‘พงศ์พล’ เจ็บใจแทน ปชช. ‘หมออ๋อง’ ใช้ภาษี ‘บินหรู-พักหรู’ ดูงานสิงคโปร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558871

18 ก.ย. 2566

'พงศ์พล' เจ็บใจแทน ปชช. 'หมออ๋อง' ใช้ภาษี 'บินหรู-พักหรู' ดูงานสิงคโปร์

‘พงศ์พล’ มอง ‘หมออ๋อง’ แจงทริปดูงานสิงคโปร์ ปั้นเรื่อง-ไม่สมเหตุสมผล เผยงบตลอดทริปต่อคน คนจนจ่ายค่าเช่าบ้านได้ทั้งปี เจ็บใจแทน ปชช. ใช้ภาษี

นายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ รองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงกรณีการเบิกงบ 1.3 ล้านบาท เพื่อพาคณะดูงานสิงคโปร์ของนายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาคนที่ 1 ว่า เป็นเอกสารที่เปิดเผยส่งไปที่สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรลงวันที่ 11 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งอาจจะไม่ได้ดูน่าแปลกใจมาก หากไม่ได้ดูลงไปในรายละเอียดค่าใช้จ่าย แต่ตนมองว่า มีจุดที่ผิดปกติหลายจุด คือ เป็นรองประธานสภา ใช้จนหมดลิมิตตั๋วเครื่องบิน 52,000 บาท ไปสิงคโปร์เพื่อนบ้านใกล้ๆแต่ขนาดนี้ ระดับ first classเหมือนนั่ง business class ไป new york  ส่วนอีกจุด คือ ค่าที่พักอาศัยก็ใช้จนเต็มลิมิตคืนละ 12,500 บาท ซึ่งเป็นราคาต่อคน
 

หากเทียบแล้วเป็นราคาที่พรรคก้าวไกลต่อสู้เพื่อคนเมืองตัวเล็กๆ สามารถจ่ายค่าเช่าบ้านได้ เป็นปีเลย เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่าย 3 คืน 4 วัน เฉพาะค่าที่อยู่อาศัยคนจนคนที่ไม่มีฐานะในประเทศไทยสามารถเช่าบ้านได้เป็นปี มันเกินไปหรือไม่สำหรับค่าใช้จ่าย

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของความถูกต้องคณะที่ไปดูงาน ไม่มีจดหมายเชิญจากสิงคโปร์ เหมือนเป็นการออกตัวเพื่อไปเอง ซึ่งอาจจะไม่มีระเบียบข้อห้าม หากจะไปดูงานต่างประเทศ คนที่ไปเองได้ ส่วนใหญ่จะเป็นประธานกรรมาธิการต่างๆ แต่ถ้าเป็นประธานหรือรองประธานสภาก็น่าเกลียดอยู่แล้ว ไม่ว่าจะยุคสมัยไหนก็ตาม 

นายพงศ์พล กล่าวต่อว่า การที่รองประธานสภาคนที่ 1 ออกมาชี้แจงมองว่าจิปาถะ เช่น บอกว่าต้องไปสายการบินไทย เพราะเป็นสายการบินแห่งชาติตามกฎที่เขียนไว้ จริงๆเรื่องนี้ก็ผิดอีก เพราะการบินไทยไม่ได้เป็นรัฐวิสาหกิจแล้ว หลุดจากการเป็นสายการบินแห่งชาติเป็นที่เรียบร้อย

ส่วนที่บอกว่าอยากจะนั่งชั้นประหยัด economy แบบใจแทบขาด แต่ต้องไปแบบนี้ ตนมองว่าไม่จริงฟังดูแปลกๆ การที่เขามีลิมิตให้ว่า ตั๋วเครื่องบินไปถึง business class แต่ สส. หรือ รองประธานสภา อยากจะลดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ ก็คิดว่ามีช่องเปิดให้ทำได้อยู่แล้ว ส่วนตัวมองว่า เป็นการปั้นขึ้นมา เพราะนายปดิพัทธ์พูดถึงราคาตั๋ว maximum ราคาที่จะไปได้มากกว่า


เมื่อถามว่า เป็นไปตามสิทธิของรองประธานสภาที่สามารถทำได้ นายพงศ์พล กล่าวว่า ไม่สมเหตุสมผล โดยเฉพาะกับพรรคนี้บอกว่าจะต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมหรือแม้กระทั่งนโยบายพรรคที่เคยมีเขียนว่า อยากจะลดค่าเดินทาง อยากจะลดการสัมมนาต่างประเทศ ทุกอย่างดูย้อนแย้งกัน และในฐานะที่พรรครวมไทยสร้างชาติดูในเรื่องของพลังงาน เรื่องอุตสาหกรรม กำลังรณรงค์ให้ลดค่าพลังงาน ลดค่าไฟ ลดค่าน้ำมัน พยายามแทบตายให้คนประหยัด ให้ประเทศชาติไม่เสียดุลและภาษี แต่นี่คือเอาภาษีไปเล่นแบบนี้ ก็น่าจะเจ็บใจแทนพี่น้องคนไทยทุกคน ทั้งนี้การประชุม สส. ในวันที่ 20 ก.ย.นี้ คาดว่าจะมีการถามถึงเรื่องดังกล่าวด้วย 

ล็อตแรก แต่งตั้ง ‘ผู้ว่าฯ’ โยก บิ๊กมหาดไทย ‘อรรษิษฐ์’ ผงาดคุม ปค.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558867

18 ก.ย. 2566

ล็อตแรก แต่งตั้ง 'ผู้ว่าฯ' โยก บิ๊กมหาดไทย 'อรรษิษฐ์' ผงาดคุม ปค.

มหาดไทย แต่งตั้งผู้บริหารระดับสูง ล็อตแรก โยก ‘อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์’ ผงาดนั่ง อธิบดีกรมการปกครอง ให้ ‘ชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม’ นั่งตำแหน่งเก่าแทน ส่วน ‘ไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์’ พ้นผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ มานั่งคุม ปภ. ‘โสภณ สุวรรณรัตน์’ขยับ มานั่ง ผู้ว่าฯภูเก็ต มีผล 1 ต.ค.นี้

เมื่อวันที่ 18 ก.ย. 2566 นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูงและโยกย้ายข้าราชการ กระทรวงมหาดไทย รวม 24 ราย มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2566 นี้เป็นต้นไป 

โดยแบ่งเป็นรองปลัดกระทรวง 1 ตำแหน่ง อธิบดี 3 ตำแหน่ง และ “ผู้ว่าราชการจังหวัด” 20 ตำแหน่ง

สำหรับการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง และผู้ว่าราชการจังหวัด รวม 24 ตำแหน่ง ประกอบด้วย

แต่งตั้ง ข้าราชการระดับสูงมหาดไทย 

  1. นายชำนาญวิทย์ เตรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด เป็น รองปลัดกระทรวงมหาดไทย
  2. นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็น อธิบดีกรมการปกครอง (ปค.)
  3. นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็น อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน (พช.)
  4. นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เป็น อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)

นายชำนาญวิทย์ เตรัตน์ ผู้ว่าฯตราด เป็น รองปลัดกระทรวงมหาดไทยนายชำนาญวิทย์ เตรัตน์ ผู้ว่าฯตราด เป็น รองปลัดกระทรวงมหาดไทย

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็น อธิบดีกรมการปกครอง นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็น อธิบดีกรมการปกครอง

แต่งตั้ง-โยกย้ายผู้ว่าฯ 20 ราย

5.นายสนั่น พงษ์อักษร ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์

6.นายชลธี ยังตรง ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา

7.นายสุภกิณห์ แวงชิน ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก

8.นายขจรเกียรติ รักพานิชมณี ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช

9.นายทวี เสริมภักดีกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์

10.นายนฤชา โฆษาศิริไลซ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์

11.นายภาสกร บุญญลักษม์ ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี

12.นายสุพจน์ รอดเรือง ณ หนองคาย ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา

13.นายโสภณ สุวรรณรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต

14.นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม

15.นายอำพล พงศ์สุวรรณ ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา

16.นายเกียรติศักดิ์ ตรงศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี

17.นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ

18.นายสมนึก พรหมเขียว ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา

19.นายศักระ กปิลกาญจน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล

20.นายผล ดำธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร

21.นายบัญชา เชาวรินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี

22.นายเจษฎา จิตรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี

23.นายพิริยะ ฉันทดิลก ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง

24. นายศุภศิษย์ กอเจริญยศ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาพสินธุ์ เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี

นายโสภณ สุวรรณรัตน์ ผู้ว่าฯ ชัยภูมิ เป็น ผู้ว่าฯภูเก็ตนายโสภณ สุวรรณรัตน์ ผู้ว่าฯ ชัยภูมิ เป็น ผู้ว่าฯภูเก็ต

    ทั้งนี้ มีผลตั้งแต่ วันที่ 1 ตุลาคม 2566 เป็นต้นไป

เส้นทาง ‘ชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม’ จากผู้ว่าฯ ปั่นจักรยาน ผงาดนั่ง ‘อธิบดี พช.’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558866

18 ก.ย. 2566

เส้นทาง 'ชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม' จากผู้ว่าฯ ปั่นจักรยาน ผงาดนั่ง 'อธิบดี พช.'

เส้นทางนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ‘ชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม’ จากเด็กปั่นสามล้อ สู่ ผู้ว่าฯ สมถะ ปั่นจักรยาน ผงาดนั่ง ‘อธิบดี พช.’

จากมติที่ประชุม ครม. “เศรษฐา” มีมติเห็นชอบแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูง และโยกย้ายข้าราชการ กระทรวงมหาดไทย รวม 24 ราย และหนึ่งในนั้น มีชื่อของ “ชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม” รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ถูกโยกย้ายให้เป็น อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน (อธิบดี พช.) หากใครรู้จัก ก็ต้องบอกว่า กว่าจะมีวันนี้ ชีวิตของเขาไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่ภาพจำของผู้ชายที่ชื่อ “ชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม” คือการปั่นจักรยานไปทำงาน เมื่อครั้งเป็นผู้ว่าฯเลย

ชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม

“ชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม” มีชื่อเล่นว่า “ติ๊ก” เป็นชาว ต.วังสะพุง อ.วังสะพุง จ.เลย เกิดเมื่อวันที่ 23 ก.ค. 2510 ปัจจุบันอายุ 56 ปี ตอนเด็กที่บ้านค่อนข้างมีฐานะยากจน ต้องรับจ้างซักผ้า ขายเมล็ดมะขามคั่ว จนกระทั่งจบ ป.6 ก็ไม่ได้เรียนต่อ ต้องไปเป็นกระเป๋ารถเมล์ และถีบรถสามล้อรับจ้าง แต่ด้วยความเป็นคนรักเรียน เลยไปสมัครสอบเทียบชั้น ม.3 ของสำนักงานศึกษาธิการ จ.เลย และเรียนศึกษาผู้ใหญ่ภาคค่ำจนจบ ม.6  จากนั้น ศึกษาในระดับปริญญาตรี คณะรัฐศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับ 2) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

หลังจบปริญญาตรี เขาไปสมัครเป็นพนักงานบริษัทในเครือ เอส.ซี.จี. หรือปูนซิเมนต์ไทยเดิม ซึ่งเป็นบริษัทที่มีธรรมาภิบาลแห่งหนึ่ง ไม่เอาเปรียบพนักงาน จนสอบได้ทุนปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ สาขารัฐศาสตร์การปกครอง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยได้สิทธิ์ยกเว้นค่าหน่วยกิต และทุนค่าใช้จ่ายส่วนตัว ยังไม่ทันจบ ไปสอบของกรมพัฒนาชุมชนได้จนไปรับราชการเป็นพัฒนากรชุมชน ที่อำเภอปากชม และสอบปลัดอำเภอได้เป็นปลัดอำเภอครั้งแรกที่ อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย ซึ่งรู้สึกชอบมาก เนื่องจากเรียนมาทางสาขานี้ จนมาสอบเข้า โรงเรียนนายอำเภอ รุ่นที่ 49

ชัยวัฒน์ ชื่นโกสุมชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม

ประวัติการทำงาน

  • ปี 2555 – 2557  ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่นกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
  • ปี 2557 – 2558  หัวหน้าสำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงมหาดไทย
  • ปี 2558             รองผู้ว่าราชการ จ.นครราชสีมา
  • ปี 2558 – 2559  รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
  • ปี 2559 – 2560  ที่ปรึกษาด้านการปกครองสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย
  • ปี 2560             ผู้ว่าราชการ จ.ราชบุรี
  • ปี 2560             ผู้ว่าราชการ จ.เลย
  • ปี 2563             ผู้ว่าราชการ จ.ปทุมธานี
  • ปี 2564     รองปลัดกระทรวงมหาดไทย
  • ปี 2566  อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน

ชัยวัฒน์ ชื่นโกสุมชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม

แต่หลายคนคงจดจำ ภาพของ “ชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม” ที่เรียกกันติดปากว่า “ผู้ว่าฯติ๊ก” ปั่นจักรยานไปทำงาน เพื่อเป็นแบบอย่างให้กับข้าราชการ เมื่อครั้งเป็นผู้ว่าราชการ จ.เลย จนกลายเป็นขวัญใจชาวโซเชียล หลายคนชื่นชม ด้วยความเป็นผู้ว่าฯ ติดดิน ใช้ชีวิตเรียบง่าย และลุยงาน

นอกจากนี้ เมื่อครั้งเป็นผู้ว่าฯปทุมธานี เขาก็ได้สร้างความฮือฮาขึ้นอีกครั้ง ด้วยการสละเงินเดือน 3 เดือน เดือนละ 72,000 บาท เพื่อสมทบช่วยเหลือประชาชนชาวปทุมธานี ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ขณะที่ก่อนหน้านั้น ช่วงที่นั่งเป็น ผู้ว่าฯ เลย ก็เคยเดินเข้าโรงรับจำนำ เพื่อไปไถ่ถอนเครื่องมือทำกินให้กับชาวบ้านมาแล้วเช่นกัน

ปี 2564 เมื่อครั้งพ้นตำแหน่งผู้ว่าฯ ไปเป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทย “ชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม” แจ้งบัญชีทรัพย์สิน-หนี้สิน ทั้งของตัวเอง, ภรรยา และบุตร ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ต่อ ป.ป.ช. มีทรัพย์สินรวมทั้งสิ้น 147,204,877 บาท เป็นทรัพย์สินของชัยวัฒน์ 38,977,937 บาท เป็นทรัพย์สินของกุลทรัพย์ 108,215,197 บาท เป็นทรัพย์สินของบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ 11,742 บาท มีหนี้สินทั้งสิ้น 4,495,097 บาท

แบ่งงาน ‘กระทรวงเกษตรฯ’ รมช. ไชยา ยันไม่ขัดแย้ง – แต่อยากให้เกียรติกันและกัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558865

18 ก.ย. 2566

แบ่งงาน 'กระทรวงเกษตรฯ' รมช. ไชยา ยันไม่ขัดแย้ง - แต่อยากให้เกียรติกันและกัน

รมช.เกษตร ไชยา พรหมา จากเพื่อไทย มาในแบบ”กระต่ายขาเดียว” ยืนยันปมแบ่งงาน “กระทรวงเกษตรฯ” ระหว่างรัฐมนตรีว่าการ กับ 2 รัฐมนตรีช่วย ไม่ถึงขั้นเป็นความขัดแย้ง แต่ควรอยู่บนพื้นฐานให้เกียรติและกัน ส่วนกรณีที่ไม่ความคืบหน้าต่อการหาทางออก ให้เป็นหน้าที่รองนายกฯ ต้องลงมาดู

นายไชยา พรหมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ( พรรคเพื่อไทย)  เปิดเผยว่า
ประเด็นที่ทั้งตนเองและนายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์   ( พรรครวมไทยสร้างชาติ)   ไม่พอใจการแบ่งงาน  “กระทรวงเกษตรฯ” จาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ( พรรคพลังประชารัฐ )   ยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่มีความขัดแย้งกัน และไม่ใช่ไม่พอใจเรื่องการแบ่งงาน เพียงแต่ว่าได้ท้วงติงว่าการแบ่งงาน ต้องมอบอำนาจในการบริหารจัดการทั้งบุคคลและงบประมาณ ไม่อย่างนั้นก็ไม่สามารถสั่งงานได้   ย้ำว่าไม่ใช่ไม่พอใจแต่คำสั่งต้องชัดเจน

เพราะหากเปรียบเทียบจากกระทรวงอื่นก็มีการมอบอำนาจให้รัฐมนตรีช่วยฯ อย่างชัดเจน ในบริหารจัดการบุคคลและงบประมาณ ซึ่งถือว่ามีเครื่องไม้เครื่องมือพร้อม ต่างไปจากที่เกิดขึ้นกับ “กระทรวงเกษตรฯ” ในขณะนี้     สาเหตุที่มองว่าคำสั่งไม่ชัดเจนนั้น จากการที่ให้ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  นำคำสั่งเดิมสมัยรัฐมนตรีรัฐบาลที่ผ่านมา นำมาเปรียบเทียบดู ก็มีหลักฐานว่าแต่ละยุคแต่ละสมัยมีคำสั่งที่ไม่เหมือนกัน   ซึ่งการมอบงานโดยเฉพาะอย่างยิ่งการมอบงานให้รัฐมนตรีช่วยว่าการฯ ในขณะนี้ไม่สามารถตอบสนองต่อนโยบายรัฐบาลได้เลย โดยเฉพาะที่พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และมวลชนส่วนใหญ่มาจากภาคอีสานและภาคเหนือ 

”  ถ้ารัฐมนตรีช่วย 3 คน แบ่งเช่นนี้ก็สมเหตุสมผล แต่วันนี้รัฐมนตรีช่วยเหลือ 2 คน ท่านรัฐมนตรีว่าการได้ไป 11 หน่วยงาน และช่วยได้ไปคนละ 4 หน่วยงาน ผมว่าท่านจะงานหนักนะ ท่านว่าการ(ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า  ) เราอยากแบ่งเบาภาระท่าน เราก็คิดว่าท่านว่าการ จะทำงานหนักเกินไป แบ่งมาให้ทำบ้าง เราอยากทำงาน อันนี้ไม่ได้เรียกร้องว่ากรมน้อยนะ ” 

นายไชยา กล่าวว่า  หากไม่ได้ตามเป้าหมาย  ก็เป็นเรื่องของพรรคที่จะเจรจา ซึ่งมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นผู้กำกับดูแลกระทรวงเกษตร เพราะต้องทำงานร่วมกัน ระหว่างกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรฯ  ยืนยันว่าไม่เป็นรอยร้าวในรัฐบาล เพราะสามารถพูดคุยกันได้ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย

“จะคุยเร็วๆ นี้ ผมไม่มีปัญหา   เพราะไม่ได้ยืนบนความขัดแย้ง เพราะกระทรวงเกษตรฯ เราทำงานร่วมกัน หลักการทำงานร่วมกันคือต้องให้เกียรติกัน ไว้ใจกัน และต้องมีธรรมาภิบาล  ผมและท่านอนุชา ( อนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์)  มีความรู้สึกเดียวกัน   และเหมือนกันท่านอนุชาก็ไม่ต่างจากผมหรอก ”  นายไชยา  ระบุ  

แบ่งงาน 'กระทรวงเกษตรฯ' รมช. ไชยา ยันไม่ขัดแย้ง - แต่อยากให้เกียรติกันและกัน

ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 

.

ขอขอบคุณภาพ จาก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

‘หมออ๋อง’ แจงละเอียดยิบ ดราม่าเบิกงบดูงาน 1.3 ล้านบาท ยินดีให้ตรวจสอบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558861

18 ก.ย. 2566

'หมออ๋อง' แจงละเอียดยิบ ดราม่าเบิกงบดูงาน 1.3 ล้านบาท ยินดีให้ตรวจสอบ

‘หมออ๋อง’ แจงเบิกงบดูงานสิงคโปร์ 1.3 ล้านบาท บินหรู ด้วยเงื่อนไขล็อกไว้ สายการบินประจำชาติเบิกแบบmaximum ที่พัก จนท. ได้หาอย่างเหมาะสมที่สุด

จากการวิพากษ์วิจารณ์กรณีคณะทำงานนายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาคนที่ 1 พา สส.รวม 12 คน ดูงานที่ประเทศสิงคโปร์ ระหว่างวันที่ 21-24 ก.ย. 2566 ด้วยงบประมาณ 1,379,250 บาท นายปดิพัทธ์ ชี้แจงอย่างละเอียดในรายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอ ถึงค่าใช้จ่าย 

ระเบียบการคลัง กำหนดเงื่อนไขการเดินทาง 

เมื่อถูกถามว่า รู้สึกอย่างไรที่เรื่องนี้ถูกเผยแพร่ออกมา โดยมุ่งชี้ไปที่ประเด็นการใช้งบประมาณ นายปดิพัทธ์กล่าวว่า ตนเคยถูกถามก่อนหน้านี้ว่าจะยกเลิกการดูงานทั้งหมดหรือไม่ ซึ่งตนบอกว่าไม่ยกเลิก แต่จะดูเท่าที่จำเป็นและให้มีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ต้องไปดูว่ากระบวนการของราชการมีขั้นตอนของกระทรวงการคลัง ที่ระบุว่าบุคคลระดับต่างๆ ต้องได้รับการดูแลให้เดินทางอย่างปลอดภัยและสมฐานะของประเทศอย่างไร

