อดิศร กระดี่ได้น้ำ ‘ทักษิณ ‘กลับไทย เทิดทูน ผู้นำทางจิตวิญญาณ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554669

27 ก.ค. 2566

อดิศร  กระดี่ได้น้ำ 'ทักษิณ 'กลับไทย  เทิดทูน ผู้นำทางจิตวิญญาณ

สส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อดิศร เพียงเกษ อยู่ในอารมณ์ร่วมนับถอยหลัง “ทักษิณ” กลับบ้าน 10 ส.ค. ชูคือผู้นำทางจิตวิญญาณ ที่ทรงอิทธิพล ตั้งแต่ ไทยรักไทย จนมาถึง พลังประชาชน และ เพื่อไทย มั่นใจบทบาทหลังจากนี้ แค่เป็นที่ปรึกษาชี้แนะ ในฐานะผู้มีประสบการณ์ เดินทางไปมาทั่วโลก

นายอดิศร เพียงเกษ  สส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า   การเดินทางกลับประเทศไทย ของนายทักษิณ ชินวัตร    คือการกลับมาเสริมสร้างเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับพรรคเพื่อไทย  เพราะนายทักษิณ เป็นสัญลักษณ์ เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ ตั้งแต่สมัยพรรคไทยรักไทย  พรรคพลังประชาชน   จนมาถึงพรรคเพื่อไทย  ซึ่งที่ผ่านมาในการหาเสียงของสมาชิกพรรค  ก็ชูเรื่องพานายทักษิณกลับบ้าน  กระทั่งใกล้เป็นจริง   ขณะเดียวกันด้วยประสบการณ์ที่เดินทางไปมาทั่วโลก  นายทักษิณ  จะถ่ายทอดประสบการณ์ที่ดีให้กับพรรค และไม่เฉพาะเพียงพรรคเพื่อไทยเท่านั้น  เชื่อว่ายังจะเป็นผลดีกับทุกส่วน 
 


“นายทักษิณ ถือเป็นขวัญกำลังใจอย่างยิ่ง ซึ่งทุกครั้งที่ท่านพูดก็จะให้กำลังใจคนที่รู้จัก   เป็นจิตวิทยาที่หลายคนคงทำไม่ได้เหมือนท่าน   นายทักษิณ เป็นผู้สูงวัยคนหนึ่งที่อายุ 74 ปี อยากกลับไปสู่สามัญ เห็นใจท่านที่จากประเทศไทย  เกือบ 20 ปีแล้ว จนมีหลานหลายคน  มองว่านายทักษิณ คงไม่กลับมาในเส้นทางทางการเมือง  คงเป็นที่ปรึกษาให้คำชี้แนะ  วัน ๆ  มีคนมาเยี่ยมก็คงไม่มีเวลาทำอะไร “

นายอดิศร  กล่าววา การที่ นายทักษิณ  ระบุว่า   จะให้น.ส.แพทองธาร  ชินวัตร ดูแลพรรค และให้นายเศรษฐา   ทวีสิน ไปอยู่ทำเนียบรัฐบาล  น่าจะเป็นการพูดติดตลก  อย่างไรก็ตามในมุมของตนชัดเจนแล้วว่า    นายเศรษฐา  ทวีสิน  จะถูกเสนอชื่อ เป็นนายกรัฐมนตรี  ส่วนเรื่องเสียงสนับสนุน   พรรคเพื่อไทย อ่อนน้อมถ่อมตน มีมิตร มีเพื่อน อยู่ทุกที่  ประเทศชาติต้องเดินไป ทุกฝ่ายให้ความร่วมมือดี เพื่อให้ชาติบ้านเมืองฝ่าวิกฤตินี้ไปได้ เพราะถ้ารักษาการณ์อีก 10 เดือน คนไม่เอา จำเป็นต้องมีรัฐบาล 

“ที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ ระบุว่าการที่นายทักษิณ กลับประเทศไทย เกี่ยวกับเรื่องการเมืองแน่นอน   ผมไม่ทราบ และไม่ขอวิพากษ์วิจารณ์ เพราะนายชูวิทย์เป็นรุ่นน้องเทพศิรินทร์ ( โรงเรียนเทพศิรินทร์ )  ส่วนที่นายชูวิทย์ จะเปิดเผยหลักฐานบางอย่าง เกี่ยวกับนายเศรษฐา   ทวีสิน  แนะนำว่า  ถ้าเปิดก็เปิดให้ดี ถ้าเปิดตามอำเภอใจ เปิดตามใบสั่ง มันก็มีทั้งเท็จ ทั้งจริง   จะพังเอง ”  นายอดิศร ระบุ

.

ขอขอบคุณภาพประกอบจากพรรคเพื่อไทย

‘สมาคมทนายความฯ’ ออกแถลงการณ์ ขอ ‘ก้าวไกล’ ยอมถอย ‘มาตรา 112’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554654

27 ก.ค. 2566

'สมาคมทนายความฯ' ออกแถลงการณ์ ขอ 'ก้าวไกล'  ยอมถอย 'มาตรา 112'

สมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์ ขอ ‘ก้าวไกล’ ยอมถอย ‘มาตรา 112’ ชี้มีสส.เพียง 151 เสียงหรือ 30 % ที่เห็นด้วย แนะควรเคารพเสียงส่วนใหญ่ 70 % ของ สส.ที่ไม่เห็นด้วย เสียสละเพื่อ จัดตั้งรัฐบาล ให้สำเร็จ

นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์สมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ความว่า ต้นเหตุแห่งความวุ่นวายทางการเมืองจนเกิดความขัดแย้งระหว่างประชาชนรอบใหม่ เกิดจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ที่ฝ่ายเผด็จการใช้เป็นเครื่องมือในการสืบทอดอำนาจ ผู้ที่สมควรถูกประณามคือหัวหน้าคสช. กับพวกและคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่ยอมรับใช้เผด็จการจนปฏิเสธความถูกต้องทำให้คนในชาติเกิดความขัดแย้ง

สาเหตุสำคัญที่สมาชิกรัฐสภาใช้เป็นข้ออ้าง ในการปฏิเสธไม่ให้ความเห็นชอบนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรี เนื่องจากนายพิธาและพรรคก้าวไกลมีนโยบายที่จะแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งตามร่างที่พรรคก้าวไกลเคยเสนอต่อสภามีลักษณะไม่เป็นการปกป้อง หรือพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์อันอาจนำมาซึ่งความไม่มั่นคงของรัฐและกระทบถึงความสงบเรียบร้อยของประชาชน

แม้พรรคก้าวไกลและฝ่ายสนับสนุนจะเห็นว่าประเด็นการแก้ไขมาตรา 112 เป็นเพียงข้ออ้าง แท้จริงแล้วฝ่ายที่ต้องการสืบทอดอำนาจไม่ต้องการให้พรรคก้าวไกลเป็นรัฐบาล แต่หากพิจารณาจากจำนวน สส. ที่มาจากการเลือกตั้ง จะเห็นว่ามีเพียงพรรคก้าวไกลที่มี สส. 151 คน หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 30 ที่ต้องการแก้ไข 

ในขณะที่ สส. ที่เหลืออีกประมาณร้อยละ 70 ไม่ต้องการแก้ไข มาตรา 112 ซึ่งสมาคมทนายความฯ เห็นว่า การแก้ไขประเด็นดังกล่าวจะนำมาซึ่งความขัดแย้งในสังคมไทย พรรคก้าวไกลจึงควรเคารพเจตจำนงของประชาชนที่แสดงผ่าน สส. ส่วนใหญ่ด้วยการเสียสละประเด็นการแก้ไขมาตรา 112 เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้

สมาคมทนายความฯ เห็นว่า หากพรรคก้าวไกลแถลงถึงความชัดเจนในการสละประเด็นการแก้ไขกฎหมายที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งของคนในชาติแล้ว สว. ย่อมไม่มีเหตุอันชอบธรรมที่จะปฏิเสธไม่ให้ความเห็นชอบกับผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อจากพรรคการเมืองที่รวบรวมเสียงข้างมากเป็นนายกรัฐมนตรี หาก สว. ปฏิเสธไม่ให้ความเห็นชอบอันเป็นการฝืนมติของประชาชนที่แสดงออกผ่านการเลือกตั้งแล้ว 

ประชาชนจะอยู่ข้างพรรคก้าวไกลกับพวก และจะกดดัน สว. ให้ลงมติให้กับผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี แม้จะมีพรรคก้าวไกลร่วมรัฐบาลก็ตาม แต่พรรคก้าวไกลจะต้องเสียสละประโยชน์ของพรรคเพื่อรักษาประโยชน์ที่เหนือกว่าคือ “ประโยชน์ของประเทศชาติ”

‘วิษณุ’ ชี้ช่อง ‘ทักษิณกลับไทย’ ถ้าพร้อม ก็ยื่น ‘ขอพระราชทานอภัยโทษ’ ได้เลย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554645

27 ก.ค. 2566

‘วิษณุ’ ชี้ช่อง ‘ทักษิณกลับไทย’ ถ้าพร้อม ก็ยื่น ‘ขอพระราชทานอภัยโทษ’ ได้เลย

รักษาการ รมว.ยุติธรรม ‘วิษณุ เครืองาม’ ชี้ช่อง ‘ทักษิณกลับไทย’ ถ้าพร้อมยื่น ‘ขอพระราชทานอภัยโทย’ โดยยื่นได้ภายในวันแรกหลังรับโทษ แนะต้องคิดให้รอบคอบ เพราะหากไม่โปรดเกล้าฯ ต้องรออีก 2 ปี

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงการเดินทางกลับประเทศไทย ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า เห็นมีออกทีวีกันทั่วบ้านทั่วเมืองว่า ‘ทักษิณกลับไทย’ จะเดินทางกลับวันที่ 10 สิงหาคมนี้ ซึ่งเมื่อทางกรมราชทัณฑ์รับทราบ เขาก็ต้องเตรียมการ แต่เร็วไปที่จะบอกว่าต้องเตรียมอย่างไรบ้างความจริงกรมราชทัณฑ์เตรียมการมาตั้งแต่มีข่าวว่านายทักษิณจะกลับมาในวันเกิดแล้ว

ส่วนเ จะขอพระราชทานอภัยโทษ หรือไม่ นายวิษณุ อธิบายว่า เป็นสิทธิ์ของผู้ต้องขังทุกคนอยู่แล้ว เพียงแต่เงื่อนไขคือต้องอยู่ระหว่างการรับโทษ เมื่อรับโทษแล้ว สามารถยื่นขอพระราชทานอภัยโทษได้ตั้งแต่วันแรก เพียงแต่ต้องรับโทษเข้าห้องขังก่อน โดยตามขั้นตอนแล้ว เมื่อนายทักษิณเดินทางมาถึง กรมราชทัณฑ์จะมารับตัวและนําไปรับหมายศาลที่ศาล แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องไปฟังคำพิพากษาที่ศาล เพราะศาลตัดสินไปแล้ว จบไปแล้ว 

ส่วนคดีที่เหลือก็ต้องเป็นไปตามขั้นตอน ซึ่งคดีที่นายทักษิณต้องคำพิพากษาที่ถึงที่สุดไปแล้วสามคดี คดีหนึ่งจําคุก 2 ปี อีกคดีหนึ่งจําคุก 3 ปี ส่วนอีกคดีจําคุก 5 ปี รวมทั้งหมดเป็น 10 ปี แต่จะเหลืออีกกี่คดีตนไม่ทราบ และไม่ทราบว่ามีคดีไหนที่หมดอายุความไปแล้วบ้าง เพราะทราบว่ามีทั้งคดีที่หมดอายุความไปแล้ว และมีที่ยังไม่ได้ฟ้องอีก แต่เป็นเรื่องเล็กน้อย อย่างกรณีหลบหนีออกนอกประเทศ ก็ต้องถูกฟ้อง ซึ่งเป็นอีกข้อหาหนึ่ง แต่ยังไม่ได้มีการฟ้องซึ่งเขาอาจจะฟ้องหรือไม่ก็ได้หลังจากที่ได้ตัวกลับมา

“เมื่อนายทักษิณเดินทางกลับมาถึงประเทศไทย ถ้าพร้อม ก็สามารถดำเนินการขอพระราชทานอภัยโทษได้เลย ซึ่งต้องมีการเขียนฎีกา อธิบายกันยืดยาวพอสมควร เพราะถ้ายื่นไปแล้วไม่โปรดเกล้าฯ ลงมา ก็จะไม่สามารถยื่นได้อีกภายใน 2 ปี เพราะฉะนั้นต้องคิดให้ดีคิดให้รอบคอบ”

หาก ‘ทักษิณกลับไทย’ ได้กำชับกับเจ้าหน้าที่กรมราชทัณ์ให้ดูแล 3 เรื่องเป็นพิเศษ ได้แก่

1.ความปลอดภัย ซึ่งตรงนี้อาจทำให้นายทักษิณได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างจากนักโทษคนอื่น เพราะนักโทษคนอื่นไม่มีปัจจัยเสี่ยงตรงนี้

2.ให้มีความสะดวกตามสมควร ไม่ถึงขนาดสะดวกมากจนเป็นอภิสิทธิ์อะไร แต่ต้องสะดวก เพราะจะมีคนเข้าเยี่ยม โดยคาดหมายว่าจะมีองค์การระหว่างประเทศ หรือองค์กรสิทธิมนุษยชน มีแฟนคลับและมวลชนเยอะ ดังนั้นก็ให้มีความสะดวกพอสมควร

3.ให้มีความสบายพอสมควร ไม่ถึงขนาดให้สบายมากนัก แต่สบายในที่นี้เพราะอายุเกิน 70 ปี และป่วย ก็ต้องมีอะไรที่ไม่เหมือนคนอายุ 25-30 ปี

ทั้งนี้  สิทธิพิเศษของนักโทษ จะมีดังนี้

1.พวกอายุ 70 ปีขึ้นไป 

2.พวกที่ป่วย ก็จะมีสิทธิพิเศษอะไรบางอย่าง ซึ่งตรงนี้นักโทษทุกคนจะเสมอกันหมด

‘พรรคเป็นธรรม’ อัดขั้วเก่าใช้วาทกรรม ไล่บี้ ‘เพื่อไทย’ ตั้งรัฐบาลเร็ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554639

27 ก.ค. 2566

‘พรรคเป็นธรรม’ อัดขั้วเก่าใช้วาทกรรม ไล่บี้ ‘เพื่อไทย’ ตั้งรัฐบาลเร็ว

กัณวีร์ ‘พรรคเป็นธรรม’ อัดขั้วเก่า ไล่บี้ ‘เพื่อไทย’ให้เร่งตั้งรัฐบาลโดยเร็ว อ้างเพื่อ แก้ปัญหาปากท้อง ชาวบ้าน เป็นแค่กลลวง สร้างวาทกรรมเหมือน ช่วงยึดอำนาจ บอกรอได้ 10 เดือน

เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม นายกัณวีร์ สืบแสง สส.บัญชีรายชื่อ เลขาธิการพรรคเป็นธรรม ได้โพสต์แสดงความคิดเห็นต่อเนื่อง เสนอสมการใหม่ในการเลือกนายกรัฐมนตรี ให้รออีก 10 เดือน ให้ สว.ระเหิดไปกับกฎหมายที่รองรับ เพื่อใช้เสียง สส.เลือกเท่านั้น ว่า


“10 เดือนสำหรับการรอคอย กับการรีบจัดตั้งรัฐบาลโดยเร็ว ทางไหนดีกว่ากัน !!

การที่พรรคการเมือง หรือกลุ่มก้อนอำนาจเก่าเรียกร้องให้จัดตั้งรัฐบาลโดยเร็ว เพื่อ “ปากท้องของประชาชน” เป็นข้ออ้างที่ไม่ต่างอะไรกับวาทกรรม “เพื่อความสงบเรียบร้อยของประเทศ” ในสมัยที่ยึดอำนาจประชาธิปไตยไปจากประชาชนเมื่อ 9 ปีก่อนเลยครับ

การใช้วาทกรรมนี้ มากดดันพรรคเพื่อไทยที่เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลในตอนนี้ ทำให้ทางพรรคเพื่อไทยตกที่นั่งลำบากอย่างมาก ทั้งๆ ที่ขั้วอำนาจเก่ารู้อยู่เต็มอกว่า เราจัดตั้งรัฐบาล 8 พรรคไม่ได้ในสนามนี้ เพราะเขากุมคะแนนตัดสินอยู่กว่าค่อนสภา ทั้งสภาล่างและสภาสูง แทบจะเป็นการมัดมือชก

