เปิดภาพ ‘เศรษฐา’ กับท่านั่ง บนชั้น Business Class การบินไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558931

19 ก.ย. 2566

เปิดภาพ 'เศรษฐา' กับท่านั่ง บนชั้น Business Class การบินไทย

ส่อง นายกฯ ‘เศรษฐา’ นั่งชั้น Business Class บินประชุม สมัชชาสหประชาชาติ บอก เป็น นายกฯ ก็ไม่ได้เลือกสิ่งที่สบายที่สุดให้ตัวเอง

ผู้สื่อข่าวรายงานภารกิจ “เศรษฐา ทวีสิน” นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมคณะ เดินทางเข้าร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติครั้งที่ 78 UNGA78 ที่นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเดินทางด้วยสายการบินไทย เที่ยวบินพิเศษ TG 8832 ออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิ ไปยังสนามบินฮาเนดะ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เพื่อเติมน้ำมัน ก่อนเดินทางต่อไปยังสนามบินจอห์นเอฟเคเนดี้ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา รวมเวลาเดินทางประมาณ 20 ชม.

นายกฯ เศรษฐา เดินทางประชุมสมัชชาสหประชาชาติครั้งที่ 78นายกฯ เศรษฐา เดินทางประชุมสมัชชาสหประชาชาติครั้งที่ 78

การเดินทางครั้งนี้ นายกรัฐมนตรี “เศรษฐา” นั่งในชั้น Business Class ร่วมกับคณะ ที่มีนายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมข้าราชการระดับสูง ไม่ได้นั่งในชั้น First Class อย่างที่ถูกกล่าวหา เนื่องจากเครื่องบินเช่าเหมาลำ ไม่ได้มีชั้น First Class มีแต่ชั้น Business Class ที่ต้องนั่งรวมกัน

คณะรัฐมนตรีคณะรัฐมนตรี

“นั่งรวมกับทุกคนครับในชั้น Business Class ไม่จำเป็นต้องนั่งแยกกัน เอาที่ต้นทุนมีประสิทธิภาพที่สุด อะไรที่ช่วยกันได้ก็ช่วยกันครับ ก็สบายๆครับ”

นายเศรษฐา กล่าวย้ำว่า การตัดสินใจเช่าเหมาลำของการบินไทย ราคาถูกกว่าส่วนราชการ มีการเปรียบเทียบราคาโปร่งใส อย่างที่ได้ชี้แจงมาแต่ตั้น และการมาเครื่องของการบินไทย นายกรัฐมนตรีก็ต้องนั่งแค่ชั้น Business เหมือนข้าราชการระดับสูง

    นายกฯ เศรษฐา บนเครื่องบินนายกฯ เศรษฐา บนเครื่องบิน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเดินทางของ นายกฯ เศรษฐา นั่งเก้าอี้คู่ กับ พญ.พักตร์พิไล ทวีสิน ภริยา และพบว่า นายกฯเศรษฐา ต้องเหยียดขาจนสุด เพราะขายาว และเป็นคนสูง โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า สบายๆ ครับ ไม่อยากให้คิดว่าเป็นนายกรัฐมนตรีแล้วต้องเลือกสิ่งที่สบายที่สุดให้ตัวเอง แต่อยากให้คิดว่าใช้งบประมาณอย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพที่สุด

ทั้งนี้ หากเป็นที่นั่ง First Class จะมีที่นั่งเดี่ยว เก้าอี้สามารถปรับนอนได้ มีโต๊ะทานอาหาร และโต๊ะทำงาน รวมถึงห้องน้ำส่วนตัว แต่เมื่อนั่งชั้น Business Class เก้าอี้เอนนอนได้ แต่ไม่สามารถเอนแบบเตียงนอนได้ รวมถึงไม่มีโต๊ะทำงานแยก จึงเห็นนายกฯเศรษฐา นั่งอ่านเอกสาร เตรียมการเข้าร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ UNGA ที่เก้าอี้ที่นั่ง

นายกฯเศรษฐานายกฯเศรษฐา

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ ทางสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงแล้วว่า ตามระเบียบสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี การเช่าเครื่องบิน ใช้ระบบ Ebidding ประกวดราคาแบบเปิดเผย สามารถตรวจสอบในเว็บไซต์ได้ ซึ่งพบว่า ราคาเช่าเหมาลำการบินไทย ถูกกว่าเช่าเหมาลำของกองทัพอากาศ อีกทั้ง เครื่องบินกองทัพอากาศอยู่ระหว่างการซ่อมบำรุง มีที่นั่งชำรุดหลายที่นั่ง ทำให้ไม่มีความพร้อมในการเดินทางด้วย

เปิดเอกสาร ‘หมออ๋อง’ งบดูงาน 1.3 ล้าน บินหรู อยู่สบาย ผลาญจริงหรือ?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558813

19 ก.ย. 2566

เปิดเอกสาร 'หมออ๋อง' งบดูงาน 1.3 ล้าน บินหรู อยู่สบาย ผลาญจริงหรือ?

สรุปประเด็นดราม่า ‘หมออ๋อง’ รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 บินหรู อยู่สบาย ‘งบดูงาน’ 1.3 ล้าน นอนห้องหลักหมื่น ผลาญจริงหรือ?

