ชงยุบรวมจังหวัดกับอบจ. ตั้ง ‘จังหวัดจัดการตนเอง” ปลดล็อกอปท.ให้อิสระ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/545355

22 มี.ค. 2566

ชงยุบรวมจังหวัดกับอบจ. ตั้ง 'จังหวัดจัดการตนเอง" ปลดล็อกอปท.ให้อิสระ

“สมชัย จิตสุชน นักวิชาการทีดีอาร์ไอ” เสนอ 3 ประเด็น ปลดล็อกกระจายอำนาจให้อิสระจากรัฐบาลกลาง หนึ่งในนั้นคือให้มี ‘จังหวัดจัดการตนเอง” ยุบรวมจังหวัดกับอบจ.

เวทีดีเบตเลือกตั้ง66 “ท้องถิ่นมั่งคั่ง ประเทศมั่นคง” จัดโดยเครือเนชั่น ร่วมกับสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย วันที่ 22 มี.ค. 66 มีข้อเสนอในเชิงวิชาการที่น่าสนใจเกี่ยวกับ “การกระจายอำนาจ”  ซึ่งเป็นโอกาสในการพัฒนาประเทศ

ชงยุบรวมจังหวัดกับอบจ. ตั้ง 'จังหวัดจัดการตนเอง" ปลดล็อกอปท.ให้อิสระ

นายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวปาฐกถาเปิดเวทีว่า โดยส่วนตัวเห็นด้วยกับการกระจายอำนาจ ซึ่งควรมี 2 มิติ คือ การคลัง และการเมือง

พร้อมกับมีข้อเสนอไปถึงพรรคการเมืองต่างๆที่กำลังหาเสียงเลือกตั้งในขณะนี้ 3 ประเด็น เพื่อเพิ่มบทบาทของ อปท.ให้ท้องถิ่นสามารถตอบโจทย์การพัฒนาประเทศในระยะต่อไป เพื่อปรับบทบาทรัฐไทยให้ประชาชนได้บริการที่ดีขึ้น 

นายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) นายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

โดยข้อแรก อาจารย์สมชัย เสนอให้ “เพิ่มความเป็นอิสระให้กับท้องถิ่น”  พร้อมกับยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจน คือ การยุบรวมท้องถิ่นที่มีขนาดเล็กให้เป็นขนาดใหญ่มากขึ้น เช่น ยุบรวมจังหวัดเข้ากับ อบจ. เพื่อไปสู่ “จังหวัดจัดการตนเอง”

เพื่อที่จะเพิ่มอำนาจการต่อรองและเพิ่มบทบาทในการทำงาน  แก้กฎหมายลดอำนาจแทรกแซงของมหาดไทย และแยกภาษีที่จัดเก็บเองออกจากรายได้ที่รัฐบาลโอนให้

ข้อเสนอข้อ2. สนับสนุนข้อเสนอแรก คือ “เพิ่มขีดความสามารถของท้องถิ่น” จูงใจให้ อปท. ควบรวมโดยปรับสูตรเงินโอน ปรับบทบาทให้ราชการส่วนกลางเป็นพี่เลี้ยง และดูแลมาตรฐานบริการของท้องถิ่นแทนการกำหนดนโยบาย 

และสุดท้ายเสนอให้ “เพิ่มความรับผิดชอบให้กับท้องถิ่น” โดยกำหนดให้เปิดเผยผลงานต่อประชาชน และแก้กฎหมายให้ถอดถอนผู้บริหารง่ายขึ้น

นายสมชัย ยังได้อธิบายให้เห็นถึงความจำเป็นในการการพัฒนาท้องถิ่น เพราะมีความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ ถ้าคนแต่ละพื้นที่มีความเท่าเทียมกันจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคมได้  

ชงยุบรวมจังหวัดกับอบจ. ตั้ง 'จังหวัดจัดการตนเอง" ปลดล็อกอปท.ให้อิสระ

เพราะที่ผ่านมามีปรากฎการณ์ความยากจนเรื้อรังและกระจุกตัว และมีข้อมูลระบุว่า อยู่ๆความยากจนกลับเพิ่มขึ้นทั้งที่เศรษฐกิจดี โดยเฉพาะในช่วงปี 2016-2018 เกิดปรากฎการณ์นี้ขึ้นมา  โดยพบสัดส่วนความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนกับคนรวยสูงมากขึ้นในพื้นที่ภาคใต้และภาคเหนือ ซึ่งน่ากังวลมากขึ้นเรื่อยๆ

“ข้อดีของการพัฒนาท้องถิ่น เพราะรัฐบาลท้องถิ่น ตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย แก้ไขปัญหาแบบตรงจุด ดังนั้นต้องเพิ่มความอิสระ เพิ่มขีดความสามารถ เพิ่มความรับผิดชอบให้กับท้องถิ่น” 

ในตอนท้าย อาจารย์สมชัย ยกตัวอย่างให้เห็นว่า ผู้นำประเทศระดับโลกบางคนมาจากการกระจายอำนาจที่ดี เพราะเมื่อมีการกระจายอำนาจที่ดีจะช่วยสร้างผู้นำรุ่นใหม่จากท้องถิ่นได้ ทำให้เกิดผู้นำที่มีความสามารถในพื้นที่ และเติบโตขึ้นมาเป็นผู้นำระดับชาติ 

ชงยุบรวมจังหวัดกับอบจ. ตั้ง 'จังหวัดจัดการตนเอง" ปลดล็อกอปท.ให้อิสระ

“ในต่างประเทศมีตัวอย่างคนที่เป็นผู้นำจากท้องถิ่นมาก่อน เช่น สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีของจีน บิล คลินตัน อดีตประธานาธิดีสหรัฐฯ รวมทั้งนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีของอินเดีย ซึ่งทั้งหมดเคยเป็นผู้นำท้องถิ่นมาก่อน ” นายสมชัย กล่าว

บ้านใหญ่-พรรคใหญ่ เมือง ‘เลย’ รอวันสางแค้น ‘เลือกตั้ง66’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/545354

22 มี.ค. 2566

บ้านใหญ่-พรรคใหญ่ เมือง 'เลย' รอวันสางแค้น 'เลือกตั้ง66'

‘เลือกตั้ง66’ ศึกช้างชนช้าง บ้านใหญ่ – พรรคใหม่ ปะทะกันที่เมือง ‘เลย’ นัดล้างตาที่แพ้มาขาดลอย แบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ มีลุ้น

การเลือกตั้งปี 62 ถือว่าหักปากกาเซียนจากกูรูการเมืองหลายสำนัก เนื่องด้วยหลายพื้นที่โดยเฉพาะเหล่านักเลือกตั้งขึ้นชื่อลือนาม และคร่ำหวอดการเมืองมาอย่างยาว ต่างต้องผิดหวังกับผลลัพธ์ที่ปรากฏออกมาจากศึกรอบที่แล้ว

หนึ่งในนั้น คือ ตระกูลการเมืองใหญ่ อย่าง เร่งสมบูรณ์สุข แห่งเมืองเลย ซึ่งอกหักจากการเลือกตั้งรอบที่แล้ว หลังย้ายขั้วจากคนแดนไกล มาลงในสีเสื้อพลังประชารัฐ

การเลือกตั้ง66 รอบนี้ เลย จะขยับพื้นที่เพิ่มจาก 3 เป็น 4 เขตเลือกตั้ง โดยเป็นการชนกันระหว่าง เพื่อไทย ภูมิใจไทย และ รวมไทยสร้างชาติ เพราะหากย้อนกลับไปยังผลการเลือกตั้งปี 62 เมืองเลยถูกแชร์เก้าอี้ให้กับ 2 ค่าย คือ เพื่อไทย และภูมิใจไทย

แน่นอนว่าต่างฝ่ายก็เตรียมปักหลักเพื่อยึดสนามนี้ ตามภารกิจของแต่ละพรรค ทว่า ที่ต้องโฟกัสเป็นพิเศษ คือ เขตเลือกตั้งที่ 1 ประกอบด้วย อำเภอเมืองเลย และอำเภอเอราวัณ ตามการประกาศแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ล่าสุดของ กกต.