การอ้างแบบนี้ ทำให้การจัดตั้งรัฐบาลไปก่อนโดยเร็วเป็นตัวเลือกที่ “เลวน้อยที่สุด” แต่จริงๆ แล้ว คือ “กลลวงที่พาประเทศไทยกลับไปสู่จุดเดิม” และ “อาจจะเลวร้ายกว่าเดิมด้วยซ้ำ” คล้ายตอนที่เราถูกบีบบังคับให้รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และเกิดผลเสียหายตามมากว่าทศวรรษ

“ผมคงไม่สามารถตอบแทนพี่น้องประชาชนว่าท่านรอ 10 เดือน (เป็นอย่างมาก) ได้ หรือ ไม่ได้ ผมคงทำได้แค่เสนอทางเลือกนี้ เพื่อรวมพลังผลักดันให้ประเทศเปลี่ยนแปลงไปสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริง มีรัฐบาลจากฉันทามติประชาชนได้อย่างเต็มปากเต็มคำ อย่าคล้อยตามกลลวงของเขา อำนาจอยู่ในมือของเราครับ”

‘พรรคเป็นธรรม’ อัดขั้วเก่าใช้วาทกรรม ไล่บี้ ‘เพื่อไทย’ ตั้งรัฐบาลเร็ว

‘เพื่อไทย’ ชี้นโยบาย ‘รัฐบาลประชาธิปไตย’ 8 พรรคร่วมฯ จะหยุด ‘ฝันร้าย’ 9 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554633

27 ก.ค. 2566

‘เพื่อไทย’ ชี้นโยบาย ‘รัฐบาลประชาธิปไตย’ 8 พรรคร่วมฯ จะหยุด ‘ฝันร้าย’ 9 ปี

สส.บัญชีรายชื่อ เพื่อไทย สงคราม กิจเลิศไพโรจน์ เชื่อเดือนสิงหาคมได้ นายกฯคนที่30 มาขับเคลื่อนประเทศ ชี้นโยบาย ‘รัฐบาลประชาธิปไตย’ จะหยุด ‘ฝันร้าย’ 9 ปีระบอบประยุทธ์ พาคนไทยกลับมากินดีอยู่ดี

นายสงคราม กิจเลิศไพรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า ตนเชื่อมั่นว่าจะได้นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ในเดือนสิงหาคมนี้อย่างแน่นอน เพราะพรรคเพื่อไทยและพันธมิตร 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล ทำงานกันอย่างหนัก ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะประเทศจะได้เดินหน้าเสียทีหลังจากที่ย่ำอยู่กับที่ ประชาชนทั้งประเทศฝันร้ายมาตลอด 9 ปี และเชื่อว่า ‘รัฐบาลประชาธิปไตย’จะทำให้นานาชาติยอมรับ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการค้าการลงทุนของประเทศ

ทั้งนี้  นโยบายที่ 8 พรรคร่วมฝ่ายประชาธิปไตยเคยประกาศไว้ตอนหาเสียงเลือกตั้ง จะได้นำมาสู่การขับเคลื่อนเพื่อประโยชน์ของประชาชน รวมทั้งการเดินหน้าในการสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับโลก

“โดยการขับเคลื่อนนโยบายเกษตรผลักดันไทยเป็นคลังอาหารของโลกสร้างมูลค่าเพิ่มหลายแสนล้านบาทเข้าประเทศ เอื้อประโยชน์ให้เกษตรกรลืมตาอ้าปากได้เสียทีหลังจากที่ต้องทุนทุกข์มา 9 ปีเต็ม”นายสงคราม กิจเลิศไพรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ระบุ

“ทั้งนี้หากพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล เชื่อว่านโยบายเงินดิจิตอล 10,000 บาท จะมีการนำมาสู่การปฎิบัติอย่างแน่นอน เพราะนโยบายดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อของประชาชนในทุกพื้นที่ของประเทศ และจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในภาพรวม

ส่งผลให้ทิศทางการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยจะเป็นแบบก้าวกระโดด ซึ่งเชื่อได้ว่ารัฐบาลชุดใหม่จะดีกว่าระบอบประยุทธ์ที่ครอบงำประเทศมายาวนานอย่างแน่นอน” สส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่ไทย ระบุ

‘วันนอร์’ นัดประชุมรัฐสภา 4 ส.ค. – ลุ้น ‘โหวตนายกรอบ3’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554627

27 ก.ค. 2566

'วันนอร์' นัดประชุมรัฐสภา 4 ส.ค. - ลุ้น 'โหวตนายกรอบ3'

ประธานรัฐสภา ‘วันมูหะมัดนอร์ มะทา’ นัดประชุมรัฐสภา 4 ส.ค. ลุ้น ‘โหวตนายกรอบ3’ รอคำวินิจฉัยศาล รธน. – มั่นใจ ‘ทักษิณกลับบ้าน’ ไม่กระทบไทม์ไลน์เลือกนายกฯ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานรัฐสภา เปิดเผยว่า ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญ นัดพิจารณาคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่ขอให้วินิจฉัยมติรัฐสภาในการเลือกนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคมที่ผ่านมา พร้อมขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ มีมาตรการฉุกเฉินให้รัฐสภาชะลอ กระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรีออกไปก่อน ในวันที่ 3 สิงหาคมนี้นั้น ในวันนี้ (27 ก.ค.) ตนจะร่วมประชุมกับผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณากำหนดการประชุมรัฐสภาเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 4 สิงหาคมนี้ เนื่องจากคาดการณ์ไว้ว่า คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ ในการประชุมดังกล่าว อาจจะพิจารณาว่ารับ หรือไม่รับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดิน หากศาลรัฐธรรมนูญ รับคำร้อง รัฐสภา ก็ยังสามารถพิจารณาวาระกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 ที่พรรคก้าวไกล ยื่นไว้ก่อนหน้านี้ได้ 

