‘พล.อ.ประยุทธ์’ จันทร์โอชา ‘นายกรัฐมนตรี’ โชว์ผลงาน ดีขึ้นทุกด้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/552198

27 มิ.ย. 2566

'พล.อ.ประยุทธ์' จันทร์โอชา 'นายกรัฐมนตรี' โชว์ผลงาน ดีขึ้นทุกด้าน

ผลงานรัฐบาล ทำประเทศก้าวหน้าหลายมิติ ‘พล.อ.ประยุทธ์’ จันทร์โอชา ‘นายกรัฐมนตรี’ โพสเฟซบุ๊กโชว์ความคืบหน้ามาจากความสงบ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โพสเฟสบุ๊ค มีเนื้อหาว่า ผลจากการทำงานอย่างหนักของทุกภาคส่วนของประเทศ ความเป็นหนึ่งเดียวกันของคนในชาติ ทำให้ในวันนี้มีผลการดำเนินการในทุกมิติ เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น ทำให้เชื่อมั่นว่าการเดินทางของประเทศไทย ในวันนี้เราได้ฟื้นตัวจากมหาวิกฤตซ้อนวิกฤติได้อย่างยั่งยืนแล้ว ในอนาคตอันใกล้จะสามารถพลิกโฉมประเทศไทยไปสู่ประเทศแนวหน้าของโลก

พล.อ.ประยุทธ์  ในฐานะนายกรัฐมนตรี เชื่อมั่นว่า ในยุคลูกหลานของเรา ไทยจะก้าวไปสู่ประเทศผู้ส่งออกนวัตกรรม เป็นประเทศผู้สร้างสรรค์เทคโนโลยีใหม่ๆ สู่สายตาชาวโลก ซึ่งล้วนเป็นผลมาจากการปูพื้นฐานและความพยายามของคนรุ่นเราในทุกวันนี้  พร้อมนำเสนอ รายงาน สถิติ และผลการประเมินต่างๆ ประกอบด้วย

1. รายงานการพัฒนาที่ยั่งยืนประจำปี 2566 ขององค์การสหประชาชาติ (UN)  ที่ประเมินผลการพัฒนาของไทย “ดีขึ้น” มาอยู่อันดับที่ 43 จากการประเมินทั้งหมด 166 ประเทศ ถือเป็นอันดับ 1 ของอาเซียน ติดต่อกันเป็นปีที่ 5 เป็นผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมายในยุทธศาสตร์ชาติ และแผนพัฒนาประเทศทุกระดับ

2. สถิติการลงทุนประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติในประเทศไทย ช่วง 5 เดือนแรกของปี 2566 มีเอกชนต่างชาติเข้ามาลงทุน รวม 274 ราย สร้างมูลค่า 45,392 ล้านบาท สะท้อนความเชื่อมั่น และศักยภาพความพร้อมของไทยรองรับการลงทุนระยะยาวจากทั่วโลก

3. การจัดอันดับดัชนีระบบนิเวศทางสตาร์ทอัพโลกประจำปี 2566 โดยเว็บไซต์ StartupBlink ที่เป็นศูนย์กลางข้อมูลด้านระบบนิเวศสตาร์ทอัพทั่วโลก ได้จัดอันดับ 100 ประเทศ และ 1,000 เมือง โดยให้ไทยอยู่ในอันดับ 52 ของโลก “ดีขึ้น” 1 อันดับ จากปีที่แล้ว และถือเป็นอันดับที่ 4 ของอาเซียน

4. การจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยสถาบันการจัดการนานาชาติ (IMD) ประจำปี 2566 อยู่อันดับที่ 30 ซึ่งดีขึ้น 3 อันดับจากปีที่แล้ว โดยเฉพาะในเรื่องของสมรรถนะทางเศรษฐกิจ ดีขึ้น 18 อันดับ

นอกจากนี้ ยังได้ติดตามและเร่งรัดการดำเนินงานสำคัญๆ อีกหลายเรื่อง ให้เป็นไปตามแผนงาน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก้ประชาชนคนไทยในเร็ววันไม่ว่าจะเป็น
การขยายผลจากความสำเร็จหลังฟื้นสัมพันธ์ “ไทย-ซาอุฯ” ภาพรวมมูลค่าด้านการลงทุนระหว่างกัน อยู่ที่ 3.23 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37.64%

ผลจากมาตรการส่งเสริม 5F Soft Power ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ทำให้มีชาวต่างชาติเดินทางมาเที่ยวไทย ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 66  เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 65 และมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสม 5 เดือน กว่า 10.6 ล้านคน 3. ความคืบหน้าในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ ได้แก่

โครงการรถไฟความเร็วสูง “กรุงเทพฯ-นครราชสีมา” ระยะทาง 251 กิโลเมตร

โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ขนานไปกับทางเดิม “สายใต้ : ช่วงนครปฐม-ชุมพร” ภาพรวมคืบหน้ามากกว่า 90%  

พล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า สิ่งต่างๆ เหล่านี้ เป็นมากกว่าความภาคภูมิใจของคนไทย แต่เป็นทั้งโอกาสและอนาคตที่สดใส คุณภาพที่ดีขึ้นของคนไทยทั้งประเทศ ด้วยศักยภาพของคนไทย ภูมิรัฐศาสตร์ที่ได้เปรียบของไทย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งความสงบของบ้านเมือง ความสามัคคีของคนในชาติ มีส่วนสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาอย่างรวดเร็วกว่าในอดีต และมีความต่อเนื่อง

ศาลนัดตัดสินคดี ‘ก้าวไกล’ ฟ้อง ‘นพ.วรงค์’ คดีหมิ่นเรียก 24 ล้าน วันพรุ่งนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/552187

27 มิ.ย. 2566

ศาลนัดตัดสินคดี 'ก้าวไกล' ฟ้อง 'นพ.วรงค์' คดีหมิ่นเรียก 24 ล้าน วันพรุ่งนี้

ศาลอาญา นัดฟังคำพิพากษาคดีพรรคก้าวไกล ฟ้อง นพ.วรงค์ หมิ่นประมาทกล่าวหาอยู่เบื้องหลังการล้มล้างสถาบัน เรียกค่าเสียหาย 24 ล้านบาท เช้าวันพรุ่งนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันพรุ่งนี้ (28 มิ.ย.) เวลา 09.00 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีที่พรรคก้าวไกล ที่มีพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเป็นโจทก์ฟ้อง นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี เป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326,328

คดีนี้โจทก์ฟ้องระบุความผิดสรุปว่า เมื่อระหว่างวันที่ 20 ม.ค. 2564 ถึง วันที่ 3 ก.พ. 2564 จำเลยได้บังอาจกระทำผิดกฎหมายหลายกรรม โดยกล่าวในเฟซบุ๊กชื่อ “Warong Decgitvigrom ” ไลฟ์สด ในการแถลงข่าวการจัดตั้งพรรคไทยภักดี ใส่ร้ายโจทก์ทำนองว่า ปัญหาของประเทศขณะนี้มีกลุ่มบุคคลผู้ไม่หวังดีจงใจ จาบจ้วง สถาบันฯอย่างต่อเนื่อง แม้แต่สถานการณ์ล่าสุดในช่วงการระบาดโควิด

โดยเฉพาะเรื่องการจัดตั้งโรงงานวัคซีน กลุ่มผู้ไม่หวังดีพยายามโยงใยทำลายความน่าเชื่อถือ ซึ่งมีทั้งกลุ่มเยาวชนปลดแอก ประชาชนปลดแอก กลุ่มธรรมศาสตร์ และการชุมนุม กลุ่มราษฎร กลุ่มนักเรียนเลว ร่วมมือกันโดยมีนายปิยบุตร แสงกนกกุล ที่ปรึกษาคณะก้าวหน้า เป็นผู้สนับสนุน และเคยพูดจาบจ้วงรัชกาลที่ 9

