‘พิธา’ ปะทะ ‘ปิยะบุตร’ เปิดศึกช่วงชิงการนำฝ่ายก้าวหน้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543457

22 ก.พ. 2566

'พิธา' ปะทะ 'ปิยะบุตร' เปิดศึกช่วงชิงการนำฝ่ายก้าวหน้า

สะเทือนโลกออนไลน์ ‘ปิยะบุตร’ ฝ่ายก้าวหน้า ปะทะ ‘พิธา’ จากก้าวไกล ก้าวกันไปคนละทาง ยิ่งใกล้เลือกตั้งยิ่งน่ากังวล

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล โพสถึง ปิยะบุตร แสงกนกกุล อดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ยุทธศาสตร์การนำพรรคก้าวไกลล้าหลังไม่กล้าเป็นตัวแทนของพลังก้าวหน้า มีสาระสำคัญว่า

ย้อนเวลากลับไป 3 ปีที่แล้ว ยังจำเหตุการณ์ ตอนที่ถูกชักจูงให้รับตำแหน่งหัวหน้าพรรคก้าวไกลได้ดี เพราะถ้าไม่มีใครยอมรับตำแหน่งจริงๆ เรือจะแตก ที่เราทำกันมาก็ต้องสูญเปล่าทั้งหมด ทุกอย่างจะเป็นไปตามที่ศัตรูต้องการ แต่ทั้งหมดทั้งปวง โครงสร้างบริหารพรรคต่อจากอนาคตใหม่ ก็ต้องเป็นไปตามกฎหมาย ตามข้อบังคับพรรคใหม่ ตามความปรารถนาของสมาชิกพรรคใหม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับใครคนใดคนหนึ่ง

อีก 3 เดือนก่อนเลือกตั้งครั้งสำคัญของประเทศไทย ในขณะที่องคาพยพพรรคก้าวไกลกำลัง เข็นครกขึ้นภูเขา สู้แต่ในขณะที่พวกเรากำลังทำงาน ปิยบุตรกลับปล่อยเขื่อนออกมาที่ละโพสต์ๆ ให้น้ำไหลออก ซัดครกที่พวกเราเข็นอย่างเหน็ดเหนื่อย ไล่ลงมากองใหม่ จนบางทีเราลืมไปแล้วว่าศัตรูตัวจริงคือใครของเรา เรากำลังสู้กับใคร เพื่ออะไร

ในฐานะที่เป็นผู้นำพรรค เชื่อว่า เราทุกคนรับการวิจารณ์ได้แต่ถ้าถึงขนาดมาจากคนที่เคยขอร้องให้รับตำแหน่งหัวหน้าในวันที่ไม่มีใครรับ คงต้องมาทบทวนกันใหม่กับเวลาที่เหลืออยู่ ทั้ง การทำงานของกองอำนวยการเลือกตั้ง และ  บทบาทของตัวเองขณะที่ปิยะบุตรเองก็ต้องเลิกมือไม่พายเอาเท้าราน้ำเลิกทำตัวไม่เป็นมืออาชีพ ทำตามที่ธนาธรเคยขอไว้

ภาพประกอบจากเฟสบุ๊ค พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ภาพประกอบจากเฟสบุ๊ค พิธา ลิ้มเจริญรัตน์

ปิยะบุตร แสงกนกกุล อดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ตอบโต้ทางออนไลน์เช่นกันมีสาระสำคัญว่าที่ผ่านมา พยายาม วิจารณ์พรรคอย่างตรงไปตรงมา ไม่พูดถึงตัวบุคคล แต่เมื่อ พิธา ให้เกียรติโพสสื่อสารโดยตรงขนาดนี้ ก็จำเป็นต้องตอบโดยละเอียดทุกประเด็น ประชาชน สมาชิก ผู้สนับสนุนพรรค จะได้รู้เสียทีว่าพิธาเอารัดเอาเปรียบ พวกผม ทีมงาน พนักงาน ทีมจังหวัดทั่วประเทศ สส. และผู้สมัคร สส.เพียงใด ใครกันแน่ มือไม่พาย เอาเท้าราน้ำ ใครกันแน่ จับเสือมือเปล่า

นับแต่วันนี้ จะเขียนอธิบายยาวๆ ไปเรื่อยๆ และพร้อมจะไปออกสื่ออธิบายทั้งหมด ว่า พิธา ทำอะไรบ้าง แม้จะรักและสนับสนุนพรรคก้าวไกลแต่เห็นพฤติกรรม แบบนี้ คงปล่อยผ่านไม่ได้ครับ มิเช่นนั้น จะทำบาปต่อพรรคก้าวไกลและประเทศชาติ ถ้าคิดถึงความถูกต้องและการต่อสู้ระยะยาว พรรคก้าวไกล และเพื่อนพ้องน้องพี่ที่ร่วมก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ด้วยกันมาตั้งแต่ยังเป็นวุ้น ปล่อย พิธา แบบนี้ต่อไปไม่ได้

นักวิชาการ มองระเบียบใหม่ กกต. ส่อใช้ไม่เหมาะสม ย้ำไม่ควรมียุบพรรค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543445

21 ก.พ. 2566

นักวิชาการ มองระเบียบใหม่ กกต. ส่อใช้ไม่เหมาะสม ย้ำไม่ควรมียุบพรรค

นักวิชาการรัฐศาสตร์ มองระเบียบใหม่ กกต. เกรงถูกใช้ช่องโหว่ ยุบพรรค คู่ต่อสู้ทางการเมือง ด้าน นิกร ชาติไทยพัฒนา มอง ไม่ควรประกาศในช่วงก่อนเลือกตั้ง ระวัง กกต.ตำบลกระสุนตก

นับตั้งแต่ การออกระเบียบใหม่ ที่เกี่ยวข้องกับการยุบพรรคการเมือง ของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ( กกต.) ออกมา มีการตั้งข้อสังเกตกันว่า มีธงที่เตรียมจะยุบพรรคการเมืองไหน ในช่วงก่อนการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นหรือไม่ ซึ่งมีเสียงสะท้อนจากนักการเมืองพอสมควรที่ค่อนข้างไม่เห็นด้วยกับระเบียบใหม่ของกกต. ที่ออกมา