“ตอนที่ผมยังไม่ทราบระเบียบเหล่านี้ ผมก็เรียกเจ้าหน้าที่มา บอกว่าเดินทาง 2 ชั่วโมงครึ่ง บินด้วยสายการบินต้นทุนต่ำได้หรือไม่ เจ้าหน้าที่ไปทำการบ้านมาปรากฏว่าไม่ได้ เพราะมีระเบียบกระทรวงการคลังล็อกไว้ว่าบุคคลเช่น รัฐมนตรี ผบ.เหล่าทัพ ประธานวุฒิสภา ประธานรัฐสภา จะได้รับการดูแลให้เดินทางโดยสายการบินประจำชาติ เป็นการเบิกแบบสูงสุด (maximum) ตั้งเรื่องไว้ก่อน เพราะเจ้าหน้าที่ไม่รู้ว่าถ้าใช้จริงจะเป็นเท่าไรแน่ ผมจึงให้นโยบายไปเลยว่าใช้ให้ถูกที่สุด เพราะสัมภาระไม่เยอะ”

“ส่วนการนอนโรงแรมก็อย่าให้ถึงงบสูงสุดคือ 12,000 บาท เอาแค่ 7,000-8,000 ก็พอ เจ้าหน้าที่ไปทำการบ้านมา ได้โรงแรมที่เหมาะสมแล้ว อย่างไรก็ตาม เอกสารการเบิกเป็นการเบิกแบบเต็มที่ ตามสิทธิ์ที่บรรจุในระเบียบกระทรวงการคลัง ดังนั้น ทั้งหมดมีเงื่อนไขอยู่ ต้องมีการพูดคุยให้ถูกต้องตามระเบียบ ส่วนเรื่องสายการบิน เชื่อว่าเจ้าหน้าที่การคลังของสภาได้ทำการบ้านดีที่สุดแล้ว สรุปเป็นชั้นธุรกิจของการบินไทย”  

เมื่อถูกถามว่า ประชาชนอาจตั้งคำถามว่า เหตุใดต้องเป็นชั้นธุรกิจ นายปดิพัทธ์กล่าวว่า เป็นเรื่องที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ได้ ขอยกตัวอย่าง ตนเคยเสนอให้การเดินทางของ สส. สามารถจองตั๋วเองแล้วมาเบิกได้ แต่สภามีเงื่อนไขกับเอเจนซี่ในการจองตั๋ว ซึ่งเรื่องนี้มี 2 มุม มุมหนึ่งถ้า สส. ต้องจัดการชีวิตตัวเองหมด ก็อาจเดินทางไม่ทัน แต่พอใช้เอเจนซี่ เขาก็ให้เราได้ที่นั่งที่ดีสุด เป็น Priority Seat เช่นเดียวกับข้าราชการอื่นๆ ตนจะบอกว่าไม่รับอาหารบนเครื่องบินก็ไม่ได้ เพราะเบิกมาแล้ว ต้องใช้วิธีเซ็นว่าไม่รับอาหารแล้วค่อยคืนไป อย่างไรก็ดี ในตั๋วเครื่องบิน เป็นแพ็กเกจรวมทั้งหมด

สส.ก้าวไกลร่วมทริป มีภารกิจชัดทุกคน 

นายปดิพัทธ์ กล่าวว่า ส่วนเหตุใดในคณะผู้เดินทาง จึงเป็น สส. ก้าวไกลเยอะ เนื่องจากคณะนี้ไม่ได้เป็นกรรมาธิการที่มีสัดส่วนสมาชิกจากแต่ละพรรคชัดเจน ตอนที่ตนตั้งกรรมการ 4 ชุดเพื่อขับเคลื่อนงานสภาโปร่งใส ตนประกาศในสภาฯ เลยว่าพรรคไหนสนใจมาร่วมกัน ให้ส่งรายชื่อมา ปรากฏว่าก็ไม่มีส่งมา 

ตอนแรกคณะเดินทางมี 12 คน แบ่งเป็น เจ้าหน้าที่ 4 คน ตนจึงขอให้มี สส. รัฐบาล 4 คนไปด้วย แต่เป็นการติดต่ออย่างไม่เป็นทางการ เพราะยังไม่มีวิป จึงเดินไปบอกพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย ว่าขอพรรคละ 2 คน ให้เป็นคนที่สนใจกิจการสภา สนใจพัฒนาสภาให้ smart ทางพรรคเพื่อไทยจึงส่งรายชื่อมา 2 คน คือ ศรัณย์ ทิมสุวรรณ และ พชร จันทรรวงทอง ส่วนภูมิใจไทยส่งชื่อไม่ทัน แต่ต่อมาศรัณย์ติดภารกิจเรื่องวิปรัฐบาล จึงตัดสินใจอยู่ว่าจะเดินทางไปด้วยกันแต่กลับก่อน หรือยกเลิกทริปไปเลย 

ส่วน สส.พรรคก้าวไกลที่ร่วมเดินทางไปนั้น ล้วนมีภารกิจทั้งสิ้น เช่น ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เป็นคนที่เกี่ยวข้องกับ Smart Parliament โดยตรง เก่งที่สุดในเรื่องเทคโนโลยี ส่วนเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร เป็นประธานของอนุกรรมการเกี่ยวกับ Young Parliament ดังนั้น ยืนยันว่าทั้งหมดมีที่มาที่ไปและเหตุผล 

เตรียมส่งรายงานการดูงาน ต่อรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง 

เมื่อถามว่า อาจมีการมองว่า เรื่องฝุ่นหรือเรื่องอัตราการจ้างงาน เป็นเรื่องของฝ่ายบริหาร ไม่เกี่ยวกับสภาหรือไม่ นายปดิพัทธ์ กล่าวว่า ในการบริหารประเทศ เรื่องฝุ่นแค่เรื่องเดียวมีกฎหมายที่ต้องออกหลายฉบับมาก และยังมีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ต้องเจรจากับอินโดนีเซีย ดังนั้น การที่สภากับรัฐบาลมีนโยบายใกล้เคียงกัน การออกกฎหมายและการดำเนินนโยบาย ก็จะใกล้เคียงกันไปด้วย ตนจึงคิดว่าเราสามารถทำงานคู่ขนาน ที่ทำให้ปัญหาระดับโลก สามารถแก้ไขอย่างมีเอกภาพได้ 

“ผมคิดว่าเรื่องนี้รัฐบาลไทยล้มเหลวมาตลอด 9 ปีที่ผ่านมา และปัญหาหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ เรารอไม่ได้ โดยผมจะส่งรายงานทั้งหมดให้ รมว.ต่างประเทศ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ และ รมว.เกษตรฯ รับรองว่ารายงานการดูงานแน่นปึ๊ก และพร้อมเผยแพร่ต่อสาธารณะถ้ามีหน่วยงานใดร้องขอ”


