“ก.พาณิชย์”มอบ 8 กล่องของขวัญปีใหม่ ให้เกษตรกร ประชาชน ผู้ประกอบการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/539958

30 ธ.ค. 2565

"ก.พาณิชย์"มอบ 8 กล่องของขวัญปีใหม่ ให้เกษตรกร ประชาชน ผู้ประกอบการ

“กระทรวงพาณิชย์”มอบของขวัญปีใหม่ 8 กล่อง ให้แก่ชาวเกษตรกร ประชาชน ผู้ประกอบการ อาทิ สานต่อประกันรายได้ ลดค่าครองชีพ ตรวจอัญมณีและเครื่องประดับ เป้นต้น

วันที่ 30 ธันวาคม 65 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์จัดทำมาตรการกระตุ้นเศษฐกิจและจัดหาของขวัญรับเทศกาลปีใหม่ 2566  นายกีรติ รัชโน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ได้พิจารณาของขวัญปีใหม่ จำนวน 8 กล่อง ให้กับเกษตรกร ประชาชน และผู้ประกอบการทั่วประเทศ ภายใต้แคมเปญ “พาณิชย์จัดใหญ่ ปีใหม่ 8 กล่อง รับปีกระต่าย” 

กล่องที่ 1 คือ โครงการประกันรายได้เกษตรกร ซึ่งเป็นมาตรการประกันรายได้ช่วยชาวนาผู้ปลูกข้าว ปีที่ 4 แบ่งเป็นจ่ายเงินชดเชยให้ผู้ปลูกข้าวรวม 33 งวด ซึ่งโอนมา 11 งวด และงวดที่ 12 ธ.ก.ส.จะโอนภายในวันที่ 5 ม.ค.66 นี้แล้ว และมาตรการคู่ขนานประกอบด้วย โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือก โครงการสินเชื่อรวบรวมข้าว โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต็อก 

กล่องที่ 2 ลดค่าครองชีพให้กับประชาชน โดย “พาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน Lot 22 New Year Grand Sale 2023” ลดกระหน่ำสินค้า-บริการ-ออนไลน์สูงสุด 85% กว่า 46,100 สาขา ให้ช็อปกันแบบประหยัดต้อนรับปีใหม่ไปยาวๆยันสิ้นเดือน ม.ค.66 คาดเงินสะพัดร่วม 12,000 ล้านบาท  และยังมีโครงการ “พาณิชย์…ลดราคา ! ออนทัวร์ ทั่วไทย ” จัดจำหน่ายสินค้าราคาพิเศษทั่วประเทศอีกด้วย

กล่องที่ 3 ให้บริการออนไลน์ ได้แก่ การให้คำปรึกษาด้านการจดทะเบียนนิติบุคคลผ่าน Line official Account “DBD Registration” บริการค้นหาข้อมูลนิติบุคคลออนไลน์ การยื่น e-Filing จดสิทธิบัตรการประดิษฐ์ อนุสิทธิบัตรเกี่ยวกับทางการแพทย์และสาธารณสุข บริการจดเครื่องหมายการค้าแบบ FastTrack บริการสืบค้นเครื่องหมายการค้าด้วยภาพ Image Search และบริการ Shopping สินค้าเกษตรออนไลน์ บนแพลตฟอร์ม ภายใต้นโยบาย “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” โดยดาวน์โหลด Application “MOC Agri Mart” ใน Play Store หรือ App Store

กล่องที่ 4 ให้บริการประชาชนนอกเวลาทำการ โดยให้บริการข้อมูลและคำปรึกษาด้านการค้าระหว่างประเทศผ่าน Call Center 1169 และเคาน์เตอร์บริการในช่วงเวลา 12.00-13.00 น. และ 16.30-17.30 น. (16 ธ.ค.65–15 ม.ค.66)

กล่องที่ 5 ลดค่าธรรมเนียม มอบของสมนาคุณ โดยลดค่าธรรมเนียมการขอหนังสือรับรอง (e-service) ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (1 ม.ค.–28 ก.พ.66) มอบคูปองส่วนลดพิเศษ ในการซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มในช่วงเทศกาลปีใหม่ กรมการค้าต่างประเทศลดค่าแบบพิมพ์หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าทุกประเภท สถาบันส่งเสริมศิลปะหัตกรรมไทยมอบของสมนาคุณเมื่อซื้อสินค้า SACIT SHOP 

กล่องที่ 6 ให้บริการฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ บริการตรวจสอบอัญมณีและเครื่องประดับเบื้องต้น ให้บริการพิพิธภัณฑ์และห้องสมุดของอัญมณีและเครื่องประดับ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศขยายสาขา Thaitrade.com ที่สาขารัชดา ผู้สนใจสมัครสมาชิกและเข้าร่วม Online Business Matching ฟรี

กล่องที่ 7 จัดกิจกรรม/งานแสดงและจำหน่ายสินค้า จัดกิจกรรมส่งเสริมการค้าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดน (Cross-Border e-Commerce) สนับสนุนค่าใช้จ่ายภายในการสมัครเป็นสมาชิกและการบริหารหน้าร้านบนแพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดน ภายใต้โครงการ SMEs Pro-active จัดงานจำหน่ายสินค้า GI จากทั่วประเทศ จัดงาน “FTA Fair นำสินค้าไทย สู่ตลาดการค้าเสรี” ประกอบด้วยกิจกรรมประชาสัมพันธ์และ จัดจำหน่ายสินค้าของเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน ผู้ผลิตสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป จากภูมิภาคต่าง ๆ กิจกรรมเสวนาให้ความรู้เรื่องการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี กฎระเบียบทางการค้า และโอกาสทางการค้าในตลาดการค้าเสรี การทำตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์ จัดนิทรรศการ FTA และให้คำปรึกษาการใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA และการค้นหาอัตราภาษีประเทศคู่ FTA กิจกรรมส่งเสริมการตลาด เช่น แฟชั่นโชว์ และมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินที่มีชื่อเสียง เป็นต้น รวมถึงยังมีการจัดงานแสดงสินค้าจากผู้ประกอบการที่ผ่านการพัฒนาจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าอีกด้วย

