ราชบุรีเดือด ‘นายกฯ’ ลงพื้นที่ตรวจราชการ ชาวบ้านตะโกนต่อต้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544723

13 มี.ค. 2566

ราชบุรีเดือด 'นายกฯ' ลงพื้นที่ตรวจราชการ ชาวบ้านตะโกนต่อต้าน

‘นายกฯ’ ติดตามความคืบหน้าโครงการจ.ราชบุรี ส่งเสริมพัฒนาเกษตร อุตสาหกรรม ท่องเที่ยว ระหว่างภารกิจชาวบ้านดักรอตะโกนด่าลั่น เจ้าหน้าที่เร่งนำตัวออกจากพื้นที่

วันนี้ 13 มี.ค. ภารกิจพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลงพื้นตรวจราชการ ติดตามความคืบหน้าโครงการต่างๆ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี โดยระหว่างปฏิบัติภารกิจมีประชาชนดักรอตะโกนวิพากษ์วิจารณ์การทำงาน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่นายรัฐมนตรีกำลังเดินทางไปที่ศาลาประชาคมเทศบาลเมืองบ้านโป่ง มีประชาชนมารอต้อนรับ มีทั้งผู้เห็นต่างและผู้สนับสนุน ซึ่งก่อนนายกรัฐมนตรีจะเดินทางมาถึง มีหญิงรายหนึ่ง ยืนตะโกนวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ พล.อ.ประยุทธ์ โดยมีตำรวจหญิงนอกเครื่องแบบ 2 นาย เข้ามานำตัวออกไป ระหว่างนั้นขบวนรถเดินทางมาถึงพอดี หญิงรายนี้ตะโกนเสียงดังว่า “ไอ…ตู่”

ซึ่งหลังจากที่นายกรัฐมนตรีพบปะประชาชนเสร็จสิ้นให้สัมภาษณ์ว่า “พูดมากเดี๋ยวก็โดนด่าอีก เมื่อกี้ข้างนอก ไม่รู้เป็นอะไร มือมี 3 นิ้ว มันหายไปไหน 2 นิ้ว ไม่รู้เหมือนกัน ฝากหมอดูด้วยว่าอีก 2 นิ้วเป็นอะไร ผมไม่ได้โกรธ แต่ขอให้ดูด้วยแล้วกันว่าต้องมีปัญหาอาการอะไรสักอย่าง ผมโกรธเขาไม่ได้หรอกเขาคือคนไทย แต่เขาคิดอะไรผมไม่รู้” 

ส่วนสถานการณ์การเงินกระทรวงการคลัง ยืนยันยังมั่นคง ต่างชาติยอมรับ และถามกลับฝ่ายที่บอกว่าลุงไม่รู้เรื่องว่า “อยู่มาตั้ง 8 ปี จะโง่ไม่รู้เรื่องหรือ ลุงไม่ได้โง่เกินไปนักหรอก แต่ละเรื่องไม่ใช่นายกฯสั่งโง่ๆ เขามีคณะทำงาน และเราต้องสั่งในสิ่งที่ถูกต้องเป็นธรรมไม่ทุจริต รู้จักหรือไม่ โกงเวลาราชการก็ถือว่าทุจริตแล้ว ไม่มาทำงาน นอนอยู่บ้าน ไม่ได้ป่วย แต่ขี้เกียจมา ก็เบียดบังเขา ไม่ได้เข้าคิว แซงคิว เขาก็เรียกว่าโกงเวลาคนอื่น” นายกรัฐมนตรีกล่าว

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงศักยภาพของจังหวัดราชบุรีว่า เป็นเมืองเกษตรที่อุดมสมบูรณ์ มีศักยภาพสูง ผลผลิตทางการเกษตรมีคุณภาพระดับส่งออก เช่น มะพร้าวน้ำหอม มะม่วงน้ำดอกไม้ ชมพู่ทับทิมจันทร์ และยังมีกล้วยไม้ที่ส่งออกไปทั่วโลก ซึ่งรัฐบาลมุ่งผลักดันการพัฒนาด้านการเกษตรอย่างครบวงจร ทั้งการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ เกษตรปลอดภัย เกษตรแปลงใหญ่ เพื่อลดต้นทุนและสร้างมาตรฐานสินค้ารวมทั้งส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี และการแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรและพัฒนาภาคเกษตร ทั้งการลดต้นทุนปุ๋ย การจัดหาแหล่งที่ดินทำกินอย่างถูกต้อง สร้างแหล่งกักเก็บน้ำ
  

รัฐบาลสนับสนุนให้มีการลงทุนอุตสาหกรรมการผลิตในพื้นที่จ.ราชบุรี เพื่อเป็นการพัฒนาพื้นที่ทุกมิติ ส่งเสริมการจ้างงาน ให้คนในพื้นที่มีอาชีพ มีรายได้ ลดการย้ายถิ่นฐานเข้าไปทำงานในเมืองใหญ่ ให้คนรุ่นใหม่กลับมายังบ้านเกิดร่วมพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง

นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่จ.ราชบุรีนายกรัฐมนตรีลงพื้นที่จ.ราชบุรี

สำหรับโครงการที่นายกรัฐมนตรีติดตามความคืบหน้า
-โครงการก่อสร้างระบบระบายน้ำหลักเพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนเมืองบ้านโป่ง ระยะที่ 1 
-โครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำแม่กลอง บริเวณสะพานค่ายหลวง – สะพานเขางู – เบิกไพร อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี 
-โครงการปรับปรุงภูมิทัศน์พื้นที่ริมตลิ่งแม่น้ำแม่กลอง บริเวณสวนสุขภาพชุมชนไกรฤกษ์ เพื่อพัฒนาสภาพภูมิทัศน์โดยรอบให้มีความเหมาะสมกับวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่ 
-โครงการก่อสร้างอาคารอุบัติเหตุและบำบัดรักษา โรงพยาบาลบ้านโป่ง 
-โครงการพัฒนาด้านคมนาคมในเขตพื้นที่อำเภอบ้านโป่ง จํานวน 2 โครงการ โครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 3273 ช่วง โคกสูง – หนองเป็ด เพื่อให้การคมนาคมขนส่งมีความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย ส่งเสริมการท่องเที่ยว เศรษฐกิจและสังคมของจังหวัด เนื่องจากเป็นเส้นทางเชื่อมโยงระหว่าง อ.โพธาราม อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี และเชื่อมโยง อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี อีกทั้งยังเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมด้วย และโครงการแก้ไขปัญหาจุดตัดแยก ทล.323 – ถนนเลียบคลองชลประทาน (อุโมงค์ลอดสี่แยกหัวโป่ง) เป็นการจัดทำแผนการพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพทางหลวงสายหลัก เพื่อแก้ไขปัญหาจราจรติดขัด ลดระยะเวลาในการเดินทาง และยกระดับความปลอดภัยการใช้เส้นทางคมนาคม 
-โครงการสถานีสูบน้ำบ้านห้วยดอกไม้ ตำบลเขาขลุง เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำสำหรับอุปโภค บริโภค และการเกษตรกรรม มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ 3,161 ไร่ 365 ครัวเรือน

