‘เพื่อไทย’ ขอ ‘ประธานสภา’ ลั่นประมุขคนละฝ่ายก็ไม่เลว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/549711

25 พ.ค. 2566

'เพื่อไทย' ขอ 'ประธานสภา' ลั่นประมุขคนละฝ่ายก็ไม่เลว

‘ประเสริฐ’ เผย ‘เพื่อไทย’ แจ้งขอตำแหน่ง ‘ประธานสภา’ ก่อนแล้ว รอคำตอบ ‘ก้าวไกล’ พรรคอันดับ 2 เป็นไม่เสียหาย คะแนน สส.เขตเท่ากัน ชี้ต่างฝ่ายเป็นประมุขก็ไม่เลว ส่วนชื่อ ‘หมอชลน่าน’ เหมาะสมแล้ว

มาที่ฝั่ง “พรรคเพื่อไทย” บ้าง ขอตำแหน่ง “ประธานสภาผู้แทนราษฎร” ซึ่งยังต้องรอข้อสรุปอีกครั้ง เนื่องจาก “พรรคก้าวไกล” ก็ประกาศชัดเจนว่าตำแหน่งนี้ต้องเป็นของเขา เพื่อคุมอำนาจนิติบัญญัติ

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย เผยว่า ขณะนี้รอคำตอบจากพรรคก้าวไกล เนื่องจากเมื่อวันที่ทำ MOU ร่วมจัดตั้งรัฐบาล ได้แจ้งความประสงค์ถึงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย อีกฝ่ายแจ้งว่า ขอเวลาอีก 2-3 วัน จะเอาคำตอบมาให้ ซึ่งมองว่ากองเชียร์ทั้ง 2 ฝั่ง อยากให้ สส.และแกนนำของแต่ละพรรคเป็น และ ตำแหน่งประธานสภาเป็นตำแหน่งสำคัญ อยากให้คำนึงถึงความเหมาะสม แต่ถ้าพรรคก้าวไกลไม่ยอมพรรคเพื่อไทยก็คงต้องกลับมาหารือกันอีกครั้ง

พร้อมยกตัวอย่างเมื่อปี 2562 นายชวน หลีกภัย เป็นประธานสภาฯ ซึ่งมาจากพรรคประชาธิปัตย์ พรรคลำดับที่ 4 แต่ครั้งนี้เสียงใกล้กันมาก โดยเฉพาะ สส.แบบแบ่งเขต ที่พรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทยได้ 112 เท่ากัน เพราะฉะนั้นอยากให้มีการพูดคุยกันเพื่อหาทางออก และเป็นสิ่งที่พรรคเพื่อไทยเคยประสานงานไปแล้ว จึงอยากให้บรรยากาศการทำงานเป็นไปได้ด้วยดี เพราะได้ทำ MOU ไปแล้ว ไม่อยากให้บางเรื่องมาเป็นอุปสรรค หากปล่อยให้ต่างฝ่ายออกมาพูดก็ไม่จบซะทีและยิ่งนานไปก็ไม่ใช่ผลดี เพราะที่ผ่านมาการคุยกับพรรคก้าวไกลและพรรคร่วมอื่นๆบรรยากาศเป็นไปได้ด้วยดีทุกครั้ง

ส่วนจะกระทบกับการจับมือจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ ยังยืนยันเจตนารมย์พรรคเพื่อไทย สนับสนุน นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรีในฐานะที่พรรคก้าวไกลเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล เรื่องประธานสภาเป็นคนละกรณีกัน และไม่มีใน MOU 

เมื่อถามว่า 10 เสียงที่ห่างกันไม่ได้มากพรรคเพื่อไทยถอยให้กับพรรคก้าวไกลพอสมควรหรือยังนั้น นายประเสริฐ กล่าวว่า พอสมควร เพราะ 10 เสียงเป็นคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ที่ต่างกันเท่านั้น หากพรรคก้าวไกลได้รับการคัดเลือกตั้ง สส.เกินครึ่งหนึ่ง คือ 250 จะจบปัญหานี้ ไม่เกิดแน่นอน และในอดีตที่ผ่านมาพรรคที่ได้ลำดับที่ 1 กับ ลำดับที่ 2 จะ คะแนนต่างกัน คนละฝั่งกัน แต่ครั้งนี้เป็นฝั่งพรรคประชาธิปไตยเหมือนกัน ไม่มีพรรคใดที่ได้เสียงเกินครึ่งหนึ่ง จึงอยากให้ทุกฝ่ายมองถึงความเหมาะสม  

“ทางพรรคก้าวไกลได้นายกฯ เบอร์ 1 ไปแล้วถ้าพรรคเพื่อไทยมีโอกาสทำงานตรงนี้ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย” 

ส่วนที่มีชื่อ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ชิงเก้าอี้ประธานสภาฯ นายประเสริฐ มองว่า มีความเหมาะสม มีประสบการณ์ในสภา เป็น สส. 6 สมัย และเก่งเรื่องข้อบังคับ รวมถึงยังเป็นหัวหน้าพรรคด้วย ซึ่งหัวหน้าพรรคหนึ่งเป็นนายกฯ หัวหน้าอีกพรรคหนึ่งเป็นประธานสภาก็ไม่เลว

ส่วนข้อพิพาทระหว่าง นพ.ชลน่าน กับ นาวาอากาศตรีศิธา ธิวารี จะกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวหรือไม่ นายประเสริฐ หัวเราะ ก่อนตอบว่า อยากให้บรรยากาศดีกว่านี้ และต้องเคลียร์ใจกันเร็วๆ ซึ่งเมื่อก่อนทั้งสองฝ่ายรักกันดี ถูกคอกัน แต่นพ.ชลน่านเป็นผู้ใหญ่และเป็นหัวหน้าพรรค เมื่อมาเจอคำถามลักษณะถามจี้ 2 ครั้ง ตนว่าคงทำให้ท่านหงุดหงิดพอสมควรแต่ตนคิดว่าท่านเป็นผู้ใหญ่ท่านคงให้อภัย

‘ประธานรัฐสภา’ มีอำนาจ-หน้าที่ อะไร ทำไมถูกหมายปองจาก พรรคการเมือง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/549703

25 พ.ค. 2566

'ประธานรัฐสภา' มีอำนาจ-หน้าที่ อะไร ทำไมถูกหมายปองจาก พรรคการเมือง

ศึกชิงเก้าอี้ ‘ประธานรัฐสภา’ มีอำนาจ-หน้าที่ อะไร ทำไมถูกหมายปองจาก พรรคการเมือง ย้อนหน้าตา ประธานสภาผู้แทนราษฎร จากรัฐบาลเสียงข้างมาก

เก้าอี้ “ประธานสภาผู้แทนราษฎร” หรือ “ประธานรัฐสภา” กลายเป็นอีกตำแหน่งสำคัญ รองจากเก้าอี้รัฐมนตรี ที่มีการช่วงชิง และถูกจับตาว่า จะเป็นผู้มาจากพรรคการเมือง ที่คะแนนเสียงเป็นอันดับหนึ่ง หรือมาจากพรรคร่วมรัฐบาล หลังการเลือกตั้ง 2566 เสร็จสิ้นลง

“ประธานสภาผู้แทนราษฎร” หรือ “ประธานรัฐสภา” มีบทบาท หน้าที่ และมีความสำคัญอย่างไร ทำไมถึงดูหอมหวาน ใครก็อยากได้เก้าอี้นี้มาครอง แล้วที่ผ่านมา ประธานรัฐสภา ที่มาจากพรรคที่ได้คะแนนเสียงอันดับหนึ่ง มีใครบ้าง คมชัดลึก สรุปข้อมูลมาเป็นความรู้