กล่องที่ 8 อบรม/เสวนา ส่งเสริมความรู้ในการประกอบธุรกิจ ฟรีหลักสูตรเพิ่มศักยภาพด้านการบริหารจัดการธุรกิจอย่างครบวงจรกับ DBD Academy ศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ที่มีองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการธุรกิจและการตลาด การเงินการบัญชี ผ่านช่องทางการเรียนรู้ทางออนไลน์ ที่เว็บไซต์ https://dbdacademy.dbd.go.th ตั้งแต่เดือน ม.ค.66

ปลัดกระทรวงพาณิชย์ คาดว่า กล่องของขวัญปีใหม่ทั้ง 8 กล่องนี้ จะสร้างความพึ่งพอใจให้กับพี่น้องเกษตรกร ประชาชน และผู้ประกอบการ เพราะช่วยดูแลทั้งการเพิ่มรายได้ ลดภาระค่าครองชีพ ลดรายจ่าย ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย ลดค่าธรรมเนียมบริการต่าง ๆ และถึงแม้ของขวัญปีใหม่จะจบไปแล้ว แต่กระทรวงพาณิชย์จะเดินหน้าดูแลพี่น้องประชาชนในทุกภาคส่วนต่อไป

 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

รู้แล้ว”ปลัดมท.”ของขึ้น ด่าลูกน้อง จากเหตุเสนองานซ้ำซาก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/539955

30 ธ.ค. 2565

รู้แล้ว"ปลัดมท."ของขึ้น ด่าลูกน้อง จากเหตุเสนองานซ้ำซาก

“ปลัดมท.”น้อมรับ ด่าลูกน้องแรง แต่ไม่เจตนาเหยียดสถาบัน เผยสาเหตุ เพราะเสนองานซ้ำซาก ไม่คืบหน้า ชาวมหาดไทยรู้ดี เป็นคนพูดจาลูกทุ่ง

หลังจากโซเชียลเผยแพร่คลิปวีดีโอนายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ตำหนิข้าราชการในกระทรวงเหยียดหยามสถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัย ถึงขั้นใช้คำว่า “โง่” ในการสนทนา
ระหว่างการประชุมผู้บริหาร เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 2565 ที่ผ่านมา


วันที่ 30 ธันวาคม 2565 นายสุทธิพงษ์ ชี้แจงว่า ประเด็นที่ถูกนำไปแชร์ กันมาก คือ เรื่องตนด่าผู้แทนขององค์การตลาด ด้วยคำหยาบคาย ยอมรับว่าพูดจริงและเป็นคำพูดที่ไม่เหมาะสม ต้องขอโทษทุกท่านด้วย เพราะไม่พอใจที่นำเรื่องเก่าที่เคยนำเสนอมาหลายครั้งและไม่ความคืบหน้าหรือเสนอผลงานใหม่ จึงทำให้ไม่ทันยั้งคิด และเกิดถ้อยคำรุนแรงไม่เหมาะสม

คุยกันในที่ประชุมถามมาตอบไปตามสไตล์ของตนที่อยากให้ข้าราชการขับเคลื่อนงานให้เกิดประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน แต่คนตอบกลับตอบไม่รู้เรื่อง 

จากเหตุการณ์ครั้งนี้จะใช้เป็นเครื่องเตือนใจ ให้ใจเย็น และคิดทบทวบให้รอบคอบยิ่งขึ้น ขอน้อมรับด้วยความเสียใจ ยืนยันว่า ไม่ได้มีเจตนาที่ดูหมิ่นสถาบันการศึกษา ในฐานะที่ตัวเองเป็นนักเรียนโรงเรียนวัด โรงเรียนต่างจังหวัดอยากให้ทุกคนช่วยกันพัฒนางาน ไม่ใช่เสนออะไรไม่รู้เรื่อง

นายสุทธิพงษ์ กล่าวต่อว่า มีความมุ่งมั่นเกินร้อยที่จะทำหน้าที่ของข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ดีเพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้กับพี่น้องประชาชน ให้หนักกว่าเดิมในปีใหม่2566 ที่จะถึงนี้เพราะเวลาของการเป็นข้าราชการที่จะได้ทำงานช่วยเหลือประเทศชาติประชาชนของตนเหลือน้อยมาก ใกล้ถึงเวลาเกษียณอายุราชการแล้ว  

นายสุทธิพงษ์ ยืนยันเพิ่มเติมว่า ตนเคยแจ้งชาวมหาดไทยให้ทราบมาก่อนหน้านี้แล้ว เป็นคนพูดจาสไลต์ลูกทุ่ง อาจมีการดุด่าลูกน้อง น้ำใสใจจริงไม่ใช่ด่าลูกน้องเพราะเจ็บแค้นโกรธเคือง และในชีวิตรับราชการมา 34 ปีเศษ ไม่เคยด่าพี่น้องประชาชน มีแต่ยิ้มแย้มแจ่มใสทำตัวเหมือนลูกหลานญาติมิตร เพราะตระหนักในฐานะข้าราชการ ผู้รับใช้ประชาชน 
 
ก่อนจะอวยพรทิ้งท้าย ว่า ขอถือโอกาสนี้อัญเชิญคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่ทุกท่านเคารพนับถือ ได้โปรดดลบันดาลประทานพรให้ทุกท่าน และครอบครัว ประสบสิ่งที่ดีงาม สุขภาพร่างกายแข็งแรง จิตใจร่าเริงแจ่มใส ทำการสิ่งใดในทางที่ชอบประกอบด้วยผลก็ขอให้สำเร็จและไม่จนไม่เจ็บ กันทุกคนทุกท่านด้วยเทอญ

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย

เปิดหนังสือป.ป.ท.-ป.ป.ช.สั่งสอบ ‘สุพิศ พิทักษ์ธรรม’ โดนร้องเรียนทุจริต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/539956

