ส่องธุรกิจ ‘สิริน สงวนสิน’ 2 บริษัทดัง ควบ นักการเมืองหนุ่ม ไฟแรง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/552325

29 มิ.ย. 2566

ส่องธุรกิจ 'สิริน สงวนสิน' 2 บริษัทดัง ควบ นักการเมืองหนุ่ม ไฟแรง

ทำความรู้จัก ‘สิริน สงวนสิน’ ที่ไม่ได้เป็นแค่ สส.หนุ่มไฟแรง จาก พรรคก้าวไกล แต่ยังควบ นักธุรกิจ 2 บริษัทดัง แวดวงรถยนต์

“สดใส ใส่ใจ ไม่ทิ้งอุดมการณ์” เป็นสโลแกนเปิดตัว ก่อนลงเลือกตั้ง สส. กทม. เขตตลิ่งชัน-ทวีวัฒนา พรรคก้าวไกล ของ “สิริน สงวนสิน” นักธุรกิจหนุ่มไฟแรง ที่ผันตัวมาลงสนามการเมือง จนชนะการเลือกตั้ง ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น 46,405 คะแนน

ก่อนหันมาเล่นการเมือง “สิริน” มีธุรกิจที่สานต่อจากครอบครัว แต่มีใจรักในงานการเมือง จึงตัดสินใจลงสู่สนามการเมือง ต่อสู้กับฐานการเมืองรุ่นเก่า คมชัดลึก พาไปทำความรู้จักกับ “สิริน สงวนสิน” จากนักธุรกิจหนุ่มไฟแรง ทำไมหันเหลงการเมือง

สิริน สงวนสินสิริน สงวนสิน

เปิดประวัติ สิริน สงวนสิน

สิริน สงวนสิน มีชื่อเล่นว่า ลี เป็นทายาทเซเลบคนดัง คือ ดร.ศศมณฑ์ และ ดร.สมนึก สงวนสิน แห่งบริษัท ฮอนด้า พระราม 9 จำกัด ที่มีอสังหาริมทรัพย์ทั้งในไทย สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา

     สิริน สงวนสินและครอบครัวสิริน สงวนสินและครอบครัว

ประวัติการศึกษา

  • ประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้น ที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียล
  • มัธยมศึกษาตอนปลายจาก Scotch College, Australia
  • ระดับปริญญาตรีสาขาวิชาการเงินประยุกต์ University of South Australia
  • ระดับปริญญาโท สาขาวิชาการวิเคราะห์การเงิน University of New South Wales

หลังจบการศึกษา สิริน กลับมาช่วยบริหารธุรกิจของครอบครัว โดยเป็น 1 ในผู้บริหารของ บริษัทฮอนด้า พระราม 9 จำกัด พร้อมกับเป็นสมาชิกพรรคก้าวไกล

สิริน สงวนสินสิริน สงวนสิน

บทบาทการทำงาน สิริน สงวนสิน

  • ที่ปรึกษาประธานกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน
  • อนุกรรมการสำนักการโยธา และ การวางผังเมือง กรุงเทพมหานคร
  • ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ
  • ที่ปรึกษาประธาน กต. ตร สน.ตลิ่งชัน           

การเลือกตั้ง สส. เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2566 สิริน สงวนสิน ลงสมัครรับเลือกตั้ง เขต 31 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเดิมทีแล้วเขตที่ สิริน ลง สส. นั้น เป็นเขตที่ “ทนายบิลลี่” อดีต สส.กทม.เขต 27 (ทวีวัฒนา-ตลิ่งชัน-หนองแขม) ชนะการเลือกตั้งมาก่อน กระทั่ง “ทนายบิลลี่” เริ่มตีตัวออกจากพรรค ทำให้ “สิริน” ได้เข้าเสียบเป็นว่าที่ผู้สมัคร สส.แทนทันที และชนะการเลือกตั้งในเขต 31 กรุงเทพมหานคร ซึ่งครอบคลุมพื้นที่เขตทวีวัฒนาและตลิ่งชัน รวมไปถึงศาลาธรรมสพน์ ฉิมพลี บางพรม บางระมาด และคลองชักพระ ด้วยคะแนนเสียงมากถึง 46,405 คะแนน ทิ้งห่างคู่แข่งนับหมื่นคะแนนเลยทีเดียว

สิริน สงวนสินสิริน สงวนสิน

ส่องธุรกิจ สิริน สงวนสิน

1. บริษัท ปิ่นเกล้า ฮอนด้าคาร์ส์ จำกัด

บริษัทแม่ของอาณาจักร “ฮอนด้าปิ่นเกล้ากรุ๊ป” จดทะเบียนเมื่อวันที่ 8 ก.ย. 2532 ทุนปัจจุบัน 5 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่ 22 ถนนบรมราชชนนี แขวงฉิมพลี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร วัตถุประสงค์ที่ส่งงบการเงินปีล่าสุด ศูนย์บริการรถยนต์

ปรากฏชื่อกรรมการดังนี้

  1. นายสมนึก สงวนสิน
  2. นางศศมณฑ์ สงวนสิน
  3. นายวินัย สุชาติล้ำพงศ์
  4. นายสิริน สงวนสิน

นำส่งงบการเงินล่าสุดเมื่อปี 2564 มีรายได้รวม 643,406,336 บาท รายจ่ายรวม 645,262,464 บาท ดอกเบี้ยจ่าย 1,411,545 บาท เสียภาษีเงินได้ 391,400 บาท ขาดทุนสุทธิ 3,659,072 บาท

สิริน สงวนสินสิริน สงวนสิน

2. บริษัท ไทเกอร์ คาร์ เรนเทิล จำกัด

จดทะเบียนเมื่อวันที่ 5 ก.ค. 2562 ทุนปัจจุบัน 3.5 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่ 819 ถนนพระราม 9 แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร วัตถุประสงค์ที่ส่งงบการเงินปีล่าสุด ให้เช่ารถยนต์นั่ง

ปรากฏชื่อกรรมการดังนี้

  1. นายสมนึก สงวนสิน
  2. นางศศมณฑ์ สงวนสิน
  3. นายสิริน สงวนสิน
  4. นายวินัย สุชาติล้ำพงศ์

นำส่งงบการเงินล่าสุดเมื่อปี 2564 มีรายได้รวม 152,604 บาท รายจ่ายรวม 872,243 บาท ขาดทุนสุทธิ 719,639 บาท

‘ประธาน กกต.’ เผยเชิญ ‘พิธา’ แจงปมถือหุ้นสื่อ เป็นอำนาจคกก.ไต่สวนฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/552300

28 มิ.ย. 2566

‘ประธาน กกต.’ เผยเชิญ ‘พิธา’ แจงปมถือหุ้นสื่อ เป็นอำนาจคกก.ไต่สวนฯ

ประธาน กกต. เผยมอบ แสวง บุญมี เลขาฯกกต. ทำตามอำนาจหน้าที่ หลังหารือคณะ สว. บอกจะเชิญ ‘พิธา’ ชี้แจงหรือไม่ เป็นอำนาจของคณะกรรมการไต่สวนฯ

ความคืบหน้าหลัง กกต.มีมติตั้งคณะกรรมการไต่สวนสืบสวน ขึ้นมาตรวจสอบกรณีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคก้าวไกล ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง และรู้ว่าไม่มีสิทธิแต่ยังลงสมัครรับเลือกตั้ง ตามมาตรา 42(3) และ มาตรา 151 พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.หรือไม่

ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างที่คณะกรรมการไต่สวนฯ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญดำเนินการสืบสวนหาข้อเท็จจริงว่ามีมูลตามความที่ปรากฎออกมาหรือไม่ 

โดยนอกจากพยานเอกสารที่เป็นบันทึกการประชุมผู้ถือหุ้นบริษัทไอทีวี จำกัด (มหาชน) คลิปเสียงบันทึกการประชุม บัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่ยื่นแจ้งต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หลักฐานการถือครองหุ้นต่างๆ แล้ว 

