เลขาธิการ รทสช. บอกไม่จำเป็นที่ 1ได้ตั้งรัฐบาล ขอกองเชียร์รับฟังพรรคอื่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555328

05 ส.ค. 2566

เลขาธิการ รทสช. บอกไม่จำเป็นที่ 1ได้ตั้งรัฐบาล ขอกองเชียร์รับฟังพรรคอื่น

เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุ ไม่จำเป็นพรรคได้คะแนนที่หนึ่งต้องตั้งรัฐบาล ขอกองเชียร์ควรยอมรับฟังข้อเสนอของพรรคการเมืองอื่นๆ ด้วย

 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) โพสต์เฟซบุ๊กว่า “ด้วยความเคารพ เสียงของประชาชนคนไทยตามระบอบประชาธิปไตย” รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ปี 2560 เป็นรัฐธรรมนูญที่ผ่านการทำประชามติด้วยเสียงส่วนใหญ่ของคนไทยทั้งประเทศ ถือเป็นกระบวนการการหยั่งเสียงในระบอบประชาธิปไตย และหลังจากที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีผลบังคับใช้ ประเทศไทยก็ผ่านการเลือกตั้งไปแล้ว 2 ครั้ง ในปี 2562 และล่าสุดในปี 2566

 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.)  นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.)

การที่พรรคการเมืองสามารถออกมานำเสนอจุดยืน พูดอย่างเปิดเผยบนเวที ออกสื่อได้ทุกช่องทาง ไม่ว่าเนื้อหาจะรุนแรงเพียงใดก็ตาม ถือเป็นสิ่งพิสูจน์ว่าการเลือกตั้งนั้นเสรีและเป็นธรรม (Free and Fair) ไม่ได้ถูกปิดกั้นแต่อย่างใด เป็นไปตามหลักประชาธิปไตย

แต่กองเชียร์เอง ก็ต้องยอมรับฟังข้อเสนอของพรรคการเมืองอื่นๆ ที่สะท้อนความต้องการที่หลากหลายของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งด้วย

การออกมาคุกคามบูลลี่คนที่เห็นต่างผ่านสื่อฯ บีบบังคับให้สังคมต้องบิดเบี้ยวไปตามความต้องการของตัวเอง อาจบานปลายกลายเป็นการคุกคามละเมิดสิทธิของคนอื่น ซึ่งไม่เป็นไปตามหลักประชาธิปไตย

วันนี้ การเลือกตั้งสส.ที่เป็นประชาธิปไตยก็จบไปแล้ว พรรคก้าวไกลมาเป็นอันดับหนึ่ง ได้จำนวนสส. 151 คน พรรคเพื่อไทยมาเป็นอันดับสอง ได้จำนวนสส. 141 คน และมีพรรคอื่นๆรวมแล้ว ได้จำนวนสส. อีก 208 คน รวมทั้งหมดเป็น 500 คน

พรรคก้าวไกล เป็นพรรคอันดับหนึ่งก็จริง แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะเป็นเสียงข้างมากที่จะโหวตนายกฯหรือตั้งรัฐบาลได้ในระบบการเลือกตั้งที่เป็นระบบรัฐสภา

ข้อความของนายเอกนัฎข้อความของนายเอกนัฎ

ระบบการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย ที่นานาประเทศใช้กัน สรุปง่ายๆ มีสองระบบ คือระบบประธานาธิบดี (Presidential System) เป็นการการเลือกผู้นำของประเทศโดยตรง และอีกระบบคือระบบรัฐสภา (Parliamentary System) เป็นการเลือกตั้งสส. จากพรรคการเมืองแล้วให้สส. กับพรรคการเมืองไปเลือกผู้นำประเทศและตั้งรัฐบาลต่อไป
 
ระบบของไทยโดยหลักแล้วเป็นระบบรัฐสภา แต่เนื่องจากมีข้อกำหนดต้องเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีก่อนการหาเสียงเลือกตั้ง จึงเสมือนเป็นระบบผสมหรืออาจจะเรียกว่าเป็น Hybrid System ก็น่าจะได้ ซึ่งอาจจะทำให้คนสับสนนึกว่าเป็นการไปเลือกแคนดิเดตนายกฯโดยตรง

อันที่จริงแล้ว ไม่มีการกำหนดหลักเกณฑ์ในกติกาว่าแคนดิเดตนายกฯของพรรคที่ได้เสียงมากที่สุดจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี และในระบบรัฐสภาที่เป็นสากลก็ไม่มีการกำหนดหลักเกณฑ์ในกติกาว่าพรรคอันดับหนึ่งจะได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล หากแต่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่จะให้โอกาสพรรคอันดับหนึ่งไปดำเนินการก่อนเท่านั้น

ขณะนี้ ยังอยู่ในช่วงเวลาที่บทเฉพาะกาลในรัฐธรรมนูญที่ให้สว. เข้ามามีส่วนร่วมในการเลือกนายกฯ ยังมีผลบังคับใช้ ซึ่งเป็นผลพวงของคำถามเพิ่มเติม ที่ผ่านการทำประชามติเมื่อปี 2559 ด้วยเสียงถึง 15.1 ล้านเสียง หรือคิดเป็นสัดส่วน 58% ของผู้ที่ไปลงคะแนน

พอใจ หรือไม่พอใจ แต่ก็ผ่านการทำประชามติ ซึ่งถือเป็นการหยั่งเสียงด้วยเสียงส่วนมากของคนทั้งประเทศ เปรียบเทียบได้กับกรณีการทำประชามติ Brexit ในสหราชอาณาจักร ที่ฝ่าย Leave เอาชนะ ฝ่าย Remain เพียงนิดเดียว 52% ต่อ 48% ถึงแม้ว่าการตัดสินใจนั้นจะสร้างความแตกแยกทางความรู้สึกและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ แต่รัฐบาลก็ต้องปฏิบัติตาม ด้วยความเคารพต่อเสียงส่วนมากในระบบการหยั่งเสียงในระบอบประชาธิปไตย

มาวันนี้ในประเทศไทย.. การใช้เสียงในรัฐสภาโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ก็ถือเป็นขั้นตอนการเลือกผู้นำในระบบรัฐสภา ผลออกมาอย่างไร รูปร่างหน้าตาออกมาแบบไหน พอใจหรือไม่พอใจ ก็เป็นกระบวนการที่เป็นประชาธิปไตย ควรมีน้ำใจนักกีฬา ให้ความเคารพต่อเสียงส่วนมากของประชาชนและการตัดสินใจของผู้แทนราษฎรในสภาที่มาจากการเลือกตั้งด้วยเช่นกัน