30 ธ.ค. 2565

เปิดหนังสือป.ป.ท.-ป.ป.ช.สั่งสอบ ‘สุพิศ พิทักษ์ธรรม’ โดนร้องเรียนทุจริต

เปิดเอกสารหนังสือ ป.ป.ท. และ ปปช. สั่งต้นสังกัด “กรมฝนหลวงและการบินเกษตร” ตรวจสอบ ‘สุพิศ พิทักษ์ธรรม ’ กรณีโดนร้องเรียนปฎิบัติหน้าที่ไม่โปร่งใสช่วงปี 65 หลายโครงการ

วันนี้ (30 ธันวาคม 2565) คมชัดลึก ยังคงเกาะกรณีปัญหาในการเสนอชื่อ นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร แต่งตั้งให้เป็นอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินการเกษตร ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันอังคารที่ 27 ธันวาคม 2565 หลังจากพบข้อมูลและการทักท้วงจากที่ประชุมครม.ถึงชื่อของนายสุพิศ ว่าเป็นเรื่องไม่เหมาะสม

นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตรนายสุพิศ พิทักษ์ธรรม รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร

เพราะนายสุพิศ มีเรื่องร้องเรียนให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและสอบสวนทางวินัยตามระเบียบของทางราชการ ทั้งจากปปท. สตง. ปปช. ดีเอสไอ และ สตง. มาแล้วตั้งแต่สมัยยังทำหน้าที่ ผอ.สำนักเครื่องจักรกล กรมชลประทาน และล่าสุดในตำแหน่งรองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตรเช่นเดียวกัน  ซึ่งขณะนี้หน่วยงานหลายหน่วยงานดังกล่าวยังอยู่ระหว่างตรวจสอบฯ จึงมีคุณสมบัติไม่เหมาะสมที่จะถูกเสนอและผลักดันจากฝ่ายการเมืองให้มีตำแหน่งใหญ่โตขึ้นนั้น 

คมชัดลึก ได้รับการเปิดเผยเอกสารอ้างอิงที่มาจาก จากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตในภาครัฐ(ป.ป.ท.) ลงวันที่ 1 กันยายน 2565 ส่งถึงอธิบดีกรมฝนหลวง

เรื่องขอทราบข้อเท็จจริงและขอเอกสารพยานหลักฐาน กรณีได้รับเรื่องร้องเรียนกล่าวหาเจ้าหน้าที่รัฐในสังกัดฯ มีพฤติการณ์เอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มเอกชนเกี่ยวกับการจัดจ้าง

1.โครงการปรับปรุงที่ทำการอาคารกรมฝนหลวงฯ แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ งบประมาณ  8,587,725.60 บาท

2.โครงการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์พระบิดาแห่งฝนหลวง ตำบลสามพระยา อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี งบประมาณ 457,940,000 บาท  

โดยขอทราบข้อเท็จจริงพร้อมเอกสารว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามระเบียบหลักเกณฑ์และกฎหมายใด พร้อมขอเอกสารเกี่ยวข้องการจัดซื้อจัดจ้างในโครงการดังกล่าว ซึ่งเป็นไปตามขั้นตอนกฎหมายและมาตรการฯป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2551 แก้ไขเพิ่มเติม มติครม.วันที่ 28 มกราคม 2563
 

ข้อ 3. ในหนังสือดังกล่าวยังตั้งคำถามว่า ในช่วงปี 2565 นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม เป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดกรมฝนหลวงฯ หรือไม่ หากเป็น ดำรงตำแหน่งใด ระดับ สังกัด/งาน /กอง อย่างไร และมีอำนาจเกี่ยวข้องดำเนินการข้อ1 และข้อ 2 หรือไม่อย่างไร

4.กรมฝนหลวงฯ เคยได้รับการร้องเรียนพฤติการณ์ดังกล่าวหรือไม่และหากมี การตรวจสอบข้อเท็จจริงและสอบสวนวินัยตามระเบียบราชการหรือไม่ ผลเป็นอย่างไร ซึ่งทั้ง 4 ข้อให้กรมฝนหลวงฯ แจ้งข้อเท็จจริงและส่งเอกสารให้ปปท.ตามหนังสือระบุ

นอกจากนี้ ยังมีหนังสือจาก กองกำกับการ 1 กองป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ลงวันที่  7 กรกฎาคม 2565 เรื่องขอข้อมูลและเอกสารประกอบการสอบสวน ถึงอธิบดีกรมฝนหลวงฯ

กรณีได้รับมอบหมายให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องร้องเรียน กรณีอ้างว่ากรมฝนหลวงฯมีการจัดซื้อเครื่องบินเล็ก โดยวิธีเฉพาะเจาะจง ที่ไม่โปร่งใส มีผู้เสนอเพียงรายเดียว และไม่มีการสืบประวัติผู้เสนอราคาซึ่งทราบว่า มีกรณีอุทรณ์กับกองทัพไทย ‘ทิ้งงาน’ เป็นต้น

ขณะเดียวกันกรณีจัดซื้อเครื่องบินเล็กของกรมฝนหลวงฯ ดังกล่าว ยังมีหนังสือจาก ป.ป.ช.ลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2565 ที่ผ่านมา ส่งถึงอธิบดีกรมฝนหลวง เรื่องขอทราบข้อเท็จจริงและขอเอกสารหลักฐาน ระบุว่าได้รับเรื่องกล่าวหา เจ้าหน้าที่รัฐในสังกัดกรมฝนหลวงฯ ว่ากระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ฯ กรณีกรมฝนหลวงฯได้กำหนดเงื่อนไขรายละเอียดประกวดราคาจัดซื้อจัดจ้างเครื่องบินขนาดกลางด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์คุณลักษณะเฉพาะและเงื่อนไขทางเทคนิคฯ

อันเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทผู้ชนะเสนอราคา ซึ่งเป็นการมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันในการเสนอราคาอย่างเป็นธรรมเป็นเหตุให้ราชการได้รับความเสียหาย จึงให้กรมฝนหลวงฯแจ้งข้อเท็จจริงและส่งเอกสารไปยังสำนักไต่สวน ปปช.ภายใน 15 วัน นับจากวันที่ได้รับหนังสือ

เปิดหนังสือป.ป.ท.-ป.ป.ช.สั่งสอบ ‘สุพิศ พิทักษ์ธรรม’ โดนร้องเรียนทุจริต
เปิดหนังสือป.ป.ท.-ป.ป.ช.สั่งสอบ ‘สุพิศ พิทักษ์ธรรม’ โดนร้องเรียนทุจริต
เปิดหนังสือป.ป.ท.-ป.ป.ช.สั่งสอบ ‘สุพิศ พิทักษ์ธรรม’ โดนร้องเรียนทุจริต
เปิดหนังสือป.ป.ท.-ป.ป.ช.สั่งสอบ ‘สุพิศ พิทักษ์ธรรม’ โดนร้องเรียนทุจริต
เปิดหนังสือป.ป.ท.-ป.ป.ช.สั่งสอบ ‘สุพิศ พิทักษ์ธรรม’ โดนร้องเรียนทุจริต
เปิดหนังสือป.ป.ท.-ป.ป.ช.สั่งสอบ ‘สุพิศ พิทักษ์ธรรม’ โดนร้องเรียนทุจริต

วัชระ เฮ วุฒิสภารับลูกลุยสอบทุจริตโยงแก๊งตู้ห่าว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/539952

30 ธ.ค. 2565

วัชระ เฮ วุฒิสภารับลูกลุยสอบทุจริตโยงแก๊งตู้ห่าว

วุฒิสภารับลูก “วัชระ เพชรทอง” จัดหนักสั่ง 2 กรมาธิการสอบทุจริต “ปิยะพันธ์-เทพสุ” หลังมีข่าวอื้อฉาวโยงแก๊งตู้ห่าว

วันที่ 30 ธ.ค.65 จากกรณีที่นายวัชระ เพชรทอง อดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นหนังสือถึงศาสตราจารย์พิเศษ พรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.65 ขอให้สอบสวนพล.ต.ต.ปิยะพันธ์ ปิงเมือง ประธานกรรมการ/กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)  และนายเทพสุ บวรโชติดารา รองเลขาธิการ ปปง. รักษาราชการแทนเลขาธิการ ปปง. ว่ามีการกระทำที่ส่อว่าผิดกฎหมายหรือจริยธรรมหรือไม่ 

หลังจากที่ได้รับหนังสือร้องเรียนจากข้าราชการสำนักงาน ปปง. (ไม่ระบุชื่อ)ว่า ทั้งสองมีการทุจริตและประพฤติมิชอบในหลายกรณี มีพฤติกรรมเกี่ยวพันกับนายตู้ห่าวและกลุ่มคนจีนสีเทา โดยขอให้ประธานวุฒิสภาพิจารณาแจ้งคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องของวุฒิสภาสอบสวนตามอำนาจหน้าที่ภายใน 30 วันนั้น ล่าสุดนายทศพร แย้มวงษ์ รองเลขาธิการวุฒิสภา ปฏิบัติราชการแทนเลขาธิการวุฒิสภา

ได้ลงนามในหนังสือลงวันที่ 23 ธ.ค.65 แจ้งนายวัชระ เพชรทอง ว่า ประธานวุฒิสภาพิจารณาแล้ว ได้มอบหมายให้เลขาธิการวุฒิสภา เป็นผู้พิจารณา

วัชระ เฮ วุฒิสภารับลูกลุยสอบทุจริตโยงแก๊งตู้ห่าว

โดยสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ได้ส่งเรื่องไปยังคณะกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบเรื่องการทุจริต ประพฤติมิชอบและเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา และ คณะกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) 

ทั้งนี้ นายวัชระได้ชี้ประเด็นต่างๆที่ขอให้คณะกรรมาธิการของวุฒิสภาได้สอบสวนคือ

  1. มีข่าวว่ากลุ่มจีนสีเทาไปพบประธานกรรมการ/กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ปปง. ที่ห้องทำงานชั้น 3 หลังเวลาราชการจนถึงตอนค่ำ มีการพบปะสังสรรค์กันจริงหรือไม่ 
  2. อาคารสำนักงานปปง. ชั้น 3 เดิมเป็นที่ทำการเลขาธิการ ปปง. นับแต่ก่อตั้งองค์กร แต่ปัจจุบันปรับปรุงเป็นที่ทำงานของประธานกรรมการ/กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ปปง. (ประธานบอร์ด) จริงหรือไม่ ตั้งแต่เมื่อใด ปีงบประมาณใด ใครเป็นผู้อนุมัติ ใช้งบประมาณเท่าใด
  3. ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมาสำนักงาน ปปง. ได้อนุมัติคืนทรัพย์ให้กลุ่มทุนจีนสีเทาหรือกลุ่มการพนันออนไลน์หรือไม่ ขอให้ตรวจสอบสมาคมพ่อค้าไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ของกลุ่มคนจีนสีเทาว่ากระทำการละเมิดกฎหมายและศีลธรรมอันดีงามความสงบสุขในสังคมหรือไม่ การติดป้ายสมาคมพ่อค้าไทยในพระบรมราชูปถัมภ์เป็นการหลอกลวงคนจีนและคนไทยให้หลงเชื่อหรือไม่ หากละเมิดให้ดำเนินการยุบสมาคมตามกฎหมายต่อไป
  4. ประเด็นสำคัญที่สุดที่ประชาชนกำลังจับตามองติดตามอย่างใกล้ชิดคือ กรณีกลุ่มทุนจีนสีเทาซื้อโครงการบ้านหรูของบริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ราคาเฉลี่ยหลังละ 35-60 ล้านบาท รวมเงินประมาณ 2,500 ล้านบาท มีข้อสงสัยการทำธุรกรรมทางการเงินว่าถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ เงินที่มาซื้อชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งทั้ง 2 คณะกรรมาธิการของวุฒิสภาที่ประธานวุฒิสภามอบหมายให้ดำเนินการควรเร่งสอบสวนให้มีความชัดเจนตามที่ประชาชนกำลังรอคำตอบอย่างเร็วที่สุด

รวมความสำเร็จSoft Powerเวที”เอเปค” ผลงานรัฐบาลยุค”บิ๊กตู่”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/539926

30 ธ.ค. 2565

รวมความสำเร็จSoft Powerเวที"เอเปค" ผลงานรัฐบาลยุค"บิ๊กตู่"

ปี2565 ผลงานรัฐบาลยุค”บิ๊กตู่” จัดเวทีระดับโลกดึงศักยภาพวัฒนธรรมไทย ชู Soft Power ของดี-ของเด็ด บนเวที”เอเปค” ให้นานาชาติได้เห็นอย่างอลังการ

ผลงานในปี 2565 ไม่พูดถึงเห็นทีคงจะเสียชื่อรัฐบาล การประชุมเอเปค 2022 หรือ APEC 2022 สร้างความน่าประทับใจให้กับผู้นำและผู้เข้าร่วมอย่างมาก 

รัฐบาลโชว์ของดีของเด็ดประเทศไทยให้เป็นที่ประจักษ์ดังทั่วโลก หรือ Soft Power เริ่มต้นจากพรีเซนเตอร์ของการประชุม ดังเป็นพลุแตกเพียงชั่วข้ามคืน  “(นาง) นวล” แมวน้อยสีขาวนวล นั่นเอง

นางนวล พรีเซ็นเตอร์ประชุมเอเปคนางนวล พรีเซ็นเตอร์ประชุมเอเปค

สินค้าส่งออกทางวัฒนธรรม หรือ Soft Power ที่ถูกหยิบยกขึ้นเวทีประชุมเอเปค 2022

Food (อาหาร) ยกตัวอย่างจากที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ยกขบวนสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) จากชุมชนท้องถิ่นต่างๆ ของไทย ต้อนรับระหว่างงานเลี้ยงอาหารค่ำผู้นำและตัวแทนเขตเศรษฐกิจเอเปก 
-ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ของจังหวัดศรีสะเกษ ร้อยเอ็ด ยโสธร สุรินทร์ และมหาสารคาม
เนื้อโคขุนโพนยางคำ จังหวัดสกลนคร 
ปลากุเลาเค็มตากใบ จังหวัดนราธิวาส (ราชาแห่งปลาเค็ม)
-ไวน์เขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา 
-ส้มโอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม 
-ไข่เค็มไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี 
-กล้วยหอมทองพบพระ จังหวัดตาก

ปลากุเลาจากตากใบปลากุเลาจากตากใบเนื้อโคขุนโพนยางคำ เนื้อโคขุนโพนยางคำ

ไข่เค็มไชยาไข่เค็มไชยา

Fashion (การออกแบบแฟชั่นไทย)
จัดแสดงโชว์ “ผ้าไหม” ไทยที่มีมรดกอันล้ำค่าและเป็นเอกลักษณ์จากภูมิปัญญาไทย ออกแบบโดยดีไซเนอร์จากเขตเศรษฐกิจเอเปคทั้ง 21 เขต เรียกได้ว่ากระชับมิตร แถมยังได้ชมความคิดสร้างสรรค์จากประเทศต่างๆ
 
นอกจากนี้นำ “ผ้าไหมปักธงชัย” จังหวัดนครราชสีมา มอบเป็นของที่ระลึกแก่ผู้นำเอเปค เช่น เนคไท ผ้าคลุมไหล่ เป็นต้น 

จัดแสดงผ้าไหมไทยจัดแสดงผ้าไหมไทย

Fighting (ศิลปะการป้องกันตัวแบบไทย)  
จัดการสาธิตมวยไทยและ workshop จากยอดมวยไทย บัวขาว บัญชาเมฆ และทีมงานล้านนาไฟท์ติ้ง ที่โชว์แม่ไม้มวยไทยบทเวที บริเวณศูนย์แถลงข่าวสื่อมวลชนได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก ทั้งจากผู้สื่อข่าวทั้งไทยและต่างประเทศ

มวยไทยมวยไทยมวยไทยมวยไทย

Festival (เทศกาลประเพณี)

ระหว่างงานเลี้ยงอาหารค่ำผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก ได้จัดการแสดงแต่ละภูมิภาค
-ภาคเหนือ การแสดงฟ้อนร่ม
-ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มีชุดการแสดงผีตาโขน บ่าวขาลาย ถือหางนกยูง ฟ้อนภูไทย เชิดพญานาค
-ภาคใต้ มีการแสดงโนรา ที่เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม จากยูเนสโก มีหนังตะลุง ตารีบุหงา
-ภาคกลาง มีการแสดงโขน ที่นับเป็นศิลปะขั้นสูงของไทยที่สวยงาม วิจิตร อลังการ และแน่นอนมีการแสดงบรรยากาศการลอยกระทง

รวมความสำเร็จSoft Powerเวที"เอเปค" ผลงานรัฐบาลยุค"บิ๊กตู่"
รวมความสำเร็จSoft Powerเวที"เอเปค" ผลงานรัฐบาลยุค"บิ๊กตู่"

ภายในงานกระทรวงแรงงาน จัดบูธบริการ “นวดไทย” นวดสมุนไพร การทำสปาหินร้อน เพื่อให้สื่อต่างชาติและสื่อไทยได้ผ่อนคลายระหว่างรอทำข่าวด้วย 