สิ่งสำคัญคือ การเชิญ นายพิธา ในฐานะผู้ถูกร้องมาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาด้วย เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม รวมทั้งอาจจะมีการขอเรียกพยานหลักฐานเพิ่ม ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ 

นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. กล่าวถึงการหารือร่วมกับ นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการ การพัฒนาการเมือง และการมีส่วนร่วมทางการเมือง วุฒิสภา และคณะ พร้อมรับมอบหลักฐานการถือครองหุ้นสื่อ ของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ว่า จะมอบให้ นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. พิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ ตามหลักการปฏิบัติงาน

ส่วนกระแสข่าวว่าได้ส่งหนังสือเชิญให้นายพิธาเข้ามาชี้แจงนั้น นายอิทธิพร บอกว่า ถ้าจะมีหนังสือเชิญน่าจะเป็นหนังสือเชิญที่ออกโดยคณะกรรมการสืบสวนไต่สวนฯ ที่ตั้งขึ้นตามมติที่ประชุม กกต. เมื่อ 9 มิถุนายน 2566

“เพราะขณะนี้เรื่องปมถือหุ้นสื่อ อยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมการไต่สวนชุดดังกล่าว ซึ่งจะมีอำนาจและหน้าที่ในการเชิญบุคคลมาให้ถ้อยคำหรือให้ส่งเอกสาร” ประธาน กกต. กล่าว

‘ธรรมนัส’ ดับฝัน ปารีณา โยงเสนอชื่อ สุชาติ ตันเจริญ นั่ง ‘ประธานสภา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/552299

28 มิ.ย. 2566

'ธรรมนัส' ดับฝัน ปารีณา   โยงเสนอชื่อ สุชาติ ตันเจริญ นั่ง 'ประธานสภา'

ผู้กองธรรมนัส สส.พะเยา แห่งพลังประชารัฐ ออกมาเคลื่อนไหว หลังอดีตสส. ปารีณา ไกรคุปต์ พาดพิงว่า จะเป็นผู้เสนอชื่อ ” สุชาติ ตันเจริญ” จาก เพื่อไทย เป็น “ประธานสภา” ระบุชัดไม่ขอไปเกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้ ปล่อยให้พรรตที่มีส่วนเกี่ยวข้องต่อการจัดตั้งรัฐบาลจัดการกันเอง

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร( สส.) พะเยา เขต 1 พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)   เปิดเผยว่า  การแสดงทัศนะของ  น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ อดีต สส.ราชบุรี พลังประชารัฐ  ประเด็น ” ประธานสภา” ที่โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุ “เก้าอี้ประธานสภา สุดท้ายจะเป็นของท่านสุชาติ (พ่อมดดำ)โดยมีท่านธรรมนัส เป็นผู้เสนอชื่อ”   ยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวถือเป็นความเข้าใจผิดอย่างชัดเจน เพราะแม้ตนเองจะรู้จักและเคารพนับถือ นายสุชาติ  ตันเจริญ  สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย เป็นการส่วนตัว  เพราะเคยร่วมงานการเมืองในพรรคเดียวกันมาก่อน แต่เมื่อนายสุชาติ ได้ตัดสินใจย้ายไปสังกัดพรรคเพื่อไทยแล้ว ก็ไม่เคยไปยุ่งเกี่ยว หรือพูดคุยในในประเด็นดังกล่าว เพราะถือเป็นเรื่องภายในพรรคเพื่อไทย ที่จะดำเนินการร่วมกับพรรคที่ได้คะแนนเสียงมากที่สุดในการจัดตั้งรัฐบาล

ส่วนการจัดตั้งรัฐบาล ต้องยึดมั่นในมารยาททางการเมืองที่จะต้องให้พรรคที่ได้คะแนนเสียงมากที่
ที่สุดดำเนินการจัดตั้งรัฐบาล  ที่ผ่านมาตนเองไม่เคยได้พบปะกับน.ส. ปารีณา ไกรคุปต์ อดีต สส.ราชบุรี  เป็นเวลานานกว่า 1 ปีแล้ว จึงไม่เข้าใจว่าเหตุใด มาสร้างกระแสข่าวที่ไม่เป็นความจริงเช่นนี้
ด้วยการเชื่อมโยงว่าตนรู้เห็น  หรือเกี่ยวข้องกับขั้นตอนการเสนอชื่อ  “ประธานสภา”   ยืนยันว่าไม่มีแนวคิดที่จะเข้าไปเกี่ยวข้อง

‘อดิศร’ ฉะ ‘ก้าวไกล’ ลักไก่ เสนอชื่อ ‘หมออ๋อง’ นั่ง ประธานสภา มารยาทมีไหม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/552290

28 มิ.ย. 2566

‘อดิศร’ ฉะ ‘ก้าวไกล’ ลักไก่ เสนอชื่อ 'หมออ๋อง' นั่ง ประธานสภา มารยาทมีไหม

‘อดิศร’ ฉะ ‘ก้าวไกล’ ลักไก่เสนอชื่อ ‘หมออ๋อง’ แคนดิเดตประธานสภาฯ ถามแรง มารยาทมีไหม ลั่น ถ้าตกลงไม่ได้ ก็ให้ฟรีโหวตอาจสะเทือนเก้าอี้นายกฯ

นายอดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีพรรคก้าวไกลเสนอชื่อ สส.พิษณุโลก “หมออ๋อง” นายปดิพัทธ์ สันติภาดา เป็นแคนดิเดตประธานสภาฯ ว่า เป็นการลักไก่ของพรรคก้าวไกล ขั้นตอนขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจาตำแหน่งประธานสภาฯ จะเป็นของพรรคใด แต่จู่ๆมาเสนอชื่อ นายปดิพัทธ์ เป็นประธานสภาฯ ถือว่าออฟไซด์ 

ต้องถามว่ามีมารยาทและจิตสำนึกหรือไม่ เพราะยังไม่มีข้อตกลงใดๆ ว่าตำแหน่งนี้จะเป็นของพรรคใด ยิ่งการเลื่อนวงเจรจาออกไปไม่มีกำหนด จะให้พรรคเพื่อไทยเตรียมตัวอย่างไร จะไปเจรจากับใคร

ส่วนข้อเสนอการเกลี่ยตำแหน่งรัฐมนตรีเพิ่มให้พรรคก้าวไกลเป็น 15+1 แลกกับตำแหน่งประธานสภาฯนั้น อย่าไปยุ่งกับตำแหน่งฝ่ายบริหาร เพราะคุยกันลงตัวแล้ว ถ้าจะไปปรับอะไรอีก ต้องมาคุยกับ สส.ก่อน เดี๋ยวจะมีปัญหาอีก 

ยังหวังว่าระยะเวลาที่เหลืออยู่ทั้ง 2 พรรคจะตกลงทำความเข้าใจกันได้ แต่ถ้าตกลงกันไม่ได้จริงๆ ก็ต้องปล่อยฟรีโหวตเลือกประธานสภาฯในวันที่ 4 ก.ค. 2566 เราก็จะเสนอชื่อคนของเราเองเป็นประธานสภาฯ ไม่ต้องไปยืมมือพรรคใด แต่พรรคเพื่อไทยจะเสนอชื่อใครนั้น ต้องรอให้ตกลงกันก่อนว่าตำแหน่งดังกล่าวจะเป็นของพรรคใด 

“ยอมรับว่าเป็นห่วงเช่นกัน หากมีปัญหาความขัดแย้งเรื่องการเลือกประธานสภาฯ ระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกล อาจมีปัญหาสะเทือนถึงการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีได้ เป็นการตีหัวปลา สะเทือนหัวนาค”นายอดิศร กล่าว

อดีตประธานสภา เตือนสติ 2 พรรค ‘ก้าวไกล-เพื่อไทย’ ยึดตามอำเภอใจ ปัญหาไม่จบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/552280