‘นพดล’ โต้กลับ ‘ชูวิทย์’ กล่าวหา ‘เศรษฐา’ เลี่ยงภาษีที่ดิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555315

05 ส.ค. 2566

'นพดล' โต้กลับ 'ชูวิทย์' กล่าวหา 'เศรษฐา' เลี่ยงภาษีที่ดิน

‘นพดล’ แนะ ‘ชูวิทย์’ ตรวจสอบปม ‘เศรษฐา’ เลี่ยงภาษีที่ดินจากกรมสรรพากร-กรมที่ดิน พร้อมตั้งข้อสงสัยเปิดข้อมูลช่วง ‘พรรคเพื่อไทย’ กำลังเสนอชื่อแคนดิเดต ‘นายกรัฐมนตรี’

นายนพดล ปัทมะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ในฐานะที่ตนเป็นนักกฎหมายได้รับฟังข้อมูลในเรื่องนี้เห็นว่า ข้อกล่าวหาของนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ที่บอกว่านายเศรษฐาเกี่ยวข้องในการเลี่ยงภาษีคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง เพราะนายเศรษฐาไม่ได้ทำอะไรตามที่ถูกกล่าวหา ไม่ได้สมรู้ร่วมคิดหรือเป็นตัวการหรือสนับสนุนให้มีการเลี่ยงภาษีใดๆ

ดังนั้นจึงไม่มีมูล เนื่องจากบริษัทแสนสิริเป็นผู้ซื้อที่ดิน หน้าที่ในการชำระภาษีจากค่าที่ดินที่ผู้ขายได้รับเป็นหน้าที่ของผู้ขาย ส่วนผู้ซื้อมีหน้าที่ไปรับโอนและชำระเงินค่าที่ดินเท่านั้นเอง ถ้าใครต้องการตรวจสอบว่า ผู้ขายเลี่ยงภาษีให้ไปถามกรมสรรพากรได้เลย ทำความจริงให้ปรากฏ ยิ่งเร็วยิ่งดี

นายนพดล กล่าวว่า ที่กล่าวหานิติกรรมอำพรางนั้น ตนไม่เห็นว่า จะมีนิติกรรมอำพรางตรงไหน เพราะไม่มีนิติกรรมอันหนึ่งซ้อนอำพรางนิติกรรมอีกอันหนึ่ง การโอนที่ดินให้แสนสิริก็เป็นการซื้อขายที่ดินปกติที่ทำกันเปิดเผย ตรงไปตรงมาที่กรมที่ดิน มีการบันทึกการซื้อขาย เสียภาษีที่กรมที่ดิน 

ส่วนที่กล่าวหาว่านายเศรษฐาไปเกี่ยวข้องในการเลี่ยงภาษีโดยอ้างรายงานการประชุมนั้น ข้อเท็จจริงคือ นายเศรษฐาเข้าประชุมรับทราบการที่แสนสิริจะไปซื้อที่ดินแปลงนี้ โดยเป็นการประชุมครั้งเดียวในการอนุมัติเงินในการซื้อ เพราะฉะนั้นไม่ได้ไปเกี่ยวข้องการโอนที่ดินหรือการดำเนินการใดๆของฝ่ายผู้ขายเลย
 

นายนพดล มองว่า หากใครรู้ว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากลในเรื่องนี้ ก็สามารถเปิดเผยตั้งนานแล้ว ไม่เห็นจะต้องกำความลับหรืออะไรไว้ แล้วมาเปิดเผยช่วงนี้ที่พรรคเพื่อไทยกำลังจะเสนอนายเศรษฐาเป็นนายกรัฐมนตรี มันมองเป็นเรื่องอย่างอื่นยาก นอกจากเรื่องการเมือง แต่ข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลคงไม่กระทบการเดินหน้าเสนอชื่อเสนอนายเศรษฐา และนายเศรษฐาเป็นบุคคลสาธารณะพร้อมถูกตรวจสอบ

‘ประธานสภา’ แจง เลื่อน-ปิดประชุมรัฐสภา ไม่เข้าข้างใคร ย้ำ รอ ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555322

05 ส.ค. 2566

‘ประธานสภา’ แจง เลื่อน-ปิดประชุมรัฐสภา ไม่เข้าข้างใคร ย้ำ รอ ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’

‘ประธานสภา’ แจง เลื่อน-ปิดประชุมรัฐสภา ถาม หากมติสภาไม่ตรงกับคำวินิจฉัย ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ ความเสียหายตกที่ใคร บอก ทำงานในสภามากกว่า 40 ปี ไม่เคยมีการนำญัตติตกไปแล้วขึ้นมาทบทวนอีก หวั่น กระทบภาพลักษณ์สภา ย้ำ ไม่ได้เข้าข้างใคร

ที่ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ จ.สมุทรปราการ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาฯ ในฐานะประธานรัฐสภา ให้สัมภาษณ์ ถึงกรณี เมื่อวานนี้ (4 ส.ค.) สั่งเลื่อนการประชุมร่วมรัฐสภาออกไปก่อน พร้อมกับปิดการประชุมทันทีนั้น ว่าการเปิดประชุมเมื่อวานนี้มีประชุมวาระอยู่ 2 เรื่อง คือการเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งไม่สามารถกระทำได้ เนื่องจากอยู่ในการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ และจะพิจารณาเรื่องดังกล่าวในวันที่ 16 ส.ค. นี้

ส่วนเรื่องที่ 2 คือการเสนอการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 272 ซึ่งตนตั้งใจให้มีการอภิปรายอย่างเต็มที่ และหากเลื่อนวาระที่ 2 ขึ้นมา สภาก็มีความพร้อมที่จะพิจารณา แต่ระหว่างการพิจารณาเพื่อเลื่อนวาระดังกล่าวขึ้นมานั้น นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ และรองโฆษกพรรคก้าวไกล ได้เสนอญัตติด่วนขึ้นมาเพื่อให้ทบทวนมติที่สภาได้พิจารณาไปเมื่อ วันที่ 19 ก.ค. คือ ญัตติที่ไม่ให้โหวตนายกฯ ซ้ำ ซึ่งเรื่องได้พิจารณาตามข้อบังคับ151 ไปแล้ว โดยข้อบังคับ 151 ในวรรคแรกได้ระบุว่า การลงมติของรัฐสภาถือว่าเด็ดขาด การที่จะมาทบทวนมติที่เด็ดขาดไปแล้ว ตนและสมาชิกหลายท่านเข้าใจว่าไม่สามารถกระทำได้

