115 คณาจารย์นิติศาสตร์ ค้านที่ ‘ประชุมรัฐสภา’ ‘โหวตนายกฯ’ ไม่ใช่ ‘ญัตติ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554355

24 ก.ค. 2566

115 คณาจารย์นิติศาสตร์ ค้านที่ 'ประชุมรัฐสภา'  'โหวตนายกฯ' ไม่ใช่ 'ญัตติ'

‘โหวตนายกฯ’ ไม่ใช่ ‘ญัตติ’ คณาจารย์ นิติศาสตร์ กว่า 100 ชีวิต เห็นค้านที่ ‘ประชุมรัฐสภา’ ที่เห็นว่าข้อบังคับการประชุมใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ

แถลงการณ์จาก 115 คณาจารย์นิติศาสตร์ 19 สถาบัน ไม่เห็นด้วยกับมติของรัฐสภา ที่ให้ ข้อบังคับการประชุมรัฐสภาใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ จากการลงมติของรัฐสภาเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2566 ที่ผ่านมาในการตีความข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ให้ การเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 159 เป็น ญัตติ ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ 41 ซึ่งกำหนดว่า ญัตติใดตกไปแล้ว ห้ามนำญัตติซึ่งมีหลักการเช่นเดียวกันขึ้นเสนออีกในสมัยประชุมเดียวกัน การเสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรีเป็นครั้งที่สองจึงทำไม่ได้ นั้น

คณาจารย์นิติศาสตร์ตามรายชื่อข้างท้าย เห็นว่ามตินี้มีความไม่ถูกต้องตามหลักกฎหมายหลายประการ ดังจะได้กล่าวดังต่อไปนี้

1. ญัตติ ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ.2563 ข้อ 41 นั้น หมายถึง ญัตติ ตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับการประชุมรัฐสภาเท่านั้น ซึ่งข้อ 29 กำหนดว่า ญัตติทั้งหลายต้องเสนอล่วงหน้าเป็นหนังสือต่อประธานรัฐสภา และต้องมีสมาชิกรัฐสภารับรองไม่น้อยกว่าสิบคน ดังนั้น  ญัตติที่ตกไปแล้วที่เสนอซ้ำไม่ได้จึงหมายถึง ญัตติ ตามข้อ 29 ที่ต้องการ สส.รับรองเพียง 10 คน เท่านั้นเหตุผลที่ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ 41 ให้เสนอ ญัตติ ซ้ำไม่ได้ เพราะ ญัตติ ใช้เสียง สส.สนับสนุนเพียง 10 คนเท่านั้น ถ้าเสนอซ้ำๆ ได้ แม้จะตกไปแล้ว จะทำให้มีญัตติซ้ำๆ มากเกินไป ซึ่งชอบด้วยเหตุผลที่ควรจะเสนอได้เพียงครั้งเดียวในสมัยประชุมหนึ่งๆ

ส่วนการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีนั้น เป็นเรื่องที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญเป็นการเฉพาะ ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 159 วรรคสอง บัญญัติว่า ต้องมีสมาชิกรับรองไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งก็คือ 50 คน ไม่ใช่ต้องการ สส.รับรองแค่ 10 คนดังเช่นการเสนอ ญัตติ ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภาข้อ 29 ดังนั้น การเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีจึงไม่ใช่ ญัตติ ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ 41

2. ที่สำคัญคือรัฐธรรมนูญ มาตรา 159 และมาตรา 272 ไม่ได้บัญญัติไว้แต่ประการใดว่าการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีคนเดิมจะกระทำไม่ได้ ส่วนควรจะเสนอคนเดิมหรือไม่หรือจะเสนอกี่ครั้งเป็นอีกเรื่องหนึ่ง การที่รัฐสภาลงมติให้เสนอชื่อนายกรัฐมนตรีคนเดิมได้เพียงครั้งเดียว เป็นการเอาข้อบังคับการประชุมรัฐสภามาอยู่เหนือรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่อาจที่จะกระทำได้

3. ตามลำดับชั้นของกฎหมายนั้น รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด กฎหมายในลำดับต่ำกว่าไม่ว่าจะเป็นกฎหมายระดับพระราชบัญญัติซึ่งออกโดยฝ่ายนิติบัญญัติ กฎหมายลำดับรองที่ออกโดยฝ่ายบริหาร รวมถึงข้อบังคับการประชุมรัฐสภาซึ่งเป็นกฎเกณฑ์ในการประชุมของรัฐสภาและใช้กับรัฐสภาเท่านั้น ต้องไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ หาไม่แล้วย่อมใช้บังคับมิได้ ดังที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 5 ว่า “รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ หรือการกระทใด ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติหรือการกระทำนั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้” ข้อบังคับการประชุมรัฐสภาจึงจะอยู่เหนือกว่ารัฐธรรมนูญไม่ได้

4. ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องข้อบังคับการประชุมรัฐสภาข้อ 41 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ แต่เป็นปัญหาเรื่องรัฐสภาการตีความข้อบังคับของตนเองโดยขัดต่อรัฐธรรมนูญ แม้รัฐสภาจะสามารถตีความข้อบังคับของตนเองได้ตามที่กำหนดไว้ในข้อ 151 แต่ต้องเป็นการตีความข้อบังคับโดยไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพราะข้อบังคับการประชุมรัฐสภาอยู่ในลำดับชั้นกฎหมายที่ต่ำกว่ารัฐธรรมนูญ และแท้ที่จริงแล้วมติของรัฐสภาที่ตีความว่าการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 159 และมาตรา 272 อยู่ในบังคับของข้อบังคับการประชุมรัฐสภาข้อ 41 นั้นเป็นการ “ตีความรัฐธรรมนูญ” ว่ารัฐธรรมนูญมาตรา 159 และมาตรา 272 อยู่ใต้ข้อบังคับของรัฐสภา ซึ่งรัฐสภาหาได้มีอำนาจที่จะทำเช่นนั้นไม่

5. ผลของการลงมตินี้ไม่ใช่แค่เรื่องของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และพรรคก้าวไกล แต่คือบรรทัดฐานที่ผิดพลาดของรัฐสภาในการพิจารณาญัตติที่เป็นกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ ที่จากนี้ไปจะเสนอได้ครั้งเดียวทั้งหมด โดยไม่สนใจเรื่องลำดับชั้นของกฎหมาย และที่สำคัญที่สุดคือบรรทัดฐานที่เสียงข้างมากของรัฐสภาสามารถตีความข้อบังคับการประชุมของตนเองให้ใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุดได้

คณาจารย์นิติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยต่างๆ ตามรายชื่อข้างท้าย เห็นว่ามติของรัฐสภาในวันที่ 19 กรกฎาคม 2566 ที่ให้ข้อบังคับการประชุมรัฐสภาใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ เป็นการเอาการเมืองมาอยู่เหนือหลักกฎหมาย และขัดต่อรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุด จึงขอเรียกร้องให้รัฐสภายกเลิกมตินี้ หาไม่แล้วการเรียนการสอนนิติศาสตร์ในมหาวิทยาลัยต่างๆ ในเรื่องลำดับชั้นของกฎหมาย และหลักการปกครองโดยกฎหมายที่มีหลักรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด ยากที่จะดำเนินโดยปกติในประเทศไทยต่อไปได้