ดังไม่แผ่วมาอย่างต่อเนื่อง สำหรับ “หมออ๋อง” ปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 จากพรรคก้าวไกล ที่เจอ ดราม่าล่าสุดกับประเด็น “งบดูงาน” พา สส.ก้าวไกล และ เพื่อไทย พร้อมคณะ รวม 12 ชีวิต เหินฟ้าไปดูงานที่สิงคโปร์ บินหรู อยู่สบาย ด้วยงบประมาณ 1.3 ล้านบาท แถมค่าที่พัก 12,500 บาท/คืน จนถูกตั้งคำถาม ว่าเหมาะสมหรือไม่ และ #หมออ๋อง #ภาษีกู ก็ขึ้นเทรน X (ทวิตเตอร์) ทันที

หมออ๋อง ปดิพัทธ์ สันติภาดา หมออ๋อง ปดิพัทธ์ สันติภาดา

1. บนโลกโซเชียล  #ภาษีกู #หมออ๋อง ขึ้นเทรน X หลังชาวเน็ตร่วมตรวจสอบ “หมออ๋อง” เบิกงบประมาณ 1.3 ล้านบาท พา สส.บินไปดูงานที่ประเทศสิงคโปร์ เป็นการผลาญงบก่อนปิดรอบปีงบประมาณ ทั้งที่ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน

2. ต่อมา นาย พงศ์พล ยอดเมืองเจริญ รองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) โพสต์ข้อความ ตั้งคำถาม การเบิกจ่าย “งบดูงาน” ที่ประเทศสิงคโปร์ ของ “หมออ๋อง” ระบุว่า “หรูหราภาษีหลวง ..ท่านรองจองที่พัก 12,500 บาทต่อคืน” โดยนายพงศ์พล ยกเอกสารการเบิกจ่ายงบ ที่ส่งสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนฯ วันที่ 11 กย. 2566 ปรากฎการเบิกงบทั้งสิ้น 1.3 ล้านบาท เพื่อให้รองประธานสภา และ สส. 6 คน ไปดูงานสิงคโปร์ ในเรื่องที่ไม่มีวาระเร่งด่วนอย่างใด เช่น ดูระบบสารสนเทศน์ ส่องระบบแรงงาน ชมสิ่งแวดล้อมสิงคโปร์ เอาง่ายๆ ก็คือไปเที่ยว

              https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Florypongpol%2Fposts%2Fpfbid02r1jzYi4MKMtuBdN1SieZQ4ECWah1kHaovyaduKz4zMzsC5VtsRyX3VCBxRUMoqr2l&show_text=true&width=500

3. นายพงศ์พล จับจุดสำคัญที่ผิดสังเกต และเพิกเฉยไม่ได้คือ ค่าใช้จ่ายเกินจริงของทริป เช่น ที่พักหรู 4 คืน คืนละ 1.25 หมื่นบาท รวมเป็น 5 หมื่นบาทต่อคน ทั้งๆ ที่โรงแรมคืนละ 2-4พัน ก็อยู่ได้สบายใจกลางเมืองสิงคโปร์ พงศพล ระบุว่า เงินจำนวนนี้คนไทยทั่วไปไม่มีฐานะ เค้าสามารถเช่าที่ซุกหัวนอนได้ทั้งปี

ตั๋วเครื่องบินหรู 51,250 บาท ต่อคน ทั้งที่บินไปใกล้ๆ แค่สิงคโปร์ ราคาตั๋วธรรมดาทั่วไปอยู่ที่ 4 พัน (คนทั่วไปสามารถบินไปกลับ ได้เป็น 10 รอบ) นี่คือความเท่าเทียมแบบไหน ..พูลวิลล่า ปาร์ตี้ จิบไวน์พรีเมี่ยมบนเครื่องบิน วิวดีที่เซ็นโตซ่า แถมท้ายว่า “พวกคุณนอนหลับสบายดีมั้ย ..บนภาระภาษีพี่น้องคนไทย?”

ขอบคุณโพสต์จาก ลอรี่ - พงศ์พล ยอดเมืองเจริญขอบคุณโพสต์จาก ลอรี่ – พงศ์พล ยอดเมืองเจริญ

4. ฟากฝั่งของ “หมออ๋อง” ก็ให้สัมภาษณ์ผ่านกรรมกรข่าว ชี้แจงทันทีว่า การไปดูงานที่สิงคโปร์ เป็นการไปดูงานในนามกรรมการขับเคลื่อนสภาโปร่งใส, เบิกงบตามระเบียบกระทรวงการคลัง ต้องเต็มเพดานไว้ก่อน ใช้จริง และ เหลือได้, การนั่งเครื่องบินชั้น บิสสเนสคลาส หรือ นอนโรงแรมห้องเดี่ยว คือระเบียบกระทรวงการคลัง ในการรับรอง สส. รัฐมนตรี ประธานสภาฯ หรือ ผบ.เหล่าทัพ แต่ค่าห้องพัก ให้นโยบายไปว่า เอาที่ถูกที่สุด 7-8 พัน ไม่ถึง 1.25 หมื่น/ห้อง จนได้โรงแรมที่เหมาะสม แต่เอกสารการเบิก เป็นการเบิกเต็มที่ตามสิทธิที่อยู่ในระเบียบของกระทรวงการคลัง

ทั้งนี้ จากประเด็นดราม่า “งบดูงาน” เริ่มจาก “หมออ๋อง” ปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาฯ คนที่ 1 และคณะรวม 12 คน มีกำหนดการเดินทางเยือนสิงคโปร์ วันที่ 21-25 ก.ย. 2566 เพื่อศึกษาดูงานด้านระบบสารสนเทศการประชุม การบริหารจัดการแรงงานของคนไทย และการจัดการทางด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยประธานสภาฯ ได้อนุมัติการเดินทาง และเลขาธิการสภาฯ ได้อนุมัติงบประมาณ 1,379,250 บาท คณะผู้ร่วมเดินทาง 12 คน มี 7 คน ที่เป็น สส. โดยเป็น สส.ก้าวไกล 6 คน และ เพื่อไทย 1 คน