28 มิ.ย. 2566

อดีตประธานสภา เตือนสติ 2 พรรค 'ก้าวไกล-เพื่อไทย' ยึดตามอำเภอใจ ปัญหาไม่จบ

อดีตประธานสภาเตือนสติ ‘ก้าวไกล-เพื่อไทย’ปมขัดแย้งชิง ‘ประธานสภา’ หากเอาทุกอย่างตามอำเภอใจปัญหาไม่จบ แนะ 2 พรรค หารือกันใกล้ชิด เข้าใจบทบาท หน้าที่ เชื่อหากพลาดตำแหน่ง ประธานสภาฯไม่ใช่พลาดนายกฯ เหตุไม่เกี่ยวข้องกัน

นายชวน หลีกภัย อดีตประธานรัฐสภา ให้สัมภาษณ์ผ่านทีวีรัฐสภา ในรายการ 91 ปี ก้าวแห่งความมั่นคงรัฐสภาไทย เนื่องในวันสถาปนารัฐสภา วันที่ 28 มิ.ย.2566 ว่า ตำแหน่งประมุขของสภานิติบัญญัติมีความสำคัญ เพราะเป็น 1 ใน 3 ของอำนาจอธิปไตย ซึ่งตำแหน่งประธานสภาฯ นั้นสภาฯ จะเป็นผู้เลือก โดยยึดดุลยพินิจของสส.

ที่ผ่านมาเคยมีกรณีที่ ประธานสภาฯ ไม่ได้มาจากพรรคอันดับหนึ่ง เพราะเป็นข้อตกลงของพรรคร่วม บางครั้งที่ผลเลือกตั้งออกมา พบว่าพรรคการเมืองมีคะแนนเสียงใกล้เคียงกัน สามารถตกลงกันได้ว่าใครจะเป็นนายกฯ หรือ ประธานสภา 

แต่ที่ผ่านมา พบว่าพรรคการเมืองที่ได้เสียงใกล้เคียงกัน จะไม่ร่วมเป็นรัฐบาลเพราะจะทะเลาะกันเหมือนปัจจุบัน ทั้งนี้ใครที่ได้เสียงข้างมากชัดเจน สามารถตกลงได้ว่าได้เป็นนายกฯและประธานสภาฯ

เมื่อถามว่าขณะนี้เสียงของพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทยที่ใกล้เคียงกันทำให้เกิดความไม่ชัดเจน นายชวน กล่าวว่า ถือเป็นประสบการณ์ตั้งรัฐบาล ในฐานะที่ตนเคยเป็นทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านมาหลายสมัย ปกติการตกลงร่วมกันจะใช้ตำแหน่งนายกฯ เป็นสำคัญ เพราะจะง่ายต่อการแบ่งปันตำแหน่ง 

ทั้งนี้การตั้งรัฐบาลในปัจจุบันตนมองว่าง่ายกว่าในอดีต เพราะมีเพียง 8 พรรคการเมือง ขณะเดียวกันมีเพียง 2 พรรคเท่านั้นที่รวมเสียงได้เกินครึ่ง แต่เที่ยวนี้ดูแล้วมีปัญหา เพราะมีประเด็นความต้องการประธานสภาฯ และ ตำแหน่งนายกฯ ซึ่งเขามีเหตุผลและเป็นปกติที่เป็นไปได้ แต่หากเอาทุกอย่างปัญหาไม่จบ

ต่อข้อถามว่าพรรคก้าวไกล กังวลว่าหากไม่ได้ประธานสภาฯ จะผลักดันกฎหมายของตนเองไม่ได้ นายชวน กล่าวว่า ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เพราะประธานสภาฯ ไม่สามารถทำตามอำเภอใจ หรือทำสิ่งที่ขัดกับข้อบังคับการประชุมได้ ส่วนที่ระบุว่าหากไม่ได้ประธานสภาฯ จะไม่ได้ตำแหน่งนายกฯนั้นก็ไม่จริง

เพราะการเลือกนายกฯ ต้องลงมติจากสมาชิก ซึ่งประธานสภาฯ ต้องดำเนินการตามมติของสภาฯ ไม่สามารถเปลี่ยนคนได้ ประธานสภาฯจะเกี่ยง ถ่วง หรือเสนอชื่อคนอื่นไม่ได้ ดังนั้นหากไม่ได้ตำแหน่งประธานสภาฯ ตำแหน่งนายกฯ จะมีปัญหา นั้นไม่เกี่ยวกัน อีกทั้งการผลักดันกฎหมาย ประธานสภาฯ ไม่สามารถทำตามอำเภอใจว่าจะเอากฎหมายของใครขึ้นมาพิจารณาก่อนได้ ต้องเป็นไปตามลำดับการเสนอจากสมาชิก หากจะเปลี่ยนวาระต้องขอมติจากที่ประชุม ไม่ใช่อำนาจของประธานสภาฯ

“ฝ่ายที่ตั้งรัฐบาล ไม่ใช่เอาทุกอย่างเป็นของตนเอง ต้องต่อรอง เพราะนอกจากเรื่องนี้ยังมีการต่อรองอื่นๆ เช่นกระทรวง ผมมองว่าหากเขาสามารถพูดคุยกันอย่างใกล้ชิด และเข้าใจภาระกิจบทบาทหน้าที่ การแบ่งอำนาจ จะทำให้เกิดความขัดแย้งน้อยลง แต่ที่มีความขัดแย้งมาก เพราะไม่เข้าใจหลายเรื่อง” นายชวน กล่าว

นายชวน กล่าวอีกว่าพรรคที่ต้องการเสนอร่างกฎหมาย 100 ฉบับ เขาสามารถผลักดันได้ โดยใช้ช่องเป็นกฎหมายของรัฐบาล เพราะตามข้อบังคับกฎหมายของรัฐบาลจะบรรจุเป็นเรื่องด่วน โดยสมัยสภาฯ ที่ผ่านมา พบว่ารางกฎหมายที่รัฐบาลเสนอไม่มีค้าง แต่กฎหมายของฝ่ายค้านค้างจำนวนมาก ซึ่งเป็นปกติของการปกครอง หากเสนอร่างกฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับกฎหมายหรือนโยบายของรัฐบาล ที่ต้องคำนึงถึงความเป็นไปได้ และงบประมาณ

“สำหรับปัญหาของพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทย ผมมองว่าหากเข้าใจบทบาทสภาฯ จะทำให้มีข้อยุติง่าย แต่หากไม่เข้าใจและมองว่าประธานสภาฯบันดาลให้ใครเป็นนายกฯ ก็ได้ แบบนี้หารือกันยาก หากไม่แน่ใจว่า การตั้งนายกฯ จะผ่านหรือไม่ หากไม่ผ่านเขาไม่ได้ทั้งนายกฯ และประธานสภาฯจนกลายเป็นความวิตก ผมมองว่าหาก 2 ฝ่ายหารือกันอย่างใกล้ชิด จะทำให้คุยกันได้ง่าย ดังนั้นปัญหาของประธานสภาฯ ควรยุติด้วยการศึกษา เข้าใจ ในบทบาท อำนาจ หน้าที่ ทุกฝ่ายไม่สามารถเอาอะไรได้ตามมอำเภอใจทุกอย่าง ซึ่งที่ผ่านมาการตั้งประธานสภาฯ ไม่มีปัญหา แต่สมัยนี้มีปัญหา” นายชวน กล่าว

นายชวน กล่าวถึงสเปคบุคคลที่จะเป็นประธานสภาฯ ว่า ไม่ว่าจะเป็นใครต้องเตรียมตัว ศึกษากฎเกณฑ์ ข้อบังคับและระเบียบ คนที่ได้เป็นประธานสภาฯ ต้องลาออกจากตำแหน่งในพรรคการเมือง เพื่อไม่ให้เกี่ยวข้องกับพรรคตัวเอง หากพรรคเลือกคนของตัวเองเข้ามาเพื่อให้เลือกปฏิบัติก็ไม่สามารถทำได้

