‘ชูวิทย์’ เปิดเหตุผลสำคัญ แฉเพื่อชาติ ชน ‘เศรษฐา ทวีสิน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555200

04 ส.ค. 2566

'ชูวิทย์' เปิดเหตุผลสำคัญ แฉเพื่อชาติ ชน 'เศรษฐา ทวีสิน'

ปฎิบัติการ แฉเพื่อชาติ ชน เศรษฐา ทวีสิน ‘ชูวิทย์’ เปิดเหตุผลสำคัญ เปรียบชีวิตเป็นเส้นด้าย และอาจเป็น เส้นสุดท้าย

แฉสุดซอยชนิดหลังชนฝา สำหรับ “ชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์” หลังเปิดปฏิบัติการ “แฉเพื่อชาติ” เดินหน้าเปิดโปง “เศรษฐา ทวีสิน” กับข้อกล่าวหา เอื้อนายทุนเลี่ยงภาษีที่ดิน สกัดนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ชนิดไม่ได้พัก

ล่าสุด ชูวิทย์ ได้เผยเหตุผลที่ออกมาแถลง “แฉเพื่อชาติ” เพราะมีเวลาเหลืออยู่บนโลกใบนี้ไม่มากเท่าไร และไม่มีต้นทุนอะไรจะเสีย จึงขอเดินหน้าแฉต่อไป

              ชูวิทย์ เดินหน้าแฉเพื่อชาติชูวิทย์ เดินหน้าแฉเพื่อชาติ

โดยชูวิทย์ ได้เผยผ่านเพจ สรยุทธ์ สุทัศนะจินดา ระบุว่า “เมื่อเช้าไปโรงพยาบาลมาแต่เช้า ไปฉีดยา(คีโม) ผมมีเวลาอยู่ไม่เยอะในโลกใบนี้ ชีวิตผมเป็นเส้นด้าย อาจจะเป็นเส้นสุดท้าย ดังนั้น เหตุผลในการแถลงครั้งนี้ ผมขอเรียนให้ทราบว่า มีความพยายาม ที่จะไม่ให้ผมพูดในทุกวิถีทาง มีการนำเสนอ มีการใส่ร้าย แต่ผมไม่จำเป็นต้องมาแก้ตัวแล้ว เพราะเวลาอันสั้นของผมนั้น ผมยินดีให้คุณดูหลักฐานดีกว่า ดังนั้น เสียงใครจะพูดกระแนะกระแหนนินทา พูดไปเลยครับ ผมนั้นไม่มีต้นทุน แต่คนที่มีต้นทุนมากที่สุด คือนายเศรษฐา ทวีสิน ซึ่งได้ไปคุกเข่ากับนายทักษิณ ชินวัตร และคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ มาเมื่อสองอาทิตย์ที่แล้ว ว่าจะทำให้ทุกอย่าง ถ้าตัวเองได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี”

ขณะเดียวกัน เมื่อกลางดึก “ชูวิทย์” ได้ live ผ่านเพจเฟซบุ๊ก เดินหน้าแฉเพื่อชาติ เปิดโปงนิติกรรมอำพราง ที่ดินสารสิน ของเศรษฐา ทวีสิน EP 2-EP 10 ที่อ้างว่าเป็นเรื่องของการปั่น จากข้อมูลที่ชูวิทย์กล่าวถึง ยังคงเป็นการย้ำเรื่องที่ดินแปลงดังกล่าว ที่มีชื่อผู้เป็นเจ้าของทั้งหมด 12 คนในโฉนดเดียวกัน และกระบวนการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงนี้ ใช้วิธีการโอนแบ่งเป็น 12 วัน จากผู้ขายทั้งหมด 12 คน หรือโอนวันละ 1 คนจนครบ ทำให้เสียภาษีให้กับกรมที่ดินเพียง 59 ล้านบาทเท่านั้น

             ชูวิทย์เดินหน้าแฉเพื่อชาติชูวิทย์เดินหน้าแฉเพื่อชาติ

ทั้งนี้ หากผู้ขายทั้ง 12 คน โอนที่ดินให้กับผู้ซื้อในวันเดียวกัน จะทำให้เข้าเงื่อนไข เป็นคณะบุคคล หรือห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่ต้องจดทะเบียน ซึ่งจะต้องจ่ายภาษีให้กรมที่ดิน 59 ล้านบาท และกรมสรรพากรในอัตราก้าวหน้า 35% อีก 521 ล้านบาท รวมภาษีทั้งหมดที่ต้องจ่าย 580 ล้านบาท

นอกจากนี้ ในโฉนดแปลงเดียวกัน มีผู้ถือโฉนด 2 คน แต่กลับขายกันคนละราคา นี่จึงเป็นปริศนา ที่แกะรอย ที่เรียกว่า เงินบวม ซึ่งในความเป็นจริง ที่ดินแปลงนี้ไม่ได้ขายในราคาที่กล่าวอ้าง

ชูวิทย์ ระบุว่า เมื่อ นายเศรษฐา ทวีสิน เสนอตัวเองรับใช้ประชาชน โดยถูกเสนอชื่อจากพรรคเพื่อไทย เพื่อเป็นนายกรัฐมนตรี ย่อมต้องมีความซื่อสัตย์เป็นที่ประจักษ์ การกระทำที่ซ่อนเร้น อำพราง ช่วยเหลือให้เกิดการหลีกเลี่ยงภาษีถึง 521 ล้านบาท โดยร่วมรับรู้ เป็นส่วนหนึ่งของผู้กระทำความผิดตามกฎหมาย 

ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า มีนิติกรรมอำพรางหลายประการ ข้อพิรุธต่างๆ ล้วนเป็นการสมรู้ร่วมคิดในการกระทำความผิด ด้วยพฤติการณ์ดังกล่าว จึงไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะให้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

แฉเพื่อชาติ ‘ชูวิทย์ ‘ไล่ตอบรายประเด็น บ.อสังหา – กร้าวขยี้ ‘เศรษฐา’สุดซอย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555187

03 ส.ค. 2566

แฉเพื่อชาติ 'ชูวิทย์ 'ไล่ตอบรายประเด็น บ.อสังหา  - กร้าวขยี้ 'เศรษฐา'สุดซอย

กองเชียร์เพื่อไทย กองเชียร์ “เศรษฐา” ทำใจเหนื่อยต่อ หลัง “ชูวิทย์” เดินหน้าแฉเพื่อชาติ ดับเครื่องชนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย กลางวันเปิดแถลงข่าว ตกค่ำไล่ตอบรายประเด็น ที่บริษัทอสังหาริมทรัพย์ซึ่งถูกพาดพิง ทำเอกสารชี้แจง ย้ำชัดมีการหลีกเลี่ยงภาษี 521 ล้าน

นายชูวิทย์ กมลวิศิษฐ์ ซึ่งมีบทบาทในการออกมาเปิดโปงเรื่องต่าง ๆ ที่เป็นประเด็นทางสังคม และทางการเมือง ได้ใช้พื้นที่ในสื่อสังคมออนไลน์ เคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ที่มีความเกี่ยวข้องไปถึงนายเศรษฐา ทวีสิน  แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย และ บริษัทอสังหาริมทรัพย์   ( บริษัทแสนสิริ จำกัด  มหาชน)  โดยมีการชี้แจงในแต่ละประเด็น หลังจากที่นายชูวิทย์ ออกมาอธิบายเรื่องนี้กับสื่อมวลชน และบริษัทแสนสิริฯ   ในช่วงเที่ยงของวันนี้  และบริษัทแสนสิริฯ ได้ออกเอกสารชี้แจง  ซึ่งต่อมาในเวลา 21.00 น. นายชูวิทย์ ได้โพสต์ข้อความในสื่อสังคมออนไลน์  อธิบายหักล้างในแต่ละประเด็นดังนี้ 

คำแถลงการณ์จากชูวิทย์ถึง นายเศรษฐา ทวีสิน และ บมจ.แสนสิริ

.