และกล่าวหานายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้าและพรรคก้าวไกล อยู่เบื้องหลังการล้มล้างสถาบันเบื้องสูง และยกเลิกมาตรา 112 ตามประมวลกฎหมายอาญาโดยมีความร่วมมือกับม็อบ3 กีบคณะก้าวหน้า และพรรคก้าวไกล

และข้อความอื่นซึ่งล้วนเป็นเท็จ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น เกลียดชัง จึงขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยตามความผิด พร้อมกับชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 24 ล้านบาทเศษด้วย

คดีนี้ศาลไต่สวนมูลฟ้องโจทก์แล้ว เห็นว่า ฟ้องโจทก์มีมูลให้ประทับฟ้องคดีไว้พิจารณา ขณะที่ นพ.วรงค์ จำเลยให้การปฏิเสธต่อสู้คดี และได้รับการประกันตัว โดยในวันพรุ่งนี้ นพ.วรงค์ จะต้องเดินทางมาฟังคำพิพากษาตามที่ศาลนัดไว้

ทางออกวินวินนายกฯ มาจาก ‘เพื่อไทย’ พรรคก้าวไกลได้แค่เก้าอี้ ‘ประธานสภา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/552180

ทางออกวินวินนายกฯ มาจาก 'เพื่อไทย' พรรคก้าวไกลได้แค่เก้าอี้ 'ประธานสภา'

ชนชั้นนำ (Elite) ไทยไม่เอา ‘พรรคก้าวไกล’ ทำให้โอกาส ‘พิธา’ ในฐานะนายกฯ คนที่ 30 หริบหรี่ลงทุกที สัญญาณนี้สะท้อนผ่านท่าทีของ สว. ซึ่งเป็นทายาทคณะรัฐประหาร ปี 2557 ทางออก ‘การจัดตั้งรัฐบาล’ ที่น่าจะประนีประนอมมากที่สุด นายกฯ มาจากเพื่อไทย ก้าวไกลได้ประธานสภาฯ

ชนชั้นนำไทย (Elite) ซึ่งมีอิทธิพลและบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงสังคมการเมืองไทยไม่เอาพรรคก้าวไกล ทำให้โอกาส ‘พิธา’ หรือ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ในฐานะนายกฯ คนที่ 30 หริบหรี่ลงทุกที สัญญาณนี้สะท้อนผ่าน สว. ซึ่งเป็นทายาทคณะรัฐประหาร เมื่อ 22 พ.ค. 2557 ทางออกที่พอจะประนีประนอมมากที่สุดก็คือนายกฯ ตกเป็นแคนดิเดตจากเพื่อไทย ด้าน ก้าวไกลได้ตำแหน่งประธานสภาฯ สูตรนี้ไม่มีม็อบ ชนชั้นนำแฮปปี้

“คมชัดลึก” วิเคราะห์ความเป็นได้และฉากทัศน์โฉมหน้ารัฐบาลใหม่กับ รศ. ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์ประจำสาขาวิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งพอสรุปได้ว่าทางออกการจัดตั้งรัฐบาลหลังจากนี้น่าจะมีความเป็นไปได้อยู่ 3 ทางออก เป็นอย่างน้อย นั่นก็คือ 

1) กลุ่มบุคคลโดยเฉพาะชนชั้นนำไม่ต้องการให้พรรคก้าวไกล และการนำของ “พิธา” ในฐานะผู้นำประเทศร้อนแรงมากกว่า จึงมีกระบวนการขัดขวางในหลายรูปแบบ ฉะนั้นแม้สมาชิกรัฐสภาจาก 8 พรรคร่วมจะโหวตให้ แต่ขาดเสียงสนับสนุนจาก สว. โอกาสที่ “พิธา” จากก้าวไกลจะได้คะแนนโหวต 376 จึงมีน้อย (ยกเว้นเกิดเงื่อนไขใหม่ขึ้น) 

2) เมื่อ “พิธา” ไม่ได้ไปต่อ ทางออกที่เหลือก็จะเป็นโอกาสของพรรคอันดับสองคือเพื่อไทย ซึ่งอาจารย์ประจักษ์มองว่า เมื่อความพยายามสกัด “พิธา” ไม่ให้เป็นผู้นำประเทศบรรลุผลแล้ว ไม่มีเหตุผลที่ สว.จะไม่โหวตแคนดิเดตนายกฯ จากเพื่อไทยอีก เพราะไม่เช่นนั้น สว. จะตกเป็นจำเลยสังคม หรือไม่ก็ต้องมีคำอธิบายว่าทำไมจึงไม่สนับสนุนนายกฯ ที่ได้เสียงสนับสนุนมาจากประชาชนตามข้อเสนอของสองพรรค

3) ประจักษ์ทวิตข้อความสั้นๆ ในทวิตเตอร์ว่า หากสมมติบังเอิญด้วยอภินิหารทางกฎหมาย/การเมือง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ได้เป็นนายกฯ จริงก็จะเป็นนายกฯ ที่ต้องถูกบันทึกว่ามีคะแนนเสียงสนับสนุนจากประชาชนน้อยที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย ซึ่งขยายความไว้ด้วยว่า พรรคพลังประชารัฐได้ปาร์ตี้ลิสต์ 537,625 เสียง หรือเท่ากับ 1.43% ของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง (น้อยกว่าพรรคประชาชาติ)

4) นักวิชาการประวัติศาสตร์ค่ายท่าพระจันทร์ อธิบายโดยมองข้ามไปอีกช็อตว่า เป็นไปไม่ได้ที่ สว.จะไม่สนับสนุนการโหวตนายกฯ หรือการจัดตั้งรัฐบาลจากทั้งพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทย โดยการไปโหวตเลือกนายกฯ จากขั้วอำนาจเดิม หรือรัฐบาลเดิม เพราะนั่นเท่ากับ สว.สนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย [พลังประชารัฐ (40)+ภูมิใจไทย (71)+ประชาธิปัตย์ (25) รวมไทยสร้างชาติ (36) ชาติไทยพัฒนา (10) = 182 เสียง] (ยกเว้นมีการซื้องูเห่ามาเติมตามที่เป็นข่าว)

5) อีกสูตรความเป็นไปได้ นั่นคือ ก้าวไกลและเพื่อไทยเกิดรอยร้าวหนัก หรือตกลงเรื่องตำแหน่งประธานสภาฯ กันไม่ได้ และเป็นเหตุให้ “พิธา” ไม่ได้ไปต่อ โอกาสที่พรรคก้าวไกลจะออกไปทำหน้าที่ฝ่ายค้านสูง หากการเมืองถูกบีบมาถึงจุดนี้ ทางเพื่อไทยก็ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากหันไปดึงขั้วเดิมมาร่วมจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งสูตรนี้เพื่อไทยจะได้เสียงสนับสนุนจาก สว.ในการโหวตนายกฯ แน่ แต่จะเป็นเกมเสี่ยงว่า ใครจะเป็นนายกฯ ระหว่าง “อุ๊งอิ๊ง” “ลุงป้อม” หรือ “อนุทิน” 

6) การที่เพื่อไทยเลือกฉีก MOU ไปจับมือกับขั้ว “ลุง” จะขาดความชอบธรรม และทำให้ภาพลักษณ์พรรคเสียหาย อีกทั้งจะต้องอธิบายกับสังคม ซึ่งเพื่อไทยคงไม่ลืมว่าช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ประโยคที่ว่า “มีเราไม่มีลุง” ยังก้องกังวานหูและทรงอิทธิพลต่อโหวตเตอร์คนรุ่นใหม่จนกระทั่งเวลานี้  ฉะนั้นไม่ใช่ทางเลือกที่เพื่อไทยควรจะเลือก เนื่องจากไม่เป็นคุณต่อพรรคในระยะยาว ก้าวไกลเองก็ใช่ว่าจะแฮปปี้ ทั้งยังมีความสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดความวุ่นวายหรือเกิดม็อบตามมา ซึ่งชนชั้นนำก็คงไม่พึงพอใจกับทางเลือกนี้

7) นอกจากนั้นต้องไม่ลืมว่าโหวตเตอร์ซึ่งเป็นฐานเสียงของฝ่ายประชาธิปไตย โดยเฉพาะก้าวไกลและเพื่อไทยได้ลุกขึ้นแสดงตนและก้าวย่างอยู่บนกระแสประชาธิปไตยที่แน่วแน่ ขึ้นอยู่กับว่าพรรคไหนจะแสดงจุดยืนได้ชัดเจนมากกว่ากัน หากปล่อยให้พรรคก้าวไกลไปทำการเมืองในบทบาทฝ่ายค้าน โดยที่เพื่อไทยย่ำอยู่กับการเมืองรูปแบบเดิม โอกาสถูกตรวจสอบอย่างหนักหน่วง ซึ่งบทบาทประธานสภาฯ จึงมีความสำคัญมาก

8) ทางออกที่ประนีประนอมมากที่สุด และเป็นที่ยอมรับสำหรับทุกฝ่ายก็คือ ประธานสภาฯ มาจากพรรคก้าวไกล แต่เมื่อ “พิธา” ไม่ได้ไปต่อ ก็เปิดทางให้สมาชิกรัฐสภาโหวตแคนดิเดตนายกฯ จากเพื่อไทย ซึ่งอาจารจารย์ประจักษ์เชื่อว่า สว.จะยอมโหวตให้ และทั้งสองพรรคจะยังร่วมรัฐบาลในนาม 8 พรรคร่วมต่อไป ซึ่งทางออกนี้โอกาสจะเกิดความวุ่นวายมีน้อย ที่สำคัญชนชั้นนำน่าจะยอมรับได้มากที่สุด

9) คำถามก็คือว่าการที่ก้าวไกลเป็นแค่พรรคร่วมหรือเป็นรองเพื่อไทยในรัฐบาลจะมีผลดีอย่างไร ในมุมมองชนชั้นนำ อย่างน้อยก็เป็นการสกัดก้าวไกลไม่ให้โตเร็วไปกว่านี้ และหยุดความร้อนแรงของ “พิธา” ที่จะก้าวขึ้นตำแหน่งนายกฯ เพราะต้องไม่ลืมว่าการเป็นผู้นำประเทศนั้นมีทั้งอำนาจและการเป็นตัวแทนประเทศ ซึ่งจะเป็นภาพจำของผู้คน หาก “พิธา” ได้เป็นนายกฯ กระแสจะยิ่งพุ่งทะยานจนฉุดไม่อยู่ 

10) เมื่อชนชั้นนำและคนจำนวนไม่น้อยไม่ต้องการเห็นม็อบลงถนน โอกาสจึงไปตกอยู่กับเพื่อไทยในการเป็นแกนนำการจัดตั้งรัฐบาล ขึ้นอยู่ที่ว่าทั้งสองพรรคจะทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่นหรือไม่ และว่าที่นายกฯ คนที่ 30 ซึ่งไม่ได้มาจากพรรคก้าวไกลที่ได้คะแนนอันดับ 1 จะเป็นผู้นำที่สามารถสร้างการยอมรับได้มากน้อยแค่ไหน 

แท็กทีมสว. ‘เสรี-สมชาย’ จี้ กกต.เร่งสอบปม ‘พิธา’ ถือหุ้นสื่อ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/552174

27 มิ.ย. 2566

แท็กทีมสว. ‘เสรี-สมชาย’ จี้ กกต.เร่งสอบปม ‘พิธา’ ถือหุ้นสื่อ

สองสว.คนดัง ‘เสรี-สมชาย’ จี้ กกต.เร่งสอบปม‘พิธา’ ถือหุ้นสื่อ ส่งศาลรธน.ก่อนโหวตเลือกนายกฯ ลั่นมีสว.แค่ 5 คนโหวตหนุน บอก 14 ล้านเสียงแค่ส่วนน้อย ไม่ใช่เสียงข้างมาก

ที่อาคารรัฐสภา ฝั่งวุฒิสภา นายนพรุจ วรชิตวุฒิกุล นำหลักฐานการถือครองหุ้น บริษัทไอทีวี จำกัด(มหาชน) ของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคก้าวไกล มอบให้กับสมาชิกวุฒิสภา

โดยมีนายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา และนายสมชาย แสวงการ ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค เป็นผู้รับหนังสือ

โดยนายนพรุจ กล่าวว่า ตนมาด้วยน้ำตา และความอัดอั้นใจเพื่อขอความช่วยเหลือ จากสว.เนื่องจากไม่อยากให้มีการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ที่ยังมีปัญหาไม่จบ

และอีกอย่างคดีของนายพิธายังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) กรณีของนายพิธาตนยืนยันว่า 1 ใน 3 หุ้นที่ถืออยู่ 42,000 หุ้นนั้นมี 14,000 หุ้นถือแน่นอน

ส่วนที่เหลือจะแม่หรือน้องชายให้ดูแลนั้นเป็นการตกลงภายในแล้วไปบอกศาลดังนั้น เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ถือหุ้นสื่อที่โดนตัดสิทธิ์ทุกคน และดำเนินการกรณีนี้โดยเร็วที่สุดก่อนที่จะมีการโหวตนายกรัฐมนตรี

ยื่น กกต.สอบ ‘พิธา’ ถือหุ้นสื่อ 

ด้านนายเสรี กล่าวว่า ในเอกสารที่ยื่นมา เป็นเรื่องของการถือหุ้นสื่อนายพิธา ซึ่งสอดคล้องกับภารกิจในกรรมาธิการที่กำลังตรวจสอบอยู่ จากนี้จะนำไปพิจารณาศึกษาต่อ ซึ่งจะมีการตรวจสอบข้อมูลให้ครบถ้วนก่อนที่จะเดินทางไปหารือ กับนายอิทธิพร บุญประคอง ประธานกกต.และกกต.ในวันพรุ่งนี้ เวลา 10.00 น. และหากเรื่องนี้เป็นไปตามที่ปรากฏในที่สาธารณะอยู่แล้ว กับอีกส่วนหนึ่งที่คณะกรรมาธิการตรวจพบ ก็จะนำหลักฐานทั้งหมดมอบให้กับประธานกกต. และจะมีการเร่งให้กกต.ยื่นศาลรัฐธรรมนูญก่อนที่จะมีการโปรดเลือกนายกรัฐมนตรี

สอง สว.คนดัง เสรี และ สมชายสอง สว.คนดัง เสรี และ สมชาย

ส่วนเรื่องที่ดินที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายเสรี กล่าวว่าเป็นทรัพย์มรดก ดังนั้นการจัดการทรัพย์มรดกจะต้องแสดงให้เห็นว่ามีวิธีการจัดการในช่วงไหนอย่างไร เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่าหุ้นได้มีการจัดการไปแล้วด้วยหรือไม่ ถ้าทรัพย์มรดกอื่นๆมีการจัดการแบ่งไปแล้ว ก็จะเกิดคำถามว่าทำไมหุ้นสื่อถึงยังไม่จัดการ จุดนี้จะชี้ให้เห็นว่าวิธีการจัดการทรัพย์มรดกได้ทำอะไรไปแล้วบ้าง

อ้างมาตรฐานปี62โหวตนายกฯไม่ได้

นายเสรี ยืนยันว่าการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีจะยึดมาตราฐานเดิมไม่ได้ เพราะสถานการณ์แตกต่างกัน สิ่งที่ต้องพิจารณาก็คือคุณสมบัติ ความเหมาะสมตามข้อเท็จจริง ซึ่งตนยืนยันมาตลอดว่า หากมีความพยายามแก้ไขมาตรา 112 ก็ไม่เหมือนกับปี 62 เพราะตอนนั้นไม่มีพรรคไหนมีพฤติกรรมที่จะแก้ไขมาตรา 112 

ดังนั้นจะอ้างมาตรฐานปี2562 มาใช้กับตอนนี้ไม่ได้ งั้นก็ไม่ได้เช่นกันหรือจะเรียกร้องให้เป็นเหมือนปี2562 ก็ทำไม่ได้ เพราะบริบทของแต่ละคนต่างกัน ความสำคัญของเรื่องต่างกัน และปัญหาของแต่ละช่วงเวลาก็แตกต่างกัน แต่สิ่งที่สำคัญคือในตอนนั้นไม่มีเหตุการณ์ที่ยุยงให้เด็กกระทำผิดต่อกฎหมาย ซึ่งเป็นความเหมาะสมที่สมาชิกวุฒิสภาจะนำมาประกอบการพิจารณาตัดสินใจเลือกนายกฯ

ส่วนกรณีที่นายพิธา มั่นใจว่าจะมีเสียงสวสนับสนุนมากพอให้เป็นนายกรัฐมนตรี นายเสรี ยิ้มพร้อมตอบว่า “ถ้ามากพอก็เป็นไปเลย” และอย่างที่ปรากฏอยู่ในข่าวว่ามี สว.17 คน สนับสนุนนายพิธา แต่ก็มีหลายคนในจำนวนนี้ออกมาปฏิเสธ ว่าถูกนำชื่อไปใส่โดยไม่ได้ไปเสนอแนวทางอย่างนั้นเช่น นายตวง อันทะไชย , นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ , พญ.คุณหญิง พรทิพย์ โรจนสุนันท์ และนายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ เป็นต้น เพียงแต่ระบุว่าหากได้เสียงข้างมากก็จะโหวตให้ แต่ถ้าได้เสียงข้างมากแล้วยังคงแก้มาตรา 112 อยู่ก็จะไม่โหวตให้ เพราะฉะนั้นจะเอาแนวทางเสียงชนะอย่างเดียวไม่ได้ ต้องดูความเหมาะสมด้วย

“แม้ว่าจะได้คะแนนเสียงมาเป็นอันดับ 1 ได้มา 14 ล้านเสียง ไม่ใช่คะแนนเสียงส่วนใหญ่ของคนทั้งประเทศ แต่มีข้อเรียกร้องว่าในเมื่อได้คะแนนมา 14 ล้านเสียง ทำไมไม่เลือกตามคะแนนเสียง ที่ได้คะแนนเสียงอันดับ 1 ไม่ทำตามเสียงประชาชน ชอบพูดกันบ่อย ต้องทำความเข้าใจว่าประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง 50 ล้านเสียง มาใช้สิทธิ์ประมาณ 40 ล้านคน เลือกก้าวไกล 14 ล้าน แสดงว่า 14 ล้านเป็นเสียงข้างน้อย การที่เสียงข้างมากไม่เลือกนั่นคือสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ ไม่ได้แสดงว่าเราไม่ได้ไปขัดแย้ง กับเสียง 14 ล้านแต่เราทำตามเสียงข้างมากกว่าด้วยซ้ำไป ”นายเสรี กล่าว

ไม่เกิน 5 เสียงสว.หนุน ‘พิธา’ เป็นนายกฯ

นายเสรี ยังประเมินด้วยว่า ขณะนี้เสียงสนับสนุนจากสว.ไม่เพียงพอที่จะส่งนายพิธาให้ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งดูจากการแสดงออกที่ชัดเจนได้ไม่เกิน 5 เสียง เชื่อว่าหากส.ว. คนไหนที่สนับสนุนแล้วแสดงตัว ก็จะทำให้เกิดความชัดเจน ยืนยันว่าที่ทำแบบนี้เพราะได้รับใบสั่งจากประชาชน

ทั้งนี้ หากนายพิธาไปต่อไม่ได้ ต้องเปลี่ยนเป็นแคนดิเดตของพรรคเพื่อไทยขึ้นมา สว.จะสบายใจขึ้นหรือไม่ นายเสรี กล่าวว่าไม่ใช่ความสบายใจแต่ต้องให้สส.ไปตกลงกันให้สบายใจ รวบรวมเสียงให้ได้แล้วสว.จะพิจารณาบุคคลที่ไม่มีคุณสมบัติที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

เมื่อถามย้ำว่าหากเป็นแคนดิเดตนายกจากพรรคเพื่อไทย จะมีภาษีดีขึ้นกว่านายพิธาหรือไม่ นายเสรี กล่าวว่า “ก็ต้องดูว่าใคร ตอนนี้มีชื่อเดียวคือ นายอนุทิน จากพรรคภูมิใจไทย ถ้ามาเพื่อไทยก็ต้องดูว่ามี 3 ชื่อแล้วเสนอใคร ก็ต้องดูตัวตนด้วยว่าเป็นใคร ขณะเดียวกันตอนนี้ยังตอบไม่ได้ว่าเป็นใคร 

ตอนนี้ยังรับรองใครไม่ได้ ต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมด้วย เช่นเดียวกัน หากเป็นชื่อของพลเอกประวิตรวงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ก็ต้องพิจารณาตามความเหมาะสมด้วย ทุกคน ต้องอยู่ในเกณฑ์เดียวกันจะยกเว้นใครไม่ได้

ขณะที่นายสมชาย กล่าวว่า ในส่วนของคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนฯ ก็มีการรับเรื่อง และมอบให้ที่เกี่ยวข้องไปตรวจสอบ แต่เรื่องนี้ ได้มอบให้นายเสรีไปตรวจสอบแล้ว และมอบให้กรรมาธิการกิจการองค์กรศาลรัฐธรรมนูญ ในเรื่องข้อสงสัยเกี่ยวกับการเลือกตั้งครั้งนี้ที่มีปัญหาในหลายประเด็น ซึ่งการที่มายื่นร้องให้สว.ยื่นตามมาตรา 82 คือ สว. 1 ใน 5

โดยหลักเป็นเรื่องของสว.ด้วยกัน เว้นแต่ไปตีความว่าสว เป็นหนึ่งในสมาชิกรัฐสภา ก็จะใช้ 1 ใน 10 ได้ แต่เชื่อว่าไม่น่าจะถึงขั้นนั้น ส่วนตัวเห็นว่า กกต.มีหน้าที่อยู่แล้วเรื่องนี้ไม่ยาก ซึ่งจะพิจารณาได้ว่านายพิธา ถือหุ้นสื่อหรือไม่ ซึ่งชัดอยู่แล้วไอทีวียังเป็นสื่ออยู่หรือไม่ ก็ตรวจสอบจากวัตถุประสงค์และการประกอบกิจการของบริษัท และคดีความที่อยู่ในศาลปกครอง รวมถึงคำร้องที่อยู่ในศาลรัฐธรรมนูญ ถึง 4 คดีมาประกอบ ซึ่งชัดเจนว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองถือหุ้นสื่อเพียงหุ้นเดียวก็ไม่ได้ ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด

นายสมชาย มองว่าหากกกต.ยึดมาตรฐานเดิมที่ใช้พิจารณา คดีของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ก็สามารถส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ ส่วนศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยออกมาอย่างไรก็รับได้

แท็กทีมสว. ‘เสรี-สมชาย’ จี้ กกต.เร่งสอบปม ‘พิธา’ ถือหุ้นสื่อ

อย่างไรก็ตาม กกต.สามารถดำเนินการได้ทำทันทีเนื่องจากมีคำร้องเดิม รวมกับที่ตั้ง กรรมการไต่สวนตามมาตรา 151 แล้วส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อนายพิธา หากไม่ถือหุ้นสื่อก็จบ และได้นายกรัฐมนตรีที่ไม่ขาดคุณสมบัติ ไม่มีปัญหาเรื่องข้อกฎหมายต่อไป

นายสมชาย กล่าวย้ำด้วยว่า เมื่อสว.ต้องทำหน้าที่ร่วมโหวตนายกรัฐมนตรี ต้องนำประเด็นนโยบายของพรรคการเมืองนั้น มาพิจารณามาประกอบกับตัวบุคคล โดยเฉพาะนโยบายที่กระทบกับความมั่นคงของประเทศ แต่เมื่อเสนอมาแล้ว คนที่มาจะเป็นนายกรัฐมนตรี และการจัดตั้งรัฐบาลควรต้องคำนึงถึงข้อกังวลของสว.โดยเฉพาะเรื่องความมั่นคงของประเทศด้วย

ปชป.ไม่มีล็อกโหวต ‘เฉลิมชัย’ โต้ยังไม่มีชื่อแคนดิเดต ‘หัวหน้าปชป.คนใหม่’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/552158

27 มิ.ย. 2566

ปชป.ไม่มีล็อกโหวต 'เฉลิมชัย' โต้ยังไม่มีชื่อแคนดิเดต ‘หัวหน้าปชป.คนใหม่’

‘เฉลิมชัย’ โต้ ข่าวมั่ว ยืนยัน ยังไม่มีชื่อ แคนดิเดต ‘หัวหน้าปชป.คนใหม่’ ย้ำ เคารพมติพรรค ไม่มีล็อกโหวต ย้ำเรื่องเอกภาพพรรคมาตลอด 4 ปี หลัง ‘อภิสิทธิ์’ ขอเพิ่งอย่าโฟกัสตัวบุคคล ขอเคารพกติกา อย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รักษาการเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการเตรียมการประชุมวิสามัญพรรคประชาธิปัตย์เพื่อเลือกหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ระบุว่าขณะนี้ยังไม่มีผู้เสนอชื่อ เป็นแคนดิเดต ส่วนชื่อของนายเดชอิศม์ ขาวทอง รักษาการรองหัวหน้าพรรค นั้น ใครมีคุณสมบัติก็สามารถเป็นได้หมด

“ขณะนี้ยังไม่มีรายชื่อใคร เป็นแคนดิเดต หัวหน้าปชป.คนใหม่ ข่าวที่ออกมาเป็นข่าวลือ ข่าวมั่ว ทั้งหมด”

สำหรับแนวทางจะเป็นอย่างไรนั้น นายเฉลิมชัย ย้ำว่าต้องรอที่ประชุม มติเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยไม่มีล็อกโหวต

ส่วน ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า วันนี้ ไม่ใช่เรื่องที่จะมาคุยถึงตัวบุคคล แต่ต้องคุยเรื่องความเป็นเอกภาพของพรรค เรื่องนี้ตนก็ได้ขอพรรคมาตลอด 4 ปี เรื่องความเป็นเอกภาพของพรรคตั้งแต่ปี 2562 ก็ดีใจที่วันนี้เข้าใจคำว่า “เอกภาพ”

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รักษาการเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รักษาการเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์

เมื่อถามว่า สส.ทุกเขต ต้องขึ้นอยู่กับนายเฉลิมชัยใช่หรือไม่ นายเฉลิมชัย ปฏิเสธพร้อมระบุว่า สส. จะนับถือหรือเคารพเราหรือไม่เคารพก็เป็นสิทธิ์ของเขา วันนี้ข้อบังคับพรรคเขียนมาเป็น 10 กว่าปีแล้วตั้งแต่สมัยนายอภิสิทธิ์ ซึ่งต้องยอมรับในกติกาที่เขียนมาก่อน และสิ่งสำคัญที่สุดคืออย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง

ส่วนหัวหน้าพรรคคนใหม่จะบ่งบอกว่าพรรคประชาธิปัตย์จะร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายเฉลิมชัยกล่าวว่า “ไม่หรอก” เป็นเรื่องของ สส. ในการตัดสินใจ ขออย่าพยายามไปชี้นำ ให้เขาตัดสินใจเอง เพราะเขาผ่านการเลือกตั้งมา ด้วยความสามารถส่วนพรรคก็เป็นพี่เลี้ยงเท่านั้น

‘เลขาสภาฯ’ แจงเปิดประชุมรัฐสภา 3 ก.ค.จัดรัฐพิธี – เลือกปธ.สภา 4 ก.ค.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/552156

27 มิ.ย. 2566

‘เลขาสภาฯ’ แจงเปิดประชุมรัฐสภา 3 ก.ค.จัดรัฐพิธี - เลือกปธ.สภา 4 ก.ค.นี้

‘เลขาสภาฯ’ แจงตัวเลข สส. เหลือ 499 คน เหตุ ‘ณธีภัสร์’ ก้าวไกลต้องคดีเมาแล้วขับ ทำพ้นสมาชิกสภาพ รอเลื่อนลำดับ หลังได้ประธานสภาฯ ซึ่งจะเปิดประชุมสภานัดแรก 3 ก.ค.จัดรัฐพิธี-เลือกประธาน 4 ก.ค.นี้ มี “วิโรจน์ เปาอินทร์” เป็นประธานการประชุมชั่วคราว

นางพรพิศ เพชรเจริญ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร (เลขาสภาฯ) ชี้แจงการปรับตัวเลข สส. จาก 500 คน เหลือ 499 คน ในขณะนี้ว่า สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้ทำหนังสือถามไปยังศาลอาญามีนบุรี เพราะทราบจากข่าวว่ามี น.ส.ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ต้องคดีเมาแล้วขับ 

โดยเมื่อวานนี้(26มิ.ย. 2566)ได้รับหนังสือจากศาลอาญามีนบุรี แจ้งว่าคดีถึงที่สุดแล้ว ก็เท่ากับสิ้นสมาชิกภาพ สส. แล้ว ตามมาตรา 101 (13) ดังนั้นจำนวน สส. จึงลดลง ซึ่งสำนักงานเลขาธิการสภาฯ ได้แจ้งกับพรรคก้าวไกลเป็นการภายในแล้ว ส่วนหนังสือแจ้งทางการจะเป็นวันนี้

ส่วนการเลื่อนบัญชีรายชื่อลำดับถัดไปขึ้นมาแทนนั้น นางพรพิศ กล่าวว่า จะต้องรอให้มีประธานสภาฯ คนใหม่ก่อน โดยใช้ระยะเวลา 7 วัน ขณะที่การเปิดประชุมรัฐสภาวันที่ 3 ก.ค.นี้ ทางสำนักงานฯ จะทำหนังสือแจ้งไปยังทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในวันที่ 28 มิ.ย. 2566 เพื่อแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับรัฐพิธี 

โดยสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้มีการซักซ้อมการเปิดรัฐพิธี และซักซ้อมการเปิดประชุมมาโดยตลอด ซึ่งในวันที่ 4 ก.ค. 2566 เวลา 9.30 น. จะเป็นการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดแรก เพื่อเลือกประธานสภาฯ โดยมีนายวิโรจน์ เปาอินทร์ สส.ระบบบัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย เป็นประธานฯ การประชุมชั่วคราว

“นายกฯ’ อาจไม่ใช่ พิธา หากเลือก ‘ประธานสภา’ ต้องโหวตลงคะแนน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/552154

27 มิ.ย. 2566

"นายกฯ' อาจไม่ใช่ พิธา หากเลือก 'ประธานสภา' ต้องโหวตลงคะแนน

อดีตประธานรัฐสภา เชื่อว่า หากต้องมีการโหวตเลือก ‘ประธานสภา’ จะทำให้ว่าที่ ‘นายกฯ’ ไม่เป็นไปตามที่มีการตกลงกันไว้

นาย อุทัย พิมพ์ใจชน อดีตประธานรัฐสภา ให้สัมภาษณ์ คมชัดลึก ถึงความไม่ลงตัวในตำแหน่งประธานสภา ระหว่าง พรรคการเมืองที่ร่วมมือกันจัดตั้งรัฐบาลว่า ตามปกติแล้วประเทศประชาธิปไตยทั่วโลก ก็จะให้ตำแหน่งประธานสภากับพรรคที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเพื่อความสะดวกในการบริหาร ซึ่งจะมีการตกลงกันก่อน เมื่อมีการเตรียมการกันอย่างเข้าใจระหว่างพรรคร่วมก็ไม่มีปัญหา

แต่ถ้ามีความขัดแย้งกัน จนต้องโหวตกันในสภา จะทำให้บ้านเมืองลำบาก ถือเป็นการส่งสัญญาณ ถึงการเลือกนายกฯ อาจจะไม่ใช่อย่างที่ตกลงกันไว้

อดีตประธานรัฐสภา เห็นว่า ความปั่นป่วนเรื่องตำแหน่งประธานสภา เกิดจากพวกหน้ามืด ทางการเมือง  เรื่องอาวุโส อาจจำเป็นน้อยกว่า เพราะสมัยที่เขาเป็นประธานสภา ก็อายุยังไม่ถึงสี่สิบปี สำคัญที่คนทำหน้าที่ประธานสภา จะดำรงตนในหน้าที่ได้ดีแค่ไหน เพราะเด็กที่ทำตัวได้น่าเคารพก็มี ผู้ใหญ่ที่ทำตัวเป็นเด็กก็มาก 

อุทัย พิมพ์ใจชน อดีตประธานรัฐสภาอุทัย พิมพ์ใจชน อดีตประธานรัฐสภา

กรณี นาย สุชาติ ตันเจริญ  ที่มีชื่อเป็นแคนดิเดต ประธานสภา ไม่อยากวิจารณ์ว่าเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม แต่เคยทำงานร่วมกันและเห็นว่ทำหน้าที่ได้ดี เช่นเดียวกับสมัยที่ผ่านมา ถือว่าทำหน้าที่ได้ดี

ส่วนการโหวตเลือกนายกฯ  จากท่าทีของสมาชิกวุฒิสภาหรือ สว. ยอมรับว่าก่อความวิตกให้กับประชาชนอย่างมาก เพราะคนที่เลือกตั้งรออยู่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลของเขา ซึ่งเสียงข้างมากออกมา เขารับได้แล้ว  ถ้า สว.ไม่โหวตให้เท่ากับสวนกระแสประชาชน ถือเป็นการโหวตที่ผิดปกติ ผิดธรรมชาติ จึงอยากบอกว่า ในฐานะที่ผ่านการเมืองมาทุกรูปแบบ เชื่อว่า ประชาธิปไตย ทำให้บ้านเมืองเจริญ

เราเปลี่ยนแปลงการปกครองมากว่า 90 ปี ประเทศไทยยิ่งอยู่ยิ่งถอยหลัง เพราะถูกกั๊กจากการปกครองที่ไม่ได้มาจากประชาชนมากกว่าการปกครองที่มาจากประชาชน

อดีตประธานรัฐสภา ยกตัวอย่างพรรคไทยรักไทย เลือกตั้งครั้งแรกได้ 14 ล้านเสียง ครั้งที่สองเสียงหายไปมาก ผลการเลือกตั้งบอกได้ว่า เสียงที่ขาดหายไป มาจากประชาชนเห็นธาตุแท้  ความเปลี่ยนแปลงกำลังเกิดขึ้นตามครรลองประชาธิปไตย แต่เกิดการยึดอำนาจก่อนเพราะกลัว มีผลทำให้ประชาธิปไตย อ่อนแอลงไปอีก

ส่วนผลการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคก้าวไกลชนะเลือกตั้ง แต่จะได้เป็นนายกฯ เป็นรัฐบาลหรือไม่ การเมืองไทยไม่มีสูตรสำเร็จ มีองค์ประกอบสารพัด คราวนี้อาจเริ่มจากโหวตเลือกประธานสภา ที่สำคัญประชาชนต้องศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย  และเข้ามามีส่วนร่วม

สั่งปิด ‘ศูนย์ธำรงวินัย’ ใช้ พ.ร.บ.วินัยทหาร 2476 ลงโทษทหารตามเดิม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/552153

27 มิ.ย. 2566

สั่งปิด ‘ศูนย์ธำรงวินัย’ ใช้ พ.ร.บ.วินัยทหาร 2476 ลงโทษทหารตามเดิม

พลเอก ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการทหารบก สั่งยกเลิก ‘ศูนย์ธำรงวินัย’ ให้กลับไปลงโทษกำลังพลตาม พ.ร.บ.วินัยทหาร 2476 ตามเดิม

รายงานว่าจากกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า  พลเอก ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ 904 (ผบ.ฉก.ทม.รอ.904) สั่งยกเลิกคำสั่งการจัดตั้งศูนย์ธำรงวินัยฯ ที่ตั้งขึ้นในยุคที่ พลเอก อภิรัชต์ คงสมพงษ์ เป็น ผบ.ทบ. 

ซึ่งมีทั้งในกองทัพบก ส่วนกลางกองทัพภาค 1 มีศูนย์ธำรงวินัย ที่กองพลทหารม้าที่ 2รักษาพระองค์ (พล.ม.2รอ.) และ หน่วย มณฑลทหารบก (มทบ.) ในแต่ละกองทัพภาค เพื่อควบคุมระเบียบ วินัย และการวางตัวของกำลังพล ทั้งความประพฤติ การแต่งกาย เครื่องแบบ ต้องให้ถูกระเบียบและสง่างาม

ทั้งนี้ การนำเรื่องธำรงวินัยมาบังคับใช้ เพื่อให้ทหารทุกระดับชั้น ตั้งแต่นายสิบ ถึงนายพล ต้องระมัดระวังตัวมากขึ้น เพื่อรักษาระเบียบวินัยทางทหาร วางตัวให้เหมาะสม ไม่ว่าจะอยู่ในหรือนอกเครื่องแบบ โดยเฉพาะเมื่ออยู่ท่ามกลางประชาชน การออกสื่อ และการลงโซเชียลฯ

โดยการธำรงวินัย ทำได้ทั้งการฝึกทางทหาร การฝึกความเข้มแข็งของร่างกาย การเดินเวร แต่เมื่อถูกลงโทษและถูกธำรงวินัย จะต้องสวมหมวกสีแดง เป็นสัญลักษณ์ว่า อยู่ระหว่างการถูกธำรงวินัย

ทั้งนี้ กองทัพบก มีคำสั่งยกเลิกตั้งแต่วันที่ 23 มิ.ย. 66 เป็นต้นไป โดยให้ทุกหน่วยดำเนินการต่อกำลังพลที่กระทำผิดวินัยตาม พ.ร.บ.วินัยทหาร พ.ศ.2476  แทน 

ซึ่งมีกฎการลงทัณฑ์ 5 สถาน ตามฐานความผิด “พ.ร.บ.วินัยทหาร” เริ่มจาก เบาไปหาหนัก

  1. ภาคทัณฑ์ หรือ ทำทัณฑ์บน
  2. ทัณฑกรรม ด้วยการให้ทำงานสุขา การโยธา อยู่เวรยาม
  3. กักตัวให้อยู่ในสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง
  4. กักขัง ในที่ควบคุม
  5. จำขัง เข้าเรือนจำทหาร ซึ่งถือว่าเป็นโทษรุนแรงที่สุด และวินัยทหาร 9 ข้อ 

‘ก้าวไกล’ ได้ฤกษ์ ‘พิธา’ นำทัพ 150 สส.รายงานตัวต่อสภาฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/552150

27 มิ.ย. 2566

‘ก้าวไกล’ ได้ฤกษ์ ‘พิธา’ นำทัพ 150 สส.รายงานตัวต่อสภาฯ

‘พิธา’ นำทัพ 150 สส. ‘ก้าวไกล’ รายงานตัว เจ้าหน้าที่สภาฯ แห่กรี๊ด ให้กำลังใจ เจ้าตัวไม่ห่วงเสียง สว. วอน อย่าใช้ ม.112 มาเป็นข้ออ้างไม่โหวต ชี้นโยบายนี้ผ่านเลือกตั้งมาแล้ว ยังมั่นใจเสียงพอเป็นนายกฯ แน่ ปัดตอบแผนสำรองหากไม่ได้ประธานสภาฯ รอผลคุยเพื่อไทยพรุ่งนี้

เราคือผู้แทนราษฎร เรามาจากประชาชน

ที่รัฐสภา นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคก้าวไกล พร้อมด้วย สส.ก้าวไกล รวม 150 คน เดินทางด้วยรถบัส 4 คัน ออกจากตึกไทยซัมมิท มายังอาคารรัฐสภา เพื่อรายงานตัว สส.อย่างพร้อมเพรียงกัน ซึ่ง สส.ทุกคนสวมเสื้อยืดคอกลมสีขาว สกรีนคำว่า “เราคือผู้แทนราษฎร เรามาจากประชาชน” และใส่สูทหรือแจ๊คเก็ตทับอีกหนึ่งชั้น

โดยเดินจากบริเวณด้านหน้าประตูทางเข้าอาคารเข้ามาพร้อมกัน ซึ่งทันทีที่นายพิธา เดินทางมาถึงชั้น B1 ซึ่งเป็นสถานที่รายงานตัว มีเจ้าหน้าที่สภามารอและส่งเสียงกรี๊ดต้อนรับ ขณะที่เจ้าหน้าที่พนักงานทำความสะอาดของรัฐสภาก็ได้ชูป้าย “ยินดีต้อนรับ” ก่อนที่นายพิธาจะให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนถึงประเด็นร้อนต่างๆ

มั่นใจมีเสียงพอโหวตนายกฯ

นายพิธา เปิดเผยว่าการเข้ามาทำหน้าที่ในสภาครั้งนี้ พรรคก้าวไกลมี สส.151 คน ซึ่งมากกว่าครั้งที่แล้ว 2 เท่า ก็จะเข้ามาช่วยกันผลักดันงานที่ทำค้างไว้ และผลักดันกฎหมายเพื่อประชาชน ส่วนสาเหตุที่นำ สส.มารายงานตัวในวันนี้ มีหลายเหตุผล เพราะก่อนหน้านี้ตนติดโควิดไม่สามารถมาได้ อีกทั้งวันที่ 27 มิ.ย. มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของไทย จึงเชื่อว่าจะเป็นนิมิตหมายที่ดี

‘ก้าวไกล’ ได้ฤกษ์ ‘พิธา’ นำทัพ 150 สส.รายงานตัวต่อสภาฯ
‘ก้าวไกล’ ได้ฤกษ์ ‘พิธา’ นำทัพ 150 สส.รายงานตัวต่อสภาฯ

ส่วนกรณี สว. ออกมาประกาศจะไม่โหวตให้นายพิธา เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ส่วนตัวก็ไม่กังวลใจเพราะเท่าที่ได้พูดคุยกับหลายคนก็มีดุลพินิจ โหวตเลือกตามบรรทัดฐานที่เคยทำไว้ในปี 62 ซี่ง สว. เคยพูดไว้ว่าหากสภาล่างสามารถรวมเสียงได้เกิน 251 คน จะไม่ฝืนมติจากสภาล่างหรือมติจากประชาชน

ดังนั้นในภาพรวม สว.ทั้ง 250 คน จะยึดตามหลักการนี้ให้มั่น ไม่ใช่เรื่องของบุคคลว่าจะโหวตให้นายพิธาหรือไม่ แต่เป็นเรื่องของหลักการถ้ายึดตามนี้ก็ไม่มีอะไรน่ากังวล

ถ้าใช้ ม.112 เพื่อกลั่นแกล้ง ไม่ดีต่อทุกสถาบัน

ส่วนกรณีนายเสรี สุวรรณภานนท์ ระบุจะมี สว. โหวตให้นายพิธาไม่เกิน 5 เสียงนั้น นายพิธา ยืนยันว่า สิ่งที่น.ส.ศิริกันยา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ เคยพูดไว้เป็นเรื่องจริงซึ่งพรรคก้าวไกลพยายามพูดคุยทำลายกำแพงระหว่าง 2 สภา จึงมีความคืบหน้าขึ้นเรื่อยๆ เพราะได้ชี้แจงข้อกังวลใจของ สว. ในเชิงหลักการไปแล้ว

‘ก้าวไกล’ ได้ฤกษ์ ‘พิธา’ นำทัพ 150 สส.รายงานตัวต่อสภาฯ
‘ก้าวไกล’ ได้ฤกษ์ ‘พิธา’ นำทัพ 150 สส.รายงานตัวต่อสภาฯ

อีกทั้ง สว. หลายคนก็ยังไม่ได้พูดความคิดของตัวเองออกมากับสื่อมวลชน เพราะรอเวลาอยู่ พร้อมยืนยันอีกครั้งว่ามีจำนวนเสียง สว. พอที่จะโหวตให้ตนเป็นนายกฯ

ส่วนจะลดเพดานการแก้ไขมาตรา 112 เพื่อให้ได้เสียงสนับสนุนจาก สว. หรือจะยืนยันตามนโยบายที่หาเสียงไว้ นายพิธากล่าวว่า การแก้มาตรา 112 เราได้พูดก่อนการเลือกตั้ง และตกผลึกว่าเป็นทางออกให้สังคมไทย เพราะที่ผ่านมามีการใช้มาตรานี้เป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งทางการเมือง รังแกคนเห็นต่างและเยาวชน ซึ่งไม่เป็นผลดีกับสถาบันไหนเลย 

‘ก้าวไกล’ ได้ฤกษ์ ‘พิธา’ นำทัพ 150 สส.รายงานตัวต่อสภาฯ

ดังนั้นการจะรักษาสิ่งที่เรารัก ก็ควรจะมีการแก้ไขตามบริบทของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จะไม่ทำให้เส้นทางการจัดตั้งรัฐบาลต้องสะดุดลง แต่เมื่อมีข้อมูลหลายฝ่าย ก็อาจทำให้คนเข้าใจผิด ว่าแก้ไขก็คือแก้ไข ไม่ใช่ยกเลิก ซึ่งเท่าได้คุยกับวุฒิสภาและหลายฝ่ายก็เข้าใจมากขึ้น ว่าการที่เรารักษาระบบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ก็ต้องปรับเปลี่ยนให้เหมาะกับประเทศไทยในยุคเปลี่ยนผ่าน ซึ่งก็ต้องทำความเข้าใจกันมากขึ้น จึงไม่น่าเป็นอุปสรรคแต่อย่างใด

‘ก้าวไกล’ ได้ฤกษ์ ‘พิธา’ นำทัพ 150 สส.รายงานตัวต่อสภาฯ

เมื่อถามว่ามาตรา 112 จะเป็นอุปสรรคทำให้ไปไม่ถึงนายกรัฐมนตรี จะทำอย่างไร นายพิธา กล่าวว่า “ผมคิดว่าถ้าจะมี ก็เป็นสิ่งที่กังวลใจ เพราะเหมือนกับว่าเป็นการเอาเสียงที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนมาปะทะกับสถาบันโดยตรง เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมและเป็นสิ่งที่อันตราย เพราะฉะนั้นอย่าเอาเรื่องนี้มาเป็นข้ออ้าง เรายังมีอีกหลายเรื่องที่เห็นตรงกันแล้วมาบริการจัดการ ที่เหลือก็เป็นเรื่องของฝ่ายนิติบัญญัติและรัฐสภา”

‘ก้าวไกล’ ได้ฤกษ์ ‘พิธา’ นำทัพ 150 สส.รายงานตัวต่อสภาฯ

เมื่อถามว่าขณะนี้ศาลรัฐธรรมนูญมีการวินิจฉัยเรื่องการแก้ไขของมาตรา 112 กังวลหรือไม่ว่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ ส.ว. ไม่โหวตให้ นายพิธา กล่าวว่า ไม่ได้เป็นเรื่องที่น่ากังวลใจ เป็นเรื่องระหว่างศาลรัฐธรรมนูญและอัยการสูงสุด เพราะมองว่าการแก้ไขกฎหมายกฎหมายหนึ่งไม่เท่ากับการล้มล้างการปกครองอย่างที่กล่าวหาที่เกินจริงไปเยอะ เรามีความตั้งใจที่จะรักษาประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขให้เป็นหลักให้เรายืนแน่นอยู่ ซึ่งตอนนี้ก็อธิบายกันอยู่เรื่อยๆ คิดว่าไม่ได้เป็นตามกระแสข่าว และการแก้ไขมาตรา 112 พรรคก้าวไกลก็ใช้เป็นนโยบายซึ่งผ่านการเลือกตั้งมาแล้ว

‘ก้าวไกล’ ได้ฤกษ์ ‘พิธา’ นำทัพ 150 สส.รายงานตัวต่อสภาฯ

เมื่อถามว่า สรุปแล้วตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรสรุปแล้วจะเป็นของพรรคก้าวไกลหรือไม่ นายพิธา กล่าวว่า ขอให้รอฟังการประชุมร่วมกันกับพรรคเพื่อไทย และจะมีการแถลงร่วมกัน

เมื่อถามว่ามีการวางแผนสำรองหรือไม่ หากตำแหน่งประธานสภาฯ ไม่ได้เป็นของพรรคก้าวไกล ซึ่งนายพิธา ปฏิเสธตอบคำถามแล้วเดินเข้าไปรายงานตัวสส. ทันที

‘ก้าวไกล’ ได้ฤกษ์ ‘พิธา’ นำทัพ 150 สส.รายงานตัวต่อสภาฯ

สำหรับการรายตัววันนี้ ซี่งตรงกับวันที่ 27 มิถุนายน นับเป็นวันสำคัญและมีนัยยะทางการเมือง คือเป็นวันที่ประกาศใช้พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว ทั้งนี้หากสังเกตความเคลื่อนไหวของพรรคก้าวไกล มักจะอิงกับวันสำคัญทางการเมืองแทบทุกครั้ง

‘ก้าวไกล’ ได้ฤกษ์ ‘พิธา’ นำทัพ 150 สส.รายงานตัวต่อสภาฯ
‘ก้าวไกล’ ได้ฤกษ์ ‘พิธา’ นำทัพ 150 สส.รายงานตัวต่อสภาฯ
‘ก้าวไกล’ ได้ฤกษ์ ‘พิธา’ นำทัพ 150 สส.รายงานตัวต่อสภาฯ

รังสิมันต์ แจงประเด็น ‘วันชาติ’ ความเห็นส่วนตัววงเสวนา ไม่เกี่ยว ก้าวไกล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/552120

26 มิ.ย. 2566

รังสิมันต์  แจงประเด็น  'วันชาติ' ความเห็นส่วนตัววงเสวนา ไม่เกี่ยว ก้าวไกล

สส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคก้าวไกล แจงเจตนารมณ์ที่มาของประเด็น “วันชาติ” 24 มิถุนายน มีที่มาจากการพูดคุยในวงเสวนา เป็นการแสดงความเห็นส่วนตัวล้วน ๆ ไม่เกี่ยวกับพรรคก้าวไกล ขออย่าโยง ระบุ เรื่องเร่งด่วนเวลานี้คือเอานโยบายต่าง ๆ ที่ได้สัญญาไว้กับประชาชนนำมาขับเคลื่อน

นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล  โฆษกพรรคก้าวไกล   เปิดเผยว่า  ประเด็นที่ตนถูกโจมตี เรื่องการเสนอเปลี่ยน “วันชาติ” เป็น 24 มิถุนายน  เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร และเป็นเรื่องที่มีการถกเถียงมานานแล้ว  หากศึกษาประวัติศาสตร์ดี  จะเห็นว่า”วันชาติ” คือวันที่ 24 มิถุนายน สิ่งที่ตนพูดไม่ได้แตกต่างจากนักประวัติศาสตร์ต่าง ๆ  ส่วนจะทำได้จริงหรือไม่ เป็นประเด็นที่จะต้องหาทางพูดกันในสังคม ไม่ใช่วาระที่จะต้องทำกันในเร็ว ๆ นี้  ตนนำเรื่องนี้มาพูดคุยในวงเสวนา  ไม่ใช่แนวทางที่มาจากพรรคก้าวไกลแต่อย่างใด

ทั้งนี้เรื่องเฉพาะหน้าที่พรรคก้าวไกลให้ความสำคัญ คือเรื่องการเตรียมนโยบาย และการจัดตั้งรัฐบาล ที่จะเอานโยบายต่าง ๆ ที่ได้สัญญาไว้กับประชาชน มาแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน ซึ่งมีปัญหาหลายอย่างที่รอไม่ได้ อย่างปัญหายาเสพติด เป็นวาระสำคัญที่จะต้องหาทางจัดการให้ได้  ”  ย้ำว่าเรื่อง “วันชาติ”   เรื่องนี้ยังไม่มีการพูดคุยกันในพรรค  เป็นการพูดของในงานเสวนา  เป็นการพูดคุยกันเรื่องประวัติศาสตร์ และข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในอดีต เป็นมุมมองส่วนตัวที่เป็นการเสวนา ” 

เขา กล่าวว่า เชื่อว่าประเด็นเรื่อง วันชาติ   จะไม่ถูกนำมาใช้ในการตัดสินใจการโหวตนายกรัฐมนตรีที่มาจากสว.   และหวังให้สิ่งที่ควรคำนึงถึงคือ การจัดตั้งรัฐบาล เพื่อให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของประชาชนที่ไปใช้สิทธิ ลือกตั้งในวันที่ 14 พ.ค.   ทั้งการเลือกประธานสภา และนายกรัฐมนตรี ควรสอดคล้องกับผลของการเลือกตั้ง  ตนเชื่อว่าวิธีเช่นนี้เป็นวิธีการเดียวที่ทำให้ประเทศไทย  ออกจากบ่วงของความขัดแย้ง และเดินหน้าต่อไปได้ หากรัฐบาลทำหน้าที่ไม่ดี เป็นเรื่องของประชาชนที่จะต้องตัดสิน ว่าสุดท้ายรัฐบาลชุดนั้นทำหน้าที่อย่างมีคุณภาพหรือไม่  นายโรม  กล่าว