มองทาง 2 แพร่ง อำนาจ หรือ อุดมการณ์ ของ ‘ก้าวไกล’ หลังการปะทะคารมเดือด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543593

24 ก.พ. 2566

มองทาง 2 แพร่ง อำนาจ หรือ อุดมการณ์ ของ 'ก้าวไกล' หลังการปะทะคารมเดือด

มองหนทางการเมือง บนทาง 2 แพร่ง ของ ‘ ก้าวไกล’ หลังการปะทะคารม ‘ทิม พิธา’ กับ ‘ปิยบุตร’ อาจารย์สุขุม มอง รอดูผลเลือกตั้ง รู้ใครถูกผิด

ดราม่าวาทะร้อน ของ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์  หัวหน้าพรรคก้าวไกล กับ รศ.ปิยบุตร แสงกนกกุล อดีตเลขาธิการ พรรคอนาคตใหม่ เกี่ยวกับทิศทางการเมือง ที่จบลงไปแล้วอย่างรวดเร็ว แต่คำถามคือ แผลที่เกิดขึ้น จะยังอยู่หรือไม่ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น เป็นเพราะอะไรกันแน่ ด้วยท่าทีที่เปลี่ยนไป ที่มีการพูดกันว่า ก้าวไกล เปลี่ยนแปลง มีความพยายามลดเพดานทางการเมือง เพื่อให้เหมาะกับการหาแนวร่วมพันธมิตร เพื่อที่จะได้มีโอกาสเข้าสู่อำนาจฝ่ายบริหาร กับ แนวทางฝั่ง อ.ปิยบุตร ที่มองว่า พรรคก้าวไกล ควรที่ทำการเมืองตามอุดมคติ ที่เริ่มต้นมาตั้งแต่การก่อร่างสร้างตัวของ อดีตพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งดูเกมือนว่า ก้าวไกล กำลัง เดินบนทาง 2 แพร่ง ที่ดูว่าการเลือกทางใดทางหนึ่ง มีความอึดอัดไม่น้อย 

มองทาง 2 แพร่ง อำนาจ หรือ อุดมการณ์ ของ 'ก้าวไกล' หลังการปะทะคารมเดือด

รายการ คมชัดลึก เนชั่นทีวี ได้เปิดประเด็นพูดคุย กับ รศ.สุขุม นวลสกุล อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง  กับ 
นายภูวกร ศรีเนียน อดีตผู้ร่วมก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่
 ในหัวข้อ อำนาจ vs อุดมการณ์ทาง 2 แพร่ง “ก้าวไกล”

มองทาง 2 แพร่ง อำนาจ หรือ อุดมการณ์ ของ 'ก้าวไกล' หลังการปะทะคารมเดือด

รศ.สุขุม นวลสกุล มองว่า หลายคนที่เป็นแฟนคลับ อาจจะเป็นห่วง ด้วยคำพูดที่ปะทะกัน เชื่อว่าตอนนี้คุยกันรู้เรื่องแล้ว คนที่สวนกันแรงแบบนี้ แล้วยังจับมือกันได้ ถือว่าเป็นคนใจถึงด้วยกันทั้งคู่ ไม่ว่าจะแคลงใจอะไรกันแล้วแต่ แต่การเลือกตั้งจะผ่านไปได้อย่างราบรื่น ส่วนหลังเลือกตั้งก็อีกเรื่องหนึ่ง ตัวเลขหลังการเลือกตั้ง จะบอกว่าฝ่ายไหนถูกต้อง ถ้าตัวเลขมากกว่า 80 ที่นั่ง ฝ่ายที่นำพรรคก้าวไกลตอนนี้คือฝ่ายถูก ถ้าต่ำกว่าที่ผ่านมา อ.ปิยบุตร ก็เป็นฝ่ายถูกต้อง ตอนนี้ก็ปล่อยให้คนรันพรรคทำหน้าที่ไปก่อน เพราะมาเปลี่ยนแปลงอะไรตอนนี้ไม่ทันแล้ว 

มองทาง 2 แพร่ง อำนาจ หรือ อุดมการณ์ ของ 'ก้าวไกล' หลังการปะทะคารมเดือด
นายภูวกร ศรีเนียน อดีตผู้ร่วมก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ มองว่า หากคนภายนอกมองก็เป็นเรื่องน่าตกใจ ส่วนตัวมองว่าไม่ใช่เรื่องแปลก หากเปลี่ยนเทียบ ก็เหมือนคนเล่นฟุตบอล ต่างฝ่ายก็มุ่งมั่นที่จะเอาชนะด้วยกัน แต่บางจังหวะแค่เล่นไม่เข้าขากันเท่านั้นเอง แล้วมันก็เหมือนสมัยเป็นหนุ่ม ๆ พอกระทบกระทั่งกันบ่อย ๆ เข้า ก็ขอสักที ฟาดปากกันหน่อย การออกมาพูดในที่สาธารณะดัง ๆของทั้ง 2 ฝ่าย มีทั้งดีและเสีย ข้อดีคือให้คนเห็นเลย ไม่ต้องอึมครึม เป็นเรื่องมางความคิดเท่านั้น

แต่ที่เห็นคือไม่ได้ผลประโยชน์อะไรซ้อนอยู่ เป็นความคิดที่จะไปข้างหน้า ที่อาจจะแตกต่าง มันไม่ใช่ความขัดแย้ง การออกมาพูดในที่สาธารณะของทั้ง 2 ฝ่าย มีทั้งดีและไม่ดี คนจะได้ไม่ต้องสงสัย จะได้ทราบว่าคิดอะไรกันอยู่ ในเรื่องการใช้คำแรง ๆ ต่อกัน เขามองว่า เพราะเป็นด้วยความเป็นโลกออนไลน์ ไม่เก็บอะไรไว้ พูดออกมาตรงๆ 
 

affaliate-2

มองทาง 2 แพร่ง อำนาจ หรือ อุดมการณ์ ของ 'ก้าวไกล' หลังการปะทะคารมเดือด
ความท้าทายของก้าวไกล บนทาง 2 แพร่ง   อ.สุขุม มองว่า ในฐานะพรรคการเมือง การที่พลิกความคาดมหมาย ได้เสียงออกมาดี การอภิปรายที่ทำได้ดีมาตลอด เขาก็มองว่า เขามีบทบาทและกำลังขยายตัวขึ้น และมองว่ามีกำลังมากขึ้นที่จะมีส่วนในการบริหารบ้านเมือง  แต่ก็อยากจะฝากว่า พรรคการเมืองมี 2 ส่วน ส่วนหนึ่งมีทั้งบทบาทฝ่ายค้าน และรัฐบาล เป็นนักการเมืองไม่จำเป็นต้องเป็นรัฐบาลเสมอไป แต่ใช้บทบาทที่มีเพื่อเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ  เพราะการเป็นรัฐบาลต้องทำตามกฎหมายต่าง ๆ พยายามขายความคิดที่มี เพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลง  ในมุมมองจากการขัดแย้งที่เกิดขึ้น คนนำพรรคปัจจุบัน มองว่ามีความเป็นไปได้ ที่จะมีโอกาสได้ร่วมเป็นฝ่ายบริหาร  การลดเพดาน ก็ทำให้พรรคก้าวไกล ก็เหมือนพรรคอื่น 