  1. นายปดิพัทธ์  รองประธานสภาฯ คนที่ 1 ในฐานะหัวหน้าคณะ
  2. นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
  3. นายวรภพ วิริยะโรจน์
  4. นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร
  5. น.ส.พิมพ์พิชชา ชัยศุภกิจเจริญ
  6. น.ส.ทิสรัตน์ เลาหพล
  7. นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ สส.เลย พรรคเพื่อไทย

ส่วน 4 คน และนายไกลก้อง ไวทยการ อดีตนายทะเบียน และผู้ก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ ที่อยู่ระหว่างการตัดสิทธิทางการเมือง ซึ่งระบุว่าเป็นผู้ติดตามของนายปดิพัทธ์ และออกค่าใช้จ่ายเอง

เอกสารงบดูงานต่างประเทศเอกสารงบดูงานต่างประเทศ

สำหรับงบประมาณ 1,379,250 บาท แบ่งเป็น

  • ค่าบัตรโดยสารเครื่องบินสายการบินไทย ไป-กลับ กรุงเทพฯ-สิงคโปร์ 438,750 บาท
  • ค่าเบี้ยเลี้ยง 120,400 บาท
  • ค่าเช่าที่พัก 425,000 บาท
  • ค่ารับรอง 200,000 บาท
  • ค่าของที่ระลึก 30,000 บาท
  • ค่าเช่าพาหนะในต่างประเทศ 150,000 บาท
  • ค่าธรรมเนียมจัดทำหนังสือเดินทางราชการ 11,000 บาท
  • ค่ายานพหนะขนสัมภาระเดินทางไป-กลับท่าอาศยาน 4,000 บาท

โดยงบประมาณที่เบิกจ่ายสำหรับ สส. อยู่ที่คนละ 114,650 บาท ทั้งหมดจึงเป็นที่มา ให้เกิดประเด็นดราม่า #หมออ๋อง #ภาษีกู ถูกตั้งคำถามผลาญจบจริงหรือไม่

17 ปี ‘รัฐประหาร’ หวัง ‘รัฐบาลข้ามขั้ว’ ชดใช้ประชาชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558909

19 ก.ย. 2566

17 ปี 'รัฐประหาร' หวัง 'รัฐบาลข้ามขั้ว' ชดใช้ประชาชน

17 ปี ‘รัฐประหาร’ ผู้ร่วมเหตุการณ์ ฝาก ‘รัฐบาลข้ามขั้ว’ พิสูจน์ตัวเองว่าทำเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพื่อพวกพ้อง

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย กล่าวถึงการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 หรือ 17 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันที่ พลเอกสนธิบุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น ตัดสินใจยึดอำนาจทำรัฐประหาร รัฐบาลไทยรักไทย ขณะนายกทักษิณกำลังเข้าร่วมการประชุมสหประชาชาติหรือ UN ที่สหรัฐอเมริกา ว่า

ได้ทราบว่าจะมีการรัฐประหารเมื่อคืนวันที่ 18 กันยายน เวลาประมาณ 03.00น.ของประเทศไทย จากผู้ใหญ่ที่เชื่อถือได้คนหนึ่งซึ่งได้โทรบอก ตนมาจากกาญจนบุรี ว่ารถถังได้เคลื่อนออกจากกาญจนบุรีแล้ว ซึ่งสุดท้ายมีการรัฐประหารเกิดขึ้นจริง

การรัฐประหารครั้งนั้นได้ก่อให้เกิดบาดแผลต่อประชาชนชาวไทยและต่อประเทศชาติมากมาย มีการสร้างวาทะกรรมทำให้เกิดการเกลียดชัง และประชาชนแตกแยกออกเป็นฝ่ายเสื้อเหลือง เสื้อแดง จนเกิดการต่อสู้ มีการปราบปราม ทั้งเสื้อเหลืองเสื้อแดงบาดเจ็บล้มตาย และสูญสิ้นอิสรภาพ จำนวนมาก

นอกจากนั้นยังมีความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากการรัฐประหาร ปี 2549 ไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันทุกด้าน จากผู้นำอาเซียนจนกลายเป็น คนป่วยแห่งอาเซียนหลังลำดับท้าย ในอาเซียนทุกด้าน

คุณหญิงสุดารัตน์เห็นว่า 17 ปีที่หายไปประเทศไทยและคนไทย สูญเสียโอกาสและอนาคตไปมากมาย แต่บัดนี้คู่ขัดแย้งได้กลับมาจับมือปรองดอง จัดตั้งรัฐบาลร่วมกันแล้ว ซึ่งอาจมีทั้งคนเห็นด้วย และไม่เห็นด้วยกล่าวหาว่าตระบัดสัตย์ก็ตาม  

แต่ก็เป็นเวลาที่ผู้ที่ได้อำนาจจากความสูญเสียของประชาชนตลอด 17 ปี ต้องพิสูจน์ตัวเองว่าทำเพื่อประชาชน อย่างที่ได้พร่ำบอก หรือเป็นการทำเพื่อพวกพ้อง ผลประโยชน์ของนักการเมืองพวกพ้องตนเอง ขุนศึก และนายทุน ที่ร่วมมือกัน จนได้อำนาจมาในปัจจุบันเท่านั้น

‘อุ๊งอิ๊ง’ ลั่นพร้อมนั่งหัวหน้าพรรค ชมเปาะ ‘เศรษฐา’ ทำงานไม่รู้จักเหนื่อย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558906