บมจ.แสนสิริ เป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ใหญ่ อยู่ในตลาดหลักทรัพย์

.

มีฝ่ายกฎหมายเชี่ยวชาญเรื่องที่ดิน และต้องมีธรรมาภิบาล

.

ทั้งต่อผู้ถือหุ้น ประชาชน สังคม เศรษฐกิจของประเทศ

.

ผมขอตอบโต้ บมจ.แสนสิริ ด้วยเหตุผลและข้อเท็จจริง ดังนี้

.

1. หากผู้ขายเป็นผู้ชำระภาษี และแสนสิริไม่ได้รับรู้เรื่องด้วย เพราะถือว่าเป็นหน้าที่ของผู้ขาย

.

แล้วเหตุใดแสนสิริจึงทำวาระการประชุมวันเดียว แบ่งการโอนจากผู้ขายออกมา 12 ฉบับ 12 วัน เพื่อไปทำการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าว ทั้งที่เป็นที่ดินแปลงเดียว โฉนดเดียว

.

และโอนติดต่อกัน 12 วัน เว้นเฉพาะเสาร์อาทิตย์ ตามผู้ร่วมขายแต่ละคนแต่ละวันจนครบ

.

ส่งผลถึงการเสียภาษีที่แตกต่างกับวิธีปกติถึง 521 ล้านบาท ที่ไม่ได้ชำระให้รัฐใน ภ.ง.ด. 90

.

การเลี่ยงการโอนจากผู้ขายที่ต้องโอนพร้อมกันทั้ง 12 คน ทั้งที่เป็นที่ดินโฉนดเดียว

.

เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เข้ากรณี “ห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน หรือคณะบุคคล” ตามคำจำกัดความของกรมสรรพากรที่เคยวินิจฉัยว่า

.

สามีภรรยาไม่ได้จดทะเบียนสมรส ขายบ้านอยู่อาศัย 1 หลัง ถือเป็นคณะบุคคล ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอัตราก้าวหน้าในสิ้นเดือนมีนาคมปีถัดไป

.

ดังนั้น แม้จะอ้างว่าเป็นภาระของผู้ขาย แต่ผู้ซื้อซึ่งเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ใหญ่ มีความเชี่ยวชาญด้านที่ดิน ภาษี มีการซื้ออสังหาริมทรัพย์จำนวนมาก มีโครงการอยู่ทั่วประเทศ

.

ย่อมรู้ดีว่าการโอนด้วยวิธีนี้ จะทำให้รัฐสูญรายได้จากภาษีเป็นเงิน 521 ล้านบาท

.

เป็นไปไม่ได้ว่าบริษัทที่มีธรรมาภิบาลในตลาดหลักทรัพย์ จะอ้างว่าไม่เกี่ยวข้องและเป็นเรื่องของผู้ขาย

.

หากผู้ซื้อไม่ยินยอมทำสัญญา หรือร่วมมือในการโอนกรรมสิทธิ์เพื่อหลีกเลี่ยงภาษี ย่อมกระทำการไม่ได้เด็ดขาด

.

2. นายเศรษฐาเป็นกรรมการผู้จัดการ ในขณะที่มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าว ที่มี 1 โฉนด โดยมีวงเงินสูงถึง ตารางวาละ 3.93 ล้านบาท หรือวงเงินรวม 1,570 ล้านบาท

.

ไม่เคยปรากฏว่ามีที่ดินแปลงใดในประเทศไทยมีการขายต่อตารางวาสูงขนาดนี้

.

นายเศรษฐาได้เข้าประชุมกรรมการ และเป็นผู้เซ็นรับรองการประชุม จึงย่อมปฏิเสธการรับรู้ถึงราคา วงเงินที่ดิน และแผนการเงินไม่ได้

.

การอ้างว่าไม่ทราบวิธีการโอนที่แปลกประหลาด อันเป็นเงื่อนไขทำให้รัฐสูญรายได้ 521 ล้านบาท

.

ย่อมไม่ใช่วิสัยของผู้บริหารสูงสุดจะกระทำ เพราะถือเป็นความเสี่ยง หากใครคนใดคนหนึ่งไม่ยอมโอนในวันถัดไป จะทำให้ได้ที่ดินไม่ครบทั้งแปลง

.

แม้ประชาชนธรรมดายังไม่กระทำ

.

แต่ บมจ.แสนสิริ เป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ มีความรู้ความสามารถ เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ยิ่งไม่มีทางเสี่ยงที่จะกระทำ หากไม่มีวาระซ่อนเร้น

.

อีกทั้งนายเศรษฐารับรู้ว่ามีการแบ่งวาระการประชุมเป็น 12 ฉบับภายในการประชุมวันเดียว แต่ไม่ได้ทักท้วง

.

ทำให้เห็นพฤติการณ์อย่างชัดเจนว่าร่วมรับรู้ ร่วมกระทำความผิด เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีมาตั้งแต่ต้น

.

3. ยิ่งภายหลังอ้างว่าผู้ขายเป็นผู้มาขอเปลี่ยนแปลงวิธีการโอนกรรมสิทธิ์ ต้องการแยกโอนเป็น 12 วันติดต่อกัน แสนสิริดูแล้วไม่ส่งผลกระทบต่อตัวบริษัท ทำให้ทีมกฎหมายยินยอมกระทำการตามที่ผู้ขายร้องขอ

.

ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่าแสนสิริ โดยนายเศรษฐา รับรู้วิธีการของผู้ขาย หากผู้ขายเสนอวิธีการโอนที่ผิดกฎหมายหรือหลีกเลี่ยงภาษี แสนสิริย่อมสามารถทราบดี

.

เพราะเป็นผู้ที่ซื้อที่ดินอยู่เป็นประจำ ทำธุรกิจเกี่ยวกับที่ดินเป็นหลัก มีฝ่ายกฎหมาย และเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์อันดับหนึ่งของประเทศ

.