รัฐสภารัฐสภา

“ประธานรัฐสภา มีหน้าที่อะไร

ตามข้อบังคับการประชุมของรัฐสภา พ.ศ. 2563 ข้อที่ 5 ประธานรัฐสภา มีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้

  1. เป็นประธานของที่ประชุมรัฐสภา และต้องวางตนเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่
  2. กำหนดการประชุมรัฐสภา
  3. ควบคุมและดำเนินกิจการของรัฐสภา
  4. รักษาความสงบเรียบร้อยในที่ประชุมรัฐสภา ตลอดถึงบริเวณของรัฐสถา
  5. เป็นผู้แทนรัฐสภาในกิจการภายนอก
  6. แต่งตั้งกรรมการเพื่อดำเนินกิจการใดๆ ตาม (7)
  7. หน้าที่และอำนาจอื่น ตามที่มีกฎหมายบัญญัติไว้ หรือตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับนี้

ทั้งนี้ ความสำคัญของตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็น “ประธานรัฐสภา” ด้วยอีกตำแหน่ง บทบาทแรกที่ชัดเจน คือ การเป็นผู้นำชื่อนายกรัฐมนตรีขึ้นทูลเกล้าฯ ต่อพระมหากษัตริย์ หลังที่ประชุมรัฐสภา ลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี เพื่อโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญ

ภาพที่ประชุมสภาฯ โหวตเลือกนายกรัฐมนตรีภาพที่ประชุมสภาฯ โหวตเลือกนายกรัฐมนตรี

ประธานรัฐสภา ใครเป็นคนเลือก

ตามตัวบทของรัฐธรรมนูญ กำหนดให้มีประธานสภาฯ 1 คน และรองประธาน 1 หรือ 2 คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากสมาชิกแห่งสภาผู้แทนราษฎรตามมติของสภา

  • ในการเลือกประธานสภาฯ และรองประธานสภาฯ นั้น สมาชิกแต่ละคนมีสิทธิเสนอชื่อสมาชิกได้ 1 ชื่อ โดยการเสนอนั้น ต้องมีจำนวนสมาชิกรับรองไม่น้อยกว่า 20 คน ถ้าหากว่ามีการเสนอชื่อผู้ใดเพียงชื่อเดียว ให้ถือว่าผู้ถูกเสนอชื่อนั้น เป็นผู้ได้รับเลือก ถ้าหากมีการเสนอชื่อหลายชื่อ ให้ออกเสียงลงคะแนนเป็นการลับ  เมื่อลงมติเสร็จสิ้นแล้ว ให้ประธานประกาศชื่อผู้ใดรับเลือกต่อที่ประชุม และให้เลขาธิการมีหนังสือแจ้งไปยังนายกรัฐมนตรีโดยเร็ว เพื่อนำความกราบบังคมทูลพระมหากษัตริย์
  • เมื่อไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งประธานสภา หรือมีแต่ไม่อยู่ หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ในกรณีที่มีรองประธานสภา 2 คน ให้รองประธานสภาคนที่ 1 เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานสภา ถ้ารองประธานสภาคนที่ 1 ไม่อยู่ หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองประธานสภาคนที่ 2 เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานสภา

ย้อนเก้าอี้ “ประธานรัฐสภา”

  • ปี 2535 นายมารุต บุนนาค จากพรรคประชาธิปัตย์ รัฐบาลนายชวน หลีกภัย (ได้ที่นั่ง สส.สูงสุด 79 เสียง)
  • ปี 2538 พล.ต. บุญเอื้อ ประเสริฐสุวรรณ จากพรรคชาติไทย ภายใต้รัฐบาลนายบรรหาร ศิลปอาชา (ได้ที่นั่ง สส.สูงสุด 92 เสียง)
  • ปี 2539 นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา พรรคความหวังใหม่ รัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ (ได้ที่นั่ง สส.สูงสุด 125 เสียง)
  • ปี 2543 นายพิชัย รัตตกุล พรรคประชาธิปัตย์ รัฐบาลนายชวน หลีกภัย หรือ “รัฐบาลชวน 2” (มิ.ย.- พ.ย. 2543 โดยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐบาลในเดือน พ.ย. 2540 จากการดึง สส.พรรคประชากรไทย ชิงตั้งรัฐบาล หลังจาก พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี )
  • ปี 2544 นายอุทัย พิมพ์ใจชน พรรคไทยรักไทย รัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร (ได้ที่นั่ง สส.สูงสุดในสภา 248 เสียง)
  • ปี 2548 นายโภคิน พลกุล พรรคไทยรักไทย รัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร (ได้ที่นั่ง สส.สูงสุด 377 เสียง
  • ปี 2551 นายยงยุทธ ติยะไพรัช พรรคพลังประชาชน รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช (ได้ที่นั่ง สส.สูงสุด 233 เสียง)
  • ปี 2551 นายชัย ชิดชอบ พรรคภูมิใจไทย สมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ หลังจากมีการยุบพรรคการเมือง 3 พรรค ได้แก่ พลังประชาชน, ชาติไทย และมัชฌิมาธิปไตย นายชัย ย้ายไปพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเปลี่ยนขั้วมาเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์
  • ปี 2554 นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ พรรคเพื่อไทย รัฐบาล น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (ได้ที่นั่ง สส.สูงสุด 265 เสียง)

ทั้งนี้ ในปี 2557 นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แต่งตั้งโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ส่วนในปี 2562 ประธานรัฐสภา คือ นายชวน หลีกภัย จากพรรคประชาธิปัตย์ (ได้ที่นั่งในสภา 52 เสียง พรรคอันดับ 4 ) ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา (พรรคพลังประชารัฐ 116 เสียง)

ย้อนตำแหน่งประธานรัฐสภาย้อนตำแหน่งประธานรัฐสภา

  • ประธานสภาผู้แทนราษฎร คนแรกคือ เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี ได้รับการแต่งตั้งเข้าทำหน้าที่ 28 มิถุนายน 2475

อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้ง 2566 เป็นที่ชัดเจนว่า พรรคก้าวไกล เป็นพรรคที่ได้รับคะแนนเสียง 151 คะแนน ซึ่งถือเป็นพรรคอันดับหนึ่ง ในการจัดตั้งรัฐบาล และ เก้าอี้ประธานรัฐสภา ที่คาดว่า ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ต้องตกเป็นของพรรคก้าวไกล แต่ก็เกิดข้อถกเถียง เหมือนแย่งชิงเก้าอี้ ระหว่างก้าวไกล กับเพื่อไทย ที่อยากให้แบ่งหน้าที่ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติ

แต่หากพูดกันแบบเข้าใจง่ายๆ ด้วยบทบาทหน้าที่ของตำแหน่ง “ประธานรัฐสภา” เป็นเหมือนคนคุมเกม ที่สามารถนัดประชุมสภา, สั่งปิด หรือ สั่งพักประชุม,การนำชื่อนายกรัฐมนตรีขึ้นทูลเกล้าฯ และที่สำคัญ มีอำนาจบรรจุวาระ-จัดลำดับวาระการประชุมของฝ่ายนิติบัญญัติได้ ที่แน่นอนว่าย่อมมีผลกับอนาคตของประเทศ โดยเฉพาะการผลักดันกฎหมาย

