กางหลักฐาน เปิดตัวบิ๊กตู่ เข้าข่ายผิดกฎหมาย’เลือกตั้ง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/540777

12 ม.ค. 2566

กางหลักฐาน เปิดตัวบิ๊กตู่ เข้าข่ายผิดกฎหมาย'เลือกตั้ง'

อดีตกรรมการการเลือกตั้ง กัดไม่ปล่อย โพสต์บรรยากาศงานเปิดตัวบิ๊กตู่ เข้าข่ายผิดกฎหมายเลือกตั้ง อาจถึงขั้น’ยุบพรรค’

สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง ยังเกาะติด การเปิดตัวพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ ล่าสุด ได้โพสต์ภาพบรรยากาศภายในงาน  พร้อมตั้งคำถามว่า ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายหรือไม่  โดยเฉพาะภาพที่ผู้เข้าร่วมงาน สวมเสื้อสีธงชาติไทย นั่งเก้าอี้เป็นลายธงชาติ โดยถามว่าธงชาติมนุษย์ผืนนี้ใช้คนกี่คน เสื้อกี่ตัว หมวกกี่ใบ

ภาพประกอบจา่กเฟสบุ๊ค สมชัย ศรีสุทธิยากร ภาพประกอบจา่กเฟสบุ๊ค สมชัย ศรีสุทธิยากร

อดีตกรรมการการเลือกตั้ง ระบุรายละเอียดบรรยายภาพดังนี้ 

แถวที่นั่งสีน้ำเงิน ขนาด 30 ที่ คูณ 50 ที่ ต้องใช้ 1,500 ชุด

แถวที่นั่งสีขาว ขนาด 12 ที่ คูณ 50 ที่ คูณ 2 แถบ ใช้ 1,200 ชุด

แถวที่นั่งสีแดง ขนาด 12 ที่ คูณ 50 ที่ คูณ 2 แถบ ใช้ 1,200 ชุด

รวมทั้งผืน 1,500+1,200+1,200 = อย่างน้อย 3,900 ชุด

ที่ซองเขียนว่า ทรัพย์สินของพรรค ใช้เฉพาะในงานประชุม แต่กลับให้คนใส่เอากลับบ้านได้ ถือเป็นการแจกทรัพย์สินอันอาจคำนวณเป็นเงินเพื่อจูงใจเลือกตั้ง ผิด พ.ร.ป. ส.ส. มาตรา 73(1) หรือไม่

หากกรรมการบริหารพรรครู้เห็นเป็นใจก็ไปไกลถึงยุบพรรค ตาม มาตรา 158 วรรค 3

พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561

มาตรา 73 ห้ามมิให้ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทําการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้แก่ตนเองหรือผู้สมัครอื่น ให้งดเว้นการลงคะแนนให้แก่ผู้สมัคร หรือการชักชวนให้ไปลงคะแนนไม่เลือกผู้ใดเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้

(1) จัดทํา ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ ทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์อื่นใดอันอาจคํานวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใด

มาตรา 158 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 73 (1) หรือ (2) มาตรา 75 มาตรา 76 หรือมาตรา 94ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปีหรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับและให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกําหนดยี่สิบปี

ในกรณีที่ศาลมีคําพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษผู้กระทําความผิดตามมาตรา 73 (1) หรือ (2)ให้ศาลสั่งจ่ายเงินสินบนนําจับไม่เกินกึ่งหนึ่งจากจํานวนเงินค่าปรับแก่ผู้แจ้งความนําจับ

ในกรณีที่พรรคการเมืองกระทําความผิดตามมาตรา 75 หัวหน้าพรรคการเมืองหรือกรรมการบริหารพรรคการเมืองของพรรคการเมืองนั้นซึ่งรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทําความผิดต้องระวางโทษตามที่กําหนดไว้ในวรรคหนึ่ง และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมืองหรือกรรมการบริหารพรรคการเมืองของพรรคการเมืองนั้น และให้ถือเป็นเหตุที่จะยุบพรรคการเมืองนั้นตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง

“เพื่อไทย”เตรียมปราศรัยใหญ่กลางแจ้ง หวังแลนสไลด์ชนะกติกา”บิ๊กตู่”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/540761

12 ม.ค. 2566

"เพื่อไทย"เตรียมปราศรัยใหญ่กลางแจ้ง หวังแลนสไลด์ชนะกติกา"บิ๊กตู่"

“เพื่อไทย”เตรียมจัดปราศรัยใหญ่กลางแจ้งครั้งแรก จ.อุดรธานี วันที่ 15 ม.ค. นี้ หวังแลนสไลด์เอาชนะกติกา”บิ๊กตู่” หากยุบสภาพร้อมรบประกาศนโยบายชุดใหญ่

นายณัฐวุฒิ  ใสยเกื้อนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ

วันนี้ 12 ม.ค. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยเตรียมจัดกิจกรรม “ครอบครัวเพื่อไทย  : อีสานยามใด๋ เพื่อไทยทอนั่น” ที่ จ.อุดรธานี ในวันที่ 15 มกราคม 2566 นี้ จะพบปะพี่น้องประชาชน ที่ อ.บ้านดุง และ อ.เพ็ญ ก่อนที่เวลา 16.30 น.เป็นต้นไป จะมีการจัดเวทีปราศรัยใหญ่ ที่ทุ่งศรีเมือง อ.เมือง จ.อุดรธานี นำโดยนายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายอดิศร เพียงเกษ โฆษกผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฏร นางสาวจิราพร สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด และจะเป็นครั้งแรกที่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย และประธานคณะที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรม พรรคเพื่อไทย ขึ้นปราศรัยใหญ่เวทีกลางแจ้ง นำเสนอนโยบายและเป้าหมายไปสู่การเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลจากฝ่ายประชาธิปไตยในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง ซึ่งเป็นการยืนยันว่าในปี 2566 นี้จะเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลง ทวงคืนอนาคตจากรัฐบาลสืบทอดอำนาจเผด็จการ ที่ไร้ความสามารถและอยู่ในอำนาจมา 8 ปี  

หลังการนั้นจะมีการจัดกิจกรรมครอบครัวเพื่อไทยไปยังภูมิภาคต่างๆ ได้แก่ ภาคกลาง อีสานใต้ ภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ จนกว่าจะมีการยุบสภา เมื่อมีการยุบสภาแล้ว พรรคเพื่อไทยจะจัดเวทีปราศรัยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อประกาศคิกออฟนโยบายชุดใหญ่ เป็นนโยบายในโค้งสุดท้ายเพื่อเข้าสู่สนามเลือกตั้ง ซึ่งมุ่งเป้าที่การชนะเลือกตั้งแบบแลนด์สไลด์ เพื่อเอาชนะกติกาที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม วางเอาไว้ให้ได้