นายภูวกร นับตั้งแต่แรกก็ให้ความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงความคิดคน เป็นใจความสำคัญ การมีส.ส.ในสภา ได้ก็ดี ได้น้อยก็ไม่ว่า จนเปิดตัวพรรคอนาคตใหม่ ความคิดก็เริ่มเปลี่ยน จุดเปลี่ยนสำคัญ ตอนแรกมีกลุ่มคนที่มีแนวคิดคล้ายกันมากๆ พอคนมากขึ้น ความหลากหลายเกิดขึ้น แนวทางก็เริ่มมีความเปลี่ยนแปลงจากที่เริ่มต้นไว้ แม้แต่คนทำงานในพรรค ที่วางงานไว้ก็ไม่ได้หวังที่จะได้ส.ส.ถึง 80 คน ความสำเร็จที่ตั้งรับไม่ทัน

แม้แต่ความคิดในพรรค สื่อมวลชน ลงความเห็นกันว่า ได้สัก 15 ที่นั่งสาหรับอนาคตใหม่ ก็ถือว่าแล้ว และในเวลานั้นถ้าจำกันได้ มีข่าวจะเลื่อนการเลือกตั้ง ซึ่งยังคุยกันว่า ถ้าเลื่อนเลือกตั้ง ก็ดีกับอนาคตใหม่ เพราะฐานเสียงต่างๆยังไม่สมบูรณ์ ภาพที่เห็นว่า ก้าวไกลดูเปลี่ยนไป เพราะมันมีการเรียนรู้จากการเดินไปเรื่อย ๆ และสถานการณ์ ปัจจัย ที่เข้ามา 


ในสายตาของ นายภูวกร มองว่า สถานการณ์ของก้าวไกลอยู่บนทางสองแพร่ง ๆ ทั้ง 2 ข้าง ยกตัวอย่าง เลือกตั้ง อบจ. ในช่วงกระแสกำลังมา ขนาดในชนบทไกล ๆ ยังรู้จัก แต่พอลงคะแนนจริง ไม่ได้สักที่ จนมาเลือกตั้งเทศบาล พอได้บ้าง ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงจากการบริหาร ที่อาจสามารถภูมิใจกันมาก 

ท่าทีพร้อมร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย อ.สุขุม มองว่า เขาพร้อมที่จะเข้าไปมีส่วนกับการบริหาร ในฐานะคนดูก็มองเป็น 2 ปีก ฝ่ายที่ต้องการเปลี่ยนแปลง คือ เพื่อไทย ถ้าคะแนนไม่แลนด์สไลด์ พรรคแรกที่คนคาดหวังว่าจะต้องเจรจาจับมือคือ ก้าวไกล แต่ถ้ามีดีลลับเกิดขึ้น ที่จับมือกับพลังประชารัฐ คงจะมีปัญหากับแฟนคลับ 

ภูวกร มองว่า ถ้าเกิดมีเรื่องดีลลับจริง ก็คงตอบสังคมยาก ส่วนถ้ามีแนวโน้มได้ร่วมรัฐบาล แนวคิดอาจจะเปลี่ยนไป ทำให้อ.ปิยบุตร มองว่าควรจะยึดอุดมการณ์ ตามจุดเริ่มต้นในปี 2561 

มองทาง 2 แพร่ง อำนาจ หรือ อุดมการณ์ ของ 'ก้าวไกล' หลังการปะทะคารมเดือด

นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ก็เป็นเรื่องที่ทุกคนอยากให้มีการปรับความเข้าใจ ก่อนจะมีภาพจับมือกัน ทั้ง 2 คนได้ปิดห้องคุยปรับความเข้าใจกัน 


อุดมการณ์ก็ต้องการอำนาจรัฐอยู่แล้ว เพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศ ไม่ได้ทำงานการเมืองเพื่อขอแบ่งอำนาจรัฐเท่านั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าการจะผลักดันนโยบายให้สำเร็จต้องมีอำนาจฝ่ายบริหาร ส่วนที่มองว่าต้องลดเพดานเพื่อให้ทำงานกับพรรคอื่นได้ ก็ต้องจัดลำดับความสำคัญในแต่ละช่วงเวลา ไม่สามารถทำได้ทุกอย่าง

ศาลสั่งจำคุก ‘ประหยัด พวงจำปา’ แจ้งทรัพย์สินเท็จ 4 เดือน ปรับ 1 หมื่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543563

23 ก.พ. 2566

ศาลสั่งจำคุก 'ประหยัด พวงจำปา' แจ้งทรัพย์สินเท็จ 4 เดือน ปรับ 1 หมื่น

ศาลฎีกาคดีนักการเมือง พิพากษาจำคุก ‘ประหยัด พวงจำปา’ อดีตรองเลขาธิการ ป.ป.ช. แจ้งบัญชีทรัพย์สินหนี้สินเท็จ 4 เดือน ปรับ 10,000 บาท

ศาลฎีกาเเผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำเเหน่งทางการเมือง นัดฟังคำพิพากษา ในคดีที่อัยการสูงสุดยื่นฟ้อง นายประหยัด พวงจำปา อดีตรองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน และเอกสารประกอบ กรณีเข้ารับตำแหน่ง เมื่อวันที่ 4 ม.ค. 2560 ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงอันควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์ควรเชื่อได้ว่า มีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สิน จำนวน 6 รายการ

ซึ่งเป็นทรัพย์สินและหนี้สิน ในชื่อของนางธนิภา พวงจำปา คู่สมรส เป็นทรัพย์สินในประเทศ จำนวน 2 รายการ รวม 2,010,000 บาท และทรัพย์สินในต่างประเทศ จำนวน 4 รายการ รวม 225,383,103 บาท มูลค่ารวม 227,393,103 บาท ตาม พ.ร.บประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561
  

โดยกรณีนี้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิด โดยส่งสำนวนให้อัยการสูงสุด (อสส.) ยื่นฟ้อง ในวันนี้จำเลยเดินทางมาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เห็นว่า จำเลยดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการ ป.ป.ช. อยู่ในฐานะเจ้าหน้าที่ของสำนักงาน ป.ป.ช. ตั้งแต่ระดับผู้อำนวยการกองขึ้นไป ตาม พรป.ว่าด้วยการป้องกัน และปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 158 วรรคหนึ่ง มีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สิน และหนี้สิน ต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. 