19 ก.ย. 2566

‘อุ๊งอิ๊ง’ ลั่นพร้อมนั่งหัวหน้าพรรค ชมเปาะ ‘เศรษฐา’ ทำงานไม่รู้จักเหนื่อย

‘อุ๊งอิ๊ง’ พร้อมนั่งหัวหน้าพรรคคนใหม่ ย้ำที่ผ่านมาทำงานเพื่อพรรคเต็มที่ รับตื่นเต้นนั่งรองประธาน กก.ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ ชม ‘เศรษฐา’ ใจสู้ ทำงานไม่รู้จักเหนื่อย

วันที่ 19 ก.ย. นางสาวแพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย กล่าวถึงวันครบรอบ 16 ปี ที่ก่อตั้งพรรคเพื่อไทย โดยระบุว่า พรรคเราผ่านอะไรกันมามาก ตลอดเวลา 16 ปี ที่ก่อรวมตัวกันขึ้นมา โดนยุบไปแล้ว 2 รอบแล้วกลับมา ทุกคนยังมีความเข้มแข็ง และหลายคนประสบความสำเร็จที่แตกต่างกัน ทุกวันนี้ที่เรายังสามารถมีพรรคอยู่และคิดนโยบายทำเพื่อประชาชนได้ ถือเป็นความสำเร็จอีกขั้นหนึ่ง 

เมื่อถามถึงกระแสข่าวที่มีชื่อเป็นหัวหน้าพรรคนั้น นางสาวแพทองธาร กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่ได้สรุป แต่ถ้าถามว่าพร้อมไหม ส่วนตัวทำงานที่นี่ ทุ่มเทเต็มที่ในหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย วันนี้วันเกิดพรรค เมื่อพูดว่า 16 ปี ความคิดหลายอย่าง ก็มีภาพย้อนกลับมาหมด ความรักความผูกพัน ก็พร้อมจะทำเพื่อพรรคเต็มที่ ด้วยการจะมีตำแหน่งหรือไม่ก็ตาม จะได้เป็นหัวหน้าพรรค หรือไม่ได้เป็น คิดว่าเต็มที่กับพรรคเพื่อไทย ส่วนที่แกนนำพรรคเพื่อไทยรุ่นใหญ่หลายคน สนับสนุนคนรุ่นใหม่ และเชียร์ให้ตนเองเข้ามาบริหารพรรคเพื่อไทย ในเจนของคนรุ่นใหม่ นั้นนางสาวแพทองธาร ตอบทันทีว่า

“อิ๊งค์พร้อมทำเพื่อพรรคอยู่แล้ว ไม่ว่าจะมีตำแหน่งหรือไม่ก็ตาม เสียงเชียร์ สนับสนุน จะเป็นกำลังใจให้อิ๊งค์แน่นอน แต่หากเวลาที่เหมาะสม วันไหน เวลาไหน การที่ตัวเองจะเข้ามาและเกิดผลดีกับคนในพรรคมากที่สุด ที่พูดนั้นหมายความว่า ถ้ามีคนที่เหมาะสมกว่า นำพรรคได้ดีกว่า ก็พร้อม แต่ถ้าคิดว่าเป็นอิ๊งค์ แล้วดีที่สุด ก็ยอมเช่นกัน อิ๊งค์มองที่เป้าหมาย จึงไม่น้อยใจ ว่าจะได้เป็นหรือไม่ เพราะจุดยืนคือทำเพื่อพรรคเพื่อไทย” นางสาวแพทองธาร กล่าว

ส่วนที่มีชื่อนั่งรองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาตินั้น ยอมรับว่าตื่นแล้ว และพร้อมทำงานแล้ว เพราะโครงการนี้ เป็นนโยบายที่ทำมาก่อนที่จะใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง พร้อมนำไปขับเคลื่อนเต็มที่ คณะทำงานหลายคน ได้ฟอร์มทีมพร้อมเดินหน้าทันที และจะต้องเข้าไปนั่งทำงานในทำเนียบรัฐบาลบ้างแต่ขอเอาที่สะดวก จะให้ทำงานที่ไหนก็ได้หมด ที่ทีมงานสะดวก และผลงานออกมาเร็ว ส่วนจะไปนั่งประจำในทำเนียบรัฐบาลเลยหรือไม่ นางสาวแพทองธาร หยอกกลับผู้สื่อข่าวว่า “แหม มอบตำแหน่งให้ทุกครั้งหลังสัมภาษณ์ ต้องขอบคุณ แต่ยังไม่เข้าไปเพราะ ถ้ามีโอกาก็ตื่นเต้น เคยเข้าไปตอนเด็ก สมัยพ่อเป็นนายกฯ ถ้าได้เข้าไปอีกก็จะดูว่าเหมือนเดิม ที่เป็นภาพจำตอนนั้นได้หรือไม่ เพราะไม่ได้เข้าไปนานมาก” 

เมื่อถามว่า ได้ให้กำลังใจ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีหลังจากปฏิบัติหน้าที่ และทำงานไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย นางสาวแพทองธาร ตอบทันทีว่า เหนื่อย และรู้สึกสงสาร ทั้งผู้สื่อข่าวได้คุยกัน และเห็นนายกฯสู้ อย่างมาก จึงถามแซวว่าเหนื่อยไหม ซึ่งนายกฯ​ตอบว่า ไม่เหนื่อย และมีงานเยอะมาก โดยระหว่างตอบ ก็ลิสต์งานมาเป็นข้อๆ จึงแซวต่อว่า ดูทีมงานด้วย เดี๋ยวจะสลบกันหมด ยอมรับว่า นายกฯ สู้และฟิตมาก ขอชมผ่านสื่อว่าขยันมาจริงๆ ฝากประชาชนให้กำลังใจนายกรัฐมนตรี เพราะอยากทำงานให้เต็มที่ เพื่อจะทำให้ประชาชนและประเทศไปสู่จุดที่ดีขึ้นเรื่อยๆ