“หรือหากศาลรัฐธรรมนูญ ไม่รับคำร้อง ก็สามารถเข้าวาระการพิจารณาเลือกนายกรัฐมนตรีได้ทันที เพราะหากจะรอคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 3 สิงหาคมนี้ ก็จะออกหนังสือนัดการประชุมรัฐสภาในวันเดียวกันก็อาจไม่ทัน เนื่องจาก การนัดประชุมจะต้องแจ้ง สส. และ สว.ล่วงหน้า และยังติดวันหยุดราชการ ตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม ถึงวันที่ 2 สิงหาคม และระหว่างวันที่ 5 ถึง 10 สิงหาคมนี้ ผมต้องเดินทางไปร่วมประชุมรัฐสภาอาเซียน ที่ประเทศอินโดนีเซีย โดยจะมี สส. และ สว.ส่วนหนึ่งร่วมเดินทางไปด้วย”ประธานรัฐสภา ระบุ

ส่วน ‘ทักษิณกลับบ้าน’ ตามที่ประกาศในวันที่ 10 สิงหาคมนี้ นายวันนอร์ยืนยันว่าไม่กระทบต่อกระบวนการ และกำหนดการเลือกนายกรัฐมนตรีของรัฐสภา และไม่มีความเกี่ยวข้องกัน

ย้อนเบื้องหลัง clubhouse ต้อนรับ ‘ทักษิณ’ ‘กลับบ้าน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554621

27 ก.ค. 2566

ย้อนเบื้องหลัง clubhouse ต้อนรับ 'ทักษิณ' 'กลับบ้าน'

หมอเลี๊ยบย้อนเบื้องหลัง clubhouse ‘ทักษิณ’ ตรงต่อเวลา หาข้อมูล ไม่เคยเปลี่ยน รอจัดรายการสด หลังกำหนด ‘กลับบ้าน’ 10 ส.ค. 2566

นายแพทย์ สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที โพสต์ เฟซบุ๊ก ถึงการกลับบ้านของทักษิณ ชินวัตร หรือ Tony Woodsome ว่าได้พูดคุยใน Clubhouse ทุกวันอังคารเว้นอังคารมากว่า 2 ปี ไม่เคยหยุด (เพิ่งมาเว้นช่วงตอนก่อนเลือกตั้ง 2566) แม้บางครั้งคุณโทนี่มีอาการไอเพราะเพิ่งฟื้นตัวจากการป่วยโควิด แต่ก็ยังยืนยันให้จัดต่อไป แล้วพักดื่มน้ำเป็นระยะๆ เป็นเวลาถึง 2 ชั่วโมง ทักษิณ ตรงเวลาทุกครั้ง มุ่งมั่นอดทน เตรียมเนื้อหามาก่อน และอ่านหนังสือมาก ซึ่งเป็นหลักปฎิบัติของทักษิณ ที่ผมคุ้นเคยตั้งแต่มีโอกาสร่วมงานกันในรัฐบาลไทยรักไทย

โปสเตอร์ ต้อนรับทักษิณกลับบ้านในเพจ แคร์ คิดเคลื่อนไทยโปสเตอร์ ต้อนรับทักษิณกลับบ้านในเพจ แคร์ คิดเคลื่อนไทย

ในเพจ care คิดเคลื่อนไทย ได้เล่า เบื้องหลัง Clubhouse ครั้งแรกของ ทักษิณ คนจำนวนมากต่างมองว่า เกิดจากการวางแผนมาอย่างดี เพื่อกลับมายืนบนเวทีการเมืองอีกครั้งของ แต่ทว่าในข้อเท็จจริงแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้นคือ ความบังเอิญ

การเกิดขึ้นของแอพลิเคชั่น Clubhouse ในช่วงเวลาดังกล่าวถือว่า เป็นเรื่องแปลกใหม่ของสังคมไทย การคุยกันใน Club ที่มีผู้ร่วมฟังได้ถึง 8,000 คน และสามารถยกมือขึ้นมาแจมกันได้ ไม่ว่าอยู่ที่ใดในทุกมุมโลก ไม่ใช่เรื่องที่เคยเกิดมาก่อน คนจำนวนมากทั่วโลกต่างตื่นเต้นกับการใช้แอพลิเคชั่นนี้ ทักษิณ ก็เป็นหนึ่งในผู้ที่สนใจการใช้แอพลิเคชั่นนี้เช่นกัน

ในวันที่กลุ่ม CARE เปิดห้อง เดิมที ทักษิณ ตั้งใจเพียงเข้ามาฟังอย่างเงียบๆ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้นคือ การเข้ามาตรงเวลาตาม link ที่เชิญไป แล้วกลายเป็นคนกดเปิดห้องใหม่เอง เพราะคนตั้งห้องเข้ามาช้าไปเสี้ยววินาที ทักษิณ จึงต้องทำหน้าที่เชิญ Moderator ให้ขึ้นมาเป็นแอดมินในภายหลังแบบงงๆ ว่ามันทำยังไงกันต่อ

Clubhouse ครั้งแรกมีการคุยกับผู้ฟังไปมากกว่า 20 คน และใช้เวลาในการพูดคุยมากกว่า 3 ชั่วโมง มีผู้ร่วมฟังสดเกือบแสนคน เพราะกระจายเสียงต่อเป็นทอดๆไปถึง 8 ห้องเต็มลิมิต และเป็นกระแสตื่นเต้นทั้งในโลกออนไลน์และสื่อมวลชนต่างๆ

