สุชาติเบื่อทำหน้าที่ต่อจากศุภชัย รับไม้ทีไร’สภาล่ม’ทุกที

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/541712

26 ม.ค. 2566

สุชาติเบื่อทำหน้าที่ต่อจากศุภชัย  รับไม้ทีไร'สภาล่ม'ทุกที

รองประธานสภาคนที่1 ‘สุชาติ ตันเจริญ’ พ้อ สภาล่มทุกครั้งที่ทำหน้าที่ประธาน ต่อจาก ‘ศุภชัย โพธิสุ’ ล่าสุด อยู่บนบัลลังค์ได้เพียง 6 นาที

สถาล่มอีกแล้ว หลังสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภา คนที่1 ขึ้นมาทำหน้าที่แทน ศุภชัย โพธิสุ รองประธานสภาคนที่ 2 ระหว่างที่กำลังมีการนับองค์ประชุม ในวาระรับทราบรายงาน  การประชุม ซึ่งอุบลศักดิ์  บัวหลวงงาม  ส.ส.ลพบุรีพรรคเพื่อไทยขอให้ประธานนับองค์ประชุมก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระเนื่องจากห้องประชุมเนื่องจากห้องประชุมมีส. ส. จำนวนน้อย     แต่ศุภชัยซึ่งทำหน้าที่ประธานอยู่ขณะนั้นได้ขอให้ดำเนินการตามวาระเนื่องจากเป็นเพียงการรับทราบรายงาน

พิเชษฐ์  เชื้อเมืองพาน ส. ส.  เชียงรายพรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นสำทับว่าประธานจำเป็นต้องดำเนินการตามที่ร้องขอ  พร้อมยกตัวอย่างการประชุมรัฐสภาเมื่อวานนี้ว่า เป็นเรื่องสำคัญที่พรรคเพื่อไทยเสนอเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม แต่กลับไม่ได้รับความร่วมมือจากทั้งส.ว และส.ส. รัฐบาล  เช่นเดียวกับวันนี้ที่ไม่ได้รับความร่วมมือจากนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่ไม่มาตอบกระทู้สด ทั้ง3 กระทู้และหน้าที่การเป็นองค์ประชุมก็คือส.ส.รัฐบาล

บรรยากาศประชุมสภาผู้แทนราษฎรบรรยากาศประชุมสภาผู้แทนราษฎร

รองประธานคนที่ 1 กล่าวว่า ไม่อยากขึ้นมาทำหน้าที่ประธานสภาต่อจากนายศุภชัย เพราะขึ้นมา ทีไรก็ต้องปิดประชุมทุกที จนได้ฉายามือปิดประชุมไปแล้ว  แต่ก็ไม่รู้ว่าจะประชุมต่อได้อย่างไร เพราะเมื่อปิดการแสดงตน มีสมาชิกที่กดบัตรแสดงตนเพียง 121คนท่านนั้น และแสดงตนผ่านไมโครโฟนอีกแค่ 29 คน ขาดไปแค่อีก 100 คน    หน้าที่ประธานในที่ประชุมของสุชาติ จึงยุติลงเพียงแค่ 6 นาที  เนื่องจาก องค์ประชุมไม่ครบมีสมาชิกแสดงตนเพียง 153 คน ไม่ถึงกึ่งหนึ่ง คือ215 คน

อดีตคู่กัดพรรค’พลังประชารัฐ’ พร้อมใจกันกลับมาช่วยงานพรรค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/541703

26 ม.ค. 2566

อดีตคู่กัดพรรค'พลังประชารัฐ' พร้อมใจกันกลับมาช่วยงานพรรค

ลาออกมาช่วยงาน’เลือกตั้ง’ พรรคพลังประชารัฐ พล.อ.วิชญ์ ทิ้งพรรครวมแผ่นดินแล้ว เชื่ออาจมีคนคัดค้านการกลับมาของร้อยเอกธรรมนัส

พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา หัวหน้าพรรครวมแผ่นดิน ยอมรับว่า เตรียมสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐอีกครั้ง เพื่อมาช่วยงานและผนึกกำลังกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ในการสู้ศึกเลือกตั้ง ซึ่งคาดว่าจะได้รับตำแหน่งประธานที่ปรึกษาพรรคพลังประชารัฐ และจะไม่ลงสมัคร ส.ส.

ทั้งนี้มีผู้สมัครพรรครวมแผ่นดินกว่า 10 คน ลาออกมาลงสมัครในนามพรรคพลังประชารัฐด้วย โดยได้ยื่นใบลาออก จากพรรครวมแผ่นดินแล้ว เมื่อ 24 มกราคมที่ผ่านมา

ส่วนพรรครวมแผ่นดิน ยังคงดำเนินการทางการเมืองต่อไป โดยมี พล.อ.ชัชชัย ภัทรนาวิก รองหัวหน้าพรรค ทำหน้าที่รักษาการหัวหน้าพรรคแทน จากนั้นจะมีการประชุมเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ตามกฎหมาย

ถามว่าจะมีปัญหาหรือไม่หาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า กลับมาพรรคพลังประชารัฐ เพราะเคยขัดแย้งกันมาก่อน พล.อ.วิชญ์ระบุว่าแล้วแต่ทางพรรค แต่ก็คิดว่าอาจมีคนในพรรคไม่เห็นด้วย

พรรคพลังประชารัฐมีกำหนดประชุมใหญ่สามัญพรรคในวันพรุ่งนี้ ณ  ที่ทำการพรรคถนนรัชดาฯ เป็นที่น่าจับตาว่า บรรดาผู้ที่มีรายชื่อจะกลับมาร่วมงานกับพรรคจะมาร่วมประชุมด้วยหรือไม่ แต่ละคนมีตำแหน่งแห่งที่อย่างไร ภายในพรรค

โดยมีวาระการประชุมแก้ไขข้อบังคับพรรคหลายข้อ เช่นให้หัวหน้าพรรคมีหน้าที่และอำนาจ แต่งตั้งและถอดถอนผู้อำนวยการสำนักงานพรรค รองเลขาธิการพรรค โฆษกพรรค รองโฆษกพรรค และตำแหน่งอื่นๆในการบริหารพรรค   รองหัวหน้าพรรคต้องได้รับเลือกจากที่ประชุมด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของผู้เข้าร่วมประชุมเป็นต้น

นายกรัฐมนตรี ไม่มาตอบ’กระทู้ถามสด’ในสภา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/541701

26 ม.ค. 2566

นายกรัฐมนตรี ไม่มาตอบ'กระทู้ถามสด'ในสภา

กระทู้ถามสดในสภา เป็นหมัน ‘นายกรัฐมนตรี’และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ไม่มาตอบข้อซักถาม ทั้งปัญหาทุนจีนสีเทาและการท่องเทียว

กระทู้ถามสดด้วยวาจา ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันนี้ ซึ่งไม่มีรัฐมนตรี มาตอบประกอบด้วย กระทู้ของ รังสิมันต์ โรม ส.ส.พรรคก้าวไกล ถามนายกรัฐมนตรี เรื่องทุนจีนสีเทา ซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้พล.อ. ชัยชาญ ช้างมงคล รมช.กลาโหมมาตอบ แต่รัฐมนตรีก็ติดภาระกิจ  กระทู้ถามสด ของ จิรายุ ห่วงทรัพย์ พรรคเพื่อไทย เรื่อง Thailand elite Card ที่ให้อภิสิทธิ์ นักท่องเที่ยวอย่างมาก และ กระทู้ถามสดของ สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ พรรคภูมิใจไทย เรื่องการท่องเที่ยวเช่นเดียวกัน

รังสิมันต์ อภิปรายว่าตั้งใจตั้งกระทู้ถามถึงนายกรัฐมนตรีในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมข้ามชาติ และการโยกย้ายตำรวจที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งจะสอบถามไปถึงความเกี่ยวข้องของหลานของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายการฟอกเงินจีนเทา ที่เป็นที่สนใจของประชาชน

สาเหตุที่สอบถามเรื่องนี้ต่อพลเอกประยุทธ์เพราะเครือข่ายเหล่านี้จะดำรงอยู่ได้ต้องอาศัยผู้มีอำนาจไม่เช่นนั้นเครือข่ายเหล่านี้จะไม่สามารถตั้งมั่นอยู่ในประเทศของเราได้นานขนาดนี้ อีกทั้งยังมีหลักฐาน พยานต่างๆที่อาจเข้าไปพัวพันหรือเกี่ยวข้องกับหลานพลเอกประยุทธ์ แต่ปรากฏว่าหลานของพลเอกประยุทธ์ ไม่ได้มีการถูกเรียกสอบเข้าไปสอบถามจึงเป็นเหตุผลที่ต้องตั้งคำถามถึงพลเอกประยุทธ์  หากคำตอบไม่พึงพอใจ ก็อาจจะเป็นไปได้ที่ นายกรัฐมนตรีอาจจะเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายจีนเทาด้วยหรือไม่

จิรายุ อภิปรายขอใช้สิทธิ์ในการตั้งคำถามทิพย์ โดยนำรูปพลเอกประยุทธ์มาวางไว้ด้านหน้า พร้อมเปิดคลิปวิดิโอ นักท่องเที่ยวจีนรีวิวจ่ายเงินตำรวจเพื่อความสะดวกตั้งแต่เข้าไปรับในสนามบิน มีรถนำ จนถึงส่งที่โรงแรม พร้อมอธิบายค่าใช้จ่ายในกระบวนการดังกล่าวอย่างละเอียด  จึงถามนายกรัฐมนตรีว่ามีแนวทางในการจัดการเรื่องดังกล่าวอย่างไร

และขอถามถึงการซื้อตั๋ว Thailand elite Card หลังพบว่าคนที่ไปซิ้อตั๋วดังกล่าว เป็นอั้งยี่ มาเฟีย สีเทาจำนวนมาก จึงอยากทราบว่าelite Card ทำอะไรได้บ้าง ปล่อยให้บริษัทเอกชนที่รับสัมปทานelite Card จากกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาไปขาย ใช้อำนาจในส่วนใด บริษัทเอกชนมีการปั่นราคาจึงเกิดมีการนำเข้าบุคลากรที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเข้ามา

ขณะที่สิริพงศ์ ถามรัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะจัดการอย่างไรในปัญหาที่ถูกพูดถึงในสังคม เป็นผลที่ไม่ค่อยดีต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของไทยมีการวางมาตรการในการป้องกันปัญหานี้ไม่ให้เกิดขึ้นอีกอย่างไร แม้มีข่าวว่าตำรวจท่องเที่ยวได้วางแนวทางป้องกันแล้วจึงขอให้รัฐมนตรีกำชับเรื่องนี้ด้วย

เปิด 5 ปฏิบัติการเร่งด่วน ฟื้น’กรมอุทยาน’ฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/541690

26 ม.ค. 2566

เปิด 5 ปฏิบัติการเร่งด่วน ฟื้น'กรมอุทยาน'ฯ

รักษาการอธิบดี’กรมอุทยาน’ฯ เร่งสางปัญหาทุจริต ฟื้นขวัญกำลังใจให้ผู้ปฏิบัติงาน และให้ความสำคัญเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า

อรรถพล เจริญชันษา รักษาการอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพรรณพืช  เปิดเผย 5 ภาระกิจเร่งด่วน หลังรับตำแหน่งประกอบด้วย

  • การเซ็นคำสั่งแก้ปัญหาแต่งตั้งโยกย้ายโดยไม่ได้รับความเป็นธรรม เพื่อให้เกิดความโปร่งใสเป็นธรรม โดยจะทำทุกวิถีทาง  เป็นแต่ละกรณีไป  หากมีใครทุจริต ซื้อขายตำแหน่งจะต้องดำเนินการโดยไม่ละเว้น  เพื่อให้เกิดความยุติธรรม คาดว่าจะเริ่มออกคำสั่งได้ในสัปดาห์หน้า ขณะนี้อยู่ระหว่างหารือในคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมา 
  • แก้ปัญหากองทุนช้าง เพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากช้างป่า ต้องเร่งผลักดันขอกงบกลางเข้ามาอยู่ในกองทุน ใช้จัดการช่วยเหลือประชาชนที่ได้ทันที
  • ปัญหาเรื่องที่ดินทำกินที่มีราษฎรอยู่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์  ต้องเร่งดำเนินการ เพราะเกี่ยวข้องกับเรื่องการเข้าไปพัฒนอาชีพ และโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น
  • งบไฟป่านอกจากจะแตะต้องไม่ได้แล้วยังต้องแสวงหาความร่วมมือกับหลายภาคส่วน เพื่อให้เกิดรูปธรรมการแก้ปัญหา
  • ฟื้นขวัญกำลังใจเจ้าหน้าที่กรมอุทยาน จัดคนให้ถูกกับงาน ให้ความสำคัญกับเจ้ากน้าที่พิทักษ์ป่า ต้องมีเงินช่วยเหลือพิเศษในการลาดตระเวณป่า บุคคลากรเหล่านี้ถือเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของกรมอุทยาน

นอกจากนี้ จะต้องเร่งจัดการบริหารเชิงพื้นที่ แบบซิงเกิ้ลคอมมานต์ หลายๆภาระกิจต้องมาบูรณาการทำงานร่วมกัน ไม่แยกภาระกิจหน้าที่

รักษาการณ์อธิบดีกรมอุทยานฯ ยืนยันว่า การจัดการกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องอื้อฉาวที่เกิดขึ้น ต้องใช้ทั้งนิติศาตร์และรัฐศาสตร์ เพื่อฟื้นศรัทธาของกรมอุทยานฯ

เคาะแล้ววัน”ซักฟอก”รัฐมนตรี 15-16 ก.พ.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/541674

25 ม.ค. 2566

เคาะแล้ววัน"ซักฟอก"รัฐมนตรี 15-16 ก.พ.นี้

วิป 3 ฝ่าย หารือกำหนดการอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 วันที่ 15-16 ก.พ.นี้ ฝ่ายค้าน 24 ช.ม. ฝ่ายรัฐบาล 8 ช.ม.

เป็นที่ถกเถียงถึงการกำหนดวันอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 โดยก่อนหน้านี้ฝ่ายค้าน เสนอให้เป็นช่วงต้นเดือน ก.พ.66 แต่ฝ่ายรัฐบาลกลับแจ้งขอเป็นหลัง 15 ก.พ. เนื่องจากรัฐมนตรีหลายท่านติดภารกิจ 

ล่าสุดมีความคืบหน้าจากที่ประชุมวิป 3 ฝ่าย คือ คณะรัฐมนตรี,วิปฝ่ายค้าน และวิปรัฐบาล เห็นพ้องตรงกันกำหนดวันอภิปรายทั่วไปฯ คือ วันที่ 15 และ 16 กุมภาพันธ์ 2566 ฝ่ายค้านได้เวลา 24 ชั่วโมง ภายใต้ยุทธการ “ถอดหน้ากากคนดี” และรัฐบาลได้เวลา 8 ชั่วโมง

นายสุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้าน เผยว่า แม้จะมีกระแสข่าวอาจเกิดการยุบสภาในวันที่ 14 กุมภาพันธ์นี้ แต่ในที่ประชุมวันนี้ไม่ได้มีการหยิบยกมาหารือ

สำหรับระยะเวลาของการอภิปรายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ จะเริ่มประชุมตั้งแต่เวลา 09:30 น. จนถึงเวลา 02:30 น. ของอีกวันนึง ซึ่งฝ่ายค้านจะใช้เวลาในการอภิปราย ไม่น้อยกว่า 12 ชั่วโมงในกรอบเวลาไม่เกิน 23:00 น. และเวลาจากนั้นจัดสรรให้คณะรัฐมนตรีตอบคำถามชี้แจง

ส่วนวันที่ 16 กุมภาพันธ์ จะเริ่มอภิปรายในเวลา 09:00 น. และให้แล้วเสร็จภายใน 24:00 น. 

ไม่มีกฎหมาย ติดเงื่อนไขเวลา ยัง’ยุบสภา’ไม่ได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/541654

25 ม.ค. 2566

ไม่มีกฎหมาย ติดเงื่อนไขเวลา ยัง'ยุบสภา'ไม่ได้

กกต.เตรียมพร้อมทุกอย่างแล้ว แจงไทม์ไลน์ต้องใช้เวลา 45 วัน จัดการ’เลือกตั้ง’ยังไม่ได้ และจะยิ่งวุ่นวายหากมีการยุบสภา

แสวง บุญมี เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งยืนยันว่า กกต.ร่างกฎหมายและระเบียบเกี่ยวกับการเลือกตั้งไว้ทั้งหมดแล้ว ขณะนี้ รอเพียงกฎหมายเลือกตั้งบังคับใช้ โดยอายุสภาจะครบวันที่ 23 มีนาคม66 ตามแผนเลือกตั้งวันที่ 7 พฤษภาคม แต่ก่อนที่อายุสภาจะครบ  ต้องมีเขตเลือกตั้งก่อน

โดย กกต.จะมีเวลา 25 วันหลังกฎหมายเลือกตั้งมีผลบังคับใช้เพื่อแบ่งเขต  แบ่งเป็นการดำเนินการในส่วนของจังหวัดจะมีเวลาดำเนินการแบ่งเขต 5-7 วัน นับจากอายุสภาสิ้นสุดลง รับฟังความเห็นประชาชน พรรคการเมือง 10 วัน ขั้นตอนการพิจารณาของ กกต.อีก 7 วัน รวม 25 วัน  หากยุบสภาช่วงนี้ ก็หวาดเสียวเพราะจะไม่มีเขต และสมัครรับเลือกตั้งไม่ได้  เนื่องจากยังไม่มีกฎหมายเลือกตั้ง

นอกจากนี้ในส่วนของพรรคการเมืองเอง ยังมีขั้นตอนต้องทำไพรมารี่โหวต 6-7 ขั้นตอน ใช้เวลาประมาณ 20 วัน จึงจะส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งได้ โดยตามข้อมูลขณะนี้มีพรรคที่มีสาขาหรือตัวแทนครบทุกจังหวัดซึ่งจะสามารถส่งผู้สมัครได้ครบทุกเขต เพียง 3 พรรค   หากพูดตามทฤษฎีเราต้องมีเวลา 25+20 วัน ก่อนสภาหมดวาระ ถึงจะทำให้จัดการเลือกตั้งได้เรียบร้อย โดย 45 วันดังกล่าวจะต้องนับจากวันที่กฎหมายเลือกตั้ง มีผลใช้บังคับในราชกิจจานุเบกษา

เลขาฯกกต.ยอมรับว่ามีความกังวลอยู่เหมือนกันว่าจะมีเวลา 45 วัน ก่อนครบวาระสภา หรือยุบสภาหรือไม่ ทั้งนี้หากจะให้การเลือกตั้งปลอดภัยต้องนับจากวันที่ 23 มีนาคม ย้อนขึ้นมา 45 วัน ซึ่งคือประมาณต้นเดือนกุมภาพันธุ์ และหากยุบสภาก็จะเร็วขึ้นกว่าเดิม

ทั้งนี้ถ้ากฎหมายมีผลใช้บังคับแล้วยุบสภาเลย กกต.จะไม่มีเวลาในการทำงานเลย เพราะหลังยุบสภา 5 วันต้องเปิดรับสมัคร แต่กกต.ยังไม่ได้แบ่งเขต และพรรคการเมืองเองก็จะไม่มีเวลาทำไพรมารีโหวต ซึ่งถือเป็นข้อจำกัดทางการเมือง ที่ได้แจ้งเตือนพรรคการเมืองไปแล้ว

เลขาฯกกต.บอกว่า ด้วยกติกาที่เปลี่ยนไป การเมืองที่เปลี่ยนไป แม้การแข่งขันจะสูสีเข้มข้น แต่เงื่อนไขเอื้อต่อการทำงานของ กกต. มากขึ้น โดยสิ่งที่จะทำให้เราได้รับความน่าเชื่อถือต้องทำคือการทำหน่วยเลือกตั้งให้ดี ในช่วงเวลา 12-15 ช.ม. ตั้งแต่เปิดหีบจนถึงการรายงานผลคะแนน ซึ่งต้องมีประสิทธิภาพ มีการจัดการที่ดี โปร่งใส ให้ทุกคนมีส่วนร่วม ตรวจสอบได้หากเกิดปัญหา

“องอาจ” โต้ แจก500เข้าคูหา แนะสร้างจิตสำนึกไม่เลือกพวกขายเสียง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/541620

25 ม.ค. 2566

"องอาจ" โต้ แจก500เข้าคูหา แนะสร้างจิตสำนึกไม่เลือกพวกขายเสียง

“องอาจ” โต้ แจก500เข้าคูหาเลือกตั้ง ไม่ได้ผล ควรตอบแทนแผ่นดินด้วยวิธีอื่น แนะสร้างจิตสำนึกไม่เลือกพวกขายเสียง

เป็นที่วิพากษ์ วิจารณ์ กันอย่างมาก สำหรับการเสนอแจกเงิน 500 บาท ให้กับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพื่อแก้ปัญหาซื้อสิทธิขายเสียง ซึ่งหากประเด็นดังกล่าวผ่าน จะต้องใช้งบประมาณถึง 20,000 ล้านบาท 

โดยนายวงศ์สยาม เพ็งพานิชภักดี ส.ว. ในฐานะเลขานุการ กมธ.พัฒนาการเมืองฯ ได้ชี้แจง ว่า การเข้าคูหาเลือกตั้ง เป็นการตอบแทนแผ่นดิน เลือกคนดี ประชาธิปไตยกินได้ 

วันที่ 25 ม.ค.2566 นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ประธาน ส.ส. และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตอบกลับในประเด็นนี้ เป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น ควรตอบแทนคุณแผ่นดินด้วยวิธีการอื่นๆ อีกมากมายหลายวิธีจะดีกว่า 

ส่วนการแจกเงินเพื่อให้คนออกมาใช้สิทธิ์มากขึ้นนั้น ปัจจุบันเลือกตั้ง ส.ส. จะมีคนออกมาใช้สิทธิ ประมาณ 70-80 เปอร์เซนต์กันอยู่แล้ว ไม่ควรคิดเพียงว่าให้คนออกมาใช้สิทธิเยอะๆเท่านั้น แต่ควรช่วยกันทำให้คนออกมาใช้สิทธิในเชิงคุณภาพมากกว่า ดีกว่าจ่าย 500 บาท 

สำหรับการซื้อสิทธิขายเสียง มองว่า เป็นเรื่องที่วนเวียน วงจรออุบาทว์มาตลอด เพราะผู้ซื้อเสียง เมื่อได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. และมีโอกาสเข้าไปมีอำนาจบริหารราชการแผ่นดิน ก็ย่อมใช้อำนาจในทางมิชอบ กอบโกยโกงกินแล้วนำเงินจากการทุจริตมาซื้อเสียง เพื่อให้กลับเข้าไปมีอำนาจจะได้ทุจริตแล้วนำเงินส่วนหนึ่งมาซื้อเสียง ดังนั้นควรช่วยกันรณรงค์ดัดหลัง ไม่เลือกนักการเมืองเหล่านี้ ให้สอบตก 

ฝ่ายค้านยื่นปลด”ศักดิ์สยาม”ออกจาก ส.ส.และ รมว.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/541633

25 ม.ค. 2566

ฝ่ายค้านยื่นปลด"ศักดิ์สยาม"ออกจาก ส.ส.และ รมว.

ฝ่ายค้านยื่นหนังสือต่อสภา เพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ปลด”ศักดิ์สยาม”ออกจาก ส.ส.และ รมว. หลังมีชื่อเป็นหุ้นส่วนบริษัทก่อสร้าง ได้ผลประโยชน์จากกระทรวงคมนาคมและจัดงบลงจ.บุรีรัมย์มากจนผิดสังเกต

เมื่อวันที่ 25 ม.ค. นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยตัวแทนพรรคร่วมฝ่ายค้าน ยื่นหนังสือต่อนายแพทย์สุกิจ อัถโถปกรณ์ ที่ปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎร นำเรื่องส่งต่อไปยังประธานศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรี และสมาชิกภาพความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ สิ้นสุดลง 

โดยให้เหตุผลการยื่นหนังสือ เป็นเหตุจากการกระทำละเมิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 ว่า ด้วยวิธีการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี ในคำร้องมีเอกสารหลักฐานทั้งหมด 14 เรื่อง พร้อมมั่นใจในพยานหลักฐาน

นายแพทย์ชลน่าน ยืนยัน ทำในฐานะเป็นฝ่ายตรวจสอบ ไม่ได้อาฆาตมาดร้าย หรือเล่นเกมการเมือง หรือหวังผลประโยชน์ในพื้นที่ในช่วงก่อนการเลือกตั้ง ส่วนการยุติการปฏิบัติหน้าที่ต้องรอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามกรอบภายใน 15 วัน 

นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้วนายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว

ด้านพลตำรวจเอกทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ ผู้ที่เคยเป็น 1 ในอภิปรายนายศักดิ์สยาม มั่นใจว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจในการไต่สวนได้แน่นอน เพราะขณะนี้ นายศักดิ์สยาม ยังเป็น ส.ส. และรัฐมนตรี ยังได้พิจารณางบประมาณ ตั้งงบประมาณ รวมถึงยังเป็นกรรมาธิการ

บริษัทที่นายศักดิ์สยาม เป็นหุ้นส่วนอยู่ได้รับประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ได้รับงานจากกระทรวงคมนาคม บริษัทแห่งนี้ นายศักดิ์สยาม รับเงินในฐานะที่ปรึกษา และก่อนที่จะมาเป็นรัฐมนตรี และใช้บ้านเลขที่ของนายศักดิ์สยามเป็นที่ตั้ง เมื่อย้ายออกจากบ้านดังกล่าวไปอยู่บนที่ดินของการรถไฟ ซึ่งในทางปฏิบัติหากไม่มีความผูกพันธ์ ไม่สามารถทำได้ ประกอบกับบริษัทดังกล่าวเป็นคู่สัญญากับกระทรวงคมนาคม และในช่วงที่พิจารณางบในชั้นกรรมาธิการ มี ส.ส. ท้วงติงเรื่องการนำงบประมาณไปที่จังหวัดบุรีรัมย์มากกว่ายังหวัดอื่นด้วย

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่องพันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง

จตุพร ลั่น เพื่อไทย ต้องประกาศชัด ไม่จับมือ ฝ่ายเผด็จการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/541640

25 ม.ค. 2566

จตุพร ลั่น เพื่อไทย ต้องประกาศชัด ไม่จับมือ ฝ่ายเผด็จการ

จตุพร พรหมพันธุ์ พูดผ่านรายการ คมชัดลึก ย้ำ พรรคเพื่อไทย ต้องยืนยัน ไม่จับมือฝ่ายเผด็จการ อย่าถึงวันตั้งรัฐบาลแจงความจำเป็น ประชาชนจะเสียความรู้สึก

กลายเป็นอีกประเด็นร้อนในแวดวงการเมืองขึ้นมา เมื่อ จตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำคณะหลอมรวมประชาชน อดีตผู้นำคนเสื้อแดง และแนวร่วม นปช. คนที่ถูกมองว่า สู้เพื่อ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มาอย่างต่อเนื่อง แต่มาวันนี้ จตุพร ได้ออกมาท้าชน โจมตี ทักษิณ ชนิดที่ว่าถึงพริกถึงขิง


วันก่อน ( 24ม.ค.) จตุพร ได้มาออกรายการ คมชัดลึก ทาง เนชั่น ทีวี  เป็นประเด็นน่าสนใจ แดงแตกรัง หวังสกัดแลนด์สไลด์?

จตุพร ลั่น เพื่อไทย ต้องประกาศชัด ไม่จับมือ ฝ่ายเผด็จการ
จตุพร บอกเล่าผ่านรายการว่า  สาเหตุสำคัญ ที่ทำให้เขาต้องออกมาพูดเท้าความเล่าอดีต ในช่วงเวลานี้ จตุพร เล่าว่า ไม่นานมานี้ มีคนเดินทางไปพบกับ ทักษิณ ชินวัตร ที่ฮ่องกง แล้วพูดคุยถึงตัวเขา รวมทั้งยกกรณีเรื่องเชียงใหม่ขึ้นมา และมีการพูดว่า ตนไปรับจ้าง บุญเลิศ บูรณุปกรณ์ ที่ผ่านมา ความรู้สึกส่วนตัวก็ใจสลายในเรื่องของคนเสื้อแดงอยู่แล้ว แต่เมื่อมาพูดตอกย้ำ ตนก็หมดความอดทน ทักษิณ ชินวัตร เป็นคนไม่รักษาคำพูด อยากจะพูดอะไรก็พูด เสียงปืนดังนัดแรกจะนำการต่อสู้ จนเสียงปืนแตกเป็นแสนนัด ทักษิณ ก็ไม่มา

จตุพร ลั่น เพื่อไทย ต้องประกาศชัด ไม่จับมือ ฝ่ายเผด็จการ

เมื่อตนโดนปลดจาก ส.ส. 18 พ.ค. 2555 วันถัดมา 19 พ.ค. จัดงานรำลึกปราบคนเสื้อแดง 2 ปี ทักษิณ บอกว่า เสื้อแดงที่พายเรือมาส่ง ไม่ต้องตามเขามา เขาจะไปของเขาเอง พูดจบก็โทรมาหาตนบอก กำลังจะได้กลับประเทศไทย แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เป็นอย่างที่หวัง ที่ผ่านมา ทักษิณ พร้อมเอาคนเสื้อแดงไปแลกอยู่ตลอดเวลา ตนเอาชีวิตไปแลกให้ หวังให้ทักษิณ เป็นผู้นำในการต่อสู้ เป็นผู้นำในทางจิตวิญญาณ แต่ทักษิณทำตัวเป็นได้แค่พ่อค้า และไม่เคยข้ามขั้นการเป็นพ่อค้าได้เลย 

ในการย้อนความของ จตุพร เขาเล่าเรื่องราวที่ผ่านมาว่า ความเป็นจริง พวเราใจสลายกันมา นับตั้งแต่การถูกสลายการชุมนุมในปี 2553 หลังมีการเลือกตั้ง และหลังที่มีอำนาจรัฐ  อย่างแรกการไม่ยอมรับเขตอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศ เฉพาะคดีในปี 2553 ตนได้ต่อสู้และเข้าไปซักถาม ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้น (สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล )ได้รับคำตอบว่า อำนาจไม่ได้อยู่ที่รัฐมนตรีแต่อยู่ที่นายกรัฐมนตรี เมื่อสอบถามไปยังนายกรัฐมนตรี (ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร)ก็ได้ให้คนใกล้ชิดมาตอบแทนว่า ไม่สามารถยอมรับอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศได้ ด้วยเหตุผลที่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ในขณะนั้นจะยึดอำนาจ

จตุพร ลั่น เพื่อไทย ต้องประกาศชัด ไม่จับมือ ฝ่ายเผด็จการ

 ประเด็นต่อมาคือ ให้นิรโทษกรรม ผลักดันออกมาเป็นพระราชกำหนด และระบุเจาะจงว่า ให้นิรโทษกรรมเฉพาะ ประชาชน เพราะขณะนั้น ประชาชนที่เข้าร่วมเช่น คนจากอุบลราชธานี มุกดาหาร อุดรธานี และจังหวัดอื่น ๆ ได้รับโทษสูง และกำลังจะติดคุก จึงได้เสนอให้เป้นพระราชกำหนด เรื่องต่อมาคือให้โหวตแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550  มาตรา 291 การแก้หลักเกณฑ์และวิธีการ ด้วยการเปิดทางให้จัดตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ส.ส.ร.ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ วาระที่ 3 ก็ไม่กล้าโหวต

กลายเป็นเรื่องต่าง ๆ ไม่ได้แม้แต่เรื่องเดียว มาถึงเรื่องพระราชกำหนด ที่นิรโทษกรรมเฉพาะประชาชน เว้นแกนนำ ก็มาเสนอเป็นพระราชบัญญัติ ตอนแรกก็ไม่ยินยอม จนตนประกาศว่า ถ้าไม่ยอม ก็มีความรู้ว่าผิดหวัง จะต้องมายอมตายแทนกับคนพันธุ์นี้ ลงท้ายก็ยอม แต่มีการไปแปลงสารในวาระที่ 2 จากแค่ประชาชน ไปขยายเป็น แกนนำ ผู้ใช้บงการฆ่า และคดีทุจริตทั้งหมด ตอนนั้นตนออกมาต่อต้านว่า การทำแบบนี้จะพัง และจะไปทำลายโอกาสเดียวของประชาชน ที่เขที่เขาจะติดคุกที่มีโทษสูงมาก และกลายเป็นชนวนเหตุหนึ่ง ในการยึดอำนาจในเวลาต่อมา 

จตุพร เล่าขยายประเด็นที่มีคนไปพูดกับทักษิณที่ฮ่องกงว่า ทักษิณ นั้นเมื่อ มีอำนาจไม่ซื่อสัตย์ต่อประชาชน ปี 2548-2549 ได้คะแนน 19 ล้านเสียง วันโดนยึดอำนาจ 19 ก.ย. 2549 คนออกมาต่อต้านไม่ถึง 19 คน ช่วงสถานการณ์วิกฤตการเมือง ตนกับ นปช. ไปชุมนุมที่ถนนอักษะ มีการแบ่งภารกิจกันว่า ตนในฐานะประธาน นปช. เสนอว่าขอรับผิดชอบในส่วนเวทีการชุมนุม ส่วนมวลชน ให้เป็นหน้าที่การระดมคนของพรรคเพื่อไทย ซึ่งก็เป็นพี่น้องคนเสื้อแดง

จนวันที่ใกล้ยึดอำนาจ ในช่วงเจรจา จากมวลชนจำนวนมาก เหลือไม่กี่ร้อย ตนสังเกตว่าน่าจะมีปัญหา จึงไม่แบ่งคนสำคัญไว้ที่เวที และทราบว่า มีอีกหนึ่ง ป. เป็น ป.ที่ 4 ประสานงานอยู่กับ ทักษิณ เราไปเจราจา เพื่อหวังยื้อเวลาการยึดอำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ แต่สุดท้ายก็ยื้อไม่ได้ จนทำให้ต้องสูญเสียประชาธิปไตย สูญเสียโอกาสประชาชนไปเกือบ 9 ปี ทีผ่านมา ตนหลีกเลี่ยงและใช้ความอดทนมาโดยตลอด ไม่อยากวิพากวิจารณ์ ถ้าจำเป็นต้องพูดถึงก็จะใช้มธุรสวาจา จนมาเกิดเหตุการณ์จับกุมครอบครัว บุญเลิศ บูรณุปกรณ์ ด้วยเหตุผล ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญปี 2560 และไปแจกจดหมาย แล้วพรรคเพื่อไทยก็เอาคนอื่น ไปวางตัวว่าจะให้ลงเลือกตั้งแทนเขา ขณะที่อยู่ในคุก แม้ว่าตอนนั้นยังไม่มีการเลือกตั้ง แล้วพอ พล.อ.ประยุทธ์ ใช้ม.44 คืนอำนาจให้นายก อบจ. พรรคการเมืองต่างๆ ไปเยือนเชียงใหม่ ก็เชิญบุญเลิศไปทุกครั้ง มีการถ่ายรูปกับทุกพรรค ก็ไปกล่าวหาว่า เขาแปรพักตร์ 

ในส่วนที่ว่า ออกมาพูดกดดันให้พรรคเพื่อไทย ประกาศไม่จับมือพรรคพลังประชารัฐ จตุพร ตอบประเด็นนี้ว่า ที่ผ่านมา มีภาพของแกนนำพรรคเพื่อไทยบางคน มีความพร้อมที่จะจับมือทางการเมืองกับพลังประชารัฐและพรรคการเมืองอื่นๆ  ก่อนที่จะมาแถลงว่าจะไม่จับมือกับใครก่อน มีกรณีน่าสงสัยเมื่อครั้งพรรคก้าวไกลประกาศจะจับมือกับพรรคเพื่อไทย และช่วงปลายปีที่ผ่านมา ป.ป.ช.ก็ออกมาปั่นกระแสเรื่องจำนำข้าวล็อต 2 ซึ่งใครก็คิดว่าโดนแน่ แต่ก็ปล่อยอย่างง่ายดาย ตนเห็นว่า พรรคก้าวไกล ยังประกาศชัดเจนในการไม่จับมือกับใคร แต่พรรคเพื่อไทยแสดงความไม่ชัดเจนในการประกาศไม่จับมือ

ซึ่งทาง พล.อ.ประยุทธ์ มองว่าไม่มีโอกาส แต่ด้าน พล.อ.ประวิตร มันมีไมตรีกันมายาวนาน และในช่วงยึดอำนาจ มันมีการเอื้อประโยชน์ให้กันแบบต่างกรรมต่างวาระ ในช่วงอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพื่อไทยดึงเวลาจน โรม รังสิมันต์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายพล.อ.ประวิตรไม่ได้ จนกลายมาเป็นคำถามว่า ทำไมพรรคเพื่อไทยจึงตอบคำถามไม่ได้  ถ้าพรรคเพื่อไทยมีความจำเป็นที่จะต้องจับมือกับพลังประชารัฐ ควรจะบอกประชาชนก่อนหรือไม่ ไม่ใช่ว่าเลือกตั้งเสร็จไปประกาศจับมืออ้างความจำเป็น อารมณ์ความรู้สึกของประชาชนในวันนั้นจะเหลืออะไร 


จตุพร เล่าต่อมาจนถึงเรื่องการตั้งพรรคการเมือง ที่เมื่อตนออกจากจากคุก มีการทาบทามจาก ทักษิณ ให้ทำพรรค เพื่อนำคะแนนไปเติม เพื่อสู้กับการเลือกตั้งใบเดียว ซึ่งตอนนั้นก็ไม่รู้เรื่องการตั้งพรรคไทยรักษาชาติ นปช.หรือคนเสื้อแดงจึงถูกแยกออกจากกันนับแต่วันนั้น ตลอดระยะเวลา 13-15 ปี ของการมีคนเสื้อแดง วันไหนอยากใช้ก็ตาม วันไหนไม่ใช้ก็ทิ้งไป มารอบนี้อยากจะแลนด์สไลด์ ก็อยากใช้คนเสื้อแดงอีก ตนจึงมองว่า พรรคเพื่อไทยไม่แฟร์กับคนเสื้อแดง 

จตุพร ลั่น เพื่อไทย ต้องประกาศชัด ไม่จับมือ ฝ่ายเผด็จการ

สมบัติ บุญงามอนงค์ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง หนึ่งในแขกรับเชิญ มองว่าการเมืองไทยมี 2 แบบการเมืองทั้งแบบในสภาและนอกสภา เป็นที่ยอมรับบว่า เสื้อแดงกับพรรคเพื่อไทย เสมือนขาคนละข้าง เดินเคยงไปด้วยกัน แต่ด้วยเป็นขาคนละข้าง บางจังหวะการเดินอาจจะต้องมีเกี่ยวกันบ้าง การแบกรับของ จตุพร ในฐานะแกนนำ เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะต้องแบกรับทุกๆอย่าง เพราะอยู่หน้าสุดของการต่อสู้

และมองว่า การเมืองในสภาต้องให้ความสำคัญ การต่อสู้นอกสภาแบบสมน้ำสมเนื้อ พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคการเมืองใหญ่ที่ไม่แต่เพียงมองแค่ว่า จะร่วมรัฐบาล แต่มีความเป็นไปได้ที่จะสามารถจัดตั้งรัฐบาล และกำหนดทุกสิ่งอย่าง เมื่อเข้าสู่โหมดการเมือง ก็ต้องมีการจัดลำดับสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อพรรคการเมือง จัดเรียงลำดับมากน้อย การวางบทบาทของผู้สมัคร หรือ แนวร่วมการต่อสู้นอกสภา ก็ต้องมีการสลับกันไปตามสถานการณ์ 


ส่วนเรื่องการประกาศไม่จับมือ เขามองว่า พรรคเพื่อไทยน่าจะมองว่า ไม่ต้องการจะปิดกั้นทางเลือกที่มีอยู่ทั้งหมด เพราะสมการการจัดตั้งรัฐบาล ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเลข จำนวน ส.ส.ในสภา แต่ยังต้องเกี่ยวข้องกับ ส.ว. และอาจจะรวมไปถึงเรื่องอื่น ๆ และในขณะนี้ยังไม่สามารถมองได้ว่า จำนวนส.ส.จะได้มากน้อยเท่าไหร่ในแต่ละพรรคการเมือง ในขณะเดียวกัน เขายังมองอีกว่า ในการแยกกันของ 2 ป. ถึงแม้จะไม่ขาดกันทีเดียว แต่ก็ส่งผลให้ฝ่ายนั้น อ่อนแรงลงในที และพรรคใหม่ของ พล.อ.ประยุทธ์ ก้ไม่น่าจะได้คะแนนเท่าการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 ถ้ามองอีกแบบ อาจจะเป็นการสลายปีกการเมืองของพรรคเพื่อไทย ก็เป็นไปได้

ต่อให้’แลนด์สไลด์’ ยังไงก็หนีไม่พ้นคุก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/541618

25 ม.ค. 2566

ต่อให้'แลนด์สไลด์' ยังไงก็หนีไม่พ้นคุก

‘นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ’ ชวนคิด ทำอย่างไร ทักษิณ จะไม่ติดคุก หากจะกลับประเทศไทย แม้จะแลนด์สไลด์ จากการเลือกตั้งครั้งหน้า

นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ โพสต์เฟสบุ๊คตั้งคำถามถึงอนาคตของทักษิณ ชินวัตร มีเนื้อหาว่า ทักษิณ ยังคงเป็นคนรวย ที่ล่องลอยไปในโลกนี้ได้เช่นเดิม ยกเว้น เมืองไทยที่ยังแวะเวียนมาไม่ได้ คงได้แต่ชะโงกหน้ามาดูแผ่นดินนี้ เวลานั่งเครื่องผ่านไป-ผ่านมาเท่านั้น โดยมีเหตุผล อธิบาย ดังนี้

คดีของทักษิณ ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับคดีทุจริต คดีเหล่านี้ ไม่มีใครกล้าออกพรบ.นิรโทษกรรม เพราะมีนักโทษคดีทุจริตอยู่เยอะทั้งนักการเมือง,ข้าราชการหากนิรโทษกรรมคดีทุจริตกันหมด คิดว่าประชาชนคงไม่ยอม เพราะคดีทุนจีนสีเทา คดีกรมอุทยานฯ ก็จะขอร่วมขบวนมาด้วย  หรือ จะนิรโทษเฉพาะทักษิณ ก็ไม่น่าจะเป็นไปได้อีกเช่นกัน



ทักษิณ จะขอพระราชทานอภัยโทษได้ ตามวิ.อาญา มาตรา 261 เป็นการเฉพาะตัว เฉพาะคดีทุจริตที่ถึงที่สุดแล้วเท่านั้น และหากได้รับพระราขทานอภัยโทษ ทักษิณก็ยังมีคดีอื่นที่ยังไม่ถึงที่สุดอีกหลายคดี คดีเหล่านั้นก็ขอพระราชทานอภัยโทษไม่ได้ เพราะยังไม่ถึงที่สุด ทักษิณก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอีก เราก็ไม่รู้ว่าพอศาลจะตัดสิน คุณทักษิณจะหนีไปอีกหรือเปล่า



ทักษิณจะกลับมาอย่างไรโดยไม่ติดคุก ต่อให้แลนด์สไลด์ ก็คิดไม่ออกว่าจะทำอย่างไร

นิพิฏฐ์ ทิ้งท้ายว่า ทั้งหมดนี้ เป็นความเห็นทางกฎหมาย อย่าริคิดเป็นการเมืองเด็ดขาด มองให้เป็นปัญญา ให้เห็นแสงสว่าง อย่างมงายอย่าลืมว่า นักการเมืองชอบประชาชนที่ไม่ฉลาดเพราะปกครองง่าย แต่หากใครฉลาด หรือมีความคิดที่ดีกว่านี้ ให้ลองเสนอมา

ขณะที่ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยืนยันในรายการคิดเคลื่อนไทย ว่าจะไม่อาศัยพรรคการเมืองใดรวมถึงเพื่อไทย ในการกลับบ้าน แต่จะอาศัยแค่หัวใจตัวเอง จะไม่มีการออกกฎหมาย ไม่มีการเกี๊ยะเซียะกับพลังประชารัฐเพื่อออกกฎหมายอย่างแน่นอน