ส่วนกรณีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ประกาศลาออกจากหัวหน้าพรรคก้าวไกล นั้น นางสาวแพทองธาร กล่าวว่า ทุกคน คงได้วางแผนชีวิตตัวเองไว้แล้ว ว่าจะเอายังไง แต่ไม่ว่าจะในสภา-นอกสภา ตนเองกับนายพิธา ก็รู้จักกันอยู่แล้ว ขอให้กำลังใจนายพิธา 

‘อุ๊งอิ๊ง’ อัพเดทอาการ ‘ทักษิณ’ พักฟื้นหลังผ่าตัด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558905

19 ก.ย. 2566

'อุ๊งอิ๊ง' อัพเดทอาการ 'ทักษิณ' พักฟื้นหลังผ่าตัด

‘อุ๊งอิ๊ง’ เผย ‘ทักษิณ’ อยู่ระหว่างพักฟื้นหลังผ่าตัดเมื่อสัปดาห์ก่อน รับอยากให้กลับไปรักษาที่บ้าน ย้ำยังไม่มีการขอพักโทษ

วันที่ 19 ก.ย. น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงความคืบหน้าอาการของนายทักษิณ ชินวัตร ว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเพิ่งได้รับการผ่าตัดไป ส่วนรายละเอียดต่าง ๆ ให้ถามแพทย์ดีกว่า ซึ่งตอนนี้อยู่ในระหว่างการพักฟื้น ส่วนเรื่องของความดันก็แล้วแต่วัน เพราะบางวันดี บางวันก็ไม่ดีโดยก็ยังไม่ทราบว่าต้องใช้เวลาอยู่ในโรงพยาบาลนานขนาดไหน

น.ส.แพทองธาร กล่าวต่อว่า เราได้ศึกษาเรื่องกฎหมายว่าจะมีโอกาสได้กลับมาอยู่ที่บ้านหรือไม่ หากมีอาการป่วย แต่ตอนนี้ยังไม่มีความคืบหน้าใด ๆ

ส่วนการขอพักโทษที่จะต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขการได้รับโทษมาแล้ว 1 ใน 3 ของกำหนดโทษตามหมายศาลนั้นน.ส.แพทองธาร ระบุว่า ขอดูความเหมาะสมเรียบร้อยอีกที แต่ครอบครัวก็ทราบข้อนี้ และดูเอาไว้อยู่ แต่ยืนยันว่ายังไม่ได้มีการขอพักโทษ 

ส่วนความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เมื่อปี 58 ได้พูดคุยกันบ้างหรือไม่ น.ส.แพทองธาร ระบุว่าไม่มีประเด็นอะไร เป็นการเข้าใจผิดด้วยซ้ำ เรื่องรูปคดีขอไม่พูดดีกว่า ให้ทางทนายเป็นคนพูด จะได้ชัดเจน และปลอดภัยด้วย ตอนนี้หลังจากการได้รับพระราชทานอภัยโทษทำให้ นายทักษิณเหลือโทษ 1 ปี และไม่มีคดีอื่น ๆแล้ว

ที่ปรึกษานายกฯ ฟ้องอดีต ‘กกต.’ ข้อหา ‘หมิ่นประมาท’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558904

19 ก.ย. 2566

ที่ปรึกษานายกฯ ฟ้องอดีต 'กกต.' ข้อหา 'หมิ่นประมาท'

สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต ‘กกต.’ ถูกพิชิต ชื่นบาน ที่ปรึกษานายกฯ ฟ้องเรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาท ข้อหา ‘หมิ่นประมาท’ ด้วยการโฆษณา

ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี มอบอำนาจให้ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย และทนายความ ยื่นฟ้อง อดีต กกต. เป็นจำเลยฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา เรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาท

นายพิชิต ชื่นบาน ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ นายพร้อมพงษ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย  ยื่นฟ้องนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกกต.เรื่องที่ให้ข่าวแก่สื่อมวลชนทำให้เสียหาย ถึงแม้นายสมชัยออกมาให้สัมภาษณ์เป็นการใช้สิทธิ์ตรวจสอบตามปกติ แต่ตอนหลังช่วงที่นายเศรษฐา ทวีสิน ตั้งคณะรัฐมนตรีนายสมชัยมีเจตนาไม่สุจริต ใส่ร้ายนายพิชิต ทำให้ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง

พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทยพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย

โดยเมื่อวันที่ 15 ก.ย.ที่ผ่านมา นายสมชัย ได้พูดเชื่อมโยงว่านายพิชิต เคยถูกดำเนินคดีละเมิดอำนาจศาล และให้สินบน ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลย คดีละเมิดอำนาจศาล เป็นเรื่องทางแพ่ง ส่วนคดีสินบน พนักงานสอบสวนและอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องไปแล้ว แต่นายสมชัย กลับนำข้อเท็จจริงที่ไม่เกี่ยวกันตัดแปะมากล่าวหาว่านายพิชิตไม่เหมาะสมเป็นรัฐมนตรี

ในปี 2551-57 นายพิชิตเคยเป็น สส.มาแล้ว นายสมชัย ก็เป็น กกต.เคยตรวจสอบนายพิชิตมาแล้ว นายพิชิต เป็นมือกฎหมายของ นายกรัฐมนตรี แต่นายสมชัย กลับมากล่าวหาอย่างนี้จึงต้องเรียกค่าเสียหายจำนวน 50 ล้านบาทและงานนี้ ไม่มีรับกระเช้า ไม่รับคำขอโทษ จะรับแต่เงิน หากชนะคดีหมิ่นประมาทจะไปบริจาคมูลนิธิเด็กที่มีปัญหาสมอง