นอกจากที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งเป็นสถานที่จัดการประชุมเอเปคแล้ว ผู้นำและตัวแทนใน 21 เขตเศรษฐกิจยังได้รับการต้อนรับจากพี่น้องชาวไทย สัมผัสบรรยากาศที่สะท้อนถึงความเป็นไทย ด้วยการจัดแสดงแสงสีเสียงริมแม่น้ำเจ้าพระยา เช่น สะพานพระราม 8 “ทอแสง วิจิตร ตระการ” แสดง Light Show & Laser ย้อมไฟกับเส้นสายของสะพานพระราม 8 เกิดเป็นสีสันบรรยากาศ และฉายแสงเลเซอร์เป็นลวดลายและข้อความ ประกอบกับเสียงเพลงที่ผสมผสานความเป็นไทยเข้ากับดนตรีสากล จากศิลปิน The Sound of Siam , วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร “นฤมิต วิจิตร นาฏกรรม” การแสดงทางวัฒนธรรมประยุกต์ ผสมผสานระบบเทคนิคพิเศษ  บอกเล่าเรื่องราวของประเพณีอันเรืองงามคู่สายน้ำเจ้าพระยา , สะพานพระพุทธยอดฟ้า “วิจิตร เรืองรอง ท้องนที” การแสดง Illumination Light Show เป็นการเล่นแสงไฟตามจังหวะเพลงที่สื่อถึงประสบการณ์การเดินทาง เป็นต้น

“ดร.สามารถ”อัปเดต”รถไฟฟ้าสายสีส้ม” เสียส่วนต่างจาก 6.8 เป็น 7.5หมื่นล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/539936

30 ธ.ค. 2565

"ดร.สามารถ"อัปเดต"รถไฟฟ้าสายสีส้ม" เสียส่วนต่างจาก 6.8 เป็น 7.5หมื่นล้าน

“ดร.สามารถ”เผยตัวเลขใหม่ การประมูล”รถไฟฟ้าสายสีส้ม” รัฐต้องเสียส่วนต่างให้BEM จากเดิม 6.8 เป็น 7.5หมื่นล้านบาท หลังล่าสุดขอรับเงินสนับสนุนเพิ่ม 85,432 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 30 ธ.ค. ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ โพสต์เฟซบุ๊กถึงส่วนต่างที่รัฐบาลต้องเสียให้กับเอกชนในการประมูลโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม จากเดิมประเมินไว้ 6.8 หมื่นล้านบาท ขณะนี้พุ่งขึ้นเป็น 7.5 หมื่นล้านบาท ว่า

สุดช็อก ! ข้อมูลใหม่ 
ดันผลต่างประมูลสายสีส้ม
พุ่งจาก 6.8 เป็น 7.5 หมื่นล้าน
เดิมเราเข้าใจกันว่า เงินสนับสนุนสุทธิในการประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้มครั้งที่ 2 มากกว่าครั้งที่ 1 ถึง 6.8 หมื่นล้าน แต่มาวันนี้ ตัวเลขนี้อาจพุ่งขึ้นเป็น 7.5 หมื่นล้าน ! ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ?
1. การประมูลครั้งที่ 1
เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2563 การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ประกาศเชิญชวนเอกชนให้ร่วมลงทุนก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มช่วงตะวันตก (บางขุนนนท์-ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย) และเดินรถตลอดสายทั้งช่วงตะวันตกและตะวันออก (บางขุนนนท์-ศูนย์วัฒนธรรมฯ-มีนบุรี) แต่ในระหว่างการประมูล รฟม. ได้เปลี่ยนเกณฑ์ประมูล และในที่สุดได้ล้มประมูล 

การประมูลครั้งที่ 1 มีเอกชนยื่นข้อเสนอ 2 ราย ประกอบด้วย (1) บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTSC และ (2) บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM
แม้การประมูลครั้งที่ 1 จะถูกล้มไปแล้วก็ตาม แต่เมื่อไม่นานมานี้ BTSC ได้ขอเอกสารที่ยื่นประมูลคืนจาก รฟม. และได้เปิดซอง “ข้อเสนอด้านการลงทุนและผลตอบแทน” ต่อหน้าสื่อมวลชน พบว่า BTSC ได้เสนอเงินตอบแทนให้ รฟม. 70,144.98 ล้านบาท และขอรับเงินสนับสนุนจาก รฟม. 79,820.40 ล้านบาท เป็นผลให้ รฟม. จะต้องให้เงินสนับสนุนสุทธิ (เงินที่ รฟม. ต้องสนับสนุน หักด้วย เงินตอบแทนที่ รฟม. ได้รับ) แก่ BTSC 9,675.42 ล้านบาท (79,820.40-70,144.98) 

2. การประมูลครั้งที่ 2
หลังจากการประมูลครั้งที่ 1 ถูกล้มไปแล้ว รฟม. ได้ประกาศเชิญชวนเอกชนให้ร่วมลงทุนครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2565 ปรากฏว่ามีเอกชนยื่นข้อเสนอ 2 ราย ได้แก่ (1) BEM และ (2) ITD Group ซึ่งประกอบด้วย ITD และ Incheon Transit Corporation หรือ ITC ผู้เดินรถไฟฟ้าจากเกาหลี ส่วน BTSC ไม่สามารถยื่นข้อเสนอได้ เพราะหาผู้รับเหมามาเป็นผู้ร่วมยื่นข้อเสนอไม่ได้ เนื่องจากมีการปรับแก้คุณสมบัติของผู้รับเหมาให้ผ่านเกณฑ์ยากขึ้นกว่าครั้งที่ 1


ก่อนหน้าที่ BTSC จะเปิดซอง “ข้อเสนอการลงทุนและผลตอบแทน” ของตนเองนั้น รฟม. ได้เปิดซองดังกล่าวของ BEM และของ ITD Group พบว่า รฟม. จะต้องให้เงินสนับสนุนสุทธิ (เงินที่ รฟม. ต้องสนับสนุน หักด้วย เงินตอบแทนที่ รฟม. ได้รับ) แก่ BEM 78,287.95 ล้านบาท และให้แก่ ITD Group 102,635.66 ล้านบาท ส่งผลให้ BEM เป็นผู้ชนะการประมูล เนื่องจาก รฟม. จะต้องให้เงินสนับสนุนสุทธิน้อยกว่านั่นเอง

