิบัติภารกิจเพื่อประเทศชาติต่อไป ทำให้มีกำลังใจจะเดินหน้าต่อด้วย เราจะตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน อันเป็นเป้าหมายสูงสุดของพรรคเพื่อไทยเสมอมา