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.เรียกว่า ยุบพรรคติดเทอร์โบ เพราะด้วยเนื้อหาของระเบียบใหม่ มีกรอบเวลาในการตรวจสอบเบื้องต้นที่กระชับ 7 วันเสร็จ การตั้งคณะบุคคลรวบรวมข้อมูลข้อเท็จจริง ต่อเวลาการทำงานแบบไม่มีกำหนด รวมทั้งกรอบเวลาการพิจารณาของ กกต. ที่ระบไว้ 30 วัน สิ่งโดยรวมเหล่านี้ทำให้เกิดคำถามขึ้นมา

นักวิชาการ มองระเบียบใหม่ กกต. ส่อใช้ไม่เหมาะสม ย้ำไม่ควรมียุบพรรค
รายการ คมชัดลึก เนชั่นทีวี พูดคุยในประเด็น ติดจรวด “ยุบพรรค” หักศัตรูการเมือง?  และได้เชิญ รศ.ดร.ณรงค์เดช สรุโฆษิต คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมพูดคุยถึงประเด็นนี้ 

นักวิชาการ มองระเบียบใหม่ กกต. ส่อใช้ไม่เหมาะสม ย้ำไม่ควรมียุบพรรค
อ.ณรงค์เดช  กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ในด้านหนึ่งก็เป็นการติดเทอร์โบอย่างที่รับรู้กัน แต่ในระเบียบก็มีจุดที่ขยายเวลา มีการเปรียบเทียบข้อดี ข้อต่าง ของระเบียบข้อกำหนดที่ออกมา อย่างเช่น การตรวจสอบชั้นต้น ตามระเบียบปี 2564 ไม่มีเรื่องกรอบเวลา ส่วนระเบียบใหม่มีระยะ 7 วัน หากมีมูลตามคำร้อง นายทะเบียนสามรถสั่งตั้งบุคคล คณะบุคคลรวบรวมข้อเท็จจริง ระเบียบเก่าปี 2564 ให้กรอบเวลา 90 วัน ต่อเวลาได้ 2 ครั้ง ส่วนระเบียบล่าสุด สามารถต่อเวลาครั้งละ 30 วัน จนกว่าจะเสร็จ  ในส่วนการพิจารณาของ กกต. ระเบียบเดิมไม่มีกำหนด ของใหม่ ให้กรอบเวลา 30 วัน 

นักวิชาการ มองระเบียบใหม่ กกต. ส่อใช้ไม่เหมาะสม ย้ำไม่ควรมียุบพรรค
คำถามที่ 1 ออกมาแล้วครบถ้วนหรือไม่ คำถามที่ 2 ออกกรอบเวลามาแล้ว ดีขึ้นหรือแย่กว่าเดิม อย่างการต่อเวลาในการรวบรวมข้อเท็จจริง ที่ต่อเวลาได้อย่างไม่มีกำหนด ดูจะเป็นช่องว่างช่องโหว่ 
 

ในทางการเมือง ความกังวลของนักการเมืองที่ว่า การยุบพรรคมันง่ายเกินไป  และยิ่งมีระเบียบใหม่ของ กกต.แบบนี้ ดูเป็นการเร่งการยุบพรรค อ.ณรงค์เดช มองว่า มันเป็นไปได้หลายมิติ  มิติหนึ่ง อทาจจะมีการยุบพรรค หลังจากมีการสมัครรับเลือกตั้งแล้ว จุดนี้น่าเป็นห่วง เพราะทำให้บัญชีรายชื่อก็ดี รวมทั้งผู้สมัครแบบเขต เสียสถานะการสมัครไปเลย เนื่องจากเขาไม่สังกัดพรรคการเมือง ตามแต่กรอบเวลาการยุบสภา วันเลือกตั้ง หาพรรคสังกัดใหม่ไม่ทัน

นักวิชาการ มองระเบียบใหม่ กกต. ส่อใช้ไม่เหมาะสม ย้ำไม่ควรมียุบพรรค
อีกกรณีคือเมื่อการเลือกตั้งเสร็จเรียบร้อย ในช่วงเตรียมการจัดตั้งรัฐบาล อยู่ดีๆ มีการยุบพรรคเกิดขึ้น ก็อาจจะทำให้เกิดการซื้อตัวส.ส.เพื่อไปจัดตั้งรัฐบาล ในต่างประเทศที่ได้มีการศึกษาข้อกฎหมาย เช่น ในเกาหลีใต้ มีรูปแบบคโครงสร้างกฎหมายล้ายบ้านเรา แต่จะมีการกำหนดชัดเจนว่า ในช่วง 90 วัน ก่อนวันเลือกตั้งไม่ให้มีการเพิกถอนทะเบียนพรรคการเมือง และจะไม่ให้มีการส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อยุบพรรคการเมือง เพื่อป้องกันการใช้กลไกกำจัดคู่แข่งทางการเมือง และเอื้อประโยชน์ทางการเมือง 


ข้อสังเกตในระเบียบใหม่ที่กล่าวถึง ข้อ 10 เรื่องอะไรที่ยื่นไว้ก่อนระเบียบใหม่ ไม่จำเป็นต้องใช้เกณฑ์นี้ แต่ถ้าเรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากนี้ ให้ใช้ตามระเบียบใหม่ อ.ณรงค์เดช มองว่า เรื่องของข้อกฎหมายแบบนี้เรื่องศัพท์บัญญัติ ถ้าออกมาแล้วต้องใช้เลย แต่สิ่งที่ดูไม่เหมาะสมคือ ถ้าเรื่องร้องเรียนยื่นเข้ามาในช่วงที่มีการใช้ระเบียบ เช่น ยื่นเรื่องมาวันนี้ อีก 7 วันตรวจสอบเสร็จ อีก 30 วันตั้งอนุกรรมการตรวจสอบ กกต.พิจารณาอีก 30 วัน แต่เรื่องที่เคยมายื่นร้องเรียนมาก่อนกลับไม่ทำอะไรเลย 
 

