‘เศรษฐา-สุทิน’ คุยว่าที่ผบ.เหล่าทัพ เห็นผลแน่ ‘ยกเลิกเกณฑ์ทหาร’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557674

03 ก.ย. 2566

'เศรษฐา-สุทิน' คุยว่าที่ผบ.เหล่าทัพ เห็นผลแน่ 'ยกเลิกเกณฑ์ทหาร'

‘เศรษฐา-สุทิน’ ร่วมวงทานข้าว ว่าที่ผบ.เหล่าทัพ พร้อมทำงานร่วมกัน ปีหน้าเตรียม ‘ยกเลิกเกณฑ์ทหาร’ เป็นสมัคร ปรับลดขนาดกองทัพ

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วย นายปานปรีย์ พิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรี และรรัฐมนตรีง่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายสุทิน คลังแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ร่วมโต๊ะรับประทานอาหารเที่ยง กับว่าที่ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ปประกอบด้วยพล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ว่าที่ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) พล.อ.เจริญชัย หินเธาว์ ว่าที่ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และ พล.ร.อ.อะดุง พันธุ์เอี่ยม ว่าที่ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) ในขณะที่ พล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล ว่าที่ ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) ติดภารกิจเดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งจะเดินทางกลับในวันที่ 9 ก.ย.นี้

มีรายงานว่า บรรยากาศการพูดคุยเป็นไปอย่างชื่นมื่นและเป็นกันเอง เริ่มรับประทานอาหารตั้งแต่เวลา 11.30-เวลา 13.00 น. เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านความมั่นคงและรับทราบปัญหาต่างๆ ในการทำงานของกองทัพ นโยบายการทำงานเพื่อไทยที่จะทำร่วมกับกองทัพเท่านั้น รวมถึงแนะนำนายปานปรีย์ และนายสุทิน ให้ว่าที่ผบ.เหล่าทัพ แต่ละคนให้ได้รู้จัก แต่ไม่มีการคุยเรื่องการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ของแต่ละเหล่าทัพ 

ด้านนายสุทิน เปิดเผยว่า ไปพูดคุยถึงสถานการณ์ของประเทศ สอบถามปัญหาและแลกเปลี่ยนความต้องการของแต่ละฝ่าย ซึ่งทางฝ่ายการเมืองระบุว่าอยากผลักดันนโยบายเปลี่ยนการเกณฑ์ทหารเป็นรูแบบสมัครใจ รวมถึงสอบถามความต้องการของกองทัพว่า อยากให้รัฐบาลสนับสนุนเรื่องใดบ้าง และมีความกังวลหรืออุปสรรคอะไรเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลหรือไม่ ทางกองทัพมีความเห็นไปทิศทางเดียวกับรัฐบาล ไม่ขัดข้องอะไรและยินดีปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาล ส่วนจะทำได้ช้าหรือเร็ว ก็จะสะท้อนให้รัฐบาลทราบเพื่อให้รัฐบาลช่วย 

นายสุทินยังกล่าวถึงจะเห็นผลเป็นรูปธรรมทันที เช่น การเปลี่ยนระบบการเกณฑ์ทหารเป็นรูปแบบสมัครใจ ในเดือน เม.ย.2567 ที่จะมีการเกณฑ์ทหารอีกครั้ง จะเห็นอัตราเกณฑ์ทหารที่ลดลงจากเดิมอย่างแน่นอน และจะค่อยๆหมดไปจนเหลือเพียงการเข้ากองทัพแบบสมัครใจ การปรับลดขนาดกองทัพ ที่สังคมมองว่ากองทัพมีนายพลมากเกินไป 

เท่าที่พูดคุยกองทัพมีแผนปรับลดในส่วนนี้ภายในปี 2570 หรือในรัฐบาลนี้ กองทัพจะกระชับลง นายพลจะหายไปจำนวนมาก แต่ยังไม่ได้ประชาสัมพันธ์ ส่วนจะเป็นกี่เปอร์เซ็นต์นั้นกองทัพกำลังทำตัวเลขมาให้ดู และเท่าที่ได้พูดคุยกันนั้น นายกฯได้ฟังความเห็นของกองทัพแล้วก็มีความสบายใจ

นายสุทิน ยอมรับ เดิมหนักใจ แต่ตอนนี้สบายใจขึ้นมาก เพราะการทำงานกับคนมีวินัยเขาพูดง่ายและเท่าที่ได้พูดคุยกับ ผบ.เหล่าทัพ เป็นคนรุ่นใหม่ ที่มีความคิดใหม่ๆ ถือเป็นจังหวะที่ดีของตนที่ได้เข้าไปพัฒนา 

ส่วนนโยบบายที่จะเอาทหารออกมาเพิ่มบทบาทพัฒนาเป็นที่พึ่งประชาชน ทางฝ่ายกองทัพก็ตอบรับว่าเป็นภารกิจอยู่แล้ว และเรื่องปราบยาเสพติด ทหารเคยรับบทบาทนี้มาโดยตลอด เขาก็ยินดีสนองนโยบายรัฐบาล โดยทั่วไปถือว่าเป็นบรรยากาศที่ดี ทำให้มั่นใจว่า กองทัพจะมีบทบาทออกมาช่วยแก้ปัญหาประเทศร่วมกับรัฐบาล

นอกจากนี้ยังเห็นตรงกัน คือ ต้องยกเครื่องงานประชาสัมพันธ์ให้มากขึ้น เพราะที่ผ่านมากองทัพทำเรื่องที่เป็นประโยชน์จำนวนมาก แต่สังคมรับรู้อีกอย่าง ทำให้สังคมมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อกองทัพ

โดยพรุ่งนี้จะไปพบ พล.อ.อ.สุกําพล สุวรรณทัต อดีตรมว.กลาโหม และหลังจากนี้จะไปพบ พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร อดีตรมว.กลาโหม และกำลังประสานเข้าพบ พล.อ.วิชิต ยาทิพย์ สมาชิกวุฒิสภา และ พล.อ.เชาวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี รวมถึงจะพบนักวิชาการด้านความมั่นคง อาทิ นายสุรชาติ บำรุงสุข นายปราโมทย์ นาครทรรพ เพื่อรับฟังความคิดเห็นแง่มุมต่างๆ ด้านความมั่นคงต่อไป

‘ศาลฎีกา’ ยกฟ้อง ‘ชาญชัย อิสระเสนารักษ์’ อดีต สส.ปชป. ‘คดีคิงเพาเวอร์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557672

03 ก.ย. 2566

'ศาลฎีกา' ยกฟ้อง 'ชาญชัย อิสระเสนารักษ์' อดีต สส.ปชป. 'คดีคิงเพาเวอร์'

ศาลฎีกา ยกฟ้อง ‘ชาญชัย อิสระเสนารักษ์’ คดีคิงเพาเวอร์ ฟ้องปิดปากเป็นคดีที่12 เผยแม้ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง แต่แถลงข่าวในฐานะอดีต สส.นครนายก ปชป.

นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต สส. จังหวัดนครนายก พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) เปิดเผยถึงกรณีที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางตัดสินยกฟ้องในคดีที่ตนได้ฟ้องกรรมการ ทอท. และกลุ่มบริษัท คิงเพาเวอร์ เรื่องจัดเก็บและแบ่งปันผลประโยชน์ตอบแทนจากการจำหน่ายสินค้าปลอดอากรภายในสนามบินสวรรณภูมิไม่เป็นไปตามสัญญา เนื่องจากไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรงและศาลยังไม่ได้วินิจฉัยเนื้อหาแห่งคดี จึงได้มาแถลงข่าวว่าจะนำคำพิพากษาดังกล่าวส่งให้แก่นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีกระทรวงการคลังและรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม เพื่อให้ไปติดตามเงิน 1.4 หมื่นล้านบาทเข้าแผ่นดิน เนื่องจากเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่โดยตรง พร้อมกับจะนำเรื่องขึ้นกราบบังคมทูลถวายฎีกาเพื่อให้ทรงทราบถึงสถานการณ์ ทำให้ตนถูกกลุ่มบริษัท คิงเพาเวอร์ ฟ้องร้องกล่าวหาว่าพูดเท็จ หมิ่นประมาท

จากคดีดังกล่าวมีการต่อสู้กันถึง 3 ศาล จนบัดนี้ คดีถึงที่สุด โดยศาลมีคำพิพากษาให้ยกฟ้องแล้ว ซึ่งศาลชั้นต้นได้ตัดสินว่า มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 328 จำคุก 8 เดือน กับให้ลงโฆษณาคำพิพากษาฉบับเต็มในหนังสือพิมพ์ มติชน ข่าวสด เดอะเนชั่น และสยามรัฐ 7 วันติดต่อกัน โดยให้นายชาญชัยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย

จากนั้นในชั้นอุทธรณ์-ฎีกา ศาลได้ตัดสินว่านายชาญชัยไม่มีความผิด และยกฟ้อง ด้วยเหตุผลว่า การแถลงข่าวล้วนเป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคำพิพากษาของศาล อท. การแจกสำเนาคำพิพากษาเป็นการเผยแพร่คำพิพากษา แม้คำพิพากษาจะพิพากษายกฟ้องเนื่องจากไม่ใช่ผู้เสียหายแต่ศาลก็ยังไม่ได้วินิจฉัยว่ามีการกระทำผิดตามฟ้องและไม่มีการปั้นแต่งข้อความอื่นนอกเหนือไปจากข้อความในคำพิพากษา ถือได้ว่าเป็นการแจ้งข่าวด้วยความเป็นธรรมเรื่องการดำเนินการโดยเปิดเผยในศาลโดยสุจริต ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย 

นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต สส. จังหวัดนครนายก พรรคประชาธิปัตย์ นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต สส. จังหวัดนครนายก พรรคประชาธิปัตย์

ส่วนการที่จะไปดำเนินการต่อด้วยการทูลเกล้าถวายฎีกาหรือร้องต่อนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีกระทรวงการคลังและรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม เพื่อให้มีการตรวจสอบและเอาเงินคืน ก็เป็นเรื่องที่แจ้งให้สื่อมวลชนทราบว่าจะดำเนินการต่อไปเท่านั้น มิใช่เป็นการหมิ่นประมาท

ส่วนที่กลุ่มบริษัท คิงเพาเวอร์ ฟ้องว่า มีการแถลงข่าวหลายครั้ง การกระทำมีเจตนาทุจริตทำให้ได้รับความเสียหายนั้น ศาลเห็นว่านายชาญชัย เป็นรองประธานอนุกรรมาธิการ ฯ เข้าร่วมตรวจสอบ,ประชุม โดยมีพยานหลักฐานแน่ชัดน่าเชื่อถือล้วนแต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับงานของนายชาญชัยทั้งสิ้น จากพยานหลักฐานทำให้มีเหตุอันสมควรเชื่อเช่นนั้นโดยสุจริตว่า คำแถลงของตนเป็นความจริงโดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะ ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งเป็นเรื่องความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อส่วนรวม การร่วมกันรักษาปกป้องประโยชน์ส่วนรวมของประเทศย่อมเป็นหน้าที่พลเมืองดี เป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรม ทั้งเป็นการป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม

โดยในชั้นฎีกา ได้ให้เหตุผลถึงประเด็นที่เกี่ยวกับถ้อยคำในการแถลงข่าว ไว้ 4 เหตุผลดังนี้

1. ถ้อยแถลงเกี่ยวกับคำพิพากษาของศาล อท. นายชาญชัยแถลงว่า ศาลพิพากษายกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่า นายชาญชัยไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย และนายชาญชัยยังแถลงด้วยว่า ข้อเท็จจริงแห่งคดีตามคำฟ้องศาลยังไม่ได้วินิจฉัย พร้อมกับแจกสำเนาคำพิพากษาดังกล่าวให้แก่สื่อมวลชน การที่นายชาญชัยกล่าวถ้อยคำแก่สื่อมวลชนเช่นนั้น มิได้ทำให้ผลของคำพิพากษาศาล อท. เปลี่ยนแปลงไปได้ว่าโจทก์กระทำการทุจริตตามคำฟ้อง

2. ถ้อยคำว่า จะเสนอเรื่องต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อติดตามเงิน 1.4 หมื่นล้านบาท ก็เป็นเรื่องที่นายชาญชัยแจ้งว่าจะดำเนินการในเรื่องนี้ต่อไปอย่างไร ไม่มีข้อความตอนใดในเอกสารถอดเทปการแถลงข่าว ยืนยันว่าโจทก์เป็นผู้กระทำการทุจริตโดยชัดแจ้ง เพียงมีความหมายทำให้เข้าใจได้ว่าควรจะต้องมีการตรวจสอบเกี่ยวกับเรื่องนี้เท่านั้น

3. ถ้อยแถลงว่า “เราทำทุกวิถีทางแล้วในฐานะภาคประชาชน ตามรัฐธรรมนูญก็แล้ว ตามอะไรก็แล้ว มันไปไม่ได้จริง ๆ มีปัญหาอุปสรรค ทั้งระบบด้วย ทั้งข้อกฎหมายด้วย ทั้งอำนาจรัฐด้วย ทั้งกระบวนการยุติธรรมด้วย นายชาญชัยจะเขียนด้วยลายมือนายชาญชัยเองจากเอกสารและหลักฐานนำขึ้นทูลเกล้าถวายเพื่อถวายรายงานพระองค์ท่านให้ทราบสถานการณ์” นั้น เป็นเพียงข้อความที่ตัดพ้อถึงขั้นตอนการตรวจสอบการทุจริตว่าไม่อาจตรวจสอบได้เนื่องจากติดปัญหาต่างๆจึงคิดว่าจะดำเนินการต่อไปโดยจะกราบบังคมทูลถวายฎีกาเพื่อที่จะให้ทรงทราบถึงการทุจริตและประพฤติมิชอบ มิได้เฉพาะเจาะจงว่าโจทก์เป็นผู้กระทำการทุจริตหรือเป็นผู้มีอิทธิพลอยู่เหนือกฎหมายแต่อย่างใด


4. โจทก์นำถ้อยคำตามเอกสารถอดเทปคำแถลงข่าวมาแยกเป็นตอนๆเพื่อที่จะให้เห็นว่าเป็นถ้อยแถลงที่เป็นการหมิ่นประมาทซึ่งตามความเป็นจริงแล้วจะต้องฎีกาถึงถ้อยแถลงของนายชาญชัยทั้งหมดในคราวเดียวกัน เพราะการที่จะพิจารณาว่าเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทหรือไม่ จะต้องพิจารณาถึงถ้อยแถลงจากเอกสารทั้งหมดในคราวเดียว เพื่อที่จะทราบถึงเหตุผล มูลเหตุจูงใจและเจตนาของผู้แถลงว่ามีเจตนาในการกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทหรือไม่ ซึ่งเมื่อพิจารณาจากการแถลงข่าวของนายชาญชัย ประกอบกับข้อความตามเอกสารถอดเทปคำแถลงข่าวแล้วจะเห็นได้ว่ามูลเหตุที่มีการแถลงข่าวเกิดจากการที่ศาล อท. พิพากษายกฟ้อง นายชาญชัยจึงจัดแถลงข่าวเกี่ยวกับผลคดีที่เกิดขึ้นว่า ยกฟ้องโดยวินิจฉัยว่าไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยโดยยังไม่ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงแห่งคดี พร้อมกับแจกสำเนาคำพิพากษาแก่สื่อมวลชน ซึ่งนายชาญชัยในฐานะที่เคยเป็น สส. และได้รับแต่งตั้งให้เป็นรองประธานอนุกรรมาธิการ ฯ ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับรู้ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นตามคำฟ้องในคดี อท. จึงได้แถลงข่าวตามข้อเท็จจริงที่รับรู้มาโดยมิได้มีการยืนยันว่าโจทก์กระทำการทุจริต เพียงแต่มีการเสนอให้มีการตรวจสอบเท่านั้น ซึ่งในเรื่องนี้มีการนำเสนอไว้ในรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญกับเครื่องการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ นายชาญชัยมิได้กล่าวอ้างขึ้นมาโดยปราศจากข้อมูล 

ทั้งปรากฏข้อเท็จจริงว่าภายหลังการแถลงข่าว นายชาญชัยได้ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี และรมต.คลัง ตามถ้อยแถลงข่าวจริง แสดงให้เห็นว่าต้องการตรวจสอบเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างแท้จริง

ส่วนประเด็นเกี่ยวกับอำนาจ-หน้าที่ในการแถลงข่าว ศาลฎีกาได้ให้เหตุผลว่า การที่โจทก์อ้างว่า นายชาญชัยในฐานะรองประธานอนุกรรมาธิการ ฯ ไม่มีอำนาจหน้าที่แถลงข่าวถึงผลการปฏิบัติงานต่อสื่อมวลชน และจะแสดงความคิดเห็นติชมหรือชี้นำสังคมในเรื่องใดไม่ได้ การแถลงข่าวของนายชาญชัยไม่อาจอ้างได้ว่าเป็นการปฏิบัติตามหน้าที่ของอนุกรรมาธิการ ฯ นั้น ศาลฎีกาได้วินิจฉัยว่า ในขณะแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนนายชาญชัยไม่ได้อ้างว่าแถลงข่าวในฐานะอนุกรรมาธิการ ฯ แต่แถลงข่าวในฐานะที่เคยเป็น สส.และในฐานะโจทก์ในคดี อท. ที่พิพากษายกฟ้อง โดยจะเห็นได้ว่ามีการแถลงข่าวที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.)

‘ทีดีอาร์ไอ’ แนะสร้าง สมดุลแกนการเมือง-‘วีแฟร์’ แซะไร้นโยบายสวัสดิการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557671

03 ก.ย. 2566

'ทีดีอาร์ไอ' แนะสร้าง สมดุลแกนการเมือง-'วีแฟร์' แซะไร้นโยบายสวัสดิการ

‘ทีดีอาร์ไอ’ แนะสร้างสมดุลแกนการเมืองเพื่อพัฒนาประเทศ ‘ธนิต’ เสนออัดฉีดเงินเพื่อพยุงการจ้างงาน ชี้ค่าแรง 600 บาท SME เจ๊งหมด ‘เกียรติอนันต์’ ขออย่าแตะแผนปฏิรูปการศึกษา ‘เครือข่ายวีแฟร์’ แซะไร้นโยบายสวัสดิการ ชี้ช่องตัดงบกองทัพ-เรือดำน้ำ จ่ายผู้สูงอายุได้สบาย

ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดราชดำเนินเสวนา ครั้งที่1/2566หัวข้อ “การบ้าน ครม.เศรษฐา1แก้วิกฤตประเทศ” โดยมี ดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย ดร.นณริฎ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัย เพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.)และนายนิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายWe Fair(วีแฟร์) ร่วมเสวนา

'ทีดีอาร์ไอ' แนะสร้าง สมดุลแกนการเมือง-'วีแฟร์' แซะไร้นโยบายสวัสดิการ
'ทีดีอาร์ไอ' แนะสร้าง สมดุลแกนการเมือง-'วีแฟร์' แซะไร้นโยบายสวัสดิการ

แนะสร้างสมดุลแกนการเมือง 3 มุม

ดร.นณริฎ ระบุว่า แกนการเมืองจะมี 3 มุม คือ เสรีนิยม รัฐสวัสดิการ และอนุรักษ์นิยม ซึ่งผลการเลือกตั้งที่ผ่านมาจะเป็นการเปลี่ยนผ่านจากอนุรักษ์นิยมมาเป็นเสรีนิยม และเกิดโยบายใหม่ ๆ ที่ต้องมาตกผลึกว่าจะเหมาะสม เกิดผลดีหรือผลเสียกับประเทศไทยหรือไม่ ซึ่ง ‘รัฐบาลเศรษฐา1’ รวมกับ2ลุง ก็จะมีทั้งฝ่ายของเสรีนิยม สวัสดิการ และอนุรักษ์นิยมด้วย ในแง่วิชาการไม่มีถูกผิด 

ดร.นณริฎ พิศลยบุตรดร.นณริฎ พิศลยบุตร

แต่ไม่ว่าจะอยู่ตรงจุดไหนก็ตาม จะขึ้นอยู่กับว่าเรามีรัฐบาลที่ดีหรือไม่ เช่น เสรีนิยม หากเป็นการเมืองที่ดีก็อยากจะเห็นการเติบโตอย่างมีคุณภาพ มีนวัตกรรม ผลักดันประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมแต่ไม่อยากเห็นทุนผูกขาด กระจุกตัว 

ขณะที่รัฐสวัสดิการ อยากให้ลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มโอกาส มีสวัสดิการที่เป็นธรรม มีนโยบายช่วยกลุ่มเปราะบาง แต่ไม่อยากเห็นการแจกเงินโดยไร้ความรับผิดชอบ ไร้จำเป็น และเป็นภาระการคลัง 

ส่วนสุดท้ายคือสมดุลอนุรักษ์นิยม ซึ่งไทยมีวัฒนธรรมที่ดี แต่ก็อยากเติบโตแบบโลกยุคใหม่ จึงอยากที่จะอยู่ร่วมกันได้ของสังคม ไม่อยากเห็นการเกรงกลัวต่างชาติเกินไป ปกป้องไม่ลืมหูลืมตา ดังนั้น นับว่าเป็นความท้าทายใหม่ขอรัฐบางที่จะสร้างสมดุลทั้ง3รูปแบบนี้ให้อยู่ในรูปแบบการเมืองที่ดี

'ทีดีอาร์ไอ' แนะสร้าง สมดุลแกนการเมือง-'วีแฟร์' แซะไร้นโยบายสวัสดิการ

ดร.นณริฎ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้เมื่อพูดถึงเศรษฐกิจย้อนหลังปี1997 เศรษฐกิจเราโตเฉลี่ย7.27% หลังจากนั้นก็ตกลงมา 4.8%และตกลงมาเรื่อยๆ กระทั่งหลังโรคโควิด-19 เหลืออยู่ที่ 3% 

สะท้อนว่า หลังวิกฤต เศรษฐกิจไทยต่ำลง แปลว่าเราไม่สามารถปรับโครงสร้างเพื่อรับกับสถานการณ์ใหม่ๆ ได้เลย นั่นแปลว่าการทำอะไรแบบเดิมไม่สามารถไปได้ไกล จึงเป็นความท้าทายของรัฐบาลใหม่ที่ต้องมีมาตรการเสริมเข้ามา มองไปข้างหน้า โดยรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ วางยุทธศาสตร์ชาติ 20ปี เป็นประเทศพัฒนาแล้ว เป็นประเทศร่ำรวยประมาณปี 2035

แต่เมื่อดูตัวเลขหลังพ้นวิกฤติ จะกลายเป็นปี2043-2048 เรียกว่าดี เข้าใกล้กับการวางเป้าหมายของเวียดนาม ดังนั้นนี่เป็นเรื่องสำคัญที่ท้าทายที่ภาครัฐต้องหาช่องทางในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเริ่มคิดใหม่ทำใหม่ จะทำแบบเดิมไม่ได้ เช่น ภาคการท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยว 2019 มี40 ล้านคน ตอนนี้ยังดันกลับมาไม่ได้ ส่วนหนึ่งคือการกลับมาของนักท่องเที่ยวจีนที่กลับมาเพียง30-40% อย่างไรก็ตาม เมื่อเรามีทรัพยากรเท่าเดิมจึงต้องพัฒนาในส่วนของเราเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวในเชิงคุณภาพมากกว่าเชิงปริมาณดังนั้นต้องเปลี่ยนแปลงที่อุตสาหกรรมอาหาร ถ้าเป็นครัวโลก

‘เงินดิจิทัล10,000บาท’เสี่ยงเกิดภาวะเงินเฟ้อ

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายระยะสั้นคือต่อสู้ระหว่างแรงกดดันที่อยากให้รัฐบาลทำตามที่หาเสียง แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน จึงควรคัดนโยบายที่สำคัญ เหมาะสมกับช่วงระยะเวลา บางนโยบายอาจจะไม่จำเป็นต้องทำแล้ว บางนโยบายอาจจะปรับขนาด เช่น เงินดิจิทัล10,000บาท ที่เป็นเรือธงของพรรคเพื่อไทย แต่ต้องดูว่าในปัจจุบันว่าเราจะเป็นต้องกระตุ้นระดับไหน โดยเปรียบเทียบกับการเติมโตของเศรษฐกิจไทย และเศรษฐกิจไทยที่ควรจะเป็นซึ่งหากประมาณการณ์ว่าควรโต3.7-3.8 % แต่แบงค์ชาติระบุว่า เศรษฐกิจไทยโตเพียง2.8%เท่านั้น แปลว่าหายไป1%หรือราวๆ1-2แสนล้านบาทเท่านั้น ดังนั้น การให้งบ5.6แสนล้าน อาจจะเยอะเกินไป เสี่ยงเกิดภาวะเงินเฟ้อ ดังนั้นหากตัดบางส่วนมาใช้สำหรับรัฐสวัสดิการก็เป็นทางออกได้

อีกเรื่องคือแก้ปัญหาหนี้สิน ที่ไม่ใช่การยกหนี้ แต่ต้องมีการจัดกลุ่มหนี้หนี้ แล้วแก้ปัญหาหนี้นั้นให้ตรงจุด โดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่มีข้อมูลมาร่วมวางแผนแก้ไขปัญหา ยกตัวอย่าง ครัวเรือนของไทยที่สูงถึง90%ต่อจีดีพี คนที่มีปัญหามากที่สุด คือ คนที่ไม่มีเงินออมเลย ขณะที่ในทางเศรษฐศาสตร์บอกว่าคนเราควรมีเงินออมอย่างน้อย3 -6เดือนแต่คนรุ่นใหม่อาจจะน้อยกว่านี้อีก ดังนั้นเป็นโจทย์ที่จะต้องปลูกฝังการออม ลดการเติบโตผ่านการจับจ่ายใช้ นอกจากนี้ต้องพูดถึงการกระจายอำนาจเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นหัวใจการกระจายทรัพยากรเพื่อดูแลประชาชนในพื้นที่อย่างทั่วถึง ตลอดจนการต่อยอดบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่เข้าถึงคนจนจริงแต่เพิ่มให้มีการเข้าถึงมากขึ้น ที่สำคัญคือเนื่องจากเรามีการแจกมาระยะหนึ่งแล้ว จากนี้ต้องเป็นการเสริมให้ประชาชนสามารถดูแลตัวเองได้

ดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทยดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย

‘เศรษฐา ทวีสิน’ตัวเลือกที่เราไม่มีทางเลือก

ดร.ธนิต ระบุว่า นายเศรษฐา ทวีสิน เป็นตัวเลือกที่เราไม่มีทางเลือก แต่ดีที่สุดในแคนดิเดตทั้งหลาย แต่นายเศรษฐา คงไม่ต้องเรียนรู้งานมากเพราะมาจากภาคเศรษฐกิจอยู่แล้ว ทั้งนี้เศรษฐกิจไทยอยู่ในสภาพที่บอบช้ำต่อเนื่องมาหลายปี จากรัฐประหาร ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทำให้การลงทุนลดลงอย่างต่อเนื่อง วันนี้ก็ยังไม่ฟื้น จากนั้นก็มีรัฐบาลเดิมมานาน9ปี ที่เน้นความมั่นคง จากนั้นก็มาเจอวิกฤติโรคโควิด-19ซึ่งเป็นทั้งโลก พอกำลังจะฟื้นก็เจอเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่พุ่งกระฉูด แล้วดึงราคาพลังงาน และสินค้าต่างๆ ให้เพิ่มตามไปด้วย เกิดภาวะเงินเฟ้อสูง8%วันนี้ไม่ลดลงเลย แม้จะขึ้นมาก0.38%ปีนี้จะทำให้ได้1%แต่ก็ไม่ถือว่าลดลง กลับมาเจอวิกฤติโลกที่มีแนวโน้มว่าปี้หน้าจะยิ่งหนัก

ดังนั้นเศรษฐกิจบอบช้ำมากถึงจะบอกว่ากลับมาได้แต่ก็ไม่มาก ส่งผลให้สภาพคล่องทั้งธุรกิจและครัวเรือนแรงมาก หนี้สินต่างๆ เพิ่มมากขึ้น ทั้งหนี้NPLหนี้ระยะยาว ต่างๆ เกือบ 9 แสนล้าน ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องเข้ามาแก้ไข หนี้NPLรายไหนปล่อยเงินได้ก็ต้องปล่อยและที่แทรกซ้อนเข้ามา คือการส่งออกซึ่งหดตัว 6.2%ในเดือนกรกฎาคม เพราะเป็นภาคส่วนที่มีการอุ้มแรงงานถึง 3ใน 4 ของประเทศ จากนี้ต้องส่งออก9%จากที่ติดลบเฉลี่ยทุกเดือน 5%แต่เป็นไปไม่ได้ พยากรณ์ว่าปีนี้จะติดลบมากกว่า 3%ทั้งหมดทำให้กำลังซื้ออ่อน กำลังการผลิตต่ำ ข้อสุดท้ายคือความเชื่อมั่นของการค้า การลงทุน ดัชนีชี้วัดต่างๆ ติดลบหมดทุกเรื่อง

เงินดิจิทัล ประชาชน หวังจะได้ทุกๆปี

ดร.ธนิต กล่าวอีกว่า สำหรับนโยบายเร่งด่วนที่ควรทำให้เห็นผล 3 เดือน ไม่ใช่ออกมานโยบายมา24-25ข้อ แต่เป็นเรื่องไกลตัว ดังนั้น ที่ต้องเร่งสุดคืออัดฉีดเงินในรูปแบบต่างๆ เพื่อพยุงการจ้างงาน เพราะขณะนี้เริ่มมีการเลิกจ้าง แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน และหนี้ธุรกิจ และมีก้อนใหม่มา ส่วนกระเป๋าเงินดิจิตอล แค่อยากถามว่าจะให้ครั้งเดียวหรือตลอดไป เพราะประชาชนหวังว่าจะได้ทุกปี ต้องตอบให้ชัด 

ปรับค่าแรง 600 บาท SME เจ๊งหมด

ส่วนแรงงาน โดยเฉพาะค่าแรง 600 บาทนั้น ถือว่าหนักแม้จะใช้กรอบ 4 ปี ถ้าเป็นโรงงานใหญ่ไม่สะเทือน แต่เอสเอ็มอีเจ๊งหมด ดังนั้นควรพิจารณาอย่างพอเหมาะ ส่วนเงินเดือนปริญญาตรี ที่เพิ่มขึ้นมาอีก10,000บาท ซึ่งกลุ่มปริญญาตรี รวมเกษตรกร30%แล้วจะทำให้เด็กตกงาน แล้วดันเด็กอาชีวะเข้าเรียนปริญญาตรีหมด

สุดท้ายเรื่องพลังงานดีเซลลต้องลด หรือตรึงราคาไม่เกิน32บาท เพราะราคาน้ำมันเพิ่ม ราคาสินค้าก็จะเพิ่มขึ้นด้วย อนาคตถ้าน้ำมันลง ราคาของก็ไม่ลงแล้วถ้ายาวกว่านั้นน้ำมันขึ้น3 -4บาทราคาของก็ขึ้นอีก อย่างก็ได้ตาม ตนเข้าใจ“รัฐบาลเศรษฐา”ซึ่งเข้ามากับความท้าทาย และมาภายใต้ความคาดหวัง แต่อย่างน้อยที่เห็นขั้วทั้งหลายมีการจับมือกันแล้ว

หวั่นรัฐไทยล้มเหลว ตามรอย อาร์เจนตินา

ดร.ธนิต กล่าวต่อว่า เข้าใจว่าทุกคนอยากมีรายได้สูง แต่ก็จะตามมาด้วยค้าครองชีพที่สูงขึ้น เหมือนที่ญี่ปุ่นเงินเดือน5หมื่นบาท แต่น้ำเปล่าขวดละ100บาท ราเมงชามละ300บาท ค่าเช่าบ้านเดือนละ30,000-40,000บาท อย่างไรก็ตาม มีการศึกษาตัวอย่างรัฐที่ล้มเหลว อย่างฟิลิปปินส์ และอาร์เจนตินา ซึ่งเราเองก็เดินตามเขาเป๊ะๆ คือ การเอาใจรากหญ้า ค่าจ้างเท่าสหรัฐอเมริกา แต่อุตสาหกรรมอยู่ไม่ได้ ย้ายฐานการผลิต เกิดปัญหาเงินเฟ้อ ทั้งๆ ที่ประเทศเราไม่ได้ร่ำรวย มีคนเสียภาษี 4 ล้านคน เพื่อเลี้ยงคน66.5ล้านคน 

ดังนั้นเรื่องค่าจ้างต้องเหมาะสม อยู่ได้ทั้งนายจ้าง ลูกจ้างส่วนเรื่องของฝีมือแรงงานนั้นประเทศไทยมีความไม่สมดุลในเรื่องของจำนวนการพัฒนาแรงงานมีฝีมือ ไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน ดังนั้นเรื่องนี้ตนเตรียมที่จะหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาที่การ กระทรวงแรงงานในเรื่องหลักสูตรพัฒนาฝีมือแรงงานที่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน โดยเชิญนายจ้างมาช่วยสะท้อนปัญหาและความต้องการ และสิ่งที่ต้องทำด้วยกันคือการพัฒนาเจ้าของธุรกิจ ส่งเสริมเทคโนโลยีในการทำงาน มีกองทุนเรื่องนี้ชัดเจนสำหรับกลุ่มเอสเอ็มอี กระทรวงแรงงาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงานก็ต้องหลุดจากกรอบ2.0

ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว คณะเศรษฐศาสตร์ มธ.ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว คณะเศรษฐศาสตร์ มธ.
แนะ อัพสกิลคนวัยทำงาน 12 ล้านคน

ดร.เกียรติอนันต์ กล่าวว่า วิกฤติที่เข้ามาจะมี3แบบคือ วิกฤติที่มาจากอดีต วิกฤติในอนาคตและที่รัฐบาลจะสร้างเองเมื่อดูการศึกษากับแรงางาน ต้องทำทั้งกลุ่มวัยเรียน และกลุ่มวัยทำงานที่ต้องทำไปพร้อมๆ กันโดยเฉพาะคนที่ทำงานแล้ว12 ล้านคน ต้องมีการอัพสกิลให้สูงขึ้น ทันกับการเปลี่ยนแปลงสภาพการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ไม่อย่างนั้นคนจะตกงานเยอะ 

แต่ยังไม่เห็นนโยบายพรรคร่วมรัฐบาลพรรคไหนที่ชัดเจนในการเพิ่มสกิลให้คนทำงาน ที่ตนมองว่าต้องทำในกลุ่มนี้ก่อนเพราะเป็นกลุ่มที่จะทำให้เกิดการขยายจีดีพี ทำให้รัฐบาลมีงบฯ ในการสร้างคน ใช้ในด้านต่างๆถ้า1ปียังไม่เป็นรูปธรรมเกรงว่าจะไม่ทัน 

อีก6-7ปี มีคน 20%ไปต่อไม่ได้

ส่วนกลุ่มนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ซึ่งโลกหลังจากนี้ทุกๆ3-5ปี จะไม่เหมือนเดิม เทรนด์ทักษะการทำงานจะเปลี่ยนไป จึงต้องระวังเรื่องการศึกษา นอกจากนี้ยังต้องระวังเรื่องความเหลื่อมล้ำ เพราะเวลาคนลำบาก พ่อแม่ต้องทำงานเยอะ ไม่มีเวลาดูแลลูกค่าใช้จ่ายไม่พอ ทุพโภชนาการ (กลายเป็นเมล็ดพันธุ์ความเหลื่อมล้ำ)

ในขณะที่ตลาดแรงานที่ต้องการคนเก่ง คนที่ได้เปรียบคือคนมีฐานะดี ดังนั้นหากไม่ได้แก้เรื่องการศึกษาที่ดี อีก 6-7 ปีจะกลายเป็นความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างใหม่ มีคน20 %ไปต่อได้ และมีกำลังไม่พออุ้มคน 80% ดังนั้น หากไม่แก้ด้วยอัพสกิล รีสกิลแรงงาน ช่วยเหลือผู้ประกอบการ อีก 2 ปีได้เรื่อง 4 ปีเลือกตั้งใหม่ได้เรื่องอย่างไรก็ตามก็ต้องรอดูการแถลงนโยบายของรัฐบาลอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

การศึกษาสายพานพัฒนาคน

ดร.เกียรติอนันต์ กล่าวต่อว่า ส่วนตัวถ้าให้ตั้ง เคพีไอ(KPI)ของรัฐบาลแบบผ่านโปร คือ เพิ่มจีดีพี(GDP) โตอย่างน้อย 5% ยากมาก ปีต่อไป7-8% และถ้าตั้งเคพีไอตัวที่2 คือการเติบโตในปีต่อๆ ไป ขอให้เติบโตแบบที่คนตัวเล็กตัวน้อยได้มากขึ้น เพราะเข้าใจว่าถ้าจะเอาปีแรกแล้วทุกคนได้ทันทีนั้นเป็นเรื่องยากมาก แต่หากเลือกแก้แบบนี้ปีแรกๆ อาจจะโดนด่าไมสนใจคนรากหญ้า แต่เราต้องประคองโครงสร้าง เป็นการถางทางเพื่ออนาคต ทั้งนี้เมื่อมองเรื่องการศึกษาซึ่งเป็นสายพานในการพัฒนาคนตลอดชีวิต โดยกระทรวงอว. ที่ผ่านมามีการใช้นวัตกรรมแบบหัวแตก ดังนั้นต้องกำหนดทิศทางของประเทศว่า จะไปสายไหน เอาให้ชัดเจน1-2เรื่อง แล้วขับเคลื่อนจริงจัง

กลับไปเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อคนทั้งมวล

ดร.เกียรติอนันต์ กล่าวอีกว่า ส่วนตัวมองว่า คือ การทำเรื่องอาหารอย่างจริงจัง ไปให้สุด เป็นการกินเพื่อชาติ ซึ่งจะไปส่งเสริมเรื่องของการท่องเที่ยวด้วย ขณะที่มหาวิทยาลัยต้องกลับไปเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อคนทั้งมวล ปรับตัวและสื่อสารเป็นหลักสูตรระยะสั้น พอดีสำหรับการทำงาน เพื่อสะสมความรู้แล้วค่อยรับใบปริญญาในภายหลังก็ได้ เพราะถ้ารอจบ4ปีนั้นนานเกินไป ควรดึงคนเก่งมาสร้างคลังสมอง สร้างแพลตฟอร์มการเรียนกลาง กระทรวงศึกษาธิการตรึงเด็กกลุ้มเปราะบางให้อยู่ในระบบการศึกษาให้ได้

ในส่วนของอาชีวะศึกษา ต้องถูกอัพเกรดให้มีความรู้ความสามารถที่ทันกับโลกอนาคต เรียนต้นแบบเครื่องจักรยุคใหม่ สภาพการทำงานใหม่ เพราะมองว่าหลังจากนี้หลังเด็กจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่3(ม.3)  จะไม่ได้เรียนต่อเยอะ หากไม่เตรียมพร้อมคนไทยจะวนอยู่กับการเป็นแรงงานไร้ฝีมือ ลูกหลานก็จนต่อเนื่อง และพยายามอย่าใช้คำว่า “10อาชีพดาวรุ่ง” เพราะทำให้คนแห่เรียนเยอะ กลายเป็นตกงานแทน ทั้งนี้การศึกษาจะช่วยได้มากในการแก้ไขความยากจน ซึ่งความจนนี้หากอยู่กับคนแล้วจะอยู่ไป 3 รุ่น หากแก้ความจนคน1รุ่นก็จะแก้ไปได้100-200ปี
 

ขออย่าแตะแผนปฏิรูปการศึกษา

“ถ้าพูดถึงแผนการปฏิรูปการศึกษา ผมยกมือไหว้เลย ทุกกระทรวงอย่าทำ เพราะที่ผ่านมาเรามีแผนที่ดีอยู่ กรุณาทำงาน อย่าทำแผน ถ้าทุกวันทำแผน คือ การไม่ทำงาน ดังนั้นทุกกระทรวงมีของดีอยู่แล้ว วางทุกอย่างไว้ เราต้องการคนทำงาน วันแรก ก็ต้องทำงานเลย เวลาของประเทศไม่มีแล้ว ช่วงฮันนิมูนจบไปตั้งแต่เมื่อ2สัปดาห์ที่ผ่านมาแล้ว”ดร.เกียรติอนันต์ กล่าว
 

ตนมองหน้าตารัฐบาลนี้แล้วเห็นว่า มีความเสี่ยง ซึ่งหลายคนก็ตั้งคำถาม แต่เมื่อคัดสรรกันมาแล้วก็ต้องการสิ่งที่ดีที่สุด นโยบายที่ดี ซึ่งภาคประชาชน วิชาการ สื่อ ต้องร่วมกันตั้งคำถาม ตรวจสอบ ส่งเสียง อย่าหวังว่าเขาจะแก้ปัญหาได้ทั้งหมด ไม่ดีก็เตือน ขาดก็เสริม สื่อช่วยส่งเสียง และขอย้ำด้วยว่า เรื่องการตรวจสอบต่างๆ นั้นควรใช้ไม้บรรทัดอันเดียวกันสำหรับทุกคนไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล หรือฝ่ายค้านนักการเมืองทุกคนแบบเดียวกัน ไม่เลือกปฏิบัติหรือให้เอกสิทธิ์กับนักการเมืองคนไหน หากเราใช้ไม้บรรทัดเดียวกัน จะส่งผลให้คนมีอำนาจเกิดการละอายใจ และเปลี่ยนมาใช้ไม้บรรทัดเดียวกันได้ เราต้องโลกสวย ต้องมีความหวังและกล้าที่จะเปลี่ยน

นายนิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายWe Fairนายนิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายWe Fair

ติง รัฐบาลเศรษฐา ไร้นโยบายสวัสดิการ

ขณะที่นายนิติรัตน์ ระบุว่า หากเอางบประมาณ 5.6 แสนล้านบาทมาเป็นตัวตั้ง เดิมเราเดินสายคุยกับพรรคการเมืองต่างๆ มี 9 เรื่อง ประกอบด้วยเงินอุดหนุนเด็ก การศึกษาฟรี ระบบสุขภาพ 3 กองทุน ที่อยู่อาศัย แรงงานมีคุณค่า ประกันสังคมครอบคลุม บำนาญถ้วนหน้า สวัสดิการเสมอหน้าเท่าเทียมและการปฏิรูปภาษี อย่างไรก็ตามแม้หัวหน้าพรรคเพื่อไทยซึ่งตอนนี้เป็นอดีตไปแล้ว จะบอกว่าเป็นเทคนิคหาเสียง แต่ก็เป็นที่จดจำแน่นอน ซึ่งเรายื่นกกต.แล้ว เพราะการทำตามที่หาเสียงไว้เป็นเรื่องสำคัญ ที่สำคัญคือถ้ามองรัฐมนตรีที่นั่งคุมกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการแล้วกลับไม่มีนโยบายด้านนี้เลย แต่โดยภาพรวมสวัสดิการที่มีนั้นมุ่งไปสู่รัฐสวัสดิการแน่นอน อย่างเช่นตอนหาเสียงไม่มีพรรคการเมืองไหนจะตัดเบี้ยยังชีพ แต่กระทรวงมหาดไทยกลับจะตัดให้เฉพาะคนจนเท่านั้น

นายนิติรัตน์ กล่าวอีกว่าเส้นความยากจน คือ มีรายได้เดือนละ 2,803 บาท ซึ่งมีราวๆ 4.4 ล้านคน เกือบคน 4.8 ล้านคน ดังนั้นรวมแล้ว 9.2 ล้านคน หนี้สินครัวเรือนแตะ 90% ของจีดีพี ประเทศไทยมีคนจนมากในอันดับ 55 ของโลก แต่อันดับความคุ้มครองทางสังคมอยู่ที่ 69 การศึกษา 62 จาก 82 ประเทศ เรียกว่าอยู่อันดับเกือบท้าย ลูกคนรวยมีโอกาสร่ำรวยต่อ คนจนก็มีโอกาสจนต่อ เรียกว่าเราตกอยู่ในสถานการณ์ส่งต่อความจน ขณะที่สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำของไทยติด 1 ใน 5 ของโลก ปี 2564 ครัวเรือน มีทรัพย์สินรวม 31% ของจีดีพีประเทศ 

ส่วนสถานการณ์ความเปราะบาง เด็กเยาวชน ว่างงาน เข้าไม่ถึงสวัสดิการประกันสังคม ผู้สูงอายุ พิการ ขณะที่ ILOระบุว่าสัดส่วนค่าใช้จ่ายในการคุ้มครองทางสังคมของไทยต่ำมากเมื่อเทียบค่าเฉลี่ยในเอเชีย และระดับโลก

ทั้งนี้เมื่อเปรียบเทียบรัฐมนตรี เรื่องการพัฒนาเด็ก และศูนย์เด็กเล็ก เงินอุดหนุนเด็ก ข้อเสนอของเราไม่ปรากฏนโยบายหาเสียงของชาติไทยพัฒนา และพรรคเพื่อไทย ส่วนเรื่องการศึกษา ในช่วงท้ายของพรรคภูมิใจไทยที่ดูแลกระทรวงศึกษาธิการ(สธ.) และกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) ช่วงท้ายมาพูดถึงการฟรีปริญญาตรี แต่ไม่มีในเอกสารที่ส่ง กกต. มีการสร้างระบบการเรียนออนไลน์ ไม่มีนโยบายหลักที่พูดถึงการพัฒนาเรียนฟรี เงินอุดหนุนการเรียนรู้ในทุกช่วงวัย 

ขณะที่พรรคเพื่อไทยยังมีพูด ขณะที่เรื่องหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งพรรคเพื่อไทยเข้ามาดูก็บอกว่าจะยกระดับระบบหลักประกันสุขภาพ แต่ประเทศไทยมีมี 3 กองทุนซึ่งบัตรทอง และประกันสังคมมีงบรายหัวอยู่ที่ประมาณ 3,000 บาท แต่สิทธิข้าราชการอยู่ที่ 15,000 บาท ดังนั้นจะทำอย่างไรให้มีสิทธิเท่ากัน 

รวมถึงเรื่องที่อยู่อาศัยของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) ก็ไม่มีนโยบายด้านนี้ แต่เราเสนอให้ปรับลดดอกเบี้ย ให้มีบ้านเช้าที่มีมาตรฐาน ราคาถูก สำหรับคนทั้งสังคม ด้านการทำงานและรายได้ ตรวจสอบแล้วไม่พบว่าพรรคภูมิใจไทยไม่มีนโยบายด้านแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นค่าจ้างพื้นฐาน ลดชั่วโมงการทำงาน สิทธิลาคลอด 180 วัน การรับรองอนุสัญญาILOเป็นต้น

ลดงบกองทัพ-เรือดำน้ำ ดูแลผู้สูงวัยได้สบาย

ย้ำว่า สวัสดิการของประชาชนไม่ควรจะตัดไปมากกว่านี้ แล้วถ้าเอางบ 5.6 แสนล้านบาท สำหรับนโยบายเงินดิจิทัลนั้น คิดว่าสามารถนำมาใช้ขับเคลื่อนนโยบายรัฐสวัสดิการด้านต่างๆ ได้ 20 % และควรพูดถึงการปฏิรูปภาษีต่างๆ การปฏิรูปกองทัพ ซึ่งมีงบฯ กว่าแสนล้านล้านบาท หากลดลง 20% เท่ากับว่าจะได้เงินงบฯกว่า 4 หมื่นล้านบาท ถ้าลดเงินซื้อเรือดำน้ำอีก 3 หมื่นล้านบาท ก็จะมีเงินในเป็นสวัสดิการสำหรับผู้สูงอายุได้นานถึง 1 ปี ทันที 

ถ้ามองว่านโยบายเงินดิจิทัล เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจชั่วคราว แต่ถ้ามองใหม่เงินสำหรับผู้สูงอายุ 3,000 บาท แต่ปรับการให้ปีแรกเป็น 1 พันบาท จากเดิม 600 บาท เท่ากับว่าปรับเพิ่ม 400 บาท แล้วธรรมชาติของผู้สูงอายุเมื่อได้รับเงินแล้วก็มีการใช้จ่ายเลย จึงสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้เช่นกัน ที่สำคัญตนมองว่า เรื่องสวัสดิการประชาชนนั้นเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างจริงๆ ทะลายกำแพงระหว่างคนรวย คนจนลงได้

ยังมีเรื่องสำคัญคือ กู้วิกฤติข้ามขั้ว คณะรัฐมนตรี(ครม.)หน้าเดิมบวกเพื่อไทย เรื่องเร่งด่วนเลยคือ เราไปโฟกัสนโยบายนรัฐจะดูดีกว่าMOU8 พรรคเดิมหรือไม่ก็ต้องดูต่อไป ตนให้โอกาสเพื่อไทยได้ แต่รัฐมนตรีที่อยู่มา 4 ปี แล้วเราคงไม่ได้โอกาสนั้น แต่จะเร่งในการตรวจสอบมากกว่า สุดท้ายเวลาพูดเรื่องรัฐสวัสดิการ คงแยกไม่ได้ขาด กับการแก้โครงสร้าง คือรัฐธรรมนูญ เรื่องกระจายอำนาจ การรวมตัวอย่างๆ ดังนั้น เรื่องเร่งด่วนเหมือนกันคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งนายเศรษฐาบอกว่าเป็น 1 เรื่องเร่งด่วนที่ต้องทำ และในมาตรา 12 ของรัฐธรรมนูญ 2489 ระบุว่า บุคคลย่อมมีสถานะเสมอกัน ตามกฎหมายฐานันดรศักดิ์โดยกำเนิดก็ดี โดยแต่งตั้งก็ดี หรือโดยประการอื่นใดก็ดี ไม่ทำให้เกิดเอกสิทธิ์อย่างใดเลย ซึ่งพออ่านแล้วนึกถึงโรงพยาบาลชั้น 14

'ทีดีอาร์ไอ' แนะสร้าง สมดุลแกนการเมือง-'วีแฟร์' แซะไร้นโยบายสวัสดิการ
'ทีดีอาร์ไอ' แนะสร้าง สมดุลแกนการเมือง-'วีแฟร์' แซะไร้นโยบายสวัสดิการ

รู้จัก รมต.อายุน้อยที่สุด ‘สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล’ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557668

03 ก.ย. 2566

รู้จัก รมต.อายุน้อยที่สุด 'สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล' รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา

ทำความรู้จัก รัฐมนตรีหญิงอายุน้อยที่สุด ‘สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล’ รัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา คนล่าสุด

มีชื่อติดโผเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในรัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน ในโควต้าของพรรคเพื่อไทย (พท.) หลังจาก สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 21 ด้วยผลงานที่โดดเด่นของตระกูล “หวังศุภกิจโกศล” สามารถทำผลงานกวาดที่นั่ง ส.ส.นครราชสีมา ให้กับพรรคเพื่อไทยมากถึง 12 ที่นั่ง

รู้จัก รมต.อายุน้อยที่สุด 'สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล' รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา

ประวัติ

  • สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล ชื่อเล่น ปุ๋ง
  • อายุ 41 ปี
  • บิดา – วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม (กำนันป้อ)
  • มารดา – ยลดา หวังศุภกิจโกศล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา (นายกหน่อย)
  • คู่สมรส – นิกร โสมกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา เขต 8
  • เธอเป็นพี่สาวของ อาทิตย์ หวังศุภกิจโกศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา เขต1

การศึกษา

  • ปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
รู้จัก รมต.อายุน้อยที่สุด 'สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล' รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา
รู้จัก รมต.อายุน้อยที่สุด 'สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล' รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา

เส้นทางการเมือง

สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล เคยเป็น กรรมการผู้จัดการ บริษัท แป้งมันเอี่ยมเฮงอุตสาหกรรม จำกัด ก่อนที่จะเข้าสู่เส้นทางการเมือง ด้วยการลงสมัครเป็น สส.สมัยแรก ปี 2566 ในฐานะ สส.ระบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 21 พรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2566 เธอชนะการเลือกตั้ง และเป็นที่สนใจของสื่อมวลชน หลังปรากฎตัวร่วมคณะกับ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ขณะลงพื้นที่ จังหวัดภูเก็ต เพื่อหารือแนวทางด้านการท่องเที่ยวช่วงไฮซีซั่น ต่อมาวันที่ 2 ก.ย. 2566 ได้รับโปรดเกล้าให้ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ยังเหลือเงื่อนไข ‘ทักษิณ’ อาจได้ลดโทษ 1 ใน 3 และไม่ต้องติดกำไล EM

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557667

03 ก.ย. 2566

ยังเหลือเงื่อนไข 'ทักษิณ' อาจได้ลดโทษ 1 ใน 3 และไม่ต้องติดกำไล EM

‘ทักษิณ’ อาจเข้าข่าย ‘เกณฑ์ผู้ต้องขังสูงวัย’ ลดโทษ 1 ใน 3 ของ 1 ปี และไม่ต้องติดกำไร EM เพราะเป็นอดีตนายกฯ สำนึกผิด ไม่คิดหลบหนี

หลังนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้รับพระราชทานอภัยโทษเหลือจำคุก 1 ปีนั้น เพื่อได้ใช้ความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ ช่วยเหลือและทำคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติ 

ซึ่งอีกที่ต้องจับตา นายทักษิณอาจจะได้รับการพ้นโทษและปล่อยตัวเร็วขึ้น 1 ใน 3 ของ 1 ปี จากเหตุผลอาจจะเข้าข่ายเกณฑ์ผู้ต้องขังสูงวัย มีอาการเจ็บป่วย 4 โรค ประกอบด้วย โรคหัวใจ ปัญหาทางปอด ความดันโลหิตสูง และภาวะกระดูกเสื่อม ต้องได้รับการรักษา 

มีรายงานข่าวระดับสูงจากกระทรวงยุติธรรม ระบุว่า กรณีนี้อาจเข้าเกณฑ์อย่างใดอย่างหนึ่งตามกฎกระทรวง แห่ง พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 คือ อาจจะต้องรับโทษอย่างน้อย 1 ใน 3 ดังนั้นหากนายทักษิณผ่านหลักเกณฑ์ผู้ต้องขังสูงวัย ก็จะเหลือโทษ 1 ใน 3 ของ 1 ปี จากนั้นหากได้รับการพักการลงโทษ ทางกรมราชทัณฑ์นำตัวไปรายงานต่อเจ้าพนักงานคุมประพฤติ ภายใน 3 วัน เพื่อกำหนดวัดรายงานตัวรายเดือน 


ส่วนจะติดกำไล EM หรือไม่ ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของพนักงานคุมประพฤติ แต่ในกรณีนี้เป็นผู้ต้องขังสูงวัยที่ป่วยรุมเร้าด้วย 4 โรคเรื้อรัง และยังเคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และสำนึกในการกระทำความผิด เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ไม่มีพฤติการณ์หลบหนี จึงเป็นไปได้ว่าจะไม่เข้าข่ายต้องติดกำไล EM แต่อาจจะพ่วงเงื่อนไขไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับงานการเมือง

ทั้งนี้การจะพ้นโทษและได้รับการปล่อยตัวเมื่อไร โดยปกติแล้วจะเกิดขึ้นในกรณีมีพระราชกฤษฎีกา ประกาศลงราชกิจจานุเบกษา โดยการพระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไป ในวาระโอกาสสำคัญ เช่น วันที่ 13 ต.ค. หรือ วันที่ 5 ธ.ค. เป็นต้น ซึ่งจะต้องดูรายละเอียดแนบท้ายด้วยว่ามีสาระเนื้อหาการยกเว้นอื่นใดหรือไม่ แต่ทั้งหมดเป็นเรื่องของพระราชอำนาจ

เปิดประวัติ ‘เดือน มนพร’ รมช.คมนาคม ‘รมต.หญิงคนแรก’ จ.นครพนม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557662

03 ก.ย. 2566

เปิดประวัติ 'เดือน มนพร' รมช.คมนาคม 'รมต.หญิงคนแรก' จ.นครพนม

‘เดือน มนพร’ นักการเมืองท้องถิ่น สู่การเมืองระดับชาติ ยึดหัวหาด สส.หลายสมัย ก่อนขึ้นสู่ตำแหน่ง รมช.คมนาคม ในฐานะ ‘รมต.หญิงคนแรก’ ของจ.นครพนม ยึดมั่น “การเมืองที่ดีประชาชนต้องมีส่วนร่วมทุกมิติ”

ในบรรดาคณะรัฐมนตรี 34 ชีวิตของรัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน หรือ ครม.เศรษฐา1 ปรากฏชื่อ ‘เดือน มนพร’ หรือ ดร.มนพร เจริญศรี สส.นครพนม เขต 2 พรรคเพื่อไทย เป็นรัฐมนตรีช่วยกระทรวงคมนาคม (รมช.คมนาคม) ถือเป็น ‘รมต.หญิงคนแรก’ ของจังหวัดนครพนม

เดือน มนพร  รมช.คมนาคม และ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีเดือน มนพร รมช.คมนาคม และ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี

เส้นทางการเมืองท้องถิ่น ‘เดือน มนพร’

ดร.มนพร เจริญศรี ได้ยืนบนทำเนียบของคำว่า ”คนแรก” ในจังหวัดนครพนม อย่างน้อย 3 ครั้งด้วยกัน โดยตั้งแต่ก้าวเข้าสู่สนามการเมืองท้องถิ่นนับได้ร่วม 30 ปี เริ่มจาก
 

  • สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครพนม เมื่อปี 2537 เขตอำเภอเมืองฯ รวม 2 สมัย 
  • รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครพนม 2 สมัย ภายหลัง
  • นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครพนม ถือเป็นนายก อบจ.ฯหญิงคนแรก 

เดือน มนพร เจริญศรี เดือน มนพร เจริญศรี

สส.นครพนม เขต 2 สังกัดพรรคเพื่อไทย ปี2554 และประชาชนให้ความไว้วางใจเลือกตั้งเป็น สส.รวม 3 สมัย และได้ชื่อว่าเป็น สส.หญิงคนแรกอีกด้วย

เส้นการเมืองระดับชาติ ของ‘เดือน มนพร’

‘เดือน มนพร’ นอกจากผ่านประสบการณ์ทางการเมืองระดับการเมืองท้องถิ่นแล้ว ยังเคยดำงตำแหน่งทางการเมืองในสนามระดับชาติ มากมาย อาทิ

  • โฆษกคณะกรรมาธิการ การพัฒนาการเมือง และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฏร
  • โฆษกคณะกรรมาธิการ พุทธศาสนาศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร
  • เลขานุการคณะกรรมาธิการ การคุ้มครองผู้บริโภค สภาผู้แทนราษฎร,รองเลขาธิการ พรรคเพื่อไทย
  • เลขานุการ วิปพรรคร่วมฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎร,ประธานคณะกรรมการพัฒนาสตรีจังหวัดนครพนม (กพสจ.)
  • รัฐมนตรีช่วยกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน ปี2566

ประวัติการศึกษา ‘เดือน มนพร’

 ดร.มนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม(รมช.คมนาคม)ปัจจุบันอายุ 57 ปี

  • เรียนชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนสุนทรวิจิตร อ.เมือง จ.นครพนม
  • ระดับชั้นมัธยมศึกษาโรงเรียนนครพนมวิทยาคม อ.เมือง จ.นครพนม
  • ระดับอนุปริญญาวิทยาลัยนานาชาติเซ็นต์เทเรซ่า เลขานุการ กรุงเทพมหานคร
  • ปริญญาตรี ศิลปศาสตร์บัณฑิต สาขารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง กรุงเทพมหานคร
  • ปริญญาโท ศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต สาขารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง กรุงเทพมหานคร
  • ปริญญาเอก ศิลปศาสตร์ดุษฏีบัญฑิต สาขาสื่อสารการเมือง มหาวิทยาลัยเกริก กรุงเทพมหานคร
เปิดประวัติ 'เดือน มนพร' รมช.คมนาคม 'รมต.หญิงคนแรก' จ.นครพนม

‘เดือน มนพร’ผู้แทนฯตลาดล่างสู่ ตำแหน่งรัฐมนตรี

‘เดือน มนพร’ รมช.คมนาคม ถือเป็นผู้แทนตลาดล่างตัวเล็กๆ แต่คล่องแคล่ว พื้นฐานเป็นคนอ่อนน้อม ถ่อมตน เรียบง่าย เข้าถึงประชาชน และมีความซื่อสัตย์ต่อพี่น้องประชาชน รวมถึงยึดมั่นกับพรรคต้นสังกัดมาตลอด ไม่เคยเปลี่ยนขั้วการเมือง 

ไม่เพียงเท่านั้น ‘เดือน มนพร’ ยังให้ความสำคัญ เรื่องการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน ด้านความเป็นอยู่ รวมถึงการสร้างงาน สร้างอาชีพให้กับประชาชน บ่อยครั้งที่ไปช่วยแก้ไขปัญหาสินค้าการเกษตรราคาตกต่ำ จนเป็นที่ยอมรับของพี่น้องประชาชน ชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนนิยมส่วนตัวเป็นหลักมาถึง 3 สมัย

เปิดประวัติ 'เดือน มนพร' รมช.คมนาคม 'รมต.หญิงคนแรก' จ.นครพนม

แม้ครั้งล่าสุดต้องแข่งขันกับ ครูแก้ว-นายศุภชัย โพธิ์สุ ที่ข้ามจากเขตเลือกตั้งที่ 1 มาลงเขตเลือกตั้งที่ 2 ‘เดือน มนพร’ มีคะแนนนิยมมากกว่าคู่แข่งและชนะการเลือกตั้ง2566 มาได้ แต่หลังผลการเลือกตั้งทั้งคู่เป็นมิตรที่ดีต่อกัน อีกเคยทำงานร่วมกันมาก่อน แต่ในสนามแข่งขันก็ต้องต่อสู่กันเต็มที่ ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน

เปิดประวัติ 'เดือน มนพร' รมช.คมนาคม 'รมต.หญิงคนแรก' จ.นครพนม

การเมืองที่ดี ‘ประชาชน’ ควรมีส่วนร่วมทุกมิติ

‘เดือน มนพร’ ให้ทัศนะถึงการเมืองในประเทศไทยว่า “สิ่งที่จะต้องคำนึงตลอดเวลา สำหรับการเมืองวันนี้ จะเป็นการเมืองที่ต้องก้าวทันโลก ทันสมัยกับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของวิถีชีวิต ประชาชน กับการคาดหวังที่ประชาชนเลือกนักการเมืองเข้ามาบริหารประเทศ จากการเลือกตั้งที่ผ่านมาประชาชนยังคงยึดแนวการเลือกนักการเมืองที่ยึดถือ อุดมการณ์ประชาธิปไตย โดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง การเมืองในเชิงอุดมการณ์ ผสมผสานกับการเมืองในเชิงนโยบาย ที่ประชาชนคาดหวังจากนโยบายของพรรค ที่จะทำให้ชีวิตของพวกเขาดีขึ้น การเมืองที่ดีควรจะเป็นการเมืองที่ทำให้พี่น้องประชาชน มีส่วนร่วมในทุกๆ บริบททางสังคม และรวมไปถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย”

เดือน มนพร เล่าว่า นับตั้งแต่พรรคไทยรักไทย โดย นายทักษิณ ชินวัตร ต่อมาเป็นพรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นโยบายทุกนโยบายที่พรรคเพื่อไทย นำเสนอต่อพี่น้องประชาชนในแคมเปญการเลือกตั้ง เมื่อพรรคชนะการเลือกตั้งแล้วได้เป็นรัฐบาล

“นโยบายที่ได้ให้สัญญาไว้ต่อพี่น้องประชาชน พรรคเพื่อไทยจึงลงมือทำทันที จนกระทั่งได้รับความเชื่อมั่นมาจนถึงปัจจุบันนี้ สิ่งสำคัญเชื่อว่าประชาชนอยากเห็นนักการเมืองที่มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้อยู่ใกล้ชิดพี่น้องประชาชน” เดือน มนพร ให้คำมั่น

ว่ากันว่า รัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน เป็นการสลายขั้วความขัดแย้ง เฉพาะพื้นที่จังหวัดนครพนม ของ ‘เดือน มนพร’ มี สส.รวม 4 เขตเลือกตั้ง แบ่งเป็น 2 พรรคร่วมรัฐบาล คือ พรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย  เป็นนิมิตรหมายที่ดีทั้งสองพรรคจะได้ทำงานร่วมกันขับเคลื่อน พัฒนาให้จังหวัดนครพนมเจริญรุ่งเรือง ประชาชนอยู่ดี มีความสุข สืบต่อไป

          พงศ์สุคนธ์ คุณธรรมมงคล เรื่อง/ภาพ

ส่องประวัติ รมต.หน้าใหม่ ‘ศุภมาส อิศรภักดี’ รมว.หญิงคนแรก แห่งกระทรวง อว.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557654

03 ก.ย. 2566

ส่องประวัติ รมต.หน้าใหม่ 'ศุภมาส อิศรภักดี' รมว.หญิงคนแรก แห่งกระทรวง อว.

ทำความรู้จัก รัฐมนตรีหญิงหนึ่งเดียวจาก พรรคภูมิใจไทย ‘ศุภมาส อิศรภักดี’ รมว.หญิงคนแรก แห่งกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

หลังจากราชกิจจานุเบกษา ประกาศโปรดเกล้าฯ ครม. เศรษฐา 1 เมื่อวันที่ 2 กันยายนที่ผ่านมา และ 1 ในคณะรัฐมนตรีชุดนี้ มีชื่อของ นางสาว ศุภมาส อิศรภักดี เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่เธอผู้นี้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งรัฐมนตรี และยังเป็น รมว.หญิงคนแรก แห่งกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) หลังจากโลดแล่นในวงการการเมืองมานานกว่า 20 ปี เป็น สส.มาแล้วถึง 3 สมัย ซึ่ง วันนี้ คมชัดลึก จะพาไปทำความรู้จักหญิงเก่งคนนี้พร้อมๆ กัน

ส่องประวัติ รมต.หน้าใหม่ 'ศุภมาส อิศรภักดี' รมว.หญิงคนแรก แห่งกระทรวง อว.
ส่องประวัติ รมต.หน้าใหม่ 'ศุภมาส อิศรภักดี' รมว.หญิงคนแรก แห่งกระทรวง อว.

ประวัติ

  • ศุภมาส อิศรภักดี ชื่อเล่น ผึ้ง
  • เกิด 3 เม.ย. 2516
  • ปัจจุบันอายุ 50 ปี
  • สมรสกับ พ.ต.อ.ล้ำพันธุ์ พรรธนประเทศ รอง ผบก.ทท.1 มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือน้องเทพ และน้องบัว ทั้งยังรับอุปการะ น้องอิซาน ดาราเด็กที่เล่นซีรีส์หนุมาน สงครามมหาเทพ 
ส่องประวัติ รมต.หน้าใหม่ 'ศุภมาส อิศรภักดี' รมว.หญิงคนแรก แห่งกระทรวง อว.

การศึกษา

  • วิศวกรรมศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาการจัดการทางวิศวกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี 2543
  • วิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต สาขาอุตสาหการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี 2538
ส่องประวัติ รมต.หน้าใหม่ 'ศุภมาส อิศรภักดี' รมว.หญิงคนแรก แห่งกระทรวง อว.

เส้นทางการเมือง

  • หลังเรียนจบ ศุภมาส อิศรภักดี ได้ไปทํางานบริษัทในเครือ ปตท. เกือบ 5 ปี จากนั้นได้ตัดสินใจวอล์กอินเข้าไปเป็นผู้สมัคร สส. พรรคไทยรักไทย และได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.กทม. เขต 13 (หลักสี่) พรรคไทยรักไทย ในการเลือกตั้งปี 2544 ทั้งๆ ที่ลงสมัครครั้งแรก จนกลายเป็นจุดสนใจในหน้าสื่อ และชนะการเลือกตั้งอีกครั้งในปี 2548
  • ในการเลือกตั้ง ส.ส. ปี 2554 เธอลงสมัครชิงเก้าอี้ สส. กรุงเทพมหานคร เขต 1 ในนามพรรคภูมิใจไทย ได้คะแนนเป็นอันดับที่ 3 แพ้คะแนน สุรชาติ เทียนทอง ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย แต่ทั้งนี้เธอก็ยังได้รับบทบาทสำคัญทางการเมือง โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ได้แต่งตั้งให้เป็นคณะกรรมการบริหารพรรค และมอบหมายให้ดำรงตำแหน่งโฆษกพรรคภูมิใจไทย เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2555
  • ในการเลือกตั้งปี 2557 ศุภมาส อิศรภักดี ได้ลงสมัครในระบบบัญชีรายชื่อ สังกัดพรรคภูมิใจไทย ลำดับที่ 9 และในปี 2562 ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ 
  • ในการเลือกตั้ง ปี 2566 เธอถูกวางตัวเป็น สส. แบบบัญชีรายชื่อ ไว้ในลำดับที่ 10 ของพรรคภูมิใจไทย แต่เมื่อผลการเลือกตั้งออกมา ทางพรรคภูมิใจไทย กลับได้เก้าอี้ สส.บัญชีรายชื่อเพียง 3 ที่นั่งเท่านั้น ทำให้พลาดเก้าอี้ สส.ไปอย่างน่าเสียดาย

ต่อมาเมื่อพรรคเพื่อไทยได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และพรรคภูมิใจไทยได้โควต้าเก้าอี้รัฐมนตรีทั้งสิ้น รวม 8 ที่นั่ง ตามสัดส่วน สส. ทั้งหมดที่ได้ โดยแบ่งเป็น 4 รัฐมนตรีว่าการ และ 4 รัฐมนตรีช่วยว่าการ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จึงผลักดันให้ ศุภมาส อิศรภักดี ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม แม้จะไม่ได้เป็น สส. ก็ตาม 

4 ตระกูลได้ไปต่อ รัฐมนตรี ‘เศรษฐา 1’ เปลี่ยนแค่คน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557658

03 ก.ย. 2566

4 ตระกูลได้ไปต่อ รัฐมนตรี 'เศรษฐา 1' เปลี่ยนแค่คน

รัฐมนตรี ‘เศรษฐา 1’ คล้ายกับสมัย ครม. ‘ประยุทธ์’ ทั้งพรรคและคน บางตระกูลสับเปลี่ยนคนเข้ามาทำงาน มีศักเป็น ลูก น้อง พี่ กันทั้งนั้น

จากรายชื่อ 34 รัฐมนตรี “เศรษฐา 1” มี 4 คน นามสกุลซ้ำกับสมัยคณะรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เริ่มต้นด้วย 


“บิ๊กป็อด” พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ น้องชายของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ (อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม)ที่ส่งต่อตำแหน่ง “รองนายกรัฐมนตรี” ให้น้องชาย ครั้งนี้ควบตำแหน่ง “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม” ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ร้องเรียนให้ตรวจสอบคุณสมบัติ กรณีเคยถูกคำสั่งให้ออกจากราชการเมื่อปี 2552 จนทางพรรคต้องออกมาชี้แจง คดีเป็นที่สิ้นสุดว่าไม่มีความผิด ได้รับการ “ยกโทษ” ถือว่าคำสั่งให้ออกจากราชการ หรือการลงโทษอื่นใดก่อนหน้านี้ ไม่เคยเกิดขึ้น

พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ
 

 “บิ๊กอุ้ม” พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ อดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ บุตรของนายชัย ชิดชอบ อดีตประธานรัฐสภา รวมถึงเป็นน้องชายของ นายเนวิน ชิดชอบ และเป็นพี่ชายนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ (อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม) โดยพล.ต.อ.เพิ่มพูน ได้นั่ง “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ” แต่เกิดกระแสไม่เหมาะสมเอาอดีตตำรวจใหญ่มาคุมงานด้านการศึกษา 
พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอพล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอ

“เจ้าพ่อน่านน้ำสะแกกรัง” ชาดา ไทยเศรษฐ์  ขึ้นนั่ง “รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย” รับไม้ต่อจากน้องสาวอย่าง น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ ที่นั่งหงาด “รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์” อย่างรวดเร็วในสมัยรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ 2 พี่น้องฝีปากกล้าท้าชน มนัญญา เคย ปะทะ 3 รัฐมนตรี  
-นายวราวุธ ศิลปอาชา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมขณะนั้น เรื่องขยะพลาสติก ทำให้นายวราวุธต้องต่อสายขอโทษ 
-นาย สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่องแบนสารเคมีเกษตรอันตราย มนัญญาถามว่า “ข้องใจดุลพินิจของสุริยะ และกระบวนการที่ไม่มีการลงมติของบอร์ด ดังนั้นจะเป็นมติที่บังคับใช้ได้หรือไม่” และบอกด้วยว่าคนที่ต้องตอบสังคมคือ นายสุริยะ ก่อนจะยืนยันจะไม่วางมือจากเรื่องนี้ จะเดินหน้าต่อไป ซึ่งต่อมานายชาดา ร่วมวงช่วยน้องสาวบอกว่า “คุณสุริยะ จึงต้องเป็นคนรับผิดชอบ จะเกิดอะไรขึ้นก็ตามในประเทศนี้ เป็นเรื่องของคุณสุริยะ เพราะทุกวันนี้ประชุมครม.ก็ต้องใส่แว่นดำไม่กล้าสบตาใคร”
-นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แม้เป็นเรื่องการแบนสารเคมีเกษตรอันตรายเช่นเดียวกัน แต่ยิ่งเพิ่มความเข้มข้น เมื่อนายเฉลิมชัยจะทำหนังสือยกเลิกการแบน หลังอ้างว่าไม่พบสารเคมีดังกล่าวตกค้างในสินค้าภายในประเทศ และเกษตรกรส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย จนนางมนัญญาโพสต์เฟซบุ๊ก “คุณไม่หยุด ฉันก็ไม่หยุด !!! ตราบใดที่ยังเห็นผู้บริโภคมีอันตรายอยู่ เราก็ไม่หยุด จะเอาสารพิษอันตรายกลับมาเพื่ออะไรคะ” พร้อมกับเพลงของแอ็ด คาราบาว “ยุบเถอะ เลิกเถอะ”  ไม่จบเพียงเท่านี้ระดับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ลงเล่นเกมนี้ด้วย นำมาผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข แถลงจุดยืนปกป้องสุขภาพประชาชนและขัดขวางยกเลิกดังกล่าว 

ส่วนชาดาก็โชว์อภิปรายอย่างดุเดือดจนเป็นที่พูดถึงอย่างมาก เมื่อช่วงโหวตนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรี 


 นายชาดา ไทยเศรษฐ์นายชาดา ไทยเศรษฐ์


“ปุ๋ง” สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล ลูกสาวสุดที่รักของนายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล หรือ กำนันป้อ (อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา) เป็นหญิงที่อายุน้อยสุดในรัฐบาลชุดนี้ ขึ้นนั่ง “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา” ดีกรีเป็นนักธุรกิจอุตสาหกรรมการเกษตรรายใหญ่จ.นครราชสีมาและเป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ 

โดยคุณพ่อวีรศักดิ์ เคยประกาศวางมือทางการเมืองด้วยเหตุผลสุขภาพ จากนั้นการเลือกตั้งที่ผ่านมา บ้านใหญ่หลังนี้สามารถทวงคืนมาได้ 12 เก้าอี้ จากท้ั้งหมด 16 เก้าอี้ เมื่อผลเป็นเช่นนี้หลังเลือกตั้งได้ 4 วัน นายวีรศักดิ์ ประกาศทวง 2 เก้าอี้รัฐมนตรี

 น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศลน.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล

‘เศรษฐา-สุทิน’ แจง ‘ผบ.เหล่าทัพชุดใหม่’ ถึงปมเลือก ‘รมว.กลาโหม’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557652

03 ก.ย. 2566

‘เศรษฐา-สุทิน’ แจง ‘ผบ.เหล่าทัพชุดใหม่’ ถึงปมเลือก ‘รมว.กลาโหม’

‘เศรษฐา-สุทิน’ ส่งเทียบเชิญ ‘ผบ.เหล่าทัพชุดใหม่’ ทานข้าวเที่ยงแบบส่วนตัว เพื่อแนะนำตัว-กระชับสัมพันธ์ พร้อมแจงเหตุผล ทำไมเลือกสุทิน คลังแสงเป็น ‘รมว.กลาโหม’

มีรายงานว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วย นายสุทิน คลังแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม(รมว.กลาโหม) ได้เชิญว่าที่ ‘ผบ.เหล่าทัพชุดใหม่’ อาทิ พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี รอง ผบ.ทสส. ในฐานะว่าที่ ผบ.ทสส. , พล.อ.เจริญชัย หินเธาว์ รอง ผบ.ทบ. ในฐานะว่าที่ ผบ.ทบ., พล.ร.อ.อะดุง พันธุ์เอี่ยม ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ (ผบ.กร.) ในฐานะว่าที่ ผบ.ทร. และ พล.อ.อ.พันธ์ภักดิ์ พัฒนกุล ผู้ช่วย ผบ.ทอ. ในฐานะว่าที่ ผบ.ทอ. มาร่วมรับประทานอาหารกลางวันในวันนี้ เพื่อแนะนำตัวและทำความรู้จัก กระชับความสัมพันธ์ 

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี

นอกจากนี้ คาดว่า นายเศรษฐา  ทีวีสิน นายกรัฐมนตรี จะชี้แจงเหตุผลที่เลือก นายสุทิน มาทำหน้าที่ รมว.กลาโหม

นายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม นายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม

ขณะเดียวกัน ตามรายงานการนัดหารือ จะเน้นการรับฟังความคิดเห็น และข้อเสนอแนะกับทางกองทัพบกให้มากที่สุด เพื่อให้เกิดการประสานความร่วมมือการขับเคลื่อนงานของรัฐบาล และกองทัพ 

โดยเฉพาะสอดคล้องกับสถานการณ์บ้านเมือง ก่อนนำมาบรรจุไว้ในนโยบาย ร่วมกับนโยบายของ 11 พรรคการเมืองที่ร่วมรัฐบาลเพื่อไทย และตามหมุดหมายรัฐบาลจะแถลงนโยบายในวันที่ 11 กันยายน 2566

สำหรับสถานที่นัดทานอาหาร คือโรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร(กทม.) และไม่ได้มีการแจ้งต่อสื่อมวลชน เนื่องจาก นายกฯอยากจะทานข้าวกับว่าที่ผบ.เหล่าทัพชุดใหม่ เป็นการส่วนตัว และพูดคุยอย่างเป็นกันเอง ไม่อยากให้เอิกเกริก ไม่อยากให้มีสื่อมวลชนมาทำข่าว

อย่างไรก็ตาม นายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม ยังเตรียมที่จะเข้าพบนักวิชาการด้านความมั่นคง อาทิ ศ.สุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยก่อนหน้านี้ได้หารือกับนายไพศาล พืชมงคล ไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

ส่วนตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาความเหมาะสม ซึ่งตามรายงานมีชื่อของ พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม ด้วย

พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก อดีตปลัดกระทรวงกลาโหมพล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม

มีรายงานข่าวด้วยว่า ก่อนหน้านี้ได้เคยมีการพูดคุยกันในเรื่องการทำงานระหว่างรัฐบาลและกองทัพมาบ้าง โดยนายเศรษฐามีนโยบาย พร้อมจะทำงานกับกองทัพในฐานะรัฐบาลพลเรือน ที่พร้อมรับฟังคำแนะนำต่างๆ

อีกทั้งในเรื่องการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ รัฐบาลก็พร้อมสนับสนุน จะไม่ตัดงบประมาณดังกล่าว หากมีความจำเป็น เพราะเข้าใจดีว่าอาวุธยุทโธปกรณ์ถือเป็นสิ่งสำคัญในการที่จะปกป้องประเทศ โดยเฉพาะตามแนวชายแดนต่างๆที่จำเป็นต้องมีทัดเทียมกับประเทศเพื่อนบ้านและหากมีการเจรจาในเรื่องนี้ จะขอให้ทางกองทัพนำเสนอยุทโธปกรณ์ภายในประเทศไทยที่มี เพื่อแลกเปลี่ยนหรือไปจำหน่ายกับประเทศนั้นๆ ในลักษณะการแลกเปลี่ยน หรือ บราเธอร์ (barter) ระหว่างกัน ซึ่งจะทำให้สินค้าที่เรามีอยู่สามารถมีช่องทางเพิ่มในทางการตลาดกับต่างประเทศได้อีกทางหนึ่ง

ผลสำรวจ ‘นโยบายพรรคเพื่อไทย ทำได้หรือไม่?’ มี 3 นโยบาย ‘ไม่เชื่อทำได้’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557642

03 ก.ย. 2566

ผลสำรวจ 'นโยบายพรรคเพื่อไทย ทำได้หรือไม่?' มี 3 นโยบาย 'ไม่เชื่อทำได้'

‘นิด้าโพล’ เผยผลสำรวจ ‘นโยบายพรรคเพื่อไทย ทำได้หรือไม่?’ ส่วนใหญ่อยากได้และเชื่อทำได้ ส่วน’ม่เชื่อทำได้ มี 3 นโยบาย ยกเลิกเกณฑ์ทหาร , ค่าแรงขั้นต่ำ , เงินเดือนปริญญาตรี 25,000

ผลสำรวจความคิดเห็นของ “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เรื่อง “นโยบายพรรคเพื่อไทย ทำได้หรือไม่?” ระหว่างวันที่ 30 ส.ค. – 1ก.ย. 2566 กว่า 1,310 หน่วยตัวอย่าง พบว่า

อยากได้-ไม่อยากได้
-พักหนี้เกษตรกร 3 ปี ทั้งต้น ทั้งดอกทันที ร้อยละ 25 ระบุว่า อยากได้ รองลงมา ร้อยละ 7.33 ระบุว่า ไม่อยากได้ ร้อยละ 4.89 ระบุว่า เฉย ๆ และร้อยละ 0.53 ระบุว่า ไม่ตอบ
-ทุกครอบครัวมีรายได้ไม่น้อยกว่า 20,000 บาทต่อเดือน ร้อยละ 18 ระบุว่า อยากได้ รองลงมา ร้อยละ 7.94 ระบุว่า ไม่อยากได้ ร้อยละ 5.42 ระบุว่า เฉย ๆ และร้อยละ 0.46 ระบุว่า ไม่ตอบ
กระเป๋าเงินดิจิทัล 10,000 บาท สำหรับผู้มีอายุ 16 ปีขึ้นไป ง ร้อยละ 36 ระบุว่า อยากได้ รองลงมา ร้อยละ 11.91 ระบุว่า ไม่อยากได้ ร้อยละ 4.65 ระบุว่า เฉย ๆ และร้อยละ 0.08 ระบุว่า ไม่ตอบ
-เงินเดือนผู้จบปริญญาตรี 25,000 บาทต่อเดือน ภายในปี 2570  ร้อยละ 80.08 ระบุว่า อยากได้ รองลงมา ร้อยละ 12.67 ระบุว่า ไม่อยากได้ ร้อยละ 6.79 ระบุว่า เฉย ๆ และร้อยละ 0.46 ระบุว่า ไม่ตอบ
-จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ร้อยละ 70 ระบุว่า อยากได้ รองลงมา ร้อยละ 10.61 ระบุว่า ไม่อยากได้ ร้อยละ 8.86 ระบุว่า เฉย ๆ และร้อยละ 1.83 ระบุว่า ไม่ตอบ

-กทม. ทั้ง 50 เขต มีโรงพยาบาลประจำเขต ร้อยละ 78.17 ระบุว่า อยากได้ รองลงมา ร้อยละ 10.76 ระบุว่า ไม่อยากได้ ร้อยละ 10.46 ระบุว่า เฉย ๆ และร้อยละ 0.61 ระบุว่า ไม่ตอบ
-ค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาทต่อวัน ภายในปี 2570 ร้อยละ 78.09 ระบุว่า อยากได้ รองลงมา ร้อยละ 13.51 ระบุว่า ไม่อยากได้ ร้อยละ 8.09 ระบุว่า เฉย ๆ และร้อยละ 0.31 ระบุว่า ไม่ตอบ
-จัดการเลือกตั้งผู้ว่าราชการ ในจังหวัดนำร่อง ร้อยละ 51 ระบุว่า อยากได้ รองลงมา ร้อยละ 16.87 ระบุว่า ไม่อยากได้ ร้อยละ 8.47 ระบุว่า เฉย ๆ และร้อยละ 1.15 ระบุว่า ไม่ตอบ
-รถไฟฟ้า กทม. 20 บาทตลอดสาย ร้อยละ 90 ระบุว่า อยากได้ รองลงมา ร้อยละ 13.97 ระบุว่า เฉย ๆ ร้อยละ 11.37 ระบุว่า ไม่อยากได้ และร้อยละ 1.76 ระบุว่า ไม่ตอบ
-แก้ไขกฎหมาย เพื่อยกเลิกการเกณฑ์ทหาร ร้อยละ 32 ระบุว่า อยากได้ รองลงมา ร้อยละ 34.66 ระบุว่า ไม่อยากได้ ร้อยละ 6.56 ระบุว่า เฉย ๆ และร้อยละ 0.46 ระบุว่า ไม่ตอบ

ทำได้-ทำไม่ได้
-พักหนี้เกษตรกร 3 ปี ทั้งต้น ทั้งดอกทันที -ร้อยละ 68.32 ระบุว่า เชื่อว่าทำได้ รองลงมา ร้อยละ 18.63 ระบุว่า ไม่เชื่อว่าทำได้ ร้อยละ 12.75 ระบุว่า ไม่แน่ใจว่าจะทำได้หรือไม่ และร้อยละ 0.30 ระบุว่า ไม่ตอบ
-กระเป๋าเงินดิจิทัล 10,000 บาท สำหรับผู้มีอายุ 16 ปีขึ้นไป ร้อยละ 82 ระบุว่า เชื่อว่าทำได้ รองลงมา ร้อยละ 29.01 ระบุว่า ไม่เชื่อว่าทำได้ ร้อยละ 16.87 ระบุว่า ไม่แน่ใจว่าจะทำได้หรือไม่ และร้อยละ 0.30 ระบุว่า ไม่ตอบ
-จัดการเลือกตั้งผู้ว่าราชการ ในจังหวัดนำร่อง ร้อยละ 98 ระบุว่า เชื่อว่าทำได้ รองลงมา ร้อยละ 27.86 ระบุว่า ไม่เชื่อว่าทำได้ ร้อยละ 16.18 ระบุว่า ไม่แน่ใจว่าจะทำได้หรือไม่ และร้อยละ 2.98 ระบุว่า ไม่ตอบ
-กทม. ทั้ง 50 เขต มีโรงพยาบาลประจำเขต ร้อยละ 15 ระบุว่า เชื่อว่าทำได้ รองลงมา ร้อยละ 28.63 ระบุว่า ไม่เชื่อว่าทำได้ ร้อยละ 17.86 ระบุว่า ไม่แน่ใจว่าจะทำได้หรือไม่ และร้อยละ 3.36 ระบุว่า ไม่ตอบ
-รถไฟฟ้า กทม. 20 บาทตลอดสาย ร้อยละ 48.09 ระบุว่า เชื่อว่าทำได้ รองลงมา ร้อยละ 30.15 ระบุว่า ไม่เชื่อว่าทำได้ ร้อยละ 18.78 ระบุว่า ไม่แน่ใจว่าจะทำได้หรือไม่ และร้อยละ 2.98 ระบุว่า ไม่ตอบ
-ทุกครอบครัวมีรายได้ไม่น้อยกว่า 20,000 บาทต่อเดือนร้อยละ 31 ระบุว่า เชื่อว่าทำได้ และไม่เชื่อว่าทำได้ ในสัดส่วนที่เท่ากัน รองลงมา ร้อยละ 19.08 ระบุว่า ไม่แน่ใจว่าจะทำได้หรือไม่ และร้อยละ 0.30 ระบุว่า ไม่ตอบ
-แก้ไขกฎหมาย เพื่อยกเลิกการเกณฑ์ทหารร้อยละ 74 ระบุว่า ไม่เชื่อว่าทำได้ รองลงมา ร้อยละ 39.69 ระบุว่า เชื่อว่าทำได้ ร้อยละ 15.73 ระบุว่า ไม่แน่ใจว่าจะทำได้หรือไม่ และร้อยละ 0.84 ระบุว่า ไม่ตอบ
-จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ร้อยละ 01 ระบุว่า เชื่อว่าทำได้ รองลงมา ร้อยละ 35.72 ระบุว่า ไม่เชื่อว่าทำได้ ร้อยละ 23.51 ระบุว่า ไม่แน่ใจว่าจะทำได้หรือไม่ และร้อยละ 1.76 ระบุว่า ไม่ตอบ
ค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาทต่อวัน ภายในปี 2570 ร้อยละ 41.98 ระบุว่า ไม่เชื่อว่าทำได้ รองลงมา ร้อยละ 37.18 ระบุว่า เชื่อว่าทำได้ ร้อยละ 20.46 ระบุว่า ไม่แน่ใจว่าจะทำได้หรือไม่ และร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่ตอบ
-เงินเดือนผู้จบปริญญาตรี 25,000 บาทต่อเดือน ภายในปี 2570 ร้อยละ 41.14 ระบุว่า ไม่เชื่อว่าทำได้ รองลงมา ร้อยละ 36.64 ระบุว่า เชื่อว่าทำได้ ร้อยละ 21.76 ระบุว่า ไม่แน่ใจว่าจะทำได้หรือไม่ และร้อยละ 0.46 ระบุว่า ไม่ตอบ

นิด้าโพลนิด้าโพล