ประธานรัฐสภา ได้รับเงินเดือนเท่าไร

ตามที่ระบุไว้ในวิกิพีเดีย เงินตอบแทน 50,000 บาท (รวมกับเงินเดือนประจำตำแหน่งอีก 75,590 บาท)

อ้างอิง : วิกิพีเดีย

นักวิชาการ แนะเปิดทางพรรคที่ 3 ให้ ‘วันนอร์’ นั่งเก้าอี้ ‘ประธานสภา’ แทน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/549701

25 พ.ค. 2566

นักวิชาการ แนะเปิดทางพรรคที่ 3 ให้ ‘วันนอร์’ นั่งเก้าอี้ ‘ประธานสภา’ แทน

นักวิชาการ ฟาด ‘ก้าวไกล-เพื่อไทย’ เปิดศึกแย่งตำแหน่ง ‘ประธานสภา’ ทำประชาชนผิดหวัง แนะเปิดทางพรรคอันดับ 3 ‘วันนอร์’ นั่งแทน

MOU พรรคร่วมรัฐบาล 8 พรรค ยังไปไม่ถึงฝั่งฝัน เพราะติดกับดักตำแหน่ง ‘ประธานสภา’ เมื่อ 2 พรรคอันดับ1-2 เปิดศึกน้ำลายแย่งชิงเก้าอี้ ‘ประธานสภาผู้แทนราษฏร’ ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวจากนักวิชาการออกโรงเตือนในเรื่องนี้

ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ผู้อำนวยการศูนย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.) กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่เป็นประเด็นปัญหาอยู่ที่การเจรจาตกลงกันมากกว่า อยากให้เข้าใจกันว่าพรรคก้าวไกล คือพรรคอันดับหนึ่งที่ ชนะการเลือกตั้งและไปเชิญพรรคอื่นเข้าร่วม ซึ่งเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน อย่าแตกแยกกันเพราะเรื่องการแบ่งงาน เพราะประชาชนผิดหวัง

อย่างไรก็ตามต้องเข้าใจทั้งสองพรรค ซึ่งในมุมของพรรคเพื่อไทยเมื่อพรรคก้าวไกลได้อำนาจ ฝ่ายบริหารแล้วพรรคเพื่อไทยก็อยากได้ฝ่ายนิติบัญญัติ แต่ในแง่ของพรรคก้าวไกลอาจจะไม่สบายใจ เพราะประธานผู้แทนราษฎรเป็นประธานรัฐสภาที่ทำหน้าที่คุมการประชุมเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งอาจเป็นเพราะกระแสข่าวอย่างล่าสุดที่มีข่าวว่าพรรคพลังประชารัฐจะยุบพรรคตัวเองแล้วมาอยู่กับพรรคเพื่อไทย จนกลายเป็นพรรคอันดับหนึ่ง

ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุลผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล

ส่วนตัวมองว่าหากพรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกลมี MOU เฉพาะที่จะจับมือกันเป็นพรรครัฐบาลและพรรคฝ่ายค้าน พรรคก้าวไกลอาจจะยอมให้ จึงควรหันหน้าเข้าหากันเพราะต่างฝ่ายต่างมีเหตุผล และการเสนอมี MOU เฉพาะ อาจจะทำให้ความครางแคลงใจระหว่างกันลดลง ซึ่ง การเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นชัยชนะของฝ่ายประชาธิปไตยคนจริงคาดหวัง เห็นการเปลี่ยนแปลง ขออย่าแตกแยกกันเพราะเรื่องนี้

แนะเปิดทาง ‘วันนอร์’ นั่งประธานสภา

ผศ.ดร.ปริญญา ย้ำว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ 2 พรรคต้องคุยกันให้ได้ ซึ่งทางเลือกมีหลายทาง คือ พรรคเพื่อไทยยอมให้ก้าวไกล หรือ ก้าวไกลยอมให้เพื่อไทย หรือ ให้พรรคอันดับอื่น เช่น พรรคอันดับสาม นายวัน มูฮัมหมัดนอร์ มะทา ขึ้นเป็น ‘ประธานสภา’ หากรัฐบาลที่ชนะอย่างขาดลอยจะไม่เกิดขึ้น เพราะตกลงกันไม่ได้เรื่องตำแหน่งประธานสภา ตนมองว่าเป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้น

ส่วนข้อขัดแย้งต่างๆ ที่ออกมาขณะนี้จากพรรคแกนนำ อย่างก้าวไกล และ เพื่อไทย รวมถึง พรรคร่วมรัฐบาล อย่างพรรคไทยสร้างไทยนั้น จะส่งผลต่อเสถียรภาพการตั้งรัฐบาลหรือไม่ส่วนตัวมองว่า 313 เสียงนั้นถือว่าเป็นรัฐบาลที่เข้มแข็งอย่างมาก

“แต่เนื่องจากเป็นรัฐบาลผสมถึง 8 พรรค อาจจะมีเรื่องระหองระแหงกันบ้างและเรื่องที่ผ่านมาส่วนใหญ่เป็นเรื่องของตัวบุคคลด้วย และเชื่อว่าหลักการที่ได้ลงนามร่วมกันเป็นเรื่องที่ใหญ่กว่า” ผศ.ดร.ปริญญา ระบุ

ย้อนที่มา ‘กกต.’ ในระหว่างรอ รับรอง ‘ผลการเลือกตั้ง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/549702

25 พ.ค. 2566

ย้อนที่มา 'กกต.' ในระหว่างรอ รับรอง 'ผลการเลือกตั้ง'

ลุ้น ‘ผลการเลือกตั้ง’ ‘กกต.’ ก็ยังมีฤทธิ์ แค่มีหลักฐาน อันควรเชื่อได้ว่าทุจริต สส. ก็มีสิทธิถูกสอย ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ หากศาลฎีการับคำร้อง

คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ประกอบด้วยกรรมการ 7 คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภา จากผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิชาการต่างๆ ที่จะยังประโยชน์แก่การบริหารและจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม จำนวน 5 คน

เป็นผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ด้านกฎหมาย มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และเคยดํารงตําแหน่งไม่ต่ํากว่าอธิบดีผู้พิพากษา หรือตําแหน่งไม่ต่ํากว่าอธิบดีอัยการมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปี ซึ่งได้รับการคัดเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา จํานวน 2 คน มีวาระดำรงตำแหน่ง 7 ปี ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว

 

กรรมการการเลือกตั้งหรือ กกต. มีอำนาจหน้าที่ดังนี้

  1. จัดหรือดําเนินการให้มีการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การเลือกสมาชิกวุฒิสภาการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น และการออกเสียงประชามติ
     
  2. ควบคุมดูแลการเลือกตั้งและการเลือก ให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมและควบคุมดูแลการออกเสียงประชามติให้เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย เพื่อการนี้ ให้มีอํานาจสืบสวนหรือไต่สวนได้ตามที่จําเป็นหรือที่เห็นสมควร
     
  3. สั่งระงับ ยับยั้ง แก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกการเลือกตั้งหรือการเลือก หรือการออกเสียงประชามติ และสั่งให้ดําเนินการเลือกตั้ง เลือก หรือออกเสียงประชามติใหม่ในหน่วยเลือกตั้งบางหน่วย หรือทุกหน่วยเมื่อพบเห็นการกระทําที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าการเลือกตั้งหรือการเลือกหรือการออกเสียงประชามติม มิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม เป็นไปโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
     