นอกจากนั้น พฤติการณ์อื่นๆ ไม่ว่าการรับมัดจำในที่ดินแปลงเดียวกันจากผู้ขาย 12 คน ในราคาที่แตกต่างกันในแต่ละคน ย่อมไม่มีนักธุรกิจวิญญูชนใดกระทำ

.

อีกทั้งการจ่ายเงินมัดจำถึง 50% ยังเป็นจำนวนสูงกว่าปกติ ผิดวิสัยการมัดจำที่ดินปกติทั่วไปซึ่งไม่เกิน 10-20%

.

และมีการชำระเป็นเงินสด สูงถึงวันละ 50 ล้านบาท ถึง 200 ล้านบาท

.

ย่อมไม่มีผู้ใดกระทำ โดยเฉพาะบริษัทในตลาดหลักทรัพย์

.

เมื่อ นายเศรษฐา ทวีสิน เสนอตัวเองรับใช้ประชาชน โดยถูกเสนอชื่อจากพรรคเพื่อไทย เพื่อเป็นนายกรัฐมนตรี ย่อมต้องมีความซื่อสัตย์เป็นที่ประจักษ์

.

การกระทำที่ซ่อนเร้น อำพราง ช่วยเหลือให้เกิดการหลีกเลี่ยงภาษีถึง 521 ล้านบาท โดยร่วมรับรู้ เป็นส่วนหนึ่งของผู้กระทำความผิดตามกฎหมาย ย่อมไม่สามารถเป็นนายกรัฐมนตรี หรือแม้แต่เป็นผู้บริหารบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ได้

.

นายเศรษฐาจำเป็นต้องรอบคอบ เห็นแก่ประโยชน์ของประเทศชาติ การเสียภาษีเป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคน แม้แต่พนักงานผู้ทำงานห้างร้านบริษัท ยังไม่สามารถหลบเลี่ยงภาษีได้แม้แต่น้อย

.

แต่นายเศรษฐากลับกระทำการฝ่าฝืนกฎหมาย ร่วมมือกระทำความผิด ทำให้รัฐเสียหายไม่ได้เงินภาษีกว่า 521 ล้านบาท และมีที่ดินแปลงอื่นๆ ที่กระทำลักษณะเดียวกันอีกมาก

.

โดยจะนำเสนอในวาระถัดไป

.

ด้วยพฤติการณ์ของนายเศรษฐา จึงไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะให้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

.

หากรัฐสภาให้นายเศรษฐารับตำแหน่งในอนาคต ย่อมจะส่งผลเสียหายต่อประเทศชาติ

โดยอาจช่วยเหลือนายทุนคนอื่นๆ ให้กระทำการแบบเดียวกัน หรือคล้ายคลึงกัน

.

นับเป็นการกระทำที่ไม่สมควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง

.

จึงขอเรียนให้สังคม ประชาชน สมาชิกรัฐสภาได้พิจารณาให้ถ่องแท้

.

โดยเอกสารหลักฐาน ต่างๆ จะนำเสนอให้ทุกท่านได้พิจารณาต่อไป

————————-

.

ความเป็นมาของเรื่องนี้

.

วันที่ 3  ส.ค.  นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์   ได้แถลงกับสื่อมวลชนว่า  การซื้อที่ดินของบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI ว่าเข้าข่ายนิติกรรมอำพราง ด้วยการซื้อที่ดินแปลงหนึ่งตั้งอยู่ที่ถนนสารสิน กรุงเทพมหานคร เดิมมีราคาอยู่ที่ 1,570 ล้านบาท เนื้อที่ 399.7 ตาราวา ซึ่งเมื่อปี 62 เดิมที่ดินย่านนี้ราคาตารางวาละ 1 ล้านบาท แต่บริษัทประเมินซื้อขายอยู่ที่ ราคาตารางวาละ 3.93 ล้านบาท 

ที่ดินแปลงดังกล่าว มีชื่อผู้เป็นเจ้าของทั้งหมด 12 คน ในโฉนดเดียวกัน และกระบวนการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงนี้ ใช้วิธีการโอนแบ่งเป็น 12 วัน จากผู้ขายทั้งหมด 12 คน หรือโอนวันละ 1 คนจนครบ ทำให้เสียภาษีให้กับกรมที่ดิน  เพียง 59 ล้านบาทเท่านั้น  ทั้งนี้หากผู้ขายทั้ง 12 คน โอนที่ดินให้กับผู้ซื้อในวันเดียวกัน จะทำให้เข้าเงื่อนไข เป็นคณะบุคคล หรือห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่ต้องจดทะเบียน ซึ่งจะต้องจ่ายภาษีให้กรมที่ดิน 59 ล้านบาท และกรมสรรพากรในอัตราก้าวหน้า 35% อีก 521 ล้านบาท รวมภาษีทั้งหมดที่ต้องจ่าย 580 ล้านบาท

ส่วนเอกสารรายงานการประชุมของ บมจ.แสนสิริ ในการซื้อที่ดิน   พบว่า มีลายเซ็นของ นายเศรษฐา ทวีสิน เป็นผู้รับรองการประชุม โดยการประชุมนี้เกิดขึ้นใน 1 วัน แต่มีรายงานทั้งหมด 12 ฉบับ แยกตามชื่อผู้ขาย เพื่อนำไปแยกวันโอนที่สำนักงานที่ดิน ทำให้เสมือนว่าต่างคนต่างขายทั้งที่เป็นที่ดินแปลงเดียวกัน ดังนั้น พฤติกรรมของนายเศรษฐา แสดงให้เห็นว่ามีการร่วมมือกันกับคนขาย เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีเงินได้บุคคธรรมดาในฐานะห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน หรือคณะบุคคลตามคำวินิจฉัยของสรรพากร

ขณะเดียวกันยังตั้งข้อสงสัยถึงการจ่ายเงินค่าซื้อที่ดิน โดยบริษัทมีการวางมัดจำเป็นเงินสดให้กับผู้ขายที่ดิน 12 คน ไม่เท่ากัน ในสัดส่วน 35 – 50% ซึ่งส่วนใหญ่ได้เงินมัดจำสูงกว่าเงินที่ได้รับวันโอนที่ดิน เชื่อว่าเงินสดดังกล่าวเป็นเงินทอนให้กับผู้ขาย สะท้อนได้จากราคาซื้อที่ดินที่ถูกทำให้สูงขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าสำหรับความผิด  เข้าข่ายประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 กรณีความผิดเกิดขึ้นโดยการกระทำตั้งแต่บุคคล 2 คนขึ้นไป ผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยการนั้นเป็นตัวการ ต้องระวางโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น

รวมถึงประมวลกฎหมายรัษฏากร มาตรา  37  เจตนาแจ้งข้อความเท็จ หรือให้ถ้อยคำเท็จ ตอบคำถามด้วยถ้อยคำเป็นเท็จ นำพยานหลักฐานเป็นเท็จมาแสดง เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร หรือฉ้อโกง หรือด้วยวิธีการอื่นใดทำนองเดียวกัน หลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือน จนถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000 บาท ถึง 200,000 บาท