รอมติ ศาลรัฐธรรมนูญ ก่อน

เขาอธิบายว่า ปกติหากเรื่องอยู่ในการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ สภาก็ยังจะไม่พิจารณาเรื่องนั้น โดยรัฐธรรมนูญมาตรา 211 เขียนไว้ชัดเจนว่า คำวินิจฉัยและคำสั่ง ของศาลรัฐธรรมนูญถือว่าเด็ดขาด และมีความผูกพันกับรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และองค์กรอิสระ เพราะฉะนั้นการที่เราจะตัดหน้าไปพิจารณาวันที่ 4 ส.ค. ทั้งที่ศาลรัฐธรรมนูญ ระบุชัดเจนว่าจะพิจารณาเรื่องดังกล่าวในวันที่ 16 ส.ค. หากเราพิจารณาก่อน อาจจะเป็นการกระทำที่ไม่ชอบ เพราะเป็นการย้อนแย้งกับที่ศาลรัฐธรรมนูญ กำลังพิจารณาเรื่องเดียวกัน และหากมีการพิจารณาและลงมติ และวันที่ 16 ส.ค. ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยไม่ตรงกับมติของสภา “ท่านคิดว่าความเสียหายจะเกิดขึ้นกับใคร” หากเรารอให้ถึงวันที่ 16 ส.ค. ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาจบแล้ว เราก็สามารถนำเรื่องดังกล่าวมาทบทวนได้ แต่เราต้องปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอย่างแน่นอน

หากสภาพิจารณา เสี่ยงละเมิดศาลรัฐธรรมนูญ

“ผมเห็นว่าเรื่องนี้ในประการแรก ญัตติที่จะทบทวนญัตติของเราเอง ตามที่ข้อบังคับพูดไว้ชัดเจนแล้วนั้น จะกระทำได้หรือไม่ สมควรจะกระทำหรือไม่ ประการที่สอง เรื่องที่เราจะพูด คือเรื่องมติโหวตนายกฯ กระทำซ้ำได้หรือไม่ มันเป็นเรื่องเดียวกันที่ ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวันที่ 16 ส.ค.นี้ และอำนาจศาลรัฐธรรมนูญถือว่าเด็ดขาด สภาจะพิจารณาอย่างไรก็ตาม หากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินออกมาแล้ว เราต้องปฏิบัติตาม ซึ่งเราไม่สามารถรู้ได้ว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยอย่างไร ในฐานะประธานรัฐสภา เราไม่สามารถนำองค์กรให้เกิดปัญหากับองค์กรที่จะตัดสินเรา เราพร้อมจะทำตามสมาชิกถ้าหากว่า ข้อเสนอนั้นเป็นข้อเสนอที่ไม่ย้อนแย้ง ซึ่งจะทำให้ความเชื่อถือลดลง ต้องขออภัย ไม่ได้รีบปิดประชุมหนี เพื่อไม่ให้อภิปรายการแก้ไขมาตรา 272 ที่รอเวลาเกือบชั่วโมง เพื่อให้สมาชิกครบ เพื่อให้ได้ประชุม และเลื่อนวาระ 272 ที่พรรคก้าวไกลอยากจะอภิปรายขึ้นมาก่อน ผมก็อยากให้อภิปรายอย่างเต็มที่ แต่สมาชิกไม่ยอมที่จะให้เลื่อนเรื่องนี้มาพิจารณา และเสนอนำเรื่องด่วนที่ไม่ได้อยู่ในวาระขึ้นมาพิจารณาซึ่งสามารถเสนอได้ แต่เรื่องที่เสนอให้พิจารณาคือ เรื่องของวันที่ 19 ก.ค. ซึ่งคือเรื่องการโหวตนายกฯ โดยตามมาตรา 151 ถือว่าทำไม่ได้ ผมไม่ได้ปฏิบัติเพื่อฝ่ายใด หรือกีดกันฝ่ายใด ไม่งั้นจะรอถึงชั่วโมงเหรอ เพราะหากสมาชิกไม่ครบแค่ครึ่งชั่วโมงก็ไม่สามารถประชุมได้” นายวันมูหะมัดนอร์ อธิบาย

เมื่อถามว่า กรณีการประชุมเมื่อวานนี้ มีการตั้งข้อสังเกตว่า ยังเหลือเวลาในการประชุม ทำไมถึงไม่ให้มีการลงมติ นำญัตติด่วนการเสนอชื่อนายกฯ ซ้ำ ขึ้นมาพิจารณา หรือเอามาตรา 272 ขึ้นมาพิจารณา นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า สมาชิกรัฐสภาไม่ยอม จะลงมติเรื่องที่ ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาในวันที่ 16 ส.ค.นี้ ถ้ารัฐสภาพิจารณาแล้วขัดแย้งกับคำวินิจฉัย จะมีความเสียหายเกิดขึ้น สุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดศาล ผู้ที่ได้รับความเสียหายมากที่สุด คือ ประธานรัฐสภา ซึ่งมองว่าจะกระทบต่อบุคคลที่เสนอ และวิธีการด้วย ซึ่งจะทำให้สภาเกิดความสับสนต่อบุคคลภายนอก ในวันที่ 16 ส.ค. ถ้าศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยทุกอย่างก็สามารถเดินหน้าได้ และรัฐธรรมนูญถือเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ เราจะบอกว่า ศาลเป็นใหญ่กว่าสภา มองว่าไม่มีใครใหญ่กว่าใคร แต่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้แบบนั้น

เลื่อนประชุมสภาเป็นทางออกที่ดีที่สุด

ทั้งนี้ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวอีกว่า ตนทำงานในสภามากกว่า 40 ปี ไม่เคยมีการนำญัตติที่ตกไปแล้วขึ้นมาทบทวน ยืนยันไม่ได้ปิดประชุมหนี เพราะการเลื่อนประชุมสภาเมื่อวานนี้ถือเป็นทางออกที่ดีที่สุดของบ้านเมือง ในที่สุดแล้วก็ต้องรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญคือกฎหมายสูงสุดของประเทศนี้