  4. สั่งระงับการใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งหรือผู้สมัครรับเลือกไว้เป็นการชั่วคราวเป็นระยะเวลาไม่เกินหนึ่งปี เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้นั้นกระทําการหรือรู้เห็นกับการกระทําของบุคคลอื่น ที่มีลักษณะเป็นการทุจริต หรือทําให้การเลือกตั้งหรือการเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม
     
  5. ดูแลการดําเนินงานของพรรคการเมืองให้เป็นไปตามกฎหมาย
     
  6. หน้าที่และอํานาจอื่นตามรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย

ภายหลังการประกาศผลการเลือกตั้งหรือการเลือกแล้ว มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งหรือผู้สมัครรับเลือกผู้ใดกระทําการทุจริตในการเลือกตั้งหรือการเลือกหรือรู้เห็นกับการกระทําของบุคคลอื่น ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งยื่นคําร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้น

หากศาลฎีกาพิพากษาว่าบุคคลตามวรรคหนึ่งกระทําความผิดตามที่ถูกร้อง ให้ศาลฎีกาสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นเป็นเวลาสิบปี และต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ เมื่อศาลฎีการับคำร้องไว้พิจารณา จนกว่าจะมีคำพิพากษาว่ามิได้กระทำความผิด

ในระหว่างที่มีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง ห้ามมิให้จับกุมคุมขัง กกต. หรือ เรียกตัวไปสอบสวน เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือในกรณีที่จับในขณะกระทําความผิด

ที่มา : รัฐธรรมนูญ 2560

‘ศิริกัญญา’ มั่นใจ หลัง กกต. รับรองผลเลือกตั้ง ‘ตั้งรัฐบาล’ได้เร็ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/549694

25 พ.ค. 2566

'ศิริกัญญา' มั่นใจ หลัง กกต. รับรองผลเลือกตั้ง 'ตั้งรัฐบาล'ได้เร็ว

‘ศิริกัญญา’ มั่นใจ หลังกกต.รับรองผลเลือกตั้ง จัดตั้งรัฐบาลได้เร็ว เล็งหารือพรรคร่วมฯ เคลียร์นโยบายค่าแรง-เงินดิจิทอลวอเล็ต ก่อนแถลงนโยบาย พร้อม เตรียมคุ้มครองผู้ประกอบการที่ทำถูกกฎหมาย หลังโยกกัญชากลับไปเป็นยาเสพติด

ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล แถลงชี้แจงความคืบหน้าการจัดตั้งรัฐบาล หลัง 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจระหว่างกันแล้วว่า ได้รับความตอบรับในเชิงบวก ทั้งจากพรรคร่วมฯ และประชาชน ที่มีความชัเเจนทั้งจุดยืน และนโยบาย รวมถึงสมาชิกวุฒิสภา หรือ สส.ส่วนหนึ่ง มีความเข้าใจมากขึ้น

ก้าวไกลมี สว.อยู่ในมือ19 เสียง

และยอมรับหลักการในการสนับสนุนให้นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ให้เป็นนายกรัฐมนตรีมากขึ้น แต่พรรคก้าวไกล ก็จะยังคงเดินหน้าเจรจากับ สว. เป็นรายบุคคลต่อเนื่อง เพื่อให้ได้เสียงสนับสนุนที่เพียงพอ และยังมั่นใจว่า จะได้รับเสียงสนับสนุนจาก สว.เพียงพอ ซึ่งเสียง สว.ที่พรรคก้าวไกลรวบรวมได้ขณะนี้ มีแล้วประมาณ 19 เสียง

ถกนโยบายค่าแรง450บาท-ดิจิตอลวอเล็ต

ส่วนเดินสายของพรรคก้าวไกลในการพบผู้บริหารสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท. โดยยืนยันว่า พรรคก้าวไกล เน้นการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเป็นธรรม ส่งเสริมแรงงาน และผู้ประกอบการให้เติบโตได้ และลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งหลังจากนี้ พรรคก้าวไกล จะยังคงเดินหน้าพบสภาแรงงาน สภาหอการค้าไทย และภาคส่วนต่าง ๆ ต่อไป เพราะพรรคก้าวไกล มั่นใจว่า การเดินหน้าพูดคุย จะสร้างความเข้าใจระหว่างพรรคฯ กับภาคส่วนต่าง ๆ มากขึ้น

หลังจากนี้จะเป็นหารือนโยบาย เพราะที่ผ่านมามีทั้งเห็นร่วม และมีนโยบายที่เห็นต่างจึงต้องทำการหารือ โดยเฉพาะค่าแรง 450 บาท โดยพรรคเพื่อไทยไม่ได้ขั้นข้อง แต่ยังมีอีกหลายนโยบายที่ต้องพูดคุย อย่างดิจิตอลวอเล็ต10,000 บาท และจะต้องดูนโยบายอื่นๆที่จะทำร่วมกันเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบ โดจะต้องพูดคุยก่อนที่จะแถลงต่อรัฐสภา

ส่วนนโยบายการขึ้นค่าแรง 450 บาทนั้น หลายผู้ประกอบการอาจมีความกังวลกับต้นทุนที่อาจจะสูงขึ้น แต่เรายังเดินหน้ายืนยันว่า จะต้องมีมาตรการช่วยเหลือเยียวยาอย่างเหมาะสม สำหรับหลายบริษัทที่กังวลว่าการเยียวยาอาจจะไม่เพียงพอ ก็ยินดีเปิดรับฟังความคิดเห็น ว่าทำอย่างไรจึงจะเดินหน้าไปด้วยกันได้ในค่าแรงที่เพิ่มขึ้น ซึ่งพรรคก้าวไกลพูดได้เต็มที่ ว่าจะสามารถขึ้นค่าแรงได้ทันที ภายใน 100 วันแรกหลังได้เป็นรัฐบาล เพราะได้รับการบรรจุเป็นนโยบายหลักของพรรคแล้ว และยังต้องมีการหารือพูดคุยกับพรรคร่วมอื่นๆ ด้วย

ทั้งนี้ไม่อยากส่งสัญญาณว่ามีการเลือกกระทรวงกัน เพราะการเจรจาจัดตั้งตำแหน่งยังไม่เสร็จสิ้น การที่พรรคก้าวไกลยึดเอานโยบายของพรรคเป็นหลัก อาจเป็นการไม่ให้เกียรติพรรคร่วมรัฐบาล

เก้าอี้รมต.ยังอยู่ขั้นตอนเจรจา

ส่วนกระแสข่าวว่า การจัดคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีการแบ่งเอากระทรวงด้านเศรษฐกิจให้พรรคเพื่อไทย และกระทรวงด้านการเมืองและความมั่นคงเป็นของพรรคก้าวไกล ศิริกัญญา ยืนยันว่า ช่วงนี้อาจมีการปล่อยโผออกมา เพราะแต่ละคนอาจจะคาดการณ์หรือคาดหวังจะเห็น ครม. ที่ต้องการ แต่กระบวนการจัดสรร ครม. ยังอยู่ระหว่างการเจรจา

ศิริกัญญา ยังบอกถึงประเด็นเรื่องกัญชาที่อยู่ใน MOU ด้วยว่า กระบวนการที่จะตามมา หลังออกประกาศกระทรวงสาธารณสุขให้กัญชากลับไปอยู่ในบัญชีรายชื่อยาเสพติดแล้ว ก็จะต้องออกกฎหมายคุ้มครองผู้ประกอบการที่ทำถูกต้องตามกฎหมายในช่วงเวลาที่ผ่านมา ให้สามารถทำมาหากินดำเนินธุรกิจต่อไปได้ และในระหว่างการคุ้มครองนั้น

จะเร่งจัดทำกฎหมายเพื่อควบคุม และออกกฎระเบียบในการใช้กัญชา คือ พ.ร.บ.กัญชา กัญชงฯ และยังต้องมีบทเฉพาะกาลเพื่อคุ้มครองความเสียหายต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น กรณีมีการเปลี่ยนแปลงในสาระสำคัญ ทั้งนี้เพื่อเป็นการควบคุมความเสียหายที่เป็นผลพวงจากรัฐบาลชุดที่ผ่านมา ซึ่งดำเนินนโยบายจนเกิดช่องโหว่

กกต.รับรองผลเลือกตั้งเร็ว-ตั้งรัฐบาลได้เร็ว

ทั้งนี้่ กกต.เตรียมรับรองผลการเลือกตั้ง ซึ่งพรรคก้าวไกล ชนะการเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต 112 เขตการเลือกตั้งว่า พรรคก้าวไกล ยืนยันตามจำนวนของ กกต. และเมื่อรวม สส.บัญชีรายชื่อ จำนวน สส.ของพรรคขณะนี้ มีทั้งสิ้น 151 ที่นั่ง ซึ่งจะไม่กระทบต่อการคาดการ และการจัดตั้งรัฐบาลแต่อย่างใด 

พร้อมมองว่า การรับรองผลการเลือกตั้งของ กกต. ที่รวดเร็วนี้ ทำให้พรรคก้าวไกล สามารถเดินหน้าตั้งรัฐบาลได้เร็วขึ้น และการเจรจาต่าง ๆ คาดว่า น่าจะเสร็จสิ้นลงได้อย่างรวดเร็วภายใน 2 อาทิตย์นี้

‘สว.โอสถ’ ยอมรับ ‘ก้าวไกล’ ทาบทามโหวตเลือก ‘พิธา’ เป็นนายกฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/549686

25 พ.ค. 2566

‘สว.โอสถ’ ยอมรับ ‘ก้าวไกล’ ทาบทามโหวตเลือก ‘พิธา’ เป็นนายกฯ

‘สว.โอสถ’ ยอมรับ ‘พิจารณ์’ ก้าวไกล ทาบทามให้โหวตหนุน ‘พิธา’ เป็นนายกฯ แต่ขอรอฟังวันแถลงนโยบายของรัฐบาลก่อนตัดสินใจ เผย สว.มีอิสระทุกคนมีความคิดของตัวเอง

ที่พรรคชาติไทยพัฒนา พล.ต.โอสถ ภาวิไล สมาชิกวุฒิสภา(สว.)ยอมรับว่า นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้ติดต่อขอพูดคุยเป็นการส่วนตัว เพื่อขอเสียงสนับสนุนให้โหวตเลือกนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรี โดยส่วนตัว ขอรอฟังการแถลงนโยบายของรัฐบาลก่อนตัดสินใจ

และรอดูว่าจะเดินหน้า ม.112 หรือไม่ เพราะหากทำ ก็ลำบากใจ ซึ่งทางนายพิจารณ์ ได้ยืนยันว่า การเซ็น MOU ของพรรคร่วมรัฐบาล ไม่มีเรื่องการแก้ไขหรือยกเลิก ม.112 แต่เป็นพรรคก้าวไกล จะเสนอเข้าสภาเพียงพรรคเดียว ซึ่งในวันแถลงนโยบาย จะมีรายละเอียดชี้แจงอย่างชัดเจนอีกครั้ง 

พล.ต.โอสถ ภาวิไล สมาชิกวุฒิสภา พล.ต.โอสถ ภาวิไล สมาชิกวุฒิสภา

ดังนั้น หากเป็นเช่นนี้ เชื่อว่า สว.ทุกคนต้องตัดสินใจเอง ทั้งนี้ ส่วนตัว จึงขอรอฟังก่อน หากเป็นไปได้ ตนก็ไม่มีปัญหาที่จะโหวตสนับสนุนให้ แต่หากเกิดการกระทบกระเทือนมาก ก็ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

นอกจากนี้ ยอมรับว่า สว.เสียงแตก แล้วแต่ความคิดแต่ละคน ซึ่งขณะนี้ ยังไม่มีใครมากำชับให้โหวตเลือกนายกฯไปในทิศทางเดียวกัน โดยนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา หรือกลุ่มไหน ก็ไม่มีใครเข้ามายุ่งเกี่ยวเรื่องทิศทางการโหวต แต่ให้เป็นดุลยพินิจของ สว. แต่ละคน

ขณะเดียวกัน พล.ต.โอสถ ระบุว่า เมื่อวันที่ 23 พ.ค. 2566 ที่มีการประชุมวุฒิสภา ไม่ได้นัดหารือนอกรอบเรื่องทิศทางการโหวตเลือกนายกฯ เพราะกลัวมวลชนมากดดัน

‘กัญจนา’ แนะ ‘ประธานสภา’ คนใหม่ ต้องดู ‘ชวน หลีกภัย’ ทำมาตราฐานไว้สูงมาก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/549682

25 พ.ค. 2566

‘กัญจนา’ แนะ ‘ประธานสภา’ คนใหม่ ต้องดู ‘ชวน หลีกภัย’ ทำมาตราฐานไว้สูงมาก

‘กัญจนา’ ขอนิ่งดู ก้าวไกล-เพื่อไทย ตั้งรัฐบาล ชี้ผู้นำรัฐบาล ต้องทำประเทศเจริญถึงระดับสากล แนะ ‘ประธานสภา’ คนใหม่ ต้องดู ‘ชวน หลีกภัย’ เก่งกฏหมาย มากบารมี มีลูกล่อลูก ย้ำทำมาตราฐานไว้สูงมาก

ที่พรรคชาติไทยพัฒนา นางกัญจนา ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา(ชทพ.) กล่าวถึงท่าทีของพรรคชาติไทยพัฒนาต่อการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคก้าวไกล ว่าขณะนี้พรรคชาติไทยพัฒนาขออยู่นิ่งเพราะไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการจัดตั้งรัฐบาลขอเป็นฝ่ายดูทางพรรคที่มีการเซ็น MOU กัน ว่าจะดำเนินการอย่างไร 

ส่วนตัวได้อ่านรายละเอียดของ MOU แล้วแต่ไม่ขอออกความเห็น ขอให้เป็นเรื่องของพรรคที่ไปลงนามว่าจะดำเนินการอย่างไรใน 23 ข้อเพราะเราเป็นคนนอก

ส่วนจะกังวลในนโยบายใดนั้นก็ไม่ขอออกความเห็น เพียงแต่คอยรับฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งก็มีทั้งบวกและลบเป็นเรื่องธรรมดา มีทั้งคนชอบและคนไม่ชอบ ก็ขึ้นอยู่กับพรรคที่ไปเซ็น MOU ร่วมกันว่าจะรับฟังหรือไม่อย่างไร

โหวตเลือกนายกฯยังอีกไกล

ส่วนที่ไม่ได้มีการระบุเรื่องแก้ไขมาตรา112 ไว้ใน MOU นั้น เรื่องนี้หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนาได้พูดถึงจุดยืนไว้แล้วหลายครั้ง หากมีการเสนอเข้าไปในสภา ก็ย้ำว่า กฎหมายนี้ไม่ใช่ตัวปัญหา แต่อาจจะมีปัญหาบ้างในการบังคับใช้ ซึ่งก็ต้องไปพูดคุยกัน

สำหรับการโหวตเลือกนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกรัฐมนตรี นางกัญจนา กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา เพราะยังมีขั้นตอนอีกหลายอย่าง ทั้งต้องรอ กกต.รับรอง สส.และต้องโหวตหา ‘ประธานสภา’ ก่อน และเมื่อถึงเวลาแล้วทางพรรคชาติไทยพัฒนาจะมีการประชุมกันอีกทีว่าจะมีท่าทีอย่างไร

ยก ‘ชวน หลีกภัย’ ทำมาตรฐาน‘ประธานสภา’ไว้สูงมาก

สำหรับคนที่มาเป็นผู้นำรัฐบาลควรมีคุณสมบัติอย่างไรนั้น นางกัญจนากล่าวว่า “แค่ว่าทำให้ประเทศชาติบ้านเมืองเจริญ ให้ประชาชนอยู่ดีกินดี ดูแลระดับรากหญ้า จนไปถึงระดับสากล และทำในสิ่งที่ยั่งยืน ส่งทอดประเทศที่ดีงามไปถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน ซึ่งคิดว่านักการเมืองทุกคนน่าจะคิดดีกับประเทศไทยอยู่แล้ว แต่คนที่จะมาเป็นนายก จะต้องมีระดับดีกรีเรื่องนี้ที่สูงกว่านักการเมืองทั่วไป ”

ส่วนการโหวตเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรที่ยังมีความไม่ชัดเจนระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกลนั้น

นางกัญจนา ยืนยันไม่ขอออกความคิดเห็น เพราะต้องเป็นเรื่องของ 2 พรรคที่จะต้องไปพิจราณากัน ในการวางตัวและคุณสมบัติ ของผู้ที่จะมาเป็น ‘ประธานสภาฯ’ แต่ส่วนเห็นว่าผู้ที่จะมาเป็นประธานสภาฯ จะต้องเก่งในเรื่องกฎหมายพอสมควร 

“ต้องบอกตรงๆว่าที่ผ่านมา ‘นายชวน หลีกภัย’ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ทำมาตราฐานไว้ดีมาก ทั้งเรื่องตัวบทกฎหมายและการแม่นข้อบังคับต่างๆ และยังมีลูกล่อลูกชน ในการควบคุมการประชุม ทำให้บรรยากาศการประชุมที่ตึงเครียดได้ผ่อนคลายลง

รวมถึงบารมีของนายชวน ที่จะเบรกเรื่องต่างๆที่ดูไม่เหมาะสม ถือเป็นการวางมาตราฐานประธานสภาฯไว้สูงมาก จึงน่าจะเป็นตัวอย่างคนที่จะมาเป็นประธานสภาฯคนต่อไป ที่จะได้ยึดนายชวน หลีกภัยเป็นตัวอย่าง” น.ส.กัญจนา กล่าว


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตำแหน่ง ‘ประธานสภา’ พรรคก้าวไกลประกาศชัดเจนขอเอาไว้ใกล้ตัว ขณะที่พรรคเพื่อไทย มีแกนนำพรรคบางคนออกมาขย่มในเรื่องนี้  แต่ทุกอย่างยังเป็นเพียงความคาดหวัง ส่วนพรรคการเมืองไหนจะได้รับความไว้วางใจ ยังอีกยาวไกล

ชัดๆ 3 เหตุผล เก้าอี้ ‘ประธานสภา’ ต้องเป็นคน ‘ก้าวไกล’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/549681

25 พ.ค. 2566

ชัดๆ 3 เหตุผล เก้าอี้ 'ประธานสภา' ต้องเป็นคน 'ก้าวไกล'

‘ศิริกัญญา’ ประกาศเก้าอี้ ‘ประธานสภา’ ต้องเป็นคน ‘ก้าวไกล’ คุมเกมฝ่ายนิติบัญญัติเอง เชื่อ’เพื่อไทย’ ไม่ถอนตัวจับมือจัดตั้งรัฐบาลต่อ คาดภายใน 2 สัปดาห์ได้ข้อยุติ ‘รัฐบาลใหม่’ หลัง กกต. ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง

น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ยืนยันตำแหน่ง “ประธานสภาผู้แทนราษฎร” หรือประมุขนิติบัญญัติ ต้องเป็นของพรรคก้าวไกล ด้วยเหตุผลชัดเจน 3 ข้อ 

– ผลักดันกฎหมาย 45 ฉบับ ที่พรรคก้าวไกลเคยหาเสียงไว้

– ผลักดันข้อกฎหมายของพรรคการเมืองอื่น 

– ผลักดันกฎหมายที่เสนอจากประชาชน 

ซึ่งจะสามารถทำได้อย่างรวดเร็ว เพราะ 4 ปีที่ผ่านมา ตำแหน่งของประธานสภาฯ มีความสำคัญมากแค่ไหนในการอำนวยความสะดวกหรือขัดขวางการออกกฏหมาย ดังนั้นพรรคก้าวไกลต้องมีตำแหน่งในส่วนนี้ 

นอกจากนี้จะผลักดันวาระการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย นำไปร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งเป็นวาระสำคัญที่พรรคร่วมรัฐบาลเห็นด้วยเช่นเดียวกันและถูกบรรจุไว้ใน MOU อยู่แล้ว 

ส่วนที่เมื่อวานนี้นายอดิศร เพียงเกษ อดีตโฆษกผู้นำฝ่ายค้าน ในฐานะว่าที่ สส. พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ไม่ควรกินรวบ อาจทำให้พรรคเพื่อไทยตัดสินใจไม่ร่วมรัฐบาลนั้น น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า เชื่อมั่นพรรคเพื่อไทยน่าจะเล็งเห็นความหวังที่พี่น้องประชาชน มั่นใจพรรคเพื่อไทยจะไม่ถอนตัวและจะอยู่ร่วมรัฐบาลกับพรรคก้าวไกลต่อไป ไม่ว่าจะมีตำแหน่งประธานสภาหรือไม่ก็ตาม จากการได้ลงนาม MOU ร่วมกันมาแล้ว พร้อมย้ำว่า พรรคก้าวไกลไม่มีการแทงข้างหลังแน่นอน ส่วนข้อกังวลต่างๆ สามารถพูดคุยกันได้

“การที่มี สส. มาเป็นอันดับ 1 จะขอตำแหน่งประธานสภาเพื่อเป็นประมุขในฝ่ายนิติบัญญัติด้วยก็ไม่ใช่เรื่องผิดแผนอะไร เพราะเราก็มีวาระชัดเจนว่า ขับเคลื่อนในฐานะมีตำแหน่งประธานรัฐสภาอย่างไร ซึ่งต้องมีการพูดคุยกันสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างไร”

น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุลน.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล

น.ส.ศิริกัญญา ยอมรับ มีการพูดคุยวางตัว แต่ยังไม่ได้ข้อสรุป แต่คิดว่า มี สส.ของพรรคก้าวไกลหลายท่านที่มีความเหมาะสมดำรงตำแหน่งนี้ ไม่ใช่แต่เรื่องของการควบคุมการประชุมอย่างเดียวยังมีประเด็นเรื่องขับเคลื่อนฟื้นฟูประชาธิปไตยในฐานะประมุขฝ่ายนิติบัญญัติและกำกับดูแลสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเช่นเดียวกัน มั่นใจว่า พรรคก้าวไกลวุฒิภาวะมากพอ