“พรรคที่เลือกตัวแทนเข้ามา ต้องเลือกคนที่เป็นหน้าตาให้พรรค เพราะเลือกคนที่จะมาเป็นหัวหน้าของ 500 คนในสภาฯ ดังนั้นพฤติกรรม นิสัยใจคอ ต้องแสดงให้เห็นว่าเป็นตัวแทนของฝ่ายนิติบัญญัติ พรรคการเมืองต้องเลือกคนที่เข้ามาเพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมาย รวมถึงต้องคำนึงด้วยว่าจะทำให้การเมืองในระบอบประชาธิปไตยเป็นไปในทิศทางบวกหรือลบ” นายชวน กล่าว

2 ก.ค. คาดประชุม 8 พรรคร่วมตั้งรัฐบาล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าปมตำแหน่งประธานสภา เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้พรรคก้าวไกลแจ้ง 7 พรรคร่วมตั้งรัฐบาลใหม่ ขอเลื่อนการประชุมจัดตั้งรัฐบาลออกไปก่อน ล่าสุดรายงานข่าวแจ้งว่า 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล นัดประชุมวันอาทิตย์ที่ 2 ก.ค. 2566 

วงใน ‘เพื่อไทย’ เปิดสูตรใหม่ 15+1 / 13+1 ยุติเก้าอี้ ‘ประธานสภา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/552277

28 มิ.ย. 2566

วงใน 'เพื่อไทย' เปิดสูตรใหม่ 15+1  / 13+1  ยุติเก้าอี้  'ประธานสภา'

วงในพรรค “เพื่อไทย” เปิดโมเดลใหม่ ยุติปัญหาตำแหน่ง “ประธานสภา” โดยฝั่งพรรคเสียงเป็นอันดับ 2 จะเสนอ สูตรใหม่ ขอ 13 รัฐมนตรี บวก 1 ประธานสภา และให้โควตากับพรรคก้าวไกล 15 รัฐมนตรี และ 1 นายกรัฐมนตรี เชื่อหากเป็นสูตรนี้ ไม่มีฝ่ายใดเสียหน้า

แหล่งข่าวจากพรรคเพื่อไทย  เปิดเผยว่า  ปัญหาในตำแหน่ง  ประธานสภาผู้แทนราษฎร “ประธานสภา”   แม้แกนนำพรรคเพื่อไทย จะเคยประกาศว่า  ต้องฟังท่าทีจากพรรคเสียงข้างมาก ( พรรคก้าวไกล) แต่เมื่อฟังเสียงและความเห็นจากสส. ภายในพรรคเพื่อไทย  ต่างยืนยันว่าตำแหน่งประธานสภา จะต้องเป็นของพรรคเพื่อไทย ดังนั้นกรรมการบริหารพรรคและแกนนำพรรคจะต้องฟังเสียงจากคนในพรรค รวมถึงยึดหลักการเดิมที่ได้เสนอไปกับพรรคก้าวไกล คือ สูตร 14+1   คือ  พรรคก้าวไกล ได้รัฐมนตรี 14 ตำแหน่ง   1 ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ส่วนพรรคเพื่อไทย รัฐมนตรี 14 ตำแหน่ง  และ 1 ตำแหน่งคือ  ประธานสภา

อย่างไรก็ดี  เนื่องจากท่าทีระหว่างทั้งสองฝ่าย ภายใต้การจัดสรรตำแหน่งยังไม่ลงตัว ดังนั้นมีความเป็นไปได้ ที่พรรคเพื่อไทย  จะเสนอสูตรใหม่ เพื่อให้ตำแหน่ง “ประธานสภา”  เป็นของพรรคเพื่อไทย นั่นคือ การใช้สูตร 15+1  กล่าวคือ  ก้าวไกล ได้ตำแหน่งรัฐมนตรี 15 และ 1 นายกรัฐมนตรี ส่วน เพื่อไทย จะปรับสูตรคงเหลือ  13 +1  คือ 13  รัฐมนตรี และ 1  ประธานสภา   กรณีของพรรคเพื่อไทย  ถือเป็นการเสียเก้าอี้รัฐมนตรี 1 ตำแหน่ง เพื่อแลกกับเก้าอี้ประธานสภา 1 ตำแหน่ง 

 “หากเป็นสูตรปรับตำแหน่ง 15 +1 ก้าวไกล และ 13+1   เพื่อไทย นั้น ส่วนตัวมองว่าจะทำให้ทั้งสองพรรคไม่เสียหน้า หากยังตกลงกันไม่ได้และ สส. เพื่อไทยยังยืนกรานที่จะขอตำแหน่งประธานสภา  ไว้ให้ได้ ก็อาจจะต้องปล่อยฟรีโหวต ซึ่งไม่อยากให้สถานการณ์ไปถึงจุดนั้น เพราะไม่เป็นผลดีต่อสองพรรคใหญ่”  แหล่งข่าว  ระบุ

‘ธนพร’ ฟันธง ‘เพื่อไทย’ ฉีก MOU จับขั้วรัฐบาลเก่า เปิดทาง ‘ทักษิณ’ กลับไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/552269

28 มิ.ย. 2566

‘ธนพร’ ฟันธง ‘เพื่อไทย’ ฉีก MOU จับขั้วรัฐบาลเก่า เปิดทาง ‘ทักษิณ’ กลับไทย

ผู้อำนวยการสถาบันวิเคราะห์การเมืองและนโยบาย ฟันธง ‘เพื่อไทย’ ฉีก MOU จับขั้วรัฐบาลเก่า เปิดทางนำ ‘ทักษิณ’ กลับไทย ชี้ ‘ก้าวไกล’ ชัดในแนวทาง ไม่กลัวเกมพลิกขั้ว รอดูสังคมตัดสิน จี้เพื่อไทยประกาศชัดให้ประชาชนรู้ก่อน 4 ก.ค.นี้

ที่พรรคก้าวไกล รศ.ธนพร ศรียากูล ผู้อำนวยการสถาบันวิเคราะห์การเมืองและนโยบาย ในฐานะหนึ่งในคณะกรรมการย่อยชุดแก้ปัญหาที่ดินทำกิน ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวก่อนขึ้นประชุมถึงกรณีที่การเลื่อนเจรจาตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรของพรรคก้าวไกลและเพื่อไทย ว่า วันนี้จุดยืนพรรคก้าวไกลชัดเจน ตนขอใช้คำแค่ 3 คำคือ “กูไม่กลัวมึง” “มีอะไรเปล่า” พร้อมระบุว่าตนไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคก้าวไกล แต่ตามปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น พรรคก้าวไกลกำลังจะบอกว่า “กูไม่กลัวมึง”

“เพราะฉะนั้นแล้ว การที่พรรคก้าวไกลประกาศตัวแคนดิเดตประธานสภาฯ หมายความว่าพรรคก้าวไกลกำลังจะโยนโจทย์เรื่องนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของคนแค่ 500 คน แต่เป็นเรื่องคนไทย 70 ล้านคน ว่าคนไทยจะเอาไหมว่าประธานสภาแบบนี้” รศ.ธนพร กล่าว

ในส่วนของพรรคเพื่อไทย ถือเป็นเรื่องการต่อรอง พรรคเพื่อไทยมีมติ 14 + 1 ก็เป็นการยื่นข้อเสนอ ซึ่งพรรคก้าวไกลใช้วิธีตอบกลับโดยการขอเวลา ซึ่งภาพรวมอยู่ระหว่างการต่อรอง

ก้าวไกล มีความชอบธรรม

เมื่อถามว่าตอนนี้บูมเมอแรงไปตกที่ฝั่งไหน รศ.ธนพร กล่าวว่า ตอนนี้อยู่ที่พรรคเพื่อไทย ตนพูดตรงๆว่า พรรคก้าวไกลมีความชอบธรรมโดยการเป็นพรรคอันดับหนึ่ง เพราะฉะนั้น หากพรรคเพื่อไทย หากจะฉีกสัตยาบรรณที่ทำร่วมกัน ต้องประกาศให้ชัดว่าจะฉีก MOU