24 กรกฎาคม 2566

ลงนาม

1. กนกนัย ถาวรพานิช คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

2. กรกนก บัววิเชียร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

3. กรรภิรมย์ โกมลารชุน คณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

4. กรศุทธิ์ ขอพ่วงกลาง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

5. กฤษฎา ใจแก้วทิ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา

6. กฤษฎากร ว่องวุฒิกุล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

7. กฤษณ์พชร โสมณวัตร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

8. กษมา เดชรักษา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพายัพ

9. กษิดิศ อนันทนาธร มหาวิทยาลัยรามคำแหง

10. กัญจน์ศักดิ์ เพชรานนท์ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

11. กัญญารัตน์ โคตรภูเขียว คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

12. กีระเกียรติ พระทัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

13. ขรรค์เพชร ชายทวีป มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

14. เขมชาติ ตนบุญ

15. จารุประภา รักพงษ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

16. เฉลิมวุฒิ ศรีพรหม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

17. ชาคริต สิทธิเวช มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

18. ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

19. ฐิตินันท์ เต็งอำนวย คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

20. ณรงค์เดช สรุโฆษิต คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

21. ณัฏฐพร รอดเจริญ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

22. ณัฐ สุขเวชชวรกิจ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา

23. ณัฐดนัย นาจันทร์ สำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

24. ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

25. ดามร คำไตรย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น วิทยาเขตหนองคาย

26. ดิศรณ์ ลิขิตวิทยาวุฒิ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

27. ตรีเนตร สาระพงษ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

28. ต่อพงศ์ กิตติยานุพงศ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

29. ตามพงศ์ ชอบอิสระ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

30. ติณเมธ วงศ์ใหญ่ สำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

31. ทวีศักดิ์ เอื้ออมรวนิช คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

32. ทศพล ทรรศนกุลพันธ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

33. ธนภัทร ชาตินักรบ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

34. ธนรัตน์ มังคุด คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

35. ธนัญชัย ทิพยมณฑล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพายัพ

36. ธีทัต ชวิศจินดา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

37. ธีรยุทธ ปักษา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ

38. ธีรวัฒน์ ขวัญใจ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

39. นพดล ทัดระเบียบ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสุราษฎร์ธานี

40. นพร โพธิ์พัฒนชัย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

41. นวกาล สิรารุจานนท์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพายัพ

42. นวพร เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

43. นัทมน คงเจริญ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

44. นัษฐิกา ศรีพงษ์กุล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

45. นาฏนภัส เหล็กเพ็ชร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

46. นิฐิณี ทองแท้ นักวิชาการอิสระ

47. นิรมัย พิศแข มั่นจิตร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

48. นิสิต อินทมาโน อาจารย์สอนกฎหมายและนักวิชาการอิสระ

49. เนรมิตร จิตรรักษา คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์

50. บงกช ดารารัตน์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ

51. บุญญภัทร์ ชูเกียรติ คณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต

52. ปราโมทย์ เสริมศีลธรรม คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

53. ปริญญา เทวานฤมิตรกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

54. ปรีญาภรณ์ อุบลสวัสดิ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

55. ปารณ บุญช่วย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

56. ปารีณา ศรีวนิชย์ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

57. ปิยอร เปลี่ยนผดุง คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา

58. ปิยากร เลี่ยนกัตวา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

59. ปีดิเทพ อยู่ยืนยง คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

60. พงษ์พันธ์ บุปเก คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

61. พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

62. พลอยแก้ว โปราณานนท์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

63. พลอยขวัญ เหล่าอมต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา

64. พวงรัตน์ ปฐมสิริรักษ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

65. พัชร์ นิยมศิลป์ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

66. พัชราภรณ์ ตฤณวุฒิพงษ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

67. พันธุ์ทิพย์ สายสุนทร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

68. พินัย ณ นคร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

69. พีรพล เจตโรจนานนท์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

70. เพชรณพัฒน์ ศรีวุทธิยประภา​สำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

71. ภีชญา จงอุดมการณ์ สาขานิติศาสตร์ คณะสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

72. มาตาลักษณ์ เสรเมธากุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

73. มาติกา วินิจสร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

74. มาโนช สุขสังข์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

75. มุนินทร์ พงศาปาน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

76. ยศสุดา หร่ายเจริญ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

77. ยอดพล เทพสิทธา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

78. รุ่งโรจน์ สุวรรณสิชณน์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

79. ฤทธิภัฏ กัลป์ยาณภัทรศิษฏ์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

80. ลลิล ก่อวุฒิกุลรังษี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

81. วริษา องสุพันธ์กุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

82. วาทิศ โสตถิพันธุ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

83. วิทูรย์ ตลุดกำ

84. ศรัณย์ จงรักษ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร

85. ศรัณย์ พิมพ์งาม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

86. ศรีประภา เพชรมีศรี คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

87. ศุภกร ชมศิริ​มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์

88. โศภิต ชีวะพานิชย์ วิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

89. สกุนา ทิพย์รัตน์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

90. สงกรานต์ ป้องบุญจันทร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

91. สถาพร สระมาลีย์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

92. สมเกียรติ วรปัญญาอนันต์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

93. สมชาย ปรีชาศิลปกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

94. สมศักดิ์ แนบกลาง คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา

95. สหรัฐ โนทะยะ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

96. สิทธิกร ศักดิ์แสง คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี

97. สุทธิชัย งามชื่นสุวรรณ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

98. สุทธิพงษ์ บุญพอ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี

99. สุปรียา แก้วละเอียด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

100. สุรพี โพธิสาราช

101. สุรศักดิ์ บุญญานุกูลกิจ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

102. สุรศักดิ์ บุญเรือง คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

103. สุรินรัตน์ แก้วทอง คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

104. สุวิทย์ ปัญญาวงศ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา

105. เสสินา นิ่มสุวรรณ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา

106. อจิรวดี เหลาอ่อน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ

107. อภินพ อติพิบูลย์สิน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

108. อรพรรณ พนัสพัฒนา คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

109. อริศรา เหล็กคำ สำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

110. อัคคกร ไชยพงษ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี

111. อารยา สุขสม คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

112. อำนาจ ตั้งคีรีพิมาน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

113. อุดม งามเมืองสกุล มหาวิทยาลัยพะเยา

114. เอื้อการย์ โสภาคดิษฐพงษ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

115. เอื้ออารีย์ อิ้งจะนิล คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

‘ก้าวไกล’ รอคุย ‘เพื่อไทย’ ขออย่าเพิ่งรีบสรุปปล่อยมือ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554347

24 ก.ค. 2566

'ก้าวไกล' รอคุย 'เพื่อไทย' ขออย่าเพิ่งรีบสรุปปล่อยมือ

‘ชัยธวัช’ เผย รอประชุม 8 พรรคร่วมพรุ่งนี้ ฟังผลเจรจาจาก ‘เพื่อไทย’ ยืนยันจับมือกันแน่น อย่ารีบสรุปปล่อยมือ – ฉีก MOU

นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล กล่าวถึงกรณีพรรคเพื่อไทยเชิญ 5 พรรคฝ่ายตรงข้าม หารือทางออกเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ต้องรอฟังจากในที่ประชุมพรุ่งนี้ (25 ก.ค.) โดยจะมี ตนเอง นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ รองหัวหน้าพรรค และน.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค เข้าร่วม