โดยเขต 1 เป็นของ เลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล จากพรรคเพื่อไทย ซึ่งก่อนหน้านี้เคยตกเป็นประเด็นเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์จำหน่ายสลากออนไลน์แห่งหนึ่ง เนื่องจากสนามฟุตบอลที่เจ้าตัวเป็นประธานสโมสร มีชื่อเว็บดังกล่าวติดอยู่ จนถูกมองว่าได้รับการสนับสนุน ขณะที่ สส.เลิศศักดิ์ ออกมายืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้

แม้ สส.เลิศศักดิ์ จะเป็นแชมป์เขตนี้ ก็ใช้ว่าจะนอนมา เพราะต้องเจอคู่ต่อกร อย่าง ปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข ที่ย้ายค่ายจากพรรคลุงป้อม กลับมาแก้มืออีกครั้งในการเลือกตั้ง66 นามรวมไทยสร้างชาติ โดยจะมาลงเขต 1 เพื่อเบียดเก้าอี้คืน หลังจากเลือกตั้งรอบที่แล้ว ปรีชา ที่ลงเขต 3 พ่ายให้กับ ธนยศ ทิมสุวรรณ อีกหนึ่งบ้านใหญ่เมืองเลย ลูกชายของ ธนาวุฒิ ทิมสุวรรณ อดีตนายก อบจ.เลย ซึ่งลงในค่ายสีน้ำเงิน ไปด้วยคะแนนทิ้งห่างครึ่งต่อครึ่ง

สำหรับ ปรีชา ดีกรีเป็นถึงอดีต สส. 11 สมัย และเคยนั่งเก้าอี้เสนาบดีมาแล้วหลายกระทรวง โดยรอบนี้ ปรีชา รับบทแม่ทัพเมืองเลย จึงคัดสรรเตรียมพร้อมส่งผู้สมัครครบทุกเขต เพื่อชนกับค่ายเพื่อไทย รวมถึงพรรคพลังใบ ที่เคยมาเป่าจนต้องกระเด็นตกเก้าอี้ผู้แทน

ถัดมายังเขต 2 อีกหนึ่งพื้นที่ต้องจับตาเช่นกัน เพราะมีบ้านใหญ่ อย่าง “รัณย์ ทิมสุวรรณ จากเพื่อไทยครองอยู่ ลูกชายของ ธนเทพ-นันทนา อดีต ส.ส.เลย ซึ่งการเลือกตั้ง 62 สามารถเอาชนะ  เปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข  เมียปรีชา ที่ลงในนามพลังประชารัฐ โดยทิ้งแต้มห่างถึง 2 หมื่นกว่าคะแนน รอบนี้ผู้เป็นสามี จึงขอดันภรรยา กลับมาสางแค้น หลังแพ้ให้กับตระกูลทิมสุวรรณ แม้จะอยู่คนละพรรคก็ตาม 

ต้องจับตา ศึกชนช้าง เมืองเลยหนนี้ ว่าใครดี ใครอยู่ ใครไป ในการเลือกตั้ง66  

‘กทม.ต้องไม่จมน้ำ’ หนึ่งในนโยบายสำคัญ ‘ประชาธิปัตย์ กทม.’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/545339

22 มี.ค. 2566

'กทม.ต้องไม่จมน้ำ' หนึ่งในนโยบายสำคัญ 'ประชาธิปัตย์ กทม.'

แกนนำ ปชป. ‘องอาจ-ดร.เอ้-ผู้การแต้ม-มาดามเดียร์’ ร่วมเปิดนโยบาย ประชาธิปัตย์ กทม. ประกาศสงครามฝุ่นพิษ PM 2.5 Delta Works Thailand ‘กทม.ต้องไม่จมน้ำ’ ไม่เอายาเสพติด ไม่หนุนกัญชาเสรี กองทุนไอเดีย หมื่นล้านบาท

ใกล้เลือกตั้ง2566 พรรคการเมืองลุยหาเสียงประกาศนโยบายกันคึกคัก ล่าสุดพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.)ระดับแกนนำพรรคแถลงนโยบาย ประชาธิปัตย์ กทม. เมื่อวันที่ 22 มี.ค.2566 10.00 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์ ทีมยุทธศาสตร์ กทม. พรรคประชาธิปัตย์ นำโดย นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรค ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ประธานคณะทำงานนโยบาย กทม. พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ว่าที่ผู้สมัคร สส. กทม. คุณวทันยา บุนนาค ประธานคณะทำงานนวัตกรรมการเมือง นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย รองโฆษกพรรค พร้อมด้วยว่าที่ผู้สมัคร สส. กทม. ทุกเขต ได้ร่วมกัน เปิดนโยบาย กทม. ที่บริเวณลานพระแม่ธรณี ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ กรุงเทพมหานคร(กทม.) 

นายองอาจ ระบุว่า นโยบายของปชป.ตามยุทธศาสตร์ “สร้างเงิน สร้างคน สร้างชาติ” ได้ผ่านกระบวนการ ฟัง – คิด – ทำ ซึ่งเป็นนโยบายมาจากรากฐานของการรับฟังความต้องการจากพี่น้องประชาชน พร้อมกับนำมาร่วมคิดกับประชาชน สำหรับนำมากำหนดเป็นนโยบายที่ได้แถลงในวันนี้ ซึ่งจะเป็นเพียงส่วนหนึ่ง และยังมีส่วนอื่นๆ ที่ผู้สมัคร สส. ทั้ง 33 เขต ใน กทม. จะนำเสนอไปยังพี่น้องประชาชน ซึ่งเชื่อมั่นว่าเมื่อพี่น้องประชาชนใน กทม. ได้มีโอกาสสัมผัสรายละเอียดของนโยบายแล้ว ก็จะให้การสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ และผู้สมัครของพรรค เพราะนโยบายของพรรคสามารถพลิกฟื้น เปลี่ยนกรุงเทพมหานครได้อย่างแท้จริง

“ผมเชื่อว่าประชาชนจะเห็นความตั้งใจจริงของพวกเราชาวพรรคประชาธิปัตย์ ที่จะมามีส่วนอย่างสำคัญในการทำให้หลายๆ ปัญหาในกรุงเทพมหานครได้รับการแก้ไข และหลายๆ เรื่องได้รับการพัฒนาไปสู่สิ่งที่ดีกว่า พรรคประชาธิปัตย์จึงอยากเชิญชวนพี่น้องประชาชน ได้ช่วยสนับสนุนผู้สมัคร สส. ของพรรค โดยกากบาทเลือกทั้งพรรคทั้งคน เพื่อเราจะได้มีโอกาสนำเหล่านี้ไปก่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติ และจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกรุงเทพมหานคร ขอให้เชื่อมั่นว่าประชาธิปัตย์พร้อมที่จะเปลี่ยนกรุงเทพฯ เพื่อชาว กทม. ทุกคน” นายองอาจ กล่าว

'กทม.ต้องไม่จมน้ำ' หนึ่งในนโยบายสำคัญ 'ประชาธิปัตย์ กทม.'

สำหรับ ศ.ดร.สุชัชวีร์ ระบุว่า 4 ปีที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้ สส. กทม. แม้แต่คนเดียว ขณะที่ 4 ปี ที่ผ่านมา ฝุ่นPM 2.5 มากขึ้นเข้าสู่ภาวะวิกฤต และยังไม่เห็นอนาคตในการแก้ปัญหา นอกจากนี้ยังมีปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ มากขึ้น รอวันกรุงเทพฯ จม ระบบการศึกษาใน กทม. และในประเทศเกิดความไม่เท่าเทียม ทั้งโอกาสความเข้าถึง ทั้งเทคโนโลยีที่จะทำให้เข้าถึงการเรียนรู้ที่ทันสมัย การเดินทางของคนกรุงเทพฯ มีรถติดมากยิ่งขึ้น การใช้บริการขนส่งสาธารณะ รถไฟฟ้าสายต่างๆ รถเมล์ เรือ ไม่มีความสะดวกและมีราคาสูงจึงได้นำเสนอกรอบนโยบาย “สร้างคน” ที่ประกอบด้วย

– ประกาศสงครามฝุ่นพิษPM 2.5 เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ได้มีโอกาสเข้าร่วมรัฐบาลจะทำการผลักดันกฎหมายอากาศสะอาดที่นำเสนอโดยพี่น้องประชาชน นักวิชาการ มีการกำหนดเขตปลอดมลพิษ 16 เขตชั้นในของ กทม. 3. กำหนดมาตรฐานการก่อสร้างอาคาร และการเก็บภาษีรถบรรทุกขนาดใหญ่ ที่ปล่อยควันดำ เพื่อนำเงินภาษีมาเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ 4. ลดหย่อนภาษีให้ผู้รักษาพื้นที่สีเขียว

– Delta Works Thailand กรุงเทพฯต้องไม่จมน้ำ จากโครงการ “Delta Works” ประเทศเนเธอร์แลนด์ ถือเป็นตัวอย่างการรับมือกับปัญหาน้ำทะเลหนุนได้ดีที่สุดในโลก และผ่านการพิสูจน์มาแล้วว่าสามารถรับมือกับปัญหาได้จริง นโยบาย “Delta Works Thailand” จึงนำหลักการดังกล่าวมาประยุกต์ให้เข้ากับบริบทในประเทศไทย ภายใต้แนวคิด 3 อย่าง คือ ด้านกฎหมาย โครงสร้าง และเทคโนโลยี เพื่อป้องกันพื้นที่กรุงเทพมหานครจากปัญหาน้ำทะเลหนุนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่ง กรุงเทพฯ ต้องแสดงบทบาทในการแก้ปัญหาน้ำท่วมของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา โดยไม่ปล่อยให้จังหวัดปริมณฑลต้องจมน้ำแทนกรุงเทพฯ อีกต่อไป โดยโครงการดังกล่าวจะช่วยที่ราบลุ่มปากแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งหมด

ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ประธานคณะทำงานนโยบาย กทม. ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ประธานคณะทำงานนโยบาย กทม.

นอกจากนี้ยังมีนโยบาย เรียนฟรีถึงปริญญาตรี อินเตอร์เน็ตฟรี 1 ล้านจุด ในพื้นที่ กทม. 1 แสนจุด เพื่อเปลี่ยนชีวิตคนกรุงเทพฯ นโยบายบัตรใบเดียวไปได้ทุกที่ นโยบายฟรีนมโรงเรียน 365 วัน นโยบายตรวจสุขภาพฟรี รักษาฟรี โดยใช้บัตรประชาชนใบเดียว

“พรรคประชาธิปัตย์ ขอให้พวกเราได้กลับมารับใช้คนกรุงเทพฯ ได้กลับมาสู่บ้านของเรา ด้วยนโยบายที่มุ่งแก้ปัญหาพี่น้องประชาชน ยกระดับคุณภาพชีวิต หมดเวลารอฟ้าฝน แต่หากจะรอใครสักคน ขอให้รอคนของพรรคประชาธิปัตย์” ศ.ดร.สุชัชวีร์ กล่าว

พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ว่าที่ผู้สมัคร สส. กทม.พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ว่าที่ผู้สมัคร สส. กทม.

สำหรับ พล.ต.ต.วิชัย ได้นำเสนอนโยบายในกรอบ “สร้างชาติ” ในเรื่องการแก้ปัญหาทุจริต คอร์รัปชั่น และยาเสพติด “นโยบายตาต่อตา ฟันต่อฟัน ไม่เอายาเสพติด และไม่สนับสนุนกัญชาเสรี” โดยกล่าวว่า ยาเสพติดเป็นบ่อเกิดของอาชญากรรมทุกประเภท ดังนั้นจำเป็นต้องมีนโยบาย ตั้งแต่การเจรจากับต่างประเทศ การสกัดการส่งออกสารตั้งต้น เพิ่มอำนาจ ป.ป.ส. พร้อมจะต้องจัดตั้งสถานบำบัดในทุกจังหวัด ส่วนแนวทางในการแก้ปัญหาการทุจริต คอร์รัปชั่นนั้น จำเป็นที่จะต้องกำหนดกรอบโทษของผู้กระทำผิด ซึ่งประกอบด้วย ผู้ก่อ ผู้สนับสนุน ผู้ช่วยเหลือ ต้องมีโทษขั้นต่ำประหารชีวิต

มาดามเดียร์ น.ส.วทันยา บุนนาค ประธานคณะทำงานนวัตกรรมการเมือง ปชป.มาดามเดียร์ น.ส.วทันยา บุนนาค ประธานคณะทำงานนวัตกรรมการเมือง ปชป.

ด้าน น.ส.วทันยา ได้กล่าวในกรอบนโยบาย “สร้างเงิน” พร้อมกับยกตัวอย่างการพบกับกลุ่มผู้ประกอบการจากภาคอีสาน ที่นำเอาความคิดสร้างสรรค์มาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการ อันเป็นการเพิ่มผลิตภาพให้กับสินค้าและบริการของไทย ซึ่งสิ่งนี้จะเป็นโอกาสให้ประเทศไทยได้สร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจ พร้อมกับเสนอเปลี่ยนให้กระทรวงวัฒนธรรม จากที่เป็นกระทรวงเกรด C ในสายตานักการเมือง ให้กลายเป็นกระทรวง เกรด A เพื่อขับเคลื่อน และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้กับประเทศ เปลี่ยนสำนักเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่มีงบประมาณเพียงแค่ปีละ 300 ล้านบาทให้กลายเป็นสำนักขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่เพื่อสร้างโอกาสให้คนไทย

– นโยบายกองทุนไอเดีย หมื่นล้านบาท

แบ่งนำไปใช้ใน 4 ส่วน

1. พัฒนาทุนมนุษย์ จัดทำมหาวิทยาลัยทุกช่วงวัยเพื่อให้คนไทยได้เพิ่มทักษะ ทั้ง Up Skill Re-Skill พร้อมเปิดโอกาสให้นำทักษะไปสร้างโอกาสให้ตัวเองต่อไป

2. เพิ่มโอกาสด้วยการนำทุนความคิดสร้างสรรค์มาสร้างธุรกิจให้ตัวเอง

3. ขับเคลื่อน Creative Content ให้อุตสาหกรรมบันเทิงเพื่อนำอัตลักษณ์วัฒนธรรมไทยสินค้าและบริการของคนไทยออกไปสู่สายตาโลก

4. สรรหาบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ เป็นพี่เลี้ยงฟูมฟักเศรษฐกิจ Start Up ใหม่ ปั้นธุรกิจของคนไทยให้ประสบความสำเร็จ

– นโยบายแต้มต่อ SME 3 แสนล้านบาท

แต้มต่อที่ 1 เพิ่มผลผลิต ผลิตภัณฑ์ให้ธุรกิจ SMEs แต้มต่อที่ 2 สรรหาตลาดใหม่ ๆ เปิดตลาด SMEs ไทยไปสู่สายตาคนทั่วโลก แต้มต่อที่ 3 จัดตั้งกองทุน SMEs แต้มต่อ 3 แสนล้านบาท ให้ SMEs เข้าถึงแหล่งทุนได้อย่างเท่าเทียม

– นโยบายธนาคารชุมชน/หมู่บ้าน ละ 2 ล้านบาท เพื่อนำเม็ดเงินกระจายไปยังเศรษฐกิจฐานรากให้ประชาชนสามารถมีเม็ดเงินในการไปขับเคลื่อนเลี้ยงชีพ มีรายได้ และสุดท้ายจะผันเงินกลับมาเป็นเศรษฐกิจของประเทศไทยต่อไป

“จากวลีที่ว่า รวยกระจุกจนกระจาย หลังจากนี้จะต้องเปลี่ยนไปเป็น หยุดจนและรวยกระจาย นโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของเศรษฐกิจของประเทศที่จะต้องกระจายความเสมอภาคความเท่าเทียมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ วันนี้พรรคประชาธิปัตย์ เราจะช่วยคนไทยค้าขาย เราจะช่วยคนไทยสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างเงิน สร้างรายได้ และที่สำคัญที่สุด วันนี้พรรคประชาธิปัตย์และทีมผู้สมัคร ส.ส. กทม. 33 คน พร้อมแล้วในการสร้างการเมืองแห่งโอกาส การเมืองแห่งความหวังให้กับคนไทยด้วยการส่งต่อโอกาสที่เท่าเทียมให้กับทุกคน” น.ส.วทันยา กล่าว

'กทม.ต้องไม่จมน้ำ' หนึ่งในนโยบายสำคัญ 'ประชาธิปัตย์ กทม.'
'กทม.ต้องไม่จมน้ำ' หนึ่งในนโยบายสำคัญ 'ประชาธิปัตย์ กทม.'

‘อ๋อม สกาวใจ’ พูนสวัสดิ์ จากดารา ‘Call out’ สู่เวทีการเมือง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/545340

22 มี.ค. 2566

'อ๋อม สกาวใจ' พูนสวัสดิ์ จากดารา 'Call out' สู่เวทีการเมือง

ความในใจ ‘อ๋อม สกาวใจ’ พูนสวัสดิ์ จากดารา ‘Call out’ เข้าสู่เส้นทางการเมือง ตั้งใจะทำให้ประชาชนมีรอยยิ้มได้ ในชีวิตจริง

เปิดใจเลือดใหม่ทางการเมือง  อ๋อม สกาวใจ พูนสวัสดิ์ จาก ดารา call out มาเข้าสู่แวดวงทงการเมือง หวังพลิกบทบาท สร้างบันเทิงในหน้าจอ มาสร้างรอยยิ้มให้เกิดขึ้นในชีวิตจริงของประชาชน เชื่อ 8-9 ปี ที่ผ่านมา บอกเราว่า มันไปข้างหน้าไม่ได้  ถึงเวลาที่ต้องออกมา ชวแก้โครงสร้างของปัญหา เพื่อเรียกรอยยิ้ม ของประชาชน ให้กลับมาอีกครั้ง 

Q : แรงจูงใจที่เข้ามาเล่นการเมือง

A : อ๋อมอยู่วงการมา30ปี แล้วเห็นปัญหาเป็นปัญหาที่มันค้างคาและไม่ได้รับคำตอบ เราอยู่วงการเกินครึ่งชีวิต อายุ 46 ปี พอเราโตขึ้นอายุมากขึ้นเราก็ได้เห็นอะไรมากขึ้นเห็นโลกมากขึ้น อย่างที่บอกปัญหาค่อนข้างที่จะเยอะ อ๋อมก็รู้สึกว่าที่อ๋อมออกมาพูดออกมาถามถึงปัญหาพูดบริหารอยากให้มาแก้ไข แล้วพอรู้สึกว่ามีปัญหาทุกวันๆอ๋อมรู้สึกว่าปัญหาต่างๆเป็นปัญหารอบตัวของเรา เราเป็นประชาชนคนหนึ่งเราก็มีสิทธิถาม อันนี้ก็เป็นหนึ่งแรงจูงใจที่ทำให้รู้ว่าการเมืองมันอยู่รอบๆตัวเราทั้งนั้นเลย  

ตอนแรกการที่ออกมาพูดออกมา call out ยังไม่ได้สนใจมาลงทำงานการเมือง แต่ว่าพอเราถามไปเรื่อยๆในทุกๆวันที่ผ่านมาตั้งแต่ช่วงโควิด ประมาน 3-4 ปี อ๋อมก็รู้สึกว่ามันแก้ปัญหาที่ปลายเหตุมันเป็นการที่เกิดปัญหาแล้วเราถามไปมันเป็นปัญหาที่ปลายเหตุไปแล้ว จริงๆอ๋อมก็สนใจการเมือง  แต่อ๋อมเพิ่งมาสนใจจริงๆและเริ่มรู้สึกอยากเข้ามาทำงานตรงนี้เลยละกัน เมื่อปีที่แล้วเอง

Q : ตั้งใจจะเข้ามาอะไร
A : อย่างที่บอกเราพูดถึงปลายเหตุของปัญหา มันเกิดปัญหาแล้ว เราไม่ได้แก้ไขโครงสร้างของปัญหา ต้นเรื่องต้นตอของปัญหา ถ้าเราเข้ามาเราสามารถแก้ไขระบบโครงสร้างได้โดยการวางนโยบายต่างๆหรือปัญหาต่างๆ ไปพูดคุยกับพี่น้องประชาชนที่เราได้รับฟังมาสามารถเข้าไปแบบ ลองไปคุยในสภาว่าเราจะไปแก้หรือช่วยเหลือกฏหมายที่ล้าหลัง ที่แบบว่ามันถูกต้องหรอ แบบไปปรับโครงสร้างเป็นการแก้แบบต้นเหตุ ที่อ่อมรู้สึกว่าอ๋อมต้องเข้ามาทำงานตรงนี้แล้ว

Q : ปัญหาในแวดวงบันเทิง

A : อันดับแรกเลยอ๋อมว่าอ๋อมต้องเข้ามาตรงนี้ให้ได้ก่อน  และก็อยากพัฒนาประชาธิปไตยโดยการที่อ๋อมได้ถูกพี่น้องประชาชนเลือกเข้ามา นั่นการพัฒนาประชาธิปไตย  ถ้าเข้ามาแล้วอ๋อมมีความสามารถเข้ามาผลักดันนโยบายของพรรค เช่น soft power ก็๋เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับวงการบันเทิงอยู่แล้ว เราสามารถทำได้ อ๋อมเชื่อว่าคนไทยทุกคนหรือคนที่อยู่ในหลายๆแวดวงก็มีความสามารถแค่ไม่ได้รับการสนันสนุน จากรัฐบาลอย่างเต็มที่  นโยบายของพรรคอ๋อมคิดว่ามีประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน เรื่องsoft power วงการบันเทิงก็น่าจะได้ด้วยและหลายๆวงการไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรรมหรือการคมนาคม ที่คนไทยสามารถประกาศศักดาให้คนต่างชาติได้รู้ว่าประเทศเรามีดีอะไรบ้าง

อ๋อม สกาวใจ พูนสวัสดิ์ ว่าที่ผู้สมัครสส.กทม.พรรคเพื่อไทยอ๋อม สกาวใจ พูนสวัสดิ์ ว่าที่ผู้สมัครสส.กทม.พรรคเพื่อไทย

Q : กดดันหรือไม่ที่เป็นคนมีชื่อเสียง

A : จะตอบว่าไม่กดดันก็ไม่ได้ กดดันค่ะ แต่กดดันว่าเราต้องแก้ปัญหาประชาชนให้ได้ แต่เรื่องอื่นไม่ค่อยกดดัน  อ๋อมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนมองที่ความมุ่งมั่นว่าบุคคลท่านนี้เข้ามาและแก้ไขปัญหาแบบลงมือลงแรงจริงๆ อยากให้เห็นว่าบุคคลนี้เข้ามาแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชนได้ อันนี้ขอพูดแทนพี่น้องประชาชนว่าให้เข้ามาแล้วสามารถปรับเปลี่ยนลงมือลงแรงและทำได้จริง  ตรงนี้เรามองแบบมุมกว้าง และเราเชื่อว่าทุกคนจะต้องมองว่าเสียงของพี่น้องประชาชนทุกๆคนที่เข้าไปกาเข้าไปเลือกบุคคลท่านนั้นให้เข้ามาเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนเสียงเหล่านั้นต้องไม่หมดไปแค่วันที่เรากาคะแนนเสียงให้เขา เสียงเหล่านั้นต้องเป็นใหญ่ในแผ่นดิน อ๋อมเชื่อว่าอ๋อมมีสิ่งนั้นอยู่

Q : หนักใจไหม ที่มีตัวเลือกเป็นคนในแวดวงเดียวกัน ไม่น้อย

A : ส่วนตัวดีใจ อ๋อมดีใจที่ 8-9 ปีที่ผ่านมาหลายคนรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นมันไม่ได้ไปข้างหน้าแต่มันไม่ไปไหน มันอยู่กับที่หรือถอยหลังด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้มันคือการเปลี่ยนครั้งใหญ่ของประเทศอ๋อมเชื่อว่าเพื่อนฝูงในวงการบันเทิงรุ่นน้องรุ่นพี่ในวงการบันเทิงที่เข้ามาในตรงนี้ต้องการพัฒนาประเทศให้ก้าวไปข้างหน้าแต่มันขึ้นอยู่กับประชาชนเป็นคนตัดสินใจ

Q : ทำไมเลือกพรรคเพื่อไทย

A : เหมือนกับที่อ๋อมได้บอกไปตั้งแต่อ๋อมเปิดตัวเป็นอันดับ 1 อ๋อมเป็นประชาธิปไตย และพรรคเพื่อไทยมีสิ่งนั้นและนโยบายของพรรคเพื่อไทยทุกยุคทุกสมัยเป็นนโยบายที่เกิดขึ้นมาและสามารถทำได้จริงและสามารถเข้าไปถึงพี่น้องประชาชนได้จริงๆ และก็มีเพื่อนอยู่พรรคนี้ ก็อุ่นใจด้วยพอเราได้มาอยู่ครอบครัวใหญ่อ๋อมก็รู้สึกโอเคและเลือกบ้านนี้

อ๋อม สกาวใจ พูนสวัสดิ์ ว่าที่ผู้สมัครสส.กทม.พรรคเพื่อไทยอ๋อม สกาวใจ พูนสวัสดิ์ ว่าที่ผู้สมัครสส.กทม.พรรคเพื่อไทย

Q : ถ้าสอบตก จะไปไหนต่อ

A :ขอบคุณมากๆที่บอกว่าสร้างอิทธิพลอยู่ภายนอกดูยิ่งใหญ่ อ๋อมไม่เคยคิดว่าอ๋อมจะไม่สำเร็จ อ๋อมเคยบอกตั้งแต่เปิดตัว อ๋อมมาเพื่อชนะไม่ได้มาเพื่อแพ้ ทุกย่างก้าวของอ๋อมคิดดีแล้ว ที่ผ่านมาอ๋อมรู้สึกว่าเป็นคนๆนี้ เป็นคนที่ไปๆไหนมาไหนแล้วแบบ
อ๋อมสวัสดีเป็นยังไง มันคือชื่อเสียงไง ที่ทุกคนให้เรามาเพราะเราสร้างความบันเทิงให้พี่น้องประชาชนที่เขาดูเรา

และวันนี้คงถึงเวลาที่เหมาะสมที่อ๋อมสกาวใจที่ช่วยพี่น้องประชาชนกลับมาบันเทิงและกลับมามีรอยยิ้มได้เหมือนเดิม ระยะเวลา8-9ปี อ๋อมรู้ว่ามันเป็นจังหวะที่อ๋อมต้องเข้ามาและตอบแทนบุญคุณต่อพี่น้องประชาชนที่ให้ชื่อเสียงกับอ๋อมมาเป็นที่รู้จักแล้ว  ชื่อเสียงเนี่ยถ้าเกิดตอบแทนบุญคุณพี่น้องทุกคนได้ อ๋อมรู้สึกว่ามันคงสุดๆแล้ว

Q : ทำไมต้องเลือก อ๋อม สกาวใจ

A : เพราะมีศักยภาพมีวิสัยทัศน์และมีความมุ่งมั่นเข้ามาแก้ไขปัญหาต่างๆของพี่น้องประชาชนและไม่ได้เข้าเพียงเพื่อว่าอยู่ไปวันๆหรือตอบคำถามอะไรก็ไม่รู้ที่เราไม่เข้าใจหรือว่าเหวียงใส่นักข่าวอะไรแบบนี้ อยากให้เลือกถึงบุคคลที่เขาเข้ามามั่นใจเข้ามาทำงานแก้ไขปัญหาให้พ่อแม่พี่น้องประชาชนซึ่งอย่างที่อ๋อมบอกไปว่าสิ่งเหล่านี้ที่พูดไป  เชื่อว่าอ๋อมมีตรงนี้

เดือน พ.ค.ทุกคนน่าจะได้ออกมาใช้สิทธิใช้เสียงกันในทุกๆเสียง เพราะว่าในทุกๆเสียงมันมีความหมายสามารถเปลี่ยนแปลงประเทศได้ครั้งยิ่งใหญ่ในครั้่งนี้ อ๋อมอยากให้ทุกคนเลือกเพื่อไทยอยากให้เป็นแลนสไลด์ไปเลย เพราะว่านโยบายของพรรคเพื่อไทยในทุกๆนโยบายที่ผ่านมา  คิดออกมาและสามารถทำได้จริงและอยากให้พี่น้องเลือกอ๋อมสกาวใจ เลือกทั้งคนทั้งพรรค  อ๋อมจะรักษาเสียงของทุกๆเสียง จะไม่ปล่อยให้มันหายไปในวันเลือกตั้งและวันนั้นประชาชนต้องเป็นใหญ่ในแผ่นดินแน่นอน

‘ทนายอนันต์ชัย’ เตือน ‘ศรีสุวรรณ’ ไม่แม่นกฎหมายอย่ายุ่งกับวัดชลประทานฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/545336

22 มี.ค. 2566

'ทนายอนันต์ชัย' เตือน 'ศรีสุวรรณ' ไม่แม่นกฎหมายอย่ายุ่งกับวัดชลประทานฯ

‘ทนายอนันต์ชัย’ แถลงข่าวเตือน ‘ศรีสุวรรณ’ ไม่แม่นกฎหมายอย่ายุ่งกับวัดชลประทานฯ หลังมีพระลูกวัด 36 รูป ร้องเรียนต้องย้ายออกจากสังฆานุภาพตามคำสั่งเจ้าอาวาส

วันนี้ 22 มี.ค. ที่วัดชลประทานรังสฤษดิ์  ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช ทีมมูลนิธิทนายกองทัพธรรมและคณะกรรมการวัดฯ แถลงข่าวความคืบหน้าพระลูกวัดชลประทาน 36 รูป ย้ายออกจากเขตสังฆานุภาพหรือเขตกัมมัฏฐาน ตามคำสั่งของเจ้าอาวาส ภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันนี้ (13 ก.พ.ครบกำหนด 15 มี.ค. ) หากขัดขืนจะดำเนินการขั้นเด็ดขาดตามกฎหมายต่อไป 

ทนายอนันต์ชัย กล่าวว่า สืบเนื่องจากก่อนหน้านี้กลุ่มพระจำนวน 36 รูป ร้องเรียนไปยังนายศรีสุวรรณ จรรยา กล่าวหาว่า พระราชวัชรธรรมภาณี เจ้าอาวาสฯ รื้อกุฏิพระในเขตสังฆานุภาพ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และรื้อต้นโพธิ์พระราชทาน อันเป็นความผิดตาม ป.อาญา มาตรา 112,157 ซึ่งเป็นความเท็จทั้งสิ้น 
 

ดังนั้นขณะนี้ครบกำหนด 30 วัน พระกลุ่มดังกล่าวได้ย้ายออกไปตามคำสั่งเจ้าอาวาสฯแล้ว แต่ก็ยังมีการไปร้องเรียนหน่วยงานต่าง ๆ และร้องเรียนไปยังสื่อมวลชน โดยเฉพาะนายศรีสุวรรณ จรรยา นักร้องแห่งชาติ อีกทั้งไม่ยอมขอขมาเจ้าอาวาส นอกจากนี้ก่อนออกจากเขตสังฆาวาส ยังมีการกระทำเชิงสัญลักษณ์อีกหลายอย่าง เพื่อแสดงถึงการต่อต้านคำสั่ง จึงขอเตือนพระทั้ง 36 รูป หากยังมีพฤติกรรมเดิม ๆ คือ การร้องเรียนไปทั่ว จะมีการดำเนินการทางกฎหมายและพระธรรมวินัยทันที พร้อมใช้ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มาตรา 38(2) และกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2521) ว่าด้วยการลงนิคหกรรม ถือว่าไม่อยู่ในโอวาส ละเมิดพระธรรมวินัย จะขับออกจากวัดและคัดชื่อออกจากวัดทันที” ทนายอนันต์ชัยกล่าว

ทนายอนันต์ชัย ไชยเดชทนายอนันต์ชัย ไชยเดช

“ฝากเตือนไปถึงนายศรีสุวรรณ หากไม่มีความรู้เรื่องกฎหมายก็หยุดพฤติกรรมที่ร้องไปทั่ว โดยไม่มีการศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด ไม่เช่นนั้นก็จะดำเนินการตามกฎหมายเช่นกัน ” ทนายอนันต์ชัยกล่าว 


สำหรับเขตสังฆานุภาพ หลังจากพระ36รูป ย้ายออก ได้ให้นักวิชาการมาสำรวจพื้นที่และต้นไม้ เพื่อเตรียมให้ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาทำการอนุรักษ์หรือล้อมย้ายต้นไม้ไปอนุบาล โดยหลังปรับปรุงพื้นที่ ก็จะนำไปปลูกในที่ที่เหมาะสมต่อไป รวมถึงการย้ายอัฐิมายังช่องบรรจุใหม่ที่ทางวัดเตรียมไว้ และทุกอย่างเป็นไปตามหลักวิชาการและพระธรรมวินัย เพื่อให้เหมาะสมกับการเป็นสถานปฏิบัติธรรมของบรรพชิตและพุทธศาสนิกชนต่อไป

ทนายอนันต์ชัย ไชยเดชทนายอนันต์ชัย ไชยเดช

MDดุสิตพร็อพเพอร์ตี้ส์ฯ ลาออก ลงผู้สมัคร สส.กทม. สังกัด ‘ชาติพัฒนากล้า’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/545335

22 มี.ค. 2566

MDดุสิตพร็อพเพอร์ตี้ส์ฯ ลาออก ลงผู้สมัคร สส.กทม. สังกัด 'ชาติพัฒนากล้า'

MDดุสิตพร็อพเพอร์ตี้ส์ฯ ลาออก ตัดสินใจลงการเมืองสังกัด ‘ชาติพัฒนากล้า’ ส่งลงพื้นที่เขตสาทร ปทุมวัน ราชเทวี โชว์ผลงานบริหารสินทรัพย์เพียบ

เมื่อวันที่ 22 มี.ค. พรรคชาติพัฒนากล้าเปิดตัวผู้สมัครหน้าใหม่ นายวรนนท์ อัศวกิตติเมธิน ที่ได้ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัท ดุสิตธานี พร็อพเพอร์ตีส์ รีท จำกัด มาลงสมัครรับเลือกตั้งในพื้นที่เขต สาทร ปทุมวัน ราชเทวี 

นายวรนนท์ กล่าวว่า ตนมีพื้นฐานเป็นนักการเงิน มีประสบการณ์ เริ่มเป็นผู้จัดการกองทุนอสังหาริมทรัพย์ตั้งแต่อายุ 26 ปี ผ่านงานบริหารจัดการสินทรัพย์มา 16 ปี จึงเชื่อว่าจะสามารถนำความรู้มาบริหารสินทรัพย์ของประเทศได้ 

สาเหตุที่เลือกพรรคชาติพัฒนากล้า เพราะชื่นชอบนายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า เป็นผู้ที่นักการเงินยกให้เป็นแบบอย่าง ประกอบกับนโยบายของพรรคสอดคล้องกับสิ่งที่ตัวเองเชี่ยวชาญและคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกัน คิดว่าจะสามารถมาเติมเต็มความเป็นมืออาชีพทางการเงิน ร่วมแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศกับพรรคชาติพัฒนากล้าได้อย่างแน่นอน 
 

ส่วนการลงสมัครเขต สาทร ปทุมวัน ราชเทวี เนื่องจากเป็นบ้านเกิด รวมถึงเป็นพื้นที่เศรษฐกิจที่มีฐานเสียงของผู้ประกอบการที่ตนคลุกคลีมาตลอดการทำงานในฐานะนักการเงินและด้วยความที่มาจากครอบครัวของคนชั้นกลาง ทำให้เข้าใจคนทั้งสองกลุ่มนี้เป็นอย่างดี   

ประวัติการทำงานด้านการบริหารสินทรัพย์ อาทิ ผู้จัดการกองทุนบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนนครหลวงไทย เจ้าหน้าที่ชำนาญการ บริหารอสังหาริมทรัพย์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนแลนด์ แอนด์ เฮาส์ จำกัด และตำแหน่งล่าสุด คือ กรรมการผู้จัดการ ดุสิตพร็อพเพอร์ตี้ส์ รีท จำกัด เป็นต้น 
นายวรนนท์ อัศวกิตติเมธินนายวรนนท์ อัศวกิตติเมธินนายวรนนท์ อัศวกิตติเมธิน และ นายกรณ์ จาติกวณิช นายวรนนท์ อัศวกิตติเมธิน และ นายกรณ์ จาติกวณิช

ประกาศราชกิจจาฯ 2 รัฐมนตรี พ้นจากตำแหน่งแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/545325

22 มี.ค. 2566

ประกาศราชกิจจาฯ 2 รัฐมนตรี พ้นจากตำแหน่งแล้ว

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี 2 รัฐมนตรี สมศักดิ์-สิริยะ พ้นจากตำแหน่ง มีผลตั้งแต่ 17 มี.ค. 2566

22 มี.ค. 2566 :  เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง รัฐมนตรีลาออก

ด้วยได้มีรัฐมนตรีขอลาออกจากตำแหน่งจำนวน 2 ราย คือ 1. นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ขอลาออกจากตำแหน่ง ตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคม 2566

ความเป็นรัฐมนตรีของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน จึงสิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคม 2566 ตามความในมาตรา 170 (2) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

ประกาศราชกิจจาฯ 2 รัฐมนตรี พ้นจากตำแหน่งแล้ว

2. นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ขอลาออกจากตำแหน่ง ตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคม 2566 ความเป็นรัฐมนตรีของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ จึงสิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคม 2566 ตามความในมาตรา 170 (2) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

ประกาศ ณ วันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2566

‘นายกฯ’ อ่านสาร ‘วันน้ำโลก’ ขอให้คนไทยอนุรักษ์-ใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/545323

22 มี.ค. 2566

'นายกฯ' อ่านสาร 'วันน้ำโลก' ขอให้คนไทยอนุรักษ์-ใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า

‘นายกฯ’ อ่านสาร ‘วันน้ำโลก’ ขอให้คนไทย อนุรักษ์-ใช้น้ำ อย่างรู้คุณค่า ชี้รัฐบาลบริหารจัดการน้ำต่อเนื่อง ทุกภาคส่วนร่วมมือกันเกิดคณะกรรมการลุ่ม 22 แห่ง

วันที่ 22 มี.ค. เนื่องใน “วันน้ำโลก” ประจำปี 2566 นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม อ่านสารผ่านบันทึกวีดิทัศน์ออกอากาศทางเพจไทยคู่ฟ้า Facebook และสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ขอความร่วมมือร่วมใจกันอนุรักษ์และใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า รวมทั้งมีส่วนร่วมเป็นภาคีเครือข่ายความร่วมมือระหว่างกัน

โดยระบุว่า “น้ำ” เป็นทรัพยากรสำคัญที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ องค์การสหประชาชาติกำหนดให้วันที่ 22 มีนาคมของทุกปี เป็นวันน้ำโลก เพื่อกระตุ้นให้ประชาคมโลกร่วมกันรณรงค์ให้เกิดการฟื้นฟูและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน 

ในปี 2566 องค์การสหประชาชาติได้กำหนดประเด็นสำคัญในหัวข้อ “เร่งการเปลี่ยนแปลง” ด้วยการลงมือปฏิบัติเพื่อลดวิกฤตด้านน้ำและสุขาภิบาล รณรงค์ให้ทุกคนร่วมกันเป็นผู้เปลี่ยนแปลง สิ่งที่อยากเห็นในโลกใบนี้

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในทุกมิติ ขับเคลื่อนภารกิจ คำนึงถึงปัจจัยรอบด้าน จากการวิเคราะห์ข้อมูลของหน่วยงานและองค์กร รวมทั้งสภาพปัจจุบันและแนวโน้มที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตจากวิกฤตการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ 
 

แผนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบพลวัตโดยการมีส่วนร่วมของประชาชน 5 ด้าน คือ 
– การบริการน้ำอุปโภคบริโภคที่ได้มาตรฐานอย่างเท่าเทียม 
– การสร้างความมั่นคงและเพิ่มผลิตภาพของน้ำ 
– การลดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินจากภัยพิบัติด้านน้ำ 
– การฟื้นฟูป่าต้นน้ำและคุณภาพน้ำ 
– การเสริมความเข้มแข็งในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของชุมชน ด้วยองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม บนพื้นฐานของการรักษาสมดุลนิเวศ วิถีทางสังคม เศรษฐกิจของพื้นที่ ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อสร้างสมดุลการอนุรักษ์ฟื้นฟูและพัฒนาแหล่งนํ้าด้วยการบริหารจัดการพื้นที่ในลักษณะลุ่มนํ้าอย่างเป็นระบบ

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ขณะนี้มีคณะกรรมการลุ่มน้ำ ทั้ง 22 ลุ่มน้ำของประเทศที่เป็นกลไกหลักในการเชื่อมโยงและขับเคลื่อนทุกพื้นที่ มีภาคีหน่วยงาน องค์กร นักวิชาการและปราชญ์ท้องถิ่น ควบคู่กับการทำความเข้าใจและขยายเครือข่ายแนวร่วมภาคประชาชน และเดินหน้าไปพร้อมกับประเทศสมาชิกในการประกาศคำมั่นโดยสมัครใจ เพื่อยืนยันความร่วมมือ  

โดยวันที่ 22 – 24 มีนาคม 2566 มีการประชุมสหประชาชาติทบทวนการดำเนินงานด้านน้ำในห้วงครึ่งแรกของทศวรรษระหว่างประเทศแห่งการดำเนินการ “น้ำสำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืน” ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา 

เปิดตัว ‘ผู้สมัครสส.’ กทม. ศุกร์นี้ ‘เพื่อไทย’ ยัน มีเซอร์ไพรส์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/545324

22 มี.ค. 2566

เปิดตัว 'ผู้สมัครสส.' กทม. ศุกร์นี้ 'เพื่อไทย' ยัน มีเซอร์ไพรส์

ศุกร์ที่ 24 มี.ค.นี้ ‘เพื่อไทย’ เปิดตัว ‘ผู้สมัครสส.’ กทม. ครบทั้ง 33 เขต มั่นใจมีเซอร์ไพรส์ 10 นโยบายเพื่อคนกรุงเทพฯ

คิดใหญ่ทำเป็น เพื่อคนกรุงเทพฯ เพื่อไทยประกาศความพร้อม กทม.จัดเวทีปราศรัยใหญ่ 24 มี.ค.นี้  เปิดตัวว่าที่ผู้สมัครสส.กทม. ครบ 33 เขต – เปิด 10 นโยบายเพื่อคนกรุงเทพฯ มั่นใจมีเซอร์ไพรส์แน่

