ว่าที่ผู้สมัคร ‘พปชร.’ ล่ามือดีเผาป้ายหาเสียง หวั่นก่อเหตุซ้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544416

08 มี.ค. 2566

ว่าที่ผู้สมัคร 'พปชร.' ล่ามือดีเผาป้ายหาเสียง หวั่นก่อเหตุซ้ำ

ว่าที่ผู้สมัคร ‘พปชร.’ แจ้งความ เร่งติดตามตัวคนร้ายจุดไฟเผาป้ายหาเสียง หวั่นขยายวงกว้างถึงขั้นโศกนาฏกรรม ไม่เสียขวัญลุยลงพื้นที่ต่อเนื่อง

นายพณิชย์ วิทยาภัทร์ ว่าที่ผู้สมัคร สส.ราชเทวี สังกัดพรรคพลังประชารัฐ เข้าแจ้งความที่สน.พญาไท เพื่อขอให้ติดตามตัวผู้ไม่หวังดีทำลายป้ายหาเสียง บริเวณริมถนนนิคมมักกะสัน เหตุเกิดเมื่อช่วงค่ำของวันที่ 24 ก.พ. ที่ผ่านมา ได้รับแจ้งจากชาวบ้าน ว่า

มีคนร้ายไม่ทราบว่าเป็นใคร จุดไฟเผาป้ายหาเสียงของตน ขณะนั้นมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย เห็นไฟกำลังลุกไหม้ จึงรีบนำน้ำราดดับไฟ ซึ่งตนได้เดินทางไปตรวจสอบเบื้องต้นพบร่องรอยถูกไฟไหม้ รวมถึงบริเวณอื่น มีการนำปากกามาขีดข่วน วาดรูปล้อเลียน รวมถึงตัดทำลาย จำนวนหลายป้าย ซึ่งส่วนตัวมองว่าเหตุการณ์เผาทำลายป้าย เป็นการกระทำที่รับไม่ได้ เพราะเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของส่วนรวม หากเกิดเหตุเพลิงไหม้ลุกลามเป็นวงกว้างขึ้นมา จะทำให้ประชาชนเดือดร้อนอาจถึงขั้นสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินได้ ขอให้หยุดพฤติกรรมดังกล่าว
 

นายพณิชย์ ระบุว่า ตนมีภาพบันทึกจากล้องวงจรปิด และส่งมอบให้ตำรวจไว้เป็นหลักฐานแล้ว ส่วนป้ายหาเสียงของพรรคอื่นก็มีบ้างที่โดนกรีดป้าย แต่ของตนรุนแรงกว่า ซึ่งไม่ทราบสาเหตุ ไม่เคยมีศัตรูที่ไหน หลังจากนี้ยังคงลงพื้นที่หาเสียงกันปกติ ไม่ได้ระวังอะไรเป็นพิเศษ เพราะบริเวณที่เดินมีผู้คนพลุกพล่าน ไม่น่าจะมีใครกล้าทำอะไร 

ทั้งนี้กระทำดังกล่าว เข้าข่ายความผิดตามกฎหมายอาญา มาตรา 358 ฐานทำให้เสียทรัพย์ มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 

พลเมืองดีดับไฟป้ายหาเสียงพลเมืองดีดับไฟป้ายหาเสียง

นายพณิชย์ วิทยาภัทร์ ว่าที่ผู้สมัคร สส.ราชเทวี นายพณิชย์ วิทยาภัทร์ ว่าที่ผู้สมัคร สส.ราชเทวี

เลือกตั้ง66 ‘ชาติพัฒนากล้า’ ชูนโยบาย ‘โคราชโนมิกส์’ นำเศรษฐกิจยุคทองกลับมา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544411

08 มี.ค. 2566

เลือกตั้ง66 'ชาติพัฒนากล้า' ชูนโยบาย 'โคราชโนมิกส์' นำเศรษฐกิจยุคทองกลับมา

เลือกตั้ง66 ‘ชาติพัฒนากล้า’ เปิดตัวภาพรวมแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ภายใต้แนวคิด มีงาน มีเงิน ของไม่แพง ล่าสุด เตรียมเปิดตัวนโยบาย ‘โคราชโนมิกส์’ พัฒนาโคราชและภาคอีสาน สุวัจน์ มั่นใจ นำเศรษฐกิจยุคทองกลับมาให้ชาวโคราชและชาวอีสานอย่างแน่นอน

8 มีนาคม 2566 เลือกตั้ง 66 นายเทวัญ ลิปตพัลลภ เลขาธิการพรรคชาติพัฒนากล้า เปิดเผยว่า ตามที่พรรคชาติพัฒนากล้าได้เปิดตัวนโยบายภาพรวมในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ 12 เรื่องไปแล้วนั้น ภายใต้แนวคิด “มีงาน มีเงิน ของไม่แพง” และได้รับการขานรับอย่างดีพร้อมข้อเสนอแนะเพิ่มเติมที่เป็นประโยชน์ นโยบายโดนใจพี่น้องประชาชน

โดยเฉพาะนโยบายลดภาษี นโยบายในการสร้างเศรษฐกิจใหม่ นโยบายเพิ่มนักท่องเที่ยว 2 เท่า นโยบายมอเตอร์เวย์ทั่วไทย และนโยบายซ่อมบ้านให้ผู้สูงอายุ

เนื่องจากพรรคชาติพัฒนากล้า มีฐานการเมืองอยู่ที่ภาคอีสานที่จังหวัดนครราชสีมา จึงได้ออกแบบแนวคิดนโยบายเป็นการเฉพาะ ในการสร้างความมั่งคั่งทางด้านเศรษฐกิจและชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ให้กับพี่น้องประชาชนในจังหวัดนครราชสีมาและภาคอีสาน จึงได้เตรียมการจัดงานเปิดตัว นโยบาย “Koratnomics” (โคราชโนมิกส์) ในการพัฒนาอีสานและโคราช ที่จังหวัดนครราชสีมา ในวันเสาร์ที่ 11 มีนาคมนี้ เวลา 9.00 น ถึง 12.00 น. ที่โรงแรมสีมาธานี อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา

พรรคชาติพัฒนากล้า ชูนโยบายยมอเตอร์เวย์ทั่วไทยพรรคชาติพัฒนากล้า ชูนโยบายยมอเตอร์เวย์ทั่วไทย

เลือกตั้ง66 'ชาติพัฒนากล้า' ชูนโยบาย 'โคราชโนมิกส์' นำเศรษฐกิจยุคทองกลับมา

โดยมี นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนากล้า เป็นผู้นำเสนอแนวนโยบายพร้อมกับแกนนำพรรคชาติพัฒนากล้า โดยเปิดโอกาสให้สมาชิกพรรคและพี่น้องประชาชนเข้าร่วมรับฟังพร้อมข้อเสนอแนะ ซึ่งพรรคชาติพัฒนากล้า มีความมั่นใจในนโยบายว่าจะนำมาซึ่งความสำเร็จในการนำเศรษฐกิจยุคทองกลับมาให้ชาวโคราชและชาวอีสานอย่างแน่นอน

ติดตามบรรยากาศการนำเสนอเปิดตัวนโยบายพรรคชาติพัฒนากล้า ได้ทางการถ่ายทอดสดผ่าน DTV, เพจพรรคชาติพัฒนากล้า, เพจพรรคชาติพัฒนากล้าFC และเว็บไซต์และเพจศูนย์คนโคราชรักจริงไม่ทิ้งกัน ในวันเวลาดังกล่าว

เลือกตั้ง66 'ชาติพัฒนากล้า' ชูนโยบาย 'โคราชโนมิกส์' นำเศรษฐกิจยุคทองกลับมา

‘สุดารัตน์’ รวมพลังผู้หญิงไทยก้าวเข้าสภา เปลี่ยนแปลงประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544405

08 มี.ค. 2566

'สุดารัตน์' รวมพลังผู้หญิงไทยก้าวเข้าสภา เปลี่ยนแปลงประเทศ

‘สุดารัตน์’ ผลักดันผู้หญิงไทยและLGBTQ ก้าวเข้าสภา ร่วมเปลี่ยนแปลงประเทศอย่างเท่าเทียม ชูนโยบายกองทุนพลังหญิง กองทุนแท่เลี้ยงเดี่ยว สร้างงาน สร้างอาชีพ

เนื่องในวันสตรีสากล คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย , นางสาวธิดารัตน์ ยิ่งเจริญ โฆษกพรรคไทยสร้างไทย , นางสาวณิชชา บุญลือ รองโฆษกพรรคไทยสร้างไทย แถลงนโยบายสำหรับผู้หญิง  

เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยมีผู้หญิง จำนวน 34 ล้านคน รวมถึงผู้มีความหลากหลายทางเพศอีกประมาณ 10 ล้านคน มากกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรไทย ยุคสมัยนี้ผู้หญิงได้รับการยอมรับมากขึ้น หากเทียบกับอดีต เพราะสมัยที่ตนเข้าเป็นนักการเมืองใหม่ๆ เป็นเรื่องยากมากที่จะต้องพิสูจน์ตัวเอง แต่เราสามารถทำงานไม่แพ้ผู้ชาย ความเป็นเพศไม่ใช่อุปสรรคขวางกั้นในการสร้างหรือเปลี่ยนแปลงประเทศ

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทยคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย

จึงขอเชิญชวนผู้หญิงไทยและ LGBTQ ร่วมมือเปลี่ยนแปลงประเทศเพื่อส่งมอบให้กับรุ่นต่อไป พรรคไทยสร้างไทย มีนโยบายสำหรับผู้หญิง คือ

1. เพิ่มจำนวน สส.ผู้หญิงในสภาด้วยโครงการ More WIP (More Women in Politics) ผ่านการอบรบ เสริมสร้างศักยภาพ สร้างเครือข่าย และให้คำปรึกษา เพื่อเสริมพลังและเปิดให้มีการแสดงความเห็นทุกด้าน รวมทั้งรณรงค์ให้ตระหนักรู้สิทธิ เสรีภาพในด้านต่างๆ และส่งเสริมให้ผู้หญิงเข้าไปมีส่วนในการบริหารทั้งการเมืองและราชการ อย่างน้อยร้อยละ 20

2. ตั้งกองทุนพลังหญิง ศูนย์พัฒนา ศักยภาพผู้หญิง Woman Care 878 อำเภอทั่วประเทศไทย เพื่อลดความรุนแรงผู้หญิงที่ถูกกระทำ ปัจจุบันผู้หญิงถูกรังแกจะครอบครัวมากที่สุด ผู้หญิงทุกคนต้องมีงานทำ มีอาชีพที่มั่นคง และไม่มีหนี้

ประกอบด้วย ตั้งเครือข่ายออนไลน์เพื่อจับคู่งานที่เหมาะสมให้กับผู้หญิงที่ว่างงาน ส่งเสริมอาชีพให้มีรายได้อย่างยั่งยืนและเพียงพอ , โครงการ Upskill และ Reskill ให้แก่ผู้หญิง

3. เสริมศักยภาพงบประมาณให้ศูนย์พึ่งได้ ซึ่งคุณหญิงสุดารัตน์ได้ทำโครงการนี้ สมัยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เรียกว่าศูนย์พึ่งได้ ตั้งอยู่ทุกโรงพยาบาล เพื่อช่วยเหลือผู้หญิงและเด็ก ตั้งแต่การตั้งครรภ์จนถึงการช่วยลดความรุนแรงในเด็กและสตรี สร้างสุขภาพที่ดีให้ผู้หญิง เช่น ในสมัยนั้น ได้โดยการชักชวนให้ผู้หญิงชาวมุสลิมมาฝากครรภ์เพื่อแลกกับไข่และสโหร่ง , ให้มีการทำงานและบริการที่เป็นมิตรและเหมาะสมกับเพศสภาพ ตลอดจนบริบทเฉพาะ เช่น การฝากครรภ์ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้โดยแพทย์ที่เป็นผู้หญิง งานที่ไม่ก่อความเสี่ยงให้แม่ที่ตั้งครรภ์

4. จัดตั้งกองทุนสำหรับแม่เลี้ยงเดี่ยว ปัจจุบันมีแม่เลี้ยงเดี่ยวประมาณ 370,000 คน ซึ่งมากกว่าพ่อเลี้ยงเดี่ยว 4 เท่า แม้ว่ารัฐบาลจะให้เงินอุดหนุนแก่แม่เลี้ยงเดี่ยว แต่มีเพียง 50,000 รายเท่านั้นที่ได้รับและอาศัยอยู่แค่ในจังหวัดนำร่องเพียงไม่กี่จังหวัด กองทุนนี้มีวัตถุประสงค์ให้แม่เลี้ยงเดี่ยว มีอาชีพ มีรายได้เลี้ยงตนเองและลูกได้อย่างมั่นคง รวมถึงการปรับเวลาศูนย์เด็กเล็ก ที่จะไม่เปิดเพียงเฉพาะเวลาราชการ แต่จะปรับตามเวลาที่เหมาะสมของพื้นที่นั้นๆ 

5. ตั้งศูนย์ช่วยเหลือผู้หญิง เพื่อเป็นศูนย์กลางให้แจ้งขอความช่วยเหลือจากการความรุนแรง ตกงาน และเสนอนโยบายที่สนใจ คุ้มครองผู้หญิงจากการถูกกระทำด้วยความรุนแรงในทุกรูปแบบ รวมทั้งคุ้มครองจากความเสี่ยงต่างๆ ทั้งการถูกคุกคามทางเพศในที่ทำงาน คุ้มครองจากการก่อหนี้นอกระบบและถูกเอาเปรียบ คุ้มครองแม่รวมทั้งย่าหรือยายหรือคนอื่นๆ ที่ต้องเลี้ยงดูบุตรหลานโดยลำพัง

ยึดหลักปกป้องสิทธิสตรีตามอนุสัญญาว่าด้วยการ ขจัดการเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิงในทุกรูปแบบ (Convention on the Elimination of all Forms of Discrimination against Women: CEDAW) ทั้งความเท่าเทียมทางการศึกษา อาชีพ รายได้ การทำงาน การเจริญพันธุ์ ตลอดจนห้ามการเลือกปฏิบัติ

ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่มีผู้หญิงเข้ามาสู่การเมือง ซึ่งเชื่อว่าพรรคไทยสร้างไทยจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ปกป้องสิทธิและเพิ่มศักยภาพของผู้หญิง 

ด้านน.ส.ธิดารัตน์ ระบุว่า จำนวนแม่เลี้ยงเดี่ยวปัจจุบันที่อยู่ในสถิติมีประมาณ 370,000 คน หากเทียบกับพ่อเลี้ยงเดี่ยว มีแม่เลี้ยงเดี่ยวมากกว่า 80% และเด็กเลือกที่จะอยู่กับแม่มากกว่าพ่อ ช่วงแรกเกิด-6ปี เด็กจะมีพัฒนาการ เป็นช่วงชีวิตที่ทำให้เด็กโตขึ้น เราอยากให้เด็กเรียนรู้สิทธิความเป็นประชาธิปไตย เพราะปัจจุบันสังคมมีความคิดเห็นที่หลากหลาย แม้จะเป็นประชาธิปไตย แต่เราต้องอยู่ในกรอบการเคารพซึ่งกันและกัน อยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างสวยงาม

พรรคไทยสร้างไทยแถลงข่าววันสตรีสากลพรรคไทยสร้างไทยแถลงข่าววันสตรีสากล

ประวิตร โชว์ประสบการณ์ ต้องก้าวข้ามความขัดแย้งก่อน ‘เลือกตั้ง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544403

08 มี.ค. 2566

ประวิตร โชว์ประสบการณ์ ต้องก้าวข้ามความขัดแย้งก่อน 'เลือกตั้ง'

พล.อ. ‘ประวิตร’ อธิบาย ทำไมต้องก้าวข้ามความขัดแย้งก่อน ‘เลือกตั้ง’ เพราะมีประสบการณ์จากทหารถึงนักการเมือง

พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีในฐานะ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ โพสต์ในเพจ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ
บทที่ 2 ก้าวสู่วิถีประชาธิปไตย มีเนื้อหาว่า

การที่เป็นนายทหาร เติบโตจาก ชั้นผู้น้อย จนมาเป็น ผู้บัญชาการทหารบก อยู่เป็นผู้หนึ่งในศูนย์กลางอำนาจรัฐ ประกอบกับการคบหาสมาคมกับคนในทุกวงการตามโอกาสที่อำนวยให้มากมาย
ทำให้เข้าใจ โครงสร้างอำนาจของประเทศ เป็นอย่างดี เป็นโครงสร้างที่ส่งผลต่อการช่วงชิงและจัดสรรอำนาจจริง ไม่ใช่แค่โครงสร้างในรูปแบบที่โฆษณาประชาสัมพันธ์ให้คนทั่วไปได้รับรู้

ตลอดระยะเวลาอันยาวนาน การต่อสู้ของ 2 ฝ่าย 2 แนวความคิด เป็นไปอย่างเข้มข้น ฝ่ายหนึ่งมองเห็นแต่ความเหลวแหลกของพฤติกรรมนักการเมือง แต่ความไม่รู้ ความไม่มีความสามารถของประชาชนที่จะเลือกคนมีความรู้ความสามารถเข้ามาบริหารจัดการประเทศ

เห็นแต่ นักธุรกิจการเมือง-การลงทุนทางการเมืองเพื่อค้ากำไร แสวงหาผลประโยชน์-นักการเมืองที่มาจากผู้มีบารมีในท้องถิ่น เข้ามาขยายแหล่งผลประโยชน์จากอำนาจส่วนกลาง

ผู้ประสบความสำเร็จในตำแหน่ง หน้าที่การงาน ทั้งที่เป็นข้าราชการ และภาคเอกชน ทั้งนักธุรกิจ นักลงทุนที่ทำงานขับเคลื่อนประเทศ ส่วนใหญ่ทนกับความรู้สึกของตัวเองที่มีต่อนักการเมืองในคุณสมบัติข้างต้นไม่ไหว



การสนับสนุนให้ก่อร่าง โครงสร้างอำนาจนิยม เกิดขึ้นจากความเหลือทนต่อพฤติกรรมดังกล่าวของนักการเมือง
รับรู้ถึงกระแสสนับสนุน การปฎิวัติรัฐประหาร ที่ไม่เคยหมดไปจากโครงสร้างอำนาจประเทศเรามาตลอด และมองความเป็นไปทั้งหมดอย่างเข้าใจ ว่าทำไมกลุ่มผู้มีอิทธิพล ในการกำหนดความเป็นไปของประเทศจึงพากันคิดและร่วมกันลงมือเช่นนั้น

อย่างไรก็ตาม  เหมือนชะตาชีวิตเอื้อให้มีโอกาสเข้ามาทำงานในฐานะนักการเมือง ตั้งแต่ในฐานะรัฐมนตรีในรัฐบาลที่นำโดยนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ได้ทำงานร่วมกับผู้ที่มาจากการเลือกตั้ง ทั้งรัฐมนตรี และ สส. จนมาถึงได้ร่วมก่อตั้งพรรค และขยับมาเป็นหัวหน้าพรรคด้วยเหตุผลที่กล่าวไปในบทที่แล้ว

ด้วยประสบการณ์ใหม่ และอุปนิสัยเดิมที่รักในการคบหาสมาคมกับผู้คน ทำให้ได้เรียนรู้ชีวิต และความคิดของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนมากขึ้น

นักการเมืองในประเทศที่ประชาชนยังต้องการความช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ มากมาย ด้วยโครงสร้างการบริหารจัดการประเทศไม่เอื้อให้ประชาชนพึ่งพาตัวเองได้ ขณะที่การบริหารจัดการของระบบราชการยังบกพร่องและเป็นปัญหาอยู่มาก

นักการเมืองที่ถูกหมิ่นแคลนจากชนชั้นที่มีอิทธิพล กำหนดความเป็นไปของประเทศที่ผมได้กล่าวถึงข้างต้น กลับเป็นผู้ที่เข้าอกเข้าใจปัญหา เป็นที่พึ่งที่หวังได้ในทุกเรื่องของประชาชน มากกว่าคนกลุ่มอื่นในโครงสร้างอำนาจจึงเริ่มเข้าใจอย่างลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆว่า

การตัดสินว่า ประชาชนไม่มีความสามารถในการเลือกคนดี มีความสามารถเข้ามาเป็นผู้แทน นั้นเป็น ความคิดที่ไม่ถูก เพราะมอง การตัดสินใจเลือกของประชาชนส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นผู้ถูกเอารัดเอาเปรียบในโครงสร้างอำนาจแบบนี้ เพียงมุมเดียว และเป็น มุมมองที่ไม่เคยเข้าใจความรู้สึกนึกคิดชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนที่เป็นส่วนใหญ่ของประเทศ

และเมื่อเข้ามาสู่ชีวิตนักการเมือง ได้เรียนรู้จากการลงพื้นที่สัมผัสการทำงานของนักการเมืองพื้นที่ต่าง ๆ ทั้งด้วยภารกิจราชการอย่างเช่นการลงไปแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำในพื้นที่ต่าง ๆ และลงไปร่วมหาเสียง สร้างความนิยมให้สมาชิกพรรคในจังหวัดต่าง ๆ ได้รับรู้ว่า การปลูกฝังสำนึกประชาธิปไตยให้กับประชาชนนั้น ไปไกลแล้ว ทั้งที่ผ่านบทบาทของนักการเมืองส่วนกลาง และนักการเมืองท้องถิ่นที่มีการเลือกตั้งกันทุกระดับ

ทำให้กลับมาย้อนมองผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา ด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ว่าทำไม พรรคที่สนับสนุนอำนาจนิยม จึงพ่ายแพ้ต่อ พรรคที่เดินในแนวทางประชาธิปไตยเสรีนิยมทุกครั้ง เหมือนไม่มีหนทางในชัยชนะอยู่เลย แม้ว่า ฝ่ายอำนาจนิยม จะสร้างกติกา และแต่งตั้งคนของตัวเองเข้ามาควบคุมกลไก เพื่อให้เอื้อต่อชัยชนะของฝ่ายตัวเอง อย่างเอาเป็นเอาตายแค่ไหนก็ตาม เพราะความพ่ายแพ้นั้นเกิดจาก อำนาจนิยม แม้จะครองใจคนบางกลุ่มได้ แต่ห่างไกลอย่างยิ่งต่อความเข้าใจเกี่ยวกับความจำเป็นในชีวิตของประชาชนส่วนใหญ่


ด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงความเป็นจริงในชีวิตคนส่วนใหญ่ ผ่านประสบการณ์ทางการเมืองอย่างที่กล่าวมาแล้วทำให้เกิดความเชื่ออย่างหนักแน่นในใจว่า ในเส้นทางการบริหารจัดการประเทศ ไม่มีหนทางอื่นนอกจากมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าในระบอบประชาธิปไตย เคารพการตัดสินของประชาชนส่วนใหญ่ เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม แม้จะมองไม่เห็นหนทางอื่น นอกจากปักความเชื่อมั่นใน ระบอบประชาธิปไตยอย่างมั่นคง หนักแน่นเพียงใดก็ตาม แต่ด้วยประสบการณ์ที่เรียนรู้ และรับทราบถึงเจตนาดีต่อประเทศของคนกลุ่มที่พิสูจน์ตัวเองแล้วว่า มีความรู้ความสามารถ และยังคง มีอิทธิพลกำหนดความเป็นไปของประเทศทำให้เกิดความเสียดาย และคิดว่าการหาทางประสานให้คนกลุ่มนี้ เข้ามามีส่วนร่วมในการนำพาประเทศ ย่อมเกิดผลดีอย่างยิ่งต่อการพัฒนาบ้านเมือง

และความคิดนี้เองเป็นที่มาของความมุ่งมั่น ก้าวข้ามความขัดแย้ง ท้ายของบทนี้ ขอให้ทุกคนเชื่อว่า ด้วยประสบการณ์ และเรื่องราวที่ได้สั่งสมมา จะทำให้ ทำได้และจะทำได้ดีกว่าใคร ในความตั้งใจด้วยความปรารถนาดีต่อประเทศนี้

ขอให้เชื่อสักครั้ง หลังจากนี้จะเล่าให้ฟังต่อไปว่าจะทำอย่างไร

เสมอภาค ดูแลทุกมิตินโยบาย ‘เพื่อไทย’ ใน ‘วันสตรีสากล’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544400

08 มี.ค. 2566

เสมอภาค ดูแลทุกมิตินโยบาย 'เพื่อไทย' ใน 'วันสตรีสากล'

พรรค ‘เพื่อไทย’ เสนอนโยบายยึดหลักเสมอภาค เข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจ ต้องได้สิทธิ์การดูแลในทุกมิติ เนื่องในโอกาส ‘วันสตรีสากล’

นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ประธานคณะที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรม พรรคเพื่อไทย และหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย พร้อมคณะ ร่วมแถลงข่าวนโยบายเพื่อผู้หญิง เนื่องในวันสตรีสากล ณ ที่พรรคเพื่อไทย ภายใต้ธีม DigitALL: Innovation and technology for gender equality นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อความเท่าเทียมทางเพศ  โดยผู้เข้าร่วมมีการสวมเสื้อ embrace equity โอบกอดความเสมอภาค เพื่อแสดงจุดยืนความเสมอภาคทางเพศของพรรคเพื่อไทย

โดยมีการเปิดนโยบาย 2 อย่างที่จะสนับสนุนความเท่าเทียมทางเพศอย่างทั่วถึง

นโยบายแรกคือ การยกระดับกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ด้วยเทคโนโลยี ให้ผู้หญิงทุกคนเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาทักษะ ซึ่งเดิมที กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี คือหนึ่งในความสำเร็จของการสร้างความเท่าเทียมทางเพศให้เกิดขึ้น ในสมัยรัฐบาลพรรคเพื่อไทยโดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยมีกรอบความรับผิดชอบ 3 ด้าน ได้แก่ การสร้างโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุน, การพัฒนาทักษะอาชีพ, และการดูแล ปกป้องสิทธิสตรี, ผู้ด้อยโอกาส, ผู้พิการ และผู้สูงอายุ เพื่อดูแลประชากรหญิงครอบคลุมทุกมิติ

เพื่อไทยแถลง เนื่องในวันสตรีสากลเพื่อไทยแถลง เนื่องในวันสตรีสากล

น.ส. แพทองธาร ระบุอีกว่า ในปัจจุบันการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการหญิงยังเป็นปัญหา จากข้อมูลธนาคารโลกระบุว่า ในประเทศกำลังพัฒนา ผู้ประกอบการหญิงมีจำนวนเพียง 30 % และมีถึง 70% ที่ไม่ได้รับเงินทุนสนับสนุนจากสถาบันการเงิน โดยส่วนใหญ่เป็นธุรกิจในภาคค้าปลีกซึ่งเติบโตน้อย กำไรน้อย และยังขาดเทคโนโลยี

พรรคเพื่อไทยมีนโยบายต่อยอดความสำเร็จของกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ผ่านการนำเทคโนโลยีเข้ามามีส่วนร่วมพัฒนาศักยภาพกองทุน โดยเทคโนโลยีจะเพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งทุนทั้งจากภาครัฐและเอกชน ทำให้เกิดการสร้างคน สร้างเครือข่าย เชื่อมตลาดในประเทศและต่างประเทศ เพิ่มศักยภาพการเข้าถึงนวัตกรรม และเพิ่มการปกป้องสิทธิ์ต่างๆ เพื่อผู้หญิงทุกคนได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียม และสามารถยืนหยัดด้วยตัวเองอย่างภาคภูมิ

นโยบายที่ 2 คือ การฉีดวัคซีนมะเร็งปากมดฟรีสำหรับผู้หญิงทุกคน เนื่องจากสาเหตุการเสียชีวิตของหญิงไทยเกิดจากมะเร็งปากมดลูกเป็นอันดับ 2 รองจากมะเร็งเต้านม ซึ่งพรรคเพื่อไทยได้เห็นถึงความสำคัญของสุขภาวะในเพศหญิงและมีแนวทางลดอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งปากกามดลูก ด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันให้กับผู้หญิงทุกคนที่ยังไม่ติดเชื้อ HPV โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย การเลือกตั้งที่ใกล้จะถึงนี้ พรรคเพื่อไทยมีสัดส่วนผู้สมัคร ส.ส.หญิง 20% มากกว่าการเลือกตั้งครั้งก่อนที่มี 15 % โดยไม่ได้มีการจำกัดเพศในการคัดเลือกผู้สมัครแต่มาจากความเหมาะสมเป็นหลัก

“พรรคเพื่อไทยยึดหลักความเสมอภาคทางเพศ (Gender Equity) เราจะทำให้เพศไม่ใช่อุปสรรคในการใช้ชีวิต เรายืนหยัดที่จะทำให้ทุกคนสามารถสานฝัน ทำในสิ่งที่ทุกคนต้องการ  ไม่ว่าคุณจะเป็นเพศไหน ทุกคนสามารถเป็นทุกสิ่งที่คุณต้องการได้” น.ส.แพทองธาร กล่าว

‘เลือกตั้ง66’ จำเป็นต้อง ‘ยุบสภา’ ครั้งที่ 15 หรือไม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544392

08 มี.ค. 2566

'เลือกตั้ง66' จำเป็นต้อง 'ยุบสภา' ครั้งที่ 15 หรือไม่

ย้อนประวัติ การ ‘ยุบสภา’ ในประเทศไทย ไม่พบว่ามีครั้งไหน ที่เอื้อต่อการขยับขยายทางการเมือง เหมือนการ ‘เลือกตั้ง66’

ย้อนดูประวัติการยุบสภาในประเทศไทย เพื่อให้มีการเลือกตั้ง66 มีรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้อง 2 มาตรา ประกอบด้วย  

รัฐธรรมนูญ2560 มาตรา 103 พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจที่จะยุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่เป็นการเลือกตั้งทั่วไป การยุบสภาผู้แทนราษฎรให้กระทำโดยพระราชกฤษฎีกา และให้กระทำได้เพียงครั้งเดียวในเหตุการณ์เดียวกัน

ภายใน 5 วันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาตามวรรคหนึ่งใช้บังคับ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศกำหนดวันเลือกตั้งทั่วไปในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งต้องไม่น้อยกว่าสี่สิบห้าวันแต่ไม่เกิน 60 วันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวใช้บังคับ วันเลือกตั้งนั้นต้องกำหนดเป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร



โดยมาตรา 97 เรื่องคุณสมบัติผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. (3) กำหนดให้ต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคการเมืองเดียวเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วันนับถึงวันเลือกตั้ง เว้นแต่ในกรณีที่มีการเลือกตั้งทั่วไปเพราะเหตุยุบสภา ระยะเวลา 90 วันดังกล่าวให้ลดลงเหลือ 30 วันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎรดังกล่าวบังคับใช้

ย้อนดูประวัติศาสตร์การเมืองของประเทศไทยมีการยุบสภามาแล้ว 14 ครั้ง ไม่มีครั้งใดที่ การยุบสภา มีเป้าหมาย เพื่อให้เกิดการขยับขยายทางการเมือง ก่อนการเลือกตั้ง66

ครั้งที่ 1 พันเอก พระยาพหลพลหยุหเสนา เป็นนายกรัฐมนตรียุบสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2481 เนื่องจากรัฐบาลแพ้โหวตญัตติขอแก้ไขข้อบังคับการประชุมฯ

ครั้งที่ 2 ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรียุบสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2488 เนื่องจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งได้รับเลือกตั้งมาตั้งแต่ พ.ศ. 2481 ได้มีพระราชบัญญัติขยายกำหนดเวลาให้อยู่ในตำแหน่งต่ออีก 2 ครั้ง เพราะอยู่ในตำแหน่งนานเกินไป

ครั้งที่ 3 นายสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรียุบสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2516 จากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516

ครั้งที่ 4 ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรียุบสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2519 เนื่องจากเกิดปัญหา
ความแตกแยกและขัดแย้งในคณะรัฐมนตรี ซึ่งเป็นรัฐบาลผสมในขณะนั้นอย่างรุนแรงอันเป็นเหตุให้เกิดอุปสรรคในการบริหารราชการแผ่นดิน

ครั้งที่ 5 พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรียุบสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2526 เนื่องจากเกิดความ
ขัดแย้งอย่างรุนแรงในปัญหาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อเปลี่ยนวิธีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประชาชนและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ครั้งที่ 6 พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรียุบสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2529 เนื่องจากสภาลงมติไม่รับหลักการพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 พ.ศ.2529 

ครั้งที่ 7 พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรียุบสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2531 เนื่องจากรัฐบาล
เห็นว่าเกิดความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคการเมืองบางพรรค ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความไม่มั่นคงในเสถียรภาพของรัฐบาล

ครั้งที่ 8 นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรียุบสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2535 การยุบสภาในครั้งนี้
สืบเนื่องจากการสืบทอดอำนาจของคณะ รสช. ซึ่งทำให้เหตุการณ์ในเดือนพฤษภาคม

ครั้งที่ 9 นายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรียุบสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2538 สาเหตุจาก การอภิปรายไม่ไว้วางใจ กรณี สปก. 4-01

ครั้งที่ 10 นายบรรหาร ศิลปอาชา เป็นนายกรัฐมนตรียุบสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 27กันยายน พ.ศ. 2539  จากการอภิปรายไม่ไว้วางใจเรื่องสัญชาติของนาย บรรหาร ศิลปอาชา

ครั้งที่ 11 นายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภา เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2543  ภายหลังแก้วิกฤติฟองสบู่ 2540

ครั้งที่ 12 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภา เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 ภายหลังเกิดการชุมนุม
สาธารณะตั้งข้อเรียกร้องในทางการเมือง

ครั้งที่ 13 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภา เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 หลังจากเข้ามาคลี่คลาย
ปัญหาทางเศรษฐกิจและความขัดแย้งและความแตกแยกในสังคมโดยเฉพาะเรื่องการเมือง ประกอบกับรัฐสภาได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับปี พ.ศ. 2550 แล้ว

ครั้งที่ 14 นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภา เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2556 หลังจากกลุ่มผู้ชุมนุมจาก
หลายภาคส่วนร่วมกันเดินขบวนกดดันเจ้าหน้าที่รัฐตามสถานที่ราชการต่าง ๆ คัดค้านการออกร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม พ.ศ. 2556
 

หากยังไม่มีพระราชกฤษฎีกาให้ยุบสภา ต้องถือประกาศ กกต.ที่ระบุให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 7 พฤษภาคม 66 ซึ่งผู้สมัครฯ สส. ต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองไม่เกินวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 66

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

มีคำถามว่า ขณะนี้มีพระราชกฤษฎีกาปิดสมัยประชุมรัฐสภาสมัยสุดท้ายแล้วตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 66  มีกิจการหรือปัญหาใดเกี่ยวกับสภาที่จะเป็นเหตุให้ยุบสภาได้อีก  ประกอบกับวาระของสภาผู้แทนราษฎรจะสิ้นสุดลงในวันที่ 23 มีนาคม 66 หรือ อีกประมาณ 1สัปดาห์หากมีการจะยุบสภาตามที่เป็นข่าวคือในวันที่ 15 หรือ 20 ก็ยิ่งไม่มีความจำเป็น เว้นแต่จะเป็นไป ตามที่ฝ่ายการเมืองแถลงว่า จะใช้วิธียุบสภาก็เพื่อเปิดโอกาสให้มีการขยับขยายทางการเมืองได้

‘จตุพร’ มอง ‘เศรษฐา’ ไปไม่ถึงฝันนั่ง นายกรัฐมนตรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544374

07 มี.ค. 2566

'จตุพร' มอง 'เศรษฐา' ไปไม่ถึงฝันนั่ง นายกรัฐมนตรี

นักวิชการรัฐศาสตร์ มอง ‘เศรษฐา ‘ มีหวัง เป็น นายกรัฐมนตรี ตำสำรอง ด้าน ‘จตุพร’ ชี้ ควรเคลียร์เรื่อง ‘ขงเบ้ง’ ข้างกาย เพื่อความเหมาะสมคนจะเป็นแคนดิเดต

อีกหนึ่งเรื่องราวของวงการเมือง หลังพรรคเพื่อไทย เปิดตัวทีมเศรษฐกิจของพรรค หนึ่งในนั้นคือ นายเศรษฐา ทวีสิน นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ตำแหน่งประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย และที่ปรึกษาคณะกรรมการด้านเศรษฐกิจ รวมทั้งถูกมองว่าจะเป็นหนึ่งในแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค และได้มีคำสัมภาษณ์ชัดเจนจาก นายเศรษฐา ว่า จะรับตำแหน่งเดียวทางการเมือง คือ นายกรัฐมนตรี เท่านั้น 

อ่านเกม "เศรษฐา" ใครตัวจริงพรรคเพื่อไทย อ่านเกม “เศรษฐา” ใครตัวจริงพรรคเพื่อไทย
รายการ คมชัดลึก เนชั่นทีวี พูดคุยในประเด็น อ่านเกม “เศรษฐา” ใครตัวจริงพรรคเพื่อไทย เพื่อมองภาพรวมการเมือง และบุคคลในเกมการเมือง 


รศ.พรชัย เทพปัญญา นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์รศ.พรชัย เทพปัญญา นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์

กล่าวว่า  โครงสร้างพรรคเพื่อไทยเป็นอย่างไร อำนาจอยู่ที่ไหน แม้จะมีกรรมการบริหารพรรค แต่ก็มีอำนาจที่เหนือกว่าคัดเลือก ในความเป็นตจริงควรจะต้องเป็นคนที่ไต่เต้าขึ้นมาจาก ส.ส. การที่เศรษฐา มาไม่ใช่ความบังเอิญ แต่เป็นใบสั่งจากผู้มีอำนาจตัวจริง  ในเรื่องความเหมาะสม อ.พรชัย มองว่าเป็น เหล้าเก่าในขวดใหม่ ไม่ใช่คนหน้าใหม่ทางการเมือง มีชื่อเสียงจากการทำบ้านจัดสรร ความโดดเด่นยังไม่มีมากมาย 

เชื่อว่า ลึก ๆ นายเศรษฐา ก็หวังเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะถ้าไม่มีความหวัง ก็คงไม่ยอมให้เปิดตัว และมองว่า หากมีอุบัติเหตุทางการเมือง ก็สามารถเสนอชื่อ นายเศรษฐา ได้อีกรอบ การวางตัวเป็นนายกฯ เชื่อว่ายังไงก็เป็น น.ส.แพรทองธาร เพราะเปิดตัว เดินสาย มาตลอด ไม่เช่นนั้น ก็เท่ากับลองประชาชน หากมีการสลับเปลี่ยนเป็นนายเศรษฐา

อ่านเกม "เศรษฐา" ใครตัวจริงพรรคเพื่อไทย อ่านเกม “เศรษฐา” ใครตัวจริงพรรคเพื่อไทย
ส่วนเรื่องการจะเป็นรัฐบาลของ พรรคเพื่อไทย อ.พรชัย มองว่า การรวมเสียงรัฐบาล ตราบใดที่เพื่อไทยไม่ได้เสียงข้างมาก ก็เป็นไปได้ยาก การรวมเสียงต่าง ๆ ก็จะมาเป็นทาง พล.อ.ประวิตร ด้วยเพราะมีเสียง ส.ว. หากคะแนนเสียงของ เพื่อไทยไม่ถึง 220 คะแนนขึ้นไป ถึงจะมีโอกาสเป็นรัฐบาล รวมทั้ง นายกรัฐมนตรี แต่หากมีตัวแปรเสียง ส.ว. อาจจะเกิดรัฐบาลเสียงข้างน้อย เว้นแต่เพื่อไทย สามารถรวมเสียงได้เกิน อ.พรชัย มองว่า รัฐบาลใหม่ เป็นได้อย่างมาก ที่ พล.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จะเป็นนายกรัฐมนตรี 

นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำหลอมรวมประชาชนนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำหลอมรวมประชาชน

ด้าน นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำหลอมรวมประชาชน มองว่า ปัญหาใหญ่ของเพื่อไทย ไม่ใช่เศรษฐกิจ แต่เป็นเรื่องการทุจริต เป็นเรื่องที่เป็นจุดอ่อนของเพื่อไทย นายเศรษฐา เคยกล่าวว่า ตำแหน่งเดียวที่จะรับคือ นายกรัฐมนตรี แต่เชื่อว่า คนที่เจ้าของพรรคตัวจริง เลือกคือ น.ส.แพรทองธาร เพราะมีบทเรียนมาจาก สมัย เลือก นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะเห็นได้หลังจากนั้น ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีวนอยู่ในตระกูลและเครือญาติ ในทางการเมือง นายเศรษฐา ไม่มีความโดดเด่น น.ส.แพรทองธาร ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า มีความโดดเด่นมากกว่าความเป็นลูกอดีตนายกรัฐมนตรี  การที่ดึงเศรษฐาเข้ามา เชื่อว่า เตรียมไว้ให้ น.ส.แพรทองธาร ช่วงที่จะต้องคลอดลูก 

ในทางผลประโยชน์ทางการเมือง ในการเป็นที่ปรึกษาให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ นายเศรษฐา ก็ไม่ได้มีบทบาทการเมืองอะไร ในความเป็นจริง ต้องทำงานให้เป็นที่ยอมรับจากประชาชน ไม่ใช่เป็นที่ยอมรับจากเจ้าของพรรคการเมือง และมองว่ายังไง นายกรัฐมนตรีรัฐบาลใหม่ เชื่อว่ายังไงต้องเป็น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นนายกฯ แล้ว น.ส.แพรทองธาร เป็นรองนายกรัฐมนตรี 

อ่านเกม "เศรษฐา" ใครตัวจริงพรรคเพื่อไทย อ่านเกม “เศรษฐา” ใครตัวจริงพรรคเพื่อไทย
ส่วนเรื่อง ขงเบ้ง คนข้างกาย นายเศรษฐา ที่กำลังถูกพูดถึงในแง่ลบ นายจตุพร กล่าวว่า เรื่องนี้จะทยอยออกมาเป็นลำดับ ในเรื่องไม่ชอบมาพากล คนจะมาเป็นนายกรัฐมนตรี ควรจะแก้ไข ชี้แจง เรื่องคนใกล้ตัว เป็นโอกาสที่ดี ชี้แจงได้ก็จะเป็นคุณกับนายเศรษฐา แต่เท่าที่เปิดเผยออกมาทั้งของตนเอง และนายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ ก็คงจะเป็นมือมาร เพราะถ้าเป็นฝ่ายดีคงเปิดหน้าออกมาแล้ว 

‘นิพนธ์’ จับมือ ‘เดชอิศม์’ ลุยเลือกตั้ง สงขลา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544360

07 มี.ค. 2566

'นิพนธ์' จับมือ 'เดชอิศม์' ลุยเลือกตั้ง สงขลา

สงขลาคึกคัก ‘นิพนธ์’ จับมือ ‘เดชอิศม์’ เปิดศูนย์เลือกตั้งเขต 1 สงขลา พร้อมสู้ทุกเขต เย้ย พวกโดดเรือหนี 4 ปีย้าย 3 พรรค

นายนิพนธ์ บุญญามณี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และผู้อำนวยการเลือกตั้งพรรคปชป. พร้อมด้วยนายเดชอิศม์ ขาวทอง  รองหัวหน้าพรรคปชป.ภาคใต้ และส.ส.เขต 5 สงขลา  ร่วมในพิธีเปิดศูนย์ประสานงานเขตเลือกตั้งที่ 1 สงขลา โดยมีนานไพเจน มากสุวรรณ์ นายก อบจ.สงขลา ผู้บริหาร และสมาชิกสภา อบจ.สงขลา นายวันชัย ปริญญาศิริ นายกเทศมนตรีนครสงขลา พร้อมด้วยผู้สมัครจากพรรคปชป.ทั้ง 9 เขตที่มาร่วมในการเปิดศูนย์นายสรรเพชญ บุญญามณี  ผู้สมัคร สส.ในเขตเลือกตั้งที่ 1 สงขลา

นายนิพนธ์ กล่าวว่า สิ่งที่ปชป.ทำมาขณะนี้ คือจัดปราศรัยและทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชน ซึ่งอาจจะมีพี่น้องประชาชนที่ยังไม่เข้าใจอยู่บ้าง หรือยังไม่รู้ว่าพรรคเคยทำอะไรในอดีต ซึ่งทางพรรคก็พยายามชี้แจงอยู่ในเรื่องนี้ คือพรรคเสนอตัวบุคคลความพร้อมในเขตเลือกตั้ง พรรคเสนอความพร้อมของพรรคปชป.ที่เป็นสถาบันการเมืองมายาวนานย่างเข้า 77 ปีในเดือนเมษายนนี้  กับพรรคอื่นที่เราเรียกว่าพรรคเฉพาะกิจ ที่ตั้งมาเพื่อให้ใครเป็นนายก แต่ถ้าไม่ได้เป็นนายกพรรคเหล่านั้นก็เลิกไป  ซึ่งเห็นมามากแล้วในอดีต

ส่วนพรรคประชาธิปัตย์จะเดินหน้าสร้างความเข้าใจกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยในวันที่ 24 ก.พ.จะปราศรัยเพชรบุรี  วันที่ 25 ก.พ. ปราศรัยที่หาดใหญ่   วันที่ 3 มี.ค.ปราศรัยพัทลุง  วันที่ 5 มี.ค. ปราศรัยที่ปัตตานี

นาย นิพนธ์ บอกอีกว่า ยุทธศาสตร์ของพรรคประชาธิปัตย์ คือการขายความเป็นสถาบันทางการเมือง ความเป็นผู้นำรวมหมู่ ไม่ฝากความหวังไว้กับคนใดคนหนึ่ง ซึ่งจะเห็นว่าเราเปลี่ยนหัวหน้าพรรคมาเป็นคนที่ 8 แล้ว ประชาธิปัตย์ก็ยังอยู่ นี่คือความต่างจากพรรคอื่น

เป็นไปได้ เลื่อน ‘ยุบสภา’ ‘เลือกตั้ง’ 14 พฤษภาคม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544351

07 มี.ค. 2566

เป็นไปได้ เลื่อน 'ยุบสภา' 'เลือกตั้ง' 14 พฤษภาคม

นายกรัฐมนตรี ยังไม่หารือเรื่องพระราชกฤษฎีกา ‘ยุบสภา’ ‘เลือกตั้ง’ วันไหน ไม่ใช่ปัญหาหากยังอยู่ในกรอบระยะเวลาตามรัฐธรรมนูญ

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยังไม่ได้หารือเรื่องการออกพระราชกฤษฎีกายุบสภา ทำให้ไม่สามารถบอกได้ว่าจะมีการยุบสภาวันไหน  แต่การเลือกตั้งหากมีการยุบสภา ต้องจัดให้มีการเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 45 วัน และไม่เกิน 60 วัน นับจากมีพระราชกฤษฎีกายุบสภา ซึ่งเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ไม่มีรายละเอียดอยู่ในพระราชกฤษฎีกา ยุบสภาดังนั้นเดิมที่มีการคาดการกันว่า  จะมีการเลือกตั้ง 7 พฤษภาคม ก็อยู่บนสมมติฐาน ที่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ตามรัฐธรรมนูญ คือไม่เกิน 60 วัน

ส่วนคำถามที่ว่า หากมีการยุบสภา วันที่ 20 มีนาคม จะสามารถจัดการเลือกตั้งในวันที่ 14 พฤษภาคมได้หรือไม่นั้น ต้องดูว่ายังอยู่ในกรอบเวลา 45-60 วันหรือไม่  แต่ต้องอยู่บนหลักการเดิมที่จะให้การเลือกตั้ง ตรงกับวันอาทิตย์  หากยุบสภาวันที่ 20 มีนาคม ก็สามารถจัดการเลือกตั้งในวันที่ 14 พฤษภาคมได้

สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้งโพส ตารางปฏิทินเลือกตั้ง แบบ สมชัย หากยุบสภา 20 มีนาคม 2566 ทางเฟซบุ๊ก มีเนื้อหาว่า

  • ภายใน 25 มีนาคม 2566  กกต. ประชุมกำหนดวันเลือกตั้ง เป็นวันที่ 14 พฤษภาคม 2566
  • วันที่ 3-7 เมษายน 2566 เป็นวันรับสมัคร ส.ส.แบบ แบ่งเขต  ได้เบอร์เขต
  • วันที่ 4-6 เมษายน 2566 เป็นวันรับสมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ  ได้เบอร์พรรค
  • 7 พฤษภาคม 2566 เป็นวันเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขต (ในประเทศ)
  • 14 พฤษภาคม 2566 วันเลือกตั้งทั่วไป
  • 13 กรกฎาคม 2566 วันสุดท้าย ที่ กกต.ต้องประกาศผลการเลือกตั้งให้ได้ร้อยละ 95 ของจำนวน สส. ทั้งหมด
  • ภายใน 28 กรกฎาคม 2566 ประชุมสภานัดแรก เพื่อเลือกประธานสภา

คืบหน้ามือบวม ‘นายกฯ’ ไร้อุปสรรคเซ็นเอกสาร ใกล้ยุบสภาเต็มที

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544344

07 มี.ค. 2566

คืบหน้ามือบวม 'นายกฯ' ไร้อุปสรรคเซ็นเอกสาร ใกล้ยุบสภาเต็มที

‘นายกฯ’ เผย มือบวมลดลง แต่ต้องระวังติดเชื้อ ซ้อมเซ็นเอกสาร ไม่เกี่ยว ‘ยุบสภา’ ยอมรับใกล้เข้ามาทุกที ส่วน ‘บิ๊กป้อม’ พบ ‘หม่อมเจ้าจุลเจิม’ เรื่องปกติ ขออย่ามองแง่ลบ

ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงอาการมือข้างขวาบวมจนถึงรับการรักษาที่โรงพยาบาลว่า ขณะนี้บวมลดลง แต่อาจจะต้องปรับกำหนดการการลงพื้นที่ให้เหมาะสม เพราะยังเป็นแผลอยู่ ต้องระมัดระวังเรื่องความสะอาด ไม่ได้ว่าใครไม่สะอาด แต่ด้วยพื้นที่เป็นธรรมดา ต้องมีฝุ่น จับอะไร ต้องระวังที่สุด เกรงจะติดเชื้อ ซึ่งต้องใช้เวลาประมาณ 2 อาทิตย์ เพราะมีรอยเย็บด้วยและยังต้องให้ยาฆ่าเชื้อทุกวัน

ผู้สื่อข่าวสังเกตเห็นอาการดูไม่สดชื่น ซูบๆ นั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป็นธรรมดา หลับบ้างไม่หลับบ้าง เพราะไม่เคยเข้านอนในโรงพยาบาล ล่าสุดเท่าที่จำได้ สมัยโดดร่ม ต้องให้หมอตรวจกระดูกคอ2-3วัน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

ส่วนการทำงาน ด้านเอกสาร ได้มีการซ้อมเซ็นชื่อมาก่อน เพราะเมื่อวานมือยังล็อคอยู่ วันนี้ลายมือสวยกว่าเดิม 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าซ้อมเซ็นเพื่อเตรียมยุบสภาหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ตอบว่า “ไม่ต้องลองหรอก อันนี้เซ็นเพราะบางอย่างต้องส่งต่อ ช่วงที่อยู่โรงพยาบาลก็อ่านและเซ็นแบบอิเล็กทรอนิกส์ “

ส่วนความคืบหน้าการยุบสภา ใกล้เข้ามาทุกที ซึ่งได้คุยกับแกนนำและพรรคร่วมรัฐบาลแล้ว ไม่มีปัญหาอะไร และคิดว่าสัปดาห์หน้ายังมีการประชุมครม.ครั้งสุดท้าย เพราะยังมีทั้งเรื่องเก่าและเรื่องใหม่เรื่องที่ติดค้าง ประชาชนยังเดือดร้อน ก็พยายามแก้ให้ได้มากที่สุด ยุบสภา เลือกตั้ง หาเสียง คือ อีกเรื่อง ทุกคนยังคงทำกันอยู่ และร่วมกันแก้ปัญหาไปกับนายกรัฐมนตรี

ส่วนที่มีภาพ พล.อ.ประวิตรวงษ์ สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี พูดคุยกับ พล.อ.หม่อมเจ้าจุลเจิม ยุคล นั้น พล.อ.ประยุทธ์ ระบุว่า ” ไม่ได้คุยกัน แต่เป็นสิทธิ์ของท่าน รู้จักกันทำไมจะคุยกันไม่ได้ อย่ามองในแง่ลบทุกอย่าง คนเราเจอกันก็ต้องคุยกันเวลาไปไหนมาไหน ตนก็คุยกับทุกคน ทำไมต้องมองว่า จะต้องคุยเรื่องนั้นเรื่องนี้ และเราก็ไม่ได้อยู่ร่วมการคุยด้วย แต่ท่านก็บอกว่าไม่ได้มีอะไร ทักทายกันธรรมดา”