พร้อมแสดงใบเสร็จให้ตรวจสอบ 

เมื่อถามต่อว่า รู้สึกอย่างไรที่เหมือนโดนจับผิด นายปดิพัทธ์ กล่าวว่า เป็นความตั้งใจของเราอยู่แล้วที่จะทำสภาโปร่งใส ถ้าเราตั้งใจจะโปร่งใส ก็ต้องพร้อมโดนตรวจสอบ ไม่ใช่ส่งเอกสารแบบถมดำ นอกจากนี้คิดว่าคำวิพากษ์วิจารณ์นี้ควรไปไกลกว่าตน ต้องไปดูว่าระเบียบกระทรวงการคลังที่ใช้อยู่ปัจจุบันโบราณหรือไม่ เพราะอยู่มาหลายสิบปี และมีการปรับปรุงเมื่อปี 2560 ดังนั้น ถ้ารัฐบาลนี้มีนโยบายรัดเข็มขัด การดูงานไม่ใช่แค่ฝ่ายนิติบัญญัติ แต่รวมถึงองค์กรอิสระ รวมถึงข้าราชการ ก็ต้องรัดเข็มขัดด้วย และปรับปรุงระเบียบกระทรวงการคลังไปด้วยกัน ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น ตนจะมีความยินดีอย่างยิ่ง

เมื่อถามว่ายืนยันพร้อมให้ตรวจสอบใช่หรือไม่ นายปดิพัทธ์กล่าวว่า ตรวจสอบได้เลย พร้อมแสดงใบเสร็จ เรื่องค่าใช้จ่าย เมื่อตนเดินทางกลับมาจะมีการสรุปอย่างชัดเจนว่าใช้กับเรื่องอะไร เท่าไรบ้าง หากใครต้องการตรวจสอบ เรายินดีเปิดเผย

‘สว.กิตติศักดิ์’  เฮ ที่ประชุมวุฒิสภา ลงเสียงลับ ไม่พบพฤติกรรมขัดจริยธรรม 

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558862

18 ก.ย. 2566

'สว.กิตติศักดิ์'  เฮ ที่ประชุมวุฒิสภา ลงเสียงลับ  ไม่พบพฤติกรรมขัดจริยธรรม 

ประชุมวุฒิสภา รายงานผลการพิจารณาเรื่องร้องเรียน จริยธรรมสมาชิกวุฒิสภา กรณี” สว.กิตติศักดิ์” ถูกร้องเรียน ทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพล ไม่ยอมให้เจ้าอาวาสวัดบางคลาน จ.พิจิตร ที่ ถูกแต่งตั้งเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ ผลการลงมติโดยสว. ชี้ชัดไม่พบว่ามีพฤติกรรม ถือว่าจบไปในที่สุด

 ที่รัฐสภา  นายศุภชัย สมเจริญ  รองประธานวุฒิสภา คนที่สอง ทำหน้าที่ประธานการประชุมวุฒิสภา เพื่อพิจารณา รายงานผลการพิจารณาเรื่องร้องเรียน จริยธรรมสมาชิกวุฒิสภา ของคณะกรรมการจริยธรรมวุฒิสภา ( นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา )  ” สว.กิตติศักดิ์”  ตามข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมของสมาชิกวุฒิสภาและกรรมาธิการ พ.ศ.2563 ข้อ 42 โดยมีพลเอก สิงห์ศึกห์ สิงห์ไพร รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง ในฐานะประธานคณะกรรมการจริยธรรมวุฒิสภา รายงานผลการพิจารณาของคณะกรรมการต่อที่ประชุม
  


โดยพลเอก สิงห์ศึก กล่าวว่า มีบุคคลยื่นหนังสือขอให้ดำเนินการไต่สวน และวินิจฉัยพฤติกรรมของนายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา  “สว.กิตติศักดิ์ ”  จากกรณีปัญหาความขัดแย้งที่วัดบางคลาน อ.โพทะเล จ.พิจิตร ซึ่งนายกิตติศักดิ์ถูกร้องเรียนว่าทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพล ไม่ยอมให้เจ้าอาวาสวัดบางคลานที่ถูกแต่งตั้งอย่างถูกต้องเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ พบพฤติกรรมที่ขัดต่อข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรม สมาชิกวุฒิสภา และ และกรรมาธิการ พ.ศ.2563

สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาได้มีการตรวจสอบเรื่องร้องเรียนเบื้องต้นแล้ว และส่งเรื่องร้องเรียนมายัง
คณะกรรมการจริยธรรมวุฒิสภา โดยคณะกรรมการ ได้มีมติในการตั้งอนุกรรมการขึ้นมาเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริง และรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อให้ได้ ข้อมูล และข้อเท็จจริงว่ามีมูลที่จะรับเรื่องร้องเรียนไว้พิจารณาหรือไม่


เมื่อคณะกรรมการได้พิจารณารายงานผลการตรวจสอบเรื่องร้องเรียนแล้ว เห็นว่าเรื่องร้องเรียนดังกล่าวมีมูลเพียงพอที่จะรับเรื่องไว้พิจารณา จึงมีมติให้รับเรื่องร้องเรียนดังกล่าวไว้พิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับแต่ได้รับเรื่องจากวุฒิสภา แต่เรื่องดังกล่าวมีข้อเท็จจริง และเอกสารที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก คณะกรรมการ จึงขอขยายเวลาพิจารณาจำนวน 2 ครั้ง มีการพิจารณาเรื่องดังกล่าวทั้งสิ้น 13 ครั้ง ก่อนที่เสนอให้ที่ประชุมวุฒิสภาพิจารณาลงมติ ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณาลงคะแนน เป็นการลับ


   
การลงคะแนนเสียงแบบลับ  ที่ประชุมวุฒิสภามีมติ เห็นชอบกับความเห็นของคณะกรรมการจริยธรรมวุฒิสภา 93 คะแนน ไม่เห็นชอบด้วยกับความเห็นของคณะกรรมการจริยธรรม คะแนน 33 และไม่ออกเสียง 37 คะแนน  จึงถือว่านายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ  สว. มิได้กระทำการในลักษณะก่อให้เกิดความเคลือบแคลงหรือสงสัย ในการปฎิบัติหน้าที่ หรือให้ความเห็นในลักษณะการใส่ร้าย หรือเสียดสีบุคคลอื่น หรือนำเรื่องที่เป็นเท็จมาอภิปรายหรือแสดงความคิดเห็นในการประชุม ตามข้อบังคับประมวลจริยธรรมข้อที่ 31 และ 36 วรรคหนึ่ง

'สว.กิตติศักดิ์'  เฮ ที่ประชุมวุฒิสภา ลงเสียงลับ  ไม่พบพฤติกรรมขัดจริยธรรม 

กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา ( สว.พิจิตร)

ด้วยคะแนนเสียงที่เห็นชอบด้วย  กับความเห็นของคณะกรรมการจริยธรรมวุฒิสภา ไม่ถึงกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ คือ ไม่ถึง 124 คะแนน ตามข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมฯ ข้อ 43 วรรคสาม  ถือว่าเป็นอันยุติ   ซึ่งผลการพิจารณาดังกล่าวจะแจ้งไปยังผู้ร้องและผู้ถูกร้องทราบตามระเบียบว่าด้วยการยื่นเรื่องร้องเรียนและวิธีพิจารณาของคณะกรรมการ จริยธรรมวุฒิสภาต่อไป

ณัฐวุฒิ เรียกร้องรัฐบาลเร่ง ‘นิรโทษกรรม’ ‘คดีการเมือง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558855

18 ก.ย. 2566

ณัฐวุฒิ เรียกร้องรัฐบาลเร่ง 'นิรโทษกรรม' 'คดีการเมือง'

อดีตแกนนำ นปช. เรียกร้องให้รัฐบาล เร่งพิจารณา ‘นิรโทษกรรม’ ‘คดีการเมือง’ ยุติความขัดแย้งที่สืบทอดกันมาหลายสิบปี

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตเลขาฯ นปช. เรียกร้องรัฐบาล เร่งนิรโทษกรรมคดีผู้เห็นต่างทางการเมือง ตามที่หาเสียงไว้ ด้วยการโพส
เฟซบุ๊กที่มีเนื้อหาสำคัญ ถึงการปลดพันธนาการเรื่องคดีความ ให้คนทุกฝ่ายที่เห็นต่าง และเคลื่อนไหวต่อสู้ทางการเมืองตลอดหลายปีที่ผ่านมา

โดยเฉพาะเยาวชน คนหนุ่มสาวนับพันราย ซึ่งในจำนวนนี้หลายคนมีคดีติดตัวเกินกว่า 20 คดี

ณัฐวุฒิ เรียกร้องให้นิรโทษกรรมทุกคน ทุกข้อกล่าวหา ยกเว้นกรณีความผิดถึงแก่ชีวิต ส่วนกรณีทุจริตคอร์รัปชัน ไม่เกี่ยวข้องและไม่รวมอยู่ในเรื่องนี้ เริ่มต้นใหม่ สร้างสังคมที่คนเห็นต่างอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ มีคณะกรรมการพิจารณาการบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะประมวลกฎหมายอาญา ม.112 ไม่ให้เป็นเครื่องมือทางการเมืองให้ร้ายกัน

เมื่อรัฐบาลตั้งขึ้นโดยพรรคการเมืองที่ยืนขั้วตรงข้ามกันมาตลอด ก็น่าจะร่วมกันใช้โอกาสและเงื่อนไขทางการเมืองนี้ ทำให้คนทุกขั้วพ้นสถานะผู้ต้องหา กลับมายืนในฐานะประชาชน ตั้งต้นสร้างสังคมประชาธิปไตย ภายใต้รัฐธรรมนูญที่ชอบธรรม

พรรคร่วมรัฐบาลหลายพรรคก็เคยประกาศนโยบายปรองดอง สมานฉันท์ ถึงเวลาต้องทำก็ไม่ควรชักช้า เมื่อบรรดาคณะรัฐประหารทั้งหลาย นิรโทษกรรมตัวเอง และเข้าสู่เวทีการเมือง
ก็ควรอย่างยิ่งที่จะนิรโทษกรรมให้คนหนุ่มสาว คืนอิสรภาพให้อนาคตของประเทศ

ลูกหลานที่ยังติดคุกจะได้ออกมา ที่อดอาหารอยู่ในคุกจะได้คืนสู่อิสระ ที่ลี้ภัยต่างแดนจะได้กลับบ้าน  อย่าปล่อยให้คนหนุ่มสาวรุ่นนี้ อยู่กับคดีความ และการจำขัง ต่อเนื่องไป ทั้งที่เราส่งมอบสิ่งที่ดีกว่าให้พวกเขาได้

เลขาธิการนายกฯ การันตี ‘ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี” คุณภาพขั้น หัวกะทิ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558856

18 ก.ย. 2566

เลขาธิการนายกฯ การันตี  'ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี" คุณภาพขั้น หัวกะทิ

เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ชี้แจง การแต่งตั้ง “ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี” ทั้ง 9 คน รวมทั้ง “พิชิต ชื่นบาน” ย้ำชัด ทั้ง 9 คน เป็นตำแหน่งที่ไม่ได้รับเงินเดือน ในรายของเอกชนที่เข้ามาทำหน้าที่ ไม่จำเป็นต้องลาออก การันตีความรู้ความสามารถ ระบุความท้าทายคือการทำประโยชน์ให้ประชาชน

นายแพทย์พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า   ในการแต่งตั้งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี  รวม 9  คน  ด้วยกัน  โดยมี นายพิชิต ชื่นบาน ที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย รวมอยู่ด้วย มีบทบาทในเรื่องกฎหมาย    สำหรับ “ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ”   ทั้ง 9 คน เป็นตำแหน่งที่ไม่ได้รับเงินเดือนเพราะเป็นตำแหน่งที่นายกรัฐมนตรีเป็นผู้แต่งตั้ง  ไม่ต้องลาออกจากตำแหน่งผู้บริหารบริษัทเอกชน เพราะเป็นการเชิญมาในฐานะผู้เชี่ยวชาญ หรือผู้ทรงคุณวุฒิเข้ามาทำงาน ส่วนกรณีที่มีการตั้งกรรมการบริษัทแสนสิริ จำกัด  ( มหาชน) เข้ามาเป็นที่ปรึกษา ด้วยนั้น สะท้อนว่าในหลายวงการ ล้วนมีความสามารถ

หากไม่มีความรู้ คงไม่เชิญมาเป็น “ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี”    ทั้งนี้มองว่านายกรัฐมนตรีได้จัดความสำคัญเรื่องนี้อย่างดี โดยทั้ง 9 คน ก็แบ่งงานตามความชำนาญในแต่ละเรื่อง  ”  กรณีนายพิชิต   ชื่นบาน ในส่วนของการปรึกษาด้านกฎหมาย จะเข้ามาดูมิติของกฎหมายด้านอื่นๆ ตามความเชี่ยวชาญ  ขณะที่ กรณีของนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ที่เร็วๆนี้ จะมีการแจ้งข้อกล่าวหาเกี่ยวกับคดีความ  เรื่องคดีก็ดำเนินไป แต่ส่วนที่เป็นความรู้ความสามารถ ความตั้งใจ ก็ต้องเคารพในเรื่องนี้  เพราะนายกิตติรัตน์ ได้ทำเรื่องนโยบาย และศึกษาเรื่องนี้อย่างลึกซึ้ง  เป็นนักการเงิน แต่ได้ลงไปทำงานกับเกษตรกรต่างๆมากมาย  ส่วนจะมีข้อครหาเรื่องความสง่างามหรือไม่นั้น  มองว่าความสง่างามอยู่ที่ว่า จะทำประโยชน์ให้ประชาชนได้มากน้อยแค่ไหน เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ระบุ

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่234/2566 เรื่องแต่งตั้งที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ได้แก่ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ประธานที่ปรึกษา  คณะที่ปรึกษานานกฯ ประกอบด้วย นายเทวัญ ลิปตพัลลภ   , นายพิชัย ชุณหวชิร ,  นายศุภนิจ จัยวัฒน์ ,  ผู้ช่วยศาตราจารย์พิมล ศรีวิกรม์ ,  นายพิชิต ชื่นบาน , นายชลธิศ สุรัสวดี ,  นายชัย วัชรงค์ , และนายสุรยุทธ์ ทวีกุลวัฒน์ 

ในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี  ระบุว่า   ให้ส่วนราชการสนับสนุนการดำเนินงานของที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ตามที่ได้รับการร้องขอ และให้สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี อำนวยความสะดวกในการปฏิบัติหน้าที่ของที่ปรึกษาฯ สำหรับค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงาน ให้เป็นไปตามระเบียบของราชการโดยให้เบิกจ่ายจากสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี 

เลขาธิการนายกฯ การันตี  'ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี" คุณภาพขั้น หัวกะทิ

พิชิต ชื่นบาน   ที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย   ได้รับคำสั่งแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี

มติ ครม.ไฟเขียว มท.แต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารระดับสูง 24 ราย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558848

18 ก.ย. 2566

มติ ครม.ไฟเขียว มท.แต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารระดับสูง 24 ราย

มติ ครม.ไฟเขียวแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย-ผู้ว่าราชการจังหวัด-อธิบดีกรมการปกครองรวม 24 รายชื่อ

วันที่ 18 ก.ย.  นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มีเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน มีมติเห็นชอบแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูงและโยกย้ายข้าราชการ กระทรวงมหาดไทย รวม 24 ราย ทั้งนี้ มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.นี้เป็นต้นไป โดยแบ่งเป็นรองปลัดกระทรวง 1 ตำแหน่ง อธิบดี 3 ตำแหน่ง และผู้ว่าราชการจังหวัด 20 ตำแหน่ง

สำหรับการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง และผู้ว่าราชการจังหวัด รวม 24 ตำแหน่ง ประกอบด้วย

1. นายชำนาญวิทย์ เตรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด เป็น รองปลัดกระทรวงมหาดไทย

2.นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็น อธิบดีกรมการปกครอง (ปค.)

3.นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็น อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน (พช.)

4.นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เป็น อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)

5.นายสนั่น พงษ์อักษร ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์

6.นายชลธี ยังตรง ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา

7.นายสุภกิณห์ แวงชิน ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก

8.นายขจรเกียรติ รักพานิชมณี ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช

9.นายทวี เสริมภักดีกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์

10.นายนฤชา โฆษาศิริไลซ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์

11.นายภาสกร บุญญลักษม์ ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี

12.นายสุพจน์ รอดเรือง ณ หนองคาย ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา

13.นายโสภณ สุวรรณรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต

14.นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม

15.นายอำพล พงศ์สุวรรณ ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา

16.นายเกียรติศักดิ์ ตรงศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี

17.นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ

18.นายสมนึก พรหมเขียว ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา

19.นายศักระ กปิลกาญจน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล

20.นายผล ดำธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร

21.นายบัญชา เชาวรินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี

22.นายเจษฎา จิตรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี

23.นายพิริยะ ฉันทดิลก ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง

และ 24. นายศุภศิษย์ กอเจริญยศ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาพสินธุ์ เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี

‘เนชั่นโพล’ เผยคนไทยเชื่อมั่นรัฐบาล ‘เศรษฐา’ ปานกลาง-จี้เร่งลดราคาพลังงาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558844

18 ก.ย. 2566

‘เนชั่นโพล’ เผยคนไทยเชื่อมั่นรัฐบาล ‘เศรษฐา’ ปานกลาง-จี้เร่งลดราคาพลังงาน

‘เนชั่นโพล’ เผยคนไทยเชื่อมั่นรัฐบาล ‘เศรษฐา’ ระดับปานกลาง คะแนนเชื่อมั่นมากต่ำ นโยบายลดราคาพลังงานอยากให้เร่งทำมากสุด ต่อด้วยเงินดิจิทัล แก้ปัญหาหนี้ พักหนี้เกษตรกร ไม่แน่ใจนโยบายค่าแรง 600 บาท

เนชั่นโพลร่วมกับสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา(IFD) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง“ความเชื่อมั่นในการบริหารงานของรัฐบาลหลังแถลงนโยบาย 2566”โดยดำเนินการสำรวจในช่วงวันที่ 14-16 กันยายน 2566 ในกลุ่มประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค อาชีพ และระดับการศึกษา ทั่วประเทศ รวมจำนวน 1,227 ตัวอย่าง

โฉมหน้าคณะรัฐมนตรี รัฐบาล เศรษฐา ทวีสินโฉมหน้าคณะรัฐมนตรี รัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน

โดยการสุ่มตัวอย่างใช้การสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็น โดยสุ่มตัวอย่างด้วยวิธี Stratified Five-Stage Random Sampling แต่ละตัวอย่างที่ถูกเลือกมีค่าถ่วงน้ำหนัก (sampling weight) ที่แตกต่าง วิธีการสำรวจเป็นแบบผสม โดยลงพื้นที่สำรวจ 50% และสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ 50% ค่าความผิดพลาด (error) ของการสำรวจอยู่ที่ 3% ที่ระดับความเชื่อมั่น 95%

สำหรับผลการสำรวจมีดังนี้

1. ความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน ในการบริหารประเทศ หลังรับฟังแถลงนโยบายต่อรัฐสภา พบว่า ประชาชน ร้อยละ 45.89 มีความเชื่อมั่นปานกลาง ร้อยละ 23.26 ไม่ค่อยเชื่อมั่น และร้อยละ 13.40 ไม่เชื่อมั่นเลย ในขณะที่มีประชาชนเพียง ร้อยละ 12.99 เชื่อมั่นมาก และร้อยละ 4.45 เชื่อมั่นมากที่สุด

โดยหากพิจารณาตามลักษณะทางประชากรและการเลือก สส. บัญชีรายชื่อในสังกัดพรรคต่างๆ ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา พบว่า ประชาชนกลุ่มอายุ 46-59 ปี และ 60 ปีขึ้นไป มีความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลเศรษฐาฯ มากกว่ากลุ่มอายุ 18-25 ปี และกลุ่มอายุ 26-35 ปี

ขณะที่ประชาชนที่มีอาชีพรับจ้างทั่วไปและแม่บ้าน/พ่อบ้าน/เกษียณและรับจ้างทั่วไป จะมีความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลเศรษฐาฯ มากกว่ากลุ่มอาชีพอื่น ในขณะที่กลุ่มอาชีพนักเรียนและนักศึกษา จะมีความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลเศรษฐาฯ น้อยกว่ากลุ่มอาชีพอื่น

ประชาชนที่มีระดับการศึกษาระดับปริญญาตรี และระดับอนุปริญญา/ปวส. จะมีความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลเศรษฐาฯ น้อยกว่ากลุ่มระดับการศึกษาอื่น ส่วนประชาชนที่เลือก สส. บัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย จะมีความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลเศรษฐาฯ มากกว่ากลุ่มอื่น ในขณะที่ ประชาชนที่เลือก สส.บัญชีรายชื่อของพรรคก้าวไกล มีความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลเศรษฐาฯ ต่ำที่สุด

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของไทย แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาระหว่าวันที่ 11-12 ก.ย. 2566 นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของไทย แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาระหว่าวันที่ 11-12 ก.ย. 2566