ก่อนหน้านี้ อดีต กกต. ระบุว่า หากฟ้องมาก็ฟ้องกลับ ไม่ว่าอะไรเคยสมัคร สส. นั่นคุณสมบัติหนึ่ง คุณสมบัติ รัฐมนตรี ก็อีกคุณสมบัติหนึ่ง  ไม่เหมือนกันคนละมาตรา  จะมาอ้างว่า เคยสมัคร สส. แล้วไม่มีปัญหาไม่ได้

‘ภูมิธรรม’ ไม่ปิดทาง ‘อุ๊งอิ๊ง’ นั่งหัวหน้าพรรค ย้ำอยากเห็นบทบาทคนรุ่นใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558901

19 ก.ย. 2566

‘ภูมิธรรม’ ไม่ปิดทาง ‘อุ๊งอิ๊ง’ นั่งหัวหน้าพรรค ย้ำอยากเห็นบทบาทคนรุ่นใหม่

พรรคเพื่อไทย ทำบุญครบรอบ 16 ปี ก่อตั้งพรรค ‘ภูมิธรรม’ ไม่ปฏิเสธ ‘อุ๊งอิ๊ง’ นั่งหัวหน้าพรรค เชื่อคนรุ่นเก่าในพรรคพร้อมผลักดันคนรุ่นใหม่

วันที่ 19 ก.ย. พรรคเพื่อไทยทำบุญเลี้ยงเพลพระสงฆ์9รูปเนื่องในโอกาสครบรอบวันก่อตั้งพรรคครบ 16 ปี ซึ่งพรรคเพื่อไทยก่อตั้ง เมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ.2550 โดยวันนี้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย , ส.ส. พรรค เดินทางมาร่วมทำบุญ กับสมาชิกพรรคเพื่อไทย ทันทีที่มาถึง นส.แพรทองธาร ได้ขึ้นไปไหว้ศาลตาศาลยายที่ตั้งอยู่ชั้น 7 จากนั้นได้มาร่วมในพิธีทำบุญเลี้ยงพระเพล ที่ชั้น 2 ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม โดยได้บอกมือทักทายให้กับสื่อมวลชนและพูดคุยกับแกนนำพรรคเพื่อไทยซึ่ง นพ.พรหมมินทร์ เลิศสุริยเดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ประธานนโยบายพรรคเพื่อไทย นั่งอยู่ข้าง น.ส.แพทองธาร

โดยมีแกนนำคนสำคัญของพรรคเข้าร่วม เช่น นายชูศักดิ์ ศิรินิล รักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายภูมิธรรมเวชยชัย รักษาการรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) นายสมศักดิ์ เทพสุทิน สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย รองนายกรัฐมนตรี นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และประธาน สส.พรรคเพื่อไทย นส.สุดาวรรณหวังศุภกิจโกศล สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นต้น

ด้านนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ ในฐานะรักษาการรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยกล่าวถึงการในการทำบุญในวันนี้ว่า ถือเป็นการครบรอบก่อตั้งพรรคเพื่อไทย เป็นโอกาสที่ดีที่จะได้มาเจอกันหลังจากที่หลายคนแยกย้ายไปปฏิบัติหน้าที่ ส่วนความคืบหน้าการสรรหาหัวหน้าพรรคคนใหม่นั้น รักษาการเลขาธิการพรรค กำลังดำเนินการ จะเลือกให้เสร็จภายใน 60 วัน แต่เราคงไม่รอให้ครบ 60 วัน คาดว่า 45 วันจะจัดการเรียบร้อย ส่วนจะเป็นใคร จะรวบรวมความคิดเห็น ฟังจากสมาชิกอีกครั้ง เพราะเป็นอำนาจของสมาชิกและคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องที่จะแสดงความคิดเห็น 

เมื่อถามถึงกระแสที่คาดว่าจะมีชื่อ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ขยับขึ้นมานั่งหัวหน้าพรรคเองหรือไม่ นายภูมิธรรมกล่าวว่า แพทองธาร เป็นคนหนุ่มสาว คนรุ่นใหม่ เอาสิ่งใหม่เข้ามาในพรรค เป็นคนที่มีศักยภาพในการทำงานแต่เรื่องหัวหน้าพรรค เป็นเรื่องของที่ประชุม ซึ่งคิดว่าแนวโน้มของพรรคเพื่อไทยตอนนี้ เราพยายามให้คนรุ่นใหม่ มีความรู้ความสามารถเข้ามาบริหารมากยิ่งขึ้น พวกเราที่เป็นคนมีประสบการณ์ รุ่นเก่ากันมาพอสมควรคิดว่าควรจะโอนถ่ายไปเป็นผู้สนับสนุนและที่ปรึกษา 

คลอดทันควัน ‘คณะทำงานเร่งรัดพัฒนากรุงเทพ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558890

19 ก.ย. 2566

คลอดทันควัน 'คณะทำงานเร่งรัดพัฒนากรุงเทพ'

นายกรัฐมนตรี สะบัดปากกาลงนามทำคลอด ‘คณะทำงานเร่งรัดพัฒนากรุงเทพ’ ก่อนลัดฟ้าร่วมประชุมยูเอ็น ตั้งแต่วานนี้