จตุพร ขย่ม ‘ทักษิณ ‘ วืด กลับไทย – นพดล พรรค ‘เพื่อไทย ‘อ้ำอึ้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555186

03 ส.ค. 2566

จตุพร ขย่ม 'ทักษิณ '  วืด กลับไทย - นพดล พรรค 'เพื่อไทย 'อ้ำอึ้ง

วิทยากร คณะหลอมรวมประชาชน จตุพร พรหมพันธุ์ ยังปักใจเชื่อ ถึงที่สุดแล้ว 10 ส.ค. ไร้เงา “ทักษิณ ” ที่สนามบินดอนเมือง ถือเป็นการวืดซ้ำซาก ที่บอกว่าจะกลับไทยแบบเท่ ๆ ส่วนวันที่แน่นอนครั้งต่อไปจะทราบอีกครั้งหลังกำหนดเดิม มั่นใจข้อมูลตัวเองมาถูกทาง

นายจตุพร พรหมพันธุ์  อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อดีตประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ( นปช.) ปัจจุบันทำหน้าที่   วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน  ร่วมกับ นายนิติธร ล้ำเหลือ (ทนายนกเขา)  นายจตุพร ยืนยันว่า ข้อมูลที่เขายังคงเชื่อ จนถึงวันนี้ ( 3 ส.ค.) คือ นายทักษิณ ชินวัตร  จะไม่เดินทางกลับประเทศไทย ณ สนามบินดอนเมือง อย่างแน่นอน แม้ว่าก่อนหน้านี้จะกำหนดกรอบเวลาเอาไว้คือวันที่ 10  ส.ค. โดยจะเดินทางด้วยเครื่องบินส่วนตัวมาลงที่ท่าอากาศยานดอนเมืองก็ตาม    ปัจจัยที่ทำให้นายทักษิณ  เลื่อนการเดินทางกลับประเทศไทย มีทั้งการเจรจาในกรณีจัดตั้งรัฐบาล โดยพรรคเพื่อไทยที่ต้องการข้ามขั้ว และเรื่องของการที่นายทักษิณ ไม่ต้องการเข้าสู่กระบวนการทางคดี      เมื่อเรื่องเหล่านี้ไม่ลงตัวทำในนายทักษิณ  ต้องเลื่อนการเดินทางกลับไทย 

ประเด็นการประกาศที่จะเดินทางกลับประเทศไทย แล้วไม่สามารถทำได้ตามเป้าหมาย  ถือว่าเป็นเรื่องที่ลดทอนความน่าเชื่อถือ  ของนายทักษิณ จากบุคคลที่เคยเป็นนายกรัฐมนตรีมาแล้ว 2  สมัย และกลายเป็นว่าเรื่องนี้  นายทักษิณ  ต้องเลื่อนการเดินทางกลับเป็นครั้งที่ 20  ตลอด 15 ปี นับจากเดินทางออกไปจากประเทศไทยในปี 2551 ส่วนวันเวลารอบใหม่ของการกลับไทย คาดว่าจะคาดการณ์ได้หลังผ่านวันที่ 10 ส.ค.ไปแล้ว    “คนที่เป็นนายกรัฐมนตรีมาแล้ว 2 สมัย  ต้องเสียคำพูดของตัวเอง ที่พูดกลับไป กลับมา เรื่องที่จะกลับบ้าน กลับมาแบบเท่ ๆ  กลับมาแล้วไม่ได้ถูกดำเนินคดี   เรื่องเจรจารัฐบาล ข้ามขั้ว อำนาจสิทธิขาดอยู่ที่นายทักษิณ  แต่การที่จะกลับบ้าน โดยไม่ถูกดำเนินคดี ไม่มีใครให้หลักประกันได้ ที่คุณภูมิธรรม เวชชชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย  ยืนยันว่าจะเดินทางกลับตามกำหนดเดิม ผมอยากท้าว่ากล้าเอาตำแหน่งสส. หรือ ตำแหน่งว่าที่รัฐมนตรี เดิมพันไหม” นายจตุพร  ระบุ   

นายนพดล ปัทมะ  รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย     สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย   เปิดเผยว่า   ข่าวที่ระบุว่า  นายทักษิณ ชินวัตร  อดีตนายกรัฐมนตรี  เลื่อนกำหนดกลับประเทศไทย  จากเดิมที่กำหนดไว้ในวันที่ 10  ส.ค.   โดยมีการเชื่อมโยงว่า เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการโหวตนายกรัฐมนตรี  ตอนนี้ยังไม่มีข้อมูล ขอตรวจสอบข้อมูลก่อน  ยอมรับว่าไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะตอบได้   ผู้ที่จะตอบคำถามนี้ได้ดีที่สุดคือ น.ส. แพทองธาร ชินวัตร บุตรสาวของนายทักษิณ


“นายทักษิณจะกลับมาตามกรอบของกฎหมายทุกประการ   และพร้อมเข้าสู่กระบวนการตามกฏหมาย   การเดินทางกลับประเทศไทย เป็นสิทธิในการกลับบ้าน และไม่ต้องดำเนินการเสนอกฎหมายใด ๆ ส่วนช่วงเวลาใดนั้นผมก็เคารพในการตัดสินใจของท่าน ”  นายนพดล กล่าว 

ภูมิธรรม ส่งสัญญาณพร้อมขอบคุณ ‘ก้าวไกล’ โหวตนายกฯ ‘เพื่อไทย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555178

03 ส.ค. 2566

ภูมิธรรม  ส่งสัญญาณพร้อมขอบคุณ 'ก้าวไกล'  โหวตนายกฯ  'เพื่อไทย'

รองหัวหน้าพรรค”เพื่อไทย” มองวิกฤตเป็นโอกาส เลื่อนโหวตนายก ถือเป็นผลดีที่ทำให้พรรค มีเวลาในการทำงานมากยิ่งขึ้น ต่อการรวบรวมเสียง เพื่อให้ได้ตามเป้า 375 ยอมรับนาทีนี้ หาก “ก้าวไกล” ที่กลายไปเป็นฝ่ายค้าน เทเสียงช่วย ก็จะทำให้การทำงานคืบหน้า

นายภูมิธรรม เวชยชัย   รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย  เปิดเเผยว่า  การวิพากษ์วิจารณ์ว่า  เสียงสนับสนุนต่อการโหวตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย กำลังประสบปัญหากล่าวคือเสียงที่ได้มา ไม่ถึง 375  เสียง
ยืนยันว่าเสียงที่จะได้มาสนับสนุน ทั้งการจัดตั้งรัฐบาลและเสียงโหวตนายกรัฐมนตรี  ที่พรรคเพื่อไทยเสนอท้ายที่สุดจำนวนเสียงมีเพียงพอ  อย่างไรก็ตามในประเด็นเสียงโหวตนายกรัฐมนตรี ที่ต้องดึงเสียงจากสมาชิกวุฒิสภา ( สว. ) มาด้วย การที่เลื่อนโหวตนายกรัฐมนตรีออกไปก่อน   กลายเป็นผลดีที่ทำให้พรรคเพื่อไทย มีเวลามากขึ้น ในการทำงานเพื่อขอรับการสนับสนุน  หรือเสียงโหวตที่จะมาจากสว. 

สำหรับเสียงสนับสนุนต่อการโหวตนายกรัฐมนตรี  มีทั้งเสียงสส.ที่มาจากขั้ว 8  พรรคเดิม  และเสียงที่มาจากฝั่งรัฐบาลเดิม  เป้าหมายของ เพื่อไทย ที่ต้องทำให้ได้คือ 375 เสียง ดังนั้นเสียง ทั้งจากสส.  และสว. ต่อการโหวตจึงเป็นปัจจัยสำคัญ  “กรณีพรรคก้าวไกลจะโหวตนายกฯ ให้พรรคเพื่อไทยหรือไม่นั้น ถือว่าเป็นเอกสิทธิ์ของสส.   ถ้าโหวตให้ก็ขอบคุณ แต่ถ้าไม่โหวตให้ ก็ไม่เป็นไร ถ้าพูดด้วยความสุภาพ ไม่กดดันกัน ก็เป็นสิทธิที่เพิ่มหรือลดคะแนนให้ เราก็ได้พูดตรงไปตรงมาที่สุด ไม่มีอะไรเคลือบแฝง  ” 

เขา  กล่าวว่า ความห่วงใยหากจะมีการดึงพรรคพลังประชารัฐ และพรรครวมไทยสร้างชาติ  ในการจัดตั้งรัฐบาลนั้น   ถึงวันนี้ยังคงที่จะแสวงหาความร่วมมือต่าง ๆ    ทราบดีว่ามีข้อจำกัดและมีสิ่งที่ประชาชนรู้สึกว่าเป็นปัญหาอยู่  เพื่อไทยคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้  ขณะนี้เป็นการแสวงหาเสียงสนับสนุน   ต่อการโหวตนายกรัฐมนตรี ซึ่งแยกชัดจากการจัดตั้งรัฐบาล   นายภูมิธรรม  ระบุ

‘ไชยวัฒน์’ มั่นใจไม่มีใครเอา ‘ปชป.’ ร่วมรัฐบาล เหตุพรรคเสียงแตก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555173

03 ส.ค. 2566

'ไชยวัฒน์' มั่นใจไม่มีใครเอา 'ปชป.' ร่วมรัฐบาล เหตุพรรคเสียงแตก

สมาชิก ปชป. ร่วม 100 คน ยื่นกกต. เพิกถอนมติประชุมใหญ่ 9 ก.ค. ชี้องค์ประชุมไม่ครบ-ข้อบังคับพรรคขัดกฎหมาย ขอสั่งเลื่อนประชุมใหญ่ 6 ส.ค. ‘ไชยวัฒน์’ มั่นใจไม่มีใครเอา ประชาธิปัตย์ ร่วมรัฐบาล เหตุพรรคเสียงแตก

นายไชยวัฒน์ ไตรยสุนันท์ อดีตสส.บัญชีรายชื่อ และอดีตฝ่ายกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ นำรายชื่อสมาชิกพรรคกว่า 100 คนยื่นต่อ กกต.ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนมติการประชุมวิสามัญและมติกรรมการ บริหารพรรคที่เกี่ยวข้องเมื่อวันที่ 9 ก.ค. และขอให้สั่งเลื่อนการประชุมใหญ่พรรคประชาธิปัตย์ในวันที่ 6 ส.ค. นี้ออกไปก่อน และให้กกต.สั่งให้พรรคแก้ไขข้อบังคับพรรคให้ถูกต้อง

นายไชยวัฒน์ เปิดเผยว่า การประชุมเมื่อวันที่ 9 ก.ค. 2566 เนื่องจากองค์ประชุมไม่ครบ และคณะกรรมการบริหารพรรคมีมติงดเว้นการใช้ข้อบังคับการประชุมหลายข้อ ซึ่งเป็นการลิดรอนสิทธิสมาชิกพรรค และเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ และพ.ร.ป.พรรคการเมือง 2560 

นอกจากนี้ ข้อบังคับพรรคที่ใช้ในการประชุมมีหลายข้อที่ขัดต่อกฎหมาย อาทิ การออกมติกรรมการบริหารพรรค ยกเว้นการหยั่งเสียงเบื้องต้นของที่ประชุมใหญ่ เพื่อเลือกผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค การใช้สัดส่วนการคำนวณคะแนนเสียงในการเลือกสมาชิกเป็นกรรมการบริหารพรรค ในสัดส่วนร้อยละ 70 ต่อ 30 คือ สส. 1 คน ควรจะมี 1 เสียง 

แต่ข้อบังคับพรรคเมื่อหลายปีก่อน กำหนดให้สส.ปัจจุบันมีคะแนนเสียง 70 ต่อ 30 อย่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคและนายกรัฐมนตรี ซึ่งปัจจุบันไม่ได้เป็นสส. ก็มีเสียงเท่ากับตน แต่เมื่อเทียบกับนายนริศ ขำนุรักษ์ สส.พัทลุง แล้ว นายนริศมีสิทธิมากกว่านายอภิสิทธิ์ ซึ่งไม่ถูกต้อง จึงขอให้กกต.พิจารณา

เพราะทั้งหมดไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และประชาธิปไตยสากล จึงเห็นว่าควรแก้ไขข้อบังคับพรรคดังกล่าวเสียก่อน หากปล่อยให้มีการประชุมวันที่ 6 ส.ค. 2566 นี้ ปัญหาดังกล่าวก็จะเกิดขึ้นอีก

ร้องกกต.เลื่อนประชุมใหญ่ ‘ปชป.’

