เปิดใจ คริส โปตระนันทน์ ลาออก ก้าวไกล เหตุ ใครไม่ให้เป็นปาร์ตี้ลิสตี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/542682

10 ก.พ. 2566

เปิดใจ คริส โปตระนันทน์ ลาออก ก้าวไกล เหตุ ใครไม่ให้เป็นปาร์ตี้ลิสตี้

คริส โปตระนันทน์ เปิดใจ หันหลังให้ พรรคก้าวไกล ทิ้งปริศนา โปลิตบูโร ขวางไม่ให้ลง ส.ส.บัญชีรายชื่อ ย้ำชัด พูดมาตลอด ให้แก้ปัญหา

“ที่ผมออกมาโพสต์ ไม่ใช่ว่า ผมอยากจะทิ้งระเบิด ไม่ใช่ว่า ผมลาออกปุ๊ป แล้วต้องด่าพรรคเก่าไม่ใช่เลย และมีความภาคภูมิใจในพรรคก้าวไกลไม่น้อยกว่าใคร นับตั้งแต่อนาคตใหม่ ก็เป็นเวลา 5 ปี ถ้าผมจะทิ้งบอมบ์ น่าจะแหลกเป็นจุณ “  ถ้อยคำให้สัมภาษณ์ ของ คริส โปตระนันทน์ อดีตผู้ร่วมก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ ผ่าน รายการ คมชัดลึก เนชั่นทีวี ประเด็น ชำแหละ “โปลิตบูโร” ในก้าวไกล ควบคุมพรรค เป็นเนื้อความที่หลายๆคนต่างให้ความสนใจกัน เพราะการลาออกจากพรรคก้าวไกล ของบุคคลที่มีบทบาทในแง่มุมการทำพื้นที่ และ มีส.ก. หรือสมาชิกสภากรุงเทพมหานครจำนวนหนึ่งที่อยู่ในการดูแล

เปิดใจ คริส โปตระนันทน์ ลาออก ก้าวไกล เหตุ ใครไม่ให้เป็นปาร์ตี้ลิสตี้


เขาบอกเราว่า เรื่องนี้ใช้เวลานานมาก และปัญหาที่มีเคยสะท้อนไปหลายครั้ง รวมทั้งการลาออก ก็มีการพูดคุยหลายครั้ง จากกันด้วยดี คริส เล่าต่อหลังจากถูกถามว่า เมื่อปี 2565 ได้เปิดตัว เป็นว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขตจตุจักร ( จตุจักร พญาไท ราชเทวี) แต่พอการแบ่งเขตใหม่ กทม.จาก 30 เขต เป็น 33 เขต รวมทั้ง จำนวนส.ส. 500 คนเท่าเดิม แต่ลดสัดส่วนของ ส.ส.บัญชีรายชื่อลงเหลือ 100 คน ซึ่งต้องมีการแบ่งเขตใหม่ การที่มีตัวอย่างการแบ่งเขต ปรากฏว่า เขตที่จะลงสมัคร ถูกแบ่งแบบหัวไปถามตัวไปทาง จตุจักรอยู่แบบเดี่ยว ๆ 

พญาไท จะไปรวมกับดินแดง ราชเทวีจะนำไปรวมกับดุสิต คริส มองว่าพื้นที่ที่ตนทำมา การลงสมัครส.ส.โอกาสชนะมีน้อย จึงได้พูดคุยกับแกนนำพรรค มีความเป็นไปได้หรือไม่ ที่เขาจะถูกเสนอให้ลงในส่วนของ ส.ส.บัญชีรายชื่อ การทำงานตลอด 4 ปี ของเขา ผลงานด้านสาธารณสุข รวมทั้ง จำนวนส.ก. ที่เขาดูแล คริส มองว่า น่าจะมีความเป็นไปได้ในการลงส.ส.บัญชีรายชื่อ แต่ทั้งหมดก็ไม่ได้เป็นอยากที่เขาหวัง และเป็นที่มาโพสต์ร่ายยาว เหตุผลลาออกจากก้าวไกล ในแฟนเพจส่วนตัว 

เปิดใจ คริส โปตระนันทน์ ลาออก ก้าวไกล เหตุ ใครไม่ให้เป็นปาร์ตี้ลิสตี้

ข้อความที่ว่า เหยียบย่ำหัวใจของคนในพรรค ในความหมายนี้ คริส อธิบายไว้ชัดเจนในแฟนเพจ หายถึง การไม่สนับสนุน ให้ส่ง วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่า กทม. และหลังจากนั้น ก็มีการตั้งกลุ่ม ตั้งก๊ก กันในพรรค เหมือนพยายามสร้างขึ้นเพื่อต่อรองแข่งกัน รวมทั้งการค้าน การส่ง ส.ส.บัญชีรายชื่อ มาเป็นผอ.การเลือกตั้งซ่อมเขตหลักสี่

ต่อคำถามที่ว่า ตัวเขานั้น เป็นตัวปัญหา ขอต่อรองตำแหน่งมาตลอด คริส อธิบายว่า ตั้งแต่ทำพรรคนี้มา ไม่เคยขออะไรเลย สมัยอนาคตใหม่ เขาเป็นหัวหน้านโยบายเศรษฐกิจ คนที่ทำงานนโยบายเศรษฐกิจ ได้เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อหมด ส่วนตัวเขาขอลงส.ส.เขต พอแพ้การเลือกตั้ง พรรคจัดให้เป็นผู้ช่วยส.ส.ในบางคน ตัวเขาได้เป็นผู้ช่วยส.ส.ประมาณ 2 ปี อีกตำแหน่งที่พรรคจัดวาง คือ กรรมการยุทธศาสตร์เลือกตั้ง กทม.เมื่อ 2 ปีก่อน 


ที่ผ่านมา คริส บอกเล่าในรายการว่า การเลือกตั้งต่างๆ ในพรรคก้าวไกล ไม่เคยมี รวมทั้งการเลือกผู้ที่จะลงเป็นส.ส.บัญชีรายชื่อ ถ้ามีกระบวนการคัดสรร เขารับได้ แต่ตอนนี้มีเพียงคนกลุ่มหนึ่ง ที่เป็นคนเลือกใคร จะลงเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ  ที่เขาเรียกว่า โปลิตบูโร เขาบอกต่อว่า ถ้าการเมือง ถูกขับเคลื่อนด้วยคนกลุ่มหนึ่ง มันสะท้อนว่ายังงเป็นการเมืองแบบเก่า ถ้าผู้นำดี พรรคก็จะยิ่งใหญ่ แต่ถ้าผู้นำไม่ดี พรรคก็จะล่มจม และถ้าพรรคเป้นของนายทุนคนเดียว คุณจะบริหารยังไง ก็เรื่องของคุณ แต่เมื่อคุณประกาศออกมาว่า พรรคการเมืองนี้เป็นพรรคที่เป็นประชาธิปไตย แต่การกระทำสวนทางกัน ซึ่งใกล้เคียงกับคำว่า ดีแต่พูด 

เปิดใจ คริส โปตระนันทน์ ลาออก ก้าวไกล เหตุ ใครไม่ให้เป็นปาร์ตี้ลิสตี้
“ เราอยู่ในพรรคมา ผมพยามผลักดันเรื่องนี้ ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆผมจะมาพูดหลังออกจากพรรค และตรงกับที่อาจารย์ปิยะบุตร แสงกนกกุล เคยพูดเรื่องส.ส.บัญชีรายชื่อ ผมสร้างพรรคการเมืองนี้ ไม่ใช่เพื่อให้ใครได้เป็นส.ส. ไม่ใช่แน่นอน เราต้องการสร้างพรรคการเมือง เพื่อให้เป็นของประชาชน ถ้าส.ส.บัญชีรายชื่อที่ได้มา มาจากประชาชน เป็นคนที่เก่ง มีความสามารถ สมาชิกพรรคโหวตเข้ามา ผมจะไม่มีปัญหา นั่นคือสิ่งที่ผมต้องการ แต่ในเมื่อพูดภายในแล้วมันไม่เปลี่ยน ก้ต้องขยับดีกรีขึ้นมา แล้วก็ออกมาพูดภายนอก เพื่อสร้างแรงกดดัน ถ้าวันหนึ่ง ก้าวไกล จะแก้ปัญหาเรื่องนี้ ก็จะเป็นเรื่องที่ดี “ คริส กล่าว 

ชาติพัฒนากล้า ชูรื้อระบบ ยกเลิกแบล็คลิสต์ แก้ต้นทุนพลังงาน ลดคอร์รัปชัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/542678

09 ก.พ. 2566

ชาติพัฒนากล้า ชูรื้อระบบ ยกเลิกแบล็คลิสต์ แก้ต้นทุนพลังงาน ลดคอร์รัปชัน

ชาติพัฒนากล้า เสนอแนวทาง รื้อระบบ แก้เศรษฐกิจ ลดต้นทุนด้านพลังงาน สร้างความเป็นธรรมด้านภาษี ยกเลิกเครดิตบูโร ใช้ เครดิต สกอร์แทน พาระบบราชการเข้ายุคดิจิทัล

กรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ในหัวข้อ “Policy Push – Market Drives กำหนดนโยบายให้ตรงใจตลาดโลก” ในงาน “อนาคตประเทศไทย ECONOMIC DRIVES” 

ชาติพัฒนากล้า ชูรื้อระบบ ยกเลิกแบล็คลิสต์ แก้ต้นทุนพลังงาน ลดคอร์รัปชัน

กรณ์ กล่าวว่า  จากโจทย์ของงาน ที่ว่าจะทำอย่างไรในตรงใจตลาดโลก แต่ต้องย้อนกลับมาดูคนไทย ก่อนว่า คนไทยถือบัตรสวัสดิการคนจนอยู่ถึง 14 ล้านคน เราจะเริ่มต้นอย่างไร ในเมื่อมีคนไทยที่เป็นหนี้ NPL ติดในแบล็คลิสต์บูโรถึงเกือบ 6 ล้านชีวิต จะเริ่มต้นอย่างไร ในเมื่อมี SMEs 70 % ที่ไม่รู้จะไปต่อได้หรือไม่ เราต้องตอบคำถามเหล่านี้ให้ได้ ซึ่งคำตอบคือ การรื้อโครงสร้างเศรษฐกิจในหลาย ๆ เรื่อง พร้อมกับการเร่ง ในหลาย ๆ เรื่อง เพื่อให้สามารถตอบโจทย์ในการเดินหน้าไปพร้อมกันของคนไทยทุกคน ทุกวันนี้เรามีโปรดักส์ที่เป็นที่นิยมในการส่งออก คือรถกระบะ ส่งออกประมาณ 1 ล้านคัน แต่ข้อเท็จจริงชาวโลกตอนนี้ กำลังจะเลิกใช้น้ำมันดีเซล คนไทยเริ่มเปลี่ยนมาใช้รถ EV เป็นเหตุให้อุตสาหกรรมยานยนต์ต้องปรับ ไทยมีของดีมาก แต่ทำอย่างไรให้ของดีเป็นโอกาสของคนไทย ที่บอกว่าต้องรื้อคือ ทั้งเรื่องเกี่ยวกับอุตสาหกรรมพลังงาน อุตสาหกรรมการเงิน  ภาคการเกษตร และระบบราชการ 
 

การรื้อที่ว่า คือต้องรื้อ อุตสาหกรรมด้านพลังงาน เพื่อให้ต้นทุนพลังงานภาคเอกชนไทยถูกลง ทั้ง น้ำมัน แก๊ส ไฟฟ้า รื้อระบบราคาตลาด รื้อระบบโครงสร้างค่าการกลั่น ยกเลิกการใช้ราคาที่อิงกับสิงคโปร์ มาใช้ระบบกำหนดค่าการกลั่น ที่กำหนดราคาหน้าปั๊ม โดยอ้างอิงกับต้นทุนของโรงกลั่นที่เป็นของคนไทย รื้อการกำหนดราคา FT 

ชาติพัฒนากล้า ชูรื้อระบบ ยกเลิกแบล็คลิสต์ แก้ต้นทุนพลังงาน ลดคอร์รัปชัน
ส่วนเรื่องการเงิน เราต้องกำกับความเป็นธรรมในด้านภาษี โดยเฉพาะกับมนุษย์เงินเดือน และคนทำงาน สร้างความเป็นธรรม และสร้างโอกาส โดยเฉพาะผู้ประกอบการ สามารถที่จะเข้าไปสู่ระบบการกู้ยืมเงิน ในอัตราดอกเบี้ยที่เป็นธรรม ยกเลิกเครดิตบูโร นำเครดิต สกอร์ มาใช้แทน ด้านการเกษตร ต้องตอบโจทย์ให้ได้ถึงความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของเกษตรกร ต้องทำการรื้อระบบสหกรณ์ เพื่อให้สหรณ์เป็นตัวช่วยในการขายและเพิ่มมูลค่าในกับผลผลิตทางการเกษตร 
รวมทั้งรื้อระบบราชการ นำระบบนี้เข้าสู่ยุคดิจิทัล เพิ่มประสิทธิภาพ เพิ่มความโปร่งใส ลดโอกาสในการทุจริต 

ทั้งนี้ กรณ์ ยังกล่าวว่า เราเสนอยุทธศาสตร์ 7 เฉดสี เช่น สีเขียว ส่งเสริมการลงทุนครั้งใหญ่ สีเทา ไทยมีเศรษฐกิจนอกระบบมากสุดในโลก เอาธุรกิจนั้นมาสู่แสงสว่างกำกับดูแล เก็บภาษี สีขาว สายมู สนับสนุนการท่องเที่ยวแนวศรัทธา สีน้ำเงิน การสร้างแพลตฟอร์มของคนไทย สีเหลือง เศรษฐกิจสร้างสรรค์ สตาร์ทอัพ ส่วนสีรุ้ง ให้สิทธิที่เป็นธรรมแก่เพศสภาพหลากหลาย

“อุตตม” โชว์วิสัยทัศน์ แนวคิด ประชารัฐ วางรูปแบบบริหาร 3 ส่วน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/542676

09 ก.พ. 2566

"อุตตม" โชว์วิสัยทัศน์ แนวคิด ประชารัฐ วางรูปแบบบริหาร 3 ส่วน

“อุตตม” ชูแนวคิด “ประชารัฐ” สานความร่วมมือ “รัฐ-เอกชน-ประชาชน” แนวทางบริหาร 3 ส่วน “ทำเรื่องเร่งด่วน- เร่งรัดวางรากฐานการพัฒนา-ปฏิรูประบบราชการ”

อุตตม สาวนายน ที่ปรึกษาคณะกรรมการนโยบาย พรรคพลังประชารัฐ เป็นตัวแทนพรรคพลังประชารัฐ ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ในหัวข้อ “Policy Push – Market Drives กำหนดนโยบายให้ตรงใจตลาดโลก” ในงาน “อนาคตประเทศไทย ECONOMIC DRIVES” 

"อุตตม" โชว์วิสัยทัศน์ แนวคิด ประชารัฐ วางรูปแบบบริหาร 3 ส่วน

อุตตม กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ วันนี้ประเทศไทยอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญจากสถานการณ์ทั้งในประเทศและจากนอกประเทศ ซึ่งถือเป็นทั้งความท้าทายและเป็นโอกาสได้เช่นเดียวกัน หากสามารถปรับตัวและมีความพร้อมต่อการรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของเศรษฐกิจโลกที่ปีนี้มีโอกาสถดถอย และชะงักงัน รวมถึงเรื่องที่สำคัญอย่างเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ของโลก อย่างความตึงเครียดที่มีความไม่แน่นนอนของสถานการณ์โลก ที่ส่งผลให้เกิดความกังวล ทั้งประเทศมหาอำนาจ และประเทศไทย ที่อาจจะเกิดความแปลงที่คาดไม่ถึงได้ตลอดเวลา นอกจากนี้ยังมีเรื่องความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี รวมถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

"อุตตม" โชว์วิสัยทัศน์ แนวคิด ประชารัฐ วางรูปแบบบริหาร 3 ส่วน

ทั้งนี้ ต่อสถานการณ์ดังกล่าว พรรคพลังประชารัฐวางแนวทางในการบริหารจัดการเป็น 3 ส่วนสำคัญ คือ 1. การทำเรื่องเร่งด่วน การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ประเทศต้องเผชิญ และ 2. การเร่งรัดการวางรากฐานการพัฒนาที่ยั่งยืนให้คนไทยทั้งประเทศ และ 3. การปฏิรูประบบราชการ

อุตตม กลบ่าวต่อไปว่า เรื่องเร่งด่วนแรก ยกเป็นตัวอย่างคือ เรื่องบาดแผลของประเทศจากสถานการณ์โควิด ที่วันนี้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี คนตัวเล็ก ยังคงเป็นแผลที่สาหัสอยู่ ปัญหาหนี้สินทั้งในและนอกระบบตรงนี้จะแก้อย่างไร 

ซึ่งแนวทางของพรรคคือต้องแก้ปัญหาอย่างบูรณาการ คือ แก้หนี้ เติมทุน และสร้างทักษะอาชีพ ถึงจะตอบโจทย์การแก้ปัญหาที่ยั่งยืน 

"อุตตม" โชว์วิสัยทัศน์ แนวคิด ประชารัฐ วางรูปแบบบริหาร 3 ส่วน

ส่วนเรื่องที่ 2 ต้องเร่งรัดการพัฒนาในมิติต่าง ๆ ตั้งแต่การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยเริ่มจากเศรษฐกิจฐานรากคู่ขนานกับเศรษฐกิจมหภาค เนื่องจากพิสูจน์แล้วว่าหากเศรษฐกิจฐานรากไม่เข้มแข็ง เมื่อเกิดวิกฤตจะกระทบระบบเศรษฐกิจทั้งระบบ โดยการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก จะต้องผสมผสานอย่างครบวงจรทั้งเรื่องของการเกษตร การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชน เพื่อสร้างให้เกิดงานใหม่ ผลักดันชุมชนให้เข้มแข็งดูแลตัวเองได้มากที่สุด

นอกจากนี้ อุตตม ยังมองว่าประเทศไทยต้องมีเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ๆ เพราะเครื่องยนต์เศรษฐกิจประเทศไทยวันนี้เริ่มอ่อนแรง บางเครื่องล้าสมัยแล้ว อย่างเรื่องการส่งออกแม้จะเดินหน้าต่อไปได้ แต่ยังไม่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้มีความแข็งแรงได้ 
 

และเรื่องที่ 3. ซึ่งเป็นสิ่งสุดท้ายที่ขาดไม่ได้คือการปฏิรูปรัฐราชการ ไม่ให้เป็นคอขวด เพื่อให้การบริหารงานราชการเป็นไปอย่างมีระบบ และตอบโจทย์การพัฒนาประเทศในสถานการณ์ปัจจุบันอย่างมีประสิทธิภาพ
 
“ที่สำคัญไม่แพ้กันคือเรื่องการพัฒนาคน เพราะสิ่งที่ผมพูดมาทั้งหมดจะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่มีการพัฒนาคน วันนี้การศึกษาต้องครบทุกวัย ผมมองว่าการลงทุนในเด็กช่วงปฐมวัย เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดที่เราจะทำเพื่อวางรากฐานการพัฒนาประเทศได้ ที่สำคัญที่ต้องเป็นรัฐสวัสดิการที่เข้าถึงถ้วนหน้าและมีคุณภาพ” อุตตม กล่าว 

"อุตตม" โชว์วิสัยทัศน์ แนวคิด ประชารัฐ วางรูปแบบบริหาร 3 ส่วน

อุตตม กล่าวต่อว่า ภาพรวมการขับเคลื่อนนโยบายจากที่กล่าวมาทั้งหมด พรรคพลังประชารัฐจะขับเคลื่อนภายใต้แนวความคิดประชารัฐ ซึ่งตนขอย้ำว่า ประชารัฐไม่ใช่ประชานิยม เพราะแนวคิดประชารัฐ คือความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาชน ที่ร่วมขับเคลื่อนเพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืน สร้างการพัฒนาที่คุ้มค่า มั่งคั่ง ยั่งยืน สามารถแก้ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำ และความยากจนด้วยเครื่องมือที่เหมาะสมในทุกมิติ ซึ่งแนวทางดังกล่าวตนได้ร่วมขับเคลื่อนมาแล้วทั้งสิ้น ตั้งแต่การทำโครงสร้างพื้นฐานดิจิตัล โครงการเน็ตประชารัฐ การต่อยอดโครงการพร้อมเพย์ แอพพลิเคชั่นเป๋าตังค์ เป็นต้น

พิธา เสนอแนวนโยบาย สร้างงาน -ซ่อมประเทศ พัฒนาเศรษฐกิจ ลดความเลื่อมล้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/542675

09 ก.พ. 2566

พิธา เสนอแนวนโยบาย สร้างงาน -ซ่อมประเทศ พัฒนาเศรษฐกิจ ลดความเลื่อมล้ำ

“พิธา” เสนอแนวคิด ‘ถูกใจคนไทย-ตรงใจตลาดโลก’ ชู ‘สร้างงาน-ซ่อมประเทศ’ เปลี่ยนปัญหา-ความต้องการคนไทย เป็นอุตสาหกรรมใหม่-จ้างงาน 1 ล้านตำแหน่ง พัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตพร้อมลดความเลื่อมล้ำ

โพสต์ทูเดย์ ได้จัดงานครบรอบ 20 ปี “อนาคตประเทศไทย Economic Drives เศรษฐกิจไทย สตาร์ทอย่างไรให้ก้าวนำโลก” เชิญตัวแทนพรรคการเมืองมาแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับนโยบายทางเศรษฐกิจ “Policy Push-Market Drives กำหนดนโยบายอย่าไร ให้ตรงใจตลาดโลก”

พิธา เสนอแนวนโยบาย สร้างงาน -ซ่อมประเทศ พัฒนาเศรษฐกิจ ลดความเลื่อมล้ำ

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้ร่วมเป็นหนึ่งในพรรคการเมือง แสดงวิสัยทัศน์ด้านเศรษฐกิจ โดยกล่าวว่า โจทย์ที่ได้รับมาวันนี้จากผู้จัดงาน คือเราจะกำหนดนโยบายเศรษฐกิจอย่างไรให้ตรงใจตลาดโลก ซึ่งตนขอมองต่าง ซึ่งแนวทางเอาใจตลาดโลก ในมุมมองผู้บริหาร เป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าในมุมมองนักการเมือง นั้น โจทย์ไม่ใช่กำหนดนโยบายอย่างไรให้ตรงใจตลาดโลก แต่คำถามที่ถูกต้อง คือเราจะกำหนดนโยบายเศรษฐกิจอย่างไรให้ตรงใจคนไทยและตลาดโลก เหตุผลที่หนึ่ง ถ้าเราทำของราคาถูกมีคุณภาพ สามารถทำได้ เพราะมีอุตสาหกรรมที่ตรงใจตลาดโลกพอสมควร

พิธา เสนอแนวนโยบาย สร้างงาน -ซ่อมประเทศ พัฒนาเศรษฐกิจ ลดความเลื่อมล้ำ

เพราะที่ผ่านมาเรามีเศรษฐกิจที่ตรงใจตลาดโลกมามากแล้ว แต่จะมีประโยชน์อะไรเพราะถ้าสัดส่วนคนจนในประเทศยังมีสูง  คิดเป็นถึง 66% หรือ 2 ใน 3 ของคนจนอยู่ในภาคการเกษตร จะมีประโยชน์อะไรกับการที่รายได้การท่องเที่ยวของประเทศก่อนโควิด สูงถึง 2 ล้านล้านบาท แต่ 74% กระจุกตัวอยู่แค่ใน 5 จังหวัดจากทั้งประเทศ และจะมีประโยชน์อะไรกับการที่ประเทศไทยมีภาคธนาคารที่เข้มแข็งเป็นอันดับที่ 21 ซึ่งถือเป็นอันดับต้นๆ ของโลก แต่สัดส่วนหนี้ครัวเรือนของประเทศไทยพุ่งทะยานไปถึง 89% ของจีดีพีแล้ว
 

เหตุผลที่ 2  พิธา กล่าวว่า จากการคาดการณ ของ ธนาคารโลกระบุว่าเศรษฐกิจโลกปีหน้าจะโตช้าที่สุดในรอบ 30 ปี เหตุผลที่ยกมาทั้ง 2 ข้อ จึงเป็นโจทย์ที่รัฐบาลไทยต้องออกแบบนโยบายให้สอดคล้องตรงใจตลาดโลก และคนไทย และการที่เราจะพึ่งเพียงการส่งออก การลงทุน และการท่องเที่ยวเป็นหลัก เป็นนโยบายที่ถูกต้องหรือไม่ เพราะถ้าเราตั้งโจทย์ผิดเมื่อไหร่ แม้จะได้คำตอบที่ถูก ประเทศก็ไปผิดทิศผิดทาง ในการขึ้นมาพูดครั้งนี้ เราต้องการวิธีคิดมากกว่าตคำตอบ พรรคก้าวไกลมีกระบวนการวิเคราะห์ กำหนดเป้าหมาย ที่จะนำไปสู่การกำหนดนโยบายอย่างเป็นระบบ 

พิธา เสนอแนวนโยบาย สร้างงาน -ซ่อมประเทศ พัฒนาเศรษฐกิจ ลดความเลื่อมล้ำ
ประเทศไทยมีจุดแข็ง คือความสร้างสรรค์ ห่วงโซ่อุปทานที่ดีระดับหนึ่ง และมีเสถียรภาพทางการเงินการคลัง ในขณะเดียวกันก็มีจุดอ่อนคือการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มตัว การมีระบบรัฐราชการรวมศูนย์ที่เต็มไปด้วยการคอร์รัปชัน และความเหลื่อมล้ำที่สูงมาก หากมองในแง่โอกาส แนวโน้มการลงทุนของโลกในขณะนี้กำลังมุ่งไปที่การกระจายความเสี่ยงออกจากฐานการผลิตเดิม 

ขณะเดียวกันกำลังจะเกิดการปฏิรูปภาษีโลกครั้งใหม่ (Global Minimum Tax) หรือ GMT แต่โลกก็กำลังมอบโจทย์ความท้าทายให้กับประเทศไทยในหลายด้านเช่นเดียวกัน ทั้งในเรื่องภาวะโลกร้อน ปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์เช่นสงคราม และราคาโภคภัณฑ์ที่ผันผวน

พิธา เสนอแนวนโยบาย สร้างงาน -ซ่อมประเทศ พัฒนาเศรษฐกิจ ลดความเลื่อมล้ำ

พิธา อธิบายแนวคิดว่า ยุทธศาสตร์ของประเทศไทย คือการนำจุดแข็งและจุดอ่อน ทำให้ตรงใจตลาดโลก และหาโอกาสให้ได้ ไม่ใช่แค่ให้สินทรัพย์เป็นรายได้แบบสมัยก่อน ขณะเดียวกัน หนี้สิน ก็ต้องทำให้เป็นรายได้ให้ได้เหมือนกัน นี่คือโจทย์ของรัฐบาลชุดต่อไป  เมื่อได้ภาพปัจจุบันของประเทศดังนี้แล้ว การกำหนดยุทธศาสตร์ของพรรคก้าวไกลจึงเกิดขึ้นภายใต้โจทย์เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตไปพร้อมกับการลดความเหลื่อมล้ำ นำมาสู่นโยบาย “สร้างงาน ซ่อมประเทศ” จ้างงาน 1 ล้านตำแหน่ง หรือการนำปัญหาร้อยแปดพันเก้าที่เรื้อรังมาข้ามทศวรรษ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าไม่ถึงระบบขนส่งสาธารณะ น้ำประปาที่ไม่สะอาด ปัญหาพลังงาน ความเหลื่อมล้ำ เป็นต้นเปลี่ยนให้เป็นโอกาสในการสร้างงาน เพื่อซ่อมประเทศ ได้แก่

1. เพิ่มจุดแข็ง ด้วยนโยบายกองทุนภาพยนตร์ เพื่อนำไปสู่การส่งออกเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การเปิดเสรีโซลาร์เซลล์ให้ประชาชนดำเนินการติดตั้งโซลาร์เซลล์ได้ง่ายขึ้นและสามารถขายไฟส่วนเกินคืนให้รัฐได้ และคูปองเมืองรองเพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดการกระจายนักท่องเที่ยวไปยังหัวเมืองรองต่างๆ

2. ลดจุดอ่อน ด้วยนโยบายหวย SMEs ให้ใบเสร็จจากการซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการรายย่อยแลกเป็นสลากกินแบ่ง เพิ่มแรงจูงใจในการอุดหนุน SMEs ให้มีแต้มต่อแข่งกับทุนใหญ่ การกระจายอำนาจให้นำไปสู่การเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด การสร้างระบบ AI ตรวจจับการทุจริต และการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ การลดจำนวนใบอนุญาตที่ผู้ประกอบการต้องขอลง 50% และแก้ไขกฎระเบียบการออกใบอนุญาต ให้ต้องทราบผลภายใน 15 วัน ไม่เช่นนั้นให้มีผลเท่ากับการอนุมัติในทันที

3. คว้าโอกาส ด้วยแนวทางการสร้างเทคโนโลยีที่เป็นของประเทศไทยเองขึ้นมา เพื่อสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงโซลาร์เซลล์ที่กล่าวไปข้างต้น

4. ป้องกันภัยคุกคามที่เกิดจากความท้าทายของโลก เช่นภาวะโลกร้อน ด้วยการสร้างระบบขนส่งสาธารณะรถเมล์ไฟฟ้าในทุกจังหวัด การกำหนดเพดานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการสร้างรัฐสวัสดิการเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ

“คำตอบอย่างเป็นรูปธรรมที่สุดคือผลักประเทศให้เติบโตไปด้วย และลดความเหลื่อมล้ำให้คนในประเทศไปด้วย การสร้างการเติบโตของประเทศด้วยอุตสาหกรรมเก่า การส่งออกแบบเก่า พึ่งพาการลงทุนแบบเก่า ไม่สามารถตอบโจทย์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยได้อีกแล้ว ทางออกเดียวของประเทศไทยที่จะตอบโจทย์นี้ได้ คือการสร้างอุตสาหกรรมภายในประเทศ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการและปัญหาของคนไทย” พิธา กล่าว

แนวคิดผู้นำพรรคการเมืองต่อ’เศรษฐกิจ’ก้าวนำโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/542671

09 ก.พ. 2566

แนวคิดผู้นำพรรคการเมืองต่อ'เศรษฐกิจ'ก้าวนำโลก

‘วราวุธ’แนะพัฒนาชาติ ต้องสร้างความหวัง ดูแลสวัสดิการประชาชนทั่วถึง ‘จุรินทร์’จี้เร่งทำการตลาดนำการผลิตด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ส่วน’กิตติรัตน์’วอนนักธุรกิจ อย่าตกใจนโยบายค่าแรง ลั่นจะเพิ่มรายได้ให้เร็วกว่าค่าครองชีพ

การเสวนา อนาคตประเทศไทย Economic Drives เศรษฐกิจไทย…สตาร์ทอย่างไรให้ก้าวนำโลก ที่จัดโดย Post Today 

นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.กระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมและหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา เล่าประสบการณ์จากการที่ทำงานในฐานะรัฐมนตรีมา 3ปี เชื่อมั่นว่าการที่ประเทศไทยจะเดินไปข้างหน้าได้ ต้องมั่งคงและยืนได้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่ยืมจมูกคนอื่นหายใจ ซึ่งประเทศไทยโชคดีมีทรัพย์ในดิน สินในน้ำ มีความอุดมสมบูรณ์ในแผ่นดินไทย เราจะต้องแปรสภาพเหล่านี้ให้กลายมาเป็นเงินในกระเป๋าของเกษตรกรและปั่นเศรษฐกิจให้ไปจนถึงตลาด SME ระดับชาติ ระดับนานาชาติ นี่คือ ความมั่งคั่งที่ประเทศไทยจะต้องมีรวมถึงต้องสร้างโอกาสความหวังให้กับคนทุกรุ่นไม่ใช่เฉพาะรุ่นใดรุ่นหนึ่ง เมื่อมีความหวังแล้ว การดูแลสวัสดิการสังคมจะต้องทั่วถึง จึงเป็นนโยบายของพรรคที่ชู 10 ข้อ คือ
-รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนที่พรรคเคยทำสำเร็จมาแล้ว เมื่อ 2540 เพื่อตอบสนองโลกปัจจุบัน
-งบลงทุนท้องถิ่น 10 ล้านบาท เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ 
-สร้างงานสร้างรายได้แก่ผู้สูงอายุ เบี้ยคนพิการเดือนละ 3,000 บาท 
-สุขภาพดีมีเงินคืน 3,000 บาท-สวัสดิการอัปเกรดได้
-เรียนในสิ่งที่ใช่ ใช้ในสิ่งที่เรียน
-เกษตรรุ่นใหม่ ขายคาร์บอนเครดิตได้ ซึ่งนำร่องที่จังหวัดสุพรรณบุรีมาแล้ว
-แจกพันธุ์ข้าวฟรีทั่วประเทศ 60 ล้านไร่
-ขยายเขตไฟฟ้าการเกษตรทั่วประเทศหน่วยละ 2 บาท
-ระบบบาดาลขนาดใหญ่ทุกตำบล น้ำสะอาดทุกหมู่บ้าน
-ขนส่งมวลชน เข้าถึง เท่าเทียม

นี่คือแนวทางที่เราจะพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยให้มีความยั่งยืน ไม่ใช่มาลดแลกแจกแถม ไม่ใช่ไปแจกให้สิ่งนั้นสิ่งนี้ฟรีๆ อยากได้อะไรคุณต้องทำงานและจะต้องมีความยั่งยืน ในการที่จะพัฒนาประเทศต่อไปข้างหน้า เพราะเราไม่สามารถทำเศรษฐกิจให้เป็นเหมือนเมื่อก่อนได้อีกแล้วเราจะต้องคำนึงไปถึงแนวแนวคิดเรื่อง SCGและESC กลับเข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง

นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.กระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมนายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.กระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม

ด้านนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กระทรวงพาณิชย์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ชูนโยบาย “สร้างเงิน สร้างคน สร้างชาติ” นำไทยตรงใจโลก โดยเสนอ 3 ประการ

ประการที่หนึ่ง การพัฒนาเศรษฐกิจต้องเดินไปด้วยกันทั้งรัฐและประชาชน โดยเฉพาะยึดหลัก รัฐหนุน เอกชนนำ
ประการที่สอง คนที่จะมาบริหารประเทศจะต้องทำหน้าที่เซลล์แมนของประเทศ ปรับบทบาทพาณิชย์จังหวัดและทูตพาณิชย์ 
ประการที่สาม รัฐบาลต้องซื่อสัตย์สุจริต ไม่เช่นนั้นประเทศไปไม่รอด นโยบายประชาธิปัตย์ชัดเจน “สร้างเงิน สร้างคน สร้างชาติ” เพราะทั้ง 3 ส่วนสัมพันธ์กัน สร้างเงินแต่ไม่สร้างคน คนก็หาเงินไม่ได้ คนไม่มีศักยภาพ ก็รักษาเงินไว้ไม่ได้ ทั้งคนทั้งเงิน ต้องไปด้วยกันจึงจะสามารถสร้างชาติได้ หากทำลายชาติเราก็เห็นอยู่ว่า สุดท้ายประเทศชาติจะเป็นอย่างไร 

ส่วนนโยบายตรงใจตลาดโลก ต้องใช้ “ตลาดนำการผลิต” ต้องนำทั้งการผลิตสินค้า บริการและซอฟพาวเวอร์ ด้านการผลิตที่ต้องทำคือ ปรับคุณภาพการผลิตด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ทั้งเกษตรอุตสาหกรรม เอสเอ็มอี บริการ โลจิสติกส์หรือทุกเรื่องที่เกี่ยวข้อง 

สุดท้ายต้องเร่งเจาะตลาดที่มีศักยภาพในภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย ตลาดสำคัญที่เติบโตได้ดี 1.ตะวันออกกลาง 2.เอเชียใต้ 3.CLMV การทำข้อตกลงทางการค้าเพื่อเพิ่มเติมต่อทางการตลาด FTA คือสิ่งที่ต้องทำ

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.กระทรวงพาณิชย์นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.กระทรวงพาณิชย์

นาย กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองหัวหน้าพรรคและประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคด้านเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทย พูดถึงนโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาท ของพรรคที่เคยนำเสนอและถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ซึ่งปัจจุบันจะต้องให้ความสำคัญกับคำว่า “ผลิตภาพ” เพราะอดีตพรรคเพื่อไทยเคยปรับขึ้นค่าแรงสำเร็จมาแล้ว จาก 215 บาทเป็น 300 บาท ครั้งนี้ก็เช่นกันให้ความมั่นใจกับท่านทั้งหลายว่า เมื่อค่าแรงเพิ่มขึ้น คุณภาพการผลิตก็เพิ่มขึ้น สิ่งที่เราจะต้องให้ความสำคัญคือให้ความสำคัญกับ 3 ส่วน ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การส่งออก ท่องเที่ยว , อุปโภคบริโภคในประเทศ , การลงทุนภาคเอกชน 

“ที่พรรคเพื่อไทยประกาศนโยบายเพิ่มค่าแรง หวังว่า นักธุรกิจจะไม่ตกใจมาก เพราะไม่ได้บอกว่าจะทำทันที ท่านเห็นแรงกดดันแล้วว่า ขณะนี้จะหาคนมาทำงานในอัตราผลตอบแทนที่เคยทำอยู่นั้นยากขึ้นในช่วงที่ค่าครองชีพที่สูงขึ้น หากตรงนี้ขยับรายได้ ให้ค่าครองชีพที่สูงขึ้น ก็จะไปบีบเอาความสามารถในการชำระหนี้ลดลงและคุณภาพชีวิตลดลง เรามีความจำเป็นที่จะต้องดูแลเรื่องรายได้ให้ดีและหวังว่าจะเพิ่มรายได้ให้เร็วกว่าค่าครองชีพที่ขึ้นซะด้วยซ้ำ”

นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า เพื่อไทยทำงานหนักในเรื่องของการที่จะเพิ่มผลิตภาพในทุกๆภาคส่วน ทั้งอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม เกษตรกรรม การเพิ่มผลผลิตต่อไร่ การเพิ่มผลผลิตต่อชั่วโมง การที่จะทำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นจะเป็นโจทย์ในอนาคต มิเช่นนั้น ไม่ว่าจะภาคใดๆก็ตาม จะไม่สามารถเพิ่มรายได้ให้กับบุคคลที่มีกำลังซื้อ เรามุ่งที่จะทำงานร่วมกันกับนโยบายการเงิน อยากเห็น คือ เงินฝากกับเบี้ยสูงขึ้น เงินกู้ดอกเบี้ยลดลง ดังนั้นถัดจากคำว่า ผลิตภาพ คือ ความพอดี 

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย

ไทยสร้างไทย ผุดไอเดีย สร้างรายได้จาก ‘ทะเลบัวแดง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/542663

09 ก.พ. 2566

ไทยสร้างไทย ผุดไอเดีย สร้างรายได้จาก 'ทะเลบัวแดง'

‘ทะเลบัวแดง’ ต้องสร้างรายได้มากกว่านี้ พรรคไทยสร้างไทยผุดนโยบายท่องเที่ยวทั้งปี สร้างรายได้ให้คนในพื้นที่

พรรคไทยสร้างไทย ปิ๊งไอเดียเปลี่ยนทะเลบัวแดงให้สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเที่ยวชมความงามได้ตลอดทั้งปี จะทำให้จังหวัดอุดรธานี มีรายได้เพิ่มขึ้นมหาศาล ต้องเพิ่มจุดที่เป็นแลนด์มาร์ค ดึงดูดนักท่องเที่ยวมากขึ้น เช่นวัดที่อยู่กลางบึงหนองหาน สามารถพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวควบคู่กับทะเลบัวแดงได้ รวมถึงการกำจัดเศษสวะและวัชพืชต่างๆเพื่อทำให้ทะเลบัวแดงสามารถเกิดไดเต็มที่ และมีความสมบูรณ์มากขึ้น

แกนนำพรรคไทยสร้างไทยลงพื้นที่อุดรธานีแกนนำพรรคไทยสร้างไทยลงพื้นที่อุดรธานี

ทีมไทยสร้างไทย นำโดย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย นายสุพันธุ์ มงคลสุธี นายต่อพงษ์ ไชยสาสน์ รองหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย นายการุณ โหสกุล แกนนำพรรคไทยสร้างไทย พร้อมด้วยนายโอภาส พรหมโครต ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขต5 จังหวัดอุดรธานี พรรคไทยสร้างไทย ร่วมเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านการท่องเที่ยวกับตัวแทนผู้ประกอบการในพื้นที่ทะเลบัวแดง  พร้อมลงเรือชมความงามของทะเลบัวแดง ซึ่งในช่วงเวลานี้ดอกบัวแดงจะออกดอกปริมาณมากตั้งแต่เดือนธันวาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ โดยนักท่องเที่ยวจะเห็นดอกบัวแดงบานเต็มท้องน้ำหนองหานสุดลูกหูลูกตาอย่างงดงามจึงเป็นที่มาของคำว่าทะเลบัวแดง

คุณหญิงสุดารัตน์ระบุว่าทะเลบัวแดง เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดอุดรธานี แต่ไม่สามารถเที่ยวชมความงามได้ตลอดทั้งปี เพราะนักท่องเที่ยวนิยมมาเที่ยวในช่วงที่ดอกบัวแดงบานเท่านั้น

พรรคไทยสร้างไทยเล็งเห็นความสำคัญของการท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นรายได้หลักของประเทศ พรรคจึงเตรียมพัฒนาแอปพลิเคชัน เพื่อการท่องเที่ยว จะเป็นแอปพลิเคชันที่มีความทันสมัย เปิดโลกการท่องเที่ยวแห่งใหม่ ของแต่ละจังหวัด โดยเฉพาะพื้นที่ท่องเที่ยวเมืองรอง จะรู้จักมากขึ้น พี่น้องประชาชนจะมีรายได้มากขึ้นด้วยเช่นกัน และรายได้เหล่านี้ จะถูกนำมาพัฒนาเพื่อเพิ่มศักยภาพของสถานที่ท่องเที่ยว เช่นทะเลบัวแดงให้เป็นที่รู้จักทั้งในและต่างประเทศ

ตลอด 8 ปีที่ผ่านมาพี่น้องประชาชนมีภาระหนี้สินเพิ่มมากขึ้นต่อเนื่อง พรรคไทยสร้างไทยมีแนวทางแก้หนี้ทั้งในและนอกระบบ โดยเสนอนโยบายกองทุนเพื่อคนตัวเล็ก ซึ่งจะเป็นสินเชื่อให้พี่น้องสามารถกู้ยืมได้ในยามลำบาก หรือจะเอาไปใช้ในการทำมาหากิน เป็นเงินทุนในการตั้งตัว และปลดหนี้นอกระบบได้ โดยพี่น้องสามารถกู้ได้ตั้งแต่ 5,000 จนถึง 50,000 บาทไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกันไม่ติดเครดิตบูโร ใช้เพียงเครดิตตัวเองค้ำประกันเท่านั้น

ชง ‘ดีอีเอส’ ลุยทำแอพฯเช็คค่า ฝุ่น PM 2.5 ฟรี จี้ คมนาคม ลดภาษีนำเข้ารถ EV

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/542661

09 ก.พ. 2566

ชง ‘ดีอีเอส’ ลุยทำแอพฯเช็คค่า ฝุ่น PM 2.5 ฟรี จี้ คมนาคม ลดภาษีนำเข้ารถ EV

‘เอกสิทธิ์ คุณานันทกุล ส.ส.พลังประชารัฐ ’ ชง ‘ดีอีเอส’ ใช้งบกองทุนดิจิทัลพัฒนาแอพฯเช็คค่าฝุ่น PM 2.5 ฟรี ปชช.เข้าถึงง่าย กระตุก ก.คมนาคม ลดภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า EV -ลดภาษีสรรพสามิตแบตเตอรี่ -ลดลิสซิ่งดอกเบี้ยต่ำ

วันที่ 9 ก.พ.ที่รัฐสภา นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) หารือก่อนการประชุมสภาถึงปัญหาฝุ่นPM 2.5 ว่า โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ฝุ่น PM 2.5 สูงเกินค่ามาตราฐานในหลายพื้นที่ มีหลายคนมีอาการเวียนหัว ลมเป็นพิษ ซึ่งถือเป็นอาการเบื้องต้น ทั้งนี้ สาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดฝุ่นPM 2.5 ร้อยละ55 เกิดจากควันรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล ส่วน 35 % เกิดจาการเผาขยะ และ 10% จากโรงงานอุตสาหกรรม

ชง ‘ดีอีเอส’ ลุยทำแอพฯเช็คค่า ฝุ่น PM 2.5 ฟรี จี้ คมนาคม ลดภาษีนำเข้ารถ EV

จึงอยากฝากไปถึงหน่วยงานกระทรวงคมนาคมโดยเฉพาะหน่วยงานที่กำกับดูแลการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าEV ควรส่งเสริมให้มีการลดภาษีการนำเข้าให้มากกว่านี้ รวมไปถึงลดภาษีสรรพสามิตแบตเตอรี่ ลดลิสซิ่งดอกเบี้ยต่ำสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าEV เพราะตอนนี้ต้นทุนสูงอยู่ พร้อมกันนี้ขอรณรงค์ให้ประชาชนหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าEV มากขึ้น อีกทั้งให้กำหนดการเดินทางจากบ้านไปสู่สถานีรถไฟฟ้า และจากสถานีรถไฟฟ้าไปสู่ที่ทำงานให้มีความสะดกสบายยิ่งขึ้น 

นอกจากนี้ ควรรณรงค์ให้ Work from home ในวันที่ค่า PM 2.5 สูง

“ขอฝากไปยังกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) สนับสนุนงบประมาณในการสร้างแอพพิเคชั่นในการตรวจสอบค่าPM 2.5 โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และสะดวกรวดเร็ว เพราะเท่าที่ทราบกระทรวงดีอีเอส มีกองทุนดิจิทัลที่จะสนับสนุนตรงนี้ ที่ผ่านมามีการสร้างแอพพลิเคชั่นประเภทนี้แล้ว แต่อยากให้พัฒนาขึ้นเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงง่ายกว่าเดิม”นายเอกสิทธิ์ กล่าว.

การลงพื้นที่ราชบุรี ของ พล.อ.ประวิตร ถูกร้องว่าเข้าข่าย ‘ หาเสียง’ เลือกตั้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/542648

09 ก.พ. 2566

การลงพื้นที่ราชบุรี ของ พล.อ.ประวิตร ถูกร้องว่าเข้าข่าย ' หาเสียง' เลือกตั้ง

ร้องพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ลงพื้นที่ราชบุรี เข้าข่าย ‘หาเสียง’ ให้พรรคพลังประชารัฐ ส่อผิดกฎหมายเลือกตั้งสส.

การลงพื้นที่ของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ที่จังหวัดราชบุรีเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2566 ที่ผ่านมา  ถูกนายสมชัย ศรีสุทธิยากร ประธานขับเคลื่อนยุทธศาสตร์นโยบายพรรคเสรีรวมไทย นำเอกสาร ภาพ ข่าว การลงพื้นที่ ยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือกกต. ให้ตรวจสอบว่าเข้าข่ายกระทำความผิด ในการใช้ตำแหน่งราชการเอื้อประโยชน์ทางการเมือง เป็นการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง หรือไม่

โดยเฉพาะในจุดที่ พล.อ.ประวิตร ตรวจโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่กลอง จังหวัดราชบุรี และอำเภอโพธาราม ซึ่งมีการนำว่าที่ผู้สมัครสส.พรรคพลังประชารัฐ 4 คน บนเวที และขอให้เลือกว่าที่ผู้สมัคร สส.ทั้ง 4 คน ก่อนจะยืนยันว่ารัฐบาลและพรรคพลังประชารัฐ มีเป้าหมายที่จะสร้างความผาสุขให้กับประชาชน



กฎหมายเลือกตั้งสส.มาตรา 78  ระบุให้กรรมการมีอำนาจสั่งให้ยุติการกระทำที่เป็นคุณเป็นโทษแก่ผู้สมัครและพรรคการเมืองใด โดยอาจจะต้องตักเตือนตามกรอบของกฎหมาย  ซึ่งในบทบัญญัติวรรค 4 ของมาตรา 78 ยังกำหนดให้ กกต. แจ้งให้ผู้บังคับบัญชา คือ นายกรัฐมนตรี สั่งการให้เจ้าหน้าที่ให้พ้นจากการทำหน้าที่ชั่วคราวได้ด้วย

การลงพื้นที่ดังกล่าว แม้จะอ้างว่ามีการลาราชกาลในช่วงบ่าย แต่ส่วนตัวเห็นว่าเป็นการใช้ตำแหน่งหน้าที่หาเสียงเป็นประโยชน์แก่พรรคการเมือง ซึ่งเป็นการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ในกรณี ที่ข้าราชการต้องวางตัวเป็นกลางทางการเมือง รวมถึง การเปิดให้ข้าราชการการเมืองแสวงหาประโยชน์ในการเลือกตั้งของตัวเอง

นอกจากนี้ ในสัปดาห์หน้าจะมาร้องเรียนรองนายกรัฐมนตรีอีก 1 คน ที่มีการติดป้ายทำนองหาเสียง ในสถานที่ราชการ คาดว่าหลักฐานที่จะใช้ประกอบการยื่นคำร้องจะมีมากกว่า 50 หน้า

‘ชาติพัฒนากล้า’ ไม่ส่งทุกเขตเลือกตั้ง หวังได้เกิน 25 เสียง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/542639

09 ก.พ. 2566

'ชาติพัฒนากล้า' ไม่ส่งทุกเขตเลือกตั้ง หวังได้เกิน 25 เสียง

พรรค ‘ชาติพัฒนากล้า’ ไม่กังวล หลายพรรคหวังปักธงโคราช ตั้งเป้าโกย 25 เสียงขึ้น เสนอแคนดิเดตนายกฯ ไม่หว่านแห ส่งผู้สมัครสส.ทั้ง 400 เขต

วันคล้ายวันเกิด ของอดีตรองนายกรัฐมนตรี และประธานพรรคชาติพัฒนากล้า  สุวัจน์ ลิปตพัลลภ นอกจาก ลูกพรรคแล้ว ยังมีผู้เคารพนับถือ เข้าอวยพรที่บ้านย่านถนนราชวิถี

ประธานพรรคชาติพัฒนารับมอบช่อดอกไม้จากการนายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรค ก่อนกล่าวให้กำลังใจสมาชิกทุกคน ให้ช่วยกันสร้างพรรคให้ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งครั้งปีนี้ เพราะบ้านเมืองมีวิกฤตเกิดขึ้นหลายด้าน หลักๆคือด้านเศรษฐกิจ  ตลอด 35 ปี ที่อยู่ในแวดวงการเมืองมา  ไม่เคยมีการเมืองครั้งใดเกิดปัญหาเศรษฐกิจที่กระทบต่อประชาชน ประเทศ มากเท่ายุคนี้

การเลือกตั้งครั้งนี้ประชาชนฝากความหวังไว้ว่าการเมืองจะนำไปสู่ทางออกที่ดีได้ พรรคชาติพัฒนากล้าตั้งใจคิดนโยบายทั้ง 12 เรื่อง เพราะมองว่าจะตอบโจทย์ประชาชนได้อย่างครอบคลุมที่สุด ขอให้สมาชิกทุกคนผลักดันทำให้สำเร็จ

เมื่อถามถึงการจับขั้วทางการเมือง นายสุวัจน์ บอกว่าวันนี้  ยังไม่สามารถตอบได้ว่าสุดท้ายใครจะจับมือกับใคร เพราะมีหลายขั้ว ต้องดูผลการเลือกตั้ง แต่รัฐบาลชุดต่อไปจากตัวเลข ส.ส. 500 คน คงต้องได้เสียง 300 คนขึ้น จึงจะเป็นรัฐบาลที่เข้มแข็งได้โดยไม่ต้องมาคอยกังวลเรื่ององค์ประชุม



สำหรับพรรคชาติพัฒนา หลังจากนี้จะมีการแถลงนโยบายภาพรวมอีกครั้ง ตามด้วยเปิดตัวผู้สมัครสส.ในแต่ละภาค มั่นใจว่าพรรคชาติพัฒนากล้าจะได้เสียงเกิน 25 เสียงขึ้นไป เพื่อเสนอแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค

ส่วนจังหวัดนครราชสีมาที่เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์พรรค ไม่ได้มีความกังวลเพราะเชื่อในผลงานที่ผ่านมา รวมถึงมีความเข้าใจพื้นที่ เชื่อว่าจะได้สส.มากกว่าเดิมแน่ โดยพรรคชาติพัฒนากล้าจะส่งนายเทวัญ ลิปตพัลลภ ลงแข่งขันในพื้นที่เขต 1 และคงไม่ส่งครบทั้ง 400 เขตเลือกตั้งทั่วประเทศ  แต่จะส่งเฉพาะพื้นที่เป้าหมายทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว ที่มีหวังปักธงได้ เช่น จังหวัดภูเก็ต จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้น

‘อารยะ ชุมดวง’อดีตส.ส.5สมัย ร่วมงาน’ประชาธิปัตย์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/542622

09 ก.พ. 2566

'อารยะ ชุมดวง'อดีตส.ส.5สมัย ร่วมงาน'ประชาธิปัตย์'

‘อารยะ ชุมดวง’อดีต ส.ส.สุโขทัย 5 สมัย ขนทีมร่วมงานสมัครสมาชิกพรรค’ประชาธิปัตย์’ เสนอตัวลงสนามเลือกตั้งเอง ปลื้มนโยบายโดนใจ

นายอารยะ ชุมดวง อดีต ส.ส.สุโขทัย 5 สมัย และทีมงาน ตัดสินใจเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมเสนอตัวลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. สุโขทัย

โดยนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายนิพนธ์ บุญญามณี รองหัวหน้าพรรค ผู้อำนวยการเตรียมการเลือกตั้งมอบบัตรสมาชิกพรรคและมอบเสื้อแจ็คเก็ตพรรคให้

สาเหตุที่ทำให้อดีต ส.ส.สุโขทัย 5 สมัย หันมาสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากมีความศรัทธาในพรรคประชาธิปัตย์แล้ว นโยบายโดนใจ ทั้งนโยบายแจกโฉนดที่ดิน 1 ล้านแปลงภายใน 4 ปี และนโยบายออกกรรมสิทธิ์ทำกิน ให้ผู้ทำกินในที่ดินของรัฐ เพราะเรื่องที่ทำกินถือเป็นสิ่งสำคัญที่ถูกใจประชาชนเป็นอย่างมาก และยังมีรายละเอียดนโยบายอีกหลายอย่างที่ทราบว่าประชาธิปัตย์กำลังจะทยอยออกมา

ประกอบกับทีมงานประชาธิปัตย์ที่จังหวัดสุโขทัยมีความเข้มแข็งและสนิทสนมกับตนเป็นอย่างดี จึงต้องการมาช่วยกันทำให้ทีมประชาธิปัตย์สุโขทัยมีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น และมองว่า เลือกตั้งครั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์ เข้าตาชาวบ้านขึ้นเยอะ จะได้คะแนนเสียงโหวตมากยิ่งขึ้น 

พื้นที่จ.สุโขทัยมีเขตเลือกตั้ง 4 เขต ก่อนหน้านี้พรรคประชาธิปัตย์เคยเปิดตัวผู้สมัครไปแล้ว 3 เขต ประกอบด้วย นายวิรัตน์ วิริยะพงษ์ นายสัมพันธ์ ตั้งเบญจผล และนายรวม ล้นเหลือ ซึ่งการมาของนายอารยะครั้งนี้จะมาเติมเต็มในอีก 1 เขต โดยพรรคมั่นมีโอกาสคัมแบ็คได้ เพราะมีอดีต ส.ส. สุโขทัยถึง 3 คนและมีผู้สมัครรุ่นใหม่อีก 1 คน
 
สำหรับนายอารยะ ชุมดวง เกิดที่อำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย สำเร็จการศึกษา สาขาการปกครอง จากวิทยาลัยเคอร์รี่ สหรัฐอเมริกา ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.สุโขทัย สมัยแรกในปี 2526 จากนั้นได้รับเลือกต่อมารวม 5 สมัย เคยเป็นผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย  ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ นอกจากนี้ นายอารยะยังเป็นนักการเมืองที่ทำงานใกล้ชิดกับชาวบ้านในพื้นที่ จ.สุโขทัย มาโดยตลอด

นายอารยะ ชุมดวง อดีต ส.ส. สุโขทัย 5 สมัย สมัครสมาชิกพรรคปประชาธิปัตย์นายอารยะ ชุมดวง อดีต ส.ส. สุโขทัย 5 สมัย สมัครสมาชิกพรรคปประชาธิปัตย์