‘พิธา’ จูบปาก ‘ปิยะบุตร’ ดับกระแสขัดแย้ง สู้ศึกเลือกตั้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543514

22 ก.พ. 2566

‘พิธา’ จูบปาก ‘ปิยะบุตร’ ดับกระแสขัดแย้ง สู้ศึกเลือกตั้ง

‘พิธา’ ลิ้มเจริญรัตน์ โพสต์ เฟสต์บุ๊ค ปรับความเข้าใจกับ ‘ปิยบุตร’ แสงกนกกุล แล้ว พร้อมจับมือ เดินหน้าสู้ศึกเลือกตั้ง

โพสต์ล่าสุด ของพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล มีเนื้อหา ยืนยัน ว่าได้ปรับความเข้าใจกับปิยบุตร แสงกนกกุล อดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ แกนนำคณะก้าวหน้าแล้ว โดยขึ้นภาพประกอบกอดยืนกอดคอกัน  พร้อมระบุว่า จะเดินกอดคอกันต่อไป เพราะยังมีเป้าหมายและอุดมการณ์เดียวกัน

“ได้คุยกับอาจารย์ปิยบุตรแล้วนะครับ ปรับความเข้าใจกันได้ด้วยดี ในการทำงานการเมืองแน่นอนว่ามีความเห็นที่แตกต่างกัน มีแนวทางการทำงานไม่เหมือนกันเป็นเรื่องปกติ แต่สุดท้ายเราทั้งสองคนยังมีอุดมการณ์ เป้าหมาย และความฝันเดียวกัน ดังนั้น เราจะเดินทางร่วมกันต่อไป
 
ผมต้องขอโทษพี่น้องประชาชนที่ทำให้เกิดความไม่สบายใจด้วยครับ แต่ผมยืนยันว่าการพูดคุยกันแบบเปิดอกครั้งนี้ ทำให้เราเข้าใจกันมากขึ้น เรียนรู้ร่วมกัน และจะทำให้พรรคเติบโต แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม”

กลางดึกวานนี้ พิธา โพสต์เรียกร้องให้ ปิยบุตร หยุดพฤติกรรมมือไม่พายเอาเท้าราน้ำ จากการวิจารณ์ การทำงานของเขา ขณะที่ ปิยบุตร บอกว่าจะวิจารณ์การทำงานของพิธา ผ่านโลกออนไลน์ ก่อนจะมาหย่าศึกกันล่าสุด

‘พปชร.’ เปิดนโยบายเด็ด แจกเงินหญิงท้อง 4 เดือน-เลี้ยงบุตร 6 ขวบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543505

22 ก.พ. 2566

'พปชร.' เปิดนโยบายเด็ด แจกเงินหญิงท้อง 4 เดือน-เลี้ยงบุตร 6 ขวบ

‘พปชร.’ เปิดนโยบายเด็ด ดูแลหญิงท้อง 4 เดือน เดือนละ 10,000 บาท คลอดแล้วดูแลต่อจ่าย 3,000 บาทต่ออีก 6 ปี ด้าน ‘มิ่งขวัญ’ เสนอแนวคิด ‘น้ำมันประชาชน’ ลดดีเซลและเบนซิน

“ดูแลทุกช่วงวัย แม่ บุตร ธิดา ประชารัฐ” เป็นนโยบายใหม่ล่าสุดของพรรคพลังประชารัฐ เพื่อดูแลสตรีของประเทศ จะดูแลขณะตั้งครรภ์ตั้งแต่เดือนที่ 4 ไปจนถึงคลอดบุตร สนับสนุนเงินเดือนละ 10,000 บาท เป็นจำนวน 5 เดือน

นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อคลอดบุตรออกมาแล้วยังจะให้การช่วยเหลือเงินเลี้ยงบุตรจำนวนเงิน 3000 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 6 ปี เพื่อให้กับผู้หญิงที่เป็นเพศแม่มีความมั่นใจแล้วก็สบายใจในการเลี้ยงดูลูก

นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.กระทรวงการคลังและเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐนายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.กระทรวงการคลังและเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ

ทั้งนี้เพื่อสนุบสนุนให้เพิ่มประชากรในประเทศ เนื่องจากอัตราการเกิดของลูกหลานในประเทศไทย ต่ำกว่าเป้าหมายถึง 20 กว่าเปอร์เซ็นต์ โดยมีอัตราเกิดอยู่ที่ประมาณ 500,000 กว่าคนเท่านั้น

แต่จริงๆแล้วต้องมีอัตราเกิดประมาณ 800,000 กว่าคน และด้วยเทคโนโลยีในการรักษาพยาบาลที่พัฒนาขึ้น ทำให้คนไทยมีอายุที่ยืนยาวมากขึ้นถ้าเทียบกับในอดีต 

หากอัตราการเกิดยังต่ำกว่าเป้าหมาย ในระยะยาวประเทศไทยก็จะเจอเกิดปัญหาขาดคนรุ่นใหม่ใหม่ ที่จะเข้ามาเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติได้

นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ

นอกจากนี้นโยบาย “น้ำมันประชาชน” ของนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ ในฐานะหัวหน้าทีมลดราคาน้ำมันและราคาพลังงานอื่นๆ ได้ออกสู่สาธารณะเสียที 

ต้องเริ่มต้นจากการต้องปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน เพราะโครงสร้างปัจจุบัน ไม่สามารถแก้ไขได้ ดังนั้นหากเข้ามาเป็นรัฐบาล จะเสนอลดราคาน้ำมัน เบนซินลงประมาณลิตรละ 18 บาท ดีเซลลงประมาณลิตรละ 6 บาท ซึ่งการลดราคาน้ำมันขึ้นอยู่กับแต่ละประเภท  

เชื่อว่าคนไทยจะมีความสุขมากขึ้น แต่ก็ต้องมีการทบทวนกันอีกครั้ง เพราะแนวคิดนี้ยังเป็นเพียงข้อเสนอ โดยจะนำเข้าสู่ที่ประชุมพรรค และพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ จะออกมาแถลงถึงนโยบายนี้อีกครั้งหนึ่ง 

พรรคพลังประชารัฐเปิดนโยบายพรรคพลังประชารัฐเปิดนโยบาย

อานิสงค์ ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ ปักษ์ใต้อาจได้ สส. เพิ่ม เหนือ – อีสาน ลดลง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543503

22 ก.พ. 2566

อานิสงค์ 'ศาลรัฐธรรมนูญ'  ปักษ์ใต้อาจได้ สส. เพิ่ม เหนือ - อีสาน ลดลง

แนวโน้มคำวินิจฉัย ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ รื้อแบ่งเขตเลือกตั้ง กกต. ตัดต่างด้าวร่วมคำนวณ สส. เพิ่มเก้าอี้ปักษ์ใต้ เหนือ,อีสานเก้าอี้ลดลง

หลายพรรคการเมืองมีลุ้นได้ สส. เพิ่ม หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการคำนวณ สส.และการแบ่งเขตเลือกตั้งไม่สามารถนำราษฎรที่ไม่มีสัญชาติไทย มาร่วมคำนวณด้วยได้

หลังจากศาลรัฐธรรมนูญได้ลงมติรับคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ขอให้พิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ และอำนาจของ กกต.

ในการกำหนดจำนวน สส. ที่แต่ละจังหวัดพึงมี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 (2) ในการเลือกตั้ง 2566 ไว้พิจารณาวินิจฉัย และศาลได้นัดอภิปราย เพื่อนำไปสู่การลงมติ ในวันที่ 3 มี.ค. 2566 เวลา 09.30 น. นั้น

มีแนวโน้มว่าศาลรัฐธรรมนูญ จะวินิจฉัยไม่ให้นำต่างด้าวมาคำนวณ สส. แต่ละจังหวัด ส่งผลให้ต้องแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ ทำให้ภาคใต้มี สส. เพิ่ม 2 ที่นั่ง จากจำนวน

สส. 58 ที่นั่ง เป็น 60 ที่นั่ง ภาคอีสาน จากจำนวน สส. 132 ที่นั่ง เป็น 133 ที่นั่ง ภาคเหนือ จำนวน สส. ลดลงเหลือ 36 ที่นั่ง ภาคกลางจำนวน สส. ลดลงเหลือ 88 ที่นั่ง

แหล่งข่าวจากศาลรัฐธรรมนูญ เปิดเผยว่า มีแนวโน้มที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จะวินิจฉัยว่า กกต.ไม่สามารถนำคนที่ไม่มีสัญชาติไทยมาคำนวณจำนวน สส.แต่ละจังหวัด

และแบ่งเขตเลือกตั้งได้ ซึ่งจะส่งผลให้ กกต.ต้องดำเนินการคำนวณจำนวน สส.แต่ละจังหวัด และ แบ่งเขตเลือกตั้งใหม่

ขณะที่แหล่งข่าวจาก กกต.ระบุว่า สำนักงาน กกต.ได้เตรียมแผนรองรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไว้แล้ว โดยได้แจ้งให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดทุกจังหวัดแบ่งเขต

โดยไม่นับรวมราษฎรที่ไม่มีสัญชาติไทยเตรียมไว้ หากออกมาว่า การคิดจำนวน สส.พึงมีแต่ละจังหวัด และการคำนวณราษฎรเพื่อการแบ่งเขตไม่สามารถนับราษฎรที่ไม่มีสัญชาติไทยรวมได้

จากการคำนวนจำนวน สส.โดยนำเฉพาะราษฎรที่มีสัญชาติไทย ทั้งชายและหญิงทั่วประเทศ 65,106,481 หารด้วย 400 เขต จะมีค่าเฉลี่ยประชากรต่อ 1 เขต 162,766 คน

จากเดิมค่าเฉลี่ยที่นับรวมราษฎรที่ไม่มีสัญชาติไทยด้วย คือ 165,226 คน ต่อเขต  ทำให้จำนวน สส. 8 จังหวัดเปลี่ยนแปลงไป

จังหวัดมีจำนวน สส. ลดลง 4 จังหวัดประกอบไปด้วย

1. จ.ตาก จากจำนวน สส. 4 ที่นั่ง เหลือ 3 ที่นั่ง ซึ่งอาจกระทบต่อพรรคภูมิใจไทย อาจได้ สส.ลดลงจากเป้าเดิม

2. จ.เชียงราย จากจำนวน สส. 8 ที่นั่ง เหลือ 7 ที่นั่ง อันทำให้เป้าหมาย สส.ของพรรคเพื่อไทยลดลง

3. จ.เชียงใหม่ จากจำนวน สส. 11 ที่นั่ง เหลือ 10 ที่นั่ง กระทบต่อเป้า สส. ของพรรคเพื่อไทยที่อาจลดลง

4. จ.สมุทรสาคร จากจำนวน สส. 4 ที่นั่ง เหลือ 3 ที่นั่ง กระทบพรรคภูมิใจไทย เดิมวางเป้า สส. ไว้ 2 ที่นั่ง คือ อนุสรี ทับสุวรรณ กับ นายสมัคร ป้องวงษ์ หรือ อาจกระทบพรรคก้าวไกลด้วย

ส่วน 4 จังหวัด ที่จะมี สส. เพิ่มขึ้น ประกอบด้วย

1. จ.อุดรธานี จากจำนวน สส. 9 ที่นั่ง เพิ่มเป็น 10 ที่นั่ง ส่งผลดีต่อพรรคเพื่อไทย ที่มีหวังจะได้ สส. เพิ่มขึ้น

2. จ.ลพบุรี จากจำนวน สส. 4 ที่นั่งเป็น 5 ที่นั่ง ส่งผลดีต่อพรรคเพื่อไทย หรือ ประชาธิปัตย์ที่จะได้ สส.เพิ่มขึ้น

3. จ.นครศรีธรรมราช จากจำนวน สส. 9 เป็น 10 ที่นั่ง ส่งผลดีต่อพรรคประชาธิปัตย์ หรือ รวมไทยสร้างชาติ ที่อาจได้ สส. เพิ่มขึ้น

4. จ.ปัตตานี จากจำนวน สส. 4 ที่นั่งเป็น 5 ที่นั่ง ส่งผลดีต่อพรรคประชาธิปัตย์ หรือ ประชาชาติ ที่อาจได้ สส. เพิ่มขึ้น

หากมีการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ ตามคาดการณ์คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ จะทำให้ภาคใต้มีจำนวน สส. เพิ่มจากเดิม 58 ที่นั่ง เป็น 60 ที่นั่ง

ขณะที่ ภาคอีสานมี สส. เพิ่มที่ จ.อุดรธานี 1 ที่นั่ง ทำให้จำนวน สส. ภาคอีสานจากเดิม 132 ที่นั่ง เพิ่มเป็น 133 ที่นั่ง

ส่วนที่ภาคเหนือ จ.ตาก จ.เชียงราย และ เชียงใหม่ จำนวน สส.จะลดลงจังหวัดละ 1 ที่นั่ง ทำให้จำนวน สส. ภาคเหนือ ลดลงจาก 39 ที่นั่ง จะลดลง เหลือ 36 ที่นั่ง

ภาคกลาง จ.สมุทรสาคร จำนวน สส. ลดลง 1 ที่นั่ง ทำให้จำนวน สส. จากเดิม 89 ที่นั่ง ลดลงเหลือ 88 ที่นั่ง

‘สัณหพจน์’ ลาออก สส. คืนอำนาจให้ ปชช. ตัดสินเลือกผู้แทนราษฎร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543497

22 ก.พ. 2566

'สัณหพจน์' ลาออก สส. คืนอำนาจให้ ปชช. ตัดสินเลือกผู้แทนราษฎร

‘สัณหพจน์’ ลาออก สส. คืนอำนาจให้ ปชช. ตัดสินเลือกผู้แทน โชว์ผลงานเกือบ 4 ปี ตั้งกระทู้ปัญหากว่า 60 เรื่อง ร่วมคณะกรรมธิการกว่า 13 คณะ

วันนี้ 22 ก.พ. 2566 ดร.สัณหพจน์ สุขศรีเมือง ส.ส.เขต 2 จ.นครศรีธรรมราช พรรคพลังประชารัฐ ยื่นลาออกจากกันเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม 2566 เป็นต้นไป 

นายสัณหพจน์ กล่าวถึงความภาคภูมิใจการทำหน้าที่ตลอดระยะเวลาเกือบ 4 ปี ใช้ความรู้ความสามารถในการทำงานเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนทั้งประเทศและจ.นครศรีธรรมราช โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเขตลุ่มน้ำปากพนัง ที่ตนนำปัญหาเข้าสู่กระบวนการของสภาฯ มีการตั้งกระทู้ถามสดด้วยวาจา กระทู้ถามทั่วไป และกระทู้ถามแยกเฉพาะ รวมกว่า 60 เรื่อง ทำให้ปัญหาความเดือดร้อนต่างๆได้รับการแก้ไข

ดร.สัณหพจน์ สุขศรีเมือง ส.ส.จ.นครศรีธรรมราช พรรคพลังประชารัฐดร.สัณหพจน์ สุขศรีเมือง ส.ส.จ.นครศรีธรรมราช พรรคพลังประชารัฐ

นอกจากนี้ทำหน้าที่ด้านนิติบัญญัติ การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน การทำงานในคณะกรรมาธิการ คณะอนุกรรมาธิการ คณะกรรมาธิการวิสามัญ ชุดต่างๆ จำนวน 13 คณะ 

ดร.สัณพจน์ จึงได้ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งให้พี่น้องประชาชน ผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ได้ตัดสินใจเลือกผู้แทนประชาชน ผ่านการเลือกตั้ง

คำพิพากษาฉบับเต็มตัดสิทธิรับเลือกตั้งตลอดชีวิต ‘กนกวรรณ’ รุกป่าเขาใหญ่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543495

22 ก.พ. 2566

คำพิพากษาฉบับเต็มตัดสิทธิรับเลือกตั้งตลอดชีวิต 'กนกวรรณ' รุกป่าเขาใหญ่

เปิดคำพิพากษาฉบับเต็ม ศาลฎีกาตัดสิทธิตลอดชีวิตและตัดสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี “กนกวรรณ วิลาวัลย์” อดีต รมช.ศึกษาธิการ ฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง กรณีรุกป่าเขาใหญ่

22 ก.พ.66 ศาลฎีกาพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ คมจ. 2/2564 ให้นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ พ้นจากตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นับแต่วันที่ 26 ส.ค.2565 ที่ศาลสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ บทลงโทษตามกฎหมายกรณีการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง และให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดไป รวมถึงไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 235 (3) (4) และให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี นับแต่วันที่ 22 ก.พ.นี้ ที่ศาลมีคำพิพากษา

ป.ป.ช. ร้องศาล นางกนกวรรณ ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

คดีนี้ ป.ป.ช.ผู้ร้อง ได้ยื่นคำร้องสรุปว่า เมื่อวันที่ 14 ก.พ. 2545 นางกนกวรรณ วิลาวัลย์  ผู้คัดค้าน เรื่องการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง  ดำเนินการขอออกโฉนดที่ดินในพื้นที่หมู่ที่ 15 ต.เนินหอม อ.เมืองปราจีนบุรี จ.ปราจีนบุรี เนื้อที่ 30-2 – 80.5 ไร่ โดยอ้างว่าซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวมาจาก นายทิว มะลิซ้อน เมื่อปี 2533

แต่นายทิว ไม่มีตัวตน ทั้งไม่เคยมีการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินที่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และแนวเขตป่าไม้ถาวรป่าเขาใหญ่ ทำให้รัฐสูญเสียที่ดินในเขตอุทยานแห่งชาติให้แก่ผู้คัดค้าน การออกโฉนดที่ดินเลขที่ 41158 ต.เนินหอม อ.เมืองปราจีนบุรี จ.ปราจีนบุรี จึงมิชอบด้วยกฎหมาย และเป็นความเสียหายร้ายแรง ผู้คัดค้านยังคงยึดถือครอบครองที่ดินต่อเนื่องตลอดมาจนกระทั่งเข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ ถูกตัดสิทธิรับเลือกตั้งตลอดไป ปมรุกที่เขาใหญ่นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ ถูกตัดสิทธิรับเลือกตั้งตลอดไป ปมรุกที่เขาใหญ่

ขอศาลสั่งนางกนกวรรณ หยุดปฏิบัติหน้าที่

ป.ป.ช.ผู้ร้อง จึงขอให้ศาลฎีกา มีคำพิพากษาหรือคำสั่งว่า ผู้คัดค้านฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ให้ผู้คัดค้านหยุดปฏิบัติหน้าที่นับแต่วันที่ศาลฎีการับคำร้องจนกว่าจะมีคำพิพากษา ให้ผู้คัดค้านพ้นจากตำแหน่งนับแต่วันหยุดปฏิบัติหน้าที่ เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้คัดค้าน และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดเวลาไม่เกินสิบปี ตาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 235 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 87 และมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 ข้อ 8 และข้อ 11, 17 ประกอบข้อ 27

26 ส.ค.65 ศาลฎีกามีคำสั่งให้รับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย และมีคำสั่งให้ นางกนกวรรณ ผู้คัดค้านหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีคำพิพากษา ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 81 ประกอบมาตรา 87 วรรคสาม และระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าด้วยการพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง พ.ศ. 2561 ข้อ 12 วรรคสอง

ด้าน นางกนกวรรณ ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านให้ข้อมูลในการสอบสวนสิทธิผิดพลาดโดยแจ้งนามสกุลนายทิว เป็น มะลิซ้อน นายขอดและนางโม่ง ก่อสร้างทำประโยชน์ในที่ดินก่อนปี 2496 แล้วโอนต่อให้นายมี นายมีขายให้นายทิว แล้วนายทิวขายให้นายสุนทร จากนั้นนายสุนทรให้ผู้คัดค้านเข้าทำประโยชน์ แนวเขตอุทยานแห่งชาติที่ขีดครั้งที่ 3 โดยนายคณิต เพชรประดับ ทำไว้ถูกต้องแล้ว ผู้คัดค้านมีคุณสมบัติถูกต้องตามระเบียบและกฎหมาย ขอให้ยกคำร้อง 

นางกนกวรรณ ขณะดำรงตำแหน่ง รมช.ศึกษาธิการนางกนกวรรณ ขณะดำรงตำแหน่ง รมช.ศึกษาธิการ

ต่อมาศาลฎีกาไต่สวนพยานผู้ร้องวันที่ 22,28 ธ.ค.65 กับไต่สวนพยานผู้คัดค้านวันที่ 10 ม.ค.2566 เสร็จสิ้นแล้วจึงนัดฟังคำพิพากษา
  
โดยในวันนี้ฝ่าย ป.ป.ช.ผู้ร้องเดินทางมาศาล ส่วนนางกนกวรรณ ไม่ได้มาฟังคำพิพากษาแต่ส่งทนายความมาฟังแทน

การกระทำของนางกนกวรรณ ไม่ขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ส่วนรวม

ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาแรกว่า ผู้คัดค้านซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กระทําการอันเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ส่วนรวม ตามมาตรฐานทางจริยธรรม ฯ ข้อ 11 ประกอบข้อ 27 วรรคสอง หรือไม่ เห็นว่า การกระทำอันเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ ส่วนรวมนั้น ต้องมีสถานการณ์หรือการกระทำที่บุคคลในองค์กรหรือหน่วยงานนั้น ๆ มีประโยชน์ส่วนตน อันอาจกระทบต่อการวินิจฉัยสั่งการหรือการใช้ดุลพินิจในการปฏิบัติงานตามอำนาจหน้าที่ในตำแหน่งของบุคคลนั้น โดยอาจเป็นอำนาจหน้าที่ในการกำกับ ดูแล ควบคุม หรือตรวจสอบในเรื่องที่ตนมีประโยชน์เกี่ยวข้อง เมื่อผู้คัดค้านไม่มีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการกำกับ ดูแล ควบคุม หรือตรวจสอบการปฏิบัติงานของกรมที่ดิน กรมป่าไม้ และกรม อุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จึงฟังไม่ได้ว่าการกระทำของผู้คัดค้านเป็นกระทำการอันเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ส่วนรวม ตามมาตรฐานทางจริยธรรม ฯ ข้อ 13ประกอบข้อ 27 วรรค สอง 

นางกนกวรรณ ขอออกโฉนดที่ดินโดยไม่มีคุณสมบัติตามกฎหมาย

ปัญหาต่อไปว่าผู้คัดค้านแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบเพื่อตนเองอันถือว่ามีลักษณะร้ายแรง ตามมาตรฐาน ทางจริยธรรมฯ ข้อ 8 ประกอบข้อ27 วรรคหนึ่ง และผู้คัดค้านกระทำการที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ ของการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ อันถือว่ามีลักษณะร้ายแรง ตามมาตรฐานทาง จริยธรรมฯ ข้อ 17ประกอบข้อ 27วรรคสอง หรือไม่ 

ผู้คัดค้านอ้างข้อความต่อเจ้าหน้าที่สอบสวนสิทธิว่า ผู้คัดค้านได้ที่ดินมาโดยการซื้อมาจากนายทิว มะลิซ้อน เมื่อปี 2533 และผู้คัดค้านทำประโยชน์ในที่ดินด้วยการทำสวน ปลูก มะม่วง กระท้อน และพืชตามฤดูกาลเต็มทั้งแปลง เห็นว่า ผู้คัดค้านให้การและเบิกความในชั้นไต่สวนว่า นายทิว มะลิทอง ขายที่ดินที่ครอบครองทำประโยชน์ให้นายสุนทร วิลาวัลย์ บิดาผู้คัดค้าน หลังจากนั้นนายสุนทรให้ผู้คัดค้านเข้าครอบครองทำประโยชน์ ซึ่งเท่ากับผู้คัดค้านยอมรับว่านายทิว มะลิซ้อน ไม่มีตัวตนอยู่จริง ผู้คัดค้านรู้อยู่แต่แรกแล้วว่า เจ้าของที่ดิน คือ นายทิว มะลิทอง และนายทิว ขายที่ดินให้นายสุนทร มิใช่ผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านชอบที่ต้องแจ้ง ข้อมูลต่อเจ้าหน้าที่ให้ตรงต่อความจริงว่าผู้คัดค้านมิได้เป็นผู้ซื้อที่ดินมาด้วยตนเอง หากแต่นายสุนทรเป็นผู้ซื้อที่ดิน ที่ผู้คัดค้านเบิกความว่า ผู้คัดค้านครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินโดยปลูกต้นไผ่ตง ต้นกระพ้อ พืชผัก สวนครัว ต้นมะม่วง ต้นกระท้อน และพืชอื่นตามฤดูกาล เมื่อพิจารณาตามรายงานการวิเคราะห์ภาพถ่ายทาง อากาศบริเวณตำบลเนินหอม ที่ใช้ภาพถ่ายทางอากาศในปี 2496,2510 2516,2532,2546 เเละ2553
   

ประกอบสำรวจข้อมูลภาคสนามวันที่ 4 -6 เม.ย.65 ปรากฏว่าไม่พบการกระทำประโยชน์ใด ๆ ในพื้นที่มีสภาพเป็นป่ารกทึบ และหินโผล่ ซึ่งการตรวจสอบดังกล่าวมีนายธวัชชัย ศรีสมบูรณ์ ตัวแทนของผู้คัดค้านเข้าร่วมตรวจสอบที่ดิน ทั้งนักวิชาการแผนที่ภาพถ่ายเชี่ยวชาญ สำนักสำรวจด้านวิศวกรรม และธรณีวิทยา กรมชลประทาน เบิกความว่า ไม่พบร่องรอยการทำสวน ปลูกไม้ผล ในช่วงปีใด ๆ ทั้งสิ้น บ่งชี้ให้เห็น ว่าในช่วงระยะเวลาที่ผู้คัดค้านอ้างว่านายขอด นายมี นายทิว และตัวผู้คัดค้านเองครอบครองที่ดินต่อเนื่องกันมานั้น ที่ดินยังมิได้มีการเข้าทำประโยชน์เป็นหลักฐานมั่นคงและมีผลผลิตอันเป็นประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ อันเป็นเงื่อนไขการ ออกโฉนดที่ดินตามข้อ 5 แห่งระเบียบของคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ซึ่งสอดคล้องกับ คำเบิกความของนายหอมและนายทิวว่า สภาพที่ดินมีลักษณะเป็นหินกรวดผสมดินลูกรังบางส่วน และรายงานการ วิเคราะห์ภาพถ่ายทางอากาศและแผนที่ ที่ผู้คัดค้านอ้างก็ไม่ได้ระบุถึงต้นไผ่ ต้นกระพ้อ ต้นมะม่วง หรือต้นกระท้อน และการวิเคราะห์ภาพถ่ายทางอากาศกับการเดินสำรวจที่ดินไม่พบไม้แต่งล้อม ต้นไผ่ และต้นกระพ้อแต่อย่างใด ที่ผู้คัดค้านอ้างว่าได้ให้นายหอมทำประโยชน์ในที่ดินจึงรับฟังเป็นความจริงไม่ได้ 
   

ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ขณะที่ผู้คัดค้านขอออกโฉนดที่ดิน ผู้คัดค้านไม่ได้ครอบครองทำ ประโยชน์ในที่ดิน ผู้คัดค้านจึงไม่ได้สิทธิครอบครองในที่ดิน การที่ผู้คัดค้านให้ถ้อยคำต่อเจ้าหน้าที่สอบสวนสิทธิว่า เมื่อปี 2533 ผู้คัดค้านซื้อที่ดินมาจากนายทิว โดยนายทิว สร้างมาเมื่อ ประมาณปี 2500 แล้วผู้คัดค้านครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตลอดมา จึงฟังได้ว่าเป็นการให้ถ้อยคำเท็จ ผู้คัดค้านจึงมิใช่เป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติที่ขอออกโฉนดที่ดินตามมาตรา 58ทวิ (3) แห่งประมวลกฎหมายที่ดินฯ การที่กรมที่ดินออกโฉนดที่ดินเลขที่ 43358 ให้ผู้คัดค้านจึงเป็นการไม่ชอบ เมื่อผู้คัดค้านขอออกโฉนดที่ดินโดยไม่มีคุณสมบัติตามกฎหมาย แล้วได้โฉนดที่ดิน และยังคงถือครองโฉนดที่ดินดังกล่าวมาจนถึงวันที่ผู้คัดค้านดำรงรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการตลอดมาจนถึง ปัจจุบันจึงเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบเพื่อตนเองตามมาตรฐานทางจริยธรรมฯ ข้อ 8 แล้ว และถือว่ามี ลักษณะร้ายแรงตามมาตรฐานทางจริยธรรมฯ ข้อ 27 วรรคหนึ่ง ทั้งการกระทำดังกล่าวส่งผลกระทบต่อ ภาพลักษณ์และเกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงของผู้คัดค้านที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ แม้มิได้เป็นการใช้อำนาจหน้าที่ของตนโดยตรงก็ตามเพราะอาจทําให้สาธารณชนขาดความเชื่อถือศรัทธาต่อการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการของผู้คัดค้าน จึงเป็นการก่อให้เกิด ความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ในการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการด้วย 
  

การกระทำก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงตามมาตรฐานทางจริยกรรม

เมื่อการกระทำดังกล่าวถือได้ว่าก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงในการบังคับใช้ กฎหมาย จึงเป็นกรณีมีลักษณะร้ายแรงตามมาตรฐานทางจริยธรรมฯ ข้อ 27วรรคสอง พิพากษาว่า ผู้คัดค้านฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 234วรรคหนึ่ง (1) วรรคสาม และวรรคสี่ ประกอบ พรป.ว่าด้วยการป้องกันปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561มาตรา 87 ประกอบมาตรา 81 และ มาตรฐานทางจริยธรรมฯ ข้อ 8ประกอบข้อ 27วรรคหนึ่ง และข้อ 17ประกอบข้อ 27วรรคสอง ให้ผู้คัดค้านพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการนับแต่วันที่ 26 ส.ค.65 อันเป็นวันที่ศาลฎีกามีคำสั่ง ให้ผู้คัดค้านหยุดปฏิบัติหน้าที่ ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้คัดค้านตลอดไป รวมถึงไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่ง ทางการเมืองใด ๆ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 235 วรรคสาม วรรคสี่ และเพิกถอนสิทธิ เลือกตั้งของผู้คัดค้านมีกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่ศาลฎีกามีคำพิพากษา คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

เส้นทางชีวิต ‘ครูโอ๊ะ’ จาก รมช.ศึกษาธิการ ก่อนจะถูกปิดฉากการเมืองตลอดชีวิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543493

22 ก.พ. 2566

เส้นทางชีวิต 'ครูโอ๊ะ' จาก รมช.ศึกษาธิการ ก่อนจะถูกปิดฉากการเมืองตลอดชีวิต

เปิดเส้นทางชีวิต ‘ครูโอ๊ะ’ กนกวรรณ วิลาวัลย์ การเดินทางบนเส้นทาง อาจารย์พิเศษ การเมือง จนดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ก่อนจะต้องปิดฉากทางการเมืองตลอดชีวิต

คำพิพากษาของ ศาลฎีกา ให้ ‘ครูโอ๊ะ กนกวรรณ วิลาวัลย์’ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผิดจริยธรรมร้ายแรง ปมรุกป่าเขาใหญ่ โดยให้พ้นจากตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นับแต่วันที่ 26 ส.ค. 2565 ที่ศาลสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่

บทลงโทษตามกฎหมายกรณีการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง และให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดไป รวมถึงไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 235 (3) (4) และให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี นับแต่วันที่ 22 ก.พ. นี้ วันที่ศาลมีคำพิพากษา

สำหรับประวัติของ ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ หรือ ครูโอ๊ะ เกิดวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2509 ที่ อ.ประจันตคาม จ.ปราจีนบุรี เป็นบุตรสาวของ นายสุนทร วิลาวัลย์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปราจีนบุรี หลายสมัย และนางสุภาภร วิลาวัลย์ 

ด้านชีวิตครอบครัว สมรสกับนายปกรณ์ ศรีจันทร์งาม รองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ มีบุตร-ธิดา 3 คน

ด้านการศึกษา จบปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และปริญญาเอก คณะสื่อสารการเมือง มหาวิทยาลัยเกริก

ครูโอ๊ะ กนกวรรณ วิลาวัลย์ครูโอ๊ะ กนกวรรณ วิลาวัลย์

‘ครูโอ๊ะ กนกวรรณ’ เริ่มสนใจ การเมือง จากการที่ได้ช่วยพ่อแม่หาเสียงมาตลอด จนกระทั่งปี 2543 ได้ลงสมัครและได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี เขตอำเภอกบินทร์บุรี ต่อมาในปี พ.ศ. 2547 กนกวรรณได้รับตำแหน่งรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี

– พ.ศ. 2548 ได้ลงสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปราจีนบุรี เขต 1 สังกัดพรรคไทยรักไทย และได้รับเลือกตั้งเป็นครั้งแรกในการเลือกตั้งครั้งนั้น ต่อมาในปี พ.ศ. 2549 ได้รับเลือกตั้ง แต่การเลือกตั้งเป็นโมฆะ

– ในระหว่างปี พ.ศ. 2550 – 2560 กนกวรรณ เป็นอาจารย์พิเศษ วิชาการเมืองการปกครองไทย (Thai Politics Government) คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

– พ.ศ. 2562 ได้เข้าร่วมงานการเมืองกับพรรคภูมิใจไทย และได้รับแต่งตั้งเป็นรองเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย รวมทั้งได้ลงสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 16 สังกัดพรรคภูมิใจไทย ซึ่งในรอบแรกไม่ได้รับเลือกตั้ง เนื่องจากพรรคได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ จำนวน 14 ที่นั่ง

ต่อมาเธอได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการในคณะรัฐมนตรีไทย คณะที่ 62 และได้รับการเรียกขานจากสื่อมวลชนว่า ‘ครูโอ๊ะ’ จนกระทั่งในกลางปี พ.ศ. 2563 ได้มีการประกาศเลื่อนให้เธอดำรงตำแหน่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อแทน นางนาที รัชกิจประการ ที่ถูกศาลฎีกามีคำพิพากษาชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ให้พ้นจากตำแหน่งตาม มาตรา 101 (13) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 แต่ต่อมาไม่นานเธอได้ลาออกจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเปิดทางให้สุชาติ โชคชัยวัฒนากรได้เลื่อนขึ้นมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ

‘ครูโอ๊ะ กนกวรรณ’ ต้องเผชิญกับข้อกล่าวหาเรื่องการบุกรุกป่าเขาใหญ่ จังหวัดปราจีนบุรี จนกระทั่งเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2565 ศาลฎีการับคำร้องของ ป.ป.ช. กล่าวหาเธอฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงจากกรณีดังกล่าว พร้อมสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรี

ครูโอ๊ะ กนกวรรณ วิลาวัลย์ครูโอ๊ะ กนกวรรณ วิลาวัลย์

‘อุตตม’ประกาศ พปชร. จะไม่เป็นศูนย์ในพื้นที่ กทม.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543487

22 ก.พ. 2566

'อุตตม'ประกาศ พปชร. จะไม่เป็นศูนย์ในพื้นที่ กทม.

‘อุตตม’ประกาศ เลือกตั้ง66 ‘พลังประชารัฐ’ จะไม่เป็นศูนย์ในพื้นที่ กทม. พร้อมลุยทั่วประเทศ เชื่อได้เป็นพรรคฝ่ายรัฐบาล

ศึกเลือกตั้งปี2566 ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร(กทม.) นาย อุตตม สาวนายน สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ ประกาศชัดเจนพรรคนี้ไม่เป็นศูนย์แน่นอน จะได้ สส. คอยทำงานให้พี่น้องประชาชน ดูได้จากเมื่อปี 2562 ได้ไป 19 ที่นั่ง แต่ยอมรับว่า เป็นการแข่งขันที่สูงมาก เนื่องจาก กทม. เป็นพื้นที่ที่มีลักษณะพิเศษ แต่อย่างไรก็ตามพื้นที่อื่นก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน จะทำให้ดีที่สุด 

นายอุตตม สาวนายน สมาชิกพรรคพลังประชารัฐนายอุตตม สาวนายน สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ

นายอุตตม ให้สัมภาษณ์กับคมชัดลึกออนไลน์ ว่า ที่ผ่านมา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และในฐานะหัวหน้าพรรค ทุ่มเทเต็มที่ “พวกเราตั้งเป้าเป็นรัฐบาลแน่ๆ” อาสาเข้ามาทำงานให้ประเทศชาติ หากพลิกผันจริงๆ ก็พร้อมเสนอตัวเข้าไปทำงานให้ 

ทั้งนี้คาดการณ์ว่า หลังจาก “ยุบสภา” แล้ว สถานการณ์จะยังไม่นิ่ง จะยังพบ สส. ไหลเข้า ไหลออก หลายคนมีธงไว้อยู่แล้ว รอแค่เวลาที่ชัดเจน แต่ในส่วนการวางตัว สส. เริ่มลงตัว ใครได้อยู่เขตไหน ซึ่งหลายเขตก็มีผู้อยู่ในความสนใจพอประมาณ 

หลังจากนี้พรรคพลังประชารัฐเร่งเครื่องเข้มข้นขึ้น จะเห็นกิจกรรมในพื้นที่ต่างๆมากขึ้น พร้อมกับทยอยเปิดนโยบายเรื่อยๆ โดยจะพัฒนาประชาชนทุกช่วงวัย เช่น เมื่อวานนี้เปิดนโยบายเบี้ยผู้สูงอายุแบบขั้นบันได เพื่อให้คนเหล่านี้รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า 

นโยบายจากปี2562 นั้น เป็นแบบช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง แต่คนั้งนี้เราจะเพิ่มการพัฒนาตัวเองเข้าไปด้วย วันนี้ขายได้ทั้งตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและนโยบาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ยึดโยงกัน และจริงจังกับการเข้าไปปรับเปลี่ยน 

ปิดฉากการเมือง ศาลฎีกา พิพากษา ‘ครูโอ๊ะ กนกวรรณ’ ผิดจริยธรรมร้ายแรง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543488

22 ก.พ. 2566

ปิดฉากการเมือง ศาลฎีกา พิพากษา 'ครูโอ๊ะ กนกวรรณ' ผิดจริยธรรมร้ายแรง

ปิดฉากการเมืองตลอดชีวิต ศาลฎีกา พิพากษา ‘ครูโอ๊ะ กนกวรรณ วิลาวัลย์’ อดีต รมช.ศึกษาธิการ ผิดจริยธรรมร้ายแรง ปมรุกป่าเขาใหญ่

ภายหลังศาลฎีกา นัดฟังคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ คมจ.2/2565 ระหว่าง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ผู้ร้อง นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผู้คัดค้าน เรื่อง การฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง


ล่าสุด ศาลฎีกา พิพากษา คดีหมายเลขดำที่ คมจ. 2/2564 ให้นางกนกวรรณ พ้นจากตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นับแต่วันที่ 26 ส.ค.2565 ที่ศาลสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ บทลงโทษตามกฎหมายกรณีการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง และให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดไป รวมถึงไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 235 (3) (4) และให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี นับแต่วันที่ 22 ก.พ.นี้ วันที่ศาลมีคำพิพากษา

สำหรับคดีนี้ ป.ป.ช.ยื่นคำร้อง สรุปว่า เมื่อวันที่ 14 ก.พ. 2545 ผู้คัดค้านดำเนินการ ขอออกโฉนดที่ดิน ในพื้นที่หมู่ที่ 15 ต.เนินหอม อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี เนื้อที่ 30-2-80.5 ไร่ โดยอ้างว่า ซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวมาจาก นายทิว มะลิซ้อน เมื่อปี 33 แต่ นายทิว ไม่มีตัวตน ทั้งไม่เคยมีการเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน ที่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และแนวเขตป่าไม้ถาวรป่าเขาใหญ่ ทำให้รัฐสูญเสียที่ดิน ในเขตอุทยานแห่งชาติ ให้แก่ผู้คัดค้าน การออกโฉนดที่ดินเลขที่ 41158 ต.เนินหอม อ.เมืองปราจีนบุรี จ.ปราจีนบุรี จึงมิชอบด้วยกฎหมาย และเป็นความเสียหายร้ายแรง ผู้คัดค้านยังคงยึดถือครอบครองที่ดินต่อเนื่องตลอดมา จนกระทั่งเข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ 

จึงขอให้ศาลฎีกา มีคำพิพากษาหรือคำสั่งว่า ผู้คัดค้านฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ให้ผู้คัดค้านหยุดปฏิบัติหน้าที่ นับแต่วันที่ศาลฎีการับคำร้อง จนกว่าจะมีคำพิพากษา ให้ผู้คัดค้านพ้นจากตำแหน่ง นับแต่วันหยุดปฏิบัติหน้าที่ เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ของผู้คัดค้าน และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง มีกำหนดเวลาไม่เกินสิบปี ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 235 , พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 87 และมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้ง ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการ ของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 ข้อ 8 และข้อ 11, 17 ประกอบข้อ 27

ศาลฎีกา มีคำสั่งให้รับคำร้อง เมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2565 และมีคำสั่งให้นางกนกวรรณ ผู้คัดค้านหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีคำพิพากษาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 81 ประกอบมาตรา 87 วรรคสาม และระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ว่าด้วยการพิจารณาพิพากษาคดี เกี่ยวกับการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง พ.ศ. 2561 ข้อ 12 วรรคสอง มีการพิจารณาคดีครั้งแรกไป เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2565 และมีการพิจารณาคดีเรื่อยมา จนเสร็จสิ้นกระบวนการ ศาลฎีกาจึงนัดคู่ความทั้งสองฝ่าย มาฟังคำพิพากษาดังกล่าว

กรรมาธิการกฎหมายฯ ประทับตราย้าย ‘หมอสุภัทร’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543477

22 ก.พ. 2566

กรรมาธิการกฎหมายฯ ประทับตราย้าย 'หมอสุภัทร'

เหตุผลสวนทางกับข้อเท็จจริง ‘หมอสุภัทร’ เล่าบรรยากาศ กรรมาธิการกฎหมายฯ ประทับตราคำสั่งย้ายไปเป็น ผอ.โรงพยาบาลสะบ้าย้อย

นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผอ.โรงพยาบาลสะบ้าย้อย เล่าบรรยากาศในห้องประชุมกรรมาธิการการกฎหมายฯ สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีนาย ศุภชัย ใจสมุทร นายทะเบียนพรรคภูมิใจไทย เป็นประธาน มีเนื้อหาว่าภารกิจเสร็จสิ้น ผิดหวังนิดหน่อย แม้จะไม่ได้หวังอะไรมาก

คณะกรรมาธิการกฏหมายใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่งในการตรวจสอบเรื่องร้องเรียนการโยกย้ายตัวเขาอย่างไม่เป็นธรรม ปลัดกระทรวงสาธารณสุขและผู้ตรวจราชการได้ชี้แจงอ้างระเบียบราชการ ถามอะไรไปก็อ้างระเบียบตลอดว่าทำถูกต้องตามระเบียบและมีอำนาจตามระเบียบ  ซึ่งในความเป็นจริงก็ชัดเจนว่าระเบียบหลักเกณฑ์ที่ย้ายผมนั้นออกวันที่ 23 มกราคม 2566 จริง เพียงสองวันก็สั่งย้ายผมโดยเหตุผลว่าโรงพยาบาลสะบ้าย้อยขาดผู้อำนวยการมาเกือบเดือนแล้ว

บรรยากาศในห้องประชุมกรรมาธิการกฎหมายฯ สภาผู้แทนราษฎรบรรยากาศในห้องประชุมกรรมาธิการกฎหมายฯ สภาผู้แทนราษฎร

ส่วนประเด็นที่ถามว่าทำไมไม่ให้เขาควบดูแลทั้ง 2 โรงพยาบาลไปในระหว่างที่ต้องทาบทามหาผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อยตัวจริง ผู้ตรวจตอบว่า “ไม่เห็นด้วยกับการควบ” ทั้งๆที่ทั้งประเทศ ผอ. ควบดูแลสองโรงพยาบาลมีจำนวนมาก ในสงขลาก็มีถึงสามท่านที่ควบดูแลสองโรงพยาบาล

เมื่อถามย้ำถึงกรณีที่ต่อไปในภายภาคหน้าผู้ตรวจราชการก็จะมีอำนาจย้ายผู้อำนวยการโรงพยาบาลได้ด้วยเหตุความเหมาะสมหรือเพราะอยู่นานเกินไปอยากให้ไปพัฒนาที่อื่นเช่นนี้ย่อมไม่เป็นธรรมและจะสร้างผลกระทบเกิดการเล่นพรรคเล่นพวก ทำให้วิถีของผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชนที่ต้องดูแลชาวบ้านเปลี่ยนไปเป็นต้องดูแลนายแทนหรือไม่  เรื่องนี้ไม่มีคำตอบใดใด นอกจากคำตอบที่ว่า เป็นไปตามระเบียบข้าราชการ

สุดท้ายเมื่อประธานศุภชัย ใจสมุทรให้พูด  จึงได้พูดอย่างชัดเจนว่าคำสั่งย้ายในครั้งนี้มีคนคนหนึ่งสั่งการลงมาอย่างท่านปลัด ท่านปลัดไม่แมนไม่กล้าลงนามเองก็สั่งผู้ตรวจให้ลงมือ  ผู้ตรวจสุเทพไม่ลงนามก็ถูกย้ายออก ส่งผู้ตรวจสวัสดิ์มาลงนามแทน  เป็นการย้ายกลั่นแกล้งและไม่เป็นธรรม  แต่พูดไม่ทันจบดีประธานก็ตัดบทว่า  ก็ว่ากันไปเวทีนี้ได้แค่นี้ก็แค่นี้

ถูกระเบียบไม่ได้แปลว่าเป็นธรรม นี่คือการรายงานข่าวโดยรวบรัดจากห้องประชุม 404 รัฐสภาในวันนี้

โฆษกพรรคก้าวไกล เชื่อ ‘พิธา’ – ‘ปิยบุตร’ จูนกันได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543461

22 ก.พ. 2566

โฆษกพรรคก้าวไกล เชื่อ 'พิธา' -  'ปิยบุตร' จูนกันได้

ต่างคนต่างหวังดี โฆษกพรรคก้าวไกล เชื่อ เหตุปะทะอารมณ์ ‘ปิยบุตร’ – ‘พิธา’ ไม่บานปลาย เพราะมีปลายทาง อยู่ที่ความหวังดี

นายรังสิมันต์ โรม โฆษก พรรคก้าวไกล กล่าวถึงการตอบโต้ทางการเมืองระหว่างนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า และนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ว่า ถ้าให้พูดกันตรงๆก็คือ ทุกฝ่ายอยากจะเห็นการกระทำของแต่ละฝ่ายที่ดีต่อกัน อย่างนายปิยบุตรโพสต์เฟสบุควิพากษ์วิจารณ์หลายเรื่อง เชื่อว่า นายปิยบุตรอยากเห็นพรรคก้าวไกลประสบความสำเร็จในการเลือกตั้ง

ส่วนนายพิธา อาจจะคาดหวังให้นายปิยบุตรทำในส่วนอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อการเคลื่อนไหวในเรื่องประชาธิปไตย จนสุดท้ายสามารถบรรลุเป้าหมายตั้งแต่ตั้งพรรคอนาคตใหม่จนถึงยุบพรรค และมาถึงวันนี้

โฆษกพรรคก้าวไกลย้ำว่า หากมองเบื้องหลังถ้อยคำรุนแรง ทุกคนต่างมีความปรารถนาดี จึงเป็นเหตุผลที่นายพิธาและพรรคก้าวไกลอยากให้นายปิยบุตรช่วยเท่าที่ช่วยได้ ซึ่งต้องยอมรับว่าหลังจากที่นายปิยบุตรถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง นายปิยบุตรก็ไม่สามารถเข้ามามีบทบาทในพรรคได้ ดังนั้นจึงอาจทำเท่าที่ทำไหว เพื่อให้ประเทศไทยผลจากยุค 3 ป. แต่อาจจะมีคำพูดที่รุนแรงกันบ้าง ซึ่งตอนก็คิดว่าจะต้องปรับจูนกันใหม่

“กรณีของนายปิยบุตร ก็พยายามที่จะปรับ เอามาเป็นกระจกส่องตัวเอง แต่ก็ยอมรับว่าบางถ้อยคำอาจจะรุนแรง บางทีมันก็อาจจะขัดต่อความรู้สึกที่เวลาเราลงพื้นที่ก็จะเห็นว่า การตอบรับของประชาชนเป็นเรื่องที่ดี แต่ว่าแน่นอน มันก็อาจจะเป็นความเห็นที่ไม่ตรงกัน ถามว่าจะกระทบไหม ผมยังมองในแง่บวกว่า มันคือการถกเถียงกัน คือการพูดคุยกัน อาจจะใช้คำที่รุนแรงกันบ้าง แต่มันก็อยู่ในระดับนั้น แต่ไม่ถึงขนาดว่าที่จะทำให้เกิดความแตกแยกของพรรค ถ้ามีความแตกแยกของพรรค อาจจะบอกว่ามีปัญหาระยะยาว อันนี้อาจจะเป็น แต่กรณีนี้ยังไม่ถึงจุดนั้น” นายรังสิมันต์

ส่วนการที่นายธนาธร ยังโพสต์สนับสนุนพรรคก้าวไกลนั้น ก็ชัดเจนว่า นายธนาธรยังยืนยันว่า พรรคก้าวไกลเป็นพรรคการเมืองที่เป็นคำตอบของสังคมไทย เป็นพรรคการเมืองที่รับมรดกจากพรรคอนาคตใหม่ และเชื่อว่า นายธนาธรก็เป็นเพื่อนที่เดินร่วมทาง อาจจะไม่ใช่รถคันเดียวกัน แต่ปลายทางเดียวกัน ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดี ตนยังมั่นใจในการต่อสู้การเลือกตั้ง

ถ้าเรามองสถานการณ์นี้ อย่าเพิ่งไปมองว่า เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย แต่เป็นเรื่องที่ต้องเดินผ่านไปให้ได้ เพราะเรายังมีศัตรู ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่จะต้องเอาชนะให้ได้ คือ การปิดสวิตช์ 3 ป. เป็นเรื่องที่ฉุดหลังประเทศเราไว้ พร้อมย้ำว่า นโยบายพรรคก้าวไกลมีความแหลมคมมาก หากไม่สามารถก้าวข้ามผ่านได้ เราได้ที่นั่งในสภาไม่มากพอที่จะทำให้นโยบายที่แหลมคมประสบความสำเร็จ เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ดังนั้น ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาเข้มข้น มีความท้าทายรออยู่ ต้องก้าวผ่าน