ส่วนหลายพรรคประกาศไม่ร่วมงานกับพรรคก้าวไกล เพราะการแก้ไขม.112 นายชัยธวัช คิดว่า เคยยืนยันมาหลายครั้งแล้ว นำเรื่องยกเลิก ม.112 มาเป็นแค่ข้ออ้าง เพราะมีอุดมการณ์และแนวทางการทำงานการเมืองที่แตกต่างกัน ซึ่งอยู่ที่การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทย เป็นเจ้าภาพในการจัดตั้งรัฐบาล หาก สว. ที่พรรคเพื่อไทยไปคุย มีข้อเสนอแนะเรื่องนี้ เราก็จะรอฟังว่า รูปธรรมและรายละเอียดจะเป็นอย่างไร ส่วนจะมีการถอยในม.112 หรือไม่อยู่ที่ข้อเสนอ

เมื่อถามว่า กลัวหรือไม่ว่าสุดท้ายจะถูกปล่อยมือ  นายชัยธวัชกล่าวว่า อย่างเพิ่งรีบสรุป พรรคเพื่อไทยยังไม่ได้พูดแบบนั้น รวมถึงอย่าเพิ่งคิดไกลขนาดฉีก MOU

จากกระแสพรรคเพื่อไทยคุยพรรคขั้วรัฐบาลเดิม จะเป็นการยืมมือเพื่อเขี่ยพรรคก้าวไกลออกไปหรือไม่ นายชัยธวัช กล่าวว่า คงห้ามประชาชนไม่ให้มองแบบนั้นไม่ได้ แต่สำหรับพรรคก้าวไกลต้องรอฟังจากพรรค เพื่อไทยที่จะเสนอในวันพรุ่งนี้

เมื่อถามว่าหากที่ประชุมมีมติขับพรรคก้าวไกลออกไปเป็นฝ่ายค้าน นายชัยธวัช กล่าวว่า คงไม่มีมติเช่นนั้น จริงๆ ปัจจัยสำคัญอยู่ที่พรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทย เพราะเป็นสองพรรคที่รวมเสียงกันได้เกินกึ่งหนึ่งของสภา ส่วนการหาเสียงสนับสนุนเพิ่ม คิดว่า ได้จากเสียง สว. ด้วยเช่นกัน เพราะ คิดว่าทาง สว. ก็ไม่อยากทำให้เกิดสถานการณ์ยืดเยื้อ และมองว่าหากใช้เวลา 10 เดือน จัดตั้งรัฐบาล มองว่า อาจจะนานไป ตอนนี้ยังเชื่อว่า ถ้า 8 พรรคร่วมฯ จับมือกันแน่น การจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยเป็นไปได้อยาก 

เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่จะเกิดอะไรขึ้นกับบ้านเมือง หลังเมื่อวานนี้ (23 ก.ค.) มีมวลชนบุกไปยังพรรคเพื่อไทย นายชัยธวัชกล่าวว่า สิ่งที่ต้องกังวล คือตอนนี้ประชาชนที่เลือกตั้งแล้วก็ไม่อยากให้พรรคการเมืองที่ชนะเลือกตั้ง ทั้งอันดับ 1 และอันดับ 2 ทำให้ประชาชนผิดหวัง ส่วนกรณีที่นายกัณวีร์ สืบแสง เลขาธิการพรรคเป็นธรรม (ปธ.) เตรียมเสนอให้พรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทย ร่วมลงนาม MOU เพิ่มเติม เพื่อไม่ให้ปล่อยมือกันแม้สมการการเมืองจะเปลี่ยนไปนั้น ยังไม่ได้คุยกันเรื่องนี้

‘อดีต ส.ส.ร.’เปิดหน้าชน ซัด‘ทักษิณ’ไม่เข็ดส่งคน ตั้งรัฐบาล-เตือน สว.กลับใจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554349

24 ก.ค. 2566

‘อดีต ส.ส.ร.’เปิดหน้าชน ซัด‘ทักษิณ’ไม่เข็ดส่งคน ตั้งรัฐบาล-เตือน สว.กลับใจ

‘อดีต ส.ส.ร.’โดดป้อง‘ก้าวไกล’อย่าถอย มาตรา 112 ต้องทำการเมืองให้เป็นที่พึ่งของประชาชน แฉมีกระบวนการปล้นอำนาจรัฐ ซัด‘ทักษิณ’ ไม่เข็ดส่งคนตั้งรัฐบาล ขู่ ‘เพื่อไทย’ ห้ามย้ายขั่ว สลับข้าง-จ่อจัดการพวกโหนสถาบัน ตัวการบ่อนทำลายชาติตัวจริง

ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) นายเศวต ทินกูล อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ‘อดีตส.ส.ร.’ ปี 2550 ให้สัมภาษณ์ ถึงพรรคเพื่อไทยที่เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลในปัจจุบัน ว่า ฝากถึงพรรคเพื่อโทนี่ (นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี)

ถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาว่าไม่สำเหนียกอีกหรือ ตั้งแต่ปี 2549 ที่ไม่ว่าจะเอาใครเข้ามาเป็นรัฐบาล ก็ไม่มีใครรอด มีแต่เรื่องที่จะติดคุก มาถึงวันนี้ลุงตู่ (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี) จัดหนักให้แล้ว ยังจะเอาลูกสาวมา จึงอยากเตือนโทนี่หากพลิกขั่ว ย้ายข้าง 

อย่าลืม อุ๊งอิ๊ง ( น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวพรรคเพื่อไทย )ไปพูดอะไรกับประชาชนไว้ ว่าจะไม่ร่วมกับคนนั้นคนนี้ นี่คือการโฆษณาเพื่อการหลอกลวงประชาชน ผิดกฎหมายกกต. ถ้าไม่เชื่อที่เตือน จะจัดหนัก และติดคุก ถ้าไม่อยากติดคุกก็ไม่มีแผ่นดินจะอยู่ 

“ฝากถึงคุณโทนี่ว่ายังไม่เข็ดอีกหรือ เคยจัดหนักยุบพรรคไทยรักไทยมาแล้ว ถ้าจะเอาอีก ก็ย้ายขั่ว สลับข้างเลย จะได้รู้ว่านรกมีจริงเป็นยังไง”

ทั้งนี้ ฝากบอกพรรคก้าวไกลและด้อมส้ม อย่าถอยเรื่องอุดมการณ์ แก้ไข มาตรา112 เพื่อเห็นแก่ลาภ ยศ สรรเสริญ ตนจะมาจัดหนักยุบพรรคก้าวไกลอีก เพราะไม่ทำตามที่พูดไว้กับประชาชน ฉะนั้นต้องทำงานการเมือง เป็นที่พึ่งที่หวังของประชาชน

นายเศวต กล่าวว่าขณะนี้มีกระบวนการอั้งยี่ซ่องโจรเกิดขึ้นแล้ว หรือพวกมือมองไม่เห็น จะปกปิดการกระทำเพื่อเอาอำนาจ อธิปไตยอำนาจรัฐเพื่อปกครองประเทศ โดยวิธีการแจกกล้วยบ้าง ไลน์หลุดบ้าง จึงฝากด้อมส้มให้ช่วยขุดมา แล้วตนจะรวบรวมพยานหลักฐานและจัดการพวก อั้งยี่ซ่องโจร พวกกบฏแห่งชาติ ทำแบบนี้น่าเบื่อหน่าย อายชาวโลก อายชาวไทยประชาชนเดือดร้อน จากการกระทำพวกบ้าอำนาจ

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล กอดอำลาเพื่อนสส.พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล กอดอำลาเพื่อนสส.

นอกจากนี้ ตนจะจัดการพวกที่โหน ตนจะปกป้องสถาบันฯสุดชีวิต และจะจัดการกับพวกบ้าอำนาจอั้งยี่ซ่องโจร กระทำการ บ่อนทำลายชาติ

จ่อจัดการพวกโหนสถาบัน-บ่อนทำลายชาติตัวจริง

“จะเป็นอะไรหนักหนากับการ แก้ มาตรา 112 แค่เสนอกฎหมายเป็นเรื่องปกติมาก ดีสะอีก ผมอยากฟังว่าจะพูดอะไร สุดท้ายก็เป็นอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติ สส.และสว.ก็ยกมืออภิปรายไป ไม่ได้ จับจ้วงล่วงละเมิดอะไร สมัยนี้เป็นสมัย 5G แล้ว โลกไปถึงไหน

ผมยังกาให้ก้าวไกลเลย ผมเห็นว่าถ้าจาบจ้วงจริงผมก็ไม่เอา ไม่ใช่ว่า คนที่ไปกาก้าวไกลแล้วจะไม่เอาสถาบันฯ คนละเรื่องกัน พวกนี้มันชอบโหน และพวกนี้แหละที่บ่อนทำลายชาติตัวจริง และ ฝากถึงสภาความมั่นคงแห่งชาติ พวกอั้งยี่ซ่องโจร ผมจะกระชากหน้ากากและจัดการ” อดีต ส.ส.ร. ระบุ

พร้อมกันนี้ ‘อดีต ส.ส.ร.’ ยังฝากถึง วุฒิสมาชิก หรือ สว.ว่ารัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายสูงสุดจริง แต่เราปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่เมื่อนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เขียนรัฐธรรมนูญไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตย แต่เป็นลัทธิรัฐธรรมนูญและเป็นประชาธิปไตยเผด็จการ ระบบเผด็จการชัดๆ ในเมื่อพี่ป้อม (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) เป็นคนเสนอ ลุงตู่ เป็นคนตั้งสว. เขียนว่า สว.ใช้อำนาจอธิปไตยของประชาชน ทั้งๆ ที่ตั้งมากับมือแล้ว จะมาอ้างอำนาจอธิปไตยอะไร เพราะไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เมื่อเผด็จการตั้งก็ต้องรับใช้เผด็จการ

“ไม่ต้องไปยุ่งกับสว. ปล่อยพล.อ.ประยุทธ์ให้รักษาการไป เวลาจะซื้อกระดาษทิชชูสักมวนก็ไปขออนุญาต กกต. อยู่ไปเรื่อยๆ พวกนี้เห็นแก่ประเทศชาติบ้านเมืองไหม แล้วประชาชนจะอยู่ยังไง รู้ไหมสว.ทำอะไรกับประเทศนี้ สว.ก็ถูกทัวร์ลงทุกวัน ก็อยู่แบบนี้ไป”

เตือน สว.รีบกลับใจ

ส่วนที่พรรคเพื่อไทยต้องไปขอเสียง สว.มาสนับสนุนให้ได้ 375 นั้น นายเศวตกล่าวว่า เปลี่ยนแปลงความคิดเปลี่ยนแปลงโลก สว.ไม่มีสิทธิ์ด้วยซ้ำ โลกนี้ไม่มีหรอกให้ สว.ไปยกมือตั้งรัฐบาล แต่เมื่อเขียนลงไปในรัฐธรรมนูญปีศาจแล้ว เพราะฉะนั้นต้องกลับอกกลับใจ เห็นแก่ชาติบ้านเมือง ก็มายกมือให้กับ ฝ่ายที่มีเสียงข้างมาก

‘อดีต ส.ส.ร.’เปิดหน้าชน ซัด‘ทักษิณ’ไม่เข็ดส่งคน ตั้งรัฐบาล-เตือน สว.กลับใจ
‘อดีต ส.ส.ร.’เปิดหน้าชน ซัด‘ทักษิณ’ไม่เข็ดส่งคน ตั้งรัฐบาล-เตือน สว.กลับใจ

‘สว. ‘แบะท่า ‘เพื่อไทย’ ไม่ต้องมาเจรจา ล็อบบี้ ‘โหวตนายกฯ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554351

24 ก.ค. 2566

'สว. 'แบะท่า 'เพื่อไทย' ไม่ต้องมาเจรจา ล็อบบี้ 'โหวตนายกฯ'

‘โหวตนายกฯ’ เป็นหน้าที่ของพรรค ‘เพื่อไทย’ ต้องไปจัดการ ‘สว.’ ยัน อย่าเสียเวลามาล็อบบี้ เพราะต้องวางตัวเป็นกลางทางการเมือง

นายออน กาจกระโทก สมาชิกวุฒิสภา ยืนยันว่า พรรคเพื่อไทย ไม่จำเป็นต้องมาเจรจาเพื่อขอคะแนนเสียงสนับสนุน แคนดิเดตนายกฯหรือโหวตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย เพราะ สว.ต้องวางตัวเป็นกลาง ไม่ใช่เพราะ สว.หยิ่ง หรือยะโส แต่หากให้ สส.มาเจรจา เหมือนกับมาล็อบบี้ สว. ส่วนการประชุมวันที่ 27 กรกฎาคม มีความจำเป็นในการเลื่อนการประชุมรัฐสภา ออกไปก่อนหรือไม่พรรคเพื่อไทย ต้องคุยกันให้ตกผลึกก่อนจะลงมติ

โดยมีเงื่อนไขคือ พรรคก้าวไกล ต้องเสียสละให้บ้านเมืองเดินหน้า และตอนนี้ ต้องให้เครดิตพรรคเพื่อไทยดำเนินการ ส่วน สว.ก็จะรอดูว่า ใครจะเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี และใครจะเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ในฐานะคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง และการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมาธิการฯ เพื่อประเมินสถานการณ์และเตรียมพร้อมในการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ครั้งที่ 3 ว่า ได้มีการยกตัวอย่างหากพรรคก้าวไกล ยอมชะลอการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ไว้ สว.จะมีทิศทางการลงมติอย่างไรนั้น โดยกรรมาธิการ ได้แสดงความเห็น และมองว่า

หากผู้ที่มีความคิดในจิตสำนึก แม้จะชะลอ แต่ก็ยังเหลือความคิดที่จะทำ ทำให้กรรมาธิการส่วนหนึ่งไม่ไว้ใจ ดังนั้น จึงมองว่า หากการโหวตนายกฯหรือ จัดตั้งรัฐบาล ยังมีพรรคก้าวไกล ที่มีนโยบายในการพยายามแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ก็ยากที่จะได้รับเสียงสนับสนุนจาก สว.