 
แต่อย่างไรก็ตาม รฟม. ไม่ได้เปิดเผยจำนวนเงินตอบแทนที่ BEM เสนอให้แก่ รฟม. และจำนวนเงินที่ BEM ขอรับเงินสนับสนุนจาก รฟม. เพียงแต่เปิดเผยจำนวนเงินที่ รฟม. จะต้องสนับสนุนสุทธิเท่านั้น

3. เป็นไปได้หรือไม่ ถ้าไม่ล้มประมูลครั้งที่ 1 BTSC จะคว้าชัย ?
ในการประมูลครั้งที่ 1 ไม่มีการเปิดเผยว่า BEM ขอรับเงินสนับสนุนสุทธิเท่าไหร่ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับการประมูลครั้งที่ 2 ซึ่ง BEM ขอรับเงินสนับสนุนสุทธิ 78,287.95 ล้านบาท โดยที่แบบการก่อสร้างยังเหมือนเดิม ราคากลางค่าก่อสร้างก็ยังเท่าเดิม อีกทั้ง เมื่อเปรียบเทียบกับการประมูลรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสายสีเหลือง ซึ่ง BEM ขอรับเงินสนับสนุนสุทธิสูงกว่า BTSC นับแสนล้านบาท ทำให้เกิดคำถามดังนี้ 
(1) ในการประมูลครั้งที่ 1 เป็นไปได้หรือไม่ ? ที่ BEM จะขอรับเงินสนับสนุนสุทธิต่ำกว่า BTSC ซึ่งขอ 9,675.42 ล้านบาท
(2) ในการประมูลครั้งที่ 1 เป็นไปได้หรือไม่ ? ที่ BTSC ซึ่งเป็นบริษัทแรกที่ก่อสร้างและให้บริการเดินรถไฟฟ้าในเมืองไทย และโชกโชนกับการประมูลโครงการขนาดใหญ่ด้านขนส่งมาหลายโครงการ จะไม่ผ่านการพิจารณาข้อเสนอด้านคุณสมบัติ และข้อเสนอด้านเทคนิค 
หากเป็นไปไม่ได้ กรณีไม่ล้มการประมูลครั้งที่ 1 อาจเป็นไปได้ที่ BTSC จะชนะการประมูล ! 
4. ผลต่างเงินสนับสนุนสุทธิเพิ่มจาก 6.8 หมื่น เป็น 7.5 หมื่น ?
เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2565 รฟม. แถลงข่าวผลการประมูลครั้งที่ 2 ว่า BEM ขอรับเงินสนับสนุนสุทธิ 78,287.95 ล้านบาท ผมได้เปรียบเทียบกับการประมูลครั้งที่ 1 ซึ่ง BTSC ขอรับเงินสนับสนุนสุทธิ 9,675.42 ล้านบาท พบว่าเงินสนับสนุนสุทธิที่ BEM ขอในการประมูลครั้งที่ 2 มากกว่าเงินสนับสนุนสุทธิที่ BTSC ขอในการประมูลครั้งที่ 1 ถึง 68,612.53 ล้านบาท
แต่ต่อมา ในวันที่ 26 ธันวาคม 2565 รฟม. ชี้แจงผลการประมูลครั้งที่ 2 ระบุว่า BEM ขอรับเงินสนับสนุนสุทธิ 85,432 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขใหม่ ไม่เหมือนเดิม ไม่มีการชี้แจงว่า ทำไมเงินสนับสนุนสุทธิจึงเปลี่ยนไป ? ทำให้ผลต่างเงินสนับสนุนสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 75,756.58 ล้านบาท 


5. สรุป 
เดิมเราแทบล้มทั้งยืนเมื่อรู้ว่า การประมูลครั้งที่ 2 มีเงินสนับสนุนสุทธิมากกว่าครั้งที่ 1 ถึง 68,612.53 ล้านบาท มาบัดนี้ถ้าผลต่างพุ่งขึ้นเป็น 75,756.58 ล้านบาท เราจะไม่ช็อกจนหมดสติกันหรือครับ ? 
หมายเหตุ : ข้อสงสัยดังกล่าวข้างต้นจึงเป็นข้อกังขาที่ผมและประชาชนทุกคนชอบที่จะต้องขอคำชี้แจงให้สิ้นสงสัยจากหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง ทั้งนี้ก็เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ด้วยเจตนาที่จะให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากโครงการนี้อย่างเต็มที่ โดยปราศจากข้อสงสัยใดๆ ทั้งสิ้นเท่านั้นเอง

ผลต่างประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้มผลต่างประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้ม

“สุชาติ”เร่งตรวจ”แรงงานไทย”จากเหตุไฟไหม้บ่อนปอยเปต เบื้องต้น ตาย 1 เจ็บ 10

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/539903

29 ธ.ค. 2565

"สุชาติ"เร่งตรวจ"แรงงานไทย"จากเหตุไฟไหม้บ่อนปอยเปต เบื้องต้น ตาย 1 เจ็บ 10

“สุชาติ”สั่งหน่วยงานจังหวัดสระแก้ว ตรวจสอบ”แรงงานไทย”จากเหตุไฟไหม้บ่อนปอยเปต เบื้องต้นพบ ตาย 1 เจ็บ 10 พร้อมเร่งเยียวยาตามสิทธิ

จากเหตุการณ์ไฟไหม้โรงแรม แกรนด์ ไดมอนด์ ซิตี้ แอนด์ กาสิโน เมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชา หรือ บ่อนปอยเปต เมื่อช่วงกลางดึกคืนที่ผ่านมาเวลาประมาณ 02.00 น. จนทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตหลายราย 


วันที่ 29 ธันวาคม 2565 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ทันทีที่ทราบข่าว พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้แสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ดังกล่าวและกำชับให้เร่งตรวจสอบข้อมูลผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตเพื่อให้การช่วยเหลือโดยเร็ว ตนในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานจังหวัดสระแก้ว ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปที่ศูนย์ประสานงานจังหวัดสระแก้ว