เมื่อถามว่าที่ต้องมายื่นกกต.ให้สั่งเลื่อนประชุมวันที่ 6 ส.ค.เป็นเพราะยังมีปัญหาการช่วงชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคใช่หรือไม่ นายไชยวัฒน์ อธิบายว่า อย่าเรียกว่าการช่วงชิง ให้เรียกว่าการแข่งขัน ซึ่งเป็นเรื่องปกติ ในอดีตที่ผ่านมาก็มีการแข่งขันกันรุนแรงในสมัยนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ กับพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค และในครั้งนี้ก็ดูท่าว่าจะเป็นเหมือนครั้งก่อน จึงน่าจะต้องตัดไฟเสียแต่ต้นลม เลื่อนการประชุมออกไปก่อน ให้มีการแก้ไขข้อบังคับพรรคให้ถูกต้องก่อน แต่ถ้ากกต.ยังไม่มีคำสั่ง ก็อยู่ที่กรรมการบริหารพรรคจะพิจารณา ถ้าเห็นว่ามีการร้องต่อกกต.แล้วอาจจะเลื่อนก็ได้ แต่ถ้ายังจะประชุมต่อไป เราก็ติดตามว่ามีปัญหาอะไรหรือไม่

‘ชวน’ค้านเข้าร่วมรัฐบาล

เมื่อถามว่า เกี่ยวข้องกับการที่พรรคอาจได้รับการติดต่อเพื่อร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยหรือไม่ นายไชยวัฒน์ กล่าวว่า เป็นไปไม่ได้ ผู้ใหญ่ในพรรค 3-4 คน ไม่ไปด้วย อย่างนายชวน หลีกภัย ก็บอกว่าไม่เห็นด้วยที่จะไปร่วมจัดตั้งรัฐบาลในขณะนี้ เพราะฉะนั้นถ้ามี 3-4 คน บอกว่าไม่ไป ตนว่าเขาก็ไม่เอาเรา อย่างมี 25 คน ไป 24 คน สมมติคุณชวนไม่ไปคนหนึ่งเขาก็ไม่เอาแล้ว เขาคงไม่คิดเอาพรรคที่มีความเห็นที่ไม่สอดคล้องกันไปร่วมรัฐบาล 

และวันนี้เท่าที่คุยมีหลายคน นอกเหนือจากคุณชวนที่บอกว่าไม่ไป และเชื่อว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีงูเห่า เพราะการมีงูเห่าต้องออกไปอยู่พรรคอื่น ซึ่งเราไม่ได้ห่วงเรื่องงูเห่า ไม่ได้ห่วงเรื่องร่วมรัฐบาล เพราะเราเชื่อว่าไม่มีใครเขาเอาเรา เราห่วงว่าจะทำอย่างไรให้พรรคเราต้องไปสู่ความสงบเรียบร้อย อยู่กันเหมือนพี่เหมือนน้อง โดยไม่ต้องแก่งแย่งตำแหน่ง แต่ช่วยกันทำงาน

“ผมมีประสบการณ์ชีวิตการเมืองมาพอสมควร สมัยเราเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล พรรคอื่นมาร่วมกับเรามี 9 คน 20 คน ถ้ามาบ้าง ไม่มาบ้างเราก็ไม่เอา ความสามัคคีในพรรคไม่มีก็ทำให้ความเป็นรัฐบาลแตกแยกด้วยซ้ำไป อันนี้เป็นเรื่องธรรมดาที่คิดว่าคนจะจัดตั้งรัฐบาลต้องคิดได้”

‘พิธา’ ส่งกำลังใจถึง ‘สส.ก้าวไกล’ ขอให้ทำหน้าที่เต็มที่เพื่อประชาชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555165

03 ส.ค. 2566

‘พิธา’ ส่งกำลังใจถึง ‘สส.ก้าวไกล’ ขอให้ทำหน้าที่เต็มที่เพื่อประชาชน

หัวหน้าพรรคก้าวไกล ‘พิธา’ เคลื่อนไหว หลัง ‘เพื่อไทย’ หัก ‘ก้าวไกล’ ผลักเป็นฝ่ายค้าน ส่งกำลังใจให้เพื่อน สส. ทำหน้าที่ในสภา เพื่อประชาชนอย่างเต็มที่ ไม่ว่าเขาจะเลือกหรือไม่เลือกเรา เผยติดตามดูอยู่ เชียร์ให้เต็มที่ทุกคน

เมื่อวันที่ 3 ส.ค. 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวจาก นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล โพสต์ภาพและข้อความผ่าน Instagram@pita.ig ระบุว่า “เป็นกำลังใจให้เพื่อน สส.#ก้าวไกลทำหน้าที่ในสภา เพื่อประชาชนอย่างเต็มที่ไม่ว่า เขาจะเลือก หรือ ไม่เลือกเรามา ผมติดตามดูอยู่ เต็มที่ทุกคนนะครับ”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การโพสต์ของนายพิธา เกิดขึ้นภายหลังพรรคเพื่อไทยมีมติไม่เอาเสียงของพรรคก้าวไกล เพื่อร่วมจัดตั้งรัฐบาล2566 โดยนายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล เปิดเผยวานนี้ (2 ส.ค.) ว่า ได้แจ้งข้อมูลให้นายพิธาทราบแล้ว แต่นายพิธา พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล เนื่องจากมีอาการป่วย เป็นไข้หวัดใหญ่ ไม่มีเสียงเลย แต่ยังคงมีกำลังใจดี

‘พิธา’ ส่งกำลังใจถึง ‘สส.ก้าวไกล’ ขอให้ทำหน้าที่เต็มที่เพื่อประชาชน

ทั้งนี้ นายพิธา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เอาไว้ก่อนหน้านี้ ระบุว่า ไม่ค่อยสบายงดภารกิจ 1 วัน จากนั้นข่าวความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์  มาจากลูกพรรคก้าวไกล ไม่ได้มาจากนายพิธา โดยตรง

85 ปี ‘ชวน’ สส. ปชป. ร่วมอวยพรวันเกิด ชูเสาหลัก ‘ประชาธิปัตย์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555146

03 ส.ค. 2566

85 ปี ‘ชวน’ สส. ปชป. ร่วมอวยพรวันเกิด ชูเสาหลัก ‘ประชาธิปัตย์’

สส.ปชป. ร่วมอวยพรวันเกิด 85 ปี ‘ชวน หลีกภัย’ อดีตประธานสภา เชิดชู เป็น เสาหลัก ให้พรรคประชาธิปัตย์และบ้านเมืองสืบไป

ที่อาคารรัฐสภา พรรคประชาธิปัตย์ นำโดยนายประมวล พงศ์ถาวราเดช ประธาน สส. ได้นัดประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร ของพรรคที่ ห้องประชุมกรรมาธิการ N 409 อาคารรัฐสภา ซึ่งก่อนการประชุม คณะ สส. นำโดย นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รักษาการหัวหน้าพรรค ได้มอบแจกันดอกไม้ เพื่ออวยพรวันเกิดครบรอบ 85 ปี เมื่อวันที่  28 ก.ค.2566 (ย้อนหลัง) ให้กับนายชวน หลีกภัย อดีตหัวหน้าพรรคปชป.

โดยนายจุรินทร์ เป็นตัวแทนกล่าวอวยพรว่า ในนามของพวกเรา สส. ประชาธิปัตย์ทุกคน รวมถึงสมาชิกพรรคทั่วประเทศ ขออนุญาตทำหน้าที่มอบกระเช้าดอกไม้เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิดของท่านชวน หลีกภัย และขอถือนี้อาราธนาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากล โปรดดลบันดาลประทานพรให้ ฯพณฯ ชวน หลีกภัย อุดมด้วยจตุรพิธพรชัยทั้ง 4 ประการ และที่สำคัญขอให้ท่านได้ปฏิบัติภารกิจที่จะเป็นหลักให้พรรคประชาธิปัตย์และบ้านเมืองสืบไป

สส.ปชป.อวยพรวันเกิด(ย้อนหลัง)ครบรอบ 85 ปีให้ นายชวน หลีกภัย อดีตหัวหน้าปชป.และอดีตประธานสภาสส.ปชป.อวยพรวันเกิด(ย้อนหลัง)ครบรอบ 85 ปีให้ นายชวน หลีกภัย อดีตหัวหน้าปชป.และอดีตประธานสภา

85 ปี ‘ชวน’ สส. ปชป. ร่วมอวยพรวันเกิด ชูเสาหลัก ‘ประชาธิปัตย์’

หลังจากนายชวน รับมอบแจกันดอกไม้ ก็ได้กล่าวว่า วันเกิดผ่านมาหลายวันแล้ว วันนั้นก็ลงไปใต้ไปเยี่ยมพระ 10 กว่าวัด ไม่ได้ไปขอพรอะไร ขอขอบคุณท่านหัวหน้าจุรินทร์กับพวกเราทุกคนที่อวยพรวันเกิด ขอให้พรที่ให้ตนนั้นได้ตอบสนองไปยังพวกเราเป็นทวีคูณ

พร้อมกับถือโอกาสเชิญชวนให้ไปชมนิทรรศการชีวิตกับลายเส้น ที่จัดแสดง ณ หอศิลป์วังหน้า ถนนราชินี เขตพระนคร ระหว่างวันที่ 5 สิงหาคม – 30 กันยายน 2566

โดยรายได้ทั้งหมดจะมอบให้กับวิทยาลัยช่างศิลป์ (โรงเรียนศิลปศึกษา) ซึ่งเป็นโรงเรียนเก่าที่ตนเคยเรียนเมื่อ 13 ปีที่แล้ว ในนิทรรศการจะมีรูปพวกเราหลายคน ท่านหัวหน้าจุรินทร์ ท่านอภิสิทธิ์ ท่านบัญญัติ มีอยู่เล็กๆ น้อยๆ ปนอยู่นักการเมือง แล้วก็มีรูปทั่วๆ ไปด้วย ไปดูว่า สส. เขียนรูปอะไร

85 ปี ‘ชวน’ สส. ปชป. ร่วมอวยพรวันเกิด ชูเสาหลัก ‘ประชาธิปัตย์’

‘ปิยบุตร’ ลั่นไม่มีอะไรที่ ‘พิธา-ชัยธวัช-พรรคก้าวไกล’ ต้องเสียใจ-สิ้นหวัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555142

03 ส.ค. 2566

'ปิยบุตร' ลั่นไม่มีอะไรที่ 'พิธา-ชัยธวัช-พรรคก้าวไกล' ต้องเสียใจ-สิ้นหวัง

ผู้นำแห่งจิตวิญญาณก้าวไกล ‘ปิยบุตร’ ประกาศ ไม่มีอะไรที่ ‘พิธา-ชัยธวัช’ และ‘พรรคก้าวไกล’ ต้องเสียใจ เสียหน้า ท้อแท้ สิ้นหวัง ฟาดกลับ พวกเขาต่างหาก ที่ต้องท้อแท้ สิ้นหวัง ไม่รู้ว่าในอนาคตจะชนะก้าวไกลได้ด้วยวิธีไหน ลั่นสู้ จนกว่าอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน

ภายหลัง MOU 8 พรรคร่วม ถูกฉีกภายใน 72 วัน( 22 พ.ค.2566-2 ส.ค.2566) เมื่อพรรคเพื่อไทยในฐานะแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ประกาศแยกทางเดิน กับ พรรคก้าวไกล อ้างเหตุผล สุดคลาสสิก “เพื่อบ้านเมือง” ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวจาก เลขาธิการคณะก้าวหน้า

รศ.ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า อดีตสส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร และอดีตเลขาธิการพรรคพรรคอนาคตใหม่ อดีตอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อดีตสมาชิกคณะนิติราษฎร์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ในชัญชีชื่อ ‘Piyabutr Saengkanokkul – ปิยบุตร แสงกนกกุล’ มีใจความว่า 

ไม่มีอะไรที่พิธา ชัยธวัช และพรรคก้าวไกลต้องเสียใจ

ไม่มีอะไรที่ พิธา ชัยธวัช และพรรคก้าวไกล ต้องเสียหน้า

ไม่มีอะไรที่ พิธา ชัยธวัช และพรรคก้าวไกลต้องท้อแท้ สิ้นหวัง

และไม่มีอะไรที่พิธา ชัยธวัช และพรรคก้าวไกล ต้องคลางแคลงสงสัยว่าตนคิดผิด

พวกเขาต่างหากที่ต้องเสียใจที่มองสถานการณ์ระยะสั้น

พวกเขาต่างหากที่ต้องเสียหน้า ตอบใครไม่ได้แม้กระทั่งตอบใจตนเอง ต้องแก้ปัญหาในสิ่งที่พูดไปแบบ “วัวพันหลัก”

พวกเขาต่างหากที่ต้องท้อแท้ สิ้นหวัง ไม่รู้ว่าในอนาคตจะชนะก้าวไกลได้ด้วยวิธีไหน จะยุบ จะตัดสิทธิ อย่างไร ก็ฆ่า “ความคิด” ไม่ตาย

สังคมเปลี่ยน

ความคิดจิตใจคนเปลี่ยน

นักการเมืองและพรรคการเมืองต้องขยับตาม ถ้าไม่นำมวลชน อย่างน้อยก็ต้องเคียงข้างกับความคิดที่เปลี่ยนแปลงไป

หนทางพิสูจน์ม้า และเวลาพิสูจน์คน

ใครถอยและใครทน พิสูจน์ได้เมื่อภัยมา

ดีเสียอีก… ที่การเมืองไทยได้ขีดเส้นใหม่แบ่งใหม่ชัดเจน

ต่อไป

ไม่ใช่สงครามสีเสื้อ

ไม่ใช่การต่อสู้ระหว่างพรรค

แต่คือ การต่อสู้ระหว่าง อดีต vs อนาคต

อดีตแบบทศวรรษ 2520 ขยับทีละคืบไปสู่ทศวรรษ 40

กับ

อนาคตแบบใหม่ที่ประชาชนผู้ทรงอำนาจสูงสุดของประเทศร่วมกันกำหนด

เข็มนาฬิกาเดินหน้า ต่อให้ใครหยุดเข็มนาฬิกาไม่ให้เดิน อย่างไรมันก็จะเดินต่อไป

ขอจงยืนตรงอย่างทระนงองอาจ เดินหน้าสู้ต่อภัยทั้งปวง

ต่อสู้ตามแนวทางของตน

ระลึกถึงแววตา เสียงร้อง อ้อมกอด น้ำตา ของประชาชนที่ฝากความหวังให้กับพรรคก้าวไกล

ตระหนักถึงภาระที่ประชาชนส่งมอบให้พรรคก้าวไกล

นับแต่ 14 พฤษภาคม จนถึงวันนี้ การเมืองไทยได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