กว่า 2 ปี นับตั้งแต่ เข้าสู่โลกของ Clubhouse เมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2564 และพูดคุยต่อเนื่องสัปดาห์เว้นสัปดาห์นับรวมแล้วมากกว่า 50 ครั้ง นับพันคนได้พูดคุย นับสิบล้านคนได้รับฟัง ล้วนมีทั้ง คำชม และ คำติ แต่สิ่งที่ ทักษิณ ตอบสนองด้วยความอดทน ทั้งรับฟัง พูดคุย ถามซ้ำ และหาคำตอบ หลายครั้งมีหลายเรื่องที่ ตัวเขาเองก็ไม่เคยรู้มาก่อน เป็นเรื่องใหม่สำหรับหนุ่มใหญ่วัย 74 แต่ด้วยความ CARE ผู้คนก็เลือกที่จะฟังให้จบ ทำความเข้าใจกับเรื่องราวใหม่ๆ แล้วรับรู้ว่านี่คือ ความเปลี่ยนแปลง ที่ไม่วันหยุดนิ่ง

การกลับบ้าน อีกครั้งในรอบ 15 ปี ในวันที่ 10 สิงหาคม 2566 เป็นการกลับบ้านแบบเรียบง่าย ตามประสาคนวัย 74 ปีที่ต้องการกลับมาพิสูจน์ตัวเองในกระบวนการยุติธรรม แล้วใช้เวลาในช่วงบั้นปลายชีวิตกับครอบครัว เลี้ยงดูหลาน รวมถึงให้คำปรึกษา แบ่งปันความรู้-ประสบการณ์ จากการท่องโลกมากว่าทศวรรษ หยิบสิ่งดีๆ จากทั่วโลก มาช่วยพัฒนาประเทศ และร่วมกันทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในอนาคต

สรุปดราม่า ‘รถอนุทิน’ รถโบราณ ต้นเรื่อง 2 คัน เสี่ยหนู ตอบชัด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554618

27 ก.ค. 2566

สรุปดราม่า 'รถอนุทิน' รถโบราณ ต้นเรื่อง 2 คัน เสี่ยหนู ตอบชัด

สรุปประเด็นดราม่า ‘รถอนุทิน’ รถโบราณ ต้นเรื่อง 2 คัน ‘เสี่ยหนู อนุทิน’ ตอบนักวิชาการดัง เผย หนึ่งคันเป็นรถลูก ส่วนอีกคัน รถผม

“รถอนุทิน” กลายเป็นประเด็นดราม่า ภายหลัง “อนุทิน ชาญวีรกูล” สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โพสต์ภาพ “รถโบราณ” ซึ่งเป็นรถซีตรองหน้ากบ และรถ BMW ผ่านเฟซบุ๊ก โดยมีการขุดคุ้ยว่า รถทั้ง 2 คัน ไม่มีในรายการแจ้งบัญชีทรัพย์สิน ป.ป.ช.

ล่าสุด เสี่ยหนู “อนุทิน ชาญวีรกูล” ตอบนักวิชาการดัง ระบุว่า หนึ่งคันเป็นรถลูก ส่วนอีกคัน เพิ่งซื้อ รอแจ้ง ป.ป.ช. รอบหน้า  คมชัดลึก สรุปประเด็นดราม่า “รถอนุทิน” เริ่มจากอะไร

รถอนุทินรถอนุทิน

1) ประเด็นดราม่าเริ่มจาก “อนุทิน” โพสต์ภาพ รถซีตรองหน้ากบ ผ่านเฟซบุ๊ก Anutin Charnvirakul พร้อมระบุข้อความเป็นบทเพลง “เจ้ากบ” ว่า กบน้อยตัวนิดๆ อยู่มิดชิดแต่ในกะลา มันจึงนึกไปว่าในกะลาคือโลกกว้างใหญ่ กบเอ๋ยเจ้าไม่รู้ว่า โลกโสภากว้างใหญ่เพียงไหน จึงทะนงหลงผิดไปว่าโลกกว้างใหญ่นั้นคือกะลา

2) คราแรก ชาวเน็ตยังพุ่งเป้าไปที่ข้อความเพลง ที่ “อนุทิน” โพสต์ มีนัยทางการเมือง หรือ แซะถึงใครหรือไม่ ในขณะที่อุณหภูมิการเมืองร้อนแรง ทั้งการจัดตั้งรัฐบาล และ การโหวตนายกรอบ 3

3) อนุทิน ตอบประเด็นดราม่า รถอนุทิน นี้ว่า ไม่ได้คิดอะไร รถซีตรองเป็นรถของคุณพ่อ ที่ได้มาแล้วก็นำไปทำใหม่ และหน้ามันเหมือนกบแค่นั้นเอง เลยร้องเพลง เจ้ากบ ของวงแกรนด์เอ็กซ์ ไม่มีนัยทางการเมือง

              ดราม่ารถโบราณดราม่ารถโบราณ

จากแค่เรื่องเพลง กลายเป็นถูกโยงเรื่องการแจ้งบัญชีทรัพย์

4) หลังจากนั้น ชาวเน็ตเริ่มขุด “รถอนุทิน” อีกครั้ง ซึ่งเป็น “รถโบราณ” ยี่ห้อ BMW 2002 ที่ อนุทิน เคยโพสต์ไว้เมื่อวันที่ 5 ก.ค. 2566 ระบุว่า “เตรียมคืนรถตำแหน่ง พร้อมขับรถตำนาน” พร้อมพา ภรรยาขับทั่วกรุง พร้อมตั้งข้อสังเกต “รถโบราณ” ทั้งสองคัน ไม่ปรากฏในรายการบัญชีทรัพย์สิน ที่แจ้งต่อ ป.ป.ช.

              ดราม่ารถอนุทินดราม่ารถอนุทิน

5) โดยเฉพาะในเพจเฟซบุ๊กของ “อ.เจษฎ์” ศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเจษฎา ที่นำเรื่องนี้มาโพสต์ และมีการแสดงความเห็นจากลูกเพจจำนวนมาก

6) ล่าสุด นายอนุทิน ได้เข้าโพสต์ตอบคำถามในเพจดังกล่าว ว่า “รถซีตรองลูกชายผมเป็นเจ้าของครับ ส่วนรถ BMW เป็นของผม เพิ่งซื้อเมื่อไม่นานมานี้ จึงไม่อยู่ในบัญชีทรัพย์สินตอนพ้นตำแหน่ง สส. เมื่อเดือน มี.ค. แต่จะอยู่ในบัญชีทรัพย์สินที่กำลังจะส่งเที่ยวนี้ หลังจากรับตำแหน่ง สส. เมื่อต้นเดือน ก.ค. จึงเรียนมาเพื่อทราบ และกรุณาแก้ไขข่าว เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย และเกิดความเข้าใจผิดต่อสาธารณชนด้วยนะครับ ยินดีถูกตั้งข้อสงสัย แต่ควรจะมีการได้ข้อมูลที่แน่นอนก่อนที่จะเผยแพร่นะครับ ขอบพระคุณมากครับ”

ดราม่ารถโบราณดราม่ารถโบราณ

บัญชีทรัพย์สินที่ อนุทิน แจ้งต่อ ป.ป.ช.

รายละเอียดประกอบรายการทรัพย์สินที่เป็นยานพาหนะของนายอนุทิน 749,365,897.89 บาท และคู่สมรส 499,000 บาท ประกอบด้วยรถยนต์ 3 คัน เรือยนต์ 2 ลำ เครื่องบิน 3 ลำ

  1. รถยนต์ จำนวน 2 คัน ได้แก่ รถยนต์ยี่ห้อ ROLLS-ROYCE หมายเลขทะเบียน ฐต 9999 กรุงเทพมหานคร ได้มาเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2557 มูลค่าปัจจุบัน 11 ล้านบาท
  2. รถยนต์ยี่ห้อ PORSCHE หมายเลขทะเบียน ษน 7777 กรุงเทพมหานคร วันที่ได้มา 13 กันยายน 2560 มูลค่าปัจจุบัน 9.2 ล้านบาท
  3. เรือยนต์ ชื่อเรือ นัยน์ภัค 3 ใบอนุญาตเรือ เลขที่ 4700004264 มูลค่าปัจจุบัน 30 ล้านบาท
  4. เรือยนต์ ชื่อเรือ เศรณี ใบอนุญาตเรือ 411001500 มูลค่าปัจจุบัน 2.5 ล้านบาท
  5. เครื่องบิน Aircraft TBM 930SOCATA TMB 930 (TMB 700 N) หมายเลขทะเบียน HS-SST วันที่ได้มา 28 ธันวาคม 2559 มูลค่าปัจจุบัน 139,232,432.66 บาท
  6. เครื่องบิน CIRUS SR 22T หมายเลขทะเบียน HS-NYB วันที่ได้มา 19 พฤษภาคม 2556 มูลค่าปัจจุบัน 22,698,765.23 บาท
  7. เครื่องบิน Embraer Legacy 600 หมายเลขทะเบียน N106EC วันที่ได้มา 29 เมษายน 2563 มูลค่าปัจจุบัน 534,734,700 บาท
  8. รถ Mercedes Benz C250 CGI 2010 หมายเลขทะเบียน ฆฉ 13 กรุงเทพมหานคร วันที่ได้มา 31 สิงหาคม 2559 มูลค่าปัจจุบัน 499,000 บาท (ทรัพย์สินคู่สมรส)

เลขาธิการ’เพื่อไทย’ การันตีความสัมพันธ์ ‘ก้าวไกล’ ยังหวาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554599

26 ก.ค. 2566

เลขาธิการ'เพื่อไทย' การันตีความสัมพันธ์ 'ก้าวไกล' ยังหวาน

เลขาธิการพรรค “เพื่อไทย” ย้ำความสัมพันธ์กับพรรค “ก้าวไกล” อ้างอิงวันเวลา  ทุกอย่างยังอยู่บนพื้นฐานของบรรยากาศที่ดี มองการเลื่อนหารือ 8 พรรค ออกไป ทำให้มีเวลามากยิ่งขึ้นในการเตรียมการ  ย้ำทุกอย่างที่ดำเนินการอยู่ภายใต้การรับรู้ร่วมกันของ 8  พรรค ร่วมจัดตั้งรัฐบาล

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง สส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคเพื่อไทย  เปิดเผยว่า  ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคเพื่อไทย และพรรคก้าวไกล ยังราบรื่นด้วยดี   ทั้งนี้วันอังคารที่ 25 ก.ค.     ตนได้โทรศัพท์ปรึกษาหารือกับ นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล และ นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล   หารือกันในหลายเรื่อง  รวมทั้งการกำหนดช่วงเวลาที่เหมาะสม ที่ 8  พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลจะนัดหมายการประชุมร่วมกันในครั้งต่อไป 

ทั้งนี้การเจรจาเพื่อหาทางเพิ่มเสียง เพื่อรองรับการโหวตนายกรัฐมนตรี   ขณะนี้สมาชิกวุฒิสภา (  สว. ) บางส่วนได้ตัดสินใจแล้ว   แต่สว.บางส่วนก็ยังติดเงื่อนไขบางเรื่อง ที่ได้เคยพูดกันแล้วก่อนหน้านี้  ขณะเดียวกันก็ได้หารือ สส.ทุกพรรคแล้ว กำลังพยายามทำงานอย่างเต็มที่เพื่อให้เป็นไปตามมติที่ 8 พรรคได้มอบหมายภารกิจมา ซึ่งการเลื่อนการประชุม 8 พรรคออกไป  ก็ทำให้  “เพื่อไทย” มีเวลาในการทำงานมากขึ้น 