ส่วนที่มีชื่อนายณัฐวุฒิ บัวประทุม จากพรรคเพื่อไทย หลุดออกมา คาดว่าเป็นเรื่องที่สื่อเกร็งกันว่าจะเป็นใคร ซึ่งยังไม่มีการตกลงใดๆทั้งสิ้นว่าจะเป็นใคร

ส่วนบางฝ่ายบอกว่าประธานสภาจะต้องเป็นคนที่มีประสบการณ์และมีอายุนั้น มองว่าอดีตเคยมีประธานสภา อายุน้อยหลายท่าน แต่ไม่คิดว่าเป็นประเด็นจนทำให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นยาก ถ้ายังคงยึดติดเรื่องอาวุโสและประสบการณ์มากเกินไป

ส่วนกรณีของนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว และนาวาอากาศตรี  ศิธา ทิวารี ที่ดูเหมือนจะมีความรุนแรงขึ้น น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่าคิดว่าทั้งคู่คนเป็นผู้ใหญ่มีข้อพิพาทกันก็จะสามารถคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น ขณะนี้ทั้งสองฝ่าย อารมณ์เย็นลงพูดคุยกันและไม่คิดว่าเรื่องนี้จะเป็นปัญหาในการร่วมงานกันต่อไปในอนาคต หากนพ.ชลน่านอยากให้ก้าวไกลเป็นตัวกลาง ก็ยินดี 

ส่วนการที่ กกต. รับรองผลการเลือกตั้งได้เร็วขึ้น ทางพรรคก็จะเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลได้เร็วขึ้นจากเดิมที่คาดว่าไม่ต่ำกว่า 45 วัน โดยคาดการณ์ถ้าไม่มีปัญหาอื่นๆ มาแทรกว่ส น่าจะเจรจากับพรรคร่วมรัฐบาลได้ข้อยุติภายใน 2 สัปดาห์น่าจะจบเรื่อง

ส่วนตำแหน่งในครม. ยังไม่มีการวางตัวเอง ตอนนี้เดินหน้าในคณะเจรจา และมีชื่อตัวเองติดโผด้วย ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นั้น หากเป็นมติของพระและพักมอบหมายไว้วางใจจนก็พร้อมรับตำแหน่ง

‘ก้าวไกล’ เจรจาสว.โหวตพิธา ลุยแบ่งเก้าอี้รมต. มั่นใจเพื่อไทยไม่ถอนตัว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/549670

25 พ.ค. 2566

'ก้าวไกล' เจรจาสว.โหวตพิธา ลุยแบ่งเก้าอี้รมต. มั่นใจเพื่อไทยไม่ถอนตัว

ตั้งรัฐบาล 66 : ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล เผยเดินสายเจรจาสว.โหวตพิธานั่งนายกฯเป็นไปในทิศทางบวก ระบุ ตอนนี้กำลังเดินหน้าแบ่งกระทรวง เก้าอี้รมต. กับพรรคร่วมรัฐบาล มั่นใจว่าพรรคเพื่อไทยไม่ถอนตัว

นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล เปิดแถลงความคืบหน้าการเจรจากับพรรคร่วมรัฐบาล และชี้แจงข้อสงสัยเรื่องนโยบายต่างๆของพรรคก้าวไกล

โดยน.ส.ศิริกัญญา เปิดเผยว่า เชื่อมั่นว่าพรรคเพื่อไทยไม่ถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล ส่วนเราจะทำอะไรต่อไปนั้นก็จะมีการเจรจากับพรรคร่วมรัฐบาลในการแบ่งกระทรวงและดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ซึ่งตำแหน่งต่างๆจะจัดสรรปันส่วนอย่างเป็นธรรม กระบวนการเจรจายังดำเนินต่อเนื่อง ยังไม่อยากให้ฟันธงเรื่องตัวเลข

นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล

และนอกจากนี้ยังมีการหารือถึงนโยบายที่ยังเห็นต่างตามเอ็มโอยู อย่างเช่น ค่าแรง 450 บาท ซึ่งพรรคเพื่อไทยไม่ขัดข้องหากจะดำเนินนโยบาย รวมทั้งดิจิทัลวอลเลตของเพื่อไทย และนโยบายอื่นๆอีก แต่หากทำแล้วกระทบนโยบายอื่นก็จะมีแนวทางร่วมกันเพื่อแถลงต่อรัฐสภา

นอกจากนี้ น.ส.ศิริกัญญา ยังเปิดเผยด้วยว่ามีการเดินหน้าเจรจาสว.แล้ว 19 ท่าน เพื่อขอให้สนับสนุนให้นายพิธาเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งทิศทางไปในทิศทางบวก ที่มีบางคนออกมาส่งสัญญาณผ่านหน้าสื่อ พร้อมยืนยันว่าพรรคก้าวไกลต้องการตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อผลักดันนโยบาย เดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนที่จะร่างขึ้นมาใหม่ และทำรัฐสภาให้โปร่งใสมีส่วนร่วมของภาคประชาชน

https://www.facebook.com/plugins/video.php?height=314&href=https%3A%2F%2Fweb.facebook.com%2Fkomchadluek%2Fvideos%2F956142342323570%2F&show_text=false&width=560&t=0

ส่วนเอ็มโอยูการนำกัญชาไปเป็นยาเสพติดผลจะเป็นอย่างไรนั้น น.ส.ศิริกัญญา จะมีการออกประกาศกระทรวงสาธารณสุขเพื่อทำให้เจ้าพนักงานยาเสพติดสามารถทำงานได้เต็มที่ และต้องคุ้มครองผู้ประกอบการ ผู้ปลูกที่ทำถูกต้อง แต่มีสุญญากาศของกฎหมายก็ต้องดูแลไม่ให้เกิดผลกระทบขอให้วางใจ ซึ่งจะมีการออกประกาศต่อไป 

‘ก้าวไกล’ แจง 3 วาระร้อน ในฐานะประธานสภา ดันกฎหมายก้าวหน้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/549659

24 พ.ค. 2566

'ก้าวไกล' แจง 3 วาระร้อน ในฐานะประธานสภา ดันกฎหมายก้าวหน้า

‘ก้าวไกล’ แจง 3 วาระ พร้อมผลักดันในฐานะประธานสภาผู้แทนราษฎร ดันกฎหมายก้าวหน้า , แก้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยราบรื่น , สร้างรัฐสภาโปร่งใส ย้ำทำการเมืองไม่ใช่เพื่อตำแหน่ง แต่เพื่อการเปลี่ยนแปลง

เฟซบุ๊กเพจของ “พรรคก้าวไกล” ได้โพสต์ประเด็น 3 วาระที่พรรคก้าวไกลต้องการผลักดันในฐานะ ประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยระบุว่า พรรคก้าวไกลเดินทางบนเส้นทางการเมืองไม่ใช่เพื่อตำแหน่งหรืออำนาจ แต่เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง มี 3 วาระที่สำคัญมากของพรรคก้าวไกลที่เราจำเป็นต้องใช้สถานะ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในการผลักดัน

วาระแรก: เพื่อผลักดันกฎหมายที่ก้าวหน้า

ตลอด 4 ปี ของสภาผู้แทนราษฎรภายใต้รัฐบาลประยุทธ์ 2 มีกฎหมายถูกเสนอเข้าสู่สภามากกว่า 478 ฉบับ แต่มีกฎหมายที่ผ่านสภาไปเพียงแค่ 78 ฉบับ เท่านั้น เฉลี่ยกฎหมาย 1 ฉบับใช้เวลาในการพิจารณากว่า 310 วัน และในจำนวนกฎหมาย 78 ฉบับที่ผ่าน เกือบทั้งหมดเป็นกฎหมายของ ครม. มีกฎหมายของ ส.ส. ซีกรัฐบาลผ่านเพียง 4 ฉบับเท่านั้น และไม่มีกฎหมายของภาคประชาชนที่ผ่านสภาเลย ทำให้เกิดสภาวะที่กฎหมายที่บังคับใช้อยู่ไม่สอดคล้องกับสภาพสังคม ไม่สามารถแก้ไขปัญหาในปัจจุบัน และไม่รองรับความท้าทายใหม่ ๆ ได้ดีเท่าที่ควร

กฎหมายส่วนใหญ่จาก 400 ฉบับที่ตกไป ไม่ใช่เพราะผู้แทนราษฎรไม่เห็นชอบ แต่กลับตกไปด้วยสาเหตุอื่น ไม่ว่าจะเป็น กฎหมายที่รอบรรจุระเบียบวาระแต่ไม่ถูกหยิบขึ้นมาพิจารณา 180 ฉบับกฎหมายที่ถูกประธานสภาวินิจฉัยว่าเป็นร่างกฎหมายการเงิน และนายกรัฐมนตรีปัดตกไม่นำเสนอเข้าสู่สภา 85 ฉบับ

มีกฎหมายที่สภาพิจารณาและถูกปัดตกไปจริง ๆ เพียง 45 ฉบับเท่านั้น เท่ากับว่าร่างกฎหมายที่ถูกนำเสนออีก 355 ฉบับ ถูกปัดตกไปด้วยกระบวนการที่ไม่มีประสิทธิภาพ และให้อำนาจดุลพินิจแก่ประธานสภาและนายกรัฐมนตรีเพียงแค่คนใดคนหนึ่ง กลับมีอำนาจมากกว่าเจตจำนงของผู้แทนประชาชนที่เหลือ

ในสัญญาประชาคมที่ “พรรคก้าวไกล” ให้ไว้กับประชาชนในการเลือกตั้งครั้งนี้ มีกฎหมายอย่างน้อย 45 ฉบับของพรรคก้าวไกลที่ต้องผ่านสภาผู้แทนราษฎร เป็นกฎหมายการเมือง 11 ฉบับ กฎหมายสิทธิเสรีภาพ 8 ฉบับ กฎหมายปฏิรูปที่ดิน 8 ฉบับ กฎหมายปฏิรูประบบบริหารราชการ 8 ฉบับ กฎหมายบริการสาธารณะ 4 ฉบับ กฎหมายเศรษฐกิจ 4 ฉบับ กฎหมายสิ่งแวดล้อม 2 ฉบับ กฎหมายแรงงาน 2 ฉบับ กระบวนการนิติบัญญัติที่ก้าวหน้าจำเป็นอย่างยิ่งในการทำให้กฎหมายเหล่านี้ได้รับการพิจารณาอย่างมีประสิทธิภาพ

วาระที่สอง : เพื่อผลักดันให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยเดินหน้าอย่างราบรื่น

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเปิดทางไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นวาระสำคัญ และถูกระบุไว้ใน MOU ของพรรคร่วมรัฐบาล การทำภารกิจนี้ให้ลุล่วง จะต้องผ่านการประชุมสภาหลายครั้ง และจะมีการอภิปรายอย่างกว้างขวางในเนื้อหาที่มีความแหลมคม จำเป็นอย่างยิ่งที่ประธานสภาต้องมีเจตจำนงแน่วแน่ในการอำนวยการประชุมให้เดินหน้าไปอย่างราบรื่น เป็นที่ยอมรับของสมาชิกสภาทุกฝ่าย และนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้

วาระที่สาม : ก้าวไกลจะผลักดันหลักการ “รัฐสภาโปร่งใส” และ “ประชาชนมีส่วนร่วม” ให้เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย

“รัฐสภาโปร่งใส” หรือ Open Parliament จะเกิดขึ้นจริงได้หรือไม่ อยู่ที่ประธานรัฐสภา พรรคก้าวไกลประกาศเจตจำนงแน่วแน่ว่าจะทำให้รัฐสภาไทยโปร่งใสมากที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนในการมีส่วนร่วมและตรวจสอบกระบวนการนิติบัญญัติ โดยเริ่มจากสิ่งที่ง่ายที่สุด

3.1 ถ่ายทอดสดการประชุมกรรมาธิการทุกคณะ ให้พี่น้องประชาชนติดตามได้ หรือหากไปไกลกว่านั้น ก็เป็นการรายงานบันทึกการออกเสียงลงมติต่าง ๆ ของผู้แทนราษฎรทุกคน โดยนำเสนอข้อมูลอย่างเป็นระบบ เข้าถึงง่าย และรวดเร็ว เพื่อให้พี่น้องประชาชนติดตามการทำงานของผู้แทนของตนได้อย่างสะดวก ว่าในแต่ละประเด็น ผู้แทนของตนเองได้ลงมติออกเสียงไปอย่างไรบ้าง

3.2 ส่งเสริมการทำงานของสำนักงบประมาณรัฐสภา (Parliamentary Budget Office หรือ PBO) ในการทำหน้าที่อย่างเต็มที่ เพื่อตรวจสอบและวิเคราะห์การใช้งบประมาณแผ่นดินของหน่วยงานองค์กรต่างๆ เพื่อให้งบประมาณทุกบาททุกสตางค์นั้นจะถูกใช้ไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของพี่น้องประชาชน

3.3 ตั้งสภาเยาวชน หรือ Youth Parliament (ซึ่งอาจต่อยอดจากสภาเด็กและเยาวชนที่มีอยู่) ที่ขึ้นตรงกับสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร โดยกำหนดให้สมาชิกสภาเยาวชนทุกคนมาจากการเลือกตั้งของเยาวชนทั่วประเทศ และกำหนดให้ข้อเสนอใดที่สภาเยาวชนลงมติเห็นชอบ ถูกบรรจุเป็นวาระที่รัฐสภาต้องรับไปพิจารณาต่อโดยอัตโนมัติ ด้วยสถานะเทียบเท่ากับร่างกฎหมายที่ประชาชน 10,000 คน สามารถร่วมกันลงชื่อเสนอสู่สภาได้ภายใต้กฎหมายปัจจุบัน

พรรคก้าวไกลต้องการให้ผู้แทนราษฎรของเราดำรงตำแหน่งประธานสภา ไม่ใช่เพื่อตำแหน่ง แต่เราต้องการอำนาจเข้าไปเปลี่ยนแปลงรัฐสภาไทยให้สามารถออกกฎหมายที่เป็นประโยชน์ สามารถแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนได้จริง และเป็นรัฐสภาที่เปิดเผย โปร่งใส ตรวจสอบได้ และส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วม ทำให้ระบอบประชาธิปไตยเข้มแข็ง

'ก้าวไกล' แจง 3 วาระร้อน ในฐานะประธานสภา ดันกฎหมายก้าวหน้า