นาย เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานเร่งรัดพัฒนากรุงเทพ โดยนั่งเป็นประธานเอง ร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ เพื่อแก้ปัญหาในการบริหารและพัฒนาประเทศตามกรอบความสำคัญและความเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหา วางรากฐานอนาคตให้กับคนไทยทุกคน

เพื่อให้การบูรณาการความร่วมมีอระหว่างกรุงเทพมหานครและทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลเป็นไปด้วยความเรียบร้อย บรรลุวัตถุประสงค์ และเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (6) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นติน พ.ศ. 2534 จึงแต่งตั้งคณะทำงานเร่งรัดพัฒนากรุงเทพมหานคร โดยมืองค์ประกอบ และหน้าที่และอำนาจ ดังนี้

องค์ประกอบ

  1. นายกรัฐมนตรี ประธานคณะทำงาน
  2. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รองประธานคณะทำงาน
  3. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รองประธานคณะทำงาน
  4. เลขาธิการนายกรัฐมนตรี คณะทำงาน
  5. ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คณะทำงาน
  6. ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคณะทำงานและเลขานุการ
  7. ปลัดกรุงเทพมหานคร คณะทำงาน

ให้มีหน้าที่และอำนาจดงนี้

  1. กำหนดแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล รวมทั้งแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นหรืออาจจะเกิดขึ้นในทุก ๆ ต้านในภาพรวมของพื้นที่กรุงเทพมหานคร
  2. ฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อสั่งการหน่วยงานปฏิบัติและบูรณาการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนนโยบายและแก้ไขปัญหาในพื้นที่กรุงเทพมหานคร
  3. ประสานความร่วมมือและสนับสนุนการดำเนินงานของหน่วยงานราชการในพื้นที่กรุงเทพมหานคร รวมถึง ภาคเอกชน และภาคีที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งเสริมและพัฒนาการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาและพัฒนาเชิงพื้นที่
  4. เชิญหน่วยงาน ส่วนราชการ หรือบุคคลมาชี้แจง ให้ข้อเสนอแนะ และร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการพัฒนาพื้นที่กรุงเทพมหานคร
  5. แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อปฏิบัติหน้าที่ที่เกี่ยวข้องตามที่เห็นสมควร
  6.  ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย

‘พงศ์พล’ เจ็บใจแทน ปชช. ‘หมออ๋อง’ ใช้ภาษี ‘บินหรู-พักหรู’ ดูงานสิงคโปร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558871

18 ก.ย. 2566

'พงศ์พล' เจ็บใจแทน ปชช. 'หมออ๋อง' ใช้ภาษี 'บินหรู-พักหรู' ดูงานสิงคโปร์

‘พงศ์พล’ มอง ‘หมออ๋อง’ แจงทริปดูงานสิงคโปร์ ปั้นเรื่อง-ไม่สมเหตุสมผล เผยงบตลอดทริปต่อคน คนจนจ่ายค่าเช่าบ้านได้ทั้งปี เจ็บใจแทน ปชช. ใช้ภาษี

นายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ รองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงกรณีการเบิกงบ 1.3 ล้านบาท เพื่อพาคณะดูงานสิงคโปร์ของนายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาคนที่ 1 ว่า เป็นเอกสารที่เปิดเผยส่งไปที่สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรลงวันที่ 11 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งอาจจะไม่ได้ดูน่าแปลกใจมาก หากไม่ได้ดูลงไปในรายละเอียดค่าใช้จ่าย แต่ตนมองว่า มีจุดที่ผิดปกติหลายจุด คือ เป็นรองประธานสภา ใช้จนหมดลิมิตตั๋วเครื่องบิน 52,000 บาท ไปสิงคโปร์เพื่อนบ้านใกล้ๆแต่ขนาดนี้ ระดับ first classเหมือนนั่ง business class ไป new york  ส่วนอีกจุด คือ ค่าที่พักอาศัยก็ใช้จนเต็มลิมิตคืนละ 12,500 บาท ซึ่งเป็นราคาต่อคน
 

หากเทียบแล้วเป็นราคาที่พรรคก้าวไกลต่อสู้เพื่อคนเมืองตัวเล็กๆ สามารถจ่ายค่าเช่าบ้านได้ เป็นปีเลย เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่าย 3 คืน 4 วัน เฉพาะค่าที่อยู่อาศัยคนจนคนที่ไม่มีฐานะในประเทศไทยสามารถเช่าบ้านได้เป็นปี มันเกินไปหรือไม่สำหรับค่าใช้จ่าย

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของความถูกต้องคณะที่ไปดูงาน ไม่มีจดหมายเชิญจากสิงคโปร์ เหมือนเป็นการออกตัวเพื่อไปเอง ซึ่งอาจจะไม่มีระเบียบข้อห้าม หากจะไปดูงานต่างประเทศ คนที่ไปเองได้ ส่วนใหญ่จะเป็นประธานกรรมาธิการต่างๆ แต่ถ้าเป็นประธานหรือรองประธานสภาก็น่าเกลียดอยู่แล้ว ไม่ว่าจะยุคสมัยไหนก็ตาม 

นายพงศ์พล กล่าวต่อว่า การที่รองประธานสภาคนที่ 1 ออกมาชี้แจงมองว่าจิปาถะ เช่น บอกว่าต้องไปสายการบินไทย เพราะเป็นสายการบินแห่งชาติตามกฎที่เขียนไว้ จริงๆเรื่องนี้ก็ผิดอีก เพราะการบินไทยไม่ได้เป็นรัฐวิสาหกิจแล้ว หลุดจากการเป็นสายการบินแห่งชาติเป็นที่เรียบร้อย

ส่วนที่บอกว่าอยากจะนั่งชั้นประหยัด economy แบบใจแทบขาด แต่ต้องไปแบบนี้ ตนมองว่าไม่จริงฟังดูแปลกๆ การที่เขามีลิมิตให้ว่า ตั๋วเครื่องบินไปถึง business class แต่ สส. หรือ รองประธานสภา อยากจะลดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ ก็คิดว่ามีช่องเปิดให้ทำได้อยู่แล้ว ส่วนตัวมองว่า เป็นการปั้นขึ้นมา เพราะนายปดิพัทธ์พูดถึงราคาตั๋ว maximum ราคาที่จะไปได้มากกว่า


เมื่อถามว่า เป็นไปตามสิทธิของรองประธานสภาที่สามารถทำได้ นายพงศ์พล กล่าวว่า ไม่สมเหตุสมผล โดยเฉพาะกับพรรคนี้บอกว่าจะต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมหรือแม้กระทั่งนโยบายพรรคที่เคยมีเขียนว่า อยากจะลดค่าเดินทาง อยากจะลดการสัมมนาต่างประเทศ ทุกอย่างดูย้อนแย้งกัน และในฐานะที่พรรครวมไทยสร้างชาติดูในเรื่องของพลังงาน เรื่องอุตสาหกรรม กำลังรณรงค์ให้ลดค่าพลังงาน ลดค่าไฟ ลดค่าน้ำมัน พยายามแทบตายให้คนประหยัด ให้ประเทศชาติไม่เสียดุลและภาษี แต่นี่คือเอาภาษีไปเล่นแบบนี้ ก็น่าจะเจ็บใจแทนพี่น้องคนไทยทุกคน ทั้งนี้การประชุม สส. ในวันที่ 20 ก.ย.นี้ คาดว่าจะมีการถามถึงเรื่องดังกล่าวด้วย 

ล็อตแรก แต่งตั้ง ‘ผู้ว่าฯ’ โยก บิ๊กมหาดไทย ‘อรรษิษฐ์’ ผงาดคุม ปค.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558867

18 ก.ย. 2566

ล็อตแรก แต่งตั้ง 'ผู้ว่าฯ' โยก บิ๊กมหาดไทย 'อรรษิษฐ์' ผงาดคุม ปค.

มหาดไทย แต่งตั้งผู้บริหารระดับสูง ล็อตแรก โยก ‘อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์’ ผงาดนั่ง อธิบดีกรมการปกครอง ให้ ‘ชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม’ นั่งตำแหน่งเก่าแทน ส่วน ‘ไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์’ พ้นผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ มานั่งคุม ปภ. ‘โสภณ สุวรรณรัตน์’ขยับ มานั่ง ผู้ว่าฯภูเก็ต มีผล 1 ต.ค.นี้

เมื่อวันที่ 18 ก.ย. 2566 นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูงและโยกย้ายข้าราชการ กระทรวงมหาดไทย รวม 24 ราย มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2566 นี้เป็นต้นไป 

โดยแบ่งเป็นรองปลัดกระทรวง 1 ตำแหน่ง อธิบดี 3 ตำแหน่ง และ “ผู้ว่าราชการจังหวัด” 20 ตำแหน่ง

สำหรับการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง และผู้ว่าราชการจังหวัด รวม 24 ตำแหน่ง ประกอบด้วย

แต่งตั้ง ข้าราชการระดับสูงมหาดไทย 

  1. นายชำนาญวิทย์ เตรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด เป็น รองปลัดกระทรวงมหาดไทย
  2. นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็น อธิบดีกรมการปกครอง (ปค.)
  3. นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็น อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน (พช.)
  4. นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เป็น อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)

นายชำนาญวิทย์ เตรัตน์ ผู้ว่าฯตราด เป็น รองปลัดกระทรวงมหาดไทยนายชำนาญวิทย์ เตรัตน์ ผู้ว่าฯตราด เป็น รองปลัดกระทรวงมหาดไทย

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็น อธิบดีกรมการปกครอง นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็น อธิบดีกรมการปกครอง

แต่งตั้ง-โยกย้ายผู้ว่าฯ 20 ราย

5.นายสนั่น พงษ์อักษร ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์

6.นายชลธี ยังตรง ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา

7.นายสุภกิณห์ แวงชิน ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก

8.นายขจรเกียรติ รักพานิชมณี ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช

9.นายทวี เสริมภักดีกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์

10.นายนฤชา โฆษาศิริไลซ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์

11.นายภาสกร บุญญลักษม์ ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี

12.นายสุพจน์ รอดเรือง ณ หนองคาย ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา

13.นายโสภณ สุวรรณรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต

14.นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม

15.นายอำพล พงศ์สุวรรณ ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา

16.นายเกียรติศักดิ์ ตรงศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี

17.นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ

18.นายสมนึก พรหมเขียว ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา

19.นายศักระ กปิลกาญจน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล

20.นายผล ดำธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร

21.นายบัญชา เชาวรินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี

22.นายเจษฎา จิตรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี

23.นายพิริยะ ฉันทดิลก ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง

24. นายศุภศิษย์ กอเจริญยศ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาพสินธุ์ เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี

นายโสภณ สุวรรณรัตน์ ผู้ว่าฯ ชัยภูมิ เป็น ผู้ว่าฯภูเก็ตนายโสภณ สุวรรณรัตน์ ผู้ว่าฯ ชัยภูมิ เป็น ผู้ว่าฯภูเก็ต

    ทั้งนี้ มีผลตั้งแต่ วันที่ 1 ตุลาคม 2566 เป็นต้นไป