รศ.ธนพร ศรียากูล ผู้อำนวยการสถาบันวิเคราะห์การเมืองและนโยบายรศ.ธนพร ศรียากูล ผู้อำนวยการสถาบันวิเคราะห์การเมืองและนโยบาย

“พรรคก้าวไกลเขาบอกว่าเขาก็ทำหน้าที่ของเขา ไปประชุมมา ก็ทำหน้าที่กันตามปกติ แต่ถ้าพรรคเพื่อไทยจะฉีก MOU พรรคเพื่อไทยก็ประกาศ ภาระไม่ได้อยู่ที่พรรคก้าวไกล เพราะเกมนี้ ถูกจุดโดยพรรคเพื่อไทยเมื่อวานนี้ พรรคเพื่อไทยก็ต้องเลือกเอา ถ้าจะเดินไปให้สุดว่าจะฉีก MOU พรรคเพื่อไทยก็ประกาศ แต่ถ้าให้ดี พรรคเพื่อไทยก็ประกาศก่อนวันที่ 4 ก.ค.ชาวบ้านจะได้รับรู้” รศ.ธนพร กล่าว

เมื่อถามว่าพรรคเพื่อไทยมีการปรับสูตรจาก 14+1 เป็น 13+1 มองว่าอย่างไร รศ.ธนพร กล่าวว่า ไม่มี ตนมองว่าหากพรรคเพื่อไทยปรับสูตร คงไม่เสนอ 14+1 เมื่อวานก็เสนออย่างเปิดเผย มีการแถลงเป็นเรื่องเป็นราว ส่วนตัวในภาพรวมถือว่าเป็นเรื่องดี เพราะก่อนหน้าปี 2566 เราไม่เคยเห็นการเจรจาทางการเมืองแบบเปิดเผยมาก่อน ก็ถือว่าเป็นประโยชน์กับประชาชน

พท.เดินตามหลังก้าวไกล

รศ.ธนพร ระบุต่อว่า วันนี้พรรคก้าวไกลชัดเจน เพราะมีการเปิดตัวแคนดิเดตประธานสภาแล้วทำให้ชัดเจนว่าเขาไม่เปลี่ยนแปลงแน่ เพราะการเปิดตัวคือพันธสัญญาที่มีต่อสังคม จะมายกเลิกไม่ได้ ตนถึงบอกว่าพรรคเพื่อไทยตามหลังพรรคก้าวไกล

“เดิมผมเคยคิดว่าพรรคเพื่อไทยเดินตามหลังพรรคก้าวไกลสักก้าวหนึ่ง แต่ตอนนี้กำลังจะตามหลายช่วงตัว ถ้าเราดูฉาบฉวย เราจะเหมือนกับผู้ใหญ่กำลังไล่ตบกบาลเด็ก แต่ถ้ามองให้ลึก วันนี้ผมยังไม่เห็นรีแอคชันอะไรจากพรรคก้าวไกลเลย นอกจากบอกว่าขอเลื่อนการประชุมไปก่อน พอดีเลย์ มันก็จะกลับไปที่พรรคเพื่อไทย สะท้อนให้เห็นว่ากูไม่กลัวมึง และมึงมีอะไรจะออกของ ก็ออกมา พร้อมทุกเงื่อนไข” รศ.ธนพร กล่าว

เมื่อถามว่าจะเข้าทางที่ทำให้พรรคเพื่อไทย เสนอพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เป็นนายกรัฐมนตรี และทำให้พรรคก้าวไกลเป็นฝ่ายค้านหรือไม่ รศ.ธนพร กล่าวว่า เกมนี้เข้าเงื่อนไขหมด แต่จะไม่ใช่ปัญหาของพรรคก้าวไกล วันนี้พรรคก้าวไกลโยนโจทย์ไปให้เป็นปัญหาของพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นโจทย์ที่พรรคเพื่อไทยผูกพรรคเพื่อไทยก็ต้องไปแก้ เพราะพระก้าวไกลชัดเจนคือประกาศแคนดิเดตไปแล้ว และเขาไม่ได้ประกาศในที่ประชุมที่ไหน เขาประกาศให้คนประชาชนรู้ด้วย ถ้าไม่เหมาะสมก็เป็นเรื่องที่ประชาชนจะได้แสดงความคิดเห็น

รศ.ธนพร ระบุว่า พรรคก้าวไกลยกระดับเรื่องนี้ตั้งแต่เรื่องตัวแทนตามแบบการเมืองเก่า ให้กลายเป็นเรื่องประชาธิปไตยเป็นของทุกคน ซึ่งจะได้ผลหรือไม่ได้ผล ตนก็ไม่ทราบ แต่อธิบายในฐานะการวิเคราะห์ทางการเมือง โจทย์โมเมนตัมจะไปพรรคเพื่อไทยก็ต้องตัดสินใจว่าจะเดินไปทางไหน

ความต้องการของ ‘ทักษิณ’ อยู่เหนือความต้องการของคนที่เลือกพรรคเพื่อไทย

เมื่อถามว่ามองว่าพรรคเพื่อไทยจะยอมถอยหรือไม่ รศ.ธนพร กล่าวว่า ส่วนตัวมองว่าหากพรรคเพื่อไทยฟันธงไปแล้วถ้านายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะกลับบ้าน พรรคเพื่อไทยก็ต้องเดินแบบนี้

“เพราะความต้องการของนายทักษิณเหนือกว่าความต้องการของคนเลือกพรรคเพื่อไทย เนื่องจากนายทักษิณเป็นเจ้าของพรรค ผมยืนยันคำนี้มาโดยตลอด ซึ่งพรรคเพื่อไทยก็ไม่ได้ผิดที่จะต้องดูแลเจ้าของพรรค”

ส่วนพรรคก้าวไกลจะใช้มวลชนกดดันหรือไม่ รศ.ธนพร กล่าวว่า ก็เล่นเกมทั้งนั้น ระบบการเมืองก็แบบนี้ พรรคเพื่อไทยไม่เล่นเกมหรือไม่ ทุกพรรคก็เล่นเกมหมด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีก็เล่น พล.อ.ประวิตร ก็เล่น พรรคประชาธิปัตย์ก็เล่น ไม่เห็นมีใครไม่เล่น

ฟันธงเพื่อไทยฉีกMOU

ส่วนจะทำให้ดีลล่มหรือไม่ รศ.ธนพร กล่าวว่า ถ้าถึงวันนี้ คาดว่าคงพยายามเจรจากันอยู่ แต่ถ้าพรรคเพื่อไทยเปิดเกมนี้ ก็คงจะถอยลำบาก เพราะฉะนั้น โอกาสที่จะได้เห็นพรรคเพื่อไทยฉีกสัตยาบัน ฉีก MOU สูง เพราะพรรคก้าวไกลไม่ได้ทำอะไร เพราะเขาว่าตาม MOU ตามแบบแผน ตามวิธีปฏิบัติที่ควรจะเป็น และประกาศชื่อประธานสภาต่อสาธารณชน เพราะฉะนั้น เกมต่อไปนี้ถ้าจะเปลี่ยนก็อยู่ที่พรรคเพื่อไทย มองว่าควรประกาศวันนี้ไปเลยก็ได้ ว่าจะฉีก MOU ชาวบ้านก็จะได้รู้

รศ.ธนพร ย้ำว่า เป็นเรื่องที่พรรคเพื่อไทยจะต้องอธิบายหลังจากนี้ เพราะอย่าลืมว่าสังคมจับตามอง พรรคเพื่อไทยตัดสินใจแบบนี้ ก็เป็นสิทธิ์ของพรรคเพื่อไทย แต่ส่วนตัววิเคราะห์ว่าถ้าพรรคเพื่อไทยตัดสินใจแบบนี้ภาระในการอธิบายก็เป็นเรื่องของพรรคเพื่อไทยที่ต้องอธิบายกับสังคม

ตระกูลชินวัตรเลิกเล่นการเมือง?

เมื่อถามว่าเป็นไปได้ที่หากนายทักษิณกลับประเทศไทย โดยการเล่นเกมสั้นและจะทิ้งพรรคเพื่อไทยหรือไม่ รศ.ธนพร กล่าวว่า ถ้านายทักษิณกลับ สิ่งที่นายทักษิณต้องทำคือต้องเลิกเล่นการเมือง คำว่าเลิกเล่นการเมืองไม่ใช่นายทักษิณคนเดียว แต่หมายถึงตระกูลชินวัตรทั้งหมดด้วย

“หมายถึงว่าพรรคเพื่อไทยก็ต้องได้รับผลกระทบ เพราะก็ถือว่าเป็นเครือข่ายครอบครัว ในเมื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ ตัดสินใจแบบนั้น ฉะนั้นผลกระทบของพรรคก็ต้องมีการเตรียมการรองรับ ซึ่งพรรคเพื่อไทยก็น่าจะมีแผนรองรับ” รศ.ธนพร กล่าว

รศ.ธนพร กล่าวทิ้งท้ายว่า บรรยากาศการคุยคณะทำงานชุดย่อยไม่ได้มีผลอะไร จากที่คุยกับพรรคเพื่อไทยก็เห็นตรงกันหลายเรื่อง เวทีที่ตนอยู่เป็นการแก้ไขปัญหา ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเวทีเจรจา

ปม ‘ประธานสภา’ เพื่อไทย-ก้าวไกล จับมือแน่น ‘เศรษฐา’ ยืนยันไม่มีพลิกขั้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/552264

28 มิ.ย. 2566

ปม ‘ประธานสภา’ เพื่อไทย-ก้าวไกล จับมือแน่น ‘เศรษฐา’ ยืนยันไม่มีพลิกขั้ว

ไม่มีอะไรหยุดยั้งการจัดตั้งรัฐบาลฝ่ายประชาธิปไตยได้ ‘เศรษฐา’ ยันไม่มีพลิกขั้วการเมือง ‘เพื่อไทย-ก้าวไกล’ จับมือแน่น ปม ‘ประธานสภา’ ไม่ลงตัว มั่นใจไม่เป็นปัญหาจัดตั้งรัฐบาล

แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทยและประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย นายเศรษฐา ทวีสิน กล่าวถึงการเลื่อนเจรจาประธานสภาผู้แทนราษฎร ระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกลว่า ในขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการเจรจา ยังมีเวลาอีก 3-4 วันก่อนที่จะถึงวันโหวตประธานสภา และกล่าวย้ำว่าพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกลยังคงจับมือกันไม่แยกจากกัน ไม่มีอะไรมาหยุดยั้งการจัดตั้งรัฐบาลฝ่ายประชาธิปไตยได้

ชมก้าวไกลชัดเจนเสนอแคนดิเดตประธานสภา

โดยมองว่าเรื่องดังกล่าวจะไม่ทำให้ เกิดการกระแสวิพากษ์วิจารณ์พรรคเพื่อไทย หรือ ทัวร์ลง เพราะพรรคเพื่อไทยรับฟังทุกความเห็นไม่ว่าจะเป็นประชาชน สส. และกรรมการบริหารพรรค และสิ่งสำคัญที่สุดขณะนี้คือธงจะต้องไม่เปลี่ยน เชื่อว่าการเจรจาจะได้ข้อยุติคุยกันรู้เรื่อง และยืนยันว่าการเลื่อนประชุม 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลออกไปไม่ใช่การแย่งตำแหน่งกัน เพราะการแข่งขันทางการเมืองจบไปแล้วตั้งแต่วันที่ 14 พ.ค. 2566 

ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าการประกาศจุดยืนยึดเก้าอี้ ประธานสภา ของพรรคเพื่อไทยจะนำไปสู่การพลิกขั้วการเมืองนั้น นายเศรษฐา กล่าวความมั่นใจว่าจะไม่มีการพลิกขั้วการเมือง เพราะพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกลยังคงจับมือไปด้วยกัน จนกว่าจะมีการตั้งรัฐบาลได้ 

แต่ในขณะนี้การเจรจายังไม่สิ้นสุด และส่วนตัวไม่ทราบว่ารายชื่อแคนดิเดตประธานสภาของพรรคเพื่อไทยมีใครบ้าง เนื่องจากไม่ได้อยู่ในคณะกรรมการบริหาร

นายเศรษฐา ทวีสิน ชมพรรคก้าวไกลมีความชัดเจนในตำแหน่งแคนดิเดตประธานสภาของพรรคนายเศรษฐา ทวีสิน ชมพรรคก้าวไกลมีความชัดเจนในตำแหน่งแคนดิเดตประธานสภาของพรรค

พร้อมมองว่าการเดินสายแสดงวิสัยทัศน์ แคนดิเดตประธานสภาผู้แทนราษฎรของพรรคก้าวไกลว่าไม่ใช่การออกตัวแรง แต่เป็นการแสดงความชัดเจน และขออย่ามองไปไกลว่าหากพรรคก้าวไกลไม่ได้ตำแหน่งประธานสภาฯ จะทำให้เสียหน้า และย้ำว่าเรื่องนี้จะไม่เป็นอุปสรรคต่อการจัดตั้งรัฐบาล

เชื่อโหวต ‘พิธา’ นายกฯฉลุย

ขณะเดียวกันนายเศรษฐา ยังมองว่าอย่าคิดว่าจะ เป็นการเสียสละ ยกให้ หรือเป็นการถอยอะไรสำหรับการเจรจาในครั้งนี้ เพราะฝ่ายเดียวกันจุดมุ่งหมายเดียวกันคือการจัดตั้งรัฐบาล โดยไม่ได้ตอบชัดเจนว่า หากพรรคเพื่อไทยไม่ได้เป็นประธานรัฐสภาในวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไรนั้น บอกเพียงว่าคุยกันได้อยู่แล้ว เป้าหมายหลักจะไม่เสีย 

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคก้าวไกลนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคก้าวไกล

และหลังการจัดตั้งรัฐบาลเชื่อว่า สส. ในพื้นที่จะสามารถจัดการปัญหาช่วยเหลือประชาชนได้ ในส่วนอะไรที่ต้องบริหารจัดการที่ใช้รัฐมนตรีก็ต้องรอไปก่อน ก่อนจะทิ้งท้ายแสดงความมั่นใจว่านายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ จะได้รับการโหวตให้เป็นนายกรัฐมนตรีแน่นอน

สันธนะ แค้น ‘ก้าวไกล’ ไม่เอาผิดชูวิทย์ ทำเลือกตั้งไม่สุจริต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/552262

28 มิ.ย. 2566

สันธนะ แค้น 'ก้าวไกล' ไม่เอาผิดชูวิทย์ ทำเลือกตั้งไม่สุจริต

‘สันธนะ’ บุกกกต. เข้าให้ถ้อยคำ กรณียื่นร้องเรียนกล่าวหาพิธา เอาผิด และ กก.บห.พรรคก้าวไกล ทำเลือกตั้งไม่สุจริต-ขัดกฎหมายพรรคการเมือง แค้นไม่เอาผิดชูวิทย์ทำร้ายตัวเองที่พรรค ลั่น ‘พิธา’ หมดสิทธิเป็นนายกฯ

นายสันธนะ ประยูรรัตน์ สมาชิกพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ในการเดินทางมาให้ถ้อยคำต่อ กกต. ตามหนังสือเชิญ จากกรณีที่ตนเองได้ยื่นร้องให้ตรวจสอบพฤติกรรมของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค และคณะกรรมการบริหารพรรคก้าวไกล ที่ปล่อยให้นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ ซึ่งไม่ใช่สมาชิกพรรค หรือผู้ช่วยหาเสียงของพรรค เข้ามาทำร้ายร่างกายตนเอง ซึ่งเป็นสมาชิกพรรค และยังให้นายชูวิทย์ ร่วมเวทีปราศรัยหาเสียงโจมตีพรรคการเมืองอื่น อาจเป็นเหตุทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริต และขัดมาตรา 22 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561

สันธนะ เข้าให้ถ้อยคำกกต.สันธนะ เข้าให้ถ้อยคำกกต.