สู้ จนกว่า… อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน

‘เพื่อไทย’ รับสภาพ เบรกแถลงตั้งรัฐบาล -สว.สมชาย แนะเอาให้ชัดโหวตนายก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555138

03 ส.ค. 2566

'เพื่อไทย'   รับสภาพ  เบรกแถลงตั้งรัฐบาล -สว.สมชาย  แนะเอาให้ชัดโหวตนายก

หมายมั่นปั่นมือ หลังสลัดขั้วผลัก “ก้าวไกล”ไปเป็นฝ่ายค้าน ฝั่ง “เพื่อไทย” พร้อมประกาศความพร้อม แถลงถึงการรวบรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลภายใต้พรรคการเมืองที่มีเสียงเป็นอันดับสอง กลายเป็นว่างานนี้ลงเอยเจอโรคเลื่อน เมื่อประธานรัฐสภา สั่งให้เลื่อนการโหวตนายกรัฐมนตรี

นายภูมิธรรม  เวชยชัย  รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย  เปิดเผยว่า  ตามกำหนดเดิมที่พรรคเพื่อไทย  จะแถลงความคืบหน้าในการรวบรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลในวันนี้ ( 15.00 น. )  ล่าสุดความเคลื่อนไหวดังกล่าว  ภายใต้พรรคเพื่อไทย   ต้องเลื่อนออกไปก่อน   โดยมีที่มาจากประเด็นที่ นายวันมูหะมัดนอร์  มะทา  ประธานรัฐสภา มีคำสั่งให้เลื่อนการโหวตนายกรัฐมนตรีจากวันศุกร์ที่ 4  ส.ค.  ออกไป เพื่อรอจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญ จะมีคำวินิจฉัย หรือมีคำสั่งอย่างไรในวันพุธที่ 16  ส.ค.

พรรคเพื่อไทย แถลงวานนี้ ( พุธที่ 2  ส.ค.) ณ ที่ทำการพรรค โดยผู้แถลงข่าวประกอบด้วย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว   หัวหน้าพรรคเพื่อไทย , นายภูมิธรรม เวชยชัย  รองหัวหน้าพรรค และ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง  โดยเนื้อหาสำคัญคือการประกาศแยกทางกับพรรคก้าวไกล   ทั้งนี้พรรคเพื่อไทย   พร้อมจะเดินหน้าในการรวบรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลเอง  มีผลให้พรรคก้าวไกล ต้องไปเป็นฝ่ายค้าน ส่วนพรรคการเมืองที่จะเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย  ในฐานะพรรคการเมืองที่มีเสียงเป็นอันดับสอง จะมีการประกาศรายชื่อพรรคการเมืองต่าง ๆ ภายในวันนี้ ( พฤหัสที่ 3 ) กระทั่งถูกเลื่อนออกไปในที่สุด

คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญประชุมร่วมกันวันนี้ (3 ส.ค.)  เพื่อพิจารณาสั่งคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่ขอให้พิจารณากรณีรัฐสภามีมติไม่เห็นชอบกับการเสนอชื่อ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคก้าวไกล   เป็นนายกรัฐมนตรีรอบ 2 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่  โดยศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาข้อเท็จจริงตามคำร้อง คำร้องเพิ่มเติม และเอกสารประกอบแล้วเห็นว่า คำร้องนี้มีประเด็นสำคัญที่จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ และมีประเด็นเชิงหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติม  

จึงให้เลื่อนการพิจารณาสั่งคำร้อง และให้สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญศึกษาข้อมูลเพื่อประกอบการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญต่อไป  สำหรับคำขอให้กำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการวินิจฉัย ให้รอสั่งในคราวเดียวกันกับการพิจารณาสั่งคำร้อง  ขณะเดียวกัน  ศาลรัฐธรรมนูญยังแจ้งให้ ผู้ร้องระบุสถานะบุคคลของ “คณะผู้ร้องเรียนที่ 3” ทุกรายว่าเป็นประชาชนหรือสมาชิกรัฐสภา โดยยื่นคำร้องโดยตรงศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 ส.ค. และกำหนดวันนัดพิจารณาคำร้องในวันที่ 16 ส.ค.

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ( สว.) กล่าวว่า   ประเด็นที่จะโหวตนายกรัฐมนตรีคราวต่อไป โดยอาจจะเป็นวันที่ 17  ส.ค.    ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา   ตนเห็นว่าไม่ควรนัดประชุมต่อในวันที่ 17 เพราะจะสุ่มเสี่ยง ควรทอดเวลาออกไปก่อนเพื่อให้เกิดความชัดเจน เพราะหากโหวตไปแล้วจะเกิดปัญหา เพราะหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้เสนอชื่อนายพิธา ซ้ำได้ จะทำให้นายพิธาเสียสิทธิ ดังนั้นรัฐสภาจึงควรรอให้คำวินิจฉัยของศาลธรรมนูญเสร็จสิ้นก่อน

เลื่อนโหวตนายกฯ 4 ส.ค. หลังศาล รธน. เลื่อนรับไม่รับคำร้องปมเสนอชื่อนายกฯซ้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555132

03 ส.ค. 2566

เลื่อนโหวตนายกฯ 4 ส.ค. หลังศาล รธน. เลื่อนรับไม่รับคำร้องปมเสนอชื่อนายกฯซ้ำ

‘วันนอร์’ แจ้งเลื่อนโหวตนายกฯ 4 ส.ค. รอผลพิจารณารับไม่รับคำร้องปมเสนอชื่อนายกฯซ้ำ 16 ส.ค. นี้ แต่เดินหน้าต่อ ‘ก้าวไกล’ เสนอปิดสวิตช์สว.

ความคืบหน้าหลังศาลรัฐธรรมนูญเลื่อนพิจารณาสั่งคำร้องปมเสนอนายกรัฐมนตรีซ้ำออกไปเป็นวันที่ 16 ส.ค. 2566

ล่าสุดการประชุมรัฐสภาในวันพรุ่งนี้ (4ส.ค.) โดยวาระแรก คือ การเลือกนายกรัฐมนตรี ต้องถูกเลื่อนออกไปก่อน

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานรัฐสภา ยอมรับว่า การประชุมรัฐสภาต้องเลื่อนออกไปก่อน เนื่องจากต้องรอจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยหรือมีคำสั่งก่อน จากนั้นจะพิจารณานัดประชุมอีกครั้ง 

แต่การประชุมรัฐสภา ในวันพรุ่งนี้จะยังคงดำเนินตามปกติ โดยนำวาระที่สอง คือ การพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 “ปิดสวิตช์สว.”  ที่พรรคก้าวไกลเป็นผู้เสนอ

ส่วนการเปลี่ยนขั้วแกนนำจัดตั้งรัฐบาลที่เป็นพรรคเพื่อไทยนั้น ก็ต้องรอคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญอยู่ดี