คาดการณ์ การยุบสภาจะเกิดขึ้นในช่วงกลางเดือนมีนาคมนี้ เป็นการคาดคะเนจากตัวตนของพลเอกประยุทธ์ ที่ยึดติดกับอำนาจ จะกอดอำนาจไว้ให้นานที่สุดจนวินาทีสุดท้าย หากยุบสภา แต่เชื่อว่าพลเอกประยุทธ์ไม่ปล่อยวาง แต่เป็นการเปิดทางให้ ส.ส. ที่ย้ายพรรค เข้าร่วมอำนาจได้ 

ส่วนที่พลเอกประยุทธ์ เปิดตัวเข้าพรรครวมไทยสร้างชาติ นายณัฐวุฒิกล่าวว่า “ไม่ใช่เหล้าเก่าในขวดใหม่ แต่เป็นเหล้าเก่าในขวดแตก” คือการรวมเอาคนที่แตกออกจากพรรคต่างๆ ทั้งจากพรรคพลังประชารัฐ พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเล็ก มาอยู่ด้วยกันและไม่พบว่ามีบุคคลที่เป็นที่รู้จัก หรือเป็นที่ยอมรับกันในสังคม เป็นคนใหม่ทางการเมือง จึงมองไม่เห็นอนาคต เห็นแต่อดีต เพราะเต็มไปด้วยอดีต ส.ส. อดีตรัฐมนตรี ตนจึงเชื่อว่าจะส่งผลให้พลเอกประยุทธ์ กลายเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีในไม่ช้า

แต่มองว่า ไม่ใช้เป้าหมายแค่การเป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีก 2 ปีตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ  แต่อีกฟากฝั่งหนึ่ง มี ส.ว.กลุ่มหนึ่งได้เคลื่อนไหว มีมติเห็นว่าบทบัญญัติในมาตรา 158 ว่าด้วยวาระการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 8 ปี มีปัญหา ทั้งๆที่ไม่เคยออกมาเคลื่อนไหวอะไรเลย จึงได้ตั้งข้อสังเกตว่า พลเอกประยุทธ์ จะอาศัยเสียง ส.ว. 250 คนเข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ ต้องใช้เสียงในสภาและเสียง ส.ว. แก้ไขมาตรานี้แน่นอน  

เพื่อความชัดเจนขอให้พลเอกประยุทธ์ ออกมายืนยันว่า หลังเลือกตั้งแล้วจะอยู่แค่เวลาที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย หากเส้นทางที่จะยุติพลเอกประยุทธ์  มีทางเดียวคือการได้มาซึ่งรัฐบาลประชาธิปไตย  จะเกิดได้ คือ จำเป็นต้องมีพรรคใดพรรคหนึ่งใน ฟากฝั่งประชาธิปไตยชนะเกินครึ่งในสภาผู้แทนราษฎร ยืนหนึ่งเอาไว้ก่อน ไม่เช่นนั้น ไม่ใช่แค่ 2 ปี แต่จะเป็น 4 ปี ตนหวังว่าคนที่ประกาศตัวไม่เคยกลัวอะไร เป็นลูกผู้ชาย สง่าผ่าเผยมาตลอด คงไม่อ้ำอึ้ง พูดให้ชัด 

ปราศรัยเวทีใหญ่จ.อุดรธานีปราศรัยเวทีใหญ่จ.อุดรธานี

‘เลือกตั้ง’ครั้งหน้า วัดฝีมือขวาใหม่ ในกรุงเทพฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/540759

12 ม.ค. 2566

'เลือกตั้ง'ครั้งหน้า วัดฝีมือขวาใหม่ ในกรุงเทพฯ

ไผ่แยกกอ อดีตแนวร่วม’กปปส.’ แยกพรรค เลือกตั้งครั้งหน้า วัดฝีมือทำพื้นที่เลือกตั้ง สนามปราบเซียน กรุงเทพมหานคร

ย้อนกลับไปเมื่อสิบปีที่ผ่านมา การชุมนุมทางการเมืองกว่าสองร้อยวัน ปิดฉากลงด้วยการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม2557  ชัตดาวน์กรุงเทพฯ ได้สมใจคณะบุคคลที่เรียกตัวเองว่า คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ กปปส

สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์เป็นหัวขบวน ร่วมกับแนวร่วมอนุรักษ์นิยม เป็นการชุมนุมที่ถือกำเนิดมาจากความพยายาม ดันกฎหมายนิรโทษกรรมสุดซอยของพรรคเพื่อไทย

ในบรรดาหัวหมู่ทะลวงฟัน ซึ่งเป็นที่กล่าวขวัญถึงระหว่างการชุมนุม กปปส. หรือที่เรียกกันว่าตัวพ่อ ในยุคนั้น ยังนับได้ว่าเป็นคนรุ่นใหม่   กลับมามีบทบาทสำคัญในการจัดการเลือกตั้งครั้งหน้า และอยู่ในระนาบเดียวกับที่เคยขับเคี่ยว เดินหน้าชัตดาวน์ประเทศไทย  ได้ร่วมเข้าไปเป็นแกนหลัก เป็นกำลังสำคัญในแต่ละพรรคเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ  ไล่เรียงตามลำดับประกอบด้วย

  1. พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ อดีตรัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัล อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคพลังประชารัฐ อดีตส.ส.ประชาธิปัตย์  แกนนำกลุ่มยังบลัด กปปส. ย้ายเข้าไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย พร้อมกับหนีบอดีต ส.ส.พลังประชารัฐร่วมสังกัดใหม่ 5 รายได้แก่  นายจักรพันธ์ พรนิมิตร  พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์   กษิดิ์เดช ชุติมันต์ ภาดาท์ วรกานนท์ และ กรณิศ งามสุคนธ์รัตนา พร้อมเปิดตัวทีมคนรุ่นใหม่ เป้าหมาย ภูมิใจกรุงเทพฯ
  2. เอกณัฐ พร้อมพันธ์ เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ นอกจากจะมีชาติพันธุ์ทางการเมืองแล้ว ก่อนหน้านี้เคยดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ก่อนมาอยู่ร่วมชายคากับ พีรพันธ์ สาลีรัฐวิภาค ที่อกหักจากการท้าชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์มาเหมือนกัน  หมายมั่นชิงส่วนแบ่งกทม.หวังอาศัยแต้มต่อจากอดีตส.ส.พลังประชารัฐที่จะย้ายมาสังกัดพรรคลุงตู่  มีชุมพล จุลใส เป็นลมใต้ปีกอยู่ในปักษ์ใต้ตอนบน
  3. สกลธี ภัททิยกุล อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต 4 พรรคประชาธิปัตย์ อดีตสมาชิกและกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ อดีต​แกนนำ กปป​ส. และเป็นบุตรชายของอดีตเลขาธิการ คมช. ว่ากันว่า เลือกตั้งครั้งหน้า ต้องทำงานอย่างหนัก  เพราะกระแสของพลังประชารัฐตกต่ำ  จนทำให้ผู้ร่วมอุดมการณ์หลายราย ต้องหนีตายออกจากพรรค แม้จะมีแรงหนุนจาก ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ซึ่งถูกตัดสิทธิการเมือง 5 ปี แต่ความที่เคยดำรงตำแหน่งเสมา 1 จึงยังพอมีต้นทุนอยู่บ้าง

การเลือกตั้งทุกครั้งว่ากันว่าสนามกทม.ถือเป็นสนามปราบเซียน ไม่สามารถคาดการล่วงหน้าได้ และเอาใจยากที่สุด จุดพลิกผันวัดกันจนนาทีสุดท้าย  เหล่าทหารเสือแม้เคยเป็นเพื่อนร่วมค่าย สหายร่วมรบ  ถึงเวลาต้องกระชากเรตติ้ง แย่งชิงพื้นที่   ทั้งหมดนี้ ขึ้นอยู่กับว่าใครจะมีมุกใหม่   10 ปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่า ทั้งกระแสชัตดาวน์กรุงเทพฯและปฏิรูปก่อนเลือกตั้งล้วนผุพังไปตามกาลเวลาแล้ว 

อดีตแฟนส.ส.ณัฐวุฒิ สุดทน แฉเพื่อไทยกดดันความรัก เหตุสังกัดไทยสร้างไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/540751

12 ม.ค. 2566

อดีตแฟนส.ส.ณัฐวุฒิ สุดทน แฉเพื่อไทยกดดันความรัก เหตุสังกัดไทยสร้างไทย

“ณิชชา”อดีตแฟน”ณัฐวุฒิ” แฉเพื่อไทยใช้ความรักเป็นเครื่องมือการเมือง ไม่ส่งลงสมัคร ส.ส.หนองบัวลำภู จากสาเหตุสังกัดไทยสร้างไทย

หลังจากที่นายณัฐวุฒิ กองจันทร์ดี ส.ส.หนองบัวลำภู เขต 3 ประกาศลาออกจากพรรคเพื่อไทยและเตรียมย้ายไปร่วมงานกับพรรคไทยสร้างไทย เนื่องจากพรรคไม่ส่งลงสมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขต แต่จะให้ขยับไปสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ 

  
โดยนางสาวณิชชา บุญลือ รองโฆษกพรรคไทยสร้างไทย อดีตคนรักของนายณัฐวุฒิ เปิดเผยว่า ระหว่างที่ตนเข้ามาทำงานทางการเมืองตั้งแต่อยู่พรรคอนาคตใหม่ เคยคบหากับนายณัฐวุฒิอย่างเปิดเผยกว่า 3 ปี ทุกอย่างราบรื่น ใช้ชีวิตแบบคู่รักหนุ่มสาวทั่วไป แต่พิเศษกว่าตรงที่เราเป็นนักการเมืองทั้งคู่ อาจถูกจับตามากกว่าคู่อื่นๆ
 

จากนั้นตนย้ายมาอยู่กับพรรคไทยสร้างไทย ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมานายณัฐวุฒิ กลับถูกกลุ่มผู้บริหารของพรรคเพื่อไทย เรียกไปพูดคุย เพื่อขอให้ตนลาออกจากพรรคไทยสร้างไทย และถูกเรียกไปพบอีกหลายครั้ง รวมถึงกดดันนายณัฐวุฒิ จนความรักของตนเริ่มมีปัญหา กลายเป็นคู่รักที่ต้องปิดบัง ต้องกดดัน ต้องเสียความรู้สึก เพื่อจะเป็นเครื่องการันตีให้นายณัฐวุฒิได้ลงเขตตามเดิม ทั้งที่เป็นตระกูลทางการเมืองและอยู่ที่พื้นที่เขต3 จ.หนองบัวลำภู มามากกว่า 24 ปี และชนะการเลือกตั้งที่เขตนี้มากว่า 40,000 คะแนน เอาชนะฝ่ายเผด็จการได้อย่างขาดลอย เพราะทำพื้นที่อย่างหนัก และเข้าไปนั่งอยู่ในหัวใจของชาวหนองบัวลำภู

สุดท้ายเมื่อเราสองคน ทนแรงกดดันไม่ไหว จึงเลิกรากันไป แต่กลุ่มผู้บริหารพรรคเพื่อไทย ยังไม่จบเช่นนั้น เพราะเมื่อตนไปลงพื้นที่ เหตุกราดยิงหนองบัวลำภูตามคำสั่งของพรรคไทยสร้างไทยในฐานะรองโฆษกพรรคไทยสร้างไทย ที่รับผิดชอบในเรื่องของ เด็ก สตรี ผู้สูงอายุ รวมไปถึงผู้พิการ กลับกลายเป็นชนวนความคิดให้คนเหล่านั้นอ้างเป็น เครื่องมือทางการเมือง เข้าใจไปเองว่ายังคบหากัน และได้ประกาศเอาบุคคลอื่นมาลงเขตแทน ทั้งที่นายณัฐวุฒิ ยังคงดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยู่ 


นางสาวณิชชา กล่าวต่อว่า ขอเรียกร้องไปยังผู้บริหาร พรรคการเมืองที่อดีตส.ส.ณัฐวุฒิเคยสังกัดว่า หยุดเอาความรักที่บริสุทธิ์ของตนไปเป็นเครื่องมือทางการเมือง หยุดโจมตีคนด้วยเรื่องส่วนตัว และหันมาทำการเมืองเชิงสร้างสรรค์ร่วมกัน 

หารือ25 มกราคมนี้ ‘อภิปราย’ทั่วไปรัฐบาลให้ 2 วัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/540750