ในความเห็นของ อ.ณรงค์เดช จากการศึกษาเรื่องการยุบพรรคการเมือง ยังไม่มีพรรคการเมืองไหนที่ควรจะถูกยุบ เพราะไม่ได้เข้าข่ายในสิ่งที่เรียกว่าการล้มล้างการปกครอง หรือตัวอย่างที่ยกมาให้เห็นภาพ เช่น พรรคนาซี มีกองกำลังทหาร พรรคก่อการร้าย บานาซูน่า ของสเปน มีการรกระทำถึงขั้นวางระเบิด ส่วนในไทย อย่างมากก็โกงเลือกตั้ง หรืออย่างอนาคตใหม่ รับเงินบริจาคผิดกฎหมาย ก็ไม่ถึงขั้นยุบพรรค  

พรรคการเมืองเป็นที่รวมผู้คนที่มีเป้าหมายทางการเมืองเดียวกัน ซึ่งมีคนอยู่มาก ไม่ได้หมายถึง คนใดคนหนึ่ง สมาชิกพรรค ผู้สมัครคนใดคนหนึ่ง ยิ่งไปทำลายพรรคการเมือง ระบบพรรคการเมืองยิ่งอ่อนแอ คนไหนทำผิด ก็ตัดสิทธิการสมัคร เพิกถอนสิทธิการลงสมัครรับเลือกตั้งของเขา อย่างนั้นจะเหมาะสมกว่า ไม่ควรจะใช้แค่เรื่องคน ๆ เดียวแล้วพากันตายยกเข่ง แบบที่เป็นมา 


ในทางกฎหมาย อ.ณรงค์เดช ระบุว่า การยุบพรรคการเมืองด้วยเหตุผลเล็กน้อย ควรจะยกเลิกไปทั้งหมด และให้ยึดตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี 2560 มาตรา 49 ที่ระบุไว้วว่าต้องเข้าข่ายการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรีงเป็นประมุขเท่านั้น  

นักวิชาการ มองระเบียบใหม่ กกต. ส่อใช้ไม่เหมาะสม ย้ำไม่ควรมียุบพรรค
ด้าน นายนิกร จำนง ส.ส.บัญชีรายชื่อ ผู้อำนวยการพรรคชาติไทยพัฒนา มองว่า มันจะเร็วขึ้น ง่ายขึ้น การจะไปอ้างว่าเป็นระเบียบช่วยเหลือประชาชน แต่ประเด็นนี้มันเป็นโทษกับสมาชิกพรรคการเมือง แต่ตรงนี้การยุบพรรคเมือง ไม่ควร ใครทำผิดก็ควรที่จะดำเนินการเป็นรายบุคคล ไม่ใช่ว่าใครผิด เผาทิ้งหมด ไม่ถูกต้อง การจะมาอ้างว่า เป็นความสะดวกและรวดเร็วกับประชาชน มันไม่ใช่ เป้าหมายมันไม่ใช่ เพราะเป้าหมายนี้  ไม่ได้นำไปสู่สิ่งที่เป็นบวก

 เรื่องนี้จะทำให้  กกต.จะกลายเป็นตำบลกระสุนตก จริง ๆ ไปประกาศหลังเลือกตั้งก็ได้เป็นการได้ที่ไม่คุ้มเสีย มองไม่เห็นประโยชน์ว่าจะทำในช่วงนี้ทำไม ไหนจะเรื่องการยกเลิกการรายงานผลเลือกตั้งแบบเรียลไทม์ ถึงจะไม่เป็นเครื่องมือ ก็กลายเป็นเครื่องมือ กกต.ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง ต้องรักษาพรรคการเมืองให้มากที่สุด 

พรรคร่วมรัฐบาล พร้อมเลือกตั้ง66 หลังนายกฯแจ้งในครม. ยุบสภาเดือนมี.ค.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543433

21 ก.พ. 2566

พรรคร่วมรัฐบาล พร้อมเลือกตั้ง66 หลังนายกฯแจ้งในครม. ยุบสภาเดือนมี.ค.

‘วราวุธ’เผย ตามคาด ‘ยุบสภา’ ต้นมี.ค. คาดเลือกตั้ง 7 พ.ค.นี้ ส่วน ‘จุรินทร์’ เตรียมเชิญ 3 อดีตหัวหน้าพรรคลงสนาม ด้าน ‘สมศักดิ์’ เชื่อมีทั้งผู้ได้และเสียประโยชน์ รอกกต.แบ่งเขตชัดเจนอีกครั้ง

ท่าทีพรรคร่วมรัฐบาลส่วนใหญ่ไม่แปลกใจ หลังพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรับมนตรี แจ้งในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)วันนี้ 21 ก.พ. “ยุบสภา” เดือนมี.ค. 


นายวราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า ไม่ได้ผิดไปจากที่รับทราบและคาดการณ์กันไว้ ในครม. คุยกันเลือกตั้ง น่าจะเป็นวันที่ 7 พฤษภาคม ดังนั้นจะประกาศยุบสภาเมื่อไหร่ไม่เป็นปัญหา เพราะทำงานมาต่อเนื่อง จะยุบสภาเดือนมีนาคมวันที่เท่าไหร่ก็ไม่แตกต่าง ซึ่งตั้งเป้า สส. ไม่ต่ำกว่า 25 ที่นั่ง

นายวราวุธ ศิลปอาชานายวราวุธ ศิลปอาชา

ด้านนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงการเตรียมความพร้อม โดยจะเชิญอดีต 3 หัวหน้าพรรคร่วมลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ คือ นายชวน หลีกภัย, นายบัญญัติ บรรทัดฐาน และ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นอกเหนือจากผู้สนใจลงสมัครท่านอื่นๆ เพราะอดีตหัวหน้าพรรคทั้ง 3 ท่านเป็นบุคคลากรที่มีศักยภาพ เปี่ยมด้วยประสบการณ์และมีคุณค่า

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์

ด้านนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ประธานยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมครม. ว่า การยุบสภาจะเกิดขึ้นช่วงไหนก็มีทั้งคนเสียประโยชน์และได้ประโยชน์ บางพรรคใช้โซเชียลมีเดียหาเสียงและโจมตีคู่แข่ง ส่วนคนที่ไม่มีกำลังมากพออย่างพรรคเล็ก ก็เสียเปรียบ วันนี้สื่อมวลชนมีอิทธิพลมากต่อการเมือง บางคนทำงานเก่งแต่ไม่ได้พูดประชาสัมพันธ์เลย หรืออาจรู้แค่ 3 บ้าน แต่หากประชาสัมพันธ์ก็อาจจะรู้ 3 จังหวัด

ส่วนคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ออกมาบอกว่า ไม่สามารถยุบสภาในช่วงนี้ได้ เนื่องจากมีปัจจัยเรื่องการแบ่งเขตเลือกตั้ง ตอนนี้มีคำร้องในศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งยังไม่แน่ชัดว่าการแบ่งเขตจะได้ข้อสรุปอย่างไร ตัวเลขยังไม่ลงตัว ต้องใช้ตัวเลขคณิตศาสตร์ในการคำนวน

นายสมศักดิ์ เทพสุทินนายสมศักดิ์ เทพสุทิน

‘ชูวิทย์’ บุกทำเนียบ แฉหน่วยงานรัฐทุจริต หลังเลือกตั้งกัดไม่ปล่อย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543432

21 ก.พ. 2566

'ชูวิทย์' บุกทำเนียบ แฉหน่วยงานรัฐทุจริต หลังเลือกตั้งกัดไม่ปล่อย

‘ชูวิทย์’ เข้าพบ ‘เลขาธิการนายกฯ’ ให้ข้อมูลหน่วยงานรัฐทุจริต โดยเฉพาะประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้ม ลั่นหลังเลือกตั้งตามล้างผลาญพรรคการเมืองไม่ดี

ความคืบหน้านายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ บุกทำเนียบรัฐบาล เพื่อขอพบพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แต่ต่อมามอบหมายให้นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เลขาธิการนายกรัฐมนตรีแทนนั้น


นายพีระพันธ์ุ กล่าวว่า ได้มีโอกาสทำความเข้าใจหลายเรื่อง ในส่วนของนายกรัฐมนตรีก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ มีทั้งทราบและไม่ทราบข้อมูลมาก่อน ทุกเรื่องนายกรัฐมนตรีก็เร่งดำเนินการมาตลอดและเต็มที่เป็นผลงานออกมาให้เห็นในช่วงหลังๆ ส่วนที่นายชูวิทย์ ระบุให้จับตาการประชุมครม.นัดสุดท้าย อาจมีการอนุมัติอีกหลายโครงการนั้น คงไม่ได้เป็นเช่นนั้น แต่ก็รับทราบ มั่นใจว่าไม่มีอะไรแบบนั้น อะไรที่ผิด คือ ผิด ไม่ได้เกี่ยวกับพรรคการเมือง 
 

ด้านนายชูวิทย์ กล่าวว่า หลังจากนี้มีข้อมูลอะไร สามารรถส่งให้นายพีระพันธ์ได้โดยตรงเลย ตนก็ยินดี 

สำหรับการยื่นข้อมูลมี 4 เรื่อง
-การวิ่งเต้นในศาลปกครองเรื่องการประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้มนั้น ตนจะนำเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับมติการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มมามอบให้ ในฐานะตัวแทนของประชาชน โดยจะไม่ร้องต่อองค์กรรัฐใดๆ นายกรัฐมนตรีจะได้เห็นหน้าตนจนเบื่อ และตนกล่าวต่อหน้านรสิงห์ในทำเนียบแล้วว่า ตัวเองไม่มีเบื้องหลังใดๆ ทุกสิ่งทำเพื่อความยุติธรรม
-เรื่องรุกล้ำที่ดินในอุทยานแห่งชาติทับลานที่มีทั้งรีสอร์ทกับชาวบ้านอยู่นั้น ชาวบ้านจะได้รับสิทธิ์ดูแลรักษาป่าได้ดีกว่าเจ้าหน้าที่ เพราะอยู่อาศัยมานานกว่าเจ้าหน้าที่ หากมีการรุกล้ำ ต้องให้ชาวบ้านแจ้งเรื่อง นอกจากนี้ยังตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดพนักงานบริษัท ช.ที่มีสิทธิ์ประกันสังคมจึงสามารถซื้อที่ดิน สปก.ได้ทั้งที่เป็นผืนดินสำหรับทำการเกษตร
-เรื่องเว็บพนันออนไลน์ ได้รับการยืนยันว่า จะดำเนินการทางกฎหมายทั้งหมด ไม่ว่าจะกลุ่มใด 
-กระบวนการยุติธรรม ต้องมีการตรวจสอบ ต้องมีหลักการตามหลักกฎหมายและเหตุผล ไม่ใช้ดุลยพินิจส่วนตัว ต้องตัดโซ่ถ่วงองค์กรต่างๆ ไม่ว่าจะ ป.ป.ช.,ป.ป.ง.,ป.ป.ส.เพื่อให้เป็นองค์กรอิสระอย่างแท้จริง

ทั้งนี้เมื่อตนได้เข้ามาในทำเนียบฯ รู้สึกขนลุก เพราะได้นำความจริงความเจ็บช้ำของประชาชนมาบอก แม้ไม่ได้เป็น สส.แต่เป็นผู้แทนประชาชน อย่างน้อยเลขาธิการนายกรัฐมนตรีที่บริหารบ้านเมืองแทนนายกรัฐมนตรี ก็ทราบเรื่อง

“ผมอาจจะชอบหรือเกลียดรัฐบาล แต่เป็นการวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริต แต่ตนมีอย่างหนึ่งที่อยากให้ทุกคนเป็นคือความรักชาติ รักบ้านเมือง เราวิพากษ์วิจารณ์ไม่ชอบได้ ระยะเวลาแค่ 1 ชม. มีคำตอบเรื่องต่างๆให้ อย่ามากล่าวหาว่าตนถูกเป่ากระหม่อม”

อีก 3 เดือนข้างหน้า นายกรัฐมนตรีจะชื่อ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือไม่ ไม่ทราบ แต่ ณ วันนี้อำนาจของประชาชนอย่างตน และคนอื่นๆ ได้แผ่ขยายเข้ามาในนี้แล้ว อย่าลืมว่าหลายครั้งถูกหยุดอยู่นอกทำเนียบรัฐบาล
 

อย่างไรก็ตาม ต้องทำหนังสือแจ้งรายละเอียดต่างๆ ของกระทรวงคมนาคม กรมอุทยานแห่งชาติ เว็บพนันออนไลน์ มาชี้แจงให้ทันการประชุม ครม.ครั้งสุดท้าย ยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง เพราะตนไม่ได้สังกัดพรรคใด หลังการเลือกตั้ง66จะตามล้างตามเช็ด พรรคเทพใดที่จะไปผสมกับมารแล้ว จะจดลงบัญชีหนังสุนัข เช่นเดียวกับที่ตนเคยตามล้างผลาญพรรคการเมืองหนึ่ง

นายชูวิทย์ บุกทำเนียบรัฐบาลนายชูวิทย์ บุกทำเนียบรัฐบาล

พิธา – พ.ต.อ.ทวี รอด ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ ยกคำร้อง ย้ายหมอสุภัทร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543420

21 ก.พ. 2566

พิธา - พ.ต.อ.ทวี รอด  'ศาลรัฐธรรมนูญ' ยกคำร้อง ย้ายหมอสุภัทร

‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ ยกคำร้อง ถอดถอน พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง วิจารณ์กระทรวงสาธารณสุข กรณีย้ายหมอสุภัทร

ประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (7) ประกอบมาตรา 185 (3) หรือไม่   กรณีออกแถลงการณ์ในนามหัวหน้าพรรคก้าวไกลไม่เห็นด้วยกับคำสั่งกระทรวงสาธารณสุขในการโยกย้ายนายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ ไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อยจังหวัดสงขลา

โดยตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการโยกย้ายด้วยเหตุผลทางการเมืองหรือไม่  ขอให้กระทรวงสาธารณสุขทบทวนคำสั่งดังกล่าวโดยคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศและประชาชนนั้น เป็นการกระทำอันเป็นการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 185 (3) เป็นเหตุให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (7) หรือไม่

ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบคำร้องแล้วเห็นว่า

ออกแถลงการณ์ในนามหัวหน้าพรรคก้าวไกลไม่เห็นด้วยกับกรณีกระทรวงสาธารณสุขมีคำสั่งโยกย้ายนายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ จังหวัดสงขลา โดยตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการโยกย้ายด้วยเหตุผลทางการเมืองหรือไม่ ขอให้กระทรวงสาธารณสุขทบทวนคำสั่งดังกล่าว เป็นการใช้หน้าที่และอำนาจของ

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติในการติดตาม ตรวจสอบ และควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐมนตรีในฐานะฝ่ายบริหาร ด้วยการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินการของหน่วยราชการหรือหน่วยงานของรัฐ มิได้มีการดำเนินการอื่นใดอันเป็นการใช้สถานะหรือตำแหน่งการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกระทำการใด ๆอันมีลักษณะที่เป็นการก้าวก่ายหรือแทรกแชงเพื่อประโยชน์ของตนเอง ของผู้อื่น หรือของพรรคการเมือง  ไม่ปรากฏว่าการกระทำของผู้ถูกร้องมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา185 (3)

เช่นเดียวกับกรณี พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ (ผู้ถูกร้อง)ออกแถลงการณ์ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งกระทรวงสาธารณสุขในการโยกย้ายนายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะไปรับราชการที่โรงพยาบาลอื่น โดยผู้ถูกร้องขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขชี้แจงเหตุผลของการโยกย้ายดังกล่าวต่อสาธารณชน

ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบคำร้องแล้วเห็นว่า กรณีที่ผู้ถูกร้องออกแถลงการณ์ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งกระทรวงสาธารณสุขในการโยกย้ายนายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ จังหวัดสงขลา ไปรับราชการโรงพยาบาลอื่น

โดยผู้ถูกร้องขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขชี้แจงเหตุผลของการโยกย้ายดังกล่าวต่อสาธารณชน เป็นการใช้หน้าที่และอำนาจของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติในการติดตาม ตรวจสอบ และควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐมนตรีในฐานะฝ่ายบริหาร ด้วยการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินการของหน่วยราชการหรือหน่วยงานของรัฐ มิได้มีการดำเนินการอื่นใดอันเป็นการใช้สถานะหรือตำแหน่งการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกระทำการใด ๆ  อันมีลักษณะที่เป็นการก้าวก่ายหรือแทรกแซงเพื่อประโยชน์ของตนเอง ของผู้อื่น หรือของพรรคการเมือง ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ในการบรรจุ แต่งตั้ง โยกย้าย โอน เลื่อนตำแหน่ง เลื่อนเงินเดือนหรือการให้พ้นจากตำแหน่งของข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำและมิใช่ข้าราชการการเมือง พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยราชการหรือหน่วยงานของรัฐ อันจะเป็นเหตุให้สมาชิกภาพของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลง

ไม่ปรากฎข้อเท็จจริงว่าผู้ถูกร้องมีการกระทำการอื่นใดอันเป็นการก้าวก่ายหรือแทรกแซงในเรื่องการโยกย้ายข้าราชการในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข มูลกรณียังไม่ปรากฎฏว่าการกระทำของผู้ถูกร้องเป็นการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 185(3)

ศาลมีมติเป็นเอกฉันท์มีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย

‘ศาลรัฐธรรมนูญ’นัดลงมติ คำร้อง ‘กกต.’ วันที่ 3มีนาคมนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543380

21 ก.พ. 2566

'ศาลรัฐธรรมนูญ'นัดลงมติ คำร้อง 'กกต.' วันที่ 3มีนาคมนี้

‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ นัดอภิปรายเพื่อลงมติคำร้องอำนาจหน้าที่ ‘กกต.’ กรณีคำนวณสส.และแบ่งเขตเลือกตั้งวันที่ 3 มีนาคมนี้

ศาลรัฐธรรมนูญ มีวาระสำคัญในการประชุมวันนี้ อยู่การพิจารณาคำร้อง การทำหน้า ที่ของกกต. กรณี คำนวณ สส.เขต และการแบ่งเขตเลือกตั้ง ซึ่งเป็นวาระเร่งด่วน เนื่องจากสภาจะครบวาระและอาจจะมีการยุบสภา แม้รัฐธรรมนูญจะไม่ได้กำหนดกรอบเวลาการวินิจฉัยเอาไว้  แต่ศาลรัฐธรรมนูญ ได้นัดอภิปราย และลงมติ คำร้องกกต.วันที่ 3 มีนาคมนี้ 

'ศาลรัฐธรรมนูญ'นัดลงมติ คำร้อง 'กกต.' วันที่ 3มีนาคมนี้

ศาลรัฐธรรมนูญนัดลงมติคำร้องกกต. 3 มีนาคม 2566 ศาลรัฐธรรมนูญนัดลงมติคำร้องกกต. 3 มีนาคม 2566

การคำนวณสส.โดยใช้ราษฎร(รวมบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย) ทำให้เกิดปัญหาอย่างมีนัยยะสำคัญใน 6 จังหวัดตามข้อมูลของ Rocket Media Lab ประกอบด้วย

ถ้าใช้เกณฑ์คำนวณของกกต.(รวมบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย)จะทำให้ 3 จังหวัดมีสส.เพิ่มขึ้น 1 คนประกอบด้วย จังหวัดเชียงรายจาก7คน เพิ่มเป็น 8 คน จังหวัดเชียงใหม่ จาก 10 คน เพิ่มเป็น 11 คน และจังหวัดตาก จาก 3 คน เพิ่มเป็น 4 คน

3จังหวัดที่มีสส.ลดลง ประกอบด้วย จังหวัดอุดรธานีจาก 10 คน เหลือ 9คน จังหวัดนครศรีธรรมราช จาก 10 คน เหลือ 9 คนและจังหวัดปัตตานี จาก 5คน เหลือ 4 คน

หากศาลรัฐธรรมนูญบอกว่า กกต.คิดถูก ก็เป็นหลังพิงให้ กกต.ทำงานต่อโดยสะดวก ทุกฝ่ายไม่ต้องห่วงว่าจะมีคนไปร้องให้เลือกตั้งเป็นโมฆะ แต่หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า กกต.ผิด ก็ต้องคำนวณจำนวน ส.ส.ในแต่ละจังหวัดใหม่

ขณะที่ รัฐธรรมนูญ ปี 2560 มาตรา 104 กำหนดว่า ในกรณีที่มีเหตุจําเป็นอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้และเป็นเหตุให้ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งตามวันที่ กกต. ประกาศ ให้กําหนดวันเลือกตั้งใหม่ก็ได้ แต่ต้องจัดให้มีการเลือกตั้งภายใน 30 วันนับแต่วันที่เหตุดังกล่าวสิ้นสุดลง (การกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ต้องใช้วันเลือกตั้งเดียวกันทั่วราชอาณาจักร)

พ.ร.ป.การเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 47 กำหนดว่า ในกรณีมีเหตุจําเป็นเฉพาะพื้นที่ทําให้ไม่สามารถดําเนินการรับสมัครรับเลือกตั้งได้ เนื่องจากเกิดจลาจล อุทกภัย อัคคีภัย เหตุสุดวิสัย หรือเหตุจําเป็นอื่นในเขตเลือกตั้ง และให้ กกต. มีอํานาจประกาศกําหนดวันรับสมัครเพิ่มเติมโดยอาจกําหนดให้ดําเนินการรับสมัครรับเลือกตั้งในท้องที่อื่นได้ ดังนั้น ถ้าจังหวัดไหนมีปัญหาการแบ่งเขตเลือกตั้งก็สามารถดำเนินการรับสมัครในภายหลังได้แต่ต้องไม่เป็นผลให้เลือกตั้งไม่พร้อมกัน

‘วิษณุ’ เตรียมส่งพ.ร.ก.เลื่อนกฎหมายอุ้มหาย ให้สภาฯ ก่อน 28 ก.พ.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543417

21 ก.พ. 2566

'วิษณุ' เตรียมส่งพ.ร.ก.เลื่อนกฎหมายอุ้มหาย ให้สภาฯ ก่อน 28 ก.พ.นี้

‘วิษณุ’ เตรียมส่งพ.ร.ก.เลื่อนบังคับใช้กฎหมายอุ้มหาย ให้สภาฯพิจารณา ก่อน 28 ก.พ.นี้ หากไม่ทันรอหลังเลือกตั้ง66

ความคืบหน้า พ.ร.ก.เลื่อนบังคับใช้ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย 4 มาตรา 

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า อีก 2-3 วัน เตรียมส่งให้สภาฯ พิจารณา และต้องดูว่าจะพิจารณาทันหรือไม่

หากส่งให้สภาฯ ไม่ทัน วันที่ 28 ก.พ.นี้ (ปิดสมัยประชุมสภาฯ) ก็จะมีผลบังคับใช้ไปจนถึงมีสภาฯ ชุดใหม่ หรือ หลังเลือกตั้ง66

นายวิษณุ ยังกล่าวถึง สาเหตุที่ไม่ส่งให้สภาฯทันที เนื่องจาก พ.ร.ก.ดังกล่าวมีผลบังคับใช้ทันทีอยู่ และอดีตเวลาจับก็ต้องมีหมายจับ แต่ไม่มีเรื่องถ่ายรูป 

ขณะนี้ได้ขอให้ตำรวจใช้กล้องมือถือไปก่อน เนื่องจากตำรวจได้เสนองบประมาณ 444 ล้านบาท เพื่อขอซื้อกล้องวีดิโอตัวละ 9,000 บาท แต่ครม.ไม่ให้ซื้อเฉพาะเจาะจง ให้ประมูลระบบ e-bidding รวมถึงจำนวนกล้องทั้งประเทศ ก็มีไม่เท่ากับจำนวนที่ต้องการในเวลานี้ 

‘ยุบสภา’ ล่วงหน้า เป็นแทคติกทางการเมืองของ ‘นายกฯ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543411

21 ก.พ. 2566

'ยุบสภา' ล่วงหน้า เป็นแทคติกทางการเมืองของ 'นายกฯ'

นักวิชาการมองการแจ้ง ‘ยุบสภา’ ล่วงหน้าของ ‘นายกฯ’ ว่า เป็นแทคติกทางการเมือง มีเวลาหาผู้สมัครสส.เติมเต็มเลือกตั้ง66

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ยอมรับว่าได้มีการรายงานขั้นตอนการปฏิบัติหน้าที่ของครม. หากมีการยุบสภาหรืออยู่ครบวาระ ส่วนวันยุบสภาฯ เป็นเรื่องของนายกฯ กำหนด แต่นายกฯ ได้เปรยในทำนองว่า มีอะไรจะหารือกับพรรคร่วมรัฐบาลอีกทีในกรณีหากจะมีการยุบสภา เพราะต้องฟังสัญญาณจากกกต. ด้วย   เนื่องจากกกต. ได้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา ในเรื่องของการแบ่งเขตเลือกตั้งที่มีการทักท้วงกันอยู่หลายประเด็น และเรื่องจำนวนราษฎร ซึ่งกกต. ก็ขอมีส่วนร่วมด้วย แต่เป็นการแนะนำเท่านั้น เพราะฉะนั้น ก็คงจะถ้อยทีถ้อยอาศัยฟังกันอีกที และแนวโน้มที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยน่าจะเกินวันที่ 28 กุมภาพันธ์

วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี

ก่อนหน้านี้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรียืนยันว่า การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในวันที่ 7 พฤษภาคม 2566 แน่นอน ตามกกต. กำหนด โดยวันนี้รอให้กกต. ทำกฎหมาย กฎกติกาต่าง ๆ ให้เรียบร้อยก่อน ส่วนจะเป็นต้นมีนาคมนี้หรือไม่ ก็คงประมาณนั้น

“ระยะเวลาก็ต้องทำให้สอดคล้องกัน เพื่อให้ ส.ส.ให้มีเวลาหายอกหายใจ นายกฯ ไม่มีเวลาไปถ่วงเวลาใคร ๆ ยังไงก็ทำงานทุกวันอยู่แล้วไม่ว่าจะยุบไม่ยุบ ครม.ก็ทำงานเหมือนเดิม เพราะต้องรักษาการต่อจนมีรัฐบาลใหม่ “

รศ.ดร. สุขุม นวลสกุล อดีอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง บอกว่า การแจ้งล่วงหน้าเรื่องการยุบสภาเป็นแทคติกการเมืองอย่างหนึ่ง  การยุบสภามีความจำเป็นสำหรับพล.อ.ประยุทธ์ เนื่องจากเงื่อนไข ที่สส.ต้องสังกัดพรรคการเมืองก่อนการเลือกตั้งลดลงจาก 90 วัน หากสภาอยู่ครบวาระ เหลือ 30 วัน เมื่อมีการยุบสภา

ทำให้ พรรคการเมืองของพล.อ.ประยุทธ์ มีโอกาสในการดึงผู้สมัครฯที่มีโอกาศได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง66 มาสังกัดพรรค เพราะดูจากท่าทีแล้ว พล.อ.ประยุทธ์จริงจังและคาดหวังกับผลการเลือกตั้งมากเห็นได้จากการลงพื้นที่ พบปะประชาชน  นอกจากนี้ เมื่อยุบสภาแล้ว นายกฯยังสามารถปรับคณะรัฐมนตรี ได้ด้วย  แต่คณะรัฐมนตรีรักษาการ ไม่สามารถโยกย้ายข้าราชการประจำได้

กกต.เคาะ ‘ค่าใช้จ่าย’ ‘เลือกตั้ง’ แล้ว ยุบสภาเขตละ 1.9 ล้านบาท

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543410

21 ก.พ. 2566

กกต.เคาะ 'ค่าใช้จ่าย' 'เลือกตั้ง' แล้ว ยุบสภาเขตละ 1.9 ล้านบาท

คณะกรรมการการ ‘เลือกตั้ง’ เคาะ ‘ค่าใช้จ่าย’ ในการเลือกตั้งแล้ว ยุบสภาให้เขตละ 1.9 ล้านบาท บัญชีรายชื่อ ไม่เกิน 44 ล้านบาท

คณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณากำหนดจำนวนค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามมาตรา 62 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ   ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566    โดยให้ความเห็นชอบรูปแบบที่พรรคการเมืองแสดงความเห็นด้วยจำนวนมากที่สุด   ในการหารือร่วมกันระหว่างคณะกรรมการการเลือกตั้งและพรรคการเมือง เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา    ในการคำนวณค่าใช้จ่ายของผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง หรือของพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ สำหรับการเลือกตั้ง ส.ส.แต่ละครั้ง ให้คำนวณตามค่าใช้จ่ายที่ใช้จ่ายจริงในการเลือกตั้ง ส.ส.ในระหว่างระยะเวลาดังต่อไปนี้

กกต.เคาะ 'ค่าใช้จ่าย' 'เลือกตั้ง' แล้ว ยุบสภาเขตละ 1.9 ล้านบาท

ประกาศกกต.กำหนดค่าใช้จ่ายเลือกตั้งสส.ประกาศกกต.กำหนดค่าใช้จ่ายเลือกตั้งสส.

การเลือกตั้งทั่วไปอันเนื่องมาจากการครบอายุของสภาผู้แทนราษฎร  ให้คำนวณค่าใช้จ่ายที่ใช้จ่ายไปตั้งแต่  180 วัน   ก่อนวันที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศให้มีการเลือกตั้งจนถึงวันเลือกตั้ง    และในกรณีที่เป็นการเลือกตั้งทั่วไปอันเนื่องมาจากการยุบสภา หรือการเลือกตั้งแทนตำแหน่งที่ว่าง  ให้คำนวณค่าใช้จ่ายที่ใช้จ่ายไปตั้งแต่วันที่ยุบสภาหรือวันที่ตำแหน่งว่างลง แล้วแต่กรณีจนถึงวันเลือกตั้ง

ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งแต่ละคนต้องใช้จ่ายในการเลือกตั้ง   ในกรณีที่เป็นการเลือกตั้งทั่วไปอันเนื่องมาจากการครบอายุของสภาผู้แทนราษฎรต้องใช้จ่ายไม่เกิน  7,000,000 บาท (เจ็ดล้านบาทถ้วน) และกรณีที่เป็นการเลือกตั้งทั่วไปอันเนื่องมาจากการยุบสภา หรือการเลือกตั้งแทนตำแหน่งที่ว่าง ต้องใช้จ่ายไม่เกิน  1,900,000  บาท (หนึ่งล้านเก้าแสนบาทถ้วน)

พรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ต้องใช้จ่ายในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในกรณีที่เป็นการเลือกตั้งทั่วไปอันเนื่องมาจากการครบอายุของสภาผู้แทนราษฎร  ต้องใช้จ่ายไม่เกิน  163,000,000 บาท  (หนึ่งร้อยหกสิบสามล้านบาทถ้วน)   และกรณีที่เป็นการเลือกตั้งทั่วไปอันเนื่องมาจากการยุบสภา หรือการเลือกตั้งแทนตำแหน่งที่ว่าง ต้องใช้จ่าย ไม่เกิน  44,000,000  (สี่สิบสี่ล้านบาทถ้วน)

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ในเขตเลือกตั้งใด  ก่อนประกาศผลการเลือกตั้ง ให้ผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งแต่ละคนต้องใช้จ่ายในการเลือกตั้งใหม่   โดยในเขตเลือกตั้งใดที่ต้องดำเนินการรับสมัครผู้สมัครรับเลือกตั้งใหม่  ให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งแต่ละคน  ต้องใช้จ่ายไม่เกิน 950,000  บาท  แต่ในเขตเลือกตั้งใดที่ไม่ต้องดำเนินการรับสมัครใหม่  ใช้จ่ายไม่เกิน  630,000 บาท 

และในกรณีที่ กกต.ประกาศให้มีการเลือกตั้งใหม่  ในเขตเลือกตั้งใดที่ไม่มีผู้สมัครรับเลือกตั้งได้รับคะแนนเสียงมากกว่าคะแนนเสียงที่ไม่เลือกผู้ใด  และต้องรับสมัครใหม่  ใช้จ่ายในการเลือกตั้งไม่เกิน 950,000 บาท   และกรณีที่มีการประกาศผลการเลือกตั้งแล้ว และมีเหตุให้ต้องมีการเลือกตั้งแทนตำแหน่งที่ว่าง ใช้จ่ายในการเลือกตั้งไม่เกิน  1,900,000 บาท

พรรคใหญ่- ‘บ้านใหญ่’ ปัจจัยชี้ขาด ‘เลือกตั้ง66’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543400

21 ก.พ. 2566

พรรคใหญ่- 'บ้านใหญ่'  ปัจจัยชี้ขาด 'เลือกตั้ง66'

นักวิชาการวิเคราะห์ ‘เลือกตั้ง66’ ย้อนสถิติปี54 ‘บ้านใหญ่’ – พรรคใหญ่ เป็นปัจจัยชี้ขาดชนะเลือกตั้งแบบแลนด์สไลด์

ดร.สติธร ธนานิธิโชติ ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า วิเคราะห์สถานการณ์การเลือกตั้ง 66 โดยหยิบยกผลการวิจัยข้อมูลสแกนตระกูลบ้านใหญ่ ที่มีผลต่อชัยชนะการเลือกตั้งในปี 54 พบว่า มีความสำคัญเกี่ยวกับการสังกัดพรรคการเมือง เป็นอันดับที่ 1 ในห้วงเวลานั้น

หากดูผลการเลือกตั้งเมื่อปี 54 กระจายตามภูมิภาคต่างๆ  การเมืองถูกแบ่งออกเป็น 2 ขั้ว 2 พรรค ระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์ แข่งกันในระดับภูมิภาค เช่น ภาคอีสานเพื่อไทย ซึ่งจะมี 10 ตระกูลการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งในนามพรรคเพื่อไทย ขณะที่ พรรคประชาธิปัตย์ก็ยังมีรอดออกมาประมาณ 3 ตระกูล

ดร. สติธร ธนานิธิโชติ ผอ.สำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้าดร. สติธร ธนานิธิโชติ ผอ.สำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า

ส่วนทางภาคเหนือเพื่อไทยจะนำมา ประชาธิปัตย์ได้บ้างทางภาคเหนือตอนล่าง ส่วนเพื่อไทย มี 3 ตระกูล ประชาธิปัตย์ก็มี 3 ตระกูล สำหรับภาคกลางน่าสนใจพรรคประชาธิปัตย์ ผลการเลือกตั้งได้ค่อนข้างเยอะประมาณ 7 ตระกูล เพื่อไทย 4 ตระกูล ซึ่งพรรคเพื่อไทยได้เข้ามา 3 ตระกูล

ภาคใต้ไม่ต้องพูดถึงพรรคเพื่อไทยไม่ได้ที่นั่ง เรียกว่าได้ศูนย์ตระกูล แล้วพรรคประชาธิปัตย์จะมีตระกูลใหญ่ 4 ตระกูล

พูดง่ายๆ ถ้าลงการเมือง สังกัดพรรคเพื่อไทย ทางภาคเหนือ ภาคอีสาน ตระกูลไหน บ้านใหญ่ไหน ก็ไม่ต้องกลัว หรือลงการเมืองสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ทางภาคใต้ ตระกูลไหน ก็ไม่ต้องกลัวเช่นกัน

“ตระกูลบ้านใหญ่สู้พรรคการเมืองที่สังกัดไม่ได้ ดังนั้น ตระกูลใหญ่ ก็ยังมีความสำคัญ แต่เป็นปัจจัยลำดับรอง ประมาณอันดับที่ 3 ถ้านำไปวัดกับบุคคลที่เขามีนามสกุลดังด้วย”

ดร.สติธร อธิบายต่อว่า นอกจากแต่ละพรรคจะแข่งกันด้วยกระแสของพรรคแล้ว จะเห็นได้ว่า ยังมีเรื่องของตระกูลบ้านใหญ่ เข้าไปช่วยหนุน ทำให้ผลการเลือกตั้งมันประสบผลสำเร็จหรือล้มเหลวแตกต่างกันไป หากไปดูผลเลือกตั้ง ส.ส.หน้าใหม่ พบว่า ตระกูลมีความสำคัญ จะเป็นปัจจัยสำคัญก่อนที่จะไปถึงประชาชนจะเลือกไม่เลือก

“เพราะความเป็นตระกูลจะแพ้ความเป็นพรรค แต่ความเป็นตระกูลจะไปเชื่อมโยงพรรคการเมือง จุดนี้จะทำให้ประชาชนตัดสินใจเลือกได้ง่ายกว่า คนหน้าใหม่ที่ไม่มีตระกูลไปลงพรรคเล็กพรรคน้อย แทบเรียกได้ว่ารอดยาก ขณะเดียวกัน ถ้าเป็นตระกูลใหญ่หรือบ้านใหญ่ไปรวมกับพรรคใหญ่รับรองได้แลนด์สไลด์แน่นอน”