เมื่อถามว่าในวันที่ 17 และ 18 ส.ค. จะมีการประชุมรัฐสภาหรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ต้องดูคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 16 ส.ค. ถ้าศาลมีคำวินิจฉัยออกมาจะเรียกประชุมรัฐสภาภายใน 3 วัน คือ วันที่ 18-19 ส.ค. เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายและความสง่างามของที่ประชุมรัฐสภา หากมีการทบทวนหลายรอบ จะทำให้เกิดการร้องเรียนขึ้นมาอีก และเกิดความไม่สง่างามของรัฐสภา พร้อมย้ำว่า ไม่มีคนอยู่เบื้องหลังเสนอให้เลื่อนการประชุม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การสั่งปิดประชุมรัฐสภาของ “ประธานสภา” หลังเปิดประชุมได้กว่า 1 ชั่วโมงถูกวิพากษ์วิจารย์อย่างหนักถึงการปฏิบัติหน้าที่ของประธานสภาว่าเอื้อประโยชน์กลุ่มใดหรือไม่ และทำให้ #ประชุมสภา ติดเทรนทวีตเตอร์ ทันทีหลังปิดประชุมรัฐสภาเมื่อวานนี้(4 ส.ค. 2566)

‘ธนกร’ ยืนยัน ‘เสี่ยเฮ้ง’ ยังอยู่ ‘รวมไทยสร้างชาติ’ ยังมีอุดมการณ์เดียวกัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555312

05 ส.ค. 2566

'ธนกร' ยืนยัน 'เสี่ยเฮ้ง' ยังอยู่ 'รวมไทยสร้างชาติ' ยังมีอุดมการณ์เดียวกัน

‘ธนกร’ ยืนยัน ‘เสี่ยเฮ้ง’ ยังอยู่ ‘รวมไทยสร้างชาติ’ ยังมีอุดมการณ์เดียวกันตาม ‘บิ๊กตู่’ ฝากไว้ ส่วน ‘เลือกนายกฯ’ เป็นไปตามมติพรรค แม้มี สส. หลายกลุ่ม

นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เผยได้พูดคุยกัยนายสุชาติ ชมกลิ่น แล้ว หลังมีข่าวลือ เตรียมย้ายพรรค ว่า เป็นเพียงข่าวลือเท่านั้น นายสุชาติยืนยันกับตนว่ายังอยู่กับรวมไทยสร้างชาติ และยังมีแนวคิดอุดมการเดียวกันตั้งแต่แรกที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม อดีตประธานกรรมการยุทธศาสตร์พรรคฯ ที่เคยให้ไว้ว่า ให้ช่วยกันสร้างพรรคให้เข้มแข็ง เป็นพรรคที่พร้อมดูแลประชาชนและปกป้องสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ถึงแม้วันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จะวางมือทางการเมืองแล้ว แต่ตนและนายสุชาติก็ยังคงรักษาอุดมการณ์และความตั้งใจเดิมที่ตามพลเอกประยุทธ์มา

ทั้งนี้กระแสข่าวพรรครวมไทยสร้างชาติมีหลายกลุ่ม อาจเสียงแตกในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ไม่เป็นในทิศทางเดียวกัน นายธนกร ยอมรับ มีหลายกลุ่มและมีความคิดเห็นที่หลากหลาย แต่เรื่องการทำหน้าที่ในสภา โดยเฉพาะการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี สส.ทั้ง 36 คนของพรรค มีความเป็นเอกภาพและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน 

โดยยึดตามมติของพรรคมาโดยตลอด รวมทั้งการเลือกประธานสภาด้วย ยอมรับว่า อาจมีการประสานงานและความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนในบางประเด็น แต่พรรครวมไทยสร้างชาติ พร้อมรับฟังความคิดเห็นที่หลากหลายของทุกกลุ่ม
 

“เป็นธรรมดาของทุกพรรค ที่ต่างคนก็ต่างความคิด และอาจมีการสื่อสารประสานงานที่ไม่ทั่วถึง ทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนกันไป  แต่เมื่อได้มีการพูดคุยกันแล้ว ยืนยันว่าทุกคนในพรรคมีความเป็นเอกภาพ มีแนวทางการทำงานที่ชัดเจน ผมมั่นใจว่าทุกคนยึดประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นหลัก มาก่อนความคิดเห็นส่วนตัว” นายธนกร กล่าวย้ำ

ไม่พลาดแน่ ‘ปชป.’ เตรียมส่งผู้สมัครชิง ‘เลือกตั้งซ่อม’ สส.ระยอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555310

05 ส.ค. 2566

ไม่พลาดแน่ ‘ปชป.’ เตรียมส่งผู้สมัครชิง ‘เลือกตั้งซ่อม’ สส.ระยอง

โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ราเมศ รัตนะเชวง เผย ‘ปชป.’มอบหมาย ‘สาธิต ปิตุเตชะ’ รองหัวหน้าพรรค แม่ทัพดูแลภาคกลาง เป็นผู้รับผิดชอบ เตรียมส่งผู้สมัครชิง ‘เลือกตั้งซ่อม’ สส.ระยอง เขต 3 ย้ำให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดทุกประการ-ย้ำ 6 ส.ค. เลือกหน.-กก.บห.คนใหม่

คืบหน้าเมื่อ ‘ไอซ์’ นครชัย ขุนณรงค์ พรรคก้าวไกล ส่งเจ้าหน้าที่พรรคก้าวไกล ไปยื่นใบลาออกจากตำแหน่ง สส. ระยอง เขต 3 เมื่อวันที่ 3 ส.ค. 2566 แล้ว หลังพบประวัติเคยถูกจำคุก 3 ปี ข้อหาลักทรัพย์เมื่อปี 2542  และคาดว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง( กกต.)จะนัดประชุมเพื่อหาวันรับสมัคร สส. และ “เลือกตั้งซ่อม” ในเร็วๆ นี้ ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวจากพรรคประชาธิปัตย์ “ปชป.” ซึ่งเคยเป็นเจ้าของพื้นที่เดิม

นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า “ปชป.” ได้มีกระบวนการเพื่อพิจารณาส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคประชาธิปัตย์ โดยยังต้องดำเนินการตาม พ.ร.ป. รัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง และ พ.ร.ป. ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่จะต้องมีกระบวนการสอบถามความคิดเห็น และมีขั้นตอนการสรรหา

นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์

เริ่มต้นจะได้มีการเปิดให้มีการสมัคร จากนั้น คณะกรรมการสรรหา สส. จะได้มีการพิจารณาคุณสมบัติของผู้ที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งเขตเลือกตั้งที่ 3 จังหวัดระยองต่อไป จากนั้น คกก.สรรหาฯ จะได้ส่งรายชื่อผู้สมัคร สส. กลับไปยังเขตเลือกตั้งที่ 3 จังหวัดระยอง เพื่อสอบถามความคิดเห็นสมาชิกในเขตเลือกตั้ง และจะมีการส่งกลับมาให้ กรรมการบริหารพรรค(กก.บห.พรรค) ได้พิจารณาอนุมัติผู้ที่จะลงสมัคร “เลือกตั้งซ่อม” สส.เขต 3 จังหวัดระยอง 

“โดยทางพรรคประชาธิปัตย์ ได้มอบหมายให้ นายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรคที่ดูแลภาคกลาง เป็นผู้รับผิดชอบให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดทุกประการ”

6 ส.ค. เลือกหน.-กก.บห.คนใหม่

สำหรับวันพรุ่งนี้ 6 ส.ค.2566 พรรคประชาธิปัตย์ ได้จัดประชุมใหญ่วิสามัญ เพื่อเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ และ กก.บห. พรรคชุดใหม่ ในเวลา 8.30 น. ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ กรุงเทพมหานคร โดยมีวาระที่สำคัญคือการเลือกตั้ง กก.บห. และคกก.สรรหาผู้สมัคร ซึ่งในวันนี้ทางพรรคก็จะมีการเดินทางไปจัดเตรียมความพร้อมเรื่องสถานที่เพื่อรองรับองค์ประชุมที่จะเดินทางมาร่วมประชุม

‘บิ๊กป้อม’ โวผลงาน ‘ร่วมรัฐบาล’ มอบสิทธิ์ที่ทำกินทั่วประเทศ 1.12 ล้านไร่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555305

05 ส.ค. 2566

‘บิ๊กป้อม’ โวผลงาน ‘ร่วมรัฐบาล’ มอบสิทธิ์ที่ทำกินทั่วประเทศ 1.12 ล้านไร่

‘บิ๊กป้อม’ โวผลงาน ‘ร่วมรัฐบาล’ เร่งแก้ปัญหามอบสิทธิ์ที่ทำกิน ทั่วประเทศ 1.12 ล้านไร่ ครอบคลุม 65 จังหวัด ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความมั่นคงในการประกอบอาชีพ หนุนให้ประชาชนได้มีที่ดินเป็นของตนเอง และส่งต่อลูกหลาน

เมื่อวันที่ 5 ส.ค.  2566 ‘บิ๊กป้อม’ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลาการ ‘ร่วมรัฐบาล’ ของพรรคพลังประชารัฐ ได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะเรื่องที่อยู่อาศัยและที่ทำกินของผู้มีรายได้น้อย เพื่อขจัดความยากจนและแก้ปัญหาหนี้ภาคครัวเรือนไปพร้อมกัน ควบคู่ไปกับการป้องกันการรุกล้ำผืนป่า 

ซึ่งการดำเนินงานในด้านการจัดสรรที่ทำกินให้กับประชาชนและเกษตรกรตามหลักการของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ทั่วประเทศ ได้มีการออกหนังสืออนุญาต ไปแล้วรวม 356 พื้นที่ ใน 65 จังหวัด เป็นเนื้อที่รวมมากกว่า 1.12 ล้านไร่ มีการจัดสรรคนลงพื้นที่จำนวน 73,809 ราย ใน 331 พื้นที่ ใน 67 จังหวัด เป็นเนื้อที่รวมทั้งหมด 501,475 ไร่

‘บิ๊กป้อม’ โวผลงาน ‘ร่วมรัฐบาล’ มอบสิทธิ์ที่ทำกินทั่วประเทศ 1.12 ล้านไร่
‘บิ๊กป้อม’ โวผลงาน ‘ร่วมรัฐบาล’ มอบสิทธิ์ที่ทำกินทั่วประเทศ 1.12 ล้านไร่

ทั้งนี้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการจัดสรรที่ดินทำกินให้กับชุมชน จึงได้ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่ 22 เม.ย. 2540 ซึ่งเกี่ยวข้องกับมาตรการและแนวทางแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับพื้นที่ป่าไม้ และเห็นชอบในการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดิน ของประเทศ ปี พ.ศ. 2566-2570 ซึ่งมียุทธศาสตร์เพื่อกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม และได้พัฒนาขีดความสามารถในการใช้ประโยชน์ที่ดินฯตามศักยภาพ โดยการบูรณาการและสร้างการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการที่ดินฯ แต่ก็ต้อฝส่งเสริมความยั่งยืนของการจัดการที่ดินและระบบนิเวศควบคู่ไปด้วย

“ที่ผ่านมาผมได้เดินทางไปมอบสิทธิในที่ดินทำกินในหลายพื้นทั่วประเทศ ทุกพื้นที่มีความก้าวหน้าแทบทุกด้าน มีหน่วยงานในพื้นที่เข้าไปสนับสนุน ส่งเสริม ช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรกันอย่างต่อเนื่อง และต้องขอชื่นชมกับสมาชิกวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรรุ่นใหม่ทุกคน ที่นำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ เพื่อที่จะรักษาที่ดินผืนนี้ ส่งต่อให้ลูกหลาน 

เพราะปัญหาขาดแคลนที่ดินทำกินจะรุนแรงมากขึ้นถ้าเราไม่ช่วยกันปกป้องรักษาไว้ ผ่านการบูรณาการของหน่วยงานต่างๆ เพื่อทำให้พี่น้องเกษตรกรหลุดพ้นความยากจน และป้องกันการสูญเสียสิทธิในที่ดินจากการจำนอง ขายฝาก ตลอดจนส่งเสริมการใช้ประโยชน์ในที่ดิน เพิ่มโอกาสการเข้าถึงที่ดินทำกิน เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน”พล.อ.ประวิตร กล่าวในที่สุด

‘บิ๊กป้อม’ โวผลงาน ‘ร่วมรัฐบาล’ มอบสิทธิ์ที่ทำกินทั่วประเทศ 1.12 ล้านไร่
‘บิ๊กป้อม’ โวผลงาน ‘ร่วมรัฐบาล’ มอบสิทธิ์ที่ทำกินทั่วประเทศ 1.12 ล้านไร่
‘บิ๊กป้อม’ โวผลงาน ‘ร่วมรัฐบาล’ มอบสิทธิ์ที่ทำกินทั่วประเทศ 1.12 ล้านไร่

‘ชูวิทย์’ ถึง ‘ทักษิณ’ ขอข้ออ้างมากกว่า ‘ตรวจร่างกาย’ กลับไม่กลับอยู่ที่ใจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555303

05 ส.ค. 2566

'ชูวิทย์' ถึง 'ทักษิณ' ขอข้ออ้างมากกว่า 'ตรวจร่างกาย' กลับไม่กลับอยู่ที่ใจ

‘ชูวิทย์’ โพสต์ถึง ‘ทักษิณ’ ขอข้ออ้างมากกว่า ‘ตรวจร่างกาย’ มองทุกอย่างเลื่อน เชื่อมโยงกันหมด ชี้กลับไม่กลับอยู่ที่ใจ ไม่ใช่ไฟยังไม่เขียว

นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ เป็นอีกคนที่มักจะออกมายืนยันว่า นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่เดินทางกลับไทยตามวันที่เคยแจ้ง 10 ส.ค. 

ล่าสุดนายชูวิทย์ โพสต์หลังนายทักษิณเลื่อนเดินทางกลับ อ้างต้องตรวจร่างกาย ระบุว่า 

“เลื่อนอีกแล้ว
หมอจะตรวจร่างกาย ถึงขนาดเลื่อนกลับเลยหรือ? 
หาข้ออ้างที่ทำให้คนไทยเชื่อมากกว่านี้ดีกว่าไหม?
เดี๋ยวมีใครไปบอกว่า “เพ้อเจ้อ” 
ทุกอย่างเลื่อน ทั้งศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อไทยประกาศข้ามขั้ว โหวตนายกฯ
การเลื่อนกลับไทยของทักษิณจึงเชื่อมกันหมด

อย่าไปให้คนไทยรอเก้อ
คงมีจตุพรกับชูวิทย์ 2 คนเท่านั้นที่รู้ว่าท่านไม่กลับ
คนที่เคยติดคุกจะรู้ว่าการก้าวเท้าเข้าคุกล้วนอยู่ที่ใจ
การกลับหรือไม่กลับจึงอยู่ที่ใจ ไม่ใช่ไฟยังไม่เขียว
ครั้งหน้าไม่ต้องบอกล่วงหน้าดีกว่า 
จะกลับก็กลับเลย”

ชูวิทย์โพสต์ชูวิทย์โพสต์

‘จตุพร’ จี้ ‘เพื่อไทย’ อย่าเนียนเคยพูดแก้ ม.112 ชี้ผิดพลาดตีจาก ‘ก้าวไกล’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555297

05 ส.ค. 2566

'จตุพร' จี้ 'เพื่อไทย' อย่าเนียนเคยพูดแก้ ม.112 ชี้ผิดพลาดตีจาก 'ก้าวไกล'

‘จตุพร’ จี้ ‘เพื่อไทย’ ยอมรับเคยหาเสียงพูดแก้ ม.112 เตือน สว.-สส.ข้างน้อย โหวตนายกฯ ใช้มาตรฐานเดียวกับ ‘พิธา’ แฉดีลล่มแถลงพรรคร่วมรัฐบาลใหม่ ตกลงกับ พปชร. ไม่ได้

เมื่อ 4 ส.ค. 2566 นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน ไลฟ์ผ่านรายการประเทศไทยต้องมาก่อน ตอน “จบไม่สวย” โดยเชื่อว่า พรรคเพื่อไทยตัดขาด MOU กับพรรคก้าวไกล และแยกทางไปตั้งรัฐบาลข้ามขั้วเป็น “ความผิดพลาดครั้งใหญ่” ทำให้สูญสิ้นอำนาจต่อรอง แล้วยังไร้ความชอบธรรมจนสะท้อนถึงการจบไม่สวยทั้งพรรค แกนนำชี้นำ และแคนดิเดตนายกฯที่ชื่อนายเศรษฐา ทวีสิน ด้วย

ส่วนการแก้ ม.112 นั้น นายจตุพร กล่าวว่า หากเพื่อไทยมองเป็นปัญหาและเขียนไว้ในคำแถลงแยกตัวจากพรรคก้าวไกล แต่ในเรื่องนี้เพื่อไทยเคยพูดในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง อีกทั้ง สว.กับพรรคฝ่าย 188 เสียงได้กำหนดไว้เป็นมาตรฐานไม่โหวตให้นายพิธา ดังนั้น แคนดิเดตนายกฯ ของเพื่อไทยต้องไม่มีข้อยกเว้นเช่นกัน เพราะมาตรฐานเป็นสิ่งสำคัญจึงต้องเท่าเทียมกัน

ถ้าเพื่อไทยทั้งอุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร ชินวัตร หมอมิ้ง-นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช และนายเศรษฐา แม้ไม่ตอบคำถามในการแก้ ม.112 แต่ช่วงจะเป็นรัฐบาลกลับละเลยลืมเรื่องที่ตัวเองเคยพูดเป็นสัญญาประชาคมเสียสิ้น ดังนั้นก่อนเพื่อไทยเป็นรัฐบาลและนายเศรษฐาจะเป็นนายกฯ ต้องแสดงความรับผิดชอบด้วย ไม่ใช่เงียบเฉย

นายจตุพร กล่าวต่อว่า เพื่อไทยทำเนียนทำให้ดูเหมือนมีเพียงก้าวไกลพรรคเดียวพูดเรื่องนี้ ทั้งที่ความจริงเพื่อไทยก็พูดไม่แตกต่างกัน เหตุผลบอกเลิกกับก้าวไกลโดยไม่ได้พูดถึงการแก้ ม.112 เป็นปัญหาด้วยซ้ำไป เพราะกลัวจะถอยในเรื่องนี้ จึงต้องตัดบทอ้างถึงผู้มีอำนาจไม่เอาก้าวไกล แสดงถึงคนจะมาเป็นผู้นำประเทศไม่ได้ตรงไปตรงมาเลย มุ่งหาแต่ประโยชน์ส่วนตนเหมือนเดิม ถ้า สว. กับ พรรคฝ่าย 188 เสียงไม่ยอมรับ ไม่โหวตให้คุณพิธาในเรื่องนี้ ก็ต้องใช้กติกาเดียวกัน เพราะถ้าไม่เช่นนั้นเราก็ยอมรับว่า ไม่มีมาตรฐาน และกรณีนี้ของพรรคเพื่อไทยสะท้อนถึงการไร้มาตรฐานได้ชัดเจน

ขณะนี้สถานการณ์ของเพื่อไทยไม่เหมือนเดิม การแสดงอำนาจเหนือกว่าโดยเชิญพรรคฝ่าย 188 มาเพิ่มความกดดันและตั้งรัฐบาลมิ้นช็อคที่พรรคเพื่อไทย ซึ่งไม่มีใครทำกันเพราะยังมี MOU กับก้าวไกลอยู่ ดังนั้น เมื่อเพื่อไทยหย่ามใจมีความเชื่อมั่นในการตั้งรัฐบาลได้ จึงประกาศแยกทาง ตัดขาดพรรคก้าวไกลสำเร็จ ขณะที่อำนาจการต่อรองก็สูญสิ้นไปด้วย เพื่อไทยต้องไปพึ่งเขา ต้องเดินหาเขาอย่างเดียว  ส่วนการจัดตั้งรัฐบาลใหม่นอกจากจะมีภูมิใจไทย ประชาธิปัตย์แล้ว ยังต้องมีพรรคสองลุง คือ พลังประชารัฐ (พปชร.) กับรวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) มาร่วมด้วย แต่สภาเลื่อนโหวตนายกฯ ออกไปก่อน

“แรงกดดันที่ พปชร.กระทำต่อเพื่อไทยจนต้องเลิกประกาศพรรคร่วมรัฐบาล เมื่อ 3 ส.ค.ที่ผ่านนั้น เริ่มจากเพื่อไทยต้องการดึง สส. บางส่วนจากกลุ่ม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการ พปชร.มาร่วมด้วย แต่ด้วยความเขี้ยวของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ต่อสายคุยกับคนสนิทต่างประเทศว่า ถ้าร่วมรัฐบาลต้องไปกันทั้งพรรค ไม่ใช่ไปกันเป็นกลุ่ม จึงสะท้อนถึงอำนาจต่อรองของเพื่อไทยสูญสิ้นไปแล้ว” นายจตุพรกล่าว 

นายจตุพร มั่นใจว่า ถ้าเพื่อไทยตั้งรัฐบาลไม่มีพรรคสองลุงแล้ว ย่อมทำให้ สว.ไม่โหวตให้นายเศรษฐาเป็นนายกฯ เช่นกัน ดังนั้นจึงหนีไม่พ้นพรรคสองลุงมาร่วม และนายเศรษฐาก็ต้องคิดมากเช่นกัน เพราะประกาศไม่จับมือกับ พปชร.กับ รทสช. ซึ่งเป็นคำประกาศที่ใหญ่กว่า “มีลุง ไม่มีเรา” ของก้าวไกล จึงทำให้ดิ้นหนีจากปัญหาตระบัตสัตย์ไม่ได้ง่ายๆ

เมื่ออำนาจต่อรองสูญสิ้นแล้ว ย่อมเป็นปัญหาให้เพื่อไทยตั้งรัฐบาลยาก ไม่มีพรรคใดจะร่วมหัวจมท้ายมาประกาศร่วมรัฐบาลได้ง่ายๆ ถ้าตั้งรัฐบาลไม่ได้ก็จะเสียหาย ดังนั้นเพื่อไทยจึงตกอยู่มุมอับ ทางตัน เพราะอ่านกระดานการเมืองผิดพลาดตั้งแต่ทอดทิ้งก้าวไกล เพราะไปคิดแต่สิ่งที่ดีของตัวเองและยังคิดแทนพรรคอื่นไปด้วย จนนำมาสู่สถานการณ์เพื่อไทยจบไม่สวย

นายจตุพร ขอให้ประชาชนอดทนรอได้ผู้นำประเทศและรัฐบาลที่ดี หลังการโหวตนายกฯต้องเลื่อนออกไป โดยอย่าเร่งรีบเหมือนนำมะม่วงบ่มแก๊สให้สุกเร็วแต่อมเปรียว ไม่หวาน ดังนั้น ตำแหน่งนายกฯ ก็เช่นกัน ถ้ารีบรวบรัดอาจไม่ได้คนดี มีความสุจริตมาทำหน้าที่ ปล่อยให้ทุกอย่างเดินไปตามธรรมชาติย่อมดีที่สุด ส่วนบุคคลจะมาเป็นนายกฯ ต้องมีความสุจริตทั้งด้านลับและเปิดอย่างแท้จริง เมื่อสังคมตรวจสอบนายพิธา อย่างไรในการเป็นนายกฯ กรณีของนายเศรษฐาและคนอื่นก็ต้องไม่ยกเว้น 

นอกจากนี้นายจุตพร ยังเสนอว่า นายเศรษฐากับนายชูวิทย์ควรมาเผชิญหน้ากัน ตอบโต้ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสื่อมวลชนพร้อมๆ กัน ให้กระจ่างแจ้ง ถ้าข้อมูลนายชูวิทย์เป็นจริง นายเศรษฐาต้องถอยจากตำแหน่งนายกฯ และถ้าไม่จริงย่อมเป็นโอกาสให้ตำแหน่งนายกฯ สง่างามขึ้นอีก

ด่วน ‘ทักษิณ’ แจ้ง 10 ส.ค. ไม่เดินทางกลับไทยแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555283

05 ส.ค. 2566

ด่วน 'ทักษิณ' แจ้ง 10 ส.ค. ไม่เดินทางกลับไทยแล้ว

‘ทักษิณ’ ทวิตแจ้ง เลื่อนวันเดินทางกลับไทย จากเดิมวางแผนไว้ 10 ส.ค. เลื่อนไปอีกไม่เกิน 2 สัปดาห์ พร้อมให้เหตุผล

หลังจากวันครบรอบวันเกิดนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี “อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร ชินวัตร ได้โพสต์อวยพรพร้อมกับแจ้งว่า นายทักษิณกลับไทย วันที่ 10 ส.ค.นี้ บินลงสนามบินดอนเมือง เวลา 10.00 น. 

ล่าสุด นายทักษิณ ทวิตข้อความแจ้งเลื่อนเดินทางกลับประเทศไทย ระบุว่า ผมขอเลื่อนวันเดินทางกลับไทยจากวันที่10ไปอีกไม่เกินสองสัปดาห์วันเวลาจะแจ้งอีกครั้ง หมอเรียกให้ไปตรวจร่างกายก่อนครับ
 

ทั้งนี้ที่ผ่านมาผู้ที่ออกมาฟันธงว่า นายทักษิณ ไม่เดินทางกลับไทยแน่นอน คือ นายจตุพร พรหมพันธุ์  อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อดีตประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า แม้จะแจ้งเดินทางกลับด้วยเครื่องบินส่วนตัวมาลงที่ท่าอากาศยานดอนเมืองก็ตาม แต่ปัจจัยที่ทำให้เลื่อนการเดินทาง มีทั้งการเจรจาในกรณีจัดตั้งรัฐบาล โดยพรรคเพื่อไทยที่ต้องการข้ามขั้ว และเรื่องของการที่นายทักษิณ ไม่ต้องการเข้าสู่กระบวนการทางคดี เมื่อเรื่องเหล่านี้ไม่ลงตัว จึงเป็นเหตุผลที่นายทักษิณต้องเลื่อนการเดินทางกลับไทย 

ด่วน 'ทักษิณ' แจ้ง 10 ส.ค. ไม่เดินทางกลับไทยแล้ว

‘ชูวิทย์’ ลั่น 8 เดือน ที่เหลือ เทหมดหน้าตัก ชีวิตกับสู้ของคู่กัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555273

04 ส.ค. 2566

'ชูวิทย์' ลั่น 8  เดือน ที่เหลือ เทหมดหน้าตัก  ชีวิตกับสู้ของคู่กัน

แฉเพื่อชาติ “ชูวิทย์” ไลฟ์สด บอกเล่าถึงสถานการณ์ของตัวเอง ที่ป่วยจากโรค “มะเร็งตับ” เข้าสู่ระยะที่ 4 ดังนั้นเท่ากับว่า เหลือเวลาให้ใช้ชีวิต อีกเพียง 8 เดือน ดังนั้นตัดสินใจแล้ว ขอใช้ชีวิตวาระสุดท้ายอย่างมีความสุข เลือกที่จะสู้กับความไม่ถูกต้อง พร้อมรับมือกับชะตากรรม

นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์  อดีตนักการเมือง ซึ่งปัจจุบันมีบทบาทในการเปิดประเด็นทางสังคม  ประเด็นทางการเมือง  และวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมือง  ได้ใช้พื้นที่ในสื่อสังคมออนไลน์ ไลฟ์สด  โดยระบุว่า  จากการคาดหมายของแพทย์ที่ทำการรักษาโรคมะเร็งของตน ซึ่งป่วยด้วยโรค “มะเร็งตับ”  ระยะที่ 4 ในทางการแพทย์  คาดหมายว่าจะสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้อีกเพียง 8  เดือน  ก็จะเข้าสู่วาระสุดท้าย ดังนั้น ด้วยระยะเวลาที่เหลืออีกไม่มาก จึงขอที่จะทุ่มเททำประโยชน์เท่าที่จะทำได้  ทั้งการต่อสู้กับความไม่ยุติธรรม ต่อสู้กับสิ่งต่าง ๆ  ต่อสู้กับโรคร้าย เท่าที่ร่างกายจะเอื้ออำนวย เพื่อให้สิ่งที่ทำลงไปเหล่านั้น  เป็นความทรงจำให้ทุกคนได้ระลึก   อาจจะเป็นความทรงจำที่ดี หรือ ไม่ดีก็ตาม 

นายชูวิทย์  ถ่ายทอดเรื่องดังกล่าว ภายหลังจบการไลฟ์สด  โดยนำเสนอถึงข้อมูลการตรวจสอบ  นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย  , บริษัทแสนสิริ จำกัด  (มหาชน) โดยระบุว่า  ได้นำเรื่องนี้ยื่นไปยังกรมสรรพากรแล้ว เพื่อขอให้ตรวจสอบประเด็นการการหลีกเลี่ยงภาษี     เขา  กล่าวว่า ในวาระสุดท้ายสิ่งที่เขาทำคือความสุข   เป็นสิ่งที่แต่ละคนสามารถที่จะเลือกเส้นทางในสิ่งเหล่านั้นด้วยตนเอง และเขาได้ที่จะทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้กับสังคม  เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ” ผมพร้อมจะทำประโยชน์ในช่วงสุดท้ายให้กับท่าน  ผมยังพูดได้ ผมยังถ่ายทอดได้   ผมยังมีความทรงจำ ผมอยากให้สิ่งที่ผมทำลงไปนั้นเป็นประโยชน์กับทุกท่าน” 

นายชูวิทย์ กล่าวว่า วาระสุดท้ายของแต่ละคนแตกต่างกันออกไป  อาจจะมีสายน้ำเกลือ ห้อยระโยงระยาง บางคนอาจจะเลือกอยู่ใกล้ชิดกับคนรัก กับครอบครัว แต่สำหรับตนแล้ว   เลือกที่จะสู้กับความไม่ยุติธรรม  และเรื่องอื่น ๆ ที่พร้อมจะตามมา  ” ขอบคุณทุก ๆ ท่านที่ให้กำลังใจ  ที่ผ่านมา ผมอาจจะต่อสู้กับ จีนเทา  ต่อกับความไม่ถูกต้อง  แต่ท้ายสุดแล้วก็ยังต้องมาสู้กับตัวเอง สู้กับโรคร้าย  ในระยะเวลา 8  เดือน ที่ผมมีชีวิต  ถ้าพระเจ้าให้ผมยาวนาน หรือสั้นกว่า ก็เป็นอำนาจของพระเจ้าไม่ใช่ของผม  วันนี้ผมใช้ชีวิต ด้วยเงิน 800 บาท ( 8 เดือน) สำหรับผมมันเพียงพอ  มันจะเป็น 8  เดือน  ที่ผมใช้ชีวิต  ทุก ๆ วัน ให้มีความสุข   ให้มีกำไรทุก ๆ วัน  ผมยึดสุภาษิต ชีวิตกับสู้ ของคู่กัน วันนี้ผมสู้กับโรคร้าย  ขอบคุณทุก ๆ ท่านที่ให้กำลังใจ วันนี้ผมเข้านอน ไม่รู้ว่าเช้าจะตื่นมาปกติไหม   การเดินทางของผมใกล้สู่จุดสิ้นสุดแล้ว เมื่อมาถึงจุดสิ้นชีวิต ผมก็มีความสุข ผมจะทำประโยชน์ในช่วงสุดท้ายให้กับท่าน เท่าที่จะทำได้  วันหนึ่งเมื่อผมไม่อยู่แล้ว ท่านจะจดจำผมแบบไหนก็สุดแล้วแต่ท่าน   ”   

นายชูวิทย์ กล่าวว่า   หากเปรียบเทียบกับเงิน 800 บาท  ภายใต้เงื่อนเวลาที่ต่างกัน จะเห็นถึงความหมาย หากเป็นสมัยเด็กการมีเงิน 800 บาท มีความหมายอย่างมาก  กระทั่งเมื่อโตมาเป็นผู้ใหญ่เงินจำนวนนี้  อาจจะไม่เพียงพอ อาจจะหมายถึงต้องมี 8 ล้านบาท  หรือ 800 ล้านบาท ชีวิต จึงจะมีความสุข แต่สำหรับตัวเขาเองแล้ว 800 บาท ในเวลานี้ คือ 8  เดือน ดังนั้นต้องคิดว่า ทำอย่างไรที่จะใช้  ให้เกิดกำไรกับช่วงเวลาที่เหลือ   เขา  กล่าว