12 ม.ค. 2566

หารือ25 มกราคมนี้ 'อภิปราย'ทั่วไปรัฐบาลให้ 2 วัน

วิปสองฝ่ายนัดคุยกัน 25 มกราคมนี้ เชื่อนายกฯไม่’ยุบสภา’ หนีการอภิปรายทั่วไป ซึ่งกำหนดไว้ หลังวันที่ 15 กุมภาพันธ์

ชินวรณ์ บุณยเกียรติ  รองประธาน คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วม รัฐบาล กล่าวถึงญัตติอภิปรายทั่วไปตามมาตรา 152 ว่า ขณะนี้ทางคณะรัฐมนตรีมีความพร้อมที่จะตอบชี้แจงในญัตติดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ เป็นต้นไป ซึ่งวิปรัฐบาลเห็นว่าเป็นเวลาที่เหมาะสม
 

เมื่อดูจากประเด็นที่ฝ่ายค้านจะอภิปรายมีประมาณ 20 ประเด็น ฝ่ายรัฐบาลต้องเตรียมความพร้อม ในการชี้แจงประมาณ 40 ประเด็น  แม้เชื่อว่ารัฐบาลจะชี้แจงได้อย่างชัดเจน แต่ก็ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสิน

  • เชื่ออภิปรายทั่วไปส่งผลถึงการเลือกตั้ง

รองประธานวิปรัฐบาลขอร้องว่า การอภิปรายทั่วไปตามมาตรา 152 นี้เป็นการอภิปรายครั้งสุดท้ายของสภาฯ จึงอยากให้ฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลอภิปรายด้วยความสร้างสรรค์ไม่ควรนำเรื่องส่วนตัวมาอภิปราย

แต่ควรที่จะเสนอแนะปัญหาในการบริหารประเทศชาติบ้านเมืองอย่างตรงไปตรงมา และคิดว่าทางนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีจะตอบอย่างตรงไปตรงมา เพื่อจะทำให้เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนและเชื่อว่า

ในโลกยุคใหม่ ข่าวสารจะถึงพี่น้องประชาชนได้อย่างกว้างขวางก็จะมีผลต่อการตัดสินใจในการเลือกตั้งในอนาคตด้วย

  • เชื่อนายกฯไม่ยุบสภาหนีการอภิปราย

การประชุมวิป สองฝ่ายกำหนดไว้ในวันที่ 25 มกราคมนี้ เพื่อกำหนดวันอภิปราย ซึ่งวิปรัฐบาลมองว่าใช้เวลาในการอภิปรายเพียง 2 วันก็เพียงพอแล้ว ส่วนคำพูดที่ว่า ฝ่ายรัฐบาลอย่ายุบสภาเพื่อหนีการอภิปราย วันนี้ก็ชัดเจนแล้วว่าคณะรัฐมนตรีมีความพร้อม และคงไม่มีการยุบสภาเพื่อหนีการอภิปรายแน่นอน พร้อมขอให้ฝ่ายค้านทำการบ้านอย่างเต็มที่

“นักวิชาการ” ชำแหละ ล้มหัวลำโพง-ค่าไฟแพง รัฐเอื้อนักการเมืองและเอกชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/540732

11 ม.ค. 2566

"นักวิชาการ" ชำแหละ ล้มหัวลำโพง-ค่าไฟแพง รัฐเอื้อนักการเมืองและเอกชน

คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย จัดเสวนาจากนักวิชาการ”ประชาชน-รถไฟเทียบหัวลำโพง และทำไมค่าไฟแพง-คำพิพากษาศาลรัฐธรรมนูญ” ชี้รัฐเอื้อนักการเมืองและเอกชน

เมื่อวันที่ 11 ม.ค. คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) จัดเสวนา เรื่อง “ประชาชน-รถไฟเทียบหัวลำโพง และทำไมค่าไฟแพง-คำพิพากษาศาลรัฐธรรมนูญ” โดย อดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’35 , นางสาวรสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานคร , นายสุวิช ศุมานนท์ ประธานสมาพันธ์คนงานรถไฟ (สพ.รฟ.) , นายสุทธิพร ปทุมเทวาภิบาล คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์


เริ่มจากการเรียกร้องให้หยุด ยกเลิกบริการสถานีรถไฟหัวลำโพง ในขบวนรถไฟทางไกลเชิงพาณิชย์ สายเหนือ สายใต้ และสายตะวันออกเฉียงเหนือ รวมทั้งหมดจำนวน 52 ขบวน และหันไปใช้บริการที่สถานีกลางบางซื่อ หรือ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ตั้งแต่ 19 มกราคม 2566 เป็นต้นไป
 

นายสุวิช กล่าวว่า ไม่ปฏิเสธที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จะใช้สถานีกลางบางซื่อ แต่สิ่งที่กังวล คือ ประชาชนส่วนมากจะได้รับความเดือดร้อน หลังเคยปิดบริการที่สถานีหัวลำโพงไปเมื่อ พ.ย.2564 เหลือเพียงไม่กี่ขบวน ซึ่งประชาชนที่ใช้บริการสถานีหัวลำโพงมีไม่ต่ำกว่า 20,000 คนต่อวัน โดยสถานีกลางบางซื่อเปิดใช้งานได้ แต่มองว่ายังไม่มีความพร้อมในการให้บริการสาธารณะ ประชาชนต้องต่อรถประจำทางที่อยู่ห่างออกไปอีกเกือบ 2 กิโลเมตร เพื่อเข้าไปยังพื้นที่ชั้นในกรุงเทพฯ รวมถึงหากจะต่อรถแท็กซี่ รถมอเตอร์ไซต์รับจ้าง รถไฟฟ้า ก็มองว่าเสียค่าเดินทางเพิ่ม ต้องตระหนักว่าประชาชนส่วนใหญ่ที่มีรายได้น้อยและเดินทางด้วยรถไฟเป็นหลัก ดังนั้นต้องมีการศึกษาผลกระทบที่มีต่อตุณภาพชีวิตประชาชน ตามรัฐธรรมนูญปี มาตรา58 ก่อนที่จะปิดสถานีหัวลำโพง

นายสุวิช ยืนยันตนและสหภาพไม่คัดค้านการพัฒนา แต่ขอฝากนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พิจารณาอีกครั้ง เพราะประชาชนควรมีตัวเลือกที่จะใช้เส้นทาง ไม่ใช่ถูกบีบบังคับ เบื้องต้นทราบว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้ให้รถไฟดำเนินความพร้อมให้เสร็จก่อน ถึงจะปิดการเดินรถทางไกลของสถานีหัวลำโพง

เช่นเดียวกับนางสาวรสนา ที่มองว่า ควรที่จะเป็นทางเลือก ไม่ใช่ยกเลิกสถานีรถไฟหัวลำโพงที่ใช้บริการกันมาเป็นเวลานาน เป็นสถานีรถไฟทางไกลที่สามารถเข้าถึงตัวเมืองมากที่สุด จากนั้นได้เปรียบเทียบกับการก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิสุดท้ายผ่านมาไม่กี่ปีก็ต้องกลับมาใช้สนามบินดอนเมืองใหม่ 

ทั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า นักการเมืองและกลุ่มทุน สมคบกันเข้ามายึดครองกิจการที่เป็นสาธาณูปโภคของรัฐวิสาหกิจ เนื่องจากการยกเลิกสถานีหัวลำโพงต้องการทำเป็นมิกซ์ยูสระดับเวิลด์คลาสของเจ้าสัว ยกเลิกไป 52 ขบวน เหลือวิ่งชานเมืองเพียง 22 ขบวน จากนั้นก็จะหาวิธีลดความสำคัญสถานีนี้ โดยให้ข้อมูลว่าผู้โดยสารที่เดินทางด้วยสายนี้มีเพียง 0.018% เท่านั้น ขั้นต่อไป คือ สร้างรถไฟฟ้าสายสีแดงจากบางซื่อมาหัวลำโพงแบบสมบูรณ์ ทำให้ระหว่างนั้นต้องปิดแบบ100% จากนั้นพื้นที่หัวลำโพง ตามผังเมืองเคยเป็นพื้นที่สีน้ำเงิน คือ หน่วยราชการและสาธารณูปโภค เมื่อปิดเดินรถทั้งหมดก็สามารถเป็นสีเป็นสีแดง คือ พาณิชยกรรม ที่เอื้อเจ้าสัวคนใดคนหนึ่งมาทำมิกซ์ยูสได้ ขณะเดียวรัฐบาลกำลังจะให้เอกชนประมูลการเดินรถ ยิ่งสร้างมูลค่าทางพาณิชให้หัวลำโพง 

ส่วนประเด็นค่าไฟแพง-คำพิพากษาศาลรัฐธรรมนูญ
นายสุทธิพร กล่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคำร้อง เรื่อง สัดส่วนกำลังการผลิตไฟฟ้าของรัฐลดลงต่ำกว่าร้อยละ 51 เป็นการกระทำที่ขัดหรือ แย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญกลับไม่ได้วินิจฉัยฟันธง แต่ศาลมีข้อแนะนำต่อรัฐบาลว่า คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธาน ให้ไปกำหนดสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของเอกชนใหม่ให้เหมาะสม และให้ตนดำเนินการกับ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หาก2หน่วยงานนี้ทำให้เกิดความเสียหาย แนะว่าไปร้องศาลอื่น 


ส่วนที่ห้ามไม่ให้รัฐแข่งกับเอกชน ซึ่งศาลก็ยกขึ้นมาว่าในเศรษฐกิจสมัยใหม่การขับเคลื่อนต้องใช้ภาคเอกชน ซึ่งตนเห็นด้วยทุกประการ แต่ในไม่เห็นด้วยที่ว่าห้ามรัฐไปแข่งกับเอกชน เพราะที่ผ่านมาเอกชนมาแข่งกับรัฐ และที่ตนไม่สบายใจอีกเรื่องคือ ให้กรรมสิทธิกระทรวงพลังงานจะเกิดลัทธิเอาอย่าง โดยยกตัวอย่าง โทลเวย์ที่กระทรวงคมนาคมให้เอกชนร่วมลงทุนโดยให้สัมปทาน ซึ่งเอกชนมีความเสี่ยงต่างจากกระทรวงพลังงาน ที่บริหารความเสี่ยงเอง


ส่วนที่ค่าไฟแพง ยอมรับว่า ก้อนใหญ่มาจากปัญหาเชื้อเพลิง แต่ก็มาจากค่าที่เอกชนมาร่วมลงทุน อดีต การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นเจ้าของโรงไฟฟ้าทั้งหมด เวลาเยียวยาใช้กำไรของกฟผ. มันเป็นค่าใช้จ่ายในการเยียวยาตามที่รัฐบาลสั่ง แต่ปัจจุบันเอกชนร่วมลงทุน เช่น กำไร 100 บาท เอกชนเอาไป 70 บาท กฟผ. 30 บาท เมื่อต้องเยียวยา จะเป็นหน้าที่ กฟผ. ไม่ใช่เอกชน เพราะในสัญญาระบุว่าเช่นนั้น ดังนั้นรัฐก็ขาดรายได้ ประชาชนก็ได้รับผลกระทบทั้งขึ้นทั้งร่อง เดิมรัฐสามารถควบคุมราคาไฟฟ้าได้ แต่ปัจจุบันไม่สามารถควบคุมได้เนื่องจากจะต้องจ่ายให้กับเอกชน โดยเฉพาะค่า FT ซึ่งปัจจุบันกฟผ.รับภาระอยู่ ขณะเดียวกันสัดส่วนการผลิตของกฟผ.ก็ลดลง 

ขณะที่นางสาวรสนา เกิดคำถามว่านักการเมืองกับเอกชนจับมือร่วมกันอย่างแน่นเหนียว นักการเมืองกำลังผ่อนถ่ายทรัพย์สินเหล่านี้ไปให้เอกชน และกลับกันในกรณีที่เรามีไฟล้นเกิน 54% แต่นักการเมืองยังทำสัญญาซื้อไฟไปเรื่อยๆ ล่าสุดครม.ซื้อไฟฟ้าเพิ่มอีก เราจะต้องปฏิบัติสอยย่างไรเพื่อหยุดยั้งการซื้อไฟที่ไร้เหตุผลของนักการเมือง 

ภาคประชาชน ชวนจับตา “เลือกตั้ง66” อย่างโปร่งใส ขอร้องสว.เคารพเสียงประชาชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/540725

11 ม.ค. 2566

ภาคประชาชน ชวนจับตา "เลือกตั้ง66" อย่างโปร่งใส ขอร้องสว.เคารพเสียงประชาชน

ภาคประชาชน จัดเสวนาเชิญชวนจับตาเลือกตั้ง66 ทุกหน่วยทั่วประเทศ ด้าน”อ.ปริญญา” วอนสว.เคารพเสียงประชาชน คาดกติกาใหม่พบความผิดพลาดน้อยลง ขณะที่”อ.สิริพรรณ”เชื่อพปชร.ยังเนื้อหอม แนะสังเกตกลุ่มสามมิตร ตัวแปรพรรคร่วมรัฐบาล

วันนี้ 11 ม.ค. เครือข่ายประชาชนสังเกตการณ์การเลือกตั้งปี2566 จัดกิจกรรมเสวนา”เข้าคูหา จับตา เลือกตั้ง66″ โดยมีผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ , รศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี คณะรัฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , นายพงษศักดิ์ จันทร์อ่อน เครือข่ายเยาวชนสังเกตการณ์การเลือกตั้งเพื่อประชาธิปไตย และนาย ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ โครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) เป็นผู้ร่วมเสวนา รวมถึงมีการจำลองนับคะแนนการเลือกตั้งหน้าหน่วยเลือกตั้งด้วย


ผศ.ดร.ปริญญา กล่าวว่า การเลือกตั้งปี62 มีปัญหามาจากบัตรใบเดียว พรรคการเมืองส่งผู้สมัครแต่ละเขตจำนวนมากกว่าปี54 กว่า5เท่า เพื่อให้ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ส่วนในปีนี้จะต่างจากปี 62 เชื่อว่าความผิดพลาด การบริหารจัดการเลือกตั้งจะมีความผิดพลาดน้อยลง ไม่มีปัญหาอะไร การเลือกตั้งครั้งนี้ดีกว่าบัตรเลือกตั้งใบเดียวหาร500แน่นอน ทุกคนที่สมัครลงคราวนี้หวังชนะ ไม่เหมือนครั้งที่แล้ว ที่ลงสมัครเพราะเพียงแค่หาคะแนนมาเป็นส.ส.เท่านั้น
 

สมการการเป็นรัฐบาล คือ ต้องเกินกึ่งหนึ่งขอ2สภา แม้2ป.จะแตกกัน แต่เชื่อว่า ใกล้เลือกตั้งจะมี1ป.ถอย และยังมีกลุ่ม สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ก้อนใหญ่หนุนอยู่ แต่2สภาจะต้องได้250 เสียงได้อย่างไร คือเรื่องยาก หากไม่ถึง กฎหมายต่างๆก็ไม่ผ่าน และอาจถูกโหวตไม่ไว้วางใจได้ ดังนั้นต้องทำให้ตัวเลขส.ส.สูงที่สุดใกล้ตัวเลข250 เสียง สิ่งนี้ต้องจับตาว่า การเลือกตั้งโปร่งใสหรือไม่ ประชาชนต้องช่วยกันตรวจสอบและได้โปรด สว.อย่ามายุ่ง 

 ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล (คนกลาง)ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล (คนกลาง)

ด้านรศ.ดร.สิริพรรณ ระบุว่า การเลือกตั้งปี62 ไม่ใช่ระบบเลือกตั้ง แต่เป็นเทคนิคเลือกตั้ง ไม่มีประเทศไหนในโลกใช้ระบบนี้ ข้อเสียที่เห็นชัด คือ ระบบจัดสรรปันส่วน เป็นระบบทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ เน้นตัวบุคคล ส่งผลมาถึงปัจจุบัน ย้ายพรรคกันอย่างไร้ยางอาย ซื้อส.ส. เกิดคะแนนไม่ตกน้ำ เกิดการลดทอนความเป็นสถาบันพรรคการเมือง และเกิดความแข่งขันกันเองภายในพรรค แย่งกันเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ ตนมองว่า เมื่อมีการยกเลิกระบบจัดสรรปันส่วนผสม เป็นสิ่งที่ดี และเชื่อว่า ระบบเลือกตั้งปี66 จะดีกว่า แต่ไม่ขอพูดว่าดีแล้ว พร้อมขอเรียกร้องให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกวิธีการคำนวณก่อนการเลือกตั้งเพื่อความโปร่งใส เพราะครั้งนี้จะมี ส.ส.ปัดเศษเหมือนเดิม และพรรคที่ได้เศษสูงสุดจะได้ ส.ส.ปัดเศษไป 

ส่วนวิธีการจัดการเลือกตั้งที่มองว่าเป็นปัญหาอยู่ คือ บัตรเลือกตั้งที่ ส.ส.เขต กับ ส.ส.บัญชีรายชื่อ คนละเบอร์กัน มองว่าจงใจลดความสำคัญพรรคการเมือง รวมถึงความรู้ความเข้าใจของ กกต.  เช่น เรื่อง การนับบัตรที่มาจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเดินทางมาช้าก็ต้องนับรวม และ ต้องประกาศผลการเลือกตั้งให้ครบ 100%  ซึ่งตนอยากเห็นการเปลี่ยนถ่ายโอนอำนาจอย่างสันติ คือ การเปลี่ยนขั้วอำนาจทางการเมือง หากไม่ยอมโดยใช้สว.250เสียงที่มีอยู่ และน้อยมากที่สว.จะเสียงแตก ดังนั้นขอให้สว.เคารพเสียงประชาชน รวมถึงขอให้พรรคการเมืองประกาศจุดยืนที่ชัดเจนว่า หลังเลือกตั้งเคารพเสียงข้างมากของประชาชน 

ส่วนพรรคที่เป็นแม่เหล็ก เช่น ภูมิใจไทย พลังประชารัฐ เชื่อว่า ยังมีโอกาสเป็นพรรคจัดตั้งรัฐบาลสูงและยังเชื่อว่าแม้ 2 ป.แยกกันแต่พลังประชารัฐยังเนื้อหอม มีโอกาสยังพรรครัฐบาลมาก รวมถึงตัวแปรสำคัญ คือกลุ่มสามมิตร เลือกฝ่ายไหน ฝ่ายนั้นโอกาสตั้งรัฐบาลสูงมาก เพราะกลุ่มนี้ไม่เคยอยู่ฝ่ายค้าน 

เสวนา"เข้าคูหา จับตา เลือกตั้ง66" เสวนา”เข้าคูหา จับตา เลือกตั้ง66″
 

ด้านนายยิ่งชีพ กล่าวว่า การเลือกตั้งปี62 เนียนมาก การตั้งชื่อพรรคตัวเองเหมือนนโยบายที่เอาเงินไปแจก คือ พลังประชารัฐ และการแอบเปลี่ยนคะแนนนิดหน่อย มองไม่เห็น จับไม่ได้ เปลี่ยนสูตรคำนวณ ตอนนั้นพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ดูมั่นใจ แต่ปี66นี้ อำนาจเต็มในมือแบบคสช.หายไปแล้ว สภาควมคุมไม่ได้แล้ว การแก้ปัฐหาเศรษฐกิจและโควิด ที่ควบคุมไม่ได้ รวมถึง4ปีผ่านไปยิ่งเลือกตั้งช้า คนรุ่นใหม่มีสิทธิมากขึ้น ควบคุมไม่ได้ วิธีการเกณฑ์คน ใช้อิทธิพลบ้านใหม่ ก็ทำได้ ยากขึ้น 

อย่างไรก็ตามตนยังเอนเอียงไปว่า เลือกตั้งครั้งต่อไป พลเอกประยุทธ์ยังอยู่ แต่เป็นเพียงคาดเดาเท่านั้น ซึ่งเราจะต้องช่วยกันตรวจสอบการเลือกตั้ง การนับคะแนนของกกต. ไม่ให้เกิดทำให้วิธีเนียนๆเหล่านั้นขึ้นอีก 
 

อย่างไรก็ตามได้ขอเชิญชวนให้ประชาชนทุกคนในทุกเขตเลือกตั้งเข้าร่วมการสังเกตการณ์การเลือกตั้งทั่วไปที่กําลัง จะมาถึงโดยลงทะเบียนเป็นอาสาสมัครฯ หรือส่งข้อมูลความผิดปกติหรือสถานการณ์การเลือกตั้งใน เขตของตนเองทั้งในช่วงก่อน ระหว่าง และหลังวันเลือกตั้ง แก่ “เครือข่ายประชาชนสังเกตการณ์การ เลือกตั้งปี 2566”ผ่านทางเว็บไซต์ Vote62.com

จำลองคูหาเลือกตั้งจำลองคูหาเลือกตั้งจำลองนับคะแนนเลือกตั้งหน้าคูหาจำลองนับคะแนนเลือกตั้งหน้าคูหาบรรยกาศ "เข้าคูหา จับตา การเลือกตั้ง 2566 "บรรยกาศ “เข้าคูหา จับตา การเลือกตั้ง 2566 “

ห่วง’โควิด’ทะลักไทย ย่อหย่อนมาตรการรับนักท่องเที่ยว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/540710

11 ม.ค. 2566

ห่วง'โควิด'ทะลักไทย ย่อหย่อนมาตรการรับนักท่องเที่ยว

อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารธสุขเตือน ย่อหย่อนมาตรการรับ’นักท่องเที่ยว’ รับผลกระทบอย่างไร ระวังได้ไม่คุ้มเสีย

นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณุข มองกรณีที่รัฐบาลประกาศยกเลิกมาตรการตรวจคัดกรองนักท่องเที่ยว ทั้งการไม่สุ่มตรวจโรคโควิด ไม่ต้องแสดงข้อมูลการได้รับวัคซีน 2 เข็ม และยกเลิกเงื่อนไขการทำประกันสุขภาพ ว่า การยกเลิก มาตรการดังกล่าวทั้งนี้ขัดกับหลักการป้องกันด้านสาธารณสุข ในขณะที่ ทั่วโลกมีการวางมาตรการปกป้องประชาชนของตนเองในการ ต้อนรับนักท่องเที่ยว   แต่ไทยกลับยกเลิก  

ทั้งๆที่มาตรการดังกล่าวจะช่วยสร้าง ความมั่นใจ ให้กับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาไทย หากยกเลิกไปจะเป็นการเปิดทางให้มีนักท่องเที่ยวอาจติดเชื้อโควิดเดินทางเข้าไทยง่ายขึ้น จะเป็นการทำลายภาพลักษณ์ของประเทศและหากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดใครจะรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจและสังคมไทย

ส่วนการไปร่วมต้อนรับนักท่องเที่ยวจากจีนกลุ่มแรกที่เดินทางมาประเทศไทย ท่ามกลางไวรัสโควิดที่ยังระบาดอย่างหนักในประเทศจีน ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและคณะ โดยไม่สวมหน้ากากอนามัย เป็นภาพ ที่เห็นแล้วไม่สบายใจ เพราะประชาชนมองว่าไม่สมควร และไม่เหมาะสม

แม้อนุทินจะบอกว่าไม่กลัวเพราะฉีดวัคซีนมาแล้ว 6 เข็ม แต่หากติดขึ้นมาจะประจาน ความประมาทและหละหลวมในการป้องกันตัวเองของคนที่รับผิดชอบในการแก้ ปัญหาโควิดในประเทศไทย  ทั้งๆที่ต้องแสดงให้เป็นตัวอย่างใน การป้องกัน ตัวเองแต่กลับเลือกที่จะทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม

รังสิมันต์ โรม รับข้อมูล ‘ทุนจีนสีเทา’ ใช้อภิปรายในสภา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/540705

11 ม.ค. 2566

รังสิมันต์ โรม รับข้อมูล 'ทุนจีนสีเทา' ใช้อภิปรายในสภา

หอบหลักฐานทุนจีนสีเทา ให้ส.ส.ก้าวไกลใช้อภิปรายในสภา ชูวิทย์ เชื่อมือ ‘รังสิมันต์ โรม’ ส.ส.เลือดใหม่ หวังพึ่งพาได้

ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย มอบหลักฐานทุนจีนสีเทาที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อนให้  รังสิมันต์ โรม โฆษกพรรคก้าวไกล และ อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล นำไปอภิปรายตรวจสอบในสภา หลังจากพบว่า ไม่มีใครให้ความสนใจ สะท้อนการไม่เอาใจใส่ปัญหา โดยเฉพาะปัญหาในวงการตำรวจ เห็นมีแต่เพียงเลือดใหม่ อย่าง รังสิมันต์ โรม ส.ส.พรรคก้าวไกล จึงนำข้อมูลต่างๆ มาให้ ในฐานะที่พูดเรื่องตำรวจ พูดเรื่องความผิดปกติของสังคมไทย ซึ่งเรื่องนี้ เป็นหนึ่งในนั้น

ชูวิทย์ มอบหลักฐาน ทุนจีนสีเทา ให้รังสิมันต์ โรม ชูวิทย์ มอบหลักฐาน ทุนจีนสีเทา ให้รังสิมันต์ โรม

รังสิมันต์ ขอบคุณชูวิทย์ที่นำข้อมูลเหมือนเป็นการฟ้องรัฐบาลมาให้ ถ้ารัฐบาลเลือกยุบสภาก่อนแสดงว่าข้อกล่าวหานี้เป็นความจริงใช่หรือไม่ รัฐบาลต้องคิดให้ดี ประเด็นการเปิดโปงขบวนการทุนจีนสีเทานั้น ตนและพรรคก้าวไกลสนใจเรื่องนี้และได้ตั้งทีมศึกษารายละเอียดของขบวนการดังกล่าวแล้ว

ยืนยันจะทำหน้าที่อย่างเต็มที่เพื่อนำมาอภิปรายในการอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติตามมาตรา 152 โดยขอให้ประธานและรองประธานสภาที่ควบคุมการประชุม ให้ความมั่นใจแก่เราว่ากำลังทำหน้าที่เพื่อประชาชนและประเทศ และเห็นถึงความจำเป็นที่การพูดเรื่องนี้จะต้องเอ่ยถึงบุคคลที่สาม เนื่องจากประเด็นทุนจีนสีเทาเกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก

โฆษกพรรคก้าวไกล กล่าวต่อว่า พรรคจะอภิปรายประเด็นอื่นที่มีความแหลมคม เชื่อว่าไม่มีใครปิดปากเราได้ ไม่ว่าจะเป็นตน หรือ ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ส.ส.กรุงเทพฯ เขตบางขุนเทียน และเบญจา แสงจันทร์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ที่ถูกดำเนินคดีฟ้องร้องโดยนักการเมือง แต่ก็ปิดปากเราไม่ได้ เพราะพวกเราพรรคก้าวไกลทำหน้าที่เหมือนเป็นวันสุดท้ายเสมอ เราไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย สิ่งที่เราทำได้คือทำหน้าที่ให้ดีที่สุด

ส่วนกรณีที่มีหลักฐานพบว่าหลานชาย พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีส่วนเกี่ยวข้องกับทุนจีนสีเทา พรรคก้าวไกลจะติดตามเรื่องนี้เพื่อนำไปใช้ในการอภิปรายทั่วไปมาตรา 152 อย่างแน่นอน

ประชุมร่วมก็ยังไม่รอด ‘สภาล่ม’ 2 วันติด พ.ร.บ.การศึกษาฯค้างเติ่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/540701

11 ม.ค. 2566

ประชุมร่วมก็ยังไม่รอด 'สภาล่ม' 2 วันติด พ.ร.บ.การศึกษาฯค้างเติ่ง

‘องค์ประชุม’ไม่ครบ ประชุมร่วมรัฐสภา ล่มติดต่อกันเป็นวันที่ 2 ร่างกฎหมาย การศึกษาฯค้างเติ่งต่อไป แม้เป็นกฎหมายปฏิรูป

พรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา เป็นประธานในที่ประชุม พิจารณาร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 โดยเมื่อเข้าสู่ช่วงการลงมติในมาตรา 8/1 ซึ่งเป็นมาตราที่เพิ่มขึ้นใหม่เกี่ยวกับสมรรถนะผู้เรียนช่วงแรกเกิดจนครบหนึ่งปี หลังจากนับองค์ประชุมมีสมาชิกมาแสดงตน 349 คน

ประธานในที่ประชุม ได้ตั้งคำถามเพื่อลงมติว่า  ผู้ใดเห็นด้วยกับผู้แปรญัตติที่ขอสงวนคำแปรญัตติกฎปุ่มเห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นด้วยกับผู้แปรญัตติที่ขอสงวนคำแปรญัตติกดปุ่มไม่เห็นด้วย  ซึ่งในระหว่างที่ประธานพูดคำถามมีสมาชิกกดลงคะแนนแล้ว ทำให้อาจเกิดความคลาดเคลื่อน ประธานในที่ประชุมจึงขอล้างระบบเพื่อลงมติใหม่และถามคำถามใหม่เพื่อลงมติ

แต่เมื่อมีการแสดงผลการลงมติปรากฎว่าจำนวนผู้ลงมติลดลงจากเดิมเหลือเพียง 339 คน ทำให้เกิดข้อถกเถียงขึ้น เนื่องจากจำนวนผู้ลงมติไม่ถึงกึ่งหนึ่งขององค์ประชุม ทำให้จิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย ขอให้ประธานฯแสดงผลการประชุมอีกครั้ง เนื่องจากยังติดใจตัวเลขผู้ลงมติที่เห็นว่าไม่ถึงกึ่งหนึ่ง  แต่ประธานฯ เห็นว่า ตัวเลขหน้าจอแสดงผลครบ  จิรายุ จึงเสนอให้ลงมติใหม่  ทำให้สมาชิกหลายคนไม่เห็นด้วย เพราะได้ปิดการลงมติไปแล้ว ไม่สามารถลงมติใหม่ได้ 

พีระเพชร ศิริกุล ส.ส.กาฬสินธุ์ พรรคเพื่อไทย ยืนยันว่าองค์ประชุมไม่ครบต้องปิดประชุม พร้อมย้อนถามประธานฯว่า หากไม่ได้ดั่งใจ จะต้องทำใหม่ไปเรื่อยๆใช่หรือไม่ เพราะเรื่องนี้ประชาชนจับตาดูอยู่ และถ้าพูดว่ากฎหมายฉบับนี้ครูทั้งประเทศไม่พอใจ เพราะไม่มองเห็นความสำคัญของครูและเด็กเลย แม้แต่ฝ่ายที่เขียนกฎหมายก็ไม่อยากให้ผ่าน  เช่นเดียวกับ จิรายุ ที่ย้ำอีกครั้งว่า ตัวเลขที่แสดงผลถูกต้องแล้ว เมื่อไม่ครบองค์ประชุมประธานควรสั่งปิดการประชุมหรือหาแนวทางดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย

ด้านสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ขอให้ประธานในที่ประชุม ใช้ข้อบังคับการประชุมรัฐสภานับองค์ประชุมใหม่และลงมติใหม่ด้วยวิธีอื่น เพื่อให้การประชุมสามารถเดินหน้าต่อได้ แต่ วัลลภ ตังคณานุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา เห็นด้วยกับฝ่ายค้าน ย้ำว่า หากตัวเลขไม่ครบ ก็จำเป็นต้องปิดการประชุม ทำให้ประธานฯสั่งปิดการประชุมทันทีในเวลา 12.49 น.

การประชุมร่วมกันของรัฐสภาส่อแววมีปัญหาเรื่ององค์ประชุมตั่งแต่เปิดการประชุม เพื่อลงมติในมาตรา 7/1 เกี่ยวกับวัตถุประสงค์การพัฒนาผู้เรียน ที่ค้างการลงมติเพราะการประชุมรัฐสภาล่มตั้งแต่เมื่อวันที่10 มกราคม แม้ว่าองค์ประชุมจะครบสามารถลงมติได้ แต่เมื่อต้องลงมติยังต้องใช้เวลาในการรอเกือบ 30 นาที