2. นโยบายที่ประชาชนอยากให้รัฐบาลทำมากที่สุด 10 อันดับแรก

  1. ลดค่าพลังงาน ไฟฟ้า น้ำมัน ก๊าซหุงต้ม (ร้อยละ 24.01)
  2. เติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet (ร้อยละ 20.73)
  3. แก้ปัญหาหนี้สิน พักหนี้เกษตรกร แก้หนี้สิน SMEs ที่ได้รับผลจากโควิด-19 (ร้อยละ 14.48)
  4. เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาท ภายใน 4 ปี (ร้อยละ 7.08)
  5. ยกระดับ 30 บาท รักษาทุกโรค ใช้บัตรประชาชนใบเดียว (ร้อยละ 5.74)
  6. เงินเดือนปริญญาตรี 25000 บาท ภายใน 4 ปี (ร้อยละ 4.91)
  7. ปลุกท่องเที่ยวกระตุ้นเศรษฐกิจ (ร้อยละ 4.60)
  8. ปฏิรูปการศึกษา ส่งเสริมวิจัยและเรียนรู้ตลอดชีวิต (ร้อยละ 2.70)
  9. ปราบยาเสพติด ยึดทรัพย์ผู้ผลิตและผู้ค้า เปลี่ยนผู้เสพเป็นผู้ป่วย (ร้อยละ 2.47)
  10. สร้างรายได้เกษตรกรรม การประมง และปศุสัตว์ “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ (ร้อยละ 1.90)

เมื่อพิจารณาความเป็นไปได้ที่รัฐบาลจะทำให้นโยบาย 10 อันดับแรกที่โดนใจประชาชน ให้สำเร็จ พบว่า นโยบายที่โดนใจประชาชน ที่ประชาชนมากกว่าครึ่งให้ความเห็นว่า“เป็นนโยบายที่รัฐจะทำได้อย่างแน่นอน”ดังนี้

  1. สร้างรายได้เกษตรกรรม การประมง และปศุสัตว์ “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” (ร้อยละ 52.72)
  2. ปราบยาเสพติด ยึดทรัพย์ผู้ผลิตและผู้ค้า เปลี่ยนผู้เสพเป็นผู้ป่วย (ร้อยละ 51.08)
  3. เติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet (ร้อยละ 50.68)
  4. ยกระดับ 30 บาท รักษาทุกโรค ใช้บัตรประชาชนใบเดียว (ร้อยละ 50.44)

ส่วนนโยบายที่โดนใจประชาชน ที่ประชาชนมากกว่าครึ่งให้ความเห็นว่า“เป็นโยบายที่ไม่ค่อยแน่ใจว่ารัฐบาลจะทำได้”ดังนี้

  1. เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาท ภายใน 4 ปี (ร้อยละ 67.94)
  2. ปฏิรูปการศึกษา ส่งเสริมวิจัยและเรียนรู้ตลอดชีวิต (ร้อยละ 63.68)
  3. เดือนปริญญาตรี 25,000 บาท ภายใน 4 ปี (ร้อยละ 63.34)
  4. ลดค่าพลังงาน ไฟฟ้า น้ำมัน ก๊าซหุงต้ม (ร้อยละ 61.41)
  5. แก้ปัญหาหนี้สิน พักหนี้เกษตรกร แก้หนี้สิน SMEs ที่ได้รับผลจากโควิด-19 (ร้อยละ 57.08)

3.นโยบายที่ประชาชนไม่อยากให้รัฐบาลทำมากที่สุด 10 อันดับแรก

  1. กัญชาทางการแพทย์และสุขภาพเพื่อสร้างมูลค่า ในเชิงเศรษฐกิจ (ร้อยละ 28.02)
  2. เติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet (ร้อยละ 21.14)
  3. แก้รัฐธรรมนูญ โดยไม่แก้หมวดสถาบันพระมหากษัตริย์ มีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย ทำประชามติ โดยให้ประชาขนมีส่วนร่วม (ร้อยละ 10.21)
  4. รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย (ร้อยละ 6.35)
  5. บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ยังมีอยู่ บัตรคนจน (ร้อยละ 4.62)
  6. เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาท ภายใน 4 ปี (ร้อยละ 3.46)
  7. พัฒนาหน่วยมั่นคง&กองทัพทันสมัย เช่น เกณฑ์ทหารสมัครใจ เรียน รด. ได้มาตรฐาน ลดทหารชั้นสัญญาบัตรระดับสูง (ร้อยละ 3.24)
  8. ไม่มีนโยบายที่น่าผิดหวัง (ร้อยละ 3.08)
  9. ผลักดันกฎหมายสนับสนุนสิทธิและความเท่าเทียม (ร้อยละ 1.96)
  10. เปิดประตูการค้า เจรจา FTA (ร้อยละ 1.95)
‘เนชั่นโพล’ เผยคนไทยเชื่อมั่นรัฐบาล ‘เศรษฐา’ ปานกลาง-จี้เร่งลดราคาพลังงาน

4. รัฐมนตรีที่แถลงและชี้แจงนโยบาย ได้โดนใจประชาชนมากที่สุด 5 อันดับแรก

  1.  เศรษฐา ทวีสิน (ร้อยละ 49.02)
  2. ไม่มีใครที่โดนใจ (ร้อยละ 11.38)
  3. อนุทิน ชาญวีรกูล (ร้อยละ 6.31)
  4. นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว (ร้อยละ 4.96)
  5. สุทิน คลังแสง (ร้อยละ 3.38)
‘เนชั่นโพล’ เผยคนไทยเชื่อมั่นรัฐบาล ‘เศรษฐา’ ปานกลาง-จี้เร่งลดราคาพลังงาน

5. รัฐมนตรีที่แถลงและชี้แจงนโยบาย ได้น่าผิดหวังมากที่สุด 5 อันดับแรก

  1. อนุทิน ชาญวีรกูล (ร้อยละ 26.94)
  2. ไม่มีใครที่น่าผิดหวัง (ร้อยละ 19.30)
  3. เศรษฐา ทวีสิน (ร้อยละ 13.57)
  4. นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว (ร้อยละ 9.49)
  5. สุทิน คลังแสง (ร้อยละ 5.05)

6. ความเชื่อมั่นในการทำหน้าที่ฝ่ายค้านของพรรคก้าวไกลและพรรคประชาธิปัตย์พบว่า ประชาชน ร้อยละ 52.02 มีความเชื่อมั่นอย่างแน่นอน และ 42.28 ไม่แน่ใจ

7. สส. ฝ่ายค้านที่แถลงและชี้แจงนโยบาย ได้โดนใจมากที่สุด 5 อันดับแรก

  1. วิโรจน์ ลักขณาอดิศร (ร้อยละ 26.28)
  2. รังสิมันต์ โรม (ร้อยละ 25.97)
  3. ชัยธวัช ตุลาธน (ร้อยละ 10.91)
  4. ชวน หลีกภัย (ร้อยละ 8.45)
  5. พริษฐ์ วัชรสินธุ (ร้อยละ 4.62)

นายชวน หลีกภัย นายชวน หลีกภัย

ที่มา: เนชั่นโพล