คิดใหญ่ ทำเป็น เพื่อคนกรุงเทพฯ จะจัดขึ้นในวันที่ 24 มี.ค.66 นี้ โดยภายในงานจะมีการแสดงวิสัยทัศน์ ใหม่ในอนาคต 4 ด้านเพื่อคนกรุงเทพฯแบะประเทศไทย พร้อมเปิดตัวนโยบายใหม่ 10 ด้าน  ครอบคลุมด้านเศรษฐกิจ มลพิศ การศึกษา สิ่งแวดล้อม การรักษาพยาบาล ฯลฯ  ที่สเตเดียมวัน จุฬา ซอย 6 ตั้งแต่ 17.30-19.30 น

กำหนดการเปิดตัวผู้สมัครสส.กทม. พรรคเพื่อไทบกำหนดการเปิดตัวผู้สมัครสส.กทม. พรรคเพื่อไทบ

นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ประธานภาค กทม.พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า แม้พรรคเพื่อไทยได้ท้วงติงและไม่เห็นด้วยกับการแบ่งเขต กทม. ว่าอาจจะก่อให้เกิดปัญหาด้านข้อกฎหมาย และสร้างความสับสนให้กับพี่น้องประชาชน เป็นการแบ่งเขตที่พิลึกพิลั่น และมีความวิตกกังวลว่าอาจจะเกิดการล้มบัตรกาเบอร์ในวันเลือกตั้ง 

แต่เมื่อมีการประกาศแล้ว พรรคเพื่อไทยพร้อมรับทุกกติกา จึงมีการจัดสรรผู้สมัครสส.กทม. ใหม่ ทั้ง 33 เขตให้มีความเหมาะสมกับพื้นที่ เพราะบางเขต บางแขวงมีการทับซ้อนกันบ้างในบางพื้นที่ จึงมีการเปลี่ยนป้ายหาเสียง และชี้แจงพี่น้องประชาชน

พรรคเพื่อไทย กรุงเทพ มีความพร้อมแล้ว 100%  และจะมีการเปิดตัวในเวทีปราศรัยใหญ่วันที่ 24 มีนาคม 2566 ภายใต้แคมเปญ ‘คิดใหญ่ ทำเป็น เพื่อคนกรุงเทพ มั่นใจว่าผู้สมัคร สส.กทม.ทั้ง 33 เขตน่าจะทำงานได้ดีและประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินในการเลือกตั้ง

นางสาวสกาวใจ พูนสวัสดิ์ ว่าที่ผู้สมัครสส.กทม.พรรคเพื่อไทย บอกว่า การจัดงานครั้งนี้มีความยิ่งใหญ่และไม่เหมือนใคร มีเซอร์ไพรส์แน่นอน  มีผู้ร่วมงานเป็นกลุ่ม LGBTQ  สายมู ดารา ด้อมต่างๆ หลากหลายอาชีพ

โดยจะมีการเปิดพื้นที่ให้พี่น้องประชาชนที่มาร่วมงานแสดงความคิดเห็นถึงปัญหาต่างๆ ใน กทม.ว่าจะเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง เราจะนำปัญหาของพี่น้องประชาชนไปแก้ไขทันทีที่ได้เป็นรัฐบาล
 

แม้จะมีการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ แต่ยังมั่นใจ 100% มาเพื่อชนะแน่นอน ส่วนเขตเดิมที่เคยลง ได้ส่งไม้ต่อให้นายอรรครัตน์ นิติพล ซึ่ง เป็นคนในพื้นที่อยู่แล้ว จึงมีความคุ้นชินกับคนในพื้นที่เป็นอย่างดี

“ตั้งแต่เกิดมาไม่เห็นการเปิดตัวอะไรที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ เป็นการเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.ที่ไม่เหมือนใครแน่นอน   พวกเราทุกคนต้องการพาพี่น้องประชาชนก้าวไปข้างหน้า วันศุกร์นี้อยากให้มากันเยอะๆ นะคะ” นางสาวสกาวใจกล่าว

‘ผู้พันปุ่น’ หนุนยกเลิกเกณฑ์ทหาร หยุดใช้พลทหารรับใช้นาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/545322

22 มี.ค. 2566

'ผู้พันปุ่น' หนุนยกเลิกเกณฑ์ทหาร หยุดใช้พลทหารรับใช้นาย

‘ผู้พันปุ่น’ หนุนยกเลิกเกณฑ์ทหาร ชี้จำนวนเกินความจำเป็น จนพลทหารต้องไปรับใช้ผู้บังคับบัญชา แนะเพิ่มสวัสดิการเชิญชวนให้สมัครใจแทนการบังคับ

เมื่อวันที่ 22 มี.ค. น.ต.ศิธา ทิวารี เลขาธิการพรรคไทยสร้างไทย กล่าวถึงพรรคสนบุสนุนยกเลิกการจับใบดำใบแดง เพื่อเปลี่ยนให้เป็นระบบสมัครใจ ว่า กองทัพในศตวรรษที่ 21 จะต้องให้ความสำคัญกับบุคคลากรของกองทัพ เพื่อดูแลให้ทหาร โดยเฉพาะชั้นผู้น้อย ให้สามารถรับใช้ชาติได้อย่างเต็มความสามารถ และมีความภาคภูมิใจ

โดยงบกองทัพที่ใช้สำหรับทหารเกณฑ์ในปัจจุบันประมาณปีละ 16,000ล้านบาท เฉลี่ยคนละ 12,000 บาท/เดือน หากหักค่าอาหาร และค่าจิปาถะอื่นๆ พลทหารจะเหลือเงินคนละประมาณ 3,000-7,000 บาท/เดือน แล้วแต่ละหน่วยงาน

น.ต.ศิธา มองว่า การเกณฑ์ทหารมีจำนวนมากกว่าความต้องการจริง ทุกเหล่าทัพมีทหารเกณฑ์รวมกันประมาณ 100,000 คน อาสาเป็นทหารประมาณ 5 หมื่นคน จับได้ใบแดงอีก 5 หมื่นคน จึงเห็นภาพพลทหารไปรับใช้ตามบ้านผู้บังคับบัญชา เป็นการใช้งานผิดประเภท และเกินความจำเป็น 

สำหรับคนที่ไม่สมัครใจ แต่ต้องไปเกณฑ์ทหาร ถือเป็นการบังคับ ทำให้พวกเขาต้องเสียอิสระภาพและเสียสิทธิในการทำงานหาเลี้ยงครอบครัวเป็นเวลาถึง 2 ปี 

พรรคไทยสร้างไทยเห็นว่า กองทัพควรที่จะปรับลดจำนวนพลทหารให้เพียงพอต่อความจำเป็นก็พอ หากนำงบประมาณการเกณฑ์ทหาร และลดทอนงบประมาณที่ไม่จำเป็นออกไป เปลี่ยนมาเป็นสวัสดิการเพิ่มงบประมาณให้กับผู้ที่สมัครใจเป็นพลทหาร จะเป็นการสร้างแรงจูงใจให้คนมาสมัครเพิ่มขึ้น การปรับระบบให้ถูกต้องจะทำให้การเกณฑ์ทหารไม่มีอีกต่อไป” น.ต.ศิธา กล่าว

น.ต.ศิธา ทิวารี เลขาธิการพรรคไทยสร้างไทยน.ต.ศิธา ทิวารี เลขาธิการพรรคไทยสร้างไทย