‘อภิปราย’ แถลงนโยบายรัฐบาล ‘ก้าวไกล’ ใช้โวหารมากเกินจำเป็น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558411

13 ก.ย. 2566

'อภิปราย' แถลงนโยบายรัฐบาล 'ก้าวไกล' ใช้โวหารมากเกินจำเป็น

เลขาฯคณะก้าวหน้า ขอ สส. ‘ก้าวไกล’ ลดโวหาร ทำการบ้านเพื่อ ‘อภิปราย’ โดยไม่ต้องอ่านโพย ในการตรวจสอบรัฐบาลครั้งหน้า

ปิยบุตร แสงกนกกุล โพสต์เฟซบุ๊ก ชื่นชม สส.ก้าวไกลในการอภิปราย การแถลงนโยบายรัฐบาลว่า  ยังคงการแบ่งธีมประเด็นการอภิปรายเป็นหมวดหมู่ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่ทำกันมาตั้งแต่สมัยที่แล้วมีการสร้าง สส.ให้เป็นตัวแทนของแต่ละประเด็น ในอนาคต คงจะเห็น สส.อีกหลายคนขึ้นมาเติมในแต่ละประเด็นอีก และจัดเตรียมเนื้อหาและการจัดทำข้อเสนอต่อรัฐบาลอย่างเป็นระบบ

แต่การอภิปรายรอบนี้ ติดใช้สำนวนโวหาร ตอด แซะ มากจนเกินไป การประดิษฐ์โวหารเพื่อดึงความน่าสนใจต้องมีอยู่บ้าง แต่ไม่ควรยึดเป็นเรื่องนำจนมากลบเนื้อหาหมด ต้องคิดจากเนื้อหาก่อน อย่าไปหลงคิดแต่ว่า ต้องมีคำโวหารอะไรที่ฟาดที่ปังที่สื่อจะเอาไปพาดหัวขยายผล

นอกจากนี้ยังอ่านบทอภิปรายที่เตรียมมามากจนไม่เป็นธรรมชาติ มี สส.ก้าวไกลประมาณ 3 คน เท่านั้น ที่อภิปรายไหลลื่นโดยไม่ต้องจดจ่ออยู่กับกระดาษหรือคอมพิวเตอร์

ส่วน สส.ที่อภิปรายได้ดี ถ้าจัดได้ 5 คน (โดยตัด 3 ส.ส.มืออภิปรายประจำของพรรคออกไปก่อน คือ ศิริกัญญา รังสิมันต์ วิโรจน์) ได้แก่ พริษฐ์ วัชรสินธุ / ชัยธวัช ตุลาธน /ภัทรพงศ์ ลีลาภัทร / ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ และ ศศินันท์ ธรรมนิธินันท์

จึงอยากฝาก ส.ส.ก้าวไกล ให้ลดเลิกความคิด ต้องหามุขหาคำให้ฟาดให้ปัง ลงไปบ้าง ถ้าเนื้อหาดีเสียอย่าง อย่างไรก็ปังโดยตัวมันเอง  และพยายามลดเลิกการอ่านโพย เพราะถ้าเราอินกับประเด็นนั้นๆ ทำความเข้าใจมาอย่างดี ตระเตรียมมาเอง อย่างไรก็พูดได้จำได้

‘สรรเพชญ’ ซัด รัฐบาล ‘รวมศูนย์อำนาจ’ ไม่เห็นหัว ‘ท้องถิ่น’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558403

12 ก.ย. 2566

'สรรเพชญ' ซัด รัฐบาล 'รวมศูนย์อำนาจ' ไม่เห็นหัว 'ท้องถิ่น'

‘สรรเพชญ บุญญามณี’ สส.สงขลา ปชป. ซัด รัฐบาลรวมศูนย์อำนาจ ละเลย กระจายอำนาจ ไม่เห็นหัว ‘ท้องถิ่น’ สวนทางหาเสียง ชี้ แค่วาทกรรมประชาธิปไตยอำพราง เพื่อคะแนนเสียง หวัง สภาร่างรธน.ที่จะเกิดขึ้น ยกกระจายอำนาจเป็นวาระหลัก

ที่อาคารรัฐสภา นายสรรเพชญ บุญญามณี สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้ร่วมอภิปรายวาระเรื่องด่วน คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2562 โดยระบุว่า

.

“ต้องขอเรียนกับทุกท่านด้วยความเคารพอย่างตรงไปตรงมาว่า จากที่ได้อ่าน ได้ฟังนโยบาย เหมือนจะดูดี เหมือนจะเคลิบเคลิ้มตาม ว่านี่คือทิศทาง แนวทางการบริหารงานของท่าน ที่จะมาแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน แต่ภายใต้คำที่สวยหรู กลับเห็นอนาคตที่มืดมน ไร้ทิศทาง ในหลาย ๆ นโยบายที่ท่านได้หาเสียงไว้ เมื่อขมวดมาแล้ว กลับเห็นแต่นามธรรมกว้าง ๆ จับต้องไม่ได้”

นายสรรเพชญ บุญญามณี สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายนโยบายรัฐบาลเศรษฐา ทวีสินนายสรรเพชญ บุญญามณี สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายนโยบายรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน

ระบุต่อว่า เท่าที่ทราบมา หลักการของการกระจายอำนาจ คือ การลดบทบาท อำนาจภารกิจ หน้าที่ของรัฐส่วนกลาง รวมทั้งรัฐส่วนภูมิภาคลง และเอาอำนาจนั้นไปเพิ่มศักยภาพให้กับท้องถิ่น ทั้งในเรื่องงบประมาณ และทรัพยากรให้เขาสามารถดูแลตนเอง แต่เมื่อฟังท่าน แถลงนโยบายเรื่องผู้ว่าซีอีโอแล้ว เหมือนเป็นการสนับสนุนต่อยอดการกระจายอำนาจของไทยให้พัฒนาขึ้น 

“แต่ผมคิดว่าตรงนี้ท่านอาจเข้าใจผิด สับสน หรืออาจแกล้งสับสน ที่กระผมพูดเช่นนี้ เพราะว่า แนวคิดเรื่องผู้ว่าซีอีโอมันคือโลกคู่ขนานที่ไม่มีทางมาบรรจบกัน ไม่เชื่อท่านลองขีดเส้น 2 เส้นดู อย่างที่ผมนำเรียนครับ มันเป็นคนละเรื่อง คนละหลักการกัน 

เนื่องจากแนวคิดเรื่องผู้ว่าซีอีโอ คือ การบริหารงานแบบเอกชน แบบบริษัท ที่รวมศูนย์อำนาจการตัดสินใจไว้ที่เบอร์หนึ่งของจังหวัด อำนาจรัฐที่มันกระจุกตัวไปที่ผู้ว่าซีอีโอเช่นนี้ มันไม่ใช่การกระจายอำนาจ หากแต่มันเป็นการขยายอำนาจรัฐส่วนกลาง ไปสู่ส่วนภูมิภาคให้กว้างขึ้น”

นายสรรเพชญ อภิปรายฯ อีกว่า “มาถึงตอนนี้เราสามารถสรุปได้ไหมครับ ว่านโยบายหาเสียงของท่านมันเป็นเพียงวาทกรรมประชาธิปไตยอำพราง เพื่อคะแนนเสียง เพราะ ท่านบอกว่าจะท่านจะเลือกตั้งผู้ว่าในจังหวัดที่มีความพร้อม ท่านบอกว่าท่านจะยกระดับพื้นที่เพื่อเป็นเขตเศรษฐกิจใหม่ ๆ แต่ภายหลังที่ท่านได้รับโอกาส ให้จัดตั้งรัฐบาล กลับไม่ปรากฏนโยบายเหล่านี้ ในการแถลงของท่านแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำท่านยังจะทำเรื่องที่ตรงกันข้าม ไม่ต่อยอดการกระจายอำนาจไม่ว่า แต่ท่านกลับกระจุกอำนาจ และรวมศูนย์อำนาจ ให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดอีกครั้ง กระผมชักไม่แน่ใจ หากจะใช้คำว่า “โกหกประชาชน” ได้หรือไม่ หรือคำว่า “โกหก” มันอาจน้อยไปสำหรับท่าน

นายสรรเพชญ ได้ยกตัวอย่างสถิติงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้เห็นความพยายามผลักดัน การกระจายอำนาจในประเทศไทย ผ่านการจัดสรรงบประมาณสู่ท้องถิ่น โดยกล่าวว่า 

“ผมอยากให้ดูสถิติที่น่าสังเวชใจครับท่านประธาน เกือบ 30 ปี ที่เรามุ่งผลักดันการกระจายอำนาจมา เราสามารถจัดสรรงบประมาณให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ไม่ถึง 30% ของรายได้สุทธิของรัฐบาล ซึ่งแท้ที่จริงแล้วความมุ่งหมายของกฎหมายกระจายอำนาจต้องการให้ทะลุเพดาน คือ 35% สิ่งที่ท่านกลัว คือ ท่านกลัวว่าถ้ากระจายอำนาจให้ท้องถิ่น คือความสุ่มเสี่ยงที่จะเปิดโอกาสให้ท้องถิ่นมีการทุจริตคอรัปชั่นมากขึ้น แต่จากฐานข้อมูลงานวิจัยในปี 2564 พบว่าการทุจริตของ อปท. นั้นสร้างความเสียหายน้อยกว่าส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และรัฐวิสาหกิจ ขณะที่งบการเงินของท้องถิ่นได้รับการรับรองจาก สตง. ในสัดส่วนที่สูงกว่าภาครัฐ / รัฐวิสาหกิจ ด้วยซ้ำไป”

นายสรรเพชญ บุญญามณี สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์นายสรรเพชญ บุญญามณี สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์

.

“ผมยังมีความหวังอยู่ริบหรี่ ว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญ ที่อาจจะเกิดขึ้นในไม่ช้าไม่นานนี้ จะนำเอาวาระเรื่องการกระจายอำนาจ เข้าไปเป็นวาระหลักวาระหนึ่ง ในการจัดทำรัฐธรรมนูญ เพื่อเป็นหลักประกันว่าท้องถิ่นในยุคต่อไปจะได้รับการเอาใจใส่ และมีการพัฒนาแบบก้าวกระโดด”นายสรรเพชญ กล่าวสรุป

‘เศรษฐา’ แลกหมัด ‘ชวน’  ปมเลือกปฏิบัติ -ท่องเป็นนายกรัฐมนตรีเพื่อคนไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558400

12 ก.ย. 2566

'เศรษฐา' แลกหมัด 'ชวน'  ปมเลือกปฏิบัติ -ท่องเป็นนายกรัฐมนตรีเพื่อคนไทย

นายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย “เศรษฐา ทวีสิน” อภิปรายชี้แจง หลังถูกพาดพิงจาก ชวน หลีกภัย อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เจ้าของฉายา “มีดโกนอาบน้ำผึ้ง” ที่โจมตีเพื่อไทยในอดีต ใช้วิธีการเลือกปฏิบัติกับคนใต้ โดยนายกฯเศรษฐา ประกาศจุดยืน มาทำหน้าที่เพราะรักประเทศชาติ

นายเศรษฐา​ ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  ได้ชี้แจงกรณีนายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรีและ สส. บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายนโยบายรัฐบาล​  โดยตำหนิถึงการเลือกปฏิบัติกับคนใต้  การวิจารณ์ถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาล ที่จะสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นในสังคม  สิ่งเหล่านี้จะเกิดได้ เมื่อประชาชนได้รับการปฏิบัติโดยเสมอภาค จึงขอให้รัฐบาลรักษาหลักนิติธรรม และมีธรรมาภิบาล


นายเศรษฐา  ระบุว่า  น้อมรับคำแนะนำข้อควรระวัง ยืนยันว่าการที่มายืนตรงนี้ มาอยู่ตรงนี้ รักประเทศชาติมีความต้องการที่จะเห็นประชาชน มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น การที่เข้ามายืนตรงนี้ ได้ดำรงตำแหน่งอันทรงเกียรตินี้ ได้มาอยู่ในที่นี้ในรัฐสภาอันทรงเกียรติ  มีความตั้งใจ มาด้วยหัวใจที่เปิดกว้าง มาด้วยความตั้งใจที่จะทำประโยชน์ให้ประเทศชาติ สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้   ตนเองมีความรู้ถึงปัญหาที่ประชาชนเผชิญอยู่ ซึ่ง 7,500 ชีวิต ได้สูญเสียไป 20 กว่าปีที่ผ่านมา เป็นเรื่องที่ตนเองก็เศร้าใจ

.

เศร้าใจกับความสูญเสียจากเหตุการณ์ไฟใต้

.

​ ตั้งแต่ก่อนเข้าสู่สนามการเมือง อย่าว่าแต่ 7,500 ชีวิตที่ไม่ควรจะสูญเสีย 1 ชีวิตก็มากเกินไป  เห็นตรงกันว่าความสูญเสียไม่ควรจะเกิดขึ้น ส่วนวิธีการเข้าถึงปัญหาและความลึกของปัญหา อาจจะต่างกันหรือวิธีการที่จะนำไปปฏิบัติต่อไปในอนาคต มั่นใจว่ารัฐบาลที่มาจากประชาชน โดยพรรคร่วม 11 พรรค ให้ความสำคัญกับความสงบสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้​ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจ การเลือกปฏิบัติก็เป็นเรื่องถกเถียงกันมานาน 

.

ชูผลงานช่วงเกิดวิกฤตสึนามิทั่วโลกยกย่อง

.


“เท่าที่เข้ามาในวงการการเมือง ก็ได้ยินอดีตนายกชวนกล่าวถึง การเลือกปฏิบัติ ผมคงไม่ไปถกเถียงกับท่าน ก็น้อมรับข้อความที่ท่านได้พูดมาแต่ผมก็มีข้อมูลของผมเหมือนกัน ว่ารัฐบาลพรรคไทยรักไทยสมัยก่อนเกิดวิกฤตสึนามิขึ้นมา นายกฯสมัยนั้นนายทักษิณ​ ชินวัตร ก็ได้ลงไปในพื้นที่ กับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และเอกชนหลายๆคนก็ได้ลงไปดูแลพื้นที่ เข้าไปกินอยู่ที่นั่น ดูแลประชาชนชาวภูเก็ตและพื้นที่ข้างเคียง อย่างเต็มความสามารถ เท่าที่ท่านสามารถทำได้ จนเป็นที่ชื่นชมของชาวโลก การเลือกปฏิบัติต่อพื้นใดพื้นที่หนึ่งในประเทศไทย โดยผู้บริหารสูงสุดของประเทศ ถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่บังควร เราเป็นรัฐบาลที่มาจากประชาชนทั้งประเทศ ไม่ว่าจังหวัดนี้จะมีสส.ในพื้นที่ภาคใต้หรือไม่ ก็เป็นความตั้งใจอันสูงสุดของผม ในฐานะนายกรัฐมนตรี ที่ต้องให้ความเป็นธรรมให้ความเสมอภาคและให้ความเท่าเทียมกับประชาชนคนไทยทุกคน”

นายเศรษฐา  กล่าวด้วยว่า   ตั้งแต่ตนยังไม่ได้รับอำนาจ ในการบริหารราชการแผ่นดิน​ จังหวัดแรกที่ตนลงไปคือจังหวัดภูเก็ต แม้ว่าพรรคเพื่อไทยหรือพรรคร่วมรัฐบาลไม่มีสส.เลยแม้กระทั่งคนเดียว ก็ให้ความสำคัญ กับจังหวัดภูเก็ตกับพื้นที่ภาคใต้ การกระทำเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ดีกว่าคำพูด ว่ารัฐบาลนี้จะบริหารราชการแผ่นดินอย่างไร การมาดำรงตำแหน่ง เจตนารมณ์ชัดเจนคือจะเป็นนายกรัฐมนตรีนำพารัฐบาลที่เป็นของประชาชนคนไทยทุกคน  นายเศรษฐา ระบุ

.

ฝากรัฐบาลรักษาหลักการนิติธรรม

.


นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวอภิปรายตอนหนึ่ง  ระบุว่า   ขอเรียกร้องให้นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐบาลพรรคเพื่อไทย อย่าเลือกปฏิบัติกับคนใต้เหมือนในอดีตที่ผ่านมา  ความมุ่งมั่นของรัฐบาล ที่จะสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นในสังคม  จะเกิดได้ เมื่อประชาชนได้รับการปฏิบัติโดยเสมอกัน จึงขอให้รัฐบาลรักษาหลักนิติธรรม และมีธรรมาภิบาล ไม่เลือกปฏิบัติ อย่าละเลยจนซ้ำรอยเหตุการณ์ในอดีต    และมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก จากจุดเริ่มต้น การละเมิดหลักนิติธรรม เพื่อแก้ปัญหาภาคใต้จากการจัดการผู้ร้าย เมื่อ 8 เมษายน 2544 จนเกิดเหตุความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ เกิดการปล้นอาวุธสงครามจากค่ายทหาร จากการใช้นโยบายที่ผิดพลาดของรัฐบาลในขณะนั้น 

“ขอให้นายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เมื่อปฏิบัติหน้าที่ครบ 4 ปีหรือไม่ครบก็ตาม  ได้ไม่ต้องถูกจำคุก ไม่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มโคตรโกง หรือ โกงทั้งโคตร ” นายชวน  ระบุ

‘สรรเพชร’ อัดรัฐบาลตระบัดสัตย์ ดัน ‘ผู้ว่าซีอีโอ’ รวบอำนาจไว้ส่วนกลาง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558397

12 ก.ย. 2566

'สรรเพชร' อัดรัฐบาลตระบัดสัตย์ ดัน 'ผู้ว่าซีอีโอ' รวบอำนาจไว้ส่วนกลาง

‘สรรเพชร’ สส.สงขลา ปชป. จวกรัฐบาลตระบัดสัตย์ ดัน ‘ผู้ว่าซีอีโอ’ รวบอำนาจกระจุกเอาไว้ที่ส่วนกลาง หวัง ส.ส.ร.ชูการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น เข้มแข็ง

ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 12 ก.ย. 2566 นายสรรเพชร บุญญามณี สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) อภิปรายในการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี ว่า นโยบายเหมือนจะดูดี คำสวยหรู แต่กลับเห็นอนาคตกลับมืดมน ไร้ทิศทาง เป็นนามธรรม เป็นภาพกว้าง อย่างไรก็ตามปัญหาทางเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและอื่นๆ ส่วนหนึ่งเกิดมาจากอำนาจรัฐที่กระจุกตัว ส่วนกลางหวงอำนาจ ซึ่งเราแก้ปัญหาจากหนักให้เป็นเบาด้วยการกระจายอำนาจ การกระจายโอกาสให้คนในท้องถิ่นกำหนดชะตาชีวิตของคัวเองได้ กระจายโอกาส และลดความเสี่ยงของรัฐส่วนกลาง ให้เขากำหนดชะตาชีวิตของตัวเองได้ หรือที่เรียกว่าเกาให้ถูกที่คัน

 นายสรรเพชร บุญญามณี สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์นายสรรเพชร บุญญามณี สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์

นายสรรเพชร ยกนโยบาย ‘ผู้ว่าซีอีโอ’ ขึ้นมาอภิปรายว่า รัฐบาลเข้าใจผิดและสับสนเกี่ยวกับการกระจายอำนาจ เพราะต้องลดบทบาท อำนาจ ภารกิจของรัฐส่วนกลาง รวมทั้งส่วนภูมิภาค และไปเพิ่มอำนาจ งบประมาณและทรัพยากรให้ท้องถิ่นดูแลตัวเองได้ แต่นโยบายผู้ว่าซีอีโอเป็นการบริหารงานแบบเอกชน แบบบริษัทที่รวมศูนย์กลางอำนาจการจัดการไว้ที่เบอร์หนึ่งของบริษัท 

ในยุคที่ผู้ว่าซีอีโอ เฟื่องฟู หน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นเกิดความอ่อนแอ การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนถูกตัดขาด เพราะแนวทางการบริหารของผู้ว่าซีอีโอตกเป็นมือไม้ของฝ่ายการเมือง และเป็นกลไกในการรวบอำนาจ ไม่ใช่การกระจายอำนาจ แต่เป็นการขยายอำนาจของรัฐส่วนกลางไปสู่รัฐภูมิภาคให้มันกว้างขึ้น เฉลี่ยคือเอาผู้บริหาร 1 คน ไปบริหารคน 7-8 แสนคน เป็นการมุ่งร้ายสู่ท้องถิ่นมากกว่าการประสงค์ดี

ทั้งนี้ นายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี เคยเริ่มต้นการกระจายอำนาจด้วยการผลักดันให้มีการตรา พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์กรบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 และพ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 ถือว่าเป็นกฎหมายฉบับแรกที่กำหนดเรื่องการกระจายอำนาจอย่างเป็นรูปธรรมและสมบูรณ์แบบ และสอกคล้องกับรัฐธรรมนูญ 2540 ทำให้ท้องถิ่นได้เริ่มลงหลักปักฐานการกระจายอำนาจอย่างจริงจัง 

“แล้วพวกท่านไม่อายผู้ใหญ่ที่บุกเบิกเรื่องนี้มาหรือ? น่าเสียดายที่แกนนำพรรคร่วมและคณะรัฐมนตรีที่อ้างว่าตัวเองมาจากประชาชนกลับเห็นดีเห็นงามกับแนวคิดนี้”

นายชวน หลีกภัย  อดีตนายกรัฐมนตรี นายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี

สส.สงขลา ถามว่า นายกรัฐมนตรีหลงลืมไปแล้วหรือไม่ว่านี่คือราชอาณาจักรไทย ไม่ใช่บริษัทที่ท่านคุ้นเคยก่อนมารับตำแหน่ง? และนโยบายที่หาเสียงไว้เป็นประชาธิปไตยอำพรางเพื่อหาคะแนนเสียง? เพราะพรรคเพื่อไทยเคยบอกว่าจะเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดในจังหวัดที่มีความพร้อมและยกระดับพื้นที่เพื่อเป็นเขตเศรษฐกิจใหม่ๆ แต่เมื่อได้รับโอกาสเป็นรัฐบาลนโยบายเหล่านี้กลับไม่ปรากฎในคำแถลงนโยบาย แถมยังทำตรงกันข้ามคือกระจุกอำนาจ รวมศูนย์อำนาจให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด 

อีกทั้งปิดประตูตายการกระจายอำนาจ ด้วยคำให้สัมภาษณ์ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยว่า นโยบายเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดไม่ได้เป็นนโยบายของพรรคภูมิใจไทย ตนไม่กล่าวโทษเพราะไม่ใช่นโยบายที่หาเสียงไว้ แต่พรรคแกนนำที่มีเสียงสนับสนุนกว่าสิบล้านเสียงคงจะผิดหวังที่ยอมแลกจุดยืนและอุดมการณ์ทางการเมืองเพื่อเอาใจพรรคร่วมรัฐบาลและเพื่อสร้างเสถียรภาพความมั่นคงให้ตัวเอง

“ผมว่าท่านควรเลิกอ้างว่าเป็นรัฐบาลของประชาชน แต่เป็นรัฐบาลของพรรคร่วม โดยพรรคร่วม และเพื่อพรรคร่วม” นายสรรเพชร กล่าว

30 ปีย้อนหลัง เรามุ่งเน้นการกระจายอำนาจ แต่เราจัดสรรงบประมาณให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) ได้ไม่ถึง 30% ของรายได้สุทธิรัฐบาล แต่เป้าหมายคือ 35% บางคนกลัวว่าถ้ากระจายงบประมาณมากจะมีการคอร์รัปชัน 

แต่จากสถิติเมื่อปี 2564 ว่าการทุจริตของ อปท. สร้างความเสียหายน้อยกว่าส่วนกลาง-ภูมิภาค-รัฐวิสาหกิจ แต่งบประมาณของท้องถิ่นที่ได้รับการรับรองจาก สตง. มีสัดส่วนสูงกว่าภาครัฐ พร้อมทั้งยกตัวอย่างอคาเรียมที่สงขลา คือมหากาพย์การโกง 1,400 ล้านบาท 15 ปีผ่านไปยังสร้างไม่เสร็จ และนี่คือสิ่งที่รัฐบาลยัดเยียดในสิ่งที่คนในพื้นที่ไม่ต้องการ

ในช่วงท้าย นายสรรเพชร ยอมรับว่า ตัวเองหมดหวังต่อคณะรัฐมนตรี(ครม.)ว่าจะเอาการกระจายอำนาจเข้าไปในภารกิจ เพราะอ้างว่าเป็นรัฐบาลผสม แต่ยังมีหวังริบหรี่ว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญที่อาจจะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้จะเอาเรื่องการกระจายอำนาจเข้าไปเป็นวาระหลักในการจัดทำรัฐธรรมนูญ เพื่อให้หลักประกันว่าท้องถิ่นจะได้รับการดูแลเอาใจใส่และพัฒนาอย่างก้าวกระโดด

'สรรเพชร' อัดรัฐบาลตระบัดสัตย์ ดัน 'ผู้ว่าซีอีโอ' รวบอำนาจไว้ส่วนกลาง

“ขอให้กลับไปคิดใหม่ คิดใหญ่ ทำเป็น เหมือนสโลแกนของท่าน วันนี้ท่านแถลงนโยบายเท่ากับตระบัดสัตย์ต่อประชาชนไปแล้วด้วยการหาเสียงแบบไม่รับผิดชอบต่อคำพูด พวกท่านอย่าทำผิดซ้ำสองเลย พวกผมจะทำหน้าที่พรรคร่วมฝ่ายค้านตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเต็มกำลังความสามารถเพื่อนักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชน” นายสรรเพชร กล่าว

‘ชาติพัฒนากล้า’ เร่ง ‘รัฐบาลเศรษฐา’ เปิด ‘มอเตอร์เวย์โคราช’ รับท่องเที่ยว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558393

12 ก.ย. 2566

'ชาติพัฒนากล้า' เร่ง 'รัฐบาลเศรษฐา' เปิด 'มอเตอร์เวย์โคราช' รับท่องเที่ยว

นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล สส.ระบบบัญชีรายชื่อ ‘ชาติพัฒนากล้า’ เร่ง ‘รัฐบาลเศรษฐา’ เปิดมอเตอร์เวย์โคราช และโครงข่ายมอเตอร์เวย์ทั่วไทย ส่งเสริมการท่องเที่ยวเมือง 3 มรดกโลก ชี้จุดเด่นเป็น ‘เมืองสามมงกุฎ’ สิ่งเดี่ยวในโลกที่มีเพียง 4 ประเทศ เท่านั้น

วันที่ 12 กันยายน 2566 เวลา 14.30 น.นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล สส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคชาติพัฒนากล้า(ชพก.) อภิปรายในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 5 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง)​ ในประเด็นเห็นด้วยกับนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ที่จะรื้อโครงสร้างราคาพลังงาน ให้ราคาพลังงานทุกชนิดถูกลง เพื่อลดภาระค่าครองชีพของพี่น้องประชาชน และลดต้นทุนทั้งเศรษฐกิจของประเทศ 

นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล สส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคชาติพัฒนากล้านพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล สส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคชาติพัฒนากล้า

รวมทั้งรัฐบาลมีนโยบายที่จะส่งเสริมการผลิตและการใช้พลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียนในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นนั้น เป็นเรื่องที่ถูกต้องเพราะเวลานี้เรามีสัดส่วนการใช้พลังงานไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ อยู่ที่สัดส่วนที่ค่อนข้างต่ําประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณการผลิตพลังงานไฟฟ้าเท่านั้น 

ในขณะที่เรามีสัดส่วนของการใช้ไฟฟ้าที่ผลิตจากแก๊สธรรมชาติอยู่ในสัดส่วนที่สูงถึง 60 กว่าเปอร์เซ็นต์ หากนำมาเทียบต้นทุนการผลิตไฟฟ้า 

จากสองแหล่งนี้จะพบว่าต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานไฟฟ้าหมุนเวียนมีราคาเพียงประมาณสองบาทเศษต่อยูนิต ในขณะที่ต้นทุนค่าผลิตไฟฟ้าจากแก๊สธรรมชาติที่นําเข้าจากต่างประเทศ มีต้นทุนสูงถึงสี่บาทเศษ เรียกว่าสูงกว่าเท่าตัวร้อยเปอร์เซ็นต์

'ชาติพัฒนากล้า' เร่ง 'รัฐบาลเศรษฐา' เปิด 'มอเตอร์เวย์โคราช' รับท่องเที่ยว

ดังนั้น ถ้าสามารถเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกันก็ลดสัดส่วนของการใช้พลังงานไฟฟ้าจากแก๊สธรรมชาติจะทําให้ราคาต้นทุนของการผลิตไฟฟ้าถูกลง ก็จะส่งผลต่อราคาไฟฟ้าของพี่น้องประชาชนถูกลงตามมาด้วย

นอกจากนี้ อยากให้รัฐบาลได้เร่งรัดพัฒนาทรัพยากรการท่องเที่ยวแห่งใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นให้มีความพร้อมต่อการรองรับนักท่องเที่ยวให้มากขึ้น ล่าสุด องค์การ UNESCO ได้ประกาศรับรองให้อุทยานธรณีโคราช หรือโคราชจีโอพาร์ค ซึ่งตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ของจังหวัดนครราชสีมา เป็นอุทยานธรณีโลก หรือ โคราช ยูเนสโก โกลบอล จีโอพาร์ค (Korat UNESCO Geopark) ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรณีวิทยาที่สําคัญแห่งหนึ่งที่มีการขุดค้นพบซากดึกดําบรรพ์ของสิ่งมีชีวิตหลายชนิดที่มีความสมบูรณ์มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เช่น ไม้กลายเป็นหิน ไดโนเสาร์หลากหลายสายพันธุ์ ช้างสี่งา และสัตว์ดึกดำบรรพ์ร่วมสมัยอื่นๆ เช่น เสือ แรด ฮิปโป ยีราฟ จระเข้ ปลา และเต่า เป็นต้น

ส่งผลจังหวัดนครราชสีมามีสถานะเป็นจังหวัดที่ยูเนสโก ให้การรับรองพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และศิลปวัฒนธรรม มี 3 แห่งด้วยกันในจังหวัดเดียวกันคือ 

1.ป่าดงดิบสมบูรณ์ ดงพญาเย็น เขาใหญ่ อําเภอปากช่อง

2.เขตสงวนชีวมณฑล ป่าดิบแล้ง สแกราช อําเภอปักธงชัย

3.อุทยานธรณีโลกโคราช ที่ครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 5 อําเภอ ได้แก่ ปากช่อง, สีคิ้ว,สูงเนิน,ขามทะเลสอ, เฉลิมพระเกียรติ และอําเภอเมือง 

ดังนั้น จังหวัดนครราชสีมา จึงได้ชื่อว่าเป็นเมืองสามมงกุฎ หรือทริปเปิลคราวน์ซิตี้ สิ่งเดี่ยวในโลกที่มีเพียงสี่ประเทศเท่านั้น ได้แก่ อิตาลี เกาหลีใต้ จีน และประเทศไทย

ฉะนั้น อยากฝากให้รัฐบาลได้พิจารณาเร่งรัดจัดงบประมาณมาพัฒนาสิ่งอํานวยความสะดวกต่างๆ และได้เร่งประชาสัมพันธ์ให้ชาวโลกได้รับรู้ ว่าเรามีเมืองสามมงกุฎอยู่ที่ประเทศไทย เปิดถนนสายท่องเที่ยวยูเนสโก หรือ ยูเนสโก รูท ให้ทั่วโลกได้รู้จัก

นพ.วรรณรัตน์ กล่าวว่าสําหรับนโยบายของรัฐบาลที่จะลงทุนในโครงการก่อสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม ขนส่งและโลจิสติกส์ ทั้งทางถนน ทางน้ํา ทางราง ทางอากาศ เพื่อเปิดประตูค้าขาย และเปิดโอกาสของประเทศนั้น อยากจะฝากรัฐบาลได้พิจารณาสร้างถนนมอเตอร์เวย์ ทั่วทิศ ทั่วไทย ในเส้นทางหลักที่สําคัญของประเทศ เช่น ภาคเหนือ สายบางปะอิน – เชียงราย, ภาคใต้สาย นครปฐม-เพชรบุรี -สุไหงโกลก, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นครราชสีมา – หนองคาย ซึ่งมีระยะทางประมาณสองพันกิโลเมตร โดยที่รัฐบาลอาจจะลงทุนเองหรือร่วมทุนกับเอกชนในลักษณะพีพีจี

สุดท้าย ฝากให้รัฐบาลได้เร่งรัดดําเนินการก่อสร้างถนนมอเตอร์เวย์สายบางปะอิน-โคราช ให้แล้วเสร็จและเปิดใช้งานได้ภายในปีนี้ เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ 2567 ให้แก่พี่น้องประชาชน ชาวโคราช และชาวอีสานต่อไป

มอเตอร์เวย์โคราชมอเตอร์เวย์โคราช

เศรษฐา ลั่นประชุม ครม.นัดแรก ชง ‘พักหนี้เกษตรกร’ หารือ- ไตรมาส 4 เห็นผล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558372

12 ก.ย. 2566

เศรษฐา ลั่นประชุม ครม.นัดแรก  ชง 'พักหนี้เกษตรกร' หารือ- ไตรมาส 4   เห็นผล

นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง “เศรษฐา ทวีสิน” ประกาศในเวทีการอิปรายแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา การันตีประชุมคณะรัฐมนตรีนัดแรก พร้อมนำวาระ “พักหนี้เกษตรกร” เข้าสู่การหารือ เพื่อวางแนวทางปฏิบัติ ชูทำแผนพักหนี้ควบคู่การสร้างรายได้

การประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 5 วาระพิเศษ เพื่อพิจารณาเรื่องด่วน คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา  นายเศรษฐา ทวีสิน  นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงว่า   เรื่องการ พักหนี้เกษตรกร  รัฐบาลที่ประกอบด้วยพรรคร่วม 11 พรรค ตระหนักดีถึงความเดือดร้อนของเกษตรกร    เรื่องปากท้อง เรื่องรายได้ เรื่องหนี้สิน เป็นเรื่องสำคัญ เพราะฉะนั้นในการประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งแรก ก็จะมีเรื่อง การ “พักหนี้เกษตรกร”   เข้าสู่การประชุมคณะรัฐมนตรี   ย้ำว่าเรื่องการพักหนี้เกษตรกร รัฐบาลมีแนวทางที่จะดำเนินเร่งด่วน โดยมีเป้าหมายที่จะทำให้ได้ภายในไตรมาส 4 ปีนี้ 


แนวทางที่วางไว้ต่อการพักหนี้เกษตรกร    จะทำการพักทั้งต้นและดอก ซึ่งการพักหนี้ของรัฐบาล ทำการพักหนี้พร้อมแผนการสร้างรายได้ ปรับเปลี่ยนโครงสร้างการเกษตร  ผลิตสิ่งที่ตลาดโลกต้องการในปริมาณที่เหมาะสม การพักต้นพักดอก  เป็นการฟื้นฟูจิตใจของเกษตรกรเพื่อให้ทุกคนมีกำลังมีแรงใจ มีแรงกายในการ ไปทำมาหากินทำการสร้างรายได้ให้อย่างมีเกียรติมีศักดิ์ศรีโดยที่ ในอนาคตจะไม่เสียวัฒนธรรมทางด้านการเงินการคลัง


“ส่วนเรื่องของการใช้ Data  หรือ ฐานข้อมูล  ที่สส.ได้สอบถามกันมา  มีความจำเป็นที่จะต้องถ่ายทอดความรู้ให้กับเกษตรกรเพื่อให้สามารถนำไปปรับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นเพราะฉะนั้นมองว่าต้องทำควบคู่ไปกับการพัฒนาความรู้ให้กับเกษตรกรทั่วไป ”  นายกรัฐมนตรี ระบุ

‘จุรินทร์’ ขอบคุณเสียงชื่นชมทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ยันทำงานร่วม กก.ไร้ปัญหา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558352

12 ก.ย. 2566

'จุรินทร์' ขอบคุณเสียงชื่นชมทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ยันทำงานร่วม กก.ไร้ปัญหา

‘จุรินทร์’ ขอบคุณเสียงชื่นชมหลังลุกขึ้นอภิปรายคำแถลงนโยบาย ซัดหลายนโยบายไม่ตรงปก ยันไร้ปัญหาทำงานฝ่ายค้านร่วม ‘ก้าวไกล’ ยกเว้นบางจุดยืน

วันที่ 12 ก.ย.  นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และ รักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงภาพรวมการอภิปรายของฝ่ายรัฐบาลเมื่อวานนี้ (11 ก.ย.) ว่า มีเรื่องหนึ่งที่ต้องขอบคุณนั่นก็คือการที่รัฐบาลฟังสิ่งที่ตนพูด ในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ขอให้ไปแก้ไขให้ชัดเจนเพื่อคลายความกังวล เพราะในนโยบายเขียนแค่ว่าจะไม่แก้ไขในหมวด 2 ว่าด้วยเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้วตนสนับสนุน แต่ในนโยบายไม่ได้ระบุว่าจะไม่แก้ในหมวด 1 ด้วย ซึ่งหมวด 1 ก็มีความสำคัญ เพราะระบุไว้ว่าประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวกันแบ่งแยกไม่ได้ ต้องยอมรับความจริง ว่าแนวคิดแบ่งแยกดินแดนก็มีปรากฏให้เห็นตนเสนอว่าให้รัฐบาลไปทำให้เกิดความชัดเจนในเรื่องนี้ “ถ้าแก้รัฐธรรมนูญ จะไม่แตะทั้งหมวด 1 และหมวด 2” ซึ่งเมื่อวานนี้ นายกรัฐมนตรีได้ออกมารับรองว่าจะไม่แตะต้องหมวดดังกล่าว ถือว่ามีความชัดเจนขึ้น ซึ่งเป็นไปตามที่ตนได้ร้องขอไว้ 

นายจุรินทร์ ยังได้กล่าวถึงนโยบายอื่นๆ ที่รัฐบาลแถลงต่อรัฐสภา ยังมีความคลุมเครือ ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย คำตอบหลายนโยบายยังไม่ตรงปก เช่น นโยบายค่าแรง นโยบายแก้ไขปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรนโยบายปริญญาตรี 25,000 บาท ซึ่งทั้งหมดนี้ยังขึ้นอยู่กับเงื่อนไขว่าถ้าเศรษฐกิจดีขึ้น ก็จะทำได้ตามลำดับ แต่ไม่ได้หมายความว่าทำอย่างไร ทำเมื่อไหร่ เหมือนที่พูดไว้ตอนหาเสียง รวมถึงนโยบายด้านการเกษตรที่ตนได้ถามว่าถ้าไม่ทำจำนำข้าวกับประกันรายได้เกษตรกร จะมีนโยบายอะไรที่เป็นรูปธรรมมาทดแทน ก็ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน มีแค่พักหนี้เกษตรกร ซึ่งเหมือนเป็นแค่ยาแดง หนี้เกษตรกรก็ยังคงมีอยู่ ส่วนเรื่องเงินดิจิทัลวอลเล็ตนั้น ก็มีคำตอบเพียงว่าจะไม่กู้ และจะไม่เอาเงินกองทุนต่างๆ มาใช้ รวมถึงเงินหลวงตาบัว จึงมีคำถามตามมาว่าจะเอาเงินที่ไหนมาใช้ ยังไม่มีความชัดเจน ก่อนย้ำว่า “ตนวิจารณ์ตามเนื้อผ้า เพราะทุกคนต้องการคำตอบ” และยังเหลืออีก 1 ทางคืองบประมาณ ตนเป็นถามในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีก่อนพ้นจากรัฐบาลที่ผ่านมาว่างบประมาณปี 2567 จะเหลือให้รัฐบาลไปทำนโยบายได้เท่าไหร่ ซึ่งผู้อำนวยการสำนักงบประมาณก็ตอบชัดว่าเหลือไม่เกิน 200,000 ล้านบาท และนโยบายดิจิทัลวอลเล็ตใช้งบประมาณกว่า 500,000 ล้านบาท ซึ่งถ้าเอาก้อนที่เหลือมาใช้ทั้งหมดก็จะไม่เหลืองบประมาณไว้ทำนโยบาบอื่น อีกทั้งยังต้องหาเพิ่มอีกหลายแสนล้านบาท 

เมื่อถามถึงกรณีหลายฝ่ายออกมาชื่นชมการทำหน้าที่ของตนในนามฝ่ายค้านนั้น นายจุรินทร์ กล่าวขอบคุณพร้อมบอกว่าตนมีหน้าที่อะไรก็ทำเต็มที่ สุดความสามารถเสมอ ตอนเป็นรัฐบาลก็คิดว่าเป็นคนหนึ่งที่ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีในรัฐบาลอย่างเต็มความสามารถ เมื่อมาเป็นฝ่ายค้าน ตนก็มีหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลแทนประชาชน ทวงถามหาคำตอบให้ประชาชน ยืนยันจะทำหน้าที่เต็มที่ ไม่ต้องกังวลตนซื่อสัตย์ต่อการทำหน้าที่เสมอ ขอบคุณสำหรับการชื่นชม

เมื่อถามว่ามีปัญหาในการทำงานเป็นพรรคร่วมฝ่ายค้านกับพรรคก้าวไกลหรือไม่ นายจุรินทร์ กล่าวยืนยันว่าไม่มีปัญหา เป็นวิถีทางประชาธิปไตยตามระบบรัฐสภา พรรคการเมืองที่ไม่เป็นรัฐบาลก็ต้องมารวมกันเป็นฝ่ายค้าน ไม่สามารถเลือกได้เหมือนพรรคร่วมรัฐบาล แต่เราก็ต้องตระหนักว่าเมื่อมาเป็นฝ่ายค้าน ก็ต้องจับมือกันตรวจสอบรัฐบาลแทนประชาชน ถ้าไม่จับมือกัน น้ำหนักการตรวจสอบก็จะหายไป และเมื่อน้ำหนักหายไป คนขาดทุนคือประชาชน  ประชาธิปัตย์ตระหนักในภารกิจ และเชื่อว่าพรรคก้าวไกลก็เช่นกัน ทำงานร่วมกันได้ยกเว้นจุดยืนบางเรื่องที่เคยพูดไปแล้ว

นพ.ชลน่าน แถลงนโยบาย เน้นด้านสุขภาพจิต ชูการรักษาใกล้บ้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558351

12 ก.ย. 2566

นพ.ชลน่าน แถลงนโยบาย เน้นด้านสุขภาพจิต ชูการรักษาใกล้บ้าน

รมว.สาธารณสุข แถลงนโยบาย ยกประเด็นสุขภาพจิตและการรักษาจิตเวชใกล้บ้าน สนับสนุนบริการดิจิทัลออนไลน์ผ่านระบบ Telepsychiatry เพิ่มศักยภาพการดูแลพื้นที่ห่างไกลและกลุ่มเปราะบาง

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้แถลงนโยบายกระทรวง สาธารณสุข พ.ศ. 2567 โดยได้มีการชูประเด็นในเรื่องของการขับเคลื่อนด้านการบริการทางการแพทย์ให้ครอบคลุม พร้อมส่งเสริมงานสุขภาพจิตเพื่อลด ช่องว่างการเข้าถึงบริการจิตเวชและยาเสพติด เชื่อมโยงการทํางานทุกภาคส่วนและการวิเคราะห์ข้อมูลยกระดับนโยบายบัตรทอง 30 บาท เพิ่มคุณภาพชีวิตประชาชน 

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
ซึ่งนโยบายที่สําคัญ คือ โครงการพระราชดําริ และโครงการพระราชดํารัสฯตลอดจนโครงการเฉลิมพระเกียรติที่ เกี่ยวเนื่องกับพระบรมวงศานุวงค์ และนโยบายกระทรวงสาธารณสุขอีก 11 เรื่อง โดยมีเป้าหมายเพื่อลดช่องว่างบริการสาธารณสุข สาม ประการ คือ การแก้ปัญหา การวางรากฐาน และการสร้างเศรษฐกิจ ทั้งนี้ 1.การแก้ปัญหาที่สําคัญได้แก่การขยายโรงพยาบาลในพื้นที่กทม. 50 เขตและ50 โรงพยาบาลและปริมณฑล,การส่งเสริมและการพัฒนางานสุขภาพจิตและยาเสพติด,การดูแลผู้ป่วยและการพัฒนาระบบ การให้บริการมะเร็งแบบครบวงจร และการสร้างขวัญ กําลังใจบุคลากร

2.การวางรากฐาน อาทิการพัฒนาการแพทย์ปฐมภูมิ,การ สาธารณสุขชายแดนและพื้นที่เฉพาะ,สถานชีวาภิบาลและพัฒนาโรงพยาบาลชุมชนแม่ข่าย และ 3.การสร้างเศรษฐกิจ ได้แก่ การพัฒนา ดิจิทัลสุขภาพ,การส่งเสริมการมีบุตรและเศรษฐกิจสุขภาพ

นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข

นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า หลังการเพิ่มบริการหอผู้ป่วยจิตเวชในทุกโรงพยาบาล ศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไป ตั้งแต่เดือนมกราคม พศ. 2566 ในระยะเวลาเพียงไม่ถึงหนึ่งปีนี้ สามารถช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงบริการจิตเวชในปี 2566 เพิ่มขึ้นได้ถึงประมาณร้อยละ 15 โดยเฉพาะการจัดวางกลไกสําคัญในการดูแลผู้ป่วยสารเสพติดและการรักษาผู้ป่วยจิตเวชฉุกเฉิน เป็นการบําบัดผู้ป่วยอย่างเข้มข้นจนอาการทุเลาลงแล้วพิจารณาส่งต่ออย่างเหมาะสม

ซึ่งขณะนี้ มีหอผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติดใน โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไปในสังกัดสํานักงานปลัดกระทรวงฯ ครบทุกจังหวัดและโรงพยาบาลในสังกัดกรมสุขภาพจิต ในทั้ง 12 เขตสุขภาพเป็นจํานวนถึง 7,844เตียง


ด้าน พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ขณะนี้ บริการหอผู้ป่วยจิตเวชในโรงพยาบาลศูนย์และ โรงพยาบาลทั่วไปในสังกัดสํานักงานปลัดกระทรวงฯ รองรับผู้ป่วยได้ถึงร้อยละ 34.3 และ รพ.จิตเวชในสังกัดกรมสุขภาพจิตรองรับผู้ป่วย ร้อยละ 70.8 และทุกหน่วยงานจะเร่งเพิ่มเติมการให้จัดบริการ Telepsychiatry ตามนโยบายรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข เพื่อรองรับ บริการและเพิ่มพูนคุณภาพสําหรับทุกกลุ่มเป้าหมาย โดยขณะนี้ มีการเริ่มต้นใช้บริการ Telepsychiatry ทั้งสําหรับผู้ป่วยนอก ผู้ป่วยใน และกลุ่มญาติหรือผู้ดูแลกว่าสามพันราย

ทั้งนี้ผู้ป่วยที่มีการเข้ารับบริการในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขใน 5 อันดับคือ 1. ผู้ป่วยยาเสพติดที่มีปัญหาจิตเวช 2. โรคจิตเภท 3. โรคซึมเศร้า 4. โรคสมาธิสั้น และ 5. พยายามฆ่าตัวตาย ซึ่งปัจจุบันกรมสุขภาพจิตเพิ่ม ช่องทางการสํารวจสุขภาพใจตนเองผ่าน application on line คือ DMIND Application ทางไลน์หมอพร้อม และคิวอาร์โคดMental Health Check In (MHCI) เพื่อให้ประชาชนรู้เท่าทันสัญญาณความเสี่ยงภาวะสุขภาพจิตได้ พร้อมคําแนะนําการสื่อสารและการบริการ ปรึกษาสายด่วนสุขภาพจิต1323ตลอด24 ชั่วโมงอีกด้วย

กรมสุขภาพจิตพร้อมสนันสนุนการขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพกายและใจแข็งแรง ครอบคลุม ทั่วถึง เท่าเทียม เป็นกําลังสําคัญแก่ประเทศชาติในการสร้างสังคมเศษฐกิจมูลค่าสูง กระทรวงสาธารณสุข พร้อมยกระดับนโยบายบัตรทอง 30 บาทเพิ่มคุณภาพชีวิตประชาชน

‘วราวุธ’ แจงปมจ่ายเงินเด็กแรกเกิดล่าช้า เหตุเป็นช่วงรอยต่อรัฐบาล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558346

12 ก.ย. 2566

'วราวุธ' แจงปมจ่ายเงินเด็กแรกเกิดล่าช้า เหตุเป็นช่วงรอยต่อรัฐบาล

‘วราวุธ’ แจงปมจ่ายเงินอถดหนุนเด็กแรกเกิดล่าช้าเพราะเป็นช่วงรอยต่อรัฐบาล เตรียมส่งสหวิชาชีพซัพพอร์ต ‘หยก’ ในมิติครอบครัว

วันที่ 12 ก.ย.นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวถึงการแถลงโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ว่า ในส่วนของ พม.ไม่มีความกังวล เมื่อวานนี้มีสมาชิกรัฐสภาเพียงคนเดียวที่อภิปรายเรื่องเบี้ยยังชีพของผู้สูงอายุ แต่วันนี้คาดว่ามีประเด็นอื่นเพิ่มเติม ซึ่งข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในสังกัด พม. ได้เตรียมข้อมูลไว้แล้ว ส่วนตัวก็ต้องขอบคุณหลังจากที่มีการแถลงนโยบายไปแล้วเมื่อวานนี้ ก็มีหลายหน่วยงานติดต่อเข้ามา ซึ่งการทำงานของ พม.จากนี้ไปจะเป็นการทำงานเชิงรุกมากขึ้น 

เมื่อถามถึงเรื่องการเลื่อนจ่ายเงินตามโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด จากวันที่ 8 กันยายน2566 ให้กับผู้มีสิทธิรายเดิมและรายใหม่ 2,288,337 คนนั้น นายวราวุธ กล่าวว่า ต้องขออภัยประชาชนโดยเฉพาะเด็กและผู้มีสิทธิ ปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดจากการอนุมัติในช่วงรอยต่อการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล ทำให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดเก่าไม่สามารถอนุมัติงบได้ ส่วนครม. ชุดใหม่ก็ไม่มีอำนาจ ซึ่งในวันพรุ่งนี้จะมีการประชุมครม.อย่างเป็นทางการครั้งแรก โดยตนได้ประสานหน่วยงานในสังกัด พม. เตรียมเอกสารชี้แจงแล้ว เพื่อเร่งจ่ายเงิน 600 บาท ให้ทันวันที่ 18 กันยายนนี้ ขณะเดียวกัน ขอชี้แจงว่า ทุกๆเดือนสุดท้ายของปีงบประมาณนั้น โดยเฉพาะงบของกรมกิจการเด็กและเยาวชน ไม่เพียงพอต่อจำนวนของเด็กที่จะได้รับการสนับสนุน เนื่องจากจำนวนเด็กแรกเกิดมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แต่ขอย้ำว่าจะไม่ให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นอีก

ส่วนกรณีของหยก ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มเคลื่อนไหวของเด็กและเยาวชน นายวราวุธกล่าวว่า เรื่องของหยกแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่เกิดขึ้นในสถานศึกษา และส่วนที่เกิดขึ้นในครอบครัว ซึ่งบริบทของ พม.ที่รับผิดชอบนั้น จะไม่ก้าวล่วงในเรื่องสถานศึกษา เพราะเป็นบทบาทของกระทรวงศึกษาธิการที่ต้องรับผิดชอบ แต่ในส่วนที่เกี่ยวกับครอบครัว มิติต่างๆ เราคงใช้สหวิชาชีพในทุกแขนงซับพอร์ทดูแลน้อง และขอย้ำว่าไม่ได้เน้นเรื่องปัจเจกบุคคลคือดูแลใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นการทำงานทั้งระบบ ไม่ให้เกิดปัญหาเช่นนี้ เพราะเชื่อว่ามีอีกหลายกรณีที่เกิดเรื่องคล้ายๆกัน ดังนั้นต้องแก้ไขทั้งระบบ

‘ผู้การแต้ม’ ยุติบทบาททางการเมือง ขอเดินหน้าให้ความรู้ ปปช. ผ่านสื่อ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558340

12 ก.ย. 2566

'ผู้การแต้ม' ยุติบทบาททางการเมือง ขอเดินหน้าให้ความรู้ ปปช. ผ่านสื่อ

‘ผู้การแต้ม’ อดีตผู้สมัคร สส. กทม.พรรคประชาธิปัตย์ ประกาศหยุดบทบาททางการเมือง เตรียมเดินหน้าให้ความรู้ประชาชนผ่านสื่อ

วันที่ 12 ก.ย. 2566 พล.ต.ต.ดร.วิชัย สังข์ประไพ หรือ “ผู้การแต้ม” อดีตผู้สมัคร สส. กทม. พรรคประชาธิปัตย์ เขตหลักสี่ ได้มาขอแจ้งต่อสื่อมวลชนว่า ตนเองขอหยุดบทบาททางการเมืองเพื่อไปทำหน้าที่ให้ความรู้กับประชาชน

ทั้งนี้ ตนได้ยื่นใบลาออกจากตัวแทนพรรคการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ ประจำจังหวัดกรุงเทพมหานคร เขตเลือกตั้งที่ 9 ต่อเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์เป็นที่เรียบร้อยแล้วในวันเดียวกัน โดยจะมีการแถลงข่าวเปิดตัวรายการในสื่อโทรทัศน์เร็วๆ นี้

ผู้การแต้มผู้การแต้ม

โดยส่วนตัว “ผู้การแต้ม” มีความเชื่อว่าการทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน สามารถทำได้ในหลายบทบาท การให้ความรู้ ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยเหลือประชาชนในการให้ข้อมูลข้อเท็จจริงและแนวทางที่ถูกต้องเพื่อให้สังคมสามารถนำไปคิดและต่อยอดได้

ผู้การแต้มผู้การแต้ม

ทั้งนี้ “ผู้การแต้ม” พล.ต.ต.ดร.วิชัย สังข์ประไพ ขอขอบคุณพรรคประชาธิปัตย์ที่ได้ให้โอกาสตนเองมาทำงานทางการเมือง รวมถึงผู้ใหญ่ในพรรคหลายท่านที่ตนเองให้ความนับถือและถือเป็นต้นแบบที่ดีทางการเมือง อาทิ นายชวน หลีกภัย นายบัญญัติ บรรทัดฐาน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคฯ และนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รักษาการหัวหน้าพรรคคนปัจจุบัน และขอขอบคุณสื่อมวลชนที่ได้นำเสนอข่าวสาร รวมถึงพี่น้องประชาชนที่ได้ให้การสนับสนุนมาโดยตลอด