ล่าสุด ผู้ตรวจการแผ่นดิน มีมติ ส่งศาลรัฐธรรมนูญ ตีความ การพิจารณาเลือกนายกฯเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคมที่ผ่านมา รัฐสภา ดำเนินการประชุม ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ หลังลงมติว่า การโหวตนายกฯ เป็นญัตติ ที่ไม่สามารถเสนอซ้ำได้ ในสมัยประชุมเดียวกัน

เส้นทาง ‘รัฐบาลข้ามขั้ว’ ฉายหนังซ้ำ พรบ.นิรโทษกรรมสุดซอย ประเมินมวลชนต่ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554343

24 ก.ค. 2566

เส้นทาง 'รัฐบาลข้ามขั้ว' ฉายหนังซ้ำ พรบ.นิรโทษกรรมสุดซอย ประเมินมวลชนต่ำ

นับถอยหลังวัน ‘โทนี่’ กลับบ้าน ‘เพื่อไทย’ เดินเกมสลัด ‘ก้าวไกล’ ตั้งรัฐบาลข้ามขั้ว เหมือนหนังฉายซ้ำ ‘สุดซอยภาค 2’ ม็อบจุดติดใครเป็นนายกฯ ก็อยู่ไม่ได้

‘รัฐบาลข้ามขั้ว’ คงไม่ใช่เรื่องไกลอีกต่อไป หลังจากที่ ‘ก้าวไกล’ ส่งไม้ต่อให้ ‘เพื่อไทย’ เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลภารกิจของพรรคแกนนำก็คือการต้องเดินหน้าเจรจาหาเสียงสนับสนุนเพิ่มเนื่องจากเงื่อนไขในรัฐธรรมนูญปี 60 คือการต้องได้เสียง 376 โหวตเห็นชอบนายกฯให้ได้

ดีลลับที่ไม่ลับอีกต่อไปเกิดขึ้นเมื่อ ‘เพื่อไทย’ ได้ชวนกลุ่มพรรคขั้วตรงข้ามมาที่ทำการพรรคเพื่อพูดคุยหาทางออกการโหวตเลือกนายก แม้ว่า ‘หมอชลน่าน’ เองจะบอกว่าเป็นเพียงการหารือถึงการโหวตนายกฯเฉยๆแต่เหตุการณ์แบบนี้มันก็ส่งสัญญาณถึง 2 นัยยะด้วยกัน คือ 1.’เพื่อไทย’ ต้องการให้พรรคเหล่านั้นพูดแทนว่าเพราะ ‘ก้าวไกล’ พรรคเดียวที่ทำให้ตั้งรัฐบาลกันไม่ได้ 2.ต้องการจะโยนหินถามทาง เช็กกระแสสังคมว่าจะยอมรับกันได้ไหม

แม้ว่าหลังจากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นสถานการณ์จากมวลชนดูเหมือนจะจุดไม่ติด คนที่ออกมาเคลื่อนไหวกดดัน’เพื่อไทย’ ก็เหมือนกับว่าจะเป็นคนหน้าเดิม แต่อย่าได้วางใจไปเหมือนสมัย พ.ร.บ.นิรโทษกรรมสุดซอย

ซึ่งหากเมื่อจับคำพูดของ ‘นายจตุพร พรหมพันธุ์’ อดีตแกนนำ นปช.ที่เรียกว่ารู้จัก ‘ทักษิณ และ เพื่อไทย’ ดีที่สุดก็ได้พูดเชิงย้อนความจำไปว่า ในช่วงสมัยการผลักดัน พ.ร.บ.นิรโทษสุดซอย ตัวนายทักษิณได้พูดในวงหารือประเมินว่า มวลชนที่ออกมาคัดค้านคงไม่เกินหมื่นคน ซึ่งนายจตุพรก็เตือนไว้แล้วว่าเหตุการณ์มันจะรุนแรงขึ้นแต่นายทักษิณไม่เชื่อจนในช่วงนั้นมีเหตุให้ต้องขัดใจกัน 

จนมาถึงตอนนี้ นายจตุพร ก็มองไม่แตกต่างกันว่าสถานการณ์ตอนนี้ดูเหมือนม็อบจะจุดไม่ติด แต่หากเมื่อไหร่ที่มีการข้ามขั้ว เชื่อได้ว่ามวลชนจะจุดติดเหมือนไฟลามทุ่งที่ไม่ใช่แค่ด้อมส้ม แต่คนที่สนับสนุนเพื่อไทยบางส่วนก็จะลงถนนออกมาคัดค้านจนเกิดวิกฤตถึงขั้นที่ทหารต้องออกมาทำรัฐประหารอีกรอบ นั่นหมายความว่า ฝันของ ‘ทักษิณ’ ที่ต้องการกลับบ้านก็ต้องเป็นหมันไปอีกรอบหนึ่ง

อย่างไรก็ตามสถานการณ์ภายในพรรคเพื่อไทยตอนนี้ต่างเต็มไปด้วยความตรึงเครียดท่ามกลางแรงกดดันในสังคม เหล่าแกนนำและแคนดิเดตนายกฯ ต่างเข้าประชุมกันรายวันเพื่อประเมินสถานกาณ์กันตลอดเวลาสุดท้ายแล้วในการโหวตนายกฯรอบนี้ ‘เพื่อไทย’ จะทิ้งไพ่สลัด ‘ก้าวไกล’ ทันทีเพื่อให้ตั้งรัฐบาลที่มีนายเศรษฐาเป็นนายกฯแบบข้ามขั้ว หรือ จะดันทุรังรักษา MOU 8 พรรคที่ร่วมกันมาต่อหรือไม่เพื่อหวังทำให้สังคมเห็นว่าฉันทำเต็มที่แล้ว คงต้องติดตามการประชุมร่วมกันของ 8 พรรคในวันพรุ่งนี้ต่อไป

งานเข้า ‘อดีต ส.ส.ร.’ ร้อง ป.ป.ช. ตรวจสอบ 395 ‘สส.-สว.’ ส่อทุจริตต่อหน้าที่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554340

24 ก.ค. 2566

งานเข้า 'อดีต ส.ส.ร.' ร้อง ป.ป.ช. ตรวจสอบ  395 'สส.-สว.' ส่อทุจริตต่อหน้าที่

อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ลุยร้อง ป.ป.ช. ให้ตรวจสอบ 395 ‘สส.-สว.’ ส่อทุจริตต่อหน้าที่ มีมติให้การ โหวตนายกฯ เป็นญัตติ ทั้งที่เป็นวาระเฉพาะ ชี้บทลงโทษจำคุก “หัวหงอกทั้งหลาย ผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลายไม่รอบคอบ ในการดำเนินการเจตนาจงใจ..”

เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2566 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) นายเศวต ทินกูล อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.)ปี 2550 ได้ไปยื่นเอกสารข้อกล่าวหาที่ ป.ป.ช. เพื่อตรวจสอบและดำเนินคดีกับ สส.และ สว. ที่ออกเสียงเห็นชอบว่า การเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีในที่ประชุมรัฐสภาเป็นญัตติ ซึ่งเป็นการขัดข้อบังคับประชุมรัฐสภาข้อที่ 41 โดยทั้งหมด 395 คน รวมถึง นายวันมูหะมัดนอร์ มะทาประธานรัฐสภา ที่รู้เห็นเป็นใจให้กระทำการดังกล่าว โดยมีนายพิศิษฐ์ พัฒนกิจจำรูญ ผู้อำนวยการสำนักสืบสวนและกิจการพิเศษ เป็นผู้รับเอกสาร

นายเศวต ระบุว่า การประชุมรัฐสภาเพื่อให้ความเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่กลับบิดเบือนโดยทุจริตต่อหน้าที่รู้เห็นเป็นใจ เห็นชอบว่าเป็นญัตติซ้ำ ขัดต่อข้อบังคับมาตรา 41 ดังนั้นการเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องทำตามกฎหมายอย่างละเอียดรอบคอบ ตั้งแต่ รัฐธรรมนูญที่บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะในมาตรา 159 ประกอบรัฐธรรมนูญมาตรา 272 และ ประกอบด้วยข้อบังคับการประชุมรัฐสภาหมวด9 ที่บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะในการเลือกนายกรัฐมนตรี 

นายเศวต ทินกูล อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ อดีต ส.ส.ร. ปี 2550นายเศวต ทินกูล อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ อดีต ส.ส.ร. ปี 2550

แต่เมื่อทั้ง สส. และ สว. มีเจตนาจงใจไม่ทำตามกฎหมาย ก็มีความผิดตามกฎหมายป.ป.ช. มาตรา 4 เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทุจริตต่อหน้าที่มีบทลงโทษจำคุก

“หัวหงอกทั้งหลาย ผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลาย ไม่รอบคอบ ในการดำเนินการเจตนาจงใจ ที่จะกระทำการทุจริตท่านต้องได้นับผลแห่งการกระทำนั้น” นายเศวต มินกุล อดีต ส.ส.ร. ระบุ

งานเข้า 'อดีต ส.ส.ร.' ร้อง ป.ป.ช. ตรวจสอบ  395 'สส.-สว.' ส่อทุจริตต่อหน้าที่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 ก.ค.2566 เมื่อพรรคเพื่อไทยเสนอให้โหวตนายกรอบ2 ด้วยการเสนอชื่อ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 แต่การประชุมสภาในวันนั้น มี ‘วันนอร์’ เป็นประธานสภา กลับเปิดให้มีการอภิปรายฯตามข้อท้วงติงของสมาชิรัฐสภา ว่า การโหวตนายกรัฐมนตรี ขัดกับข้อบังคับประชุมรัฐสภาข้อที่ 41 จากนั้นได้มีการโหวตเปิดผล มีผลให้ไม่สามารถเสนอชื่อนายพิธา เป็นนายกฯในการโหวตนายกฯครั้งที่2 ได้

‘ผู้ตรวจการแผ่นดิน’ ถก คำร้องส่งศาล รธน. ชี้ขาดมติสภาห้ามชง ‘พิธา’ ซ้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554337

24 ก.ค. 2566

‘ผู้ตรวจการแผ่นดิน’ ถก คำร้องส่งศาล รธน. ชี้ขาดมติสภาห้ามชง ‘พิธา’ ซ้ำ

‘ผู้ตรวจการแผ่นดิน’ ถกด่วน คาดพิจารณาคำร้อง 2 นักวิชาการ ส่ง ศาลรัฐธรรมนูญ ตีความปมเสนอชื่อ ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ ซ้ำไม่ได้

เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2566 มีรายงานข่าวว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินได้นัดประชุมด่วนในช่วงเช้าวันนี้ เพื่อหารือวาระที่สำคัญ คาดว่าน่าจะเป็นคำร้องของ 2 นักวิชาการที่ขอให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยการลงมติของที่ประชุมรัฐสภาว่าการเสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นการเสนอญัตติซ้ำ

โดยนายพรชัย เทพปัญญา นักวิชาการอิสระ และนายบุญส่ง ชเลธร อาจารย์คณะนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 เข้าชื่อเพื่อขอให้เสนอเรื่องพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาวินิจฉัยว่าการที่ที่ประชุมรัฐสภา ในวันที่ 19 ก.ค. มีมติว่าการเสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เพื่อให้สมาชิกรัฐสภาลงมติเป็นนายกรัฐมนตรี ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2563 ข้อที่ 41 เป็นการเสนอญัตติซ้ำนั้น เป็นการกระทำที่ละเมิดต่อสิทธิและเสรีภาพตามที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้หรือไม่ และหากศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้อง ก็ขอให้มีคำสั่งไปยังที่ประชุมรัฐสภาให้ยุติการเลือกนายกรัฐมนตรีออกไปก่อนจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย

ทั้งนี้คำร้องของนักวิชาการทั้ง 2 ระบุด้วยว่าว่า การลงมติของที่ประชุมรัฐสภาว่าไม่สามารถเสนอชื่อนายพิธาซ้ำได้เนื่องจากเป็นการเสนอญัตติซ้ำ โดยอ้างข้อบังคับการประชุมรัฐสภาข้อที่ 41 มองว่ารัฐธรรมนูญกำหนดการเลือกนายกรัฐมนตรีไว้เป็นการเฉพาะตามรัฐธรรมนูญมาตรา 159 ประกอบมาตรา 272 และตราบใดที่กระบวนการเลือกเลือกนายกฯยังไม่เสร็จสิ้น ผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีย่อมสามารถถูกเสนอชื่อได้เรื่อยๆ

ดังนั้นมติที่ประชุมรัฐสภาจึงเท่ากับรัฐธรรมนูญถูกละเมิดโดยข้อบังคับการประชุมรัฐสภาข้อ 41 หรือไม่ จึงขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

ทั้งนี้ในเวลาประมาณ 14:30 น ผู้ตรวจการแผ่นดินจะมีการแถลงผลการประชุม

สำหรับการเลือกนายกรัฐมนตรี ครั้งที่ 3 นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ได้นัดลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่ 27 ก.ค. 2566

‘ชลน่าน’ ไม่ตอบปมหลายฝ่ายแนะตัด ‘ก้าวไกล’ มองประเทศต้องมีรัฐบาล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554336

24 ก.ค. 2566

'ชลน่าน' ไม่ตอบปมหลายฝ่ายแนะตัด 'ก้าวไกล' มองประเทศต้องมีรัฐบาล

‘ชลน่าน’ ปัดตอบ สส.-สว.แนะตัด ‘ก้าวไกล’ ออกจากพรรคร่วม รับทัวร์ลงเป็นเรื่องปกติ มองประเทศรอไม่ได้เพราะวิกฤติเศรษฐกิจ-สังคมรออยู่

วันที่ 24 ก.ค.  นพ. ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงความคืบหน้า ในการพูดคุยเพื่อรวบรวมเสียงสมาชิกวุฒิสภา(สว.) เพื่อจัดตั้งรัฐบาล ระบุว่า จะมีการส่งตัวแทนไปพูดคุยกับ สว. โดยตนเองได้ทำหน้าที่ให้พูดคุยกับ สว. ที่รู้จัก โดย ในการพูดคุยกับ 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลในวันพรุ่งนี้ (25 ก.ค.) หากเป็นไปตามที่คุยกัน วาระสำคัญที่ให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำไปดำเนินการ สิ่งที่เรานำเสนอจะได้คำตอบว่า สว. มีความเห็นอย่างไร มีเงื่อนไขอะไรในการจัดตั้งรัฐบาล และจะนำเสนอให้ที่ประชุมทราบในประเด็นที่รับมา

ส่วนกรณีที่ สว.หลายคนออกมาให้ความเห็นว่า หากไม่มีพรรคก้าวไกล จะโหวตนายกรัฐมนตรีให้ กับแคนดิเดตของพรรคเพื่อไทย นพ.ชลน่าน เผยว่า ก็เป็นความคิดเห็นของ สว. แต่ละคน ซึ่งเราจะนำมาเป็นข้อมูลในการพูดคุยกับที่ประชุม ส่วนตัวได้ประสาน สว. แล้วแต่ไม่มาก เพราะประสานแต่ สส.ซึ่งหลายท่านไม่ยึด ว่าใครจะเป็นนายกฯ เพียงแต่ปฏิเสธพรรคก้าวไกลเท่านั้น

เมื่อถามถึงแนวทางข้อเสนอที่ให้รออีก 10 เดือนหวังให้ สว. หมดอำนาจลง  แล้วจึงค่อยจัดตั้งรัฐบาล นพ.ชลน่านระบุว่า ข้อเสนอนี้ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์พอสมควรแต่ก็เป็นแนวทาง แต่สิ่งที่เราต้องดูในรายละเอียดจะเป็นแบบที่เราคาดหวังหรือไม่ก็เป็นไปตามกระบวนการ แต่ในระบบรัฐสภาเรามีหนึ่งเสียง ชนะสองเสียงไม่ได้ 

ทั้งนี้ นพ.ชลน่าน กล่าวย้ำว่า สส. หนึ่งคนมีสิทธิ์เท่ากันหากคิดแบบโลกสวยยังมีหลายมิติ หากเราไม่พูดคุยแล้วยังแพ็คกันแน่นคนอื่นเขาก็มีวิธีคิดเช่นกัน หากเสียงฝั่งข้างน้อย ได้คะแนนเกินครึ่งหนึ่งในรัฐสภา เราทำอะไรไม่ได้ก็ต้องยอมรับผล แม้แต่การเสนอชื่อ นายกฯ ถ้าเราแพ้เราก็ต้องยอมรับ ทั้งนี้ประเทศไม่สามารถรอได้ เพราะมีวิกฤตเศรษฐกิจและสังคม 

เมื่อถามถึงความเป็นได้ที่จะพิจารณาความเห็นของ นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ที่ระบุว่าหากไม่พร้อมเสนอนายกฯ ให้เลื่อนออกไปก่อน นพ. ชลน่านระบุว่า การเลื่อนประชุมเป็นอำนาจของประธานรัฐสภาและวิปทั้ง 3 ฝ่ายที่จะมีการประชุมในวันพรุ่งนี้ ซึ่งหากมีความชัดเจนแล้วจะนำเข้าที่ประชุม 8 พรรคร่วมในวันพรุ่งนี้เราขอเดินตามกรอบเวลาที่กำหนด 

ส่วนสมการในการจัดตั้งรัฐบาลในขณะนี้ยังมีพรรคก้าวไกลอยู่หรือไม่ หลังจากหลายพรรคมีข้อเสนอว่าจะโหวตนายกรัฐมนตรีให้กับพรรคเพื่อไทยหากไม่มีพรรคก้าวไกลในการร่วมจัดตั้งรัฐบาลแล้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทยระบุว่า เรามีหน้าที่สรุปข้อมูลที่ได้มาเข้าสู่การประชุม 8 พรรคร่วมซึ่งผลจะออกมาอย่างไรก็อยู่ที่ผลสรุปของที่ประชุม 

เมื่อถามว่า หากพรรคอันดับหนึ่งและพรรคอันดับสอง ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้จะเป็นอย่างไร จะส่งต่อให้พรรคอันดับที่สามหรือไม่ นพ. ชลน่าน เผยว่า ก็เป็นทางเลือกหนึ่งแต่จะเป็นการเปิดช่องให้รัฐบาลเสียงข้างน้อยในการจัดตั้งรัฐบาล แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องรอผลสรุปของการประชุม 8 พรรคร่วมที่จะมีการประชุมในวันพรุ่งนี้ 

ส่วนกระแสข่าวในโซเชียลมีเดียที่มีการพูดถึง การที่ตนเองจะลาออกหากพรรคเพื่อไทยร่วมกับพรรคฝ่ายรัฐบาลเดิม นพ. ชลน่านระบุว่า ก็เป็นความชอบธรรมเป็นเรื่องธรรมดาที่ประชาชนจะทวงถามแต่ทั้งนี้ต้องดูจังหวะและเวลาที่เกิดขึ้น

เสรี – กิตติศักดิ์ พร้อมโหวตเลือกนายกรอบ 3 ย้ำต้องไม่มี ก้าวไกล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554335

24 ก.ค. 2566

เสรี - กิตติศักดิ์ พร้อมโหวตเลือกนายกรอบ 3 ย้ำต้องไม่มี ก้าวไกล

ปมการเมืองยังร้อนแรง สถานการณ์จ่อโหวตนายกฯรอบ 3 เสรี -กิตติศักดิ์ พร้อมทำตามระเบียบ ร่วมโหวตนายกรอบ 3 ย้ำหนักแน่น ต้องไม่มีก้าวไกล หรือ แตะต้องสถานบัน

สถานการณ์การเมืองร้อนแรง ใกล้เข้าถึงวันเลือกนายกรัฐมนตรี วันที่ 27 ก.ค. นี้ ที่อาคารรัฐสภา ฝั่งวุฒิสภา นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นการที่จะมีการตรวจเลือกนายกรัฐมนตรีรอบที่ 3 ตามการนัดหมายของประธานรัฐสภาในวันที่ 27 ก.คที่จะถึงนี้ ซึ่งหากจะเป็นขั้วใหม่ที่ไม่มีก้าวไกลอยู่ในพรรคร่วมการเมืองด้วยว่า

นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภานายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา

ก็จะเข้าสู่ระบบการเห็นชอบตามปกติที่ไม่ปกติเพราะที่ผ่านมาพรรคก้าวไกลยืนยันมาตลอดว่าจะแก้ม. 112 ซึ่งเป็นเพียงข้ออ้างหรือจุดเริ่มต้นเพราะในข้อเท็จจริงแล้วสิ่งที่ต้องการมันไปไกลกว่านั้น ดังนั้นพรรคการเมืองใดก็ตามที่จะตั้งรัฐบาล ก็ให้ไปรวมพรรคกันให้ดี แล้วก็อย่าไปแตะหรืออย่าไปยุ่งกับสถาบัน เชื่อว่าวุฒิสภาพร้อมที่จะสนับสนุน

นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา

ด้าน นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา ให้ความเห็นว่า ถ้าไม่มีผักก้าวไกลอยู่ในการร่วมรัฐบาลที่กำลังจะตั้งขึ้นใหม่ส่วนตัวก็พร้อมจะโหวตให้เพราะไม่เช่นนั้นแล้วบ้านเมืองจะเดินไปไม่ได้ บ้านเมืองต้องมีนายกรัฐมนตรี มีรัฐบาล ส่วนรัฐบาลที่จะจัดตั้งโดยที่ไม่มีก้าวไกลนั้น ถ้าจัดตั้งได้ขึ้นจริง ก็ต้องขอออกตัวไว้ก่อนว่าเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง วุฒิสภา ถ้ามีการจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมาเกรงจะถูกมองว่า วุฒิสภา เข้าไปมีส่วนร่วม และยืนยันว่าถ้าไม่มีก้าวไกลแล้วจะเป็นแคนดิเดตคนใดก็ได้ส่วนตัวพร้อมยกมือโหวตให้ และต้องยืนยันอีกครั้งว่าไม่ได้มีธงเลือกคนใดคนหนึ่ง

เรืองไกร ร่อนหนังสือถึง ป.ป.ช.สอบทรัพย์สิน 6 สว.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554334

24 ก.ค. 2566

เรืองไกร ร่อนหนังสือถึง ป.ป.ช.สอบทรัพย์สิน 6 สว.

เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส่งหนังสือถึง ป.ป.ช. หลังพบความผิดปกติการยื่นบัญชีทรัพย์สิน 6 สว. ตรวจสอบพบเป็นกลุ่มที่ยกมือโหวตให้พิธา

ปมร้อนการเมืองมีประเด็นต่อเนื่อง อีกเรื่องที่ต้องจับตา นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ ได้แจ้งว่า ได้ทำการตรวจสอบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของสมาชิกวุฒิสภาที่ยื่นไว้ตั้งแต่วันที่ 24 พ.ค. 2562 และได้พบว่า มี 6 รายที่ควรขอให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบว่าบัญชีที่ยื่นไว้นั้นเข้าข่ายตามความใน พ.ร.ป. ป.ป.ช. 2561 มาตรา 114 วรรคหนึ่ง หรือไม่ 

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ

และมีการนำรายได้ที่แจ้งหรือไม่ได้แจ้งต่อ ป.ป.ช. ไปชำระภาษีให้แก่กรมสรรพากรโดยถูกต้องหรือไม่ โดยทั้ง 6 รายมีข้อเท็จจริงที่ขอให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบ ดังนี้

1. ไกรสิทธิ์  ตันติศิรินทร์ ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินกรณีเข้ารับตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2562 ซึ่งในส่วนของคู่สมรสแจ้งว่ามีรายได้ค่าเช่าอาคาร 300,000 บาทต่อปี โดยในบัญชีโรงเรือนมีรายการเดียวที่แจ้งเป็นของคู่สมรสคือคอนโดมิเนียม ขนาด 50 ตารางเมตร มูลค่า 3,000,000 บาท 
 

กรณีดังกล่าวจึงขอให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบว่ารายได้ค่าเช่าอาคาร 300,000 บาทต่อปี มาจากคอนโดมิเนียม ขนาด 50 ตารางเมตรหรือไม่ และรายได้ค่าเช่าอาคารดังกล่าวมีการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่

2. ซากีย์ พิทักษ์คุมพล ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินกรณีเข้ารับตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2562 ซึ่งในส่วนของตนเองมีรายได้ค่าเช่าช่วงต่อ 240,000 บาทต่อปี และส่วนของคู่สมรสแจ้งว่ามีรายได้จากการเปิดคลินิก 500,000 บาทต่อปี โดยไม่มีการแสดงรายจ่ายค่าเช่าไว้แต่อย่างใด และของคู่สมรสไม่พบการแจ้งรายการอุปกรณ์ที่ใช้ในการประกอบคลินิกไว้ในรายการทรัพย์สินอื่น 

กรณีดังกล่าวจึงขอให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบว่าทรัพย์สินที่เช่าคืออะไร รายจ่ายค่าเช่าควรมีหรือไม่ และสถานที่และอุปกรณ์ที่ใช้ในการประกอบคลินิกควรมีหรือไม่ และรายได้ค่าเช่าช่วงต่อกับรายได้จากการเปิดคลินิกดังกล่าวมีการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือไม่

3. พล.ต.ท. จิตติ หรือ พล.ต.ท. ณัฏฐวัฒก์ รอดบางยาง ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินกรณีเข้ารับตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2562 ซึ่งในส่วนของตนเองแจ้งว่ามีรายได้เงินประจำตำแหน่ง 854,760 บาทต่อปี เงินเพิ่ม 507,960 บาทต่อปี บวกแล้วได้ 1,362,720 บาท แต่แจ้งรายได้รวม 1,425,600 บาทต่อปี จึงมีผลต่างในส่วนรายได้ที่แตกต่างกัน 62,880 บาทต่อปี และในส่วนของคู่สมรสแจ้งว่ามีรายได้เงินประจำตำแหน่ง 450,000 บาทต่อปี แต่แจ้งรายได้รวม 2,250,000 บาทต่อปี จึงมีผลต่างในส่วนรายได้ 1,600,000 บาท 

กรณีดังกล่าวจึงขอให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบว่าผลต่างของรายได้ 62,880 บาท และ 1,600,000 บาทคืออะไร นอกจากนี้ ขอให้ตรวจสอบรายการหนี้สินอื่นของคู่สมรสที่แจ้งไว้ 2 รายการ รวม 35,000,000 บาท มีดอกเบี้ยจ่ายหรือไม่ และมีการแจ้งรายจ่ายค่าดอกเบี้ยหรือไม่

4. พิศาล มาณวพัฒน์ ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินกรณีเข้ารับตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2562 ซึ่งแจ้งว่ามีรายได้ ส.ว. 1,362,720 บาทต่อปี และรายได้บำนาญ 612,867.60 บาทต่อปี โดยไม่ได้แจ้งรายจ่ายไว้แต่อย่างใด 

กรณีดังกล่าวจึงขอให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบว่ามีรายจ่ายใดที่ควรแจ้งให้ ป.ป.ช. ทราบหรือไม่ หากไม่มีรายจ่ายเลย มีใครออกค่าใช้จ่ายในแต่ละปีให้หรือไม่ จำนวนเท่าใด (ทั้งนี้ พิศาล มาณวพัฒน์ แจ้งว่าไม่มีคู่สมรส)

5. วุฒิพันธุ์ วิชัยรัตน์ ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินกรณีเข้ารับตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2562 ซึ่งแจ้งว่ามีรายได้ ส.ว. 1,495,641.72 บาทต่อปี และรายได้บำนาญ 578,193.60 บาทต่อปี โดยแจ้งว่ามีคู่สมรส แต่กลับไม่แจ้งรายได้และรายจ่ายของคู่สมรสไว้เลย 

กรณีดังกล่าวจึงขอให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบว่าคู่สมรสมีรายได้และรายจ่ายใดที่ควรแจ้งให้ ป.ป.ช. ทราบหรือไม่ 

6. ประภาศรี สุฉันทบุตร ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินกรณีเข้ารับตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2562 ซึ่งแจ้งว่ามีรายได้ประจำเป็นเงินเดือนจาก บจก.โรงพยาบาลมุกดาหารอินเตอร์เนชั่นแนล 3,600,000 บาทต่อปี รายได้ค่าเช่าที่ดิน ต.สำราญ อ.เมืองมุกดาหาร จ.มุกดาหาร 480,000 บาทต่อปี และรายได้จากเงินปันผลจากกิจการ 8,422,579 บาทต่อปี รวมรายได้ 12,502,579 บาทต่อปี แต่ทำไมกลับไม่มีการแจ้งรายได้จากตำแหน่ง ส.ว. ไว้ และในส่วนของรายจ่าย แจ้งค่าใช้จ่ายทางภาษี 678,500 บาท 

กรณีดังกล่าวจึงขอให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบว่าแจ้งค่าใช้จ่ายทางภาษี 678,500 บาท สอดคล้องกับรายได้หรือไม่ เพราะรายการเงินปันผลจากกิจการ ถ้าถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 10 ตามประมวลรัษฎากร น่าจะเท่ากับ 842,257.90 บาท ซึ่งค่าใช้จ่ายทางภาษีที่แจ้งไว้จะครบถ้วนหรือไม่ 

นอกจากนี้ ในรายการสิทธิและสัมปทานซึ่งมีแจ้งไว้ 2 รายการ คือ สิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุของตนเอง รวม 63,580,000 บาท และสิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุของคู่สมรส รวม 30,505,000 บาท ซึ่งสิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุของตนเอง ในหน้าบัญชีรวมกลับแจ้งไว้รวม 67,321,600 บาท เกิดผลต่าง 3,741,600 บาท 

กรณีดังกล่าวจึงขอให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบว่าการแจ้งรายการสิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ หรือมีการปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบหรือไม่

ซึ่งนายเรื่องได้ทำการส่งหนังสือไปถึง ป.ป.ช. แล้ว ทางไปรษณีย์ EMS เป็นที่เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ยังมีรายงานเพิ่มเติมว่า รายชื่อของ 6 วุฒิสภาที่นายเรืองไกร ตรวจสอบนั้น เป็น 6 ใน 13 รายชื่อ ที่ได้โหวตรองรับนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ให้เป็ยนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 13 ก.ค. ที่ผ่านมา