จากการรายงานของนางสาวผกาพันธุ์ ผกานิรินทร์ ประกันสังคมจังหวัดสระแก้ว ปรากฎว่า เหตุเพลิงไหม้ดังกล่าวในเบื้องต้นมีผู้เสียชีวิต 13 ราย สูญหาย 8 ราย ผู้บาดเจ็บ จำนวน 53 ราย

-ผู้เสียชีวิตเป็นคนไทย 1 ราย ทราบชื่อคือ นายวราวุธ จิรศักดิ์ ซึ่งเป็นผู้ประกันตนมาตรา 40 ทางเลือกที่ 2 ทายาทมีสิทธิ์ได้รับค่าทำศพ จำนวน 25,000 บาท

-ผู้ได้รับบาดเจ็บ ที่เป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 จำนวน 2 ราย ผู้ประกันตนมาตรา 38 จำนวน 1 ราย ผู้ประกันตนมาตรา 39 จำนวน 4 ราย และผู้ประกันตนมาตรา 40 จำนวน 3 ราย รวมผู้ประกันตนทั้งสิ้น 10 ราย 
 

ทั้งนี้ได้ส่งเจ้าหน้าที่จังหวัดสระแก้วลงพื้นที่ให้บริการช่วยเหลือและให้คำแนะนำแก่ญาติผู้ประสบเหตุที่อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว พร้อมเยี่ยมให้กำลังใจผู้ประกันตนที่ได้รับบาดเจ็บและนอนพักรักษาตัวตามโรงพยาบาลต่างๆ แล้ว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานห่วงใยผู้ประกันตนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานห่วงใยผู้ประกันตน

ฝ่ายค้านยื่นสอบ”บิ๊กตู่-ศักดิ์สยาม”เมินฮั้วประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้ม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/539902

29 ธ.ค. 2565

ฝ่ายค้านยื่นสอบ"บิ๊กตู่-ศักดิ์สยาม"เมินฮั้วประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้ม

พรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นสอบ”บิ๊กตู่-ศักดิ์สยาม”ละเว้นหน้าที่ กรณีฮั้วประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้ม จนรัฐต้องเสียส่วนต่างให้เอกชนถึง 6.8 หมื่นล้าน จี้ให้ยกเลิกเพื่อรักษาประโยชน์ประเทศ

เมื่อวันที่ 29 ธ.ค. ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.สนามบินน้ำ ตัวแทนพรรคร่วมฝ่ายค้าน ประกอบด้วย นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล , นายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย , พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง ส.ส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคประชาชาติ , นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อชาติ , นายนิคม บุญวิเศษ  ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย ยื่นหนังสือขอให้ตรวจสอบ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และพวก ในความผิดว่าด้วยการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ (ฮั้วประมูล) ความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบโดยทุจริต กรณีการประมูลโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ – มีนบุรี (สุวินทวงศ์)

นายสุรเชษฐ์ กล่าวว่า วันนี้ออกมาต่อสู้ในเรื่องนี้ เพื่อปกป้องไม่ให้เงินภาษีของประชาชนเสียหายมากเกินจำเป็น โดยพรรคร่วมฝ่ายค้าน มีความเห็นตรงกันว่าเป็นเมกะดีล ในตำนานของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ 2 เนื่องจากเป็นการสร้างสิ่งเดียวกัน ประมูลสิ่งเดียวกัน 2 ครั้ง แต่กลับมีส่วนต่างถึง 6.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นเงินที่รัฐจ่ายอุดหนุนให้กับเอกชน เป็นวงเงินที่มากเกินความจำเป็น อาจเกิดเกิดเงินทอน ย้อนกลับไปที่กระเป๋าของนายทุน หรือ พรรคการเมือง เพื่อนำไปใช้ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป 

เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่และมีรายละเอียดค่อนข้างมาก ตั้งแต่มีการประมูล กำหนดเกณฑ์ในรอบแรก และไปเปลี่ยนเกณฑ์การแข่งขันกลางอากาศ เกิดการประมูลรอบ 2 แต่ปรากฎว่า กีดกันไม่ให้บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTSC เข้าร่วม  ดังนั้นบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จํากัด (มหาชน) หรือ BEM จะตั้งราคาเท่าไหร่ก็ได้ ราคากลางไม่สมเหตุสมผล ทำให้รัฐเกิดความเสียหายมากเกินจำเป็น ถือเป็นความผิดชัดเจนและเป็นอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช. ที่จะต้องเข้ามาตรวจสอบ 

ด้านพันตำรวจเอกทวี กล่าวเพิ่มเติมว่า ฉายารัฐบาล ที่สื่อตั้งให้ว่า “รัฐบาลแปดเปื้อน” ก็สอดคล้องกัน เนื่องจากโครงการนี้มีส่วนต่าง 6.8 หมื่นล้านบาท จึงอยากให้สังคมรู้ว่าอันตรายจากการทุจริต การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ลักษณะนี้เป็นแผนเป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นเป็นประจำ ที่ผ่านมาไม่เคยซักถามในคณะกรรมาธิการการงบประมาณฯ หรือเคยเรียกหน่วยงานมาสอบถามเรื่องส่วนต่างนี้ รวมถึงเคยมีการต่อรองราคาบ้างหรือไม่ และเป็นเรื่องที่น่าเศร้าเสียใจว่าไม่ได้มีการต่อรองใด ๆ แต่ขณะเดียวกันกลับชี้แจงในส่วนต่อรองราคาของค่าโดยสารของประชาชน ซึ่งเป็นการยกเหตุผลอื่นมาตอบคำถาม ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของฝ่ายค้าน ที่จะต้องรักษาประโยชน์ให้กับประเทศและประชาชนผู้เสียภาษี

พร้อมยกตัวอย่างสมัย ซึ่งก่อนหน้านี้ นายวันมูหะหมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มีการประมูลสนามบินสุวรรณภูมิ มีการร้องเรียนว่าราคาสูงถึง 5 หมื่นล้านบาท นