ระดมคน ต้อนรับ ‘นายกฯ’ ปราศรัยใหญ่ศาลากลาง จ.นครราชสีมา ตั้งเป้าครึ่งแสน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543665

25 ก.พ. 2566

ระดมคน ต้อนรับ ‘นายกฯ’ ปราศรัยใหญ่ศาลากลาง จ.นครราชสีมา ตั้งเป้าครึ่งแสน

ระดมคน ต้อนรับ ‘นายกฯ’ กลับบ้าน ปราศรัยใหญ่ศาลากลาง จ.นครราชสีมา ตั้งเป้าครึ่งแสน นักวิชาการ สอนการเมืองระดับปริญญาเอก ชี้พื้นที่อีสานเพื่อไทยสส.เขตมาเป็นอันดับ1 ตามด้วยภูมิใจไทย และพลังประชารัฐ ส่วน รทสช. คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ดีขึ้น

ใกล้ยุบสภา และ คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เตรียมจัดการ เลือกตั้ง2566 ทำให้ทุกพรรคการเมืองลงพื้นที่หาเสียง รวมถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ประกาศจะลงพื้นที่ จ.นครราชสีมา เพื่อพบปะพี่น้องประชาชน ซึ่งพรรครวมไทยสร้างชาติ(รทสช.) จะจัดเวทีปราศรัยใหญ่ในวันเสาร์ที่ 25 ก.พ. 2566 ที่ศาลากลาง จ.นครราชสีมา ในช่วงเย็น โดยบนเวทีจะมีพิธีปักธงชัยบนเวทีด้วย

ดร.อวยชัย วะทา นักเคลื่อนไหว นักวิชาการ อาจารย์สอนการเมืองระดับปริญญาเอก ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาสังคม เครือข่ายองค์กรวิชาชีพครูแห่งประเทศไทย ประธานเครือข่ายป.ป.ช.ภาคประชาสังคมแห่งประทเศไทย ให้สัมภาษณ์ “คมชัดลึก” ว่า ในทางการเมืองนับว่าเป็นการหาเสียงอย่างเป็นทางการครั้งแรกของพล.อ.ประยุทธ์ หลังนายกรัฐมนตรี ประกาศจะยุบสภา คาดว่าประชาชนจะมาร่วมฟังการปราศรัยของนายกฯเป็นจำนวนมาก

“สถานที่ เวทีปราศรัยเตรียมพร้อม ขุนพลภาคอีสานกระจายบทบาทหน้าที่กัน ส่วนว่าที่ผู้สมัครสส.โคราช ได้รับมอบหมายต้องระดมคนมาร่วมงานนี้ อย่างน้อยเขตเลือกตั้งละ 2,000 คน รวมประมาณ ครึ่งแสน หรือ 50,000 คน เป็นงานที่ใหญ่มากกว่าทุกพื้นที่ ที่นายกฯเคยไปพบประชาชนมา”

กระแส ลุงตู่ ดีขึ้นเรื่อยๆ หากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ภาคอีสาน 4-5 ครั้ง จะส่งผลทำให้คะแนนเลือกตั้ง2566 ในระบบบัญชีรายชื่อของพรรครวมไทยสร้างชาติดีขึ้น อย่างต่อเนื่อง แต่สส.เขต คาดได้จากบ้านใหญ่ 10-15 คนจากจำนวนสส.ภาคอีสาน ทั้งหมด 132 คน

“เมื่อเทียบกระแสคะแนนนิยมระหว่างลุงตู่กับลุงป้อม พบว่ากระแสลุงตู่มาแรงกว่า แต่การเลือกตั้ง2566 คาดว่า สส.เขต พรรคเพื่อไทยจะนำมาเป็นอันดับ1 ตามด้วย รวมไทยสร้างชาติ อันดับ2  ภูมิใจไทย อันดับ3 พรรคพลังประชารัฐ อันดับ4 ไทยสร้างไทย อันดับ5 ส่วนก้าวไกล ไม่ได้สส.เขต แต่คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ดีขึ้น”

จับตาความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง  อาจจะมีจุดพลิกผันทำให้เกมการเมืองเปลี่ยน เมื่ออำนาจเลือกตั้ง66 กลับมาอยู่ในมือคนไทยผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั้ง 52 ล้านคน หากนับเฉพาะ ‘คนรุ่นใหม่’ ที่เป็น ‘นิวโหวตเตอร์’ ที่จะมีสิทธิเลือกตั้งใหญ่ครั้งแรกในปี 2566 จำนวน 811,607 คน น้อยกว่าปี 2562 ราว 2.5 หมื่นคน

….กมลทิพย์ ใบเงิน…เรียบเรียง

‘พท.-ทสท.’ แข่งขันยกระดับ 30 บาท รักษาทุกโรค ยุคใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543666

25 ก.พ. 2566

'พท.-ทสท.' แข่งขันยกระดับ 30 บาท รักษาทุกโรค ยุคใหม่

‘พท.-ทสท.’ แข่งขันกันยกระดับ 30 บาท รักษาทุกโรค ยุคใหม่ สะดวก เร็ว ส่วน ‘ปชป.’ เสนอทำสาธารณสุขสร้างเม็ดเงินภายใน 3 ปี ‘กก.’ จี้สวัสดิการแพทย์ ต้นเหตุบุคลากรทางการแพทย์แห่ลาออกปีละ 500-600 คน

นโยบายศูนย์กลางการแพทย์อย่างยั่งยืนของ 4 พรรคการเมือง ได้แก่ พรรคเพื่อไทย พรรคไทยสร้างไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคก้าวไกล ภายในงานสัมมนา THAN FORUM 2023 HEALTH AND WELLNESS SUSTAINABILITY 

เรียกได้ว่าโครงการ “30 บาท รักษาทุกโรค” ที่เคยเป็นของพรรคไทยรักไทย ต้องถูกหยิบยกมาพูดถึง เพราะได้กระแสตอบรับอย่างดี

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย จะเข้ามาเปลี่ยน 30 บาท รักษาทุกโรคเป็น 30 บาท plus เปลี่ยนจากการรอให้ป่วยแล้วไปรักษา sick care ให้เป็น healt care สร้าง wellbeing hub ของคนทั้งโลก และให้คนไทยทุกคนมีหมอประจำตัว ใช้ ChatGPT เข้ามา เพื่อพูดคุยได้ตลอดเวลา 

นำ AI มาใช้ในทางการแพทย์ ช่วยคัดกรองข้อมูลประชาชน ไม่ต้องรอคิว รวมถึงเจ้าหน้าที่ทำงานง่ายขึ้น ทั้งการดูแลผู้ป่วย ลดจำนวนคนในโรงพยาบาล ซึ่งจะเป็นการก้าวไป well being society สร้าง 30 plus สุขภาพดีถ้วนหน้า ควบคู่กับบำนาญประชาชน 3,000 บาท ดูแลสังคมสูงวัย ให้แข็งแรง 

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทยคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย

ด้าน นพ. ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ต้องการรักษา โครงการ “30 บาท รักษาทุกโรค” เอาไว้ ด้วยการยกระดับการให้บริการ นำ IT มาใช้ในทุกโรงพยาบาล จองคิวล่วงหน้า รับยาใกล้บ้านด้วยบัตรประชาชนใบเดียว คาดว่าจะเกิดระบบสุขภาพที่เข้มแข็งมีคุณภาพด้วยระบบเทคโนโลยี 

นอกจากนี้มองว่า คนไทยต้องปลอดมะเร็ง เพราะเป็นโรคที่พรากชีวิตคนไทย เป็นอันดับหนึ่ง โดยจัดให้ตรวจสาเหตุฟรีและรับวัคซีนฟรี, รักษาโรคทางจิตเวชเบื้องต้นทางออนไลน์โดยนักจิตวิทยา สร้างสุขภาพจิตที่ดีให้คนไทย สนับสนุนให้มีสถานชีวาภิบาล เพิ่มความมั่นคงในชีวิตสังคมไทย ผู้ป่วยติดเตียงและผู้สูงอายุได้รับการดูแล 

 นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย

ด้านนายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงความพร้อมทางการแพทย์ของประเทศไทย จะมาพัฒนาให้เกิดเม็ดเงินภายใน 3 ปีข้างหน้า ด้วยการนำสมุนไพรไทย แพทย์แผนไทย นวดไทย ที่เราได้รับเป็นมรดกโลก สิ่งเหล่านี้เราจะมาเติมเต็มศักยภาพ 

โดยเฉพาะพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจ WELLNESS อันดามัน จ.ภูเก็ต ให้เป็นHUB WELLNESS CENTER เพราะมีสนามบินนานาชาติ ซึ่งจะสามารถส่งเสริมให้เอกชนไปลงทุน

รวมถึงพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC ที่มองว่า ต้องใช้ช่องทางนี้ ส่งเสริมนักลงทุนและผู้ประกอบการ ในเรื่องศัลยกรรมความงาม คนที่เดินทางไปเกาหลี หรือพื้นที่อื่นๆ ก็มาลงที่อู่ตะเภาได้ โดยดึงแบรนด์ใหญ่ๆธนบุรี ยันฮี มาร่วม แต่รัฐต้องเข้าไปส่งเสริม ช่วงแรกๆก่อน เช่น นำเข้าอุปกรณ์ทางการแพทย์หรือการลดภาษีให้ เพื่อให้ศัลยกรรมความงามเป็นฮับแข่งขันกับเกาหลี รัฐบาลต้องประกาศเป็นวาระแห่งชาติ 

ขณะนี้ตนทำไปแล้วในพื้นที่ eec ทำโรงพยาบาลร่วมทุน ระหว่างรัฐกับเอกชนครั้งแรกที่เกิดขึ้นในประเทศไทย และทำควบคู่ไปกับการทำ “อาหารเป็นยา” สนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ โดยเมนูจะเลือกสมุนไพรในพื้นที่นั้นมาทำ และต้องเป็นที่รู้จัก เมื่อค้นหาร้านค้าชั้นนำในพื้นที่

ส่วนการทำให้ศูนย์การแพทย์ยั่งยืน เราต้องทำให้ได้รับการยอมรับทั้งระบบตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ คือ การวิจัย สร้างความน่าเชื่อถือ รัฐต้องสนับสนุนบุคลากร ยา มาตราฐานสถานพยาบาลจนถึงการให้บริการกับประชาชนคนไทยและผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ ซึ่งมีความเชื่อมั่นมากในสาธารณสุขไทย 

นายสาธิต ปิตุเตชะ รมว.กระทรวงสาธารณสุข และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์นายสาธิต ปิตุเตชะ รมว.กระทรวงสาธารณสุข และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ด้านนางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ฝ่ายนโยบาย มองว่า ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านสาธารณสุข คือ ราคาที่ถูกกว่าคู่แข่งขัน ซึ่งควรพัฒนาโปรดักส์ เช่น ยารักษา ที่คิดว่าประเทศไทยมีโอกาสและมีศักยภาพ 

ส่วนสิ่งที่ต้องแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน คือ ทรัพยากรบุคคล ซึ่งแต่ละปีผลิตแพทย์ได้ปีละประมาณ 3,000 คน ตัวเลขการลาออกอยู่ที่ 500-600 คน จึงมองไปถึงการขึ้นค่าตอบแทน สวัสดิการต่างๆ เงื่อนไขเกี่ยวกับเวลาทำงานที่มากเกินไป รวมถึงความแออัดในโรงพยาบาล

ทั้งนี้ การทำ WELLNESS HUB “อคาเดมิคฮับ” พอเป็นไปได้ วัดจากจำนวนบทความที่ตีพิมพ์ “โปรดักส์ฮับ” คือ อุตสาหกรรมทางการแพทย์ ส่วนใหญ่คือวัสดุสิ้นเปลือง เช่น ถุงมือยาง ถุงน้ำเกลือ เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้มีมูลค่าเพิ่มต่ำ ดังนั้นต้องฟูมฟักผู้ประกอบการด้านนี้ ไม่เช่นนั้น จะไม่สามารถเป็นศูนย์กลางการผลิตเครื่องมือทางการแพทย์ได้ 

นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคก้าวไกลนางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคก้าวไกลงานTHANX Forum 2023 : Health & Wellness SustainabilityงานTHANX Forum 2023 : Health & Wellness Sustainability

ศาล สั่ง ‘คุณหญิงณัษฐนนท’ ไม่ต้องชดใช้ 429 ล้าน คดี รถ-เรือดับเพลิง ปี 47

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543650

24 ก.พ. 2566

ศาล สั่ง 'คุณหญิงณัษฐนนท' ไม่ต้องชดใช้ 429 ล้าน คดี รถ-เรือดับเพลิง ปี 47

ศาลปกครองสูงสุด พิพากษายืน ‘คุณหญิงณัษฐนนท ทวีสิน’ อดีตปลัด กทม. ไม่ต้องชดใช้ 429 ล้าน คดีจัดซื้อ รถ-เรือดับเพลิง ปี 47

เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งปลัดกรุงเทพมหานคร ของคุณหญิงณัษฐนนท ทวีสิน ถูกกรุงเทพมหานคร ยื่นฟ้อง ฐานกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ เกี่ยวกับการจัดซื้อรถ-เรือดับเพลิง พร้อมอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัย ทำให้มีการจัดซื้อในราคาที่สูงเกินความเป็นจริง ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการ จากบริษัท สไตเออร์ เดมเลอร์ พุค สเปเชียล ฟาห์รซอยก์ จํากัด ประเทศออสเตรีย เมื่อปี 2547  

ล่าสุด ศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษา ในคดีที่คุณหญิงณัษฐนนท ทวีสิน อดีตปลัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) ยื่นฟ้อง กทม.,ผู้ว่า กทม. เเละ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1-3 ขอเพิกถอนคำสั่งกรุงเทพมหานคร ที่ให้ชดใช้เงินจำนวน 429,977,904.46บาท ให้กับ กทม. โดยพิพากษายืน คุณหญิงณัษฐนนท ไม่ต้องร่วมชดใช้เงินจำนวนดังกล่าว

โดยศาลปกครองกลาง มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 20 ก.ย.62 โดยให้เหตุว่า ข้อเท็จจริงในคดี รับฟังได้ว่า คุณหญิงณัษฐนนท อดีตปลัด กทม. เพียงลงนามผ่านเรื่องให้นายสมัคร สุนทรเวช ซึ่งดำรงตำแหน่ง ผู้ว่า กทม.ในขณะนั้น อนุมัติตามคำสั่งของนายสมัคร ส่วนกรณีที่อ้างว่า คุณหญิงณัษฐนนท ไม่สั่งการให้มีการตรวจสอบในเรื่องภาษีอากรนำเข้ารถ และเรือดับเพลิงจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญเหตุหนึ่ง ทำให้ กทม.ไม่สามารถนำรถดับเพลิงออกจากท่าเรือแหลมฉบัง และต้องมีข้อพิพาทกับกรมศุลกากรนั้น

เป็นผลมาจาก คตส.และ ป.ป.ช.ตรวจสอบการจัดซื้อรถ-เรือดับเพลิง อุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัยดังกล่าว และ กทม.ฟ้องคดีต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญา และการค้าต่างประเทศกลาง ขอยกเลิกข้อตกลงซื้อขายรถ-เรือดับเพลิง อุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัย กับบริษัท สไตเออร์ฯ จึงไม่มีตรวจรับรถ รวมทั้ง กทม.ไม่ได้หาทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้ชัดเจนและยุติโดยเร็ว เป็นเหตุรถ-เรือดับเพลิง อุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัยเสื่อมสภาพ 

ดังนั้น การที่ ผู้ว่าฯ กทม.พิจารณาว่าคุณหญิงณัษฐนนท ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โดยรับฟังข้อเท็จจริงมาไม่ถูกต้องครบถ้วน และมีคำสั่ง กทม.ให้คุณหญิงณัษฐนนท อดีตปลัด กทม.ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้เพิกถอนคำสั่ง ผู้ถูกฟ้องคดียื่นอุทธรณ์คดี

ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า แม้จะมีการเสนอหนังสือ  ลงวันที่ 25 ส.ค.47 เลขที่เดียวกันจำนวน 2 ฉบับ ถึงผู้ฟ้องคดี เพื่อขอให้เสนอนายสมัคร พิจารณาอนุมัติตามข้อ 1-4 แต่เมื่อหนังสือฉบับแรกผู้ฟ้องคดีได้มอบหมายให้ ผู้อำนวยการสำนักการคลังพิจารณา และมีการพิจารณาตามลำดับชั้นการบังคับบัญชา ก่อนที่จะเสนอนายสมัครอนุมัติ แต่นายสมัครไม่ได้ลงนามในหนังสือฉบับแรก ส่วนหนังสือฉบับที่ 2 น่าเชื่อว่า เป็นการจัดทำขึ้นภายหลัง เพราะมีข้อเท็จจริงที่ใช้ประกอบการพิจารณาเกี่ยวกับการลงนามการค้า ต่างตอบแทน และคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ที่อนุมัติให้ใช้ข้อตกลงฯ ที่กองอำนวยการกลางฯ (กรป.กลาง) เคยทำไว้ เป็นข้อตกลงฯ ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จะทำในครั้งนี้เพิ่มเติมจากหนังสือฉบับแรก ผู้ฟ้องคดีก็ได้มอบหมายให้ผู้อำนวยการสำนักการคลังพิจารณา แต่ไม่ได้เสนอนายสมัคร ลงนามอนุมัติ ปรากฏว่านายสมัครกลับลงนามอนุมัติในหนังสือฉบับที่ 2 นี้ เสียเอง กรณีนี้จึงถือว่า ผู้ฟ้องคดีได้ตรวจสอบเรื่องดังกล่าว ก่อนที่นายสมัครจะลงนามอนุมัติแล้ว

ส่วนขั้นตอน การลงนามในข้อตกลงซื้อขายฯ ระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 กับบริษัทสไตเออร์ฯ นั้น  ในส่วนนี้รับฟังได้ว่า เดิมสำนักงานกฎหมายและคดีของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (กทม.) พิจารณาจัดทำ ร่างข้อตกลงซื้อขาย โดยใช้ข้อตกลงซื้อขายอะไหล่ยานพาหนะ และสิ่งอุปกรณ์ก่อสร้างถนน สำหรับโครงการของ กรป.กลาง ปี พ.ศ. 2547 เป็นต้นแบบ ผู้ฟ้องคดีจึงได้มีหนังสือส่งทั้งร่างข้อตกลง ซื้อขายฯ ครั้งนี้ และข้อตกลงซื้อขายอะไหล่ดังกล่าว ให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจพิจารณา เมื่อวันที่ 18 ส.ค.47 ต่อมา พลตำรวจตรี อธิลักษณ์ ถึงผู้ฟ้องคดีขอให้เสนอนายสมัครอนุมัติให้ใช้ข้อตกลง ที่ กรป. กลาง เคยทำไว้เป็นแบบสัญญาข้อตกลงซื้อขายในครั้งนี้ และขอให้ลงนามถึงสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อถอนการตรวจร่างข้อตกลงซื้อขาย

โดยอ้างว่า บริษัท สไตเออร์ฯ ได้ส่งสำเนาข้อตกลงความเข้าใจในเรื่องการจัดหาสิ่งอุปกรณ์สายขนส่ง สิ่งอุปกรณ์สายช่างของออสเตรียให้แก่ กรป.กลาง ระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลออสเตรีย ซึ่งข้อตกลงดังกล่าว ได้มีการตรวจร่างสัญญาจากอัยการสูงสุดเรียบร้อยแล้ว และมีลักษณะที่เหมือนการจัดซื้อ ของสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในครั้งนี้ และข้อ 132 วรรคสาม ของระเบียบ สำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุฯกำหนดว่า ในกรณีที่ไม่อาจทำสัญญา ตามตัวอย่างที่ กวพ. กำหนดไว้ และจำเป็นต้องร่างสัญญาขึ้นใหม่ ต้องส่งร่างสัญญานั้น ให้สำนักงานอัยการสูงสุดพิจารณาก่อน เว้นแต่หัวหน้าส่วนราชการเห็นสมควรทำสัญญา ตามแบบที่เคยผ่านการพิจารณาของสำนักงานอัยการสูงสุดมาแล้ว ก็ให้กระทำได้ ผู้ฟ้องคดี จึงเสนอนายสมัครลงนามอนุมัติให้ใช้ข้อตกลงที่ กรป. กลางเคยทำไว้  ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1ได้มีหนังสือถึงสำนักงานอัยการสูงสุด ขอถอนการตรวจร่างข้อตกลงซื้อขาย วันเดียวกันนั้น นายสมัครได้ลงนามอนุมัติตามที่เสนอ และทำข้อตกลงซื้อขาย กับบริษัทสไตเออร์ฯ

เห็นว่า หนังสือดังกล่าว เป็นการอ้างว่ามีข้อเท็จจริงที่ใช้ในการจัดทำร่างข้อตกลงซื้อขายฯ เปลี่ยนแปลงไป และมีข้อกฎหมายให้อำนาจผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ใช้ร่างข้อตกลงฯ ที่เคยผ่านการพิจารณาของ สำนักงานอัยการสูงสุดในครั้งนี้ได้ ผู้ฟ้องคดีจึงมีหน้าที่ขอคืนร่างข้อตกลงซื้อขายจากสำนักงาน อัยการสูงสุดและเสนอผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ให้ใช้ข้อตกลงฯ ที่เคยผ่านการพิจารณาของสำนักงานอัยการ สูงสุดมาเป็นข้อตกลงซื้อขายฯ ในครั้งนี้ เพื่อให้สำนักงานกฎหมายและคดี ตรวจพิจารณาเรื่องดังกล่าวเสียก่อน แต่ปรากฏว่านายสมัครได้ลงนามในข้อตกลงซื้อขายกับ บริษัทสไตเออร์ฯ ในวันเดียวกับที่ผู้ฟ้องคดี มีหนังสือถึงสำนักงานอัยการสูงสุดขอถอนร่างข้อตกลง ซื้อขาย โดยที่ผู้ฟ้องคดียังไม่มีโอกาสส่งเรื่องให้สำนักงานกฎหมายและคดีของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ตรวจพิจารณาก่อน อีกทั้ง เมื่อลงนาม ข้อตกลง ย่อมมีผลสมบูรณ์ไปแล้วนับแต่เวลานั้น การที่ผู้ฟ้องคดีไม่ได้มีข้อทักท้วง หรือมีข้อโต้แย้งการลงนามในข้อตกลงซื้อขายฯ จึงหาใช่การกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ขณะที่ผู้ฟ้องคดีดำรงตำแหน่งปลัดกรุงเทพมหานคร ยังไม่มีข้อยุติว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จะได้รับความเสียหายจากการดำเนินโครงการฯ หรือไม่ และผู้ฟ้องคดีได้เกษียณอายุราชการเมื่อวันที่ 1 ต.ค.49 ก่อนที่ประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีหนังสือลงวันที่ 28 พ.ย.51 ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 แจ้งว่า การจัดซื้อรถดับเพลิงและเรือดับเพลิง พร้อมอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัยของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เป็นการจัดซื้อในราคาที่สูงเกินความเป็นจริง ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ

ส่วนเรื่องภาระการเสียภาษี นายอภิรักษ์ โกษะธิน ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ต่อจากนายสมัคร ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงว่า ได้ดำเนินการขอผ่อนผันเพื่อขอยกเว้นภาษีศุลกากรและภาษีมูลค่าเพิ่มจาก กรมศุลกากร เนื่องจากเป็นการจัดซื้อตามโครงการที่รับโอนภารกิจจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งได้รับยกเว้นภาษีมาโดยตลอด ปัจจุบันอยู่ในระหว่างดำเนินการขออนุมัติยกเว้นภาษี จากกระทรวงการคลัง ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ดำเนินการขอผ่อนผันการชำระภาษี ในระหว่างการตรวจสอบเรื่องดังกล่าว

ดังนั้น ขณะที่ผู้ฟ้องคดีดำรงตำแหน่งปลัดกรุงเทพมหานคร จึงยังไม่อาจสั่งการตรวจสอบเรื่องที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ต้องรับภาระในการเสียภาษี ผู้ฟ้องคดีจึงไม่ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1ไม่สามารถนำรถดับเพลิงออกจากท่าเรือแหลมฉบัง และต้องมีข้อพิพาทกับกรมศุลกากรแต่อย่างใด พฤติการณ์การกระทำ ของผู้ฟ้องคดีจึงไม่ใช่เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เป็นเหตุให้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1ได้รับความเสียหาย ผู้ฟ้องคดีจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ตามมาตรา 8 ประกอบกับมาตรา 10 แห่ง พรบ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 คำสั่งกรุงเทพมหานคร ที่ให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน จำนวน 429,977,904.46บาท  จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

‘เพื่อไทย’ โชว์ผลงานสภาฯรับร่างกม.ประมง ยกเป็นนโยบาย ทวงคืนเจ้าสมุทร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543647

24 ก.พ. 2566

'เพื่อไทย' โชว์ผลงานสภาฯรับร่างกม.ประมง ยกเป็นนโยบาย ทวงคืนเจ้าสมุทร

‘เพื่อไทย’ โชว์ผลงานสภาฯรับร่างกฎหมายประมง เดินหน้าสู่วาระ 2 ‘หมอชลน่าน’ ยกเป็นนโยบายพรรค ทวงคืนตำแหน่งเจ้าสมุทรกลับมา ด้าน ‘ปลอดประสพ’ ตำหนิรัฐบาลไม่ได้เป็นสมาชิกEU แต่รับลูกอย่างรวดเร็ว ไร้ประโยชน์

พรรคเพื่อไทย แถลงข่าวนโยบาย “ประมงโดยพรรคเพื่อไทย” ทันที ที่สภาผู้แทนราษฎร รับหลักการ ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การประมง พ.ศ. 2558 พ.ศ. … เมื่อวานนี้ (23 ก.พ.) ซึ่งพรรคเพื่อไทยเป็นผู้เสนอ 

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน และ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้คำมั่นเป็นเหมาะ หลังจากนี้หากกลับมาเป็นรัฐบาล “นโยบายที่พรรคเพื่อไทยประกาศไปจะกลับนำสู่การขับเคลื่อนให้การประมงไทยกลับมายิ่งใหญ่ประมงไทยจะกลับมาเป็นเจ้าสมุทรอีกครั้ง” 

โดยที่ผ่านมาลงพื้นที่และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น จึงรับรู้ถึงปัญหาและความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสที่เกิดขึ้นของชาวประมง หลังจากที่รัฐบาล คสช.ออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ว่าด้วยการประมง ปี พ.ศ 2558 หวังแก้ปัญหาและรักษาอำนาจให้กับตัวเอง จากข้อเสนอของสหภาพยุโรป หรือ EU เกี่ยวกับการประมงที่ไม่ถูกกฎหมาย ที่ไม่มีการรายงานและไม่มีการควบคุม (IUU  Fishing) ส่งผลกระทบมาสู่ประเทศไทย ทำให้ประมงไทยที่เคยรุ่งเรืองอันดับต้นๆของโลกต้องตกอยู่ในลำดับที่น่าอเนจอนาถ กระทบต่อรายได้หลักของประเทศปีละแสนล้าน ต้องสูญหายไป

สำหรับในการพิจารณาในวาระที่ 2 มีการตั้งคณะกรรมาธิการ เพื่อพิจารณาปัญหาการประมง พรรคเพื่อไทยได้โควตาคณะกรรมาธิการ 6 คน เชิญบุคคลที่เกี่ยวข้องโดยตรงจากชาวประมงเป็น 2 คน ได้แก่ นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ ที่ปรึกษาสมาคมชาวประมงแห่งประเทศไทย และนายไตรฤกษ์ มือสันทัด นายกสมาคมชาวประมงของจังหวัดชุมพร ซึ่งจะร่วมแสดงความคิดเห็นและวิธีการแก้ไขปัญหาในร่างกฎหมายดังกล่าวนี้เพิ่มเติม และเลือกร่างของพรรคเพื่อไทยนี้เป็นร่างหลัก เพราะมีหลักการที่ครอบคลุมและแก้ปัญหาให้กับพี่น้องชาวประมงมากที่สุด 

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน และ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน และ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย

ด้านนายปลอดประสพ สุรัสวดี กรรมาธิการฯ กล่าวว่า ขอขอบคุณ สส. ทั้งสภา รวมถึงฝ่ายรัฐบาลด้วย ที่ได้ช่วยกันลงคะแนนเสียง พ.ร.บ.ประมง ผ่าน ซึ่งวันหนึ่งจะสำเร็จ จะปลดพันธนาการ ความเป็นทาสได้สักที ในฐานะที่เรียนจบด้านประมงและยังเป็นอธิบดีกรมประมงยาวนานที่สุด แต่ก็รู้สึกแปลกใจที่ สส. ฝ่ายรัฐบาล รับทราบว่าเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ถูกต้อง

ขอให้ชาวประมงมั่นใจว่าพรรคเพื่อไทยจะต่อสู้เรื่องนี้ให้ถึงที่สุด และมั่นใจว่าจะชนะทั้งในประเทศและต่างประเทศ ชาวประมงลำบาก จึงตั้งใจที่จะเอาชนะให้ได้ เพื่อไม่ให้การประมงสูญสลาย  เราจะไปเจรจากับอียูอย่างตัวเท่ากัน ภาคอุตสาหกรรมประมงผลิตไปขายยุโรปจำนวนมาก ไม่ต้องกลัว ในชีวิตผมเคยต่อสู้แบบนี้มาหลายครั้ง ขอให้มั่นใจถ้าได้เป็นรัฐบาล

นายปลอดประสพ ยังตำหนิรัฐบาลทหารที่ขายชีวิตชาวประมงเพียงเพื่อให้ได้รับรองไปเยี่ยมประเทศของเขาได้ และขอตำหนิข้าราชการบางคนที่มารังแกพี่น้องชาวประมง 

ทั้งนี้ อียูเคยกล่าวหารัฐบาล คสช.ดังนี้ 

1.ไทยไม่มีกฎหมายประมงที่ตอบสนอง IUU ถือเป็นการหาเรื่อง เพราะ IUU เกิดมาทีหลัง 

2.ไทยไม่มีนโยบายประมงทะเล หากไทยไม่มี เราจะเป็นประเทศที่มีการประมงเจริญที่สุดในโลกได้อย่างไร

3. ไทยไม่มีกฎหมายบังคับให้มีอุปกรณ์ติดตามเรือ หรือ VMS ซึ่งเครื่องมือดังกล่าวเกิดมาภายหลัง ประเทศไทยได้แต่ยอม แต่ไม่มีงบให้ชาวประมงไปจัดซื้อ 

4.ไทยไม่มีแผนปฏิบัติการ IUU 

5.ไม่มีระบบตรวจสอบย้อนหลัง 

นายปลอดประสพ กล่าวว่า ทั้งหมดคือ 5 ข้อกล่าวหา และส่งใบเหลืองให้กับประเทศในเอเชียทั้งหมด ประเทศอื่นๆ ไม่ตอบสนอง แต่ประเทศไทยเดินทางไปต่างประเทศ พร้อมออกกฎ 20 ข้อ จากนั้นทุกปีก็มีการเจรจามา 4-5 ปี แล้วออกระเบียบได้ 100 ข้อ เพื่อสนองคำขอของอียู 5 ข้อ แบบนี้ถือว่าทำไม่ได้ เพราะปัญหาที่เป็นต้นเหตุ คือ 1 ใน 28 ประเทศ เป็นคู่แข่งด้านการประมงของประเทศไทย 


อียูประกาศแบบนี้รับรองให้ใน 28 ประเทศเท่านั้น แต่ไทย ไม่ได้เป็นสมาชิกอียู กฎหมายนี้ต้องใช้เขตเศรษฐกิจเฉพาะของอียูเท่านั้น แต่เหตุใดจึงใช้กฎนี้กับประเทศไทย  ในขณะที่การรับมือของประเทศอื่นคือ รับฟังแต่ไม่สามารถปฏิบัติตามได้ทันที ส่วนไทยดำเนินการอย่างรวดเร็ว 

“รัฐบาลทหารเพียงต้องการสถานะระหว่างประเทศที่แลกมาด้วยชีวิตชาวประมงแสนกว่าคน สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 2 แสนล้านบาท เรื่องนี้ต้องไว้ใจพรรคเพื่อไทย เราทำได้ เพราะพรรคเพื่อไทยคิดใหญ่ ที่จะเข้าไปแก้ไขกฎหมาย” นายปลอดประสพกล่าว

นายปลอดประสพ สุรัสวดี กรรมาธิการฯนายปลอดประสพ สุรัสวดี กรรมาธิการฯ

‘เลือกตั้ง66’ สร้างเม็ด ‘เงินสะพัด’ แสนล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543646

24 ก.พ. 2566

'เลือกตั้ง66' สร้างเม็ด 'เงินสะพัด' แสนล้าน

นักวิชาการเชื่อว่า ไตรมาสสองของปีนี้จะมี ‘เงินสะพัด’ นับแสนล้านบาท ผลพวงจากการ ‘เลือกตั้ง66’ สร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ

การประกาศกำหนดวันเลือกตั้งที่ชัดเจน นอกจากจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกภาคส่วนแล้ว  ยังจะทำให้ไตรมาส 2 ของปีนี้ มีเงินสะพัดหมุนเวียนกว่าแสนบ้านบาท

ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คาดว่าในช่วงที่มีการเลือกตั้ง66 จะมีเงินมาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ประมาณ 50,000 ล้านบาท มีที่มาจากธุรกิจที่เกี่ยวกับกิจกรรมรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง เช่น ธุรกิจทำป้ายโฆษณาหาเสียง ซึ่งเงินเหล่านี้เป็นเงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบอย่างรวดเร็ว 

การประกาศยุบสภาในเดือนมีนาคม และกำหนดวันเลือกตั้ง 7 พ.ค. 66 มีการตอบสนองในเชิงบวกจากตลาดหุ้นชัดเจน เพราะมีสถิติในอดีตว่า ระหว่างการเลือกตั้ง และหลังเลือกตั้ง66  ธุรกิจใดจะได้อนิสงส์ และความชัดเจนนี้เอง ทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่น และสามารถวางแผนในการซื้อหุ้นได้มากขึ้น

อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยคาดหวังว่าหลังการเลือกตั้ง66 จะได้เห็น รัฐบาลที่ได้รับยอมรับจากประชาชน  และมีเสถียรภาพ คัดเลือกคนมีประวัติดี มีความสามารถโดดเด่นเข้ามาทำงาน   มีนโยบายในการดูแลเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ตามยุทธศาสตร์ชาติ ที่ 5%  และต้องการให้รัฐบาลใหม่ขจัดปัญหาคอรัปชั่น อย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับนโยบายที่รัฐบาลใหม่ ควรต้องทำ คือ ดันเศรษฐกิจไทยเติบโตสูง-ระยะยาว นโยบายเก่าของรัฐที่ผ่านมา ถ้าดี ก็ควรส่งเสริมหรือสานต่อ   เตรียมแผนสำหรับรองรับ สังคมผู้สูงอายุ 
มีนโยบายในการเพิ่มจำนวนประชากรให้เป็นบวก ลดความเหลื่อมล้ำ และขจัดคอรัปชั่น

ขณะที่นักวิชาการอาวุโส สถาบันเพื่อการพัฒนาประเทศ (TDRI) นณริฎ พิศลยบุตร มองว่าการเลือกตั้ง66 จะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นจากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาอย่างน้อย 15% หรือ 0.05% ของจีดีพี ซึ่งเม็ดเงินสะพัดส่วนนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ และกระจายสู่พื้นที่ต่างๆทั่วประเทศ

โดยรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง ระยะสั้นต้องเร่งแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน หนี้ภาคธุรกิจ ให้สามารถให้ระดับหนี้ให้กลับไปอยู่ช่วงก่อนโควิด ส่วนระยะยาวต้องดึงเศรษฐกิจไทยให้กลับมาเติบโตเทียบเคียงกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ 

สองตระกูลใหญ่ ‘นครนายก’ ทำอุณหภูมิ ‘เลือกตั้ง66’ เดือด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543638

24 ก.พ. 2566

สองตระกูลใหญ่ 'นครนายก' ทำอุณหภูมิ 'เลือกตั้ง66' เดือด

‘เลือกตั้ง66’ ที่ ‘นครนายก’ เดือดปุดๆ ตระกูลกิตติธเนศวร ดวลกับ อิสระเสนารักษ์ แถมยังมีศึกสายเลือดชิงเก้าอี้ สส. ด้วย

ในทางการเมือง2 ตระกูลใหญ่ อย่าง กิตติธเนศวร กับ อิสระเสนารักษ์ มีพื้นที่ห่ำหั่นกันอยู่ที่นครนายก   มาตั้งแต่ท้องถิ่นสู่การเมืองระดับชาติ นานกว่า 20 ปี ซึ่งต่างฝ่ายสลับกันแพ้ชนะ แต่เมื่อถึงคราวเลือกตั้ง66 ส่งผลให้ยิ่งต้องจับตาอุณหภูมิการเมืองในพื้นที่

โดยเฉพาะทั้ง 2 เขตเลือกตั้ง สองตระกูลบ้านใหญ่ต่างพร้อมลงสนาม เพื่อพาตัวเองเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร

ย้อนกลับไปยังการเลือกตั้งปี 62 นครนายก มีเพียงเขตเดียว ตกเป็นของ เสี่ยอ๋า วุฒิชัย กิตติธเนศวร จากเพื่อไทย โดยช่วงปี 54 เสี่ยอ๋า เคยสังกัดภูมิใจไทย ก่อนจะย้ายกลับมาพรรคเพื่อไทยเมื่อปี 62 กระทั่งเลือกตั้ง 66 เสี่ยอ๋า ขอหวนกลับชายคาค่ายสีน้ำเงินอีกครั้ง

รอบนี้ เสี่ยอ๋า จะขยับตัวเองไปลงเขต 2 แล้วส่งลูกชาย เสี่ยอ๋อง ปิยวัฒน์ กิตติธเนศวร มารักษาพื้นที่นี้แทน โดยเขตนี้ ตระกูล กิตติธเนศวร พกขุมกำลังมาเต็ม โดยเฉพาะฐานเสียงทั้ง อบต. ส.อบจ. ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทีม เสี่ยอ๋า และ เสี่ยอ๋อง มาคอยสนับสนุนเพื่อชนะเลือกตั้งหนนี้

ส่วนประชาธิปัตย์ คาดว่าจะส่งบ้านใหญ่ อิสระเสนารักษ์ คือ ชาญชัย อิสระเสนารักษ์ มือตรวจสอบค่ายพระแม่ธรณีบีบมวยผม กลับลงสนามอีกครั้ง เพื่อทวงแค้นให้ลูกชาย สกลชัย อิสระเสนารักษ์ ที่ต้องพ่ายไปในการเลือกตั้งรอบที่แล้ว ทำให้เขตนี้ จึงเป็นพื้นที่โฟกัสในศึกเลือกตั้ง 66

ถัดมาเขต 2 ต้องบอกว่าเดือดไม่แพ้กัน เพราะเป็นการฟาดฟันกันเองของตระกูล กิตติธเนศวร โดย  เสี่ยอ๋า วุฒิชัย ซึ่งจะสวมเสื้อลงในแบรนด์ภูมิใจไทย แต่ต้องมาเจอกับหลานชายแท้ๆ คือ  เกรียงไกร กิตติธเนศวร ลูกชาย สิทธิชัย กิตติธเนศวร อดีต สส.นครนายก พรรคเพื่อไทย พี่ชายของ เสี่ยอ๋า จึงทำให้พื้นที่นี้กลายเป็นศึกสายเลือด

สำหรับ เสี่ยอ๋า อาจมีข้อเสียเปรียบ คือ เป็นฝ่ายค้าน โดยการเลือกตั้งครั้งที่แล้วอยู่เขต 1 แต่พอเลือกตั้ง 66 ย้ายมาแข่งในเขต 2 จึงทำให้เป็นงานหนัก อีกทั้ง มาชนกับหลานชาย ซึ่งเป็นสายตรงคนแดนไกล และยังมีกระแสคนเสื้อแดงเป็นทุนรอน จึงทำให้มีแต้มต่อ แต่สุดท้ายผลเป็นอย่างไรต้องมาลุ้นกัน

สนามเลือกตั้งนครนายก นอกจากจะเป็นการฟาดฟันระหว่าง 2 บ้านใหญ่ขั้วตรงข้ามแล้ว ก็ยังมีสายเลือดเดียวกันมางัด ทำให้สนามสนามกลายเป็นศึก ช้างชนช้าง ที่ห้ามละสายตา ในการเลือกตั้ง66 นี้ 

‘พิธา’ เปิดนโยบาย ‘สิ่งแวดล้อมไทยก้าวหน้า’ เปิดศึก ‘ภาวะโลกร้อน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543624

24 ก.พ. 2566

'พิธา' เปิดนโยบาย 'สิ่งแวดล้อมไทยก้าวหน้า' เปิดศึก 'ภาวะโลกร้อน'

‘พิธา’ แถลงข่าวเปิดนโยบาย ‘สิ่งแวดล้อมไทยก้าวหน้า’ แก้ปัญหา ‘ภาวะโลกร้อน’ มีแผนงานทั้งเชิงรับและรุก ซัดรัฐบาลโชว์ผลงานตามเป้าสหประชาชาติไม่จริง

พรรคก้าวไกล แถลงนโยบาย “สิ่งแวดล้อมไทยก้าวหน้า” เป็นนโยบายชุดที่ 7 จากทั้งหมด 9 โดยนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค ที่ชุมชนปากคลองรังสิต 0.ปทุมธานี ประกาศเอาจริงกับปัญหา “โลกร้อน” เนื่องจากมองว่าเป็นภัยความมั่นคงของยุคปัจจุบัน นี่คือศัตรูตัวจริงของรัฐบาล ไม่ใช่ความมั่นคงทางทหารแบบเดิมอีกต่อไป ดังนั้น พรรคก้าวไกลต้องการประกาศศึกกับภาวะโลกร้อน โดยมีนโยบายที่ชัดเจน ทั้งในเชิง “รับ” เพื่อรับมือผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้วและมีแนวโน้มจะรุนแรงมากขึ้นจากสภาพอากาศที่แปรปรวน และในเชิง “รุก” ที่รุกไปที่ต้นตอของปัญหา เพื่อลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้จริง ควบคู่กับสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับการรักษาสิ่งแวดล้อม” 
 

นโยบายเชิงรุก: เร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 (พ.ศ. 2593)

ด้านการผลิตไฟฟ้า = เปิดตลาดเสรี ส่งเสริมไฟฟ้าสะอาดพลังงาน:
1. “หลังคาสร้างรายได้” เปิดเสรีโซลาร์เซลล์ครัวเรือน
2. “ปลดล็อกระเบียบ” สร้างตลาดซื้อ-ขายไฟฟ้าเสรีของประชาชน
3. “ประกันราคา” ไฟฟ้าพลังงานสะอาด สำหรับครัวเรือน
4. “ปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งหมด” ภายใน 2035 (พ.ศ.2578)

ด้านการเกษตร = ป้องกันการเผา เปลี่ยนก๊าซเรือนกระจกเป็นรายได้:
5. กำจัดการเผาภายใน 3 ปี งบปรับตัวตำบลละ 3 ล้านบาท 1,000 ตำบล
6. เปลี่ยนการเผาเป็นเงินในกระเป๋าเกษตรกร งบอุดหนุนปลูกข้าว “เปียกสลับแห้ง” แทนการเผา สร้างอุตสาหกรรมแปรรูปฟางข้าว-ซังข้าวโพดแทนการเผา
7. 1 ฟาร์มปศุสัตว์ 1 บ่อหมักก๊าซชีวภาพ (เป็นอย่างน้อย) เปลี่ยนมีเทนเหลือทิ้งให้เป็นพลังงาน

ด้านอุตสาหกรรม = จำกัดการปล่อยมลพิษอุตสาหกรรม:
8. กำหนดเพดานและเปิดตลาด (Cap & Trade) การปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายอุตสาหกรรม เปิดตลาดค้าขายแลกเปลี่ยนโควตา
9. PRTR – กฎหมายเปิดข้อมูล บังคับให้ทุกโรงงานเปิดข้อมูล สารพิษอันตรายและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ด้านการขนส่ง = ปรับปรุงการขนส่งให้สะอาดที่สุด:
10. รถเมล์ไฟฟ้าทุกจังหวัด ภายใน 7 ปี
11. “วันขนส่งฟรี” รณรงค์ลดใช้รถยนต์ส่วนตัว
12. เปลี่ยนรถไฟดีเซลเก่าเป็นไฟฟ้า
13. ตรวจสภาพรถยนต์ฟรี! ปีละครั้ง
14. ควบคุมปริมาณรถบรรทุกในเขตเมือง

ด้านขยะอาหาร = Zero Food Waste กำจัดขยะอาหารเหลือทิ้ง:
16. เพิ่มค่าขยะอาหารในห้างใหญ่ บังคับแยกขยะ-เก็บข้อมูล-ทำบัญชีขยะอาหาร
17. อาหารเหลือทิ้งแลกสินค้าเกษตรอินทรีย์ ส่งเสริมให้ชุมชนทำปุ๋ยจากอาหารเหลือทิ้ง เพื่อเป็นคูปองซื้อสินค้าเกษตรอินทรีย์ ขยะเหลือทิ้ง 1 กิโล แลกได้ 1 บาท

ด้านพื้นที่สีเขียว = ป่าแลกเงิน เพิ่มพื้นที่สีเขียว:
18. ต้นไม้ปลดหนี้ รัฐจ่ายหนี้ค้างให้เกษตรกร ในฐานะค่าเช่า แลกกับใช้ที่ดินของเกษตรกรปลูกไม้ยืนต้น
19. ต้นไม้บำนาญ คนปลูกได้รับรายได้เป็นรายเดือน 1,200 บาท/ไร่/เดือน เป็นเวลา 20 ปี
20. ต้นไม้ทุนรัฐบาล อุดหนุนงบเกษตรกรปลูกป่า 4,000 บาท/ไร่ ในช่วงเวลา 3 ปี
21. ต้นไม้ชุมชน อุดหนุนปลูกป่าชุมชน 4,000 บาท/ไร่/ปี จำนวน 1,000 ชุมชน
22. เพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมือง ด้วยการเพิ่มงบท้องถิ่น ผ่านนโยบายทุกจังหวัดไทยก้าวหน้า

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล

นโยบายเชิงรับ: ช่วยประชาชนรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นแล้ว
23. กองทุนปรับตัวรับมือภัยพิบัติ-น้ำท่วม
24. เตือนภัยทั่วถึง ครอบคลุมทุกท้องถิ่น
25. ท้องถิ่นประกาศเขตพื้นที่ภัยพิบัติได้
26. ทบทวนแผนการบริหารจัดการน้ำทั้งหมดรายลุ่มน้ำ
27. ศูนย์พักพิง-อพยพมีมาตรฐาน ท้องถิ่นมีอำนาจและงบประมาณ
28. ชดเชยเป็นธรรมและทันควัน
29. ประกันภัยพืชผล ฟรี ในทุกพื้นที่รับน้ำ

นอกเหนือจากนโยบายด้านโลกร้อน พรรคก้าวไกลยังมีนโยบายสิ่งแวดล้อมในมิติอื่นๆ ที่จะชี้แจงรายละเอียดอย่างต่อเนื่องหลังจากนี้ เช่น การจัดการขยะ ปัญหากัดเซาะชายฝั่ง ปัญหาช้างป่า ปัญหามลพิษทางอากาศ ปัญหามลพิษทางแสง

ที่ผ่านมารัฐบาลอาจบอกว่า สามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ตามคำสัญญาที่ให้ไว้กับสหประชาชาติ แต่ตัวเลขเหล่านั้น เราเก็บเอง เขียนรายงานเอง ต่างจากการประเมินโดยองค์กรระหว่างประเทศ ที่บอกว่า การรับมือในเรื่องนี้ของไทยอยู่ในระดับไม่เพียงพอขั้นวิกฤติ และหากทำตามนโยบายปัจจุบันของรัฐบาลต่อไป จะทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น 4 องศา ในขณะที่ความพยายามของทั้งโลก ต้องการให้ต่ำกว่า 2 องศา


สำหรับการแถลงข่าวเปิดตัวนโยบายในวันนี้ นายพิธาตั้งโพเดียมยื่นแถลงกลางน้ำ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากการกล่าวถ้อยแถลงของรัฐมนตรีการต่างประเทศ ของประเทศตูวาลู ในช่วงการประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (COP 26) โดยพิธากล่าวว่าเป็นการแสดงให้เห็นว่าปัญหาโลกร้อนเป็นเรื่องใกล้ตัวของทุกคนมากกว่าที่คิดและส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตประชาชน เช่น ปัญหาน้ำท่วมที่รุนแรงและถี่ขึ้น

 
จากตัวอย่างพื้นที่ปทุมธานีที่เป็นสถานที่แถลงนโยบาย คนในชุมชนนี้บอกว่าในอดีตน้ำท่วม 2-3 เดือนต่อปี แต่ปัจจุบันน้ำท่วม 5-6 เดือนต่อปี หรือเมื่อ พ.ศ. 2549 พื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากมี 10 ล้านไร่ ตอนนี้เพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าเป็น 27 ล้านไร่ ซึ่งสอดคล้องกับรายงานของธนาคารโลกที่ระบุว่าปี 2011-2045 (พ.ศ. 2554-2588) โลกร้อนจะสร้างความเสียหายต่อภาคเกษตรไทยราว 3 ล้านล้านบาท ผลิตพืชต่างๆ ได้น้อยลง เช่น ข้าวน้อยลง 13% มันลดลง 21% อ้อยลดลง 35%

หัวหน้าพรรคก้าวไกล แถลงนโยบาย "สิ่งแวดล้อมไทยก้าวหน้า"หัวหน้าพรรคก้าวไกล แถลงนโยบาย “สิ่งแวดล้อมไทยก้าวหน้า”

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ลงพื้นที่ชุมชนปากคลองรังสิต ปทุมธานี นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ลงพื้นที่ชุมชนปากคลองรังสิต ปทุมธานี

‘กกต.’ ไม่รายงาน ‘ผลคะแนน’ เรียลไทม์ ต้องผ่านการตรวจสอบก่อน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543617

24 ก.พ. 2566

'กกต.' ไม่รายงาน 'ผลคะแนน' เรียลไทม์  ต้องผ่านการตรวจสอบก่อน

‘กกต.’ ยืนยัน จะรู้ผลการเลือกตั้งในคืนเดียวกันกับการนับคะแนน อ้างเหตุที่ไม่รายงาน ‘ผลคะแนน’ ทันที เพื่อป้องกันความผิดพลาด

รายงานผลการ คะแนนเลือกตั้ง ต้องผ่านการรับรองความถูกต้องก่อน กกต. อาศัยสื่อ เป็นผู้เผยแพร่ ไม่รายงานโดยตรง  กับประชาชน

นาย แสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยืนยันว่า จะมีการรายงานผลการนับคะแนน โดยอาศัยสื่อมวลชน รายงานผลคะแนน ที่ผ่านการตรวจสอบความถูกต้องก่อน เนื่องจากการลงคะแนนโดยกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) อาจมีความผิดพลาดคลาดเคลื่อนได้ เพราะมีข้อมูลจำนวนมากในแต่ละหน่วยเลือกตั้ง

จากการถอดบทเรียนการเลือกตั้ง ในปี 2562 ที่ผ่านมาทำให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งทราบถึง ข้อจำกัดในการรายงานผลคะแนนว่าไม่ใด้เกิดจากแอปพลิเคชันแต่ประการใดแต่เกิดจากการกรอกคะแนนจากหน่วยเลือกตั้งที่มีอยู่ประมาณ 55,000 หน่วย หน่วยละไม่น้อยกว่า 70 ข้อมูล

โดย กกต.จะจัดให้มีการรายงานผลคะแนนการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการตามมาตรา 120 วรรคสอง เหมือนการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ผ่านทางระบบ ECT Report ที่เน้นความถูกต้องและรวดเร็ว ประชาชนจะเห็นคะแนนแรกเมื่อกรรมการนับคะแนนประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) นับคะแนนเสร็จ และได้ตรวจสอบความถูกต้องแล้ว

คะแนนของหน่วยแรกจะถูกกรอกลงในระบบ ECT Report และคะแนนจากหน่วยเลือกตั้งอื่นๆ ก็จะทยอยนำเข้าระบบ ECT Report อย่างต่อเนื่องต่อไป ประชาชนจึงสามารถติดตามผลคะแนนได้อย่างต่อเนื่องจากสื่อมวลชนต่างๆ ที่มาเชื่อมต่อกับระบบ ECT Report และจะทราบผลคะแนนว่า ผู้สมัครผู้ใดหรือพรรคการเมืองใดได้คะแนนจำนวนเท่าใด ในคืนวันเลือกตั้งทันที

สมชัยทวงคำตอบตรวจสอบรวมไทยสร้างชาติ

สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้งสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง

ระหว่างที่เลขาฯ กกต. กำลังให้สัมภาษณ์ นาย สมชัย ศรีสุทธิยากร  อดีตกรรมการการเลือกตั้ง มาติดตามคำร้องเรื่องการขนคนมาร่วมเปิดตัวพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิตต์  ซึ่งเลขาฯกกต.บอกว่า ไม่เข้าข่าย เนื่องจากผู้ร้อง ไม่ใช่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตดังกล่าว   นายสมชัย จึง นัดหมายขอเข้าพบกับกกต. อีกครั้งวันที่ 3 มีนาคม นี้  

‘กกต.’หวัง ‘สื่อมวลชน’ ช่วยให้การเลือกตั้งมีคุณภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543605

24 ก.พ. 2566

'กกต.'หวัง 'สื่อมวลชน' ช่วยให้การเลือกตั้งมีคุณภาพ

เลขาฯ ‘กกต.’ เชื่อว่า ‘สื่อมวลชน’ จะช่วยให้การเลือกตั้งมีคุณภาพ ยืนยันจะจัดการเลือกตั้งให้เป็นที่ยอมรับ ภายใต้กรอบกฎหมาย

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ( กกต. ) จัดอบรม สร้างความรู้ความเข้าใจกับสื่อมวลชน ในแนวปฏิบัติกฎหมาย กฎ ระเบียบ การเลือกตั้งและแถลงความร่วมมือระหว่าง กกต. กับ tiktok ประจำประเทศไทย เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการเลือกตั้ง เพื่อให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ใช้สิทธิได้อย่างมีคุณภาพ

แสวง บุญมี เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งแสวง บุญมี เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง

นาย แสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการเลือกตั้ง ระบุว่า ที่ผ่านมาสื่อมวลชนให้ความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการ การเลือกตั้ง เป็นอย่างดี แม้คอลัมภ์นิสจะให้ความเห็นที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงบ้าง แต่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกก็ตั้งนำมาปรับปรุงการทำงานอย่างต่อเนื่อง  ไม่เคยกังวลการนำเสนอข่าวจากสื่อ ยกเว้นแต่ผู้ที่พยายามทำตัวเป็นสื่อ



กกต.ไม่ได้ทำงานเพื่อใครคนใดคนหนึ่ง หรือทำงานให้ถูกใจใคร  การแบ่งเขตเลือกตั้ง ไม่ได้กังวลเรื่องคนไม่พอใจ แต่ต้องทำให้ถูกกฎหมาย  การเลือกตั้งเป็นของทุกคน ทุกคนควรต้องรู้กติกา เท่าๆ กัน เพื่อให้การเลือกตั้งง่ายขึ้น ไม่ถูกชักจูงได้โดยง่าย จึงมีความจำเป็นต้องได้รับการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ข้อมูลการเลือกตั้งให้ถูกต้องแก่ประชาชน  โดยเฉพาะระเบียบที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นที่ยอมรับ ในทุกขั้นตอนการเลือกตั้ง จนกว่าจะประกาศผลการเลือกตั้ง ซึ่งประกอบไปด้วยหลัก สุจริต เที่ยงธรรม โปร่งใส มีส่วนร่วมและมีประสิทธิภาพ

เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ยอมรับว่า การเลือกตั้ง สส. เป็นเรื่องสำคัญ ที่ต้องรักษา 18 ชั่วโมงแห่งการเลือกตั้ง ให้เป็นที่ยอมรับ โดยขณะนี้ ทุกอย่างยังเป็นไปตามกรอบรัฐธรรมนูญ ไม่เปลี่ยนแปลง มั่นใจว่าจะจัดการเลือกตั้งได้อย่างเรียบร้อย ขอความร่วมมือพรรคการเมืองแข่งขัน ให้เคารพกฎหมาย ไม่มุ่งหวังแต่ชัยชนะ

tiktok ร่วมมือ กกต. เผยแพร่ข้อมูลเลือกตั้งtiktok ร่วมมือ กกต. เผยแพร่ข้อมูลเลือกตั้ง

โดยการเลือกตั้งครั้งนี้ tiktok ประจำประเทศไทย ในฐานะที่เป็นสื่อกลางกับคนรุ่นใหม่ จะเข้าร่วมเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องไปสู่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งอีกทางหนึ่ง รวมถึงร่วมกันต่อต้านข้อมูลอันเป็นเท็จและการบิดเบือน การใส่ร้ายที่ขัดต่อกฎหมายเลือกตั้งด้วย

เปิดใจ ‘ดร.ปอน’ หน.พรรครวมพลัง ชูนโยบาย ‘เรียนฟรีถึงปวส.’ สู้ศึกเลือกตั้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543602

24 ก.พ. 2566

เปิดใจ 'ดร.ปอน' หน.พรรครวมพลัง ชูนโยบาย 'เรียนฟรีถึงปวส.' สู้ศึกเลือกตั้ง

เปิดใจหัวหน้าพรรครวมพลัง “ดร.ปอน – ดนุช ตันเทอดทิตย์” งัดนโยบาย ‘เรียนฟรีถึงปวส.-มหาวิทยาลัยสู่ตำบล-ขับเคลื่อน BCG’ สู้ศึกเลือกตั้ง

ภายหลังจากมีการคัดเลือกคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.)ชุดใหม่ของพรรครวมพลัง ภายใต้ “แม่ทัพใหญ่” คนใหม่อย่าง ดร.ดนุช ตันเทอดทิตย์ หรือ “ดร.ปอน” พรรครวมพลังจึงต้องมีการปรับกลยุทธ์เตรียมพร้อมรองรับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะนโยบายของพรรค 

เปิดใจ 'ดร.ปอน' หน.พรรครวมพลัง ชูนโยบาย 'เรียนฟรีถึงปวส.' สู้ศึกเลือกตั้ง

โดย “ดร.ปอน” ระบุว่า นโยบายของพรรครวมพลังยังยึดมั่นในแนวทางเดิมที่เราได้ร่วมทำงานกับคณะกรรมการบริหารพรรค(กก.บห.) ชุดเดิม ที่มีนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นหัวหน้าพรรคในตอนนั้น ความจริงตนเองทำงานกับพรรครวมพลังมาตั้งแต่วันแรกในการตั้งพรรคจนถึงวันนี้ เป็นเวลา 4-5 ปีแล้ว เรามีนโยบายที่พยายามทำ คือ การปฏิรูปการศึกษา ซึ่งแน่นอนว่า 2 ปีที่ผ่านมามันทำไม่จบ เพราะในเดือนสิงหาคม 2563 เราแก้ปัญหา โควิด-19 จึงทำให้ไม่ได้ทำเรื่องการปฏิรูปการศึกษาอย่างเข้มข้น

แต่มาเจอสถานการณ์ โควิด-19 ทำให้ไม่ค่อยได้ปฏิรูปการศึกษาเท่าไหร่ แต่เราได้มีการวางแผนกันเรียบร้อยแล้ว ปลายปี 2564 เพิ่งได้ออกไปพูดคุยทำเรื่องการปฏิรูปการศึกษาจึงทำให้หลายอย่างที่อยากทำยังทำไม่จบ

เมื่อถามถึงนโยบายเด่นหลักๆของพรรครวมพลังที่จะชูใช้ในการเลือกตั้ง “ดร.ปอน” ระบุว่า พรรครวมพลัง เราเชื่อว่าคำตอบในการพัฒนาประเทศสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว อยู่ที่ตำบล ในช่วงที่เราทำกระทรวงอว.เราทำโครงการมหาวิทยาลัยสู่ตำบล ( U2T) ทำให้ตนเองได้มีโอกาสเข้าไปสัมผัสประชาชน ในแต่ละตำบลที่ตนเองได้ลงไปแล้ว 200 ตำบล เราพบว่าถ้าเราพัฒนาให้ตำบลมีความเข้มแข็ง 7,435 ตำบล ถ้าตำบลเข้มแข็งทุกอำเภอก็จะเข้มแข็งส่งผลให้ทุกจังหวัดเข้มแข็ง เพื่อไปสู่ประเทศให้มีความเข้มแข็งในการขับเคลื่อน BCG  

บางตำบลมีปัญหาเรื่องครู เพราะครูเก่งๆไปบรรจุในที่ไกลๆสุดท้ายเขาขอย้ายจากตำบลไกลๆ ก็จะทำให้ไม่มีครูดีๆ เราจึงให้ทุนเด็กที่จบมัธยมศึกษาปีที่ 6ไปเรียนครู เรียนจบสอบบรรจุเป็นครูที่บ้านเกิด โดยมีข้อแม้จะต้องใช้ทุนอยู่ไป 10 ปีแล้วค่อยย้าย เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนครูในถิ่นทุรกันดาร ทั้งนี้ โครงการมหาวิทยาลัยสู่ตำบล (U2T) ในปี 2564 ทำอยู่ 3,000 ตำบล ปี2565 ทำอยู่ 7,435 ตำบลทั่วประเทศ ส่วนในปี 2566 ถ้าเราได้กลับมาขับเคลื่อน หรือมีส่วนร่วมในการดูแลกระทรวงอว.เราจะทำโครงการมหาวิทยาลัยสู่ตำบลอีกโดยจะทำให้มีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น” ดร.ปอน ระบุ

ดร.ปอน ระบุอีกว่า ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาเราเอางานวิจัยที่อยู่บางจังหวัดมายกระดับตำบล ด้วยการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแบบชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียนเศรษฐกิจสีเขียวเหล่านี้จะช่วยยกระดับจากตำบลไปสู่ประเทศด้วยองค์ความรู้ที่มีอยู่ นี่คือหนึ่งนโยบาย ยกตัวอย่างเราเคยใช้งบประมาณหมื่นล้านในการขับเคลื่อนโครงการมหาวิทยาลัยสู่ตำบล ( U2T) ซึ่งตนเองจะขอใช้งบประมาณเพียง 7,435 ล้านบาท เพื่อให้ตำบลนำงบประมาณไปใช้ ยกตัวอย่าง หากใช้ตำบลละ 1 ล้านบาท ซึ่งน้อยกว่าโครงการที่เคยทำหมื่นล้าน

เมื่อถามด้วยว่าพรรครวมพลังสานต่อนโยบายเรียนฟรีปวส. ดร.ปอน ระบุว่า นโยบายเรียนฟรีจบที่ปวช. ส่วนปวส.ถ้าจะเรียนอาจจะต้องมีเงินไปเรียนดังนั้นหากเราขยายให้เรียนฟรีจนถึงปวส.หรือหากมีเด็กเรียนเก่งก็อาจจะมีทุนให้เรียนต่อปริญญาตรี เราเน้นการศึกษาเชิงสมรรถนะ ไม่ใช่เรียนเพื่อจบ แล้วตกงาน นอกจากนี้ ยังสนับสนุนให้มหาวิทยาลัย มีโรงเรียนอาชีวะสังกัดมหาวิทยาลัย ที่อยู่ภายในมหาวิทยาลัยเหมือนโรงเรียนสาธิต ซึ่งบางมหาวิทยาลัยทำแล้ว เช่นโรงเรียนเตรียมอาชีวะ เตรียมวิศวะ หรือเตรียมสถาปัตย์ ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล จึงอยากเชิญชวนให้มหาวิทยาลัยราชภัฏทำเช่นเดียวกันบ้าง 

เมื่อถึงการเลือกตั้งครั้งหน้าถ้าหากพรรครวมพลังมีโอกาสจะสานต่อกระทรวงอว.เหมือนเดิม

ดร.ปอน ระบุว่า เราเตรียมความพร้อมไว้หมดแล้วพรรครวมพลังต้องการรักษาคะแนนเสียงที่เราได้ 8 แสนคะแนน ตอนนี้ใช้บัตรเลือกตั้งสองใบ เราหวังว่าประชาชนจะให้ความไว้วางใจกับเราที่จะเลือกพรรคเรามากยิ่งขึ้น ร่วงทั้งในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา พรรคเรามีผลงานสู่ทุกตำบล ทุกมหาวิทยาลัยฉะนั้นเชื่อว่าผลงานที่ผ่านมาของพรรคผ่านทางกระทรวงอว.จะทำให้ประชาชนเชื่อมั่นและความไว้วางใจพรรครวมพลังอีกครั้ง เชื่อว่าจะได้มากกว่า 8 แสน

ดร.ปอน ระบุในช่วงท้ายว่า ตอนนี้คณะกรรมการบริหารพรรคที่ได้รับการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาตอนนี้รอคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)จะรับรองเมื่อใด โดยเรามีการประชุมเพื่อกำหนดตัวผู้สมัครส.ส. และนโยบายที่จะสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจได้ง่าย ขอรอให้ตกผลึก พรรครวมพลังไม่ได้ตั้งขึ้นมา เพื่อเลือกตั้งเท่านั้น แต่การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นทดสอบว่าประชาชนเห็นความสำคัญของเรา หรือไม่ว่าเราได้ทำงานมาเยอะ หากผลออกมาอย่างไรไม่ว่าจะได้ส.ส.หรือไม่ได้ส.ส.ก็จะยังทำพรรคนี้ต่อไป เราจะหลอมรวม ความหลากหลายของประชาชน ให้เป็นพลังขับเคลื่อน เพื่อประเทศชาติ