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังได้เดินทางไปวัดหุบกระทิง เยี่ยมเด็กนักเรียนโรงเรียนวัดหุบกระทิง พูดคุยผู้ประกอบการรุ่นใหม่จังหวัดราชบุรี Young Entrepreneur Chamber of Commerce (YEC) และประชาชนจังหวัดราชบุรี พร้อมเยี่ยมชมศูนย์การเรียนรู้เกษตรวิถีพุทธ-วิถีความร่วมมือในการพัฒนาระหว่างวัดกับชุมชน ซึ่งนายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีต้องการเปลี่ยนพื้นที่รกร้างว่างเปล่าเป็นแหล่งเรียนรู้เกษตร แหล่งท่องเที่ยวพักผ่อนเชิงเกษตร สัมผัสวิถีชีวิตชาวบ้านและความสำเร็จของการนำเกษตรทฤษฎีใหม่ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาปรับใช้จนเกิดผลเป็นรูปธรรม รวมถึงแนะให้ศูนย์การเรียนรู้นี้ได้เสริมการสร้างงานสร้างอาชีพ จัดให้มีการฝึกหัดต่างๆ นำสิ่งของขึ้นชื่อในชุมชนมาจัดแสดง มาประยุกต์ให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อสร้างรายได้ 
นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่โรงเรียนวัดหุบกระทิงนายกรัฐมนตรีลงพื้นที่โรงเรียนวัดหุบกระทิงนายกรัฐมนตรีลงพื้นที่จ.ราชบุรีนายกรัฐมนตรีลงพื้นที่จ.ราชบุรี

‘ประชาธิปัตย์’ ปราศรัยใหญ่ที่สกลนคร 16 มีนาคมนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544724

13 มี.ค. 2566

'ประชาธิปัตย์' ปราศรัยใหญ่ที่สกลนคร 16 มีนาคมนี้

หัวหน้าพรรค ‘ประชาธิปัตย์’ จี้ กกต. แบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ ให้เป็นที่ยอมรับ พร้อมเดินหน้าจัดปราศรัยใหญ่ที่สกลนคร 16 มีนาคมนี้

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันว่า วันที่ 16 มีนาคม จะไปจังหวัดสกลนคร ซึ่งก็ได้เปิดตัวผู้สมัครมาแล้ว และผู้สมัครยังยืนหยัดอยู่กับพรรค แต่คราวนี้จะได้มีการปราศรัยใหญ่ เพราะจังหวัดสกลนคร เป็นพื้นที่เป้าหมายอีกพื้นที่หนึ่งที่มั่นใจว่าจะได้รับเสียงตอบรับจากพี่น้องประชาชนเป็นอย่างดี ส่วนวันที่ 18 มีนาคม ไปจังหวัดนราธิวาส วันที่ 19 มีนาคม ไปจังหวัดยะลา และจะมีอีกหลายกำหนดการที่จะเดินหน้าหาเสียงในทุกภาคต่อไป

ส่วนการเตรียมความพร้อมก่อนที่ กกต. จะมีการประกาศแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ เพิ่มเติมนั้น พรรคได้เตรียมความพร้อมในแง่ตัวบุคคล แต่ก็ยังยากเพราะในบางพื้นที่ยังไม่นิ่งเลยว่า สุดท้ายแล้ว กกต. จะแบ่งเขตอย่างไร จะรวมอำเภอไหน หรือจะสับแบ่งเขตอย่างไร เพราะฉะนั้นส่วนหนึ่งจึงจำเป็นต้องรอผลการพิจารณาของ กกต. ในขั้นสุดท้าย

จากการที่หลายพรรคการเมืองมีความกังวลถึงความไม่ชัดเจนของ กกต. ทำให้ผู้สมัคร สส. ลงพื้นที่ลำบาก ในเรื่องนี้ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า สำหรับประชาธิปัตย์แล้วเราลงพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง และลงพื้นที่ในลักษณะที่ต้องคาดเดา โดยเฉพาะผู้สมัครที่พรรคได้ตัดสินใจส่งไปเป็น ปี 2 ปีแล้ว ก็เดินลงพื้นที่ให้ครอบคลุมไว้ก่อน แต่สุดท้ายแล้วจะถูกตัด ถูกแบ่งเขตไปอย่างไรก็จะต้องรอดูผลอีกครั้ง

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เห็นว่า กกต.จะต้องช่วยดูเรื่องการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ ให้มีความยุติธรรม ไม่ให้เป็นประโยชน์ของใครคนใดคนหนึ่ง หรือพรรคการเมืองใด พรรคการเมืองหนึ่ง แต่ควรจะยึดไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ก็จะทำให้เป็นที่ยอมรับได้

ส่วนต่าง 6.8 หมื่นล้านบาท มีจริง ก้าวไกลขวาง ‘รถไฟฟ้าสายสีส้ม’ เข้าครม.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544722

13 มี.ค. 2566

ส่วนต่าง 6.8 หมื่นล้านบาท มีจริง ก้าวไกลขวาง 'รถไฟฟ้าสายสีส้ม' เข้าครม.

ขวางดันโครงการประมูลสัมปทาน ‘รถไฟฟ้าสายสีส้ม’ เข้าครม. พรรคก้าวไกลเปิดหลักฐาน ส่วนต่าง 6.8 หมื่นล้านบาทมีจริง

สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เปิดเผยเอกสารหลักฐานที่เพิ่งได้รับ กรณีข้อสงสัยการทุจริตประมูลสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีส้ม ที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามกีดกัน BTS คู่แข่งของบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ผู้ชนะการประมูล ออกไปจากการแข่งขัน โดยมีส่วนต่างที่รัฐต้องจ่ายอุดหนุนให้เอกชนสูงถึงกว่า 6.8 หมื่นล้านบาท

สุรเชษฐ์บอกว่า นี่คือการประมูลที่เกิดขึ้นถึงสองครั้ง เพื่อสร้างสิ่งเดียวกัน แต่มีส่วนต่างสูงถึง 6.8 หมื่นล้านบาท และขอยืนยันอีกครั้ง ว่าส่วนต่างมีอยู่จริง แม้กระทรวงคมนาคม และการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) จะพยายามปฏิเสธเพียงใดก็ตามโดยสิ่งที่ปรากฏอยู่ในเอกสารที่ได้มาครั้งเมื่อนำข้อมูลข้อเสนอจากทั้งสองฝ่ายมาเปรียบเทียบกัน จะเห็นได้ว่าข้อเสนอของ BTS จะขอเงินจากรัฐอุดหนุนค่าก่อสร้าง ในปีที่ 3-8 ยอดรวม 79,820 ล้านบาท โดยจะมีกำไรจ่ายคืนรัฐในปีที่ 20 เป็นต้นไป รวมเป็นเงินจำนวน 70,145 ล้านบาท ผลรวมจะเท่ากับเกิดส่วนต่างที่รัฐต้องอุดหนุนเพียง 9,675 ล้านบาท

ขณะที่ข้อเสนอของ BEM นั้น มีการขอเงินรัฐอุดหนุนค่าก่อสร้าง ในปีที่ 3-8 เป็นจำนวน 81,871 ล้านบาท โดยผลตอบแทนที่ BEM จะให้ตั้งแต่ปีที่ 14 เป็นต้นไป จะคืนเป็นยอดรวมเพียง 3,583 ล้านบาทเท่านั้น  ขณะที่ BTS มีข้อเสนอจะจ่ายคืนให้รัฐ 70,145 ล้านบาท BEM จะคืนให้เพียง 3,583 ล้านบาท โดยที่ค่าก่อสร้างแทบไม่ต่างกันเลย ผิดกับที่ฝ่าย รฟม. มักออกมาอ้างว่าจำเป็นต้องใช้เทคนิคชั้นสูงในการสร้างอุโมงค์ใต้ดิน ทำให้ต้องใช้งบประมาณมากขึ้น แต่หากลงไปดูในรายละเอียดเปรียบเทียบกันแล้ว จะพบว่าทั้งสองข้อเสนอแทบไม่มีอะไรแตกต่างกันเลย

จากวันนี้ไปจนถึงการเลือกตั้ง คณะรัฐมนตรียังมีเวลาเหลืออย่างมากอีกเพียง 2 ครั้งที่จะอนุมัติเรื่องต่างๆ คือในการประชุม ครม. พรุ่งนี้ (14 มีนาคม) หรือหากยังไม่มีการยุบสภาเร็วๆ นี้ ก็จะต้องเป็นการประชุม ครม. สัปดาห์หน้า ที่ต้องจับตาคือจะมีการ รถไฟฟ้าสายสีส้ม เข้าไปหรือไม่ เชื่อว่าถ้าทุกคนเงียบเมื่อไร จะมีการนำเข้าไปแน่นอน รวมทั้งอาจมีการใช้กระบวนการยุติธรรมมาฟอกขาว ว่าข้อเสนอของบีทีเอสเป็นข้อเท็จจริงนอกสำนวน

ไม่ได้มาตัดแต้มก้าวไกล พรรค ‘เส้นด้าย’ ประกาศไม่เอา ‘ประชานิยม’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544720

13 มี.ค. 2566

ไม่ได้มาตัดแต้มก้าวไกล พรรค 'เส้นด้าย' ประกาศไม่เอา 'ประชานิยม'

พรรค ‘เส้นด้าย’ หวัง 3-5 เก้าอี้ สส.กทม. ประกาศนโยบายชัด ไม่เอา ‘ประชานิยม’ แต่ประชาชนพึ่งตนเองได้ และไม่ได้มาเพื่อตัดแต้มพรรคก้าวไกล

คริส โปตระนันทน์ หัวหน้าพรรคเส้นด้าย ให้สัมภาษณ์คมชัดลึกถึงการตั้งพรรคการเมือง  ว่ามาจากแนวทางการทำงานของกลุ่มเส้นด้าย ที่มองว่าประชาชนสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ โดยไม่ต้องพึ่งพิงรัฐ  ต่างจากพรรคการเมืองอื่นที่เสนอนโยบายแจก ซึ่งเป็นการการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ เป็นพรรคของคนไม่มีเส้นสาย  เพราะระบบดังกล่าว ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำมหาศาล    

แกนนำพรรคเส้นด้าย ให้สัมภาษณ์ คมชัดลึกแกนนำพรรคเส้นด้าย ให้สัมภาษณ์ คมชัดลึก

หัวหน้าพรรคเส้นด้าย ยืนยันว่า เป็นพรรคที่มีนโยบาย ต่อต้านระบบเส้นสาย ประกาศไม่เอาบัตรคนจน แต่ให้โอกาสคนทำมาหากิน นโยบายรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า ก่อให้เกิดภาระต่อประเทศในอนาคต เส้นด้ายจึงขอเป็นพรรคเล็กแต่ได้ใจ ไม่เอาประชานิยม และไม่ได้มาเพื่อตัดแต้มพรรคก้าวไกล เพราะเชื่อว่าฝ่ายประชาธิปไตย แข่งขันกันอย่างสมบูรณ์แล้ว แต่มาเพื่อตัดแต้ม ประชาธิปัตย์ กับพลังประชารัฐ


พรรคเส้นด้ายยังมีแนวคิด ขับเคลื่อนแนวคิดเศรษฐกิจสู้กับฝ่ายขวาที่เน้นประชานิยม ซึ่งทำให้เกิดภาระหนี้อย่างมหาศาลในอนาคต พรรคเส้นด้าย  ขอเป็นตัวแทนของประชาชนที่ไม่มีตัวแทน ดำเนินชีวิตแบบไม่มีเส้น ไม่พึ่งพารัฐ  แต่ต้องมีโอกาศเท่าเทียมกัน

หัวหน้าพรรคเส้นด้าย บอกว่า จะส่งผู้สมัคร สส. กทม. ครบทั้ง 33 เขต อย่างน้อย ขอมีตัวแทน 3-5 เขต หากคำนวณแล้ว ชนะ25% ของคนกทม. น่าจะชนะ  เพราะขายได้ในกลุ่มคนรุ่นใหม่  ที่ยังไม่มีตัวแทนของเขา รวมแล้วจะส่งผู้สมัครฯทั่วประเทศไม่ต่ำกว่าร้อยเขต พร้อมให้โอกาสทุกคนที่อาสาเข้ามาทำงานกับเส้นด้าย

‘เพื่อไทย’ ประกาศเปิดตัวผู้สมัคร สส. ครบ 400 เขต วันที่ 17 มีนาคมนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544707

13 มี.ค. 2566

'เพื่อไทย' ประกาศเปิดตัวผู้สมัคร สส. ครบ 400 เขต วันที่ 17 มีนาคมนี้

เปิดตัวผู้สมัครสส.เพิ่มอีก 11 คน ‘เพื่อไทย’ยืนยันวันที่ 17 มีนาคม ครบ 400 เขต เดินหน้า 3 ยุทธศาสตร์ เลือกตั้งแลนด์สไลด์ 310 ที่นั่ง

นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย  พร้อมแกนนำแถลงเปิดตัวผู้ซึ่งประสงค์สมัครรับเลือกตั้ง สส.พรรคเพื่อไทย  ภาคเหนือ, อีสาน, กทม., และภาคกลาง เพิ่มเติม รวม 11 ราย ถือเป็นการประกาศเปครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะมีการประกาศตัวใหญ่ในวันที่ 17 มีนาคม 2566  ครบทั้ง 400 เขต  ในส่วนที่ขาดเหลืออยู่ในนามของพรรคต้องขอขอบคุณผู้ซึ่งประสงค์สมัครรับเลือกตั้ง สส. พรรคเพื่อไทย ที่ทุกคนได้พยายามนำเสนอ พิสูจน์ตัวเองจนได้รับการพิจารณาคัดเลือกเป็นเบื้องต้น  ก่อนจะเข้าสู่การสรรหาการพิจารณาตามกฏหมายต่อไป

พรรคเพื่อไทยประกาศเป้าหมาย เรื่องยุทธศาสตร์การเข้าสู่เป้าหมายโดยมี 3 กลยุทธ์หลัก ในการเข้าสู่การรับใช้พี่น้องประชาชน ประกอบด้วย

 1. ผู้ซึ่งประสงค์สมัครรับเลือกตั้ง สส. พรรคเพื่อไทย ที่เข้าถึงพื้นที่ใกล้ชิด โดยในวันนี้เป็นผู้สมัครที่ได้รับการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน

 2. นโยบายของพรรคเพื่อไทย  เป็นสิ่งที่พี่น้องประชาชนพึงพอใจได้ด้วยนวัตกรรมเสริม เพิ่มเทคโนโลยี และถือเป็นความหวังอนาคตของประเทศของพี่น้องประชาชน

3. ผู้ที่จะเสนอชื่อเป็นว่าที่แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ที่เราพร้อมประกาศรายชื่อหลังยุบสภา  

เพื่อไทยแถลงเปิดตัวผู้สมัคร สส.เพิ่มอีก 11 คนเพื่อไทยแถลงเปิดตัวผู้สมัคร สส.เพิ่มอีก 11 คน

สำหรับผู้สมัครสส. พรรคเพื่อไทยที่เปิดตัววันนี้ประกอบด้วย

  • ภาคเหนือ จำนวน 1 คนที่จังหวัดตากได้แก่ นายเทอดเกียรติ ชินสรนันท์
  • ภาคอีสาน จำนวน 5 คน ที่จังหวัดอุดรธานี ได้แก่ นายศราวุธ เพชรพนมพร
  • นางหทัยรัตน์ เพชรพนมพร  นพ.ภาณุ พรวัฒนา  นายวัชรพล ขาวขำ
  • จังหวัดขอนแก่น  นายชัชวาล พรอมรธรรม
  • ภาคกลาง จำนวน 4 คน จังหวัดสระบุรีน.ส.ขานิฐานันท์ เทียมประเสริฐ 
  • จังหวัดสมุทรปราการ นายประเสริฐ ชัยกิจเด่นนภาลัย นายนิธิพล บุญเพ็ชร นางสลิลทิพย์ สุขวัฒน์ และกรุงเทพมหานคร  นายอรรฆรัตน์ นิติพน

ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย และรักษาการโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า วันนี้ถือเป็นอีกหนึ่งวันที่พรรคเพื่อไทยได้แสดงเห็นความพร้อมในการสู้ศึกเลือกตั้งที่ใกล้จะมาถึง การเปิดตัวผู้สมัครในวันนี้ แสดงใหเห็นถึงความพร้อมในทุกๆด้านของพรรคเพื่อไทย

ปชป. ประกาศสงคราม PM2.5 คุมมลพิษ 16 เขตชั้นในกทม. เร่งออกกฎหมายอากาศสะอาด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544706

13 มี.ค. 2566

ปชป. ประกาศสงคราม PM2.5 คุมมลพิษ 16 เขตชั้นในกทม. เร่งออกกฎหมายอากาศสะอาด

‘ดร.เอ้’ ชี้ฝนตกไม่ช่วยลดค่าฝุ่น เตรียมนำร่องคุมมลพิษ 16 เขตชั้นในกทม. เร่งออกกฎหมายอากาศสะอาด ด้าน ‘องอาจ’ ซัดผู้บริหารเมินแก้ปัญหา จนลุกลามหนัก เชื่อ ปชป. ทำได้แน่

วันนี้ 13 มี.ค. นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ , ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ประธานคณะทำงานนโยบาย และ ว่าที่ผู้สมัคร กทม. ประกาศสงครามฝุ่น PM2.5 ที่บริเวณหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร 

โดยเวลาประมาณ 9.25 น. ศ.ดร.สุชัชวีร์ นำเครื่องมาวัดค่าฝุ่น เมื่ออยู่ในพื้นที่โปร่ง ค่าฝุ่นอยู่ที่ประมาณ 25 ไมโครกรัม ส่วนริมถนนพระราม 1 อยู่ที่ประมาณ 53 ไมโครกรัม ซึ่งเกินค่าตามมาตราฐานที่กำหนดไม่ควรเกิน 50 ไมโครกรัม

ด้านศ.ดร.สุชัชวีร์ เปิดเผยว่า แม้ฝนตกเมื่อคืน แต่ก็พิสูจน์ให้เห็นว่า ไม่สามารถแก้ PM2.5 ได้ คนที่รับผิดชอบต้องให้ข้อเท็จจริงกับประชาชน วันนี้พรรคประชาธิปัตย์ขอประกาศสงครามกับ PM2.5 โดยกำหนดเขตมลพิษต่ำ “Bangkok Low Emission Zone” หรือ “B-LEZ” (บีเลส)  เตรียมนำร่องแก้ปัญหา 16 เขตพื้นที่ชั้นในกทม. (พระนคร ป้อมปราบศัตรูพ่าย สัมพันธวงศ์ ดุสิต พญาไท ราชเทวี ปทุมวัน สาทร บางรัก บางคอแหลม บางพลัด บางกอกน้อย บางกอกใหญ่ คลองสาน ธนบุรี ยานนาวา) ครอบคลุมพื้นที่กว่า 130 ตารางกิโลเมตร

โดยการควบคุมรถขนส่งและรถสาธารณะที่ปล่อยฝุ่น หรือ รถควันดำ รวมถึงการก่อสร้างต้องรับผิดชอบต่อสังคม ผิดกฎต้องปรับ แต่หากมีมาตราการลดฝุ่น จะสามารถนำค่าใช้จ่ายต่างๆมาลดหย่อนภาษีได้ เนื่องจากบริเวณนี้มีสถานศึกษามากกว่า 300 โรงเรียน และสถานพยาบาลมากกว่า 40 แห่ง ที่ได้รับผลกระทบจากฝุ่นอย่างรุนแรง 

ดร.เอ้ วัดค่าฝุ่น PM2.5ดร.เอ้ วัดค่าฝุ่น PM2.5

นอกจากนี้เร่งออก “กฏหมายอากาศสะอาด Clean Air Act” จากการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ภาควิชาการ และภาคการเมือง โดยยึดหลักมาตรฐานสากล
– กฎหมายอากาศสะอาด จะกำหนดเป้าหมายและมาตรฐานมลพิษทางอากาศอย่างเป็นธรรมต่อสุขภาพประชาชนและการพัฒนาประเทศ ตามหลักสุขภาพสากล
– กฏหมายอากาศสะอาดจะเน้นการกระจายอำนาจในการควบคุม ประเมิน ตรวจสอบ และแก้ไขปัญหา อย่างโปร่งใส มีประสิทธิภาพ
– กฏหมายสะอาดจะใช้มาตรการ “ภาษีฝุ่นและค่าธรรมเนียม” กับการปลอดมลพิษอย่างไร้ความรับผิดชอบของบุคคลและนิติบุคคล เพื่อนำมาใช้ในการรักษา เยียวยาปัญหาสุขภาพของประชาชนที่ได้รับกระทบ และจะให้ประโยชน์การลดหย่อนภาษีและโบนัสแก่บุคคลและนิติบุคคลที่ช่วยป้องกันฝุ่น ลดมลพิษ
– กฏหมายอากาศสะอาดจะส่งเสริมการวิจัย และการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมภายในประเทศ รวมทั้งการพัฒนาผู้เชี่ยวชาญ เพื่อจัดการมลพิษทางอากาศ และสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด
 
ประชาชนทุกคนต้องมีส่วนร่วม รับรู้ข้อมูลและอันตรายของมลพิษทางอากาศ อย่างเท่าเทียม รัฐรู้เท่าไหร่ ประชาชนต้องรู้เท่านั้น 
– ต้องแสดงปริมาณฝุ่นให้ประชาชนได้รับรู้ บริเวณโรงเรียน โรงพยาบาล พื้นที่ก่อสร้าง และพื้นที่เสี่ยง เพื่อการปกป้องสุขภาพ และเพื่อการควบคุมฝุ่น
– ในพื้นที่ที่มีโรงงานอุตสาหกรรม และการก่อสร้าง ประชาชนมีสิทธิในการตรวจสอบ ขอประเมินคุณภาพอากาศ 
– ประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการรับรู้ ประเมิน และตรวจสอบ ร่วมกับภาครัฐและเอกชน 

ด้านนายองอาจ เชื่อว่า หากพรรคประชาธิปัตย์มีโอกาสรับผิดชอบในการแก้ไขปัญหา PM2.5 จะสามารถแก้ไขปัญหาได้ในที่สุด เพราะที่ผ่านมาพยายามเสนอวิธีการแก้ปัญหา แต่พบว่ายังไม่สามารถดำเนินการได้เท่าที่ควร ด้วยสาเหตุ 3 ประการ
– ผู้บริหารที่รับผิดชอบ ยังมีทัศนคติที่ไม่ถูกต้อง เมื่อหลายปีก่อนช่วงเริ่มต้นที่มีปัญหาดังกล่าวเฉพาะในกทม.เพิ่มมากขึ้น ผู้บริหารจะบอกว่าอีกไม่นานปัญหานี้ก็จะค่อยๆ หมดไป เป็นไปตามเทศกาลปลายปีต่อเนื่องกับต้นปี 
– ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ยังไม่จริงจังเท่าที่ควร ยังไม่บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง 
– ผู้บริหารที่รับผิดชอบ ไม่พยายามหามาตราการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ทั้งที่มีวิธีการและมาตรการอื่นๆ อีกมากมาย 
พรรคประชาธิปัตย์ ประกาศสงครามฝุ่น PM2.5พรรคประชาธิปัตย์ ประกาศสงครามฝุ่น PM2.5

ลุ้น กกต. ‘แบ่งเขตเลือกตั้งใหม่’ เปิดช่อง ‘ยุบสภา’ 15 มีนาคมนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544693

13 มี.ค. 2566

ลุ้น กกต. 'แบ่งเขตเลือกตั้งใหม่' เปิดช่อง 'ยุบสภา' 15 มีนาคมนี้

ปิดรับฟังความเห็น ‘แบ่งเขตเลือกตั้งใหม่’ วันนี้ เหลือเวลาสองวันต้องลุ้นกันว่า กกต. จะพิจารณารับรองทันหรือไม่ หากจะ ‘ยุบสภา’ วันที่ 15 มีนาคม

13 มีนาคม 2566 เป็นวันสุดท้าย ที่ประชาชน สามารถแสดงความเห็นการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ หลังคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 3 มีนาคมที่ผ่านมาว่า การคำนวณ สส.ไม่สามารถนำราษฎรที่ไม่มีสัญชาติไทย ไปร่วมคำนวณด้วยได้  ซึ่งต้องลุ้นกันว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง ( กกต.) จะดำเนินการได้ทัน หากจะมีการยุบสภา วันที่  15 มีนาคมหรือไม่

ระเบียบการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 ข้อ46 ระบุว่าภายในสามวันนับแต่สิ้นสุดระยะเวลาการรับฟังความคิดเห็นของพรรคการเมืองและประชาชนในจังหวัดต่างๆแล้ว  ให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดนำความคิดเห็น และข้อเสนอแนะของพรรคการเมืองและประชาชนในจังหวัดประกอบการพิจารณาเสนอแนะการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ของจังหวัด  รวบรวมสรุปความเห็นและข้อเสนอแนะของพรรคการเมืองและประชาชนในจังหวัด พร้อมผลการพิจารณาข้อเสนอแนะการแบ่งเขตเลือกตั้งของจังหวัดอย่างน้อยสามรูปแบบเรียงตามลำดับความเหมาะสมต่อ กกต.

ส่วนขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง แม้ไม่ได้กำหนดระยะเวลาเอาไว้  แต่ดูจากผลงาน ที่สามารถประกาศ จำนวนสส.ได้ ในวันเดียวกับที่ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัย ก็ไม่มีอะไรน่าเป็นกังวล เมื่อได้ดำเนินการแบ่งเขตเลือกตั้งแล้ว ให้คณะกรรมการประกาศการแบ่งเขตเลือกตั้งในราชกิจจานุเบกษา เป็นอันว่า สามารถรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งได้ครบทั้ง 400 เขต

หากแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่แล้วเสร็จ มีการยุบสภา ตามสมมติฐานที่ตั้งไว้15 มีนาคม 2566 และมีพระราชกฤษฎีกายุบสภาแล้ว ขั้นที่จะตามมาคือ

  • กกต. ต้องประกาศกำหนดวันเลือกตั้งทั่วไป กรณีมีการยุบสภา  ซึ่งต้องไม่เร็วกว่า 45 วัน และไม่ช้าเกิน 60 วัน  ( 7 พฤษภาคม 2566 )
  • กำหนดวันรับสมัคร ภายใน 5 วัน นับแต่วันที่มีพระราชกฤษฎีกายุบสภา หรือไม่เกิน 20 มีนาคม 2566
  • หลังจากนั้น จะมีการเปิดรับสมัครเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นเวลา 5 วัน
  • ประกาศบัญชีรายชื่อผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ม.46) ภายใน 7 วัน นับแต่มีการปิดรับสมัคร
  • กกต.ต้องประกาศกำหนดหน่วยเลือกตั้ง/ที่เลือกตั้ง(ม.30) และประกาศบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง (ม.36 )  ก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า  25 วัน
  • ส่งหนังสือแจ้งเจ้าบ้าน(ม.36)/สรรหา,แต่งตั้งคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง(ม.19) ก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 20 วัน
  • ส่วนการแจ้งเปลี่ยนแปลงหน่วยเลือกตั้ง/ที่เลือกตั้ง (ม.30) , แจ้งเพิ่มชื่อ – ถอนชื่อ ( ม.37, ม.38 )  ก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 10 วัน
  • ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้ง (ม. 33 ) ภายใน 7 วัน ก่อนการเลือกตั้ง
  • ต้องกำหนดให้มีวันลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าในเขตเลือกตั้ง/นอกเขตเลือกตั้ง 1 วัน

‘เพื่อไทย’ ลั่นไม่จับมือขั้วเผด็จการ เพิ่มเป้าแลนด์สไลด์ต้อง 310 เสียง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544688

12 มี.ค. 2566

'เพื่อไทย' ลั่นไม่จับมือขั้วเผด็จการ เพิ่มเป้าแลนด์สไลด์ต้อง 310 เสียง

‘เพื่อไทย’ ประกาศไม่จับมือพรรคเผด็จการ ตั้งเป้าเพิ่มแลนด์สไลด์ต้อง 310 เสียง สู้อำนาจสว. แฉฝ่ายตรงข้ามทุ่มเงินหลักสิบล้าน ซื้อเสียงสส. ด้าน ‘ณัฐวุฒิ’ ยืนยันไม่มีนโยบายยกเลิกบัตรคนจนตามที่มีคนปล่อยข่าว

วันนี้ 12 มี.ค. นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายจาตุรนต์ ฉายแสง คณะกรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมือง พรรคเพื่อไทย นายสุธรรม แสงประทุม คณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายพรรคเพื่อไทย และ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ขึ้นปราศรัยบนเวทีที่ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก ประกาศพรรคเพื่อไทยจะต้องแลนด์สไลด์ได้ 310 เสียงขึ้นไป เพื่อเอาชนะ สว. 250 เสียง ป้องกันจัดตั้งรัฐบาลแข่ง 

นพ.ชลน่าน กล่าวว่า เดิมตั้งเป้าได้ สส. 250 เสียงหรือ 270 เสียง เท่านั้น แต่ล่าสุดจากการคำนวณพบว่า หากพรรคเพื่อไทยไม่ได้เสียงถึง 310 เสียง จะไม่มีโอกาสเลือกนายกรัฐมนตรีในสภา เพราะมีเสียงสว.250 รอไว้แล้ว โอกาสจัดตั้งรัฐบาลจะเป็นไปไม่ได้

นอกจากนี้ได้ยินมาว่า อาจมีการซื้อเสียงหลักสิบล้านบาทจ่ายให้ สส.บัญชีรายชื่อ เพื่อโหวตให้เขา ถือว่าเป็นเรื่องอันตราย และหากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กลับเข้ามารอบนี้ เขาจะอยู่ยาว เพราะจะสามารถแก้รัฐธรรมนูญให้ สว. มีอำนาจเลือกอยู่ต่อและแก้วาระ 8 ปีให้อยู่ไปยาว “ดังนั้น ถ้าเราชนะ 310 เสียง ก็ไม่จำเป็นต้องไปจับมือกับใคร”
 

นายจาตุรนต์ ฉายแสงนายจาตุรนต์ ฉายแสง

ด้านนายจาตุรนต์ เห็นด้วยกับภารกิจแลนด์สไลด์ 310 เสียง เพราะพรรคร่วมรัฐบาลแตกแยกกัน แยกกันเดิน ซึ่งต้องอย่าไปไว้ใจ เขาอาจจะกลับมารวมกันได้ทุกเมื่อ อาจจะรวมเสียงและต่อรองกันได้แน่ พรรคเพื่อไทยคือหนึ่งเดียวของจริง จึงไม่มีความจำเป็นต้องประกาศจับมือกับพรรคใด ต้องย้ำแบบนี้ทุกเวที มีหลายฝ่ายสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจผิดว่า จะจับมือกับพรรคการเมืองหลายขั้ว แต่ขอย้ำว่าคนที่พรรคเพื่อไทยจะจับมือด้วย คือ ประชาชนเท่านั้น “พรรคเพื่อไทยไม่อาจร่วมมือกับพรรคที่ต้องการสืบทอดอำนาจเผด็จการแน่นอน” 

ด้านนายณัฐวุฒิ กล่าวเสริมว่า มีคนปล่อยข่าวว่า พรรคเพื่อไทยจะไปยกเลิกบัตรคนจน เขาปล่อยข่าวให้พี่น้องเกลียดเพื่อไทย  ยืนยันจะไม่ยกเลิกบัตรคนจน แต่จะยกเลิกให้คนไทยหายจนทั้งประเทศ มีรายได้ทั้งประเทศ 

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ

‘ไทยสร้างไทย’ ประกาศแก้ฝุ่นพิษภายใน 3 ปี เร่งกู้กทม.ก่อนจมบาดาล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544684

12 มี.ค. 2566

'ไทยสร้างไทย' ประกาศแก้ฝุ่นพิษภายใน 3 ปี เร่งกู้กทม.ก่อนจมบาดาล

‘ไทยสร้างไทย’ ปราศรัยดอนเมือง ประกาศเป็นรัฐบาล ลุยแก้ฝุ่นพิษทันที หนุนใช้รถEV พร้อมเร่งศึกษาสร้างเขื่อนในอ่าวไทย ก่อนกทม.จมบาดาลอีก 10 ปีข้างหน้า

วันนี้ 12 มี.ค. พรรคไทยสร้างไทย นำโดยคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรค น.ต.ศิธาทิวารี เลขาธิการพรรค นายสุพันธุ์ มงคลสุธี รองหัวหน้าพรรค น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ผอ.สำนักงานปราบโกง นายเก่ง-การุณ โหสกุล ว่าที่ผู้สมัคร สส.เขตดอนเมือง ขึ้นเวทีปราศรัย “แก้ ทุกข์ มหานคร กทม.” ที่ชุมชนปิ่นเจริญ 2 เขตดอนเมือง


คุณหญิงสุดารัตน์ ชูนโยบายที่พรรคไทยสร้างไทยจะแก้ปัญหาจริงจังในอนาคต เช่น ปัญหาฝุ่นพิษPM2.5 ที่พบปัญหาหนักหน่วงมากขึ้นทุกปี โดยเฉพาะหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ฝุ่นพิษเกินค่ามาตรฐาน เป็นเมืองที่มีคุณภาพอากาศแย่ติดอันดับต้นๆของโลกต่อเนื่องทุกปี ดังนั้นขอประกาศว่า “การแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษต้องเป็นวาระแห่งชาติ”

หากพรรคไทยสร้างไทยเป็นรัฐบาล สิ่งที่ทำทันที การแก้สาเหตุของฝุ่นพิษ คือ การห้ามรถที่มีควันดำวิ่งในท้องถนนเขตกทม. โดยเฉพาะรถขนส่งสาธารณะและรถบรรทุก การขนถ่ายสินค้าต้องทำได้เฉพาะเขตที่อยู่นอกเมืองเท่านั้น พร้อมเข้มงวดการตรวจสภาพรถก่อนที่จะอนุญาตให้มีการต่อภาษีประจำปี ใช้มาตรการเหลื่อมเวลาการทำงาน และเวลาเรียน หรือ Work from home และ Learn from home ในองค์กรหรือโรงเรียนที่สามารถทำได้ เพื่อลดการปล่อยควันดำ รวมถึงต้องเข้มงวด การก่อสร้างรถไฟฟ้าหรือการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ที่ปล่อยปละละเลยจนทำให้เกิดฝุ่นพิษ และการใช้ฝนเทียมเพื่อชำระฝุ่นพิษในวันที่มีค่าฝุ่นสูงเกินกว่ามาตรฐาน

ส่วนมาตรการระยะยาว จะต้องปรับเปลี่ยนรถสาธารณะ รถมอเตอร์ไซค์ รวมถึงรถยนต์ที่มีสภาพเก่าให้เป็นรถEV โดยมีภาครัฐเป็นผู้สนับสนุน

ส่วนภาคการเกษตร ต้องส่งเสริมให้เข้าถึงเครื่องมือกำจัดเศษซากวัชพืช เลี่ยงการเผา และสามารถนำที่เหลือใช้มาสร้างประโยชน์สร้างรายได้ พรรคไทยสร้างไทยปราศรัยเขตดอนเมืองพรรคไทยสร้างไทยปราศรัยเขตดอนเมือง

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งที่ต้องเร่งด่วนในวันนี้ คือ การสร้างเขื่อนกั้นอ่าวไทย เพราะจากการรายงาน”กรีนพีซ” ระบุว่า อีก 10 ปีข้างหน้า กทม.มีโอกาสถูกน้ำท่วม เนื่องมาจากสภาวะโลกร้อนและการละลายของน้ำแข็งขั้วโลกหนุนให้น้ำทะเลสูง โดยยกกรณีศึกษา Delta Works ในเนเธอร์แลนด์มาศึกษาอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้กระทบเศรษฐกิจของประเทศและความเป็นอยู่ของพี่น้องชาวกทม.

ด้าน น.อ.อนุดิษฐ์ ประกาศหากได้เป็นรัฐบาล จะลดค่าไฟฟ้าทันที ให้เหลือไม่เกิน 3.5บาท/หน่วย “เรามั่นใจเราพูดจริง ทำได้ เลือกไทยสร้างไทย ค่าไฟถูกลงแน่” รัฐฯ เอื้อประโยชน์ให้นายทุนโรงไฟฟ้า ทำสัญญาผลิตไฟล่วงหน้าเกินจำเป็น สูงถึง 53,000 กิโลวัตต์ชั่วโมง แต่ประชาชนใช้ไฟฟ้าจริงๆ ไม่เคยเกิน 33,000 กิโลวัตต์ชั่วโมง เกินความต้องการใช้จริงสูงถึง 20,000 กิโลวัตต์ชั่วโมง หรือเกือบ 60% ประชาชนต้องจ่ายค่าไฟฟ้าที่ไม่ได้ใช้ให้นายทุนฟรีๆ ถึงปีละ 26,000 ล้านบาท ทั้งที่โรงไฟฟ้าของนายทุนใหญ่ไม่ได้เดินเครื่องผลิตจริงแม้แต่เมกกะวัตต์เดียว


นอกจากนี้คุณหญิงสุดารัตน์มั่นใจในตัว นายการุณ ว่าที่ผู้สมัคร สส.เขตดอนเมือง เป็นคนทำงาน ไม่เคยทอดทิ้งพี่น้องชาวดอนเมืองยามยากลำบาก ตามสโลแกนที่ว่า “ดอนเมืองไม่ทิ้งกัน การุณไม่ทิ้งใคร” มั่นใจนายการุณปักธงในเขตดอนเมืองได้อีกครั้ง และจะเป็นอีกหนึ่งกำลังของพรรคไทยสร้างไทยที่ช่วยกันสร้างทางรอดให้กับประเทศไทยได้ 

น.ต.ศิธาทิวารีน.ต.ศิธาทิวารี

เก่ง-การุณ โหสกุล (ซ้าย) คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์  (ขวา)เก่ง-การุณ โหสกุล (ซ้าย) คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (ขวา)

‘อุ๊งอิ๊ง’ ควง ‘เศรษฐา’ ขึ้นเวทีปราศรัยพิษณุโลก มุ่งแก้ปัญหายากจนเกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544680

12 มี.ค. 2566

'อุ๊งอิ๊ง' ควง 'เศรษฐา' ขึ้นเวทีปราศรัยพิษณุโลก มุ่งแก้ปัญหายากจนเกษตรกร

‘อุ๊งอิ๊ง’ ควง ‘เศรษฐา’ ปราศรัย จ.พิษณุโลก ชูนโยบาย 3 ดี เพิ่มคุณภาพผลผลิตและรายได้ พักชำระหนี้ ฟื้น ‘บางระกำ โมเดล’ แก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้ง วอนเลือก ‘พรรคเพื่อไทย’ แลนสไลด์ทั้งจังหวัด ทั้งประเทศ สู้อำนาจสว. 250 เสียง

วันนี้ 12 มี.ค. 2566 นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรือ อุ๊งอิ๊ง หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทยและประธานคณะที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรม นายเศรษฐา ทวีสิน ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย และที่ปรึกษาทีมเศรษฐกิจ ขึ้นเวทีปราศรัยที่ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก ชูนโยบายพรรคเพื่อไทยแก้ปัญหาให้กับเกษตรกร หากเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล จะทำทันที คือ การพักชำระหนี้เกษตรกร 3 ปี พร้อมกับนโยบาย 3 ดี  

น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า นโยบาย 3 ดี ได้แก่  
“ดินดี น้ำดี” นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการทำการเกษตรเพื่อทำให้น้ำและดินเหมาะสมกับการเพาะปลูก
“เมล็ดพันธุ์ดี” ช่วยทุ่นแรงในเกษตร ในการหาเมล็ดพันธุ์ที่ดีในการเพาะปลูก
“ขายได้ราคาดี” ราคาสินค้าเกษตรต้องขึ้นยกแพง ภายใน 4 ปี พี่น้องชาวเกษตรกรจะเพิ่มขึ้น 3 เท่า
 

นอกจากนี้น้ำท่วม-น้ำแล้งในพื้นที่ ยังเป็นปัญหาที่กระทบรายได้ประชาชน จึงเตรียมนำนโยบาย “บางระกำ โมเดล” สมัยน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มาใช้อีกครั้ง เริ่มต้นจาก
การขยายคลอง เพื่อระบายน้ำจากแม่น้ำน่านลงสู่แม่น้ำยม ไม่ให้น้ำค้างอยู่ในที่นาของประชาชนนานเกินไป การทำแก้มลิงขนาดใหญ่ เพื่อดักน้ำที่ไหลหลากให้พี่น้อง และการปรับปรุงอ่างเก็บน้ำชุมชนให้พี่น้องได้มีใช้ในหน้าแล้ง รวมถึงการยกสะพาน เพื่อให้ประชาชนสามารถสัญจรได้อย่างสะดวก ถนนไม่ขวางทางน้ำด้วย

ส่วนการท่องเที่ยว ตั้งใจพัฒนาให้สนามบินพิษณุโลกกลายเป็นสนามบินนานาชาติ เพิ่มเที่ยวบิน และสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้คนรุ่นใหม่ได้มีทางเลือกได้ทำในสิ่งที่สนใจ

“แม้เมืองพิษณุโลกจะมีสองแคว แต่ขอให้ชาวพิษณุโลกรวมใจกันเป็นหนึ่ง เลือกพรรคเพื่อไทย ทั้งคน ทั้งพรรค ให้แลนด์สไลด์ทั้งพิษณุโลกไปเลยนะคะ” น.ส.แพทองธารกล่าว

น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรือ อุ๊งอิ๊ง ปราศรัยจ.พิษณุโลกน.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรือ อุ๊งอิ๊ง ปราศรัยจ.พิษณุโลก

ด้านนายเศรษฐา ระบุว่า ครึ่งหนึ่งของประชากรพิษณุโลกเป็นเกษตรกร มีหนี้สินที่เกิดจากการทำการเกษตร ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าอู่ข้าวอูน้ำของประเทศ เกษตรกรใช้หนี้ไม่พอเกิดจากผู้นำประเทศไม่ไปขยายตลาด ไม่มีนวัตกรรมมาเสริม ทำนาแทบตายต่อไร่ได้เงินสุทธิแค่ 1,000 บาทแล้วจะกินจะอยู่กันอย่างไร คนแก่ คนเฒ่าเกษียณไป มีเงินไม่สามารถเลี้ยงดูได้อย่างมีศักดิ์ศรี 

ซึ่งพรรคเพื่อไทย มีวิธีใช้การตลาดนำ นวัตกรรมเสริม หากได้เข้ามาบริหารจัดการเรื่องเกษตรกรรม เชื่อว่าจะสามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้น 3 เท่าภายใน 4 ปี เงินสุทธิที่เคยได้ต้องเป็น 3,000 บาท แต่การจะเข้ามาบริหารประเทศแบบพรรคเดียว ต้องฟันฝ่า 250 สว. คือ ต้องได้อย่างน้อย 310 ที่นั่ง เริ่มต้นที่นี่จ.พิษณุโลก 5 เขต ต้องยกจังหวัด 

นายเศรษฐา ทวีสิน ปราศรัย จ.พิษณุโลกนายเศรษฐา ทวีสิน ปราศรัย จ.พิษณุโลก

'อุ๊งอิ๊ง' ควง 'เศรษฐา' ขึ้นเวทีปราศรัยพิษณุโลก มุ่งแก้ปัญหายากจนเกษตรกร

พรรคเพื่อไทยลงพื้นที่ จ.พิษณุโลกพรรคเพื่อไทยลงพื้นที่ จ.พิษณุโลก