โดยไม่จำเป็นต้องส่งเรื่องให้ประธานวุฒิสภาพิจารณา ก่อนให้อัยการสูงสุด ดำเนินการฟ้องคดี การออกระเบียบคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่าด้วยการยื่นบัญชี การตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 158 และการดำเนินคดี ที่เกี่ยวข้องกับการยื่นบัญชี พ.ศ. 2561 

ศาลสั่งจำคุก ประหยัด พวงจำปาศาลสั่งจำคุก ประหยัด พวงจำปา

ทั้งนี้ จำเลยดำรงตำแหน่งข้าราชการระดับผู้บริหารของสำนักงาน ป.ป.ช. ซึ่งเป็นหน่วยงานเกี่ยวข้องกับการยื่น บัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินโดยตรง และรู้อยู่ก่อนแล้วเกี่ยวกับการมีกรรมสิทธิในห้องชุด ของคู่สมรส ซึ่งการกระทำของจำเลย เป็นการจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน และเอกสารประกอบต่อ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่าจำเลยมีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สินส่วนนี้

จึงพิพากษาว่า จำเลยจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบ ต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สินนั้น มีผลให้จำเลยพ้นจากตำแหน่ง นับแต่วันที่มีคำวินิจฉัย และห้ามมิให้จำเลยดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นเวลา 5 ปี นับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่ง ตามพรป.ว่าด้วยการป้องกันและ ปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 41 กับมีความผิดตามมาตรา 119 องค์คณะผู้พิพากษาเสียงข้างมาก เห็นควรลงโทษจำคุก 4 เดือน และปรับ 1 หมื่นบาท เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29,30 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
   

ด้าน นายอเนก คำชุ่ม ทนายความ เปิดเผยว่า หลังจากนี้จะรอคัดคำพิพากษาฉบับเต็ม ซึ่งมีรายละเอียดค่อนข้างมาก เพื่อจะยื่นอุทธรณ์คำสั่งในชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ต่อไป

‘วราวุธ’ ป้องเมืองหลวง-เด็กในสังกัด ‘ชทพ.’ เต็มที่ แฟร์เกมสนามเลือกตั้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543562

23 ก.พ. 2566

'วราวุธ' ป้องเมืองหลวง-เด็กในสังกัด 'ชทพ.' เต็มที่ แฟร์เกมสนามเลือกตั้ง

‘วราวุธ’ ป้องเมืองสุพรรณและเด็กในสังกัด ‘ชาติไทยพัฒนา’ อย่างเต็มที่ ‘แฟร์เกม’ ในสนามเลือกตั้ง ให้ปชช.ตัดสินใจ ไม่ยึดติดต้องเป็นรัฐบาล พร้อมทำหน้าที่ทุกสถานะ

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา สร้างความมั่นใจให้คนในพรรค จะรักษาพื้นที่ จ.สุพรรณบุรี และป้องกันคนในพรรคไม่ให้ถูกดูดมากที่สุด เมื่อถึงเวลาเลือกตั้ง ใครเข้ามาก็พร้อม “แฟร์เกมส์” หลังพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกาศเตรียมยุบสภาในเดือนมีนาคม อาจเกิดการ ช้อปปิ้งสส. 

โดยท็อป-วราวุธ ระบุว่า พื้นที่ จ.สุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนาเข้ามา ส่วนพรรคอื่นไม่ให้ แต่อย่างไรก็ตามเป็นสิทธิของชาวสุพรรณ ตนพูดเสมอว่า “สุพรรณ ไม่ได้เป็นของชาติไทยพัฒนา ไม่ใช่ของพรรคใดพรรหนึ่ง แต่เป็นของพี่น้องชาวสุพรรณกว่า 800,000 ชีวิต”

พรรคชาติไทยพัฒนา รับใช้ชาวสุพรรณบุรีมากว่า 10 ปี อยากขอคะแนนขอโอกาส ไม่เพียงเฉพาะพื้นที่นี้ พื้นที่อื่นๆ ขอโอกาสด้วย เป็นไปได้อยากเดินทุกจังหวัด ทุกระเบียบนิ้ว เพื่อชิงทั้ง สส.แบบแบ่งขต สส.แบบปาร์ตี้ลิส แต่เราต้องดูถึงศักยภาพผู้สมัคร เพราะการใช้สูตรเลือกตั้งบัตร 2 ใบ เขตไหนที่ประเมินว่าไม่มีโอกาส จะไม่ส่ง เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายมาทุ่มในพื้นที่ที่มีโอกาสมากกว่า เรียกได้ว่า ไม่ส่งผู้สมัครแบบหว่านแห  

ทั้งนี้การเลือกตั้งสมัยหน้า จะได้กลับมาทำหน้าที่ รมว.กระทรวงทรัพยากรฯ หรือไม่ อันดับแรก ขอ25เสียงก่อน จากนั้นจึงค่อยดูทิศทาง เพราะไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะเป็นรัฐบาลอย่างเดียว พรรคชาติไทยพัฒนา ผ่านมาทุกสถานะแล้ว ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน เมื่อเลือกตั้งเสร็จสิ้น ได้คะแนนเท่าไร จึงค่อยตัดสินใจ โดยยึดหลักฝ่ายใดใช้นโยบายพรรคเป็นประโยชน์มากที่สุด ก็พร้อมร่วมงาน 

นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.กระทรวงทรัพยากรฯ และหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนานายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.กระทรวงทรัพยากรฯ และหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา

‘พิธา’ ยัน ดีกับ ‘ปิยบุตร’ แล้ว พันเปอร์เซ็นต์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543557

23 ก.พ. 2566

'พิธา' ยัน ดีกับ 'ปิยบุตร' แล้ว พันเปอร์เซ็นต์

สมานรอยร้าว ก้าวสู่การเลือกตั้ง พิธา ยัน เคลียร์ใจกับ ‘ปิยบุตร’ แล้ว ปัญหาสะสมทำให้เกิดความขัดแย้งไม่ได้สร้างเรตติ้ง

กลับมาดี 1,000 % พิธา ยืนยัน  ขัดแย้งปิยบุตรไม่ใช่ดราม่าสร้างเรตติ้ง ลั่น จะไม่เกิดขึ้นอีก รับเป็นปัญหาสะสมมานาน แต่เคลียร์ใจกันแล้วฮึกเหิมพร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง ยอมรับมีเรื่องอุดมการความคิดที่แชร์ร่วมกันมา ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ ส่วนเรื่องบริหารจัดการ การคัดเลือกตัวว่าที่ ผู้สมัคร สส. และนโยบาย เป็นอำนาจของกรรมการบริหารพรรคก้าวไกล

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล บอกว่าปมขัดแย้ง กับนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า  สาเหตุหลักเกิดจาก มีเรื่องที่ไม่เข้าใจกัน และเมื่อมีการปรับความเข้าใจกันก็สามารถทำงานเดินต่อไปได้ ในเวลาที่เหลือเพื่อสู้ศึกเลือกตั้งอย่างเต็มที่  แน่นอนว่าทุกพรรคการเมืองก็ต้องมีความเข้าใจที่ไม่ตรงกันบ้าง ในที่สุดก็จะสามารถปรับความเข้าใจกันได้ เชื่อว่าจากนี้จะทำให้พรรคก้าวไกลสู้ศึกได้แบบก้าวกระโดด

ภาพประกอบจากเฟสบุ๊ค พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ภาพประกอบจากเฟสบุ๊ค พิธา ลิ้มเจริญรัตน์

ส่วนเนื้อหาที่นายปิยบุตร โพสต์ข้อความถึง ซึ่งเนื้อหาค่อนข้างรุนแรง ได้ชี้แจงกับลูกพรรคว่าเป็นความเข้าใจผิด พอได้พูดคุยกันแล้วก็เข้าใจกัน สามารถทำงานต่อไปได้ในเวลาที่เหลืออยู่ ยังทันที่จะเรียกความเชื่อมั่นให้ประชาชน  และขอใช้โอกาสนี้ขอบคุณทุกคนที่เป็นตัวเชื่อม อยากเห็นความเป็นปึกแผ่นของพรรคก้าวไกล ให้เราทั้งสองคนได้มีโอกาสพูดคุยกัน 

สำหรับนายปิยบุตร และนายธนาธร จะมาร่วมลงพื้นที่ช่วยพรรคก้าวไกลหาเสียงด้วยหรือไม่ ต้องพิจารณาก่อน เพราะตามกฏหมายสามารถมาเป็นผู้ช่วยหาเสียงได้ ซึ่งทั้งคู่พร้อมที่จะสนับสนุนพรรคก้าวไกล แต่ต้องทำให้ชัดเจนด้วยการแจ้งความประสงค์ไปยังกกต. เพื่อลงรายชื่อให้เป็นผู้ช่วยหาเสียง เหมือนสมัยกับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.

‘พนิต’ แนะ วิธีอยู่รอดของพรรคการเมืองรุ่นใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543551

23 ก.พ. 2566

'พนิต' แนะ วิธีอยู่รอดของพรรคการเมืองรุ่นใหม่

‘พนิต’ แนะ พรรคการเมืองรุ่นใหม่ อยากอยู่รอด ต้องมียุทธศาสตร์ชัดเจน แก้คำปรามาส และทำงานร่วมระบบข้าราชให้ได้

วันที่ 23 ก.พ. นายพนิต วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และกมธ.การพัฒนาเศรษฐกิจ สภาฯ แนะแนวทางการปรับตัวของพรรครุ่นใหม่ ต้องมียุทธศาสตร์ชัดเจน สร้างความเชื่อมั่นจากการถูกปรามาสว่าบริหารประเทศไม่ได้ ผ่านเพจเฟซบุ๊ก panich Vikitsreth เรื่อง “(พรรคการเมือง)พลังใหม่เดินแบบไหน…ให้อยู่รอด ?”

เนื่องจากใกล้ถึงเวลาสิ้นสุดวาระสภา และ นายกรัฐมนตรี เตรียมยุบสภาในช่วงเดือนมี.ค.นี้ และจัดการเลือกตั้งในวันที่ 7 พ.ค.นี้

บางช่วงมีการระบุว่า การเมืองขณะนี้ เป็นการสู้กันระหว่าง พลังเก่า vs พลังใหม่ ปัจจุบันในสังคมไทยมีมากขึ้นทุกวัน และสิ่งที่พรรคการเมืองต้องยอมรับก่อน คือ สังคมได้เปลี่ยนไปแล้ว ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารที่มากขึ้น ต้องการเปลี่ยนประเทศชาติให้ดีขึ้น ไม่ใช่ผูกขาดการครองอำนาจให้แก่คนในตระกูลใดตระกูลหนึ่ง หรือ ระบอบสืบทอดอำนาจ   

อะไรที่เคยคิดว่าแน่นอน วันนี้กลับไม่มีความแน่นอน อะไรที่คิดว่ามั่นคง วันนี้อาจจะไม่มั่นคงแล้วก็ได้ ถึงเวลาที่ทุกพรรคการเมืองไม่ว่าเก่าหรือใหม่จะต้องปรับตัวโดยด่วน

โดยเฉพาะพรรคการเมืองคนรุ่นใหม่ ที่ผ่านมา 4 ปี ถือว่าทำหน้าที่ได้อย่างโดดเด่น และมีโอกาสจะเป็นความหวังของคนไทย ทั้งนโยบายเปลี่ยนโครงสร้างของประเทศ ชัดเจนเรื่องอุดมการณ์ประชาธิปไตย โดยเฉพาะบทบาทฝ่ายค้านที่ขึ้นชกสมศักดิ์ศรี ไม่มีมวยล้มต้มคนดู  

แต่ด้วยท่าทีการเคลื่อนไหวทางการเมือง ประกอบกับแนวร่วมต่างๆที่ผ่านมา จึงถูกผลักไปอยู่ฝ่ายสุดโต่งถึงขนาดบอกว่าเป็นซ้ายจัด  

จึงกลายเป็นเหยื่ออันโอชะให้ผู้ไม่หวังดีนำไปบิดเบือน จนเลยเถิดเป็นทำงานการเมืองแบบทะลุเพดาน นำไปสู่ความไม่สบายใจ และความหวาดระแวง ที่จะเปลี่ยนแปลง จนเกินกติกา และกฎหมายที่กำหนดไว้ 

นายพนิต แนะนำว่า โจทย์สำคัญข้อแรก คือ ยุทธศาสตร์ต้องชัดเจน กำลังต่อสู้และทำอะไร แก้ไขจุดอ่อน ด้วยการทำอะไรที่เป็นสัญลักษณ์และต้องประจักษ์ชัดว่า เลือดพรรคการเมืองของคนรุ่นใหม่จะไม่มีพฤติกรรมเช่นนั้น หรืออย่างน้อยมีอะไรเข้ามาถ่วงดุล

ต่อมา ต้องแก้ปัญหาความไม่เชื่อมั่น หลังถูกปรามาสว่า หากมีโอกาสเป็นรัฐบาลแล้ว จะบริหารประเทศไม่ได้ หรือบริหารไม่เป็น เนื่องจากเป็นคนรุ่นใหม่ยังขาดประสบการณ์ นโยบายต่างๆที่ประกาศไว้ช่วงหาเสียงอาจเป็นเพียงวาทกรรม หรือ ขายฝันเพื่อเรียกคะแนนเท่านั้น

นอกจากนี้ต้องฝ่าด่านหิน คือ ระบบข้าราชการ ที่เข้มแข็ง ซึ่งต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ขอความร่วมมือให้เขาช่วยทำงาน เพราะหากเจ้าหน้าที่ภาครัฐไม่เอาด้วย ก็เตรียมนับเวลาถอยหลัง ม้วนเสื่อกลับบ้านได้เลย อย่างเช่นบางรัฐบาลในอดีต ที่ได้ความไว้วางใจจากประชาชนจำนวนมาก แต่ก็ไปไม่รอด 

จึงจำเป็นต้องเสริมบุคลากร ที่มีประสบการณ์จริง ด้านบริหารประเทศ และประสานภารกิจการเมืองได้ และยังถือโอกาสใช้บุคลากรดังกล่าว เป็นพี่เลี้ยง หรือ โค้ช สนับสนุนคนรุ่นใหม่ต่อสู้ในเส้นทางระยะยาวพลิกโฉมบ้านเมือง ขับเคลื่อนให้ประเทศเป็นประชาธิปไตย โดยเฉพาะเป้าหมายแรกคือ “ปิดสวิตช์ระบบพี่น้อง 3 .”

นายพนิต ทิ้งท้ายว่า ทำตามข้อเสนอนี้อาจเปลี่ยนทัศนคติของ “กลุ่มพลังเก่า” ที่กำลังมองหาพรรคการเมืองแบบใหม่เพื่อฝากความหวัง หลังเบื่อหน่ายกับการเมืองเก่า

นายพนิต วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์นายพนิต วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์

งานเข้า สว. อุปกิต โรมยื่น ปปช. เอาผิดแสดงบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543549

23 ก.พ. 2566

งานเข้า สว. อุปกิต โรมยื่น ปปช. เอาผิดแสดงบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จ

ผลพวงอภิปรายทั่วไปมาตรา152 รังสิมันต์ โรม ยื่น ปปช. ตรวจสอบ สว. คู่กรณี แสดงบัญขีทรัพย์สินอันเป็นเท็จหรือไม่

ทุนจีนสีเทา ลามเข้า ปปชรังสิมันต์ โรม ยื่นตรวจสอบสมาชิกวุฒิสภา (สว.) คู่กรณี แสดงบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จ-มีพฤติกรรมฝักใฝ่พรรคการเมือง แนบหลักฐานแน่น หากผิดจริง ต้องพ้นตำแหน่ง สว.

นอกจากขอให้ตรวจสอบ อุปกิต ปาจรียางกูร สว. ยื่นบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จหรือไม่ กรณีการขายอัลลัวร์รีสอร์ท สืบเนื่องจากการอภิปรายทั่วไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 และขอให้สอบพฤติการณ์ที่อาจฝ่าฝืนต่อมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระแล้ว 

ยังให้ตรวจสอบว่าการดำรงตำแหน่ง สว. อันเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ กระทำผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2561 มาตรา 28 (1) หรือไม่

รังสิมันต์ โรม โฆษกพรรคก้าวไกล ขอให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) พิจารณาว่าการดำรงตำแหน่งเป็น  สว. ซึ่งมีหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญที่ต้องไม่ฝักใฝ่หรือยอมตนอยู่ใต้อาณัติของพรรคการเมืองใด ประกอบกับมีมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ที่ต้องไม่กระทำการใดให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง แต่อุปกิตกลับมีพฤติการณ์เป็นการจัดเตรียมให้ได้มาซึ่งที่ดินทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดเพื่อเตรียมไว้ให้พรรคการเมืองใช้ประโยชน์โดยไม่มีเหตุอันชอบด้วยกฎหมาย

กรณีนี้ย่อมเข้าข่ายการแสดงออกถึงความฝักใฝ่พรรคการเมืองซึ่งเป็นพฤติการณ์ที่ไม่สอดคล้องกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ เป็นลักษณะต้องห้ามของคุณสมบัติสมาชิกวุฒิสภาในมาตรา 111 (7) อันเป็นการกระทำฝ่าฝืนมาตรา 113 หรือกระทำการอันต้องห้ามตามมาตรา 184 หรือ 185  ย่อมเป็นเหตุให้ความเป็น สว. สิ้นสุดลง จึงเป็นเรื่องร้ายแรงที่แสดงให้เห็นว่ากระทบต่อมาตรฐานทางจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

จากการตรวจสอบข้อมูลหลักฐาน พบว่าอุปกิตเป็นเจ้าของที่ดิน 1 งาน 47.7 ตารางวา  ซึ่งเป็นของบริษัท ยูไนเต็ด เพาเวอร์ออฟ เอเชีย จำกัด (มหาชน) ตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม 2564 และยังพบว่า บริษัทยูไนเต็ดฯ ได้รับโอนโฉนดดังกล่าวมาจาก ภาวิณี พินัยนิติศาสตร์ ซึ่งต่อมาใช้เป็นที่ทำการของพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) โดยตามเอกสารหลักฐาน แสดงให้เห็นว่า

ในขณะที่ก่อสร้างอาคารตั้งแต่วันที่ 26 มกราคม 2564 โครงการก่อสร้างดังกล่าวเป็นของบริษัทยูไนเต็ดฯ และต่อมามีการโอนที่ดินดังกล่าวให้อุปกิต จากนั้นเมื่ออาคารสร้างเสร็จ ก็เป็นที่ตั้งของพรรครวมไทยสร้างชาติตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2565   อุปกิตจึงมีพฤติการณ์ที่ควรสงสัยหรือไม่ว่า ได้รับรู้อย่างต่อเนื่องถึงการสร้างอาคารสำนักงานนั้น ว่าเป็นการสร้างเพื่อเตรียมให้เป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของพรรคการเมือง เพราะจนถึงวันนี้ยังไม่พบเอกสารการเช่าอาคารดังกล่าว


โฆษกพรรคก้าวไกล บอกว่าหากพบว่ามีความผิด เรื่องการยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ สว. คนดังจะถูกลงโทษด้วยอัตราโทษสูงสุดจำคุก 6 เดือน แต่มากกว่านั้นคือการพ้นจากตำแหน่ง สว. และถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง ส่วนความผิดฝ่าฝืนจริยธรรม ก็จะถูกลงโทษตามกฎหมายต่อไป

ธนาธร ชี้ ‘ปิยบุตร’ อาจกลับมาช่วย ‘พิธา’ หาเสียงไม่ทัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543538

23 ก.พ. 2566

ธนาธร ชี้ 'ปิยบุตร' อาจกลับมาช่วย 'พิธา' หาเสียงไม่ทัน

ประธานคณะก้าวหน้า เชื่อว่า ระยะห่างระหว่างกันทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่าง ‘ปิยบุตร’ แสงกนกกุล กับ ‘พิธา’ ลิ้มเจริญรัตน์

ประธานคณะก้าวหน้า เชื่อว่าความขัดแย้งระหว่าง ปิยบุตร กับ พิธา เกิดจากระยะห่าง ทำให้ความเห็นไม่ตรงกัน จึงเป็นธรรมดาที่จะเกิดความไม่เข้าใจ แต่เมื่อปรับความเข้าใจกันและถอยกันคนละก้าว เห็นผลประโยชน์ของพรรคมากกว่าอัตตา ก็จะทำให้ทุกฝ่ายเข้าใจ กลับมาจับมือทำงานร่วมกันเดินหน้าก้าวไปอย่างมีพลัง

นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้ามองว่าความไม่ลงรอยกันระหว่างนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และนายปิยบุตร แสงกนกกุล แกนนำคณะก้าวหน้า  เกิดจากความไม่เข้าใจกัน และความเห็นที่แตกต่างกันในการทำงานหลายเรื่อง เพราะหลังจากที่พรรคอนาคตใหม่ถูกยุบนายปิยบุตร ก็ไม่ได้เข้าไปร่วมขับเคลื่อนพรรคก้าวไกล ไม่ได้ทำงานในสภา

การปะทะคารมกันระหว่างนายพิธากับนายปิยบุตร ไม่ได้เป็นการสร้างกระแส แต่เป็นความขัดแย้งจริงๆไม่ได้สร้างภาพ ส่วนจะสู้พรรคอื่นได้หรือไม่ ต้องให้ผลเลือกตั้งเป็นตัววัด แต่เชื่อว่าพี่น้องประชาชนเห็นผลงานการทำงานในสภาอย่างใกล้ชิด ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าพรรคก้าวไกล แม้จะเป็นฝ่ายค้านตลอด 4 ปี ก็สามารถทำประโยชน์ เป็นผู้แทนประชาชนได้อย่างภาคภูมิใจ

เมื่อถามถึงกรณีที่นายปิยบุตร ตั้งคำถามถึงการทำงานของพรรคก้าวไกลว่าตอนนี้พร้อมสู้ศึกเลือกตั้งหรือยัง นายธนาธร บอกว่า ไม่มีพรรคไหนสมบูรณ์แบบ ทุกพรรคการเมืองคงต้องปรับปรุงและพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการสร้างพรรค ซึ่งพรรคก้าวไกลก็ชัดเจนว่าเราเริ่มต้นจากสมาชิกพรรค และประชาชน ไม่ได้รับเงินจากกลุ่มทุนไหน เพื่อให้เป็นอิสระในการทำงานในนามของประชาชนเต็มที่ เพราะฉะนั้นรูปแบบการสร้างพรรคเป็นรูปแบบที่เปิดมาก และเป็นธรรมดาที่จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งจากสมาชิกพรรคและทีมจังหวัดรวมถึง สส. แต่ทุกอย่างต้องเรียนรู้และปรับปรุงต่อไป

และหลังจากนี้ นายปิยบุตร จะเดินทางไปพบภรรยาที่ต่างประเทศ จึงไม่แน่ใจว่าจะกลับมาเป็นผู้ช่วยหาเสียงให้กับพรรคก้าวไกลทันหรือไม่ 

เลือกตั้งครั้งหน้า ‘รวมไทยสร้างชาติ’ เกิดยากที่ภาค ‘อีสาน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543529

23 ก.พ. 2566

เลือกตั้งครั้งหน้า 'รวมไทยสร้างชาติ' เกิดยากที่ภาค 'อีสาน'

อดีตแกนนำ นปช. ปรามาส พรรค ‘รวมไทยสร้างชาติ’ ว่าจะไม่มี สส. ภาค ‘อีสาน’ จากการเลือกตั้งครั้งหน้า หลังบริหารมา 8 ปี


นายก่อแก้ว พิกุลทอง อดีต สส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยและอดีตแกนนำ นปช.เชื่อว่าพี่น้องคนอีสานเป็นคนที่รักประชาธิปไตยและรังเกลียดเผด็จการ คนอีสานรักความเป็นธรรม จริงจัง จริงใจ และรู้ทันว่าใครเป็นอย่างไร

แม้นายวิทยา แก้วภราดัย รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) จะเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส. ภาคอีสานและมีแกนนำคนเสื้อแดงมาเปิดตัวเป็นผู้สมัครฯ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะคนเหล่านั้น ล้วนผิดหวังจากพรรคเพื่อไทยที่ไม่ส่งลงสมัคร แต่เมื่อตัดสินใจย้ายไปเป็นนั่งร้านให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพื่อสืบทอดอำนาจเผด็จการ ก็ไม่ควรอ้างตัวเองว่า เป็นคนเสื้อแดง

ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา พี่น้องคนไทยโดยเฉพาะคนอีสานผิดหวังจากรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ อย่างยิ่ง เศรษฐกิจย่ำแย่ ราคาข้าว ราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ แต่สินค้าแพงทั้งแผ่นดิน ชีวิตความเป็นอยู่ที่ย่ำแย่ ตนเชื่อว่าพี่น้องคนอีสานและคนไทยทั้งประเทศเจ็บปวด และรอเวลาที่จะเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ชีวิตความเป็นอยู่กลับมาดีอย่างเดิม

“ นายวิทยาไม่เคยคลุกคลีกับคนอีสาน ไม่รู้จักคนอีสานดี เคยเป็นผู้บริหารพรรค ปชป.ดูแลภาคใต้ แม้แต่จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดบ้านเกิดทีม ปชป. ยังเกิดการแตกแยกกันอย่างหนัก จนปี 2562 ลงสมัคร สส. นครศรีธรรมราชยังสอบตก ผมจึงเชื่อมั่นว่าพรรค รทสช. จะไม่ได้ สส. อีสานแม้แต่คนเดียว ” นายก่อแก้ว กล่าว

‘สามารถ’ ไม่เชื่อใจ รมว.คมนาคม ประกาศไม่นำ ‘รถไฟฟ้าสายสีส้ม’ เข้า ครม.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543528

23 ก.พ. 2566

'สามารถ' ไม่เชื่อใจ รมว.คมนาคม ประกาศไม่นำ 'รถไฟฟ้าสายสีส้ม' เข้า ครม.

ผู้เชี่ยวชาญด้านการวางระบบจราจร เมืองใหญ่ ไม่เชื่อใจ รมว. คมนาคม ที่ประกาศว่าจะไม่นำ ‘รถไฟฟ้าสายสีส้ม’ เข้าครม.

ผู้เชี่ยวชาญด้านการวางระบบจราจรเมืองใหญ่ ไม่มั่นใจว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จะไม่เสนอผลการประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้มให้ ครม. พิจารณาจนกว่าศาลปกครองจะพิพากษาถึงที่สุด ตามที่ประกาศไว้หรือไม่ ?

ดร. สามารถ ราชพลสิทธิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการวางระบบจราจรเมืองใหญ่ ระบุไว้ในเฟซบุ๊ก ว่าถึงเวลานี้มีคดีรถไฟฟ้าสายสีส้มค้างอยู่ในศาลปกครอง 3 คดีมีคดีที่อยู่ศาลปกครองสูงสุดประกอบด้วย

1. บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTSC ฟ้องคณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 36 แห่งพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 (คณะกรรมการคัดเลือกฯ) และการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) กรณีเปลี่ยนเกณฑ์ประมูลครั้งที่ 1

วันที่ 3 กรกฎาคม 2563 รฟม. ประกาศเชิญชวนหาเอกชนเข้าร่วมลงทุนก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตก (บางขุนนนท์-ศูนย์วัฒนธรรมฯ) และเดินรถตลอดสายทั้งช่วงตะวันตกและตะวันออก (บางขุนนนท์-ศูนย์วัฒนธรรมฯ-มีนบุรี) โดยเปิดขายเอกสารสำหรับการคัดเลือกเอกชน (RFP) ในวันที่ 10-24 กรกฎาคม 2563

วันที่ 6 สิงหาคม 2563 หลังจากปิดขายเอกสาร RFP บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD ซึ่งเป็นผู้ซื้อเอกสาร RFP รายหนึ่งมีหนังสือขอให้ รฟม. เปลี่ยนเกณฑ์ประมูล

วันที่ 21 สิงหาคม 2563 รฟม. (โดยคณะกรรมการคัดเลือกฯ) มีมติเห็นชอบให้เปลี่ยนเกณฑ์ประมูล หลังจาก ITD ได้ขอให้เปลี่ยนเพียงประมาณ 2 สัปดาห์เท่านั้น ทั้งๆ ที่ รฟม. ได้ใช้เวลาศึกษามาอย่างละเอียดรอบคอบถึงเกือบ 2 ปี

ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งทุเลาการบังคับใช้เกณฑ์ประมูลใหม่ไว้เป็นการชั่วคราว และต่อมาได้พิพากษาว่าการเปลี่ยนเกณฑ์ประมูลครั้งที่ 1 เป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่คณะกรรมการคัดเลือกฯ และ รฟม. ได้ยื่นอุทธรณ์ คดีนี้อยู่ในการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด

2. BTSC ฟ้องคณะกรรมการคัดเลือกฯ และ รฟม. กรณียกเลิกการประมูลครั้งที่ 1
เมื่อคณะกรรมการคัดเลือกฯ และ รฟม. ไม่สามารถเปลี่ยนเกณฑ์ประมูลได้ เนื่องจากศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งทุเลาการบังคับใช้เกณฑ์ประมูลใหม่ไว้เป็นการชั่วคราว คณะกรรมการคัดเลือกฯ และ รฟม. จึงได้ยกเลิกการประมูลครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2564

ศาลปกครองกลางได้พิพากษาว่าการยกเลิกการประมูลครั้งที่ 1 เป็นการใช้ดุลยพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่คณะกรรมการคัดเลือกฯ และ รฟม. ได้ยื่นอุทธรณ์ คดีนี้อยู่ในการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด

ภาพประกอบจากเฟซบุ๊ก สามารถ  ราชพลสิทธิ์ ภาพประกอบจากเฟซบุ๊ก สามารถ ราชพลสิทธิ์

ส่วนคดีที่อยู่ในศาลปกครองกลาง คือคดีที่ BTSC ฟ้องคณะกรรมการคัดเลือกฯ และ รฟม. กรณีกีดกันและเอื้อประโยชน์เอกชนบางรายในการประมูลครั้งที่ 2  โดยมีข้อมูลที่ทำให้น่าสงสัยว่ามีการกีดกันและเอื้อประโยชน์เอกชนบางรายในการประมูลครั้งที่ 2 หรือไม่ ประกอบด้วย

1. ผู้ยื่นประมูลจะต้องประกอบด้วยผู้เดินรถไฟฟ้าและผู้รับเหมา ในการประมูลครั้งที่ 2 รฟม. ลดคุณสมบัติของผู้เดินรถไฟฟ้าลง แต่เพิ่มคุณสมบัติของผู้รับเหมาขึ้น การทำเช่นนี้เป็นการกีดกันและเอื้อประโยชน์เอกชนรายใดรายหนึ่งหรือไม่ ?

คุณสมบัติของผู้เดินรถไฟฟ้าที่ลดลง เช่น ไม่ต้องมีผลงานการเดินรถในไทย และไม่ต้องมีผลงานจัดหาหรือผลิตระบบรถไฟฟ้าพร้อมติดตั้ง เป็นต้น ซึ่งในการประมูลครั้งที่ 1 กำหนดให้ต้องมีผลงานดังกล่าว อีกทั้ง การประมูลรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสายสีเหลืองของ รฟม. ก็ต้องมีผลงานดังกล่าวเช่นเดียวกัน

คุณสมบัติของผู้รับเหมาที่เพิ่มขึ้น เช่น ผู้รับเหมาต้องมีผลงานกับหน่วยงานของรัฐบาลไทย และต้องเป็นผลงานที่แล้วเสร็จ เป็นต้น ซึ่งการประมูลครั้งที่ 1 ไม่ได้กำหนดให้มีผลงานกับหน่วยงานของรัฐบาลไทย และไม่ต้องเป็นผลงานที่แล้วเสร็จ

หาก รฟม. ไม่ลดคุณสมบัติของผู้เดินรถไฟฟ้าลง จะทำให้ Incheon Transit Corporation หรือ ITC ผู้เดินรถไฟฟ้าจากเกาหลีใต้ไม่สามารถร่วมยื่นประมูลกับ ITD ได้ และหาก รฟม. ไม่เพิ่มคุณสมบัติของผู้รับเหมาขึ้น จะทำให้ BTSC ร่วมกับบริษัท ซิโน–ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STEC ที่เคยยื่นประมูลครั้งที่ 1 จะสามารถยื่นประมูลครั้งที่ 2 ได้ด้วย

2. การลดคุณสมบัติของผู้เดินรถไฟฟ้าลง แต่เพิ่มคุณสมบัติของผู้รับเหมาขึ้น เป็นการเปิดกว้างการแข่งขันมากกว่าการประมูลครั้งที่ 1 หรือไม่ ?

การเปิดโอกาสให้ผู้เดินรถไฟฟ้าต่างประเทศสามารถเข้าร่วมประมูลได้ ดูเหมือนว่าเป็นการเปิดกว้างการแข่งขัน แต่ในความเป็นจริง ผู้เดินรถไฟฟ้าต่างประเทศจะต้องยื่นประมูลร่วมกับผู้รับเหมา ซึ่งผู้รับเหมาที่มีคุณสมบัติครบถ้วนในโลกนี้มีเพียง 2 รายเท่านั้น และทั้ง 2 รายเป็นผู้รับเหมาไทย อันเป็นผลมาจากการเพิ่มคุณสมบัติของผู้รับเหมาขึ้น ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้มีผู้เดินรถไฟฟ้าต่างประเทศเข้าร่วมประมูลแค่เพียงรายเดียวเท่านั้น นั่นคือ ITC จากเกาหลีใต้ โดยประมูลร่วมกับ ITD ซึ่งเป็นผู้รับเหมา 1 ใน 2 รายที่มีคุณสมบัติครบถ้วน

ดังนั้น การลดคุณสมบัติของผู้เดินรถไฟฟ้าลง แต่เพิ่มคุณสมบัติของผู้รับเหมาขึ้น จึงไม่เป็นการเปิดกว้างการแข่งขันมากกว่าการประมูลครั้งที่ 1 แต่อย่างใด

3. การประมูลครั้งที่ 2 รฟม. ให้ผู้รับเหมาเป็นผู้นำกลุ่มผู้ยื่นประมูลได้ เป็นการเอื้อประโยชน์ให้เอกชนรายใดรายหนึ่งหรือไม่ ?

การยอมให้ผู้รับเหมาสามารถเป็นผู้นำกลุ่มได้ ทำให้ ITD สามารถเป็นผู้นำกลุ่ม ITD Group ซึ่งประกอบด้วย ITD และ ITC ได้ หากผู้รับเหมาไม่สามารถเป็นผู้นำกลุ่มได้ ผู้เดินรถไฟฟ้าจะต้องเป็นผู้นำกลุ่มเหมือนกับการประมูลครั้งที่ 1 ถามว่า ITC ซึ่งเป็นนิติบุคคลต่างประเทศ จะเป็นผู้นำกลุ่มได้หรือ ?

ในทางที่ถูกต้อง ผู้นำกลุ่มควรเป็นผู้เดินรถไฟฟ้า เนื่องจากเขาจะต้องรับผิดชอบการบริหารจัดการเดินรถไฟฟ้ารวมทั้งซ่อมบำรุงรักษารถไฟฟ้าสายสีส้มตลอดทั้งสายเป็นเวลาถึง 30 ปี ไม่ใช่ผู้รับเหมาที่ทำการก่อสร้างสายสีส้มตะวันตกเพียง 6 ปี

โดยสรุป คาดว่าการตัดสินคดีเปลี่ยนเกณฑ์ประมูลครั้งที่ 1 และคดียกเลิกการประมูลครั้งที่ 1 ซึ่งอยู่ในการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุดคงใช้เวลาอีกไม่นาน แต่การตัดสินคดีกีดกันและเอื้อประโยชน์เอกชนบางรายซึ่งอยู่ในการพิจารณาของศาลปกครองกลางคงใช้เวลาอีกพอสมควร

ด้วยเหตุนี้ จึงต้องติดตามกันอย่างไม่กะพริบตาว่า จะมีการเสนอผลการประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้มเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ในเร็ววันนี้หลังจากทราบผลพิพากษา 2 คดี จากศาลปกครองสูงสุด โดยไม่รอคดีที่ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองกลางหรือไม่ ?

‘ไทย’ พร้อมเป็นเจ้าภาพ ประชุมนักธุรกิจจีนจากทั่วโลก คาดร่วมงานกว่า 7,000 คน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543513

22 ก.พ. 2566

'ไทย' พร้อมเป็นเจ้าภาพ ประชุมนักธุรกิจจีนจากทั่วโลก คาดร่วมงานกว่า 7,000 คน

‘จุรินทร์’ ยินดี ‘ไทย’ เป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมนักธุรกิจจีนจากทั่วโลก กระชับมิตร ต่อยอดการค้า หลังปี2565 บวก 1.53% คาดมีผู้เข้าร่วมกว่า 7,000 คน

โอกาสที่ดีสำหรับประเทศไทย ได้เป็นเจ้าภาพจัด ประชุมนักธุรกิจชาวจีนโลก นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการแถลงข่าวจัดงานประชุมดังกล่าว ระหว่างวันที่ 24-26 มิ.ย.66 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

โดยมีนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร, นายณรงค์ศักดิ์ พุทธพรมงคล ประธานหอการค้าไทย-จีน, นาย บุญยงค์ ยงเจริญรัตน์ รองประธานหอการค้าไทย-จีน รวมถึงนายหาน จื้อเฉียง เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย เข้าร่วมงาน

งานแถลงจัดประชุมนักธุรกิจชาวจีนโลกครั้งที่ 16งานแถลงจัดประชุมนักธุรกิจชาวจีนโลกครั้งที่ 16

นายจุรินทร์ การประชุมนี้จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจการค้าการลงทุนระหว่างประเทศของไทยในอนาคต เพราะ ไทย-จีน ไม่ใช่อื่นไกลพี่น้องกัน เมืองไทยมีนักธุรกิจเชื้อสายจีนจำนวนมาก มีส่วนสำคัญพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ และสร้างเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยยาวนานจนถึงวันนี้ 

สำหรับตัวเลขการค้าระหว่างไทยกับจีนปี 2565 จีนเป็นคู่ค้าสำคัญลำดับที่ 1 ของไทย มูลค่าการค้าระหว่างกัน 3.69 ล้านล้านบาท คิดเป็น 18% ของการค้าไทยค้ากับทั้งโลก อัตราการเติบโตทางการค้าปีที่แล้วกับจีนบวก 1.53% 

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

นายจุริทน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า มีส่วนช่วยผลักดันความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับจีนที่เป็นรูปธรรม โดยกระทรวงพาณิชย์ลงนามความร่วมมือรูปแบบพิเศษ เรียกว่า “miniFTA” กับหลายเมืองหลายมณฑลของจีน ที่ประสบความสำเร็จและบังคับใช้แล้ว คือ กระทรวงพาณิชย์ไทยกับมณฑลไห่หนาน มณฑลการซู่ ลงนามวันที่ 1 มี.ค. นี้ คือ กระทรวงพาณิชย์ไทยกับเซินเจิ้น และกับยูนนานในอนาคต เป็นรูปธรรมทางเศรษฐกิจการค้าระหว่างไทยกับจีนที่ลงลึกถึงระดับ mini FTA  

หอการค้าไทยจีน ถือเป็นกลไกสำคัญอย่างยิ่งมีส่วนสำคัญพัฒนาเศรษฐกิจการค้าการลงทุน เป็นกลไกที่มีศักยภาพ สร้างสรรค์เศรษฐกิจการค้าของไทยให้ดีขึ้นตลอดมา 

นอกจากนี้การประชุมนักธุรกิจชาวจีนโลก ครั้งที่ 16 ขึ้น เพื่อให้นักธุรกิจจีนทั่วโลกกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ส่งเสริมความสามัคคีของนักธุรกิจจีน สืบสานประเพณีและจิตวิญญาณอันดีงามของประชาชาติจีนและส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นและเสริมสร้างความแข็งแกร่งของนักธุรกิจจีนในโลก ผ่านการหารือในประเด็นปัญหาเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และสวัสดิการสาธารณะ เล่าเรื่องราวของนักธุรกิจจีน เพื่อเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือระหว่างนักธุรกิจชาวจีนโพ้นทะเลกับมาตุภูมิ 

 คาดว่าจะมีนักธุรกิจชาวจีน และนักธุรกิจชาวจีนโพ้นทะเล อาทิ สิงคโปร์ ฮ่องกง มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ บรูไน ลาว กัมพูชา เมียนมา มาเก๊า เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย แคนาดา สหรัฐ เนเธอร์แลนด์ อิตาลี เยอรมนี และอังกฤษ รวมกว่า 2,000 คน และคาดว่าจะมีผู้ติดตามรวมกว่า 4,000 คน ร่วมเดินทางเยือนประเทศไทย สำหรับนักธุรกิจจีนและนักธุรกิจไทยเชื้อสายจีนที่อาศัยในประเทศไทยประมาณ 1,000 คน จะเข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ด้วย

นายณรงค์ศักดิ์ พุทธพรมงคล ประธานหอการค้าไทย-จีนนายณรงค์ศักดิ์ พุทธพรมงคล ประธานหอการค้าไทย-จีน

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์  ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร