‘โรม’ ออกตัวแรง บอก ‘เจ็บแล้วจำ’ ขอคุยในพรรคจะรีเทิร์น 8 พรรคร่วมฯ หรือไม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555262

04 ส.ค. 2566

'โรม' ออกตัวแรง บอก 'เจ็บแล้วจำ' ขอคุยในพรรคจะรีเทิร์น 8 พรรคร่วมฯ หรือไม่

โฆษกพรรคก้าวไกล ‘รังสิมันต์ โรม’ ออกตัวแรงบอก ‘เจ็บแล้วจำ’ ขอคุยในพรรคฯ ก่อนตัดสินใจหวนคืน 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล เผย ก้าวไกล ยังไร้ข้อสรุปลงมติโหวตเลือก ‘เศรษฐา ทวีสิน’ จากเพื่อไทย เป็นนายกฯ หรือไม่

โหวตนายกรัฐมนตรี ยังเป็นปมร้อน หลังพรรคก้าวไกลถูกบีบให้พ้นพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อไทย ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวจาก แกนนำพรรคก้าวไกล โดยนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคก้าวไกล เปิดเผย ถึงความเป็นไปได้ที่พรรคเพื่อไทยจะกลับมาร่วมรัฐบาลกับพรรคก้าวไกล หลังมีกระแสข่าว สว.อาจจะไม่ลงมติให้ความเห็นชอบนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยนั้น เบื้องต้นจะต้องไปสอบถามจากพรรคเพื่อไทย แต่พรรคก้าวไกล ให้ความสำคัญกับสถานการณ์ปัจจุบัน ที่พยายามเสนอทางออกให้กับสังคมไทย ทั้งการขอให้รัฐสภาทบทวนมติ ที่ไม่ให้เสนอชื่อ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกรัฐมนตรี ในครั้งที่ 2 และเดินหน้าผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 เพื่อปิดสวิตช์ สว.

นายรังสิมันต์ โรม กล่าวย้ำว่า จนถึงขณะนี้ พรรคก้าวไกลยังไม่มีข้อสรุปว่า จะลงมติให้นายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี หรือไม่ และหากพรรคเพื่อไทย จะกลับมาร่วมรัฐบาล จะต้องคุยกันในพรรรคก่อน เพราะพรรคก้าวไกล “เจ็บแล้วจำ”

ส่วนกรณีที่ผู้ให้การสนับสนุน เรียกร้องให้พรรคเพื่อไทย และพรรคก้าวไกล กลับมารวมกันจัดตั้งรัฐบาลนั้น นายรังสิมันต์ มั่นใจว่า มวลชนเรียกร้องเรื่องดังกล่าวมาโดยตลอด อยู่แล้ว

แต่พรรคเพื่อไทย ได้รับมอบหมายจาก 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล ไปเจรจาเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลแล้ว และตัดพรรคก้าวไกลออกจากการร่วมรัฐบาล จึงไม่ใช่เรื่องที่มีประชาชนอยู่ในสมการตั้งแต่ต้น

นายรังสิมันต์ โรม ยังกล่าวย้ำท่าทีของพรรคก้าวไกล ในการแก้ไขมาตรา 112 ว่า ยังไม่มีเปลี่ยนแปลง และมั่นใจว่า ปัญหาที่จัดตั้งรัฐบาล ไม่น่าเกี่ยวข้องกับการเสนอแก้ไขมาตรา 112 แต่เป็นเพราะพรรคก้าวไกล เป็นส่วนหนึ่งในรัฐบาล และมีนโยบายทำลายทุนผูกขาด ทลายการรวมศูนย์อำนาจรัฐ ราชการ จึงทำให้ขั้วการเมืองเก่า ไม่อยากให้พรรคก้าวไกลร่วมรัฐบาลด้วย

ที่มา ‘สภาล่ม’ เปิดสถิติ สภาล่มกี่ครั้ง อะไรทำให้ สภาอับปาง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555260

04 ส.ค. 2566

ที่มา 'สภาล่ม' เปิดสถิติ สภาล่มกี่ครั้ง อะไรทำให้ สภาอับปาง

เมื่อ องค์ประชุมสภา มีความสำคัญ แล้วทำไม ‘สภาล่ม’ ซ้ำซาก สมฉายา สภา 3 วันดี 4 วันไข้ ? นับตั้งแต่ปี 2565-2566 สภาล่มกี่ครั้ง

เหตุ “สภาล่ม” กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจ เพราะในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา “องค์ประชุมสภา” นับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง ในการดำเนินงานของฝ่ายนิติบัญญัติ

“สภาล่มคืออะไร” มีอะไรเป็นองค์ประกอบ ที่ทำให้เกิด สภาล่ม ผลกระทบ สภาล่มซ้ำซาก จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง นับตั้งแต่ปี 2565 ล่วงมาถึงปี 2566 “สภาล่มกี่ครั้ง” คมชัดลึก รวบรวมสถิติ สภาล่มซ้ำซาก

สภาล่มคืออะไร

สภาล่ม คือเหตุการณ์ที่องค์ประชุมสภาไม่ครบถึงกึ่งหนึ่งของจำนวน สส. ที่มีตำแหน่งอยู่ หรือทั้ง สส. และ สว. ในกรณีของการประชุมรัฐสภา รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 120 และข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร 2562 ข้อ 25 ระบุให้ที่ประชุมต้องมี สส. “แสดงตน” อย่างน้อยกึ่งหนึ่ง เช่น หากมี สส. ทั้งหมด 500 คน ก็ต้องมีผู้แสดงตัวอย่างน้อย 250 คน หากมีการนับองค์ประชุมแล้ว จำนวนสมาชิกสภาที่แสดงตนไม่ครบตามจำนวนข้างต้น สภาก็จะไม่สามารถประชุมต่อไป โดยผู้ที่ทำหน้าที่ประธานสภา จะต้องสั่งปิดประชุม

การนับองค์ประชุมสามารถเกิดขึ้นได้ใน 2 กรณี 

  1. กรณีแรก ก่อนการลงมติทุกครั้ง ประธานสภาจะต้องกดออดเพื่อเรียกสมาชิกสภา ให้แสดงตนเพื่อตรวจสอบองค์ประชุม ซึ่งประธานสภาบางคนอาจจะเลือกที่จะรอไม่นาน แล้วนับองค์ประชุมเลย ในขณะที่ประธานบางคนอาจจะเลือกรอให้สภาชิกสภา โดยเฉพาะฝ่ายรัฐบาลที่เป็นเสียงข้างมาก เดินทางมาแสดงตัวให้ทันก่อน
  2. กรณีที่สอง คือมี สมาชิกสภาคนหนึ่ง เสนอญัตติต่อประธานสภา ขอให้มีการนับองค์ประชุมแบบกดบัตร หรือด้วยการขานชื่อก็ได้ ทั้งนี้ การนับองค์ประชุมด้วยการกดบัตร มักจะเร็วกว่า และทำให้สมาชิกสภาที่กำลังเดินทางมาแสดงตน โดยเฉพาะฝ่ายรัฐบาล อาจจะมาไม่ทันการนับองค์ประชุม

นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่ประธานสภาสั่งปิดประชุมเอง โดยที่ยังไม่ได้มีการนับองค์ประชุม หากเห็นว่าจำนวนสมาชิกสภาที่อยู่ในห้องประชุมนั้นบางตา

สภาล่มกี่ครั้ง

สถิติการประชุมสภาฯ ครั้งแรกของปี 2565 คือ ตั้งแต่วันที่ 19 ม.ค. 2565 จนถึงครั้งล่าสุด วันที่ 4 ม.ค. 2566 พบว่า 1 ปี มีการประชุมสภา 48 ครั้ง สภาล่ม 14 ครั้ง ทั้งนี้ ข้อมูลนี้ ไม่รวมการประชุมรัฐสภา (สส.-สว.)

19 ม.ค. 2565

  • ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาฯ
  • องค์ประชุม 226 คน จากจำนวน สส.ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ 473 คน

21 ม.ค. 2565

  • รายงานผลการพิจารณาศึกษาการขุดคลองไทยฯ ประธานในที่ประชุม (สุชาติ ตันเจริญ)
  • สั่งปิดประชุมก่อน ด้วยเหตุผลมีเสียงคัดค้าน และจำนวนสมาชิกในห้องประชุมบางตา

2 ก.พ. 2565

  • ร่าง พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิตฯ
  • องค์ประชุม 234 คน จากจำนวน สส.ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ 475 คน

4 ก.พ. 2565

  • รายงานผลการพิจารณาศึกษา ผลกระทบ-แนวทางแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลไทยฯ
  • องค์ประชุม 195 คน จากจำนวน สส.ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้  474 คน

10 ก.พ. 2565

  • ขอนับองค์ประชุมก่อนเข้าสู่วาระรับทราบรายงานประจำปี 2562 กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติฯ
  • องค์ประชุม 227 คน จากจำนวน สส.ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ 474 คน

11 ส.ค. 2565

  • ขอเปลี่ยนระเบียบวาระการประชุม ฝ่ายค้านเสนอญัตติด่วน อภิปรายวาระ 8 ปีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม
  • องค์ประชุม 124 คน จาก สส.ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ 478 คน

4 พ.ย. 2565

  • รายงานผลการพิจารณาศึกษาญัตติศึกษาสอบหาข้อเท็จจริง กรณีการปิดอ่าวมาหยา จ.กระบี่
  • องค์ประชุม 181 คน จาก สส.ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ 476 คน

23 พ.ย. 2565

  • ระหว่างการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การเข้าชื่อเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นฯ เกิดปัญหาจะนับองค์ประชุมใหม่ แต่มีผู้คัดค้าน ประธานในที่ประชุม (ชวน หลีกภัย) สั่งปิดประชุม ไม่มีบันทึกองค์ประชุม

7 ธ.ค. 2565

  • ร่าง พ.ร.บ.การเข้าชื่อเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นฯ
  • องค์ประชุม 236 คน จาก สส.ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ 473 คน

1 ธ.ค. 2565

  • ร่าง พ.ร.บ.การเข้าชื่อเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นฯ
  • องค์ประชุม 222 คน จาก สส.ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ 474 คน

14 ธ.ค. 2565

  • ร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชงฯ
  • องค์ประชุม 243 คน จาก สส.ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ 471 คน มีการขอให้ตรวจสอบองค์ประชุม (ขณะพิจารณามาตรา 3)

21 ธ.ค. 2565

  • ร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชงฯ
  • องค์ประชุม 213 คน จาก สส.ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ 439 คน (ขณะพิจารณามาตรา 7/4)

4 ม.ค. 2566

  • ร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชงฯ
  • องค์ประชุม 204 คน จาก สส.ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ 436 คน

4 ส.ค. 2566

  • ประชุมสภา วาระถกยกเลิก ม.272
  • องค์ประชุมครบ 374 คน แต่สุดท้าย ประธานสภา (วันมูหะหมัดนอร์ มะทา) สั่งปิดการประชุม ไล่หลังเพียง 1 ชั่วโมง หลังมีข้อถกเถียงกัน จนไม่สามารถหาข้อยุติได้ โดยยังไม่ได้มีการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 แต่อย่างใด

ผลกระทบสภาล่มซ้ำซาก

ข้อมูลจาก ILAW ระบุว่า ทำให้การพิจารณาร่างกฎหมายหรือมติต่างๆ เป็นไปด้วยความล่าช้า หากมีการอภิปรายร่างกฎหมาย และเมื่อถึงเวลาแสดงตนเพื่อลงมติแล้ว สส. แสดงตนไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ก็จะต้องยกยอดการลงมติไปในการประชุมครั้งต่อไป รวมถึงลำดับของร่างกฎหมายที่จะได้พิจารณาต่อ ก็ต้องช้าตามกันไปด้วย 

ขณะที่นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย เคยกล่าวไว้ เมื่อครั้งพิจารณาร่าง พ.ร.บ.กัญชาฯ ว่า เป็นการสูญเสียงบประมาณโดยใช่เหตุ เพราะการประชุมสภาแต่ละสัปดาห์ สภาต้องจ่ายเงินให้กับสมาชิกที่เดินทางมาประชุมเป็นเงินจำนวนมาก ทั้งค่าใช้จ่ายเรื่องอาหาร และค่าใช้จ่ายของสภาด้วย ซึ่งถ้าเป็นลักษณะนี้ไม่คุ้มค่า และไม่สามารถทำงานได้ 

‘สมชาย’ บอก ‘ก้าวไกล’ อย่าเล่นเกมการเมือง เสนอญัตติทบทวนโหวตชื่อ ‘พิธา’ ซ้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555257

04 ส.ค. 2566

'สมชาย' บอก 'ก้าวไกล' อย่าเล่นเกมการเมือง เสนอญัตติทบทวนโหวตชื่อ 'พิธา' ซ้ำ

‘สมชาย’ เผย ‘ก้าวไกล’ เสนอญัตติทบทวนโหวต ‘พิธา’ ซ้ำ ต้องค้าน ชี้ตีตกไปแล้ว ต้องยื่นศาล รธน. มอง ‘ประธานสภาฯ’ ปิดประชุม ทำถูกต้องแล้ว

การประชุมรัฐสภาถูกเลื่อนออกไป หลังนายรังสิมันต์ โรม สส.พรรคก้าวไกล เสนอญัตติให้มีการทบทวนมติเมื่อวันที่ 19 ก.ค. ห้ามเสนอชื่อ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรีซ้ำ

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ระบุ ตนไม่ทราบเหตุผลว่ามีนัยยะทางการเมืองอย่างไร แต่เมื่อเสนอมาต้องคัดค้าน ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นบรรทัดฐาน เมื่อมีมติเรื่องใดไปแล้ว สมาชิกฝั่งที่ไม่เห็นด้วย ก็สามารถเสนอญัตติทบทวนใหม่ทุกครั้ง เพื่อขอให้มีมติใหม่ ดังนั้นเหตุผลที่คัดค้าน เพื่อให้เกิดธรรมเนียมว่า เมื่อมีมติใดไปแล้วผู้ที่เห็นต่างก็ควรไปยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่มีมติกลับไปกลับมา 

ทั้งนี้ญัตติที่นายรังสิมันต์ โรม เสนอเข้ามา ยังคงค้างอยู่ในวาระการประชุม ดังนั้นการประชุมครั้งหน้า หากศาลมีคำสั่งเป็นที่ชัดเจนแล้ว นายรังสิมันต์ควรถอนญัตติดังกล่าวออก หากไม่ถอน สมาชิกรัฐสภาต้องลงมติไม่เห็นด้วยกับญัตติดังกล่าว โดยมองว่าการทำหน้าที่ของประธานสภาฯ ถูกต้อง ถ้าไม่จบก็จะมีปัญหาต่อ โหวตคว่ำญัตติของนายรังสิมันต์ โรม ยังคาอยู่ อาจนำไปสู่มาตรา 151 ต้องวินิจฉัยเด็ดขาดหรือไม่ “บางเรื่องอย่าไปเล่นการเมืองเยอะ ตรงไปตรงมาดีกว่า” 
 

เมื่อถามว่ามองเป็นเกมการเมืองอย่างไร นายสมชาย กล่าวว่า ไม่รู้ เมื่อถามว่าทำได้หรือไม่ ไม่มีใครห้าม แต่เมื่อทำได้ ตนก็ต้องลุกขึ้นค้าน เมื่อคัดค้านก็ต้องมีการลงมติเพื่อให้ตกไป เพราะเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาไม่ได้ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับกฎหมาย ส่วนตัวไม่รู้ว่านายรังสิมันต์ โรม คิดอย่างไร แต่อยากให้สภาเป็นหลัก ไม่เช่นนั้นประชาชนจะเกิดความสับสนเหมือนสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่มีการเถียงข้อบังคับการประชุมรัฐสภาข้อที่ 41 ยาวนานกว่า 6 ชั่วโมง และหากวันนี้ประธานสภาฯไม่เลื่อนก็อาจจะทำให้เกิดการถกเถียงทั้งญัตติของนายรังสิมันต์ และที่ตนเสนออีก 6 ชั่วโมง  “สภาไม่ได้อะไร เปลืองไฟเปลืองแอร์”

‘ปชป.’ ยันข้อบังคับพรรคไม่ขัดกม.- 6 ส.ค. ลุยเลือก ‘หัวหน้า-กก.บห.’ ชุดใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555239

04 ส.ค. 2566

‘ปชป.’ ยันข้อบังคับพรรคไม่ขัดกม.- 6 ส.ค. ลุยเลือก ‘หัวหน้า-กก.บห.’ ชุดใหม่

นายทะเบียนพรรคประชาธิปัตย์ ประสานเสียง โฆษกพรรค ยืนยัน ข้อบังคับปชป.ไม่ขัดหรือแย้งต่อกฏหมาย ยันทุกกระบวนการของพรรค ยึดกฎหมายเคร่งครัด เดินหน้าประชุมใหญ่ ลุยเลือก ‘หัวหน้า-กก.บห.’ ชุดใหม่ 6 ส.ค. ตามกำหนดเดิม

นายวิรัช ร่มเย็น รักษาการนายทะเบียนสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์และประธานคณะกรรมการกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ ได้ทำหนังสือเพื่อชี้แจงสมาชิกพรรคที่เป็นองค์ประชุมใหญ่วิสามัญ หลังจากที่มีข่าวว่า นายไชยวัฒน์ ไตรยสุนันท์ อดีต สส.ประชาธิปัตย์ นำรายชื่อสมาชิกพรรคกว่า 100 คน ยื่นเรื่องต่อ กกต. เพื่อให้เพิกถอนมติการประชุมใหญ่วิสามัญเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2566 และมติกรรมการบริหารพรรคที่เกี่ยวข้อง

โดยนายวิรัช ระบุว่า ข้อบังคับพรรคฉบับที่ใช้ในปัจจุบัน ได้ถูกปรับปรุงและแก้ไขโดยคณะกรรมการฝ่ายกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีนายไชยวัฒน์ ไตรยสุนันท์ เป็นกรรมการในคณะนี้ด้วย ต่อมาเมื่อคณะกรรมการฝ่ายกฎหมายฯ ได้แก้ไขและพิจารณาข้อบังคับพรรคแล้วเสร็จ ได้ส่งข้อบังคับพรรคให้กรรมการบริหารพรรคพิจารณา เพื่ออนุมัติผ่านที่ประชุมใหญ่ของพรรค และที่ประชุมใหญ่ได้ให้การรับรองข้อบังคับฉบับดังกล่าวแล้วในวันที่ 23 ก.พ. 2566 ในขณะนั้น นายไชยวัฒน์ ก็เป็นหนึ่งในองค์ประชุมเช่นกัน แต่ก็มิได้ขึ้นมาโต้แย้งข้อบังคับพรรคแต่อย่างใด

ต่อมาภายหลังพรรคประชาธิปัตย์ได้รับการประสานงานจากเจ้าหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ตนพร้อมด้วยคณะกรรมการกฎหมายพรรคจึงได้ไปประชุมหารือเรื่องข้อบังคับพรรคกับ นายโชคดี ด้วงแป้น รองผู้อำนวยการสำนักกิจการพรรคการเมือง พร้อมเจ้าหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง และมีผลสรุปจากการประชุมว่า ข้อบังคับพรรคประชาธิปัตย์ไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายแต่อย่างใด ดังนั้นตนยืนยันว่าได้มีการตรวจสอบข้อบังคับพรรคฉบับปัจจุบันร่วมกันระหว่างพรรคประชาธิปัตย์และสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งแล้ว

“ผมยืนยันว่าข้อบังคับพรรคประชาธิปัตย์ฉบับปัจจุบัน ได้ผ่านการตรวจสอบจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลายครั้ง ก่อนที่จะประกาศใช้เป็นข้อบังคับพรรคที่ได้ผ่านการตรวจสอบและรับรองความถูกต้องตามกระบวนการของพรรคและตามกฎหมายทุกประการ และไม่เป็นไปตามที่นายไชยวัฒน์ กล่าวอ้างแต่ประการใด” นายวิรัช กล่าว

นายวิรัช ร่มเย็น นายวิรัช ร่มเย็น

พร้อมกับได้แจ้งให้สมาชิกพรรคที่จะเป็นองค์ประชุมใหญ่วิสามัญ ในวันอาทิตย์ที่ 6 สิงหาคม 2566 นี้ ได้โปรดกรุณาเข้าร่วมประชุมตามกำหนดการเดิมทุกประการ

ปชป.ลุยเลือก ‘หัวหน้า-กก.บห.’ ชุดใหม่ 6 ส.ค.

ขณะที่ นายราเมศ รัตนะเชวง รักษาการโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวในเรื่องเดียวกันนี้ว่า กรณีที่มีสมาชิกพรรค ปชป.ไปยื่นร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทางพรรคยังไม่เห็นตัวคำร้องฉบับเต็มที่ไปยื่นต่อ กกต. แต่ในหลักการยืนยันว่าทุกการดำเนินกิจกรรมในทางการเมืองของพรรคยึดรัฐธรรมนูญ กฎหมายที่เกี่ยวข้องและข้อบังคับพรรคอย่างเคร่งครัด ซึ่งการประชุมเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมที่ผ่านมา องค์ประชุมไม่ครบ ก็เป็นไปตามข้อบังคับที่มีความจำเป็นต้องยุติการประชุมเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย ถ้าประชุมต่อไปทั้งๆ ที่องค์ประชุมไม่ครบ 250 คนก็จะผิดกฎหมาย เมื่อปิดการประชุมเพื่อให้มีการประชุมใหม่ก็ถือว่าประธานในที่ประชุมได้ทำถูกต้องแล้วเป็นไปตามกฎหมายทุกประการ

ส่วนกรณีมติของคณะกรรมการบริหารพรรคที่ให้งดเว้นข้อบังคับในส่วนการหยั่งเสียงเบื้องต้นนั้น สามารถทำได้ ไม่มีประเด็นไหนที่ผิดกฎหมาย หลักการในเรื่องนี้คือในสมัยที่มีการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายวรงค์ เดชกิจวิกรม นายอลงกรณ์ พลบุตร ร่วมลงสมัครแข่งขันกัน ได้มีการดำเนินการให้สมาชิกลงคะแนนเสียงเบื้องต้น เมื่อได้ผลอย่างไรแล้วให้มีการเลือกกันอีกรอบในที่ประชุมใหญ่ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ สมัยที่มีการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคที่มี นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ นายกรณ์ จาติกวณิช นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เนื่องจากมีเวลาที่จำกัดและต้องใช้งบประมาณเป็นจำนวนมากในการจัดการหยั่งเสียงเบื้องต้น คณะกรรมการบริหารพรรคขณะนั้นได้ให้มีการงดเว้นไม่ให้มีการหยั่งเสียงเบื้องต้นจากสมาชิก ในครั้งนี้ก็เช่นกันที่ได้มีการงดเว้น

“การเลือกตั้งหัวหน้าพรรคยังอยู่ในกรอบของรัฐธรรมนูญ กฎหมายและข้อบังคับ แม้รัฐธรรมนูญและกฎหมายไม่ได้บังคับ ให้ต้องทำ แต่พรรคได้รับฟังเสียงสมาชิกพรรคให้เข้ามามีส่วนร่วมโดยผ่านกระบวนการของตัวแทนพรรคและสาขา ทุกอย่างดำเนินการอย่างเคร่งครัดไม่ได้ลิดรอนสิทธิสมาชิกพรรคแต่อย่างใด” นายราเมศ ระบุ

นายราเมศ ยังอธิบายว่า การใช้สัดส่วนการคำนวณคะแนนเสียงในการเลือกกรรมการบริหารพรรค ในสัดส่วนร้อยละ 70 ต่อ 30 ซึ่งการลงคะแนนของ สส. อยู่ในสัดส่วนร้อยละ 70 และในส่วนขององค์ประชุมอื่นๆ อยู่ในสัดส่วนร้อยละ 30 ก็เป็นการดำเนินการที่เป็นไปตามข้อบังคับพรรคเป็นการดำเนินการกิจการทางการเมืองภายในของพรรค มีกรณีที่ไม่เห็นด้วยก็มีสมาชิกที่เป็นองค์ประชุมเสนอเป็นญัตติเพื่อทำการงดเว้นและแก้ไขแต่ญัตติดังกล่าว ซึ่งได้มีมติทั้งสองจากที่ประชุมคือที่ประชุมใหญ่ไม่อนุญาตให้มีการงดเว้น และที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคยังไม่รับญัตติการขอแก้ข้อบังคับพรรคดังกล่าว จึงขอย้ำว่าเป็นการดำเนินการตามขั้นตอน ไม่มีกรณีใดที่กระทำขัดต่อกฎหมาย

รักษาการโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เมื่อกระบวนการถูกต้อง วันที่ 6 สิงหาคมที่จะถึงนี้ ก็ยังคงมีการประชุมใหญ่ไม่มีการเลื่อนแต่อย่างใด ทุกคนมีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบเพื่อให้พรรคดำเนินการประชุมต่อไปได้ การเลือกคณะกรรมการบริหารพรรคเป็นเรื่องที่สำคัญ การต่อสู้แข่งขันกันเป็นเรื่องปกติเพราะพรรคเป็นสถาบันทางการเมืองที่มีความเป็นประชาธิปไตย ไม่มีใครเป็นเจ้าของพรรคที่จะมาสั่งการได้ แต่ในการแข่งขันนั้นก็เชื่อว่าทุกฝ่ายต้องตระหนักว่า ความเป็นประชาธิปัตย์ มีความสำคัญกว่าการแข่งขันเพียงเพื่อให้ได้รับชัยชนะ สมาชิกพรรคที่เป็นองค์ประชุมมีหลักคิดในการเลือกผู้นำอย่างแน่นอน

นายราเมศ รัตนะเชวง นายราเมศ รัตนะเชวง

ส่วนที่พรรคถูกสมาชิกพรรคร้องต่อ กกต. นั้น ก็ว่ากันตามกระบวนการ และพรรคพร้อมที่จะชี้แจง เพราะไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ทุกคนก็ต้องรับผิดชอบร่วมกัน หากเกิดอะไรขึ้นกับพรรค เชื่อว่าจะไม่มีใครชนะแม้แต่คนเดียว

‘เพื่อไทย’ ลั่นเอาอยู่นำทัพตั้งรัฐบาล ส่ง ‘ เศรษฐา’ ขึ้นนายกฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555229

04 ส.ค. 2566

'เพื่อไทย'  ลั่นเอาอยู่นำทัพตั้งรัฐบาล ส่ง  ' เศรษฐา' ขึ้นนายกฯ

รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ภูมิธรรม เวชยชัย การันตี การฟอร์มทีมเพื่อจัดตั้งรัฐบาล สิ่งที่”เพื่อไทย” นำหารือขอรับการสนับสนุน คือการตอบรับที่จะโหวตให้แคนดิเดดตนายกรัฐมนตรี “เศรษฐา ทวีสิน” ถือว่าเป็นเรื่องหลักที่ต้องมาก่อน ส่วนตำแหน่งรัฐมนตรี ที่จะจัดสรรขอคุยภายหลัง

นายภูมิธรรม เวชยชัย   รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย  เปิดเผยว่า  ในกระบวนการจัดตั้งรัฐบาล  ภายใต้พรรคเพื่อไทย การหารือของพรรคเพื่อไทย  กับพรรคที่เข้าร่วม   เป็นการหารือเพียงว่า  ในการจัดตั้งรัฐบาลที่จะเสนอนายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี มีความเห็นกันอย่างไร ถ้ายอมรับนายเศรษฐา  ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และให้เพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ก็ขอเสียงโหวตนายเศรษฐา เป็นนายกรัฐมนตรี  การหารือมีเพียงเท่านี้  ไม่ได้มีการต่อรองในเรื่องของตำแหน่งรัฐมนตรีแต่อย่างใด 


ทั้งนี้ช่วงเช้าได้สนทนาทางโทรศัพท์กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย   ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร  การพูดคุยเรื่องตำแหน่งรัฐมนตรี จะเป็นเรื่องหลังสุดที่พูดคุยกัน หลังตอบรับร่วมรัฐบาลเพราะจะได้เห็นตัวเลข สส. แต่ละพรรคที่จะจัดสรรตำแหน่งได้ ซึ่งหากสามารถรวมกันได้ 280 เสียง อาจเป็นคณะรัฐมนตรีหน้าตาแบบหนึ่ง ถ้าได้ 300 กว่าเสียง ก็จะเป็นแบบหนึ่ง  ซึ่งสิ่งสำคัญคือนโยบายของพรรค เพื่อไทย จะเป็นแกนนำ และปรับให้สอดรับกับนโยบายของพรรคการเมืองอื่น หากบางนโยบายไม่สามารถปรับเข้ากันได้ จะทำให้ทำงานร่วมกันยากขึ้น ซึ่งหากได้ตัวนายกรัฐมนตรีแล้ว เรื่องตำแหน่งคณะรัฐมนตรีจะมีความชัดเจน

เขา กล่าวว่า  การตั้งรัฐบาล ของพรรคเพื่อไทยทราบดีว่าไม่ง่าย  แต่ก็มั่นใจว่าในฐานะแกนนำจัดตั้งรัฐบาล  จะทำได้สำเร็จ  เชื่อว่าความตั้งใจ ประสบการณ์ ความสามารถของบุคลากรพรรคเพื่อไทย และผลงานที่ผ่านมาเป็นองค์ประกอบสำคัญ  ส่วนประเด็นที่เกี่ยวข้องพาดพิงเกี่ยวกับคุณสมบัติของนายเศรษฐา   ทวีสิน ฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ชี้แจงไปแล้ว และเป็นเรื่องธรรมดาที่คนเป็นนายกรัฐมนตรีจะต้องถูกตรวจสอบ มองเป็นเรื่องดี ไม่ได้มีอะไรต้องปิดบัง พรรคเพื่อไทยก็มีการตรวจสอบคุณสมบัติของแคนดิเดตก่อนเสนอชื่ออยู่แล้ว 

‘ไฮโซสปอร์ตคลับ’ สมาชิกปชป. ล่าชื่อคัดค้าน ร่วม ‘จัดตั้งรัฐบาล’ เพื่อไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555223

04 ส.ค. 2566

'ไฮโซสปอร์ตคลับ' สมาชิกปชป. ล่าชื่อคัดค้าน ร่วม ‘จัดตั้งรัฐบาล’ เพื่อไทย

‘ไฮโซสปอร์ตคลับ’ กาญจนี วัลยะเสวี สมาชิกปชป. ล่าชื่อเสนอ ‘กก.บห.-25 สส.’ คัดค้านการเข้าร่วมรัฐบาลเพื่อไทย ย้ำจุดยืน ‘ประชาธิปัตย์’ ไม่ควรทรยศต่ออุดมการณ์และมวลชนของตนเอง

นางกาญจนี วัลยะเสวี หรือ ติ๊งต่าง เจ้าของฉายาไฮโซสปอร์ตคลับและแกนนำกลุ่ม​ชาวไทยหัวใจรักสงบ แฟนคลับพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เรื่อง ขอคัดค้านการเข้าร่วมรัฐบาล มีเนื้อหาดังนี้

ตามที่มีกระแสข่าวการเข้าร่วมรัฐบาลเพื่อไทยของพรรคประชาธิปัตย์ ในนามสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ที่มีความห่วงใยและกังวลใจอย่างยิ่งต่อกระแสข่าวดังกล่าว ด้วยเหตุว่าพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคการเมืองที่มีอุดมการณ์ จุดยืนและนโยบายที่แตกต่างกันตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

พรรคประชาธิปัตย์เป็นสถาบันทางการเมืองที่แท้จริง พรรคอยู่คู่ประเทศไทยมานานกว่า 77 ปี เราเป็นพรรคที่ยืนหยัดต่อสู้กับความไม่ถูกต้อง ดูแลทุกข์สุขอยู่เคียงข้างประชาชนมาตลอดอย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี หากพรรคประชาธิปัตย์จะเข้าร่วมรัฐบาลเพื่อไทยตามที่มีกระแสข่าวจริง จะเป็นการทำลายสิ่งที่พวกเราได้ร่วมต่อสู้มาในอดีต

แม้จำนวนสมาชิกสส.ของพรรคประชาธิปัตย์จะมีจำนวนน้อยลงกว่าในอดีต แต่พรรคยังจำเป็นที่จะต้องรักษาจุดยืนดังกล่าวไว้ เพื่อเป็นหลักให้กับประชาชนในฐานะสถาบันทางการเมืองของประเทศไทย #พรรคประชาธิปัตย์ไม่ควรทรยศต่ออุดมการณ์และมวลชนของตนเอง

ด้วยเหตุนี้สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ จึงจะขอรวบรวมรายชื่อเพื่อเสนอต่อกรรมการบริหารและสส.ทั้ง 25 คนของพรรค เพื่อได้พิจารณาถึงความคิดเห็นของสมาชิกพรรคก่อนการตัดสินใจประการใดประการหนึ่งเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาลในช่วงเวลาที่จะถึงนี้ด้วย

นางกาญจนี วัลยะเสวี เจ้าของฉายาไฮโซสปอร์ตคลับ และ แกนนำกลุ่ม​ชาวไทยหัวใจรักสงบนางกาญจนี วัลยะเสวี เจ้าของฉายาไฮโซสปอร์ตคลับ และ แกนนำกลุ่ม​ชาวไทยหัวใจรักสงบ

‘อนุสรณ์’ แฉขบวนการ ‘ล้มนิด ชุบชีวิตใคร’ หลัง ‘ชูวิทย์’ วางงาน ‘เศรษฐา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555221

04 ส.ค. 2566

'อนุสรณ์' แฉขบวนการ 'ล้มนิด ชุบชีวิตใคร' หลัง 'ชูวิทย์' วางงาน 'เศรษฐา'

‘อนุสรณ์’ ตั้งข้อสังเกต ‘ชูวิทย์’ เปิดข้อมูล ‘เศรษฐา’ เป็นขบวนการ ‘ล้มนิด ชุบชีวิตใคร’ หวังดึงใครกลับสู่เส้นทางการเป็น ‘นายกรัฐมนตรี’ อีกครั้ง แนะตรวจสอบข้อเท็จจริงจาก ‘กรมสรรพากร’

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ตั้งข้อสังเกตการออกมาของนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ เปิดข้อมูลนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ว่า ทำไมถึงเลือกออกมาจังหวะห้วงเวลาที่สำคัญ ที่จะเลือกนายกรัฐมนตรี ทำให้อดคิดสงสัยไม่ได้ว่า เป็นการวางงานเป็นขั้นเป็นตอนหรือไม่ หรือ เปิดประตูไปสู่ปฏิบัติการ “ล้มนิด ชุบชีวิตใคร” คือ ล้มนายเศรษฐา ที่มีชื่อเล่นว่านิด จะมีเป้าประสงค์เพื่อชุบชีวิตใคร พยายามเอาคนที่หมดโอกาส หมดลุ้นไปแล้วที่จะได้เป็นนายกรัฐมนตรี ไปชุบชีวิตให้กลับสู่เส้นทางการเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหรือไม่ ดังนั้นชวนจับตาดูแผนปฏิบัตินี้ เพราะอาชญากรมักได้ประโยชน์จากอาชญากรรมที่ตัวเองก่อขึ้น ล้มนายเศรษฐาแล้วใครได้ประโยชน์สูงสุด

ส่วนข้อมูลของนายชูวิทย์ มองว่า ก็ไม่มีไรมาก กฎหมายพรรคเพื่อไทยตรวจสอบมาอย่างดีแล้ว นายเศรษฐามีคุณสมบัติครบถ้วน ไม่ขัดรัฐธรรมนูญหรือขัดจริยธรรมร้ายแรงใดๆ หากนายชูวิทย์สงสัยสามารถไปตรวจสอบข้อมูลได้ที่กรมสรรพากรได้ตลอดเวลา วันนี้ประเทศและประชาชนเสียโอกาสไปมากแล้ว ไม่ควรขาดรัฐบาลนานกว่านี้ ควรปล่อยให้ประเทศได้ไปต่อ  

ส่วนกังวลใจหรือไม่ที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ เข้าไปสังเกตการณ์การแฉของนายชูวิทย์ด้วย นายอนุสรณ์กล่าวว่า การตรวจสอบ เป็นสิทธิ์โดยชอบ เราเคารพทุกการตรวจสอบ เพียงแต่ตั้งข้อสังเกตว่า มีเวลาตั้งนาน แต่มาเลือกห้วงสำคัญที่เค้ากำลังโหวตนายเศรษฐา จึงมองว่า หวังผลล้มนายเศรษฐาและล้มพรรคเพื่อไทย เพื่อชุบชีวิตใครให้ฟื้นกลับมาสู่เส้นทางนายกรัฐมนตรี

ส่วนจะหวั่นซ้ำรอยนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หรือไม่ นายอนุสรณ์ กล่าวว่า แต่ละเรื่องมีความแตกต่างกัน ไม่สามารถไปเทียบบัญญัติไตรยางค์ว่าคนนั้นโดนคนนี้ต้องโดน แต่ยืนยันคุณสมบัติ

ส่วนเอกสารของนายชูวิทย์ เชื่อถือได้หรือไม่ นายอนุสรณ์ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องการทำธุรกรรมใดๆกับบริษัทเอกชน ซึ่งข้อมูลของนายชูวิทย์ ต้องไปวัดกับฝ่ายกฎหมายของบริษัทแสนสิริและตรวจสอบกับกรมสรรพกรเอง ทั้งนี้มองว่า ฝ่ายกฎหมายของบริษัทแสนสิรินั้น ก็ไม่ได้หนักใจกับเรื่องนี้ รวมถึงยังเป็นบริษัทชั้นนำในตลาดหลักทรัพย์ การทำธุรกรรมใดๆ ต้องตรวจสอบได้อยู่แล้ว แต่ก็ไปว่ากันตามจริง

เมื่อถามว่า คิดว่าสิ่งที่นำเสนอวันนี้กระทบกับพรรคที่กำลังเชิญร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายอนุสรณ์ กล่าวว่า หากไม่มีโรคเลื่อน วันนี้คงได้โหวตนายกรัฐมนตรีไปแล้ว ส่วนจะกระทบหรือไม่ เท่าที่คุย สว. หรือ พรรคอื่น ก็ไม่ได้ติดใจ ยืนยันว่า พรรคเพื่อไทยไม่ได้คิดไปดำเนินอะไร 

‘พรรคเป็นธรรม’ ย้ำมีโอกาสได้ ‘จัดตั้งรัฐบาล’ 8 พรรค กลับมารวมกันอีกครั้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555220

04 ส.ค. 2566

‘พรรคเป็นธรรม’ ย้ำมีโอกาสได้ ‘จัดตั้งรัฐบาล’ 8 พรรค กลับมารวมกันอีกครั้ง

เลขาธิการพรรคเป็นธรรม ‘กัณวีร์‘ เผยได้คุย เลขาฯก้าวไกล ปมร่วมงานเป็นฝ่ายค้าน เผยคำพูดยังมีความหวัง-โอกาส ‘จัดตั้งรัฐบาล’ หวัง 8 พรรคร่วมรัฐบาลรีเทิร์นจับมือกันอีก ย้ำปมรอ10 เดือน อาจเป็นไปได้

ที่รัฐสภา นายกัณวีร์ สืบแสง สส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคเป็นธรรม ให้สัมภาษณ์ ว่า พรรคเป็นธรรม สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 272 เพราะเป็นกลไกที่ขัดขวางประชาธิปไตย และตนมองว่าการแก้ไขมาตรา 272 นั้น เป็นทางเลือกที่ดีต่อการโหวตเลือกนายกฯของสภาฯ ส่วนกรณีที่นายสมชาย แสวงการ สว. ระบุว่าก่อนแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา 272 ต้องทำประชามติก่อนที่รัฐสภาจะพิจารณาได้นั้นตนมองว่า สส. คือตัวแทนของประชาชนเช่นกัน ดังนั้นการทำประชาพิจารณ์ มีความจำเป็น แต่ตอนนี้จำเป็นต้องทำทุกวิธีทางเพื่อให้สามารถพิจารณาได้

นายกัณวีร์ กล่าวถึงกรณีที่ประกาศว่าพรรคเป็นธรรมจะเป็นพรรคร่วมฝ่ายค้านว่า เรื่องดังกล่าวเป็นมติพรรค เพราะได้หารือกับ นายปิติพงศ์ เต็มเจริญ หัวหน้าพรรคแล้ว ขณะเดียวกันได้คุยกับนายชัยธวัช ตุลาธนสส.บัญชีรายชื่อและเลขาธิการพรรคก้าวไกลแล้ว

“ที่คุยกับเลขาธิการพรรคก้าวไกล จริงๆ คุณกัณวีร์จะไปสุดซอยขนาดนั้น เราจะไปร่วมจัดตั้งฝ่ายค้าน เรายังมีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลเพราะพวกเราถึงแม้จะร่วมมือกัน ไม่ใช่เราจะร่วมมือฝ่ายค้านอย่างเดียวเพราะเรามีฉันทามติของมหาชน จะทำให้เราเป็นฝ่ายรัฐบาลได้ ดังบอกไปเลยให้เสียงดังๆว่าเราจะจัดตั้งรัฐบาลให้ได้”เลขาธิการพรรคเป็นธรรม ระบุ

เมื่อถามถึงโอกาสรอ 10 เดือนเพื่อเสนอชื่อ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกฯ นายกัณวีร์ กล่าวว่า “เป็นทางเลือกหนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นเดอะรีเทนต์ออฟพิธาก็ได้ หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้ว สามารถให้นายพิธา เสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯอีกครั้งหนึ่ง เพราะวันที่เลือกนายกฯวันที่ 13 กรกฏาคม มีปัญหาที่ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ41 กำหนดห้ามเสนอญัตติที่ตีตกไปแล้วซ้ำอีก แต่การเลือกนายกฯไม่ใช่ญัตติ จะทำให้มีโอกาส ในการตั้งรัฐบาลของ 8 พรรคร่วมรัฐบาลเดิม ได้เหมือนเดิม”

นายกัณวีร์ กล่าวด้วยว่าตนมีความหวังว่า 8 พรรคร่วมรัฐบาลเดิม จะกลับมาจับมือกันได้เพราะเป็นมติมหาชน สำหรับข้อเสนอ 10 เดือนอาจจะถึง ขอให้ทุกคนมีความมั่นใจว่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการนำมาซึ่งรัฐบาลของประชาชนอย่างแท้จริง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมร่วมรัฐสภาวันนี้ วาระพิจารณามาตรา 272 แต่ปรากฏว่า เกิดการถกเถียงกันวุ่นวาย เมื่อสส.ก้าวไกลชิงเสนอปมทบทวนเสนอชื่อพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกฯ ซ้ำได้หรือไม่ จนในที่สุดประธานสภาสั่งปิดการประชุมเมื่อเวลา 11.27 น. หลังประชุมผ่านไปกว่า 1 ชั่วโมงเท่านั้น

สภาล่ม ถกวุ่นกว่า 1 ชม.ไม่ได้ข้อสรุป ปมทบทวนเสนอชื่อ ‘พิธา’ ซ้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555218

04 ส.ค. 2566

สภาล่ม ถกวุ่นกว่า 1 ชม.ไม่ได้ข้อสรุป ปมทบทวนเสนอชื่อ ‘พิธา’ ซ้ำ

ประชุมสภา วาระถกยกเลิก ม.272 ขณะ ‘วิโรจน์’ เหน็บ สว. ยืนออเต็มหน้าห้องประชุม สงสัยปากกามีปัญหาลงชื่อไม่ได้ หลังล่าช้ากว่า 1 ชม.’ก้าวไกล’ ชิงเสนอทบทวน เสนอชื่อ ‘พิธา’ ซ้ำ แซงแก้ รธน.ปิดสวิตช์ สว. ก้าวไกล เถียง สว.วุ่น – ‘วันนอร์’ ชิงสั่งเลื่อนการประชุม

การประชุมร่วมกันของรัฐสภาวันนี้ (4 ส.ค.) มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยมีวาระพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช …. ยกเลิกมาตรา 272 ซึ่งนายชัยธวัช ตุลาธน สส.ระบบบัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล กับคณะเป็นผู้เสนอ โดยที่มาตรา 272 ของรัฐธรรมนูญ กำหนดให้สมาชิกวุฒิสภา 250 คน ที่มาจากการแต่งตั้ง มีอำนาจลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 500 คน ที่มาจากการเลือกตั้ง

โดยผู้ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีจะต้องได้รับเสียงเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกของทั้งสองสภารวมกัน เป็นสิ่งที่ขัดต่อหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตย ทั้งที่เคยบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ ของไทย และที่เป็นการปฏิบัติโดยทั่วไปในประเทศอื่นที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย เนื่องจากเป็นการเปิดช่องให้ประเทศที่มีนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้รับความเห็นชอบจากเสียงข้างมากของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนเป็นผู้ทรงอำนาจสูงสุดในประเทศ ซึ่งทำให้ขาดความชอบธรรมและอาจกลายเป็นอุปสรรคต่อการบริหารประเทศ

ประะานรัฐสภาประะานรัฐสภา

แต่เมื่อถึงเวลา 09.30 น.ซึ่งเป็นเวลาที่นัดการประชุม ยังมีสมาชิกรัฐสภาลงชื่อเข้าร่วมประชุมเพียงแค่ 275 คน ประกอบด้วย สส. 241 คน และ สว. 34 คนเท่านั้น เท่ากับว่า ยังไม่สามารถเปิดการประชุมรัฐสภาได้ เนื่องจากจำนวนสมาชิกรัฐสภายังไม่ถึง 374 คน หรือกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกรัฐสภาทั้งหมดที่มีอยู่ในตอนนี้ 757 คน

จากนั้น นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ได้เสนอต่อที่ประชุมว่า วันนี้สถานการณ์การจราจรค่อนข้างติดขัด เนื่องจากมีตู้คอนเทนเนอร์ขวางอยู่ ทำให้สมาชิกรัฐสภาหลายคนเดินทางมาล่าช้า และขณะนี้มีความพยายามของคนบางกลุ่มต้องการที่จะล้มองค์ประชุม จึงขอให้ประธานรอสมาชิกอีกสักครู่ก่อน และระหว่างนี้ ขอให้เปิดโอกาสให้เพื่อนสมาชิกได้หารือปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน เพื่อนำไปสู่การแก้ไข

จากนั้น บรรดา สส.ของพรรคก้าวไกล ต่างสลับลุกขึ้นหารือ โดยส่วนใหญ่แล้วเป็นปัญหาการเดินทางมาประชุมรัฐสภาไม่สะดวก และประชาชนในละแวกใกล้เคียงก็ยังได้รับผลกระทบกับการตั้งตู้คอนเทนเนอร์ขวางถนน จึงขอให้ประธานรัฐสภาแจ้งไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ส่งเจ้าหน้าที่มารื้อถอนตู้คอนเทนเนอร์ออกไป ซึ่งนายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า เข้าใจถึงปัญหาความเดือดร้อนทั้งของสมาชิกและประชาชน แต่ผู้ที่ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัย ก็มีความจำเป็นที่ต้องปฏิบัติหน้าที่

นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล

ระหว่างการหารือ นายอดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้ลุกขึ้นขอให้เจ้าหน้าที่ติดไฟส่องสว่างบริเวณบัลลังก์ของประธานรัฐสภา ให้สมกับสภาหมื่นล้าน เนื่องจากทุกวันนี้ มองหน้าประธานไม่ชัด ทำให้นายวันมูหะมัดนอร์ ตอบกลับอย่างมีอารมณ์ขันทันทีว่า “อย่าติดเลยครับ เดี๋ยวจะเห็นความแก่มากขึ้น” ก่อนจะหัวเราะออกมา

จนกระทั่งในเวลา 10.00 น.ก็ยังมีสมาชิกรัฐสภาไม่ครบองค์ประชุม โดยมี สว.เพียง 43 คน สส. 279 คน รวมมีสมาชิกรัฐสภาลงชื่อเพียงแค่ 322 คน ยังไม่ถึงจำนวน 374 คน ทำให้นายรังสิมันต์ ได้ขอให้ประธานรอสมาชิกรัฐสภาอีกสักระยะ เนื่องจากตัวเลขสมาชิกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งนายมูหะมัดนอร์ ก็อนุญาตให้รอเพื่อให้สมาชิกครบองค์ประชุม

เลื่อนประชุมสภาเลื่อนประชุมสภา

จากนั้น นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ได้ลุกขึ้นหารือเชิงเหน็บ สว.ว่า เมื่อสักครู่นี้ก่อนจะเข้าห้องประชุม เห็น สว.หลายคน ยืนอยู่บริเวณหน้าห้อง ไม่แน่ใจว่า ไม่มีปากกาเซ็นชื่อหรือไม่ จึงไม่ได้มีการลงชื่อเข้าประชุม รบกวนเจ้าหน้าที่สภาหาปากกาให้ สว.ด้วย เพื่อให้สามารถลงชื่อเข้าประชุมได้ เพราะเดี๋ยวประชาชนจะเข้าใจผิดว่า สส.มานั่งรออะไรกัน ต้องบอกตรงๆว่า รอ สว.ครับ ก่อนที่จะหันไปดูที่หน้าจอแสดงจำนวนสมาชิกและพูดว่า “มากันกี่ท่านครับ ว๊าย! 49 คน”

จนกระทั่งเวลา 10.21 น. ประธานสภาแจ้งต่อที่ประชุม จำนวนองค์ประชุมครบและให้เข้าสู่วาระการประชุมได้

โดยทันทีที่องค์ประชุมครบถ้วน ประธานสั่งเปิดการประชุมแล้ว นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคกล้าไกล ได้ชิงเสนอญัตติด่วนด้วยปากเปล่า เพื่อเสนอให้ที่ประชุมรัฐสภา พิจารณาทบทวนมติ การเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี ในการประชุมรัฐสภา เพื่อพิจารณาเลือกนายกรัฐมนตรี ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคมที่ผ่านมา จนเป็นปัญหาว่า ชื่อของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล สามารถเสนอซ้ำได้หรือไม่ แต่ประธานรัฐสภา เห็นว่า เรื่องดังกล่าว รัฐสภาไม่ควรดำเนินการ และควรรอฟังคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะศาลรัฐธรรมนูญได้รับเรื่องนี้ไว้พิจารณาแล้ว เพื่อไม่ให้เกิดข้อขัดแย้ง

บรรดาสส.ก้าวไกลบรรดาสส.ก้าวไกล

เช่นเดียวกับ นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ที่เห็นว่า กระบวนการดังกล่าวยังอยู่ในกระบวนการของศาลรัฐธรรมนูญ และประธานรัฐสภาทักท้วงแล้ว แต่นายรังสิมันต์ไม่ยอม จึงได้เสนอญัตติประกบกับนายรังสิมันต์ว่า ญัตติดังกล่าวของนายรังสิมันต์ ไม่สามารถดำเนินการได้

แต่ที่สุดแล้ว ที่ประชุมรัฐสภา มีข้อถกเถียงกัน จนไม่สามารถหาข้อยุติได้ ทำให้นายวันมูหะมัดนอร์ อาศัยข้อบังคับการประชุม ข้อที่ 22 ใช้อำนาจสั่งเลื่อนการประชุมเมื่อเวลา 11.27 น.  โดยใช้เวลาการประชุมเพียงประมาณกว่า 1 ชั่วโมงเท่านั้น โดยไม่ได้มีการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 แต่อย่างใด

ศาลฎีกา เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ‘ธณิกานต์’ อดีต สส.พปชร. ตลอดชีวิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555212

04 ส.ค. 2566

ศาลฎีกา เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง 'ธณิกานต์' อดีต สส.พปชร. ตลอดชีวิต

ศาลฎีกา เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง “ธณิกานต์ พรพงษาโรจน์” อดีต ส.ส.พปชร. ตลอดชีวิต ฐานฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรม ใช้อำนาจหน้าที่มิชอบเสียบบัตรแทนกัน

4 ส.ค. 2566 มีรายงานว่า เมื่อวันที่ 3 ส.ค. 2566 ที่ผ่านมาที่ ศาลฎีกา สนามหลวง องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกา อ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ คมจ.2/2564 ระหว่าง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ  (ป.ป.ช.) ยื่นคำร้องกรณี น.ส.ธนิกานต์ พรพงษาโรจน์ ส.ส. พรรคพลังประชารัฐ ผู้คัดค้าน มีพฤติการณ์ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง กรณีเสียบบัตร ส.ส. แทนกันในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร

เมื่อวันที่ 8 ส.ค. 2562 เวลากลางวันผู้คัดค้านลงชื่อเข้าร่วมประชุมสภาซึ่งมีการพิจารณาร่าง พรบ.เหรียญราชรุจิ รัชกาลที่ 10พ.ศ. … โดยไม่ได้ลาประชุม แต่ไม่ได้อยู่ในที่ประชุมระหว่างเวลาประมาณ 13.30-15.00 น. ผู้คัดค้านฝากบัตรอิเล็กทรอนิกส์แสดงตนและลงมติของตนกับ ส.ส.รายอื่น หรือบัตรของผู้คัดค้านอยู่ในความ ครอบครองของ ส.ส.รายอื่นโดยความยินยอมของผู้คัดค้าน เพื่อให้ ส.ส. รายนั้น ใช้บัตรของผู้คัดค้านกดปุ่มแสดงตนและลงมติแทนผู้คัดค้านในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติเหรียญ ราชรุจิ รัชกาลที่ 10พ.ศ. … วาระที่1 และวาระที่ 3 ทำให้ผลการ ลงมติ พรบ.ดังกล่าวไม่สอดคล้องกับหลักนิติธรรม มีผลกระทบต่อกระบวนการตรากฎหมายของฝ่าย นิติบัญญัติ กระทบต่อเจตนารมณ์ที่แท้จริงของผู้แทนปวงชนชาวไทย การกระทำของผู้คัดค้านเข้าลักษณะเป็นการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง  เหตุเกิดที่อาคารรัฐสภา

ศาลฎีกา เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ธณิกานต์ อดีต สส.พปชร. ตลอดชีวิต ศาลฎีกา เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ธณิกานต์ อดีต สส.พปชร. ตลอดชีวิต

ขอให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งว่า ผู้คัดค้านฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงาน ธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561ข้อ 6-8 ,11,17,21 ประกอบข้อ 27 ให้ผู้คัดค้านหยุดปฏิบัติหน้าที่นับแต่วันที่ศาลฎีการับคำร้องจนกว่าจะมีคำพิพากษา ให้ผู้คัดค้านพ้นจากตำแหน่งนับแต่ วันหยุดปฏิบัติหน้าที่ เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้คัดค้าน และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดเวลาไม่เกิน 10 ปี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 235 พรป.ว่าด้วยการป้องกันและ ปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561มาตรา 87 ผู้คัดค้านให้การปฏิเสธ 

ผู้พิพากษาวินิจฉัยแล้วเห็นว่า พยานหลักฐานตามทางไต่สวนรับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านไม่ได้อยู่ในที่ประชุมสภาฯ  และการที่ปรากฏชื่อผู้คัดค้านแสดงตนและลงมติ ทั้ง 2 ครั้ง มิได้เกิดจากความผิดพลาดของระบบอิเล็กทรอนิกส์ ผู้คัดค้านเป็นผู้เก็บรักษาบัตรอิเล็กทรอนิกส์แสดง ตนและลงมติไว้กับตนเองและได้ใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์นั้นลงมติมาตั้งแต่ก่อนจนถึงหลังเกิดเหตุอย่างต่อเนื่องทั้งวัน โดยไม่ปรากฏว่ามีบุคคลอื่นใดเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยในช่วงเกิดเหตุซึ่งเป็นระยะเวลาเพียงไม่ถึง 2 ชั่วโมง จึงเป็นการยากที่จะมีผู้อื่นลักลอบเอาบัตรอิเล็กทรอนิกส์แสดงตนและลงมติของผู้คัดค้านไปและส่งกลับคืนให้โดย ผู้คัดค้านไม่รู้เห็นได้ หากมี สส.รายอื่นนำบัตรอิเล็กทรอนิกส์แสดงตนและลงลงมติของผู้คัดค้านไปใช้แสดงตนและลงมติ ในเวลาเกิดเหตุโดยผิดหลงดังที่ผู้คัดค้านอ้าง 


การที่ผู้คัดค้านได้รับบัตรอิเล็กทรอนิกส์ คืนมาก็แสดงว่า สส.รายนั้นได้ทราบถึงความผิดหลงแล้ว สส.คนดังกล่าวน่าจะต้องตรวจสอบและแจ้งให้มีการแก้ไขผลการลงมติ แต่ตามรายงานการประชุมสภาฯ วันเกิดเหตุกลับไม่ปรากฏว่ามี สส.รายใดใช้บัตรผิดหลง ข้ออ้างของผู้คัดค้านจึงเลื่อนลอยไม่อาจรับฟังได้

หากบัตรอิเล็กทรอนิกส์ แสดงตนและลงมติไม่ได้อยู่กับผู้คัดค้าน เมื่อผู้คัดค้านกลับเข้ามาที่ห้อง ประชุมก็น่าจะต้องค้นหาบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของตนให้ได้คืนมาก่อนจะลงคะแนนหลังเกิดเหตุ ซึ่งย่อมจะเป็นเหตุ ให้ผู้คัดค้านและผู้อื่นที่อยู่ในบริเวณนั้นรับรู้และจดจำเหตุการณ์ได้บ้าง แต่ผู้คัดค้านกลับกล่าวอ้างลอยๆ ว่าไม่ทราบ ว่าพบบัตรอิเล็กทรอนิกส์ ที่ใดและไม่รู้สึกถึงความผิดปกติใดเลย นับว่าเป็นเรื่องผิดปกติวิสัยเป็นอย่างยิ่ง ส่อแสดง ว่าจะเป็นการบ่ายเบี่ยงเพื่อปฏิเสธความรับผิดของตนพร้อมทั้งปกปิดชื่อ สส.ที่เกี่ยวข้องกับ การใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์แสดงตนและลงมติของผู้คัดค้าน

พฤติการณ์แห่งคดีประกอบกันมีเหตุผลและน้ำหนัก ให้รับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านได้ฝากบัตรอิเล็กทรอนิกส์แสดงตนและลงมติแก่ สส.รายอื่น การออกเสียงลงคะแนนของผู้คัดค้านจึงเป็นการออกเสียงลงคะแนนที่ไม่สุจริต อันเป็นการละเมิดหลักการพื้นฐานของการเป็น สส.ที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ ทั้งขัดต่อหลัก ความซื่อสัตย์สุจริตที่ได้ปฏิญาณตนในที่ประชุมก่อนเข้ารับหน้าที่ โดยเฉพาะการออกเสียงลงคะแนนจะกระทำแทนกันมิได้ มีผลทำให้การออกเสียงลงคะแนนของผู้คัดค้านเป็นการออกเสียงลงคะแนนที่ทุจริต ถือได้ว่าเกิดความเสียหายแก่สภาผู้แทนราษฎรและปวงชนชาวไทยแล้ว การกระทำของผู้คัดค้านถือได้ว่าเข้าลักษณะเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐาน ทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ฐานไม่รักษาไว้ซึ่งเกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ ฐานไม่ถือผลประโยชน์ของประเทศชาติ เหนือกว่าผลประโยชน์ส่วนตัว ฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบเพื่อตนเอง 

นอกจากนั้น การกระทำของผู้คัดค้านดังกล่าวยังเป็นการก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการ ดำรงตำแหน่ง และฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการอย่างเต็มกำลังความสามารถ และยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรมโปร่งใส และตรวจสอบได้ และไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบแบบแผนของทางราชการโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติ และความผาสุกของประชาชนโดยรวม

แต่มูลเหตุที่ทำให้ผู้คัดค้านกระทำการการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรม ส่วนนี้เกิดจากผู้คัดค้านได้เตรียมจัดงานเสวนาหัวข้อ “การเลี้ยงดูลูกในยุคสมัยดิจิทัล”  ซึ่งเป็นโครงการกิจกรรมวันแม่ ประจำปี 2562 โดยกำหนดวันจัดงานไว้ล่วงหน้าและนัดหมายวิทยากรรวมทั้งได้ประชาสัมพันธ์แก่ผู้มาร่วมงานไปก่อนแล้ว ประกอบกับร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวได้ประกาศใช้บังคับเป็นกฎหมายแล้ว การกระทำในส่วนนี้จึงยังไม่พอ ถือได้ว่าเป็น กรณีฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมที่มีลักษณะร้ายแรง 

ส่วนข้อที่ผู้ร้องกล่าวหาว่า ผู้คัดค้านกระทำการอันเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ ส่วนรวม ทั้งนี้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมนั้น เห็นว่า ผู้คัดค้านมิได้กระทำไปในลักษณะที่เข้ามีส่วนได้เสียในการทำ สัญญากับหน่วยงานของรัฐที่ผู้คัดค้านปฏิบัติหน้าที่หรือมีอำนาจกำกับ ดูแล ควบคุม หรือตรวจสอบ หรือได้เข้าไปมีส่วนได้ เสียหรือทำงานกับเอกชนที่เป็นคู่สัญญาของหน่วยงานของรัฐแต่อย่างใด ทั้งการที่ผู้คัดค้านให้ สส.รายอื่นใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของตนเพื่อทำการแสดงตนและลงมติแทนนั้นก็ไม่ปรากฏว่าอยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมาย หรือการครอบงำใด ๆ ของบุคคลอื่น กรณียังถือไม่ได้ว่าการกระทำของผู้คัดค้านเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนกับ ประโยชน์ส่วนรวมตามคำร้อง 

พิพากษาว่า ผู้คัดค้านฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กร อิสระ พ.ศ. 2561 ข้อ 6-8 ประกอบข้อ 27 วรรคหนึ่ง ให้ผู้คัดค้านพ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่ 11 ส.ค. 2564 อันเป็นวันที่ศาลฎีกามีคำสั่งให้ผู้คัดค้านหยุดปฏิบัติหน้าที่ เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้คัดค้านตลอดไป และ ไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดเวลาสิบปีนับแต่วันที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 235 วรรคสามและวรรคสี่ พรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561มาตรา 87ประกอบมาตรา 81คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 20 ก.ค. 2566 ที่ผ่านมา ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อ่านคำพิพากษาชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ลงโทษยืนจำคุก 1 ปี ปรับ 2 แสนบาท รอลงอาญา 2 ปี น.ส.ธณิกานต์ ใช้อำนาจหน้าที่มิชอบเสียบบัตรแทนกัน กรณีเดียวกันนี้ก่อนตัดสิทธิทางการเมืองในวันนี้