นายสันธนะ เปิดเผยว่า ตนเองกับนายชูวิทย์ มีปัญหาส่วนตัวกันอย่างที่สังคมรับทราบ ตนมาสมัครเป็นสมาชิกพรรค เพราะอยากเห็นบ้านเมืองเกิดความเปลี่ยนแปลง ซึ่งก่อนการเลือกตั้งนายชูวิทย์ ได้มีการเข้าไปที่พรรคก้าวไกลพูดคุยกับนายพิธา และกรรมการบริหารพรรคหลายครั้ง เมื่อพบเจอตนก็เปิดศึกทะเลาะกัน โดยนายชูวิทย์พยายามที่จะทำร้ายตน มีการขว้างถ้วยกาแฟใส่ ซึ่งตนก็ได้ทำหนังสือถึงหัวหน้าพรรคเมื่อ 29 พ.ค. 66 ตามที่ข้อบังคับพรรคกำหนดไว้ เพื่อให้มีการเอาผิดกับนายชูวิทย์ และกรรมการบริหารพรรคบางคนที่รู้เห็นกับนายชูวิทย์ แต่ทางพรรคไม่ได้ดำเนินการใดๆ 

โดยขณะให้สัมภาษณ์นายสันธนะได้เปิดคลิปเหตุการณ์ขว้างถ้วยกาแฟให้สื่อ
มวลชนดูอีกด้วย


นายสันธนะ กล่าวด้วยว่า ก่อนการเลือกตั้ง นายชูวิทย์มีการนัดพบกับนายพิธา เพื่อช่วยหาเสียงในหลายสถานที่ โดยนายชูวิทย์ได้อาศัยกระแสของพรรคก้าวไกล กล่าวปราศรัยโจมตีพรรคการเมืองอื่นในเรื่องของการร่วมรัฐบาล ซึ่งก่อนหน้านี้ตนได้มีหนังสือสอบถามมายัง กกต. และได้รับการยืนยันว่านายชูวิทย์ ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคก้าวไกล หรือได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยหาเสียงของพรรคก้าวไกล จึงเห็นว่าเรื่องดังกล่าวเข้าข่ายเป็นความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง

สันธนะ แค้น พิธา - กรรมการบริหารพรรคก้าวไกล ไม่จัดการชูวิทย์สันธนะ แค้น พิธา – กรรมการบริหารพรรคก้าวไกล ไม่จัดการชูวิทย์

นายสันธนะ ยังกล่าวอีกว่า ตอนที่เกิดเรื่องแรกๆ และพรรคไม่ได้ดำเนินการให้ตามที่ยื่นหนังสือก็รู้สึกน้อยใจ แต่ก็จะไม่ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค และเมื่อพรรคทราบว่า กกต.เรียกตนเข้าให้ถ้อยคำในเรื่องนี้ มีผู้แจ้งตนว่าในช่วงบ่ายวันนี้พรรคก็จะมีการประชุมเกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งตนไม่เชื่อว่าพรรคจะมีมติดำเนินการกับนายชูวิทย์ แต่จะเป็นการไล่ตนออกจากการเป็นสมาชิกพรรค

โดยมองว่าถ้าพรรคก้าวไกลมองเรื่องนี้เป็นเรื่องภายใน และก่อนหน้านี้มีการดำเนินการตามที่ผมได้ยื่นหนังสือ ก็คงไม่มีวันนี้ที่ผมมาให้ถ้อยคำกับ กกต. คุณอาจมองเรื่องนี้เป็นเรื่องรูเข็ม แต่หลังจากวันนี้จะเป็นหลุมอุกกาบาต  นี่เป็นอีกบทเรียนหนึ่งของคนที่จะก้าวเป็นนายกฯ ของประเทศ ไม่ใช่หัวหน้าพรรคก้าวไกล คุณจะพลาดไม่ได้สักประเด็น และถ้าเรื่องนี้มีผลให้คุณไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ก็ขอแสดงความเสียใจกับกองเชียร์ของพรรคด้วย

ที่ผ่านมาพรรคก้าวไกลประกาศว่าเป็นพรรคของประชาชน หากได้เป็นรัฐบาลก็จะปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน แต่ผมเป็นสมาชิกพรรค เหตุเกิดในพื้นที่ของพรรค แต่พรรคกลับปกป้องไม่ได้ การร้องเรื่องนี้ไม่ได้เป็นการสร้างราคาให้กับตัวเอง หลังเกิดเรื่องผมไปที่พรรค และขีดเส้นตัวเองว่าจบกันแล้วกับพรรค เมื่อก่อนเลือกตั้งคุยอะไรกับผม แต่หลังเลือกตั้งพอคิดว่าตัวเองกำอะไรไว้ในมือเหมือนอย่างทุกวันนี้ คุณคิดว่าคุณถือไพ่ดี คนอื่นเขาก็มีของดีไม่แพ้พวกคุณ เดี๋ยวก็เห็นเองว่าเป็นอย่างไร แล้วทำไมผมถึงบอกว่า คุณพิธา คุณไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีแน่นอน

ส่วนกรณีมติพรรคเพื่อไทย เดินหน้าต่อรองขอตำแหน่งเก้าอี้ประธานสภาจากพรรคก้าวไกล  นายสันธนะ บอกว่า วันนี้ทั้ง 2 พรรคก็แตกแล้ว โดยสิ่งที่จะเห็นในวันโหวตประธานสภาในทางลับทนั่นคือคำตอบ ซึ่งมาจากวันนี้ที่เกิดรอยร้าวแล้ว ส่วนตัวมองว่าพรรคเพื่อไทย ก็มีวุฒิภาวะมากกว่า  

ส่วนกรณีพรรคก้าวไกล เสนอชื่อ นายปดิพัทธ์ สันติภาดา ส.ส.พิษณุโลก เป็นประธานสภานั้น นายสันธนะมองว่าไม่ใช่ตั้งแต่แรก เพราะเรื่องนี้มีความสำคัญทั้งในรัฐสภาและระดับประเทศ จึงเกิดคำถามตามมาว่าพรรคก้าวไกลจะเล่นอะไรกับประเทศชาติ ส่วนตัวไม่ได้รู้จักกับนายปดิพัทธ์ แต่ได้ดูโปรไฟล์แล้ว ก็ต้องขอพูดตรงๆว่า มืด เพราะคนจะมาอยู่ในตำแหน่งประธานสภา หากนำเสนอใครหรือเอ่ยชื่อมาจะต้องไม่มีข้อครหา และต้องมีวุฒิภาวะ ไม่ว่าจะถูกนำเสนอมาจากพรรคไหนก็ตาม ส่วนตัวไม่ได้ดูถูก แต่เขายังไม่เหมาะสมนั่งบัลลังก์ประธานสภา เหมาะสมเพียงตำแหน่งเลขานุการประธานสภาเท่านั้น จึงอยากให้กลับไปทบทวนใหม่อีกครัั้ง

สันธนะ แค้น ‘ก้าวไกล’ ไม่เอาผิดชูวิทย์ ทำเลือกตั้งไม่สุจริต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/552262

28 มิ.ย. 2566

สันธนะ แค้น 'ก้าวไกล' ไม่เอาผิดชูวิทย์ ทำเลือกตั้งไม่สุจริต

‘สันธนะ’ บุกกกต. เข้าให้ถ้อยคำ กรณียื่นร้องเรียนกล่าวหาพิธา เอาผิด และ กก.บห.พรรคก้าวไกล ทำเลือกตั้งไม่สุจริต-ขัดกฎหมายพรรคการเมือง แค้นไม่เอาผิดชูวิทย์ทำร้ายตัวเองที่พรรค ลั่น ‘พิธา’ หมดสิทธิเป็นนายกฯ

นายสันธนะ ประยูรรัตน์ สมาชิกพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ในการเดินทางมาให้ถ้อยคำต่อ กกต. ตามหนังสือเชิญ จากกรณีที่ตนเองได้ยื่นร้องให้ตรวจสอบพฤติกรรมของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค และคณะกรรมการบริหารพรรคก้าวไกล ที่ปล่อยให้นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ ซึ่งไม่ใช่สมาชิกพรรค หรือผู้ช่วยหาเสียงของพรรค เข้ามาทำร้ายร่างกายตนเอง ซึ่งเป็นสมาชิกพรรค และยังให้นายชูวิทย์ ร่วมเวทีปราศรัยหาเสียงโจมตีพรรคการเมืองอื่น อาจเป็นเหตุทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริต และขัดมาตรา 22 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561

สันธนะ เข้าให้ถ้อยคำกกต.สันธนะ เข้าให้ถ้อยคำกกต.

นายสันธนะ เปิดเผยว่า ตนเองกับนายชูวิทย์ มีปัญหาส่วนตัวกันอย่างที่สังคมรับทราบ ตนมาสมัครเป็นสมาชิกพรรค เพราะอยากเห็นบ้านเมืองเกิดความเปลี่ยนแปลง ซึ่งก่อนการเลือกตั้งนายชูวิทย์ ได้มีการเข้าไปที่พรรคก้าวไกลพูดคุยกับนายพิธา และกรรมการบริหารพรรคหลายครั้ง เมื่อพบเจอตนก็เปิดศึกทะเลาะกัน โดยนายชูวิทย์พยายามที่จะทำร้ายตน มีการขว้างถ้วยกาแฟใส่ ซึ่งตนก็ได้ทำหนังสือถึงหัวหน้าพรรคเมื่อ 29 พ.ค. 66 ตามที่ข้อบังคับพรรคกำหนดไว้ เพื่อให้มีการเอาผิดกับนายชูวิทย์ และกรรมการบริหารพรรคบางคนที่รู้เห็นกับนายชูวิทย์ แต่ทางพรรคไม่ได้ดำเนินการใดๆ 

โดยขณะให้สัมภาษณ์นายสันธนะได้เปิดคลิปเหตุการณ์ขว้างถ้วยกาแฟให้สื่อ
มวลชนดูอีกด้วย


นายสันธนะ กล่าวด้วยว่า ก่อนการเลือกตั้ง นายชูวิทย์มีการนัดพบกับนายพิธา เพื่อช่วยหาเสียงในหลายสถานที่ โดยนายชูวิทย์ได้อาศัยกระแสของพรรคก้าวไกล กล่าวปราศรัยโจมตีพรรคการเมืองอื่นในเรื่องของการร่วมรัฐบาล ซึ่งก่อนหน้านี้ตนได้มีหนังสือสอบถามมายัง กกต. และได้รับการยืนยันว่านายชูวิทย์ ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคก้าวไกล หรือได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยหาเสียงของพรรคก้าวไกล จึงเห็นว่าเรื่องดังกล่าวเข้าข่ายเป็นความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง

สันธนะ แค้น พิธา - กรรมการบริหารพรรคก้าวไกล ไม่จัดการชูวิทย์สันธนะ แค้น พิธา – กรรมการบริหารพรรคก้าวไกล ไม่จัดการชูวิทย์

นายสันธนะ ยังกล่าวอีกว่า ตอนที่เกิดเรื่องแรกๆ และพรรคไม่ได้ดำเนินการให้ตามที่ยื่นหนังสือก็รู้สึกน้อยใจ แต่ก็จะไม่ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค และเมื่อพรรคทราบว่า กกต.เรียกตนเข้าให้ถ้อยคำในเรื่องนี้ มีผู้แจ้งตนว่าในช่วงบ่ายวันนี้พรรคก็จะมีการประชุมเกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งตนไม่เชื่อว่าพรรคจะมีมติดำเนินการกับนายชูวิทย์ แต่จะเป็นการไล่ตนออกจากการเป็นสมาชิกพรรค

โดยมองว่าถ้าพรรคก้าวไกลมองเรื่องนี้เป็นเรื่องภายใน และก่อนหน้านี้มีการดำเนินการตามที่ผมได้ยื่นหนังสือ ก็คงไม่มีวันนี้ที่ผมมาให้ถ้อยคำกับ กกต. คุณอาจมองเรื่องนี้เป็นเรื่องรูเข็ม แต่หลังจากวันนี้จะเป็นหลุมอุกกาบาต  นี่เป็นอีกบทเรียนหนึ่งของคนที่จะก้าวเป็นนายกฯ ของประเทศ ไม่ใช่หัวหน้าพรรคก้าวไกล คุณจะพลาดไม่ได้สักประเด็น และถ้าเรื่องนี้มีผลให้คุณไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ก็ขอแสดงความเสียใจกับกองเชียร์ของพรรคด้วย

ที่ผ่านมาพรรคก้าวไกลประกาศว่าเป็นพรรคของประชาชน หากได้เป็นรัฐบาลก็จะปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน แต่ผมเป็นสมาชิกพรรค เหตุเกิดในพื้นที่ของพรรค แต่พรรคกลับปกป้องไม่ได้ การร้องเรื่องนี้ไม่ได้เป็นการสร้างราคาให้กับตัวเอง หลังเกิดเรื่องผมไปที่พรรค และขีดเส้นตัวเองว่าจบกันแล้วกับพรรค เมื่อก่อนเลือกตั้งคุยอะไรกับผม แต่หลังเลือกตั้งพอคิดว่าตัวเองกำอะไรไว้ในมือเหมือนอย่างทุกวันนี้ คุณคิดว่าคุณถือไพ่ดี คนอื่นเขาก็มีของดีไม่แพ้พวกคุณ เดี๋ยวก็เห็นเองว่าเป็นอย่างไร แล้วทำไมผมถึงบอกว่า คุณพิธา คุณไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีแน่นอน

ส่วนกรณีมติพรรคเพื่อไทย เดินหน้าต่อรองขอตำแหน่งเก้าอี้ประธานสภาจากพรรคก้าวไกล  นายสันธนะ บอกว่า วันนี้ทั้ง 2 พรรคก็แตกแล้ว โดยสิ่งที่จะเห็นในวันโหวตประธานสภาในทางลับทนั่นคือคำตอบ ซึ่งมาจากวันนี้ที่เกิดรอยร้าวแล้ว ส่วนตัวมองว่าพรรคเพื่อไทย ก็มีวุฒิภาวะมากกว่า  

ส่วนกรณีพรรคก้าวไกล เสนอชื่อ นายปดิพัทธ์ สันติภาดา ส.ส.พิษณุโลก เป็นประธานสภานั้น นายสันธนะมองว่าไม่ใช่ตั้งแต่แรก เพราะเรื่องนี้มีความสำคัญทั้งในรัฐสภาและระดับประเทศ จึงเกิดคำถามตามมาว่าพรรคก้าวไกลจะเล่นอะไรกับประเทศชาติ ส่วนตัวไม่ได้รู้จักกับนายปดิพัทธ์ แต่ได้ดูโปรไฟล์แล้ว ก็ต้องขอพูดตรงๆว่า มืด เพราะคนจะมาอยู่ในตำแหน่งประธานสภา หากนำเสนอใครหรือเอ่ยชื่อมาจะต้องไม่มีข้อครหา และต้องมีวุฒิภาวะ ไม่ว่าจะถูกนำเสนอมาจากพรรคไหนก็ตาม ส่วนตัวไม่ได้ดูถูก แต่เขายังไม่เหมาะสมนั่งบัลลังก์ประธานสภา เหมาะสมเพียงตำแหน่งเลขานุการประธานสภาเท่านั้น จึงอยากให้กลับไปทบทวนใหม่อีกครัั้ง