“การที่พรรคเพื่อไทยพูดคุยกับพรรคการเมืองต่างๆ  ที่ผ่านมานั้นก็เป็นการดำเนินการตามมติ 8 พรรค ที่มอบหมายให้ไปพูดคุยปรึกษาหารือ ไม่ใช่การตกลงเข้าร่วมรัฐบาลแต่อย่างใด เป็นเพียงการสอบถามความคิดเห็นของแต่ละฝ่าย ต่อสถานการณ์การเมืองในขณะนี้ และหลังจากนี้ก็ต้องนำข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้รับมาเข้าสู่ที่ประชุม 8 พรรคร่วมตามที่ได้รับมอบหมาย   พรรคเพื่อไทย มั่นใจในการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เชื่อว่าจะไม่ประสบปัญหา เพราะมีคุณสมบัติพร้อม  เราหวังว่าจะผ่านการโหวตผ่านได้ในการเสนอชื่อเพียงครั้งเดียว แต่อย่างไรก็ตามคงต้องขอความชัดเจนจากศาลรัฐธรรมนูญ ที่ผู้ตรวจการแผ่นดินได้ส่งคำร้องไปให้วินิจฉัย และขึ้นอยู่กับประธานรัฐสภาจะเรียกประชุมต่อไป”  นายประเสริฐ   ระบุ

เลขาธิการ'เพื่อไทย' การันตีความสัมพันธ์ 'ก้าวไกล' ยังหวาน

ประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย  

ศาลรธน. อนุญาตขยายเวลา ‘ก้าวไกล’ ชี้แจงคดี ‘ล้มล้างการปกครอง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554596

26 ก.ค. 2566

ศาลรธน. อนุญาตขยายเวลา 'ก้าวไกล' ชี้แจงคดี 'ล้มล้างการปกครอง'

เฟซบุ๊กพรรคก้าวไกล เผย ศาลรธน. อนุญาตขยายเวลาชี้แจงคดี ‘ล้มล้างการปกครอง’ ภายใน 30 วัน แจงเสนอแก้ม.112 แก้ไขไม่ใช่ล้มล้าง

ความคืบหน้ากรณีนายธีรยุทธ สุวรรณเกษร ยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย การกระทำของ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลและพรรคก้าวไกล เสนอกฎหมายยกเลิกมาตรา 112 โดยใช้เป็นนโยบายในการหาเสียงเลือกตั้ง และยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่องนั้น เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 วรรคหนึ่ง หรือไม่ 

โดยคดีนี้ ศาลรัฐธรรมนูญ ให้พรรคก้าวไกล ชี้แจงภายใน 15 วัน ครบกำหนด 28 ก.ค.นี้ 

ล่าสุด เฟซบุ๊กเพจพรรคก้าวไกล โพสต์ข้อความชี้แจงกรณีดังกล่าว ระบุว่า เปิดคำร้องแบบเต็ม พรรคก้าวไกลถูกกล่าวหา “ล้มล้างการปกครอง” เพราะเสนอแก้ 112

“แก้ไขไม่ใช่ล้มล้าง” ประโยคนี้กำลังถูกท้าทายจากบรรทัดฐานทางกฎหมายแบบไทยๆ อีกครั้ง เมื่อพรรคก้าวไกลถูกยื่นฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญในข้อหาล้มล้างการปกครอง โดยคำร้องมีความยาวเกือบ 20 หน้า บรรยายมาอย่างละเอียดโดยอ้างถึงพฤติกรรมที่ว่าเข้าข่ายล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ได้แก่ การที่หัวหน้าพรรค และ สส. ของพรรคก้าวไกล มีจุดยืนและการแสดงออกต่อสาธารณะในการเสนอให้แก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112

คำร้องนี้ยกความคิดเห็นและการตีความพฤติกรรมของพรรคก้าวไกล จากบุคคลหลากหลายที่เราคุ้นหน้าคุ้นตา คุ้นจุดยืนกันดี เช่น แก้วสรร อติโพธิ, สนธิ ลิ้มทองกุล, สมเกียรติ อ่อนวิมล รวมถึงมีการยกคำให้สัมภาษณ์ที่พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ให้กับสำนักข่าวบีบีซี โดยมีการตัดทอนบทสัมภาษณ์ คัดเอาเฉพาะบางประโยคบางท่อนมาต่อกันเพื่อให้ดูสมกับข้อหาล้มล้างการปกครองมากที่สุดเท่าที่จะเป็นได้

คดีนี้เดิมพรรคก้าวไกลจะต้องยื่นคำชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรต่อศาลรัฐธรรมนูญ ภายในวันที่ 28 กรกฎาคมนี้ แต่ศาลอนุญาตให้ขยายระยะเวลาการยื่นคำชี้แจงอีก 30 วัน เป็นวันที่ 27 สิงหาคม 2566

พรรคก้าวไกลยืนยันว่า เราสามารถชี้แจงทุกประเด็นที่ถูกกล่าวหาได้อย่างมั่นใจ โดยยึดหลักการว่าการแก้ไขมาตรา 112 เป็นสิ่งที่กระทำมาแล้วหลายครั้งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย และจะต้องทำได้ต่อไป

เราเชื่อว่าการแก้ไขมาตรา 112 เพื่อให้กฎหมายฉบับนี้ ไม่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งทางการเมือง ปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน ไม่ใช่การล้มล้างการปกครอง ในทางตรงกันข้าม จะช่วยส่งเสริมให้ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขได้อย่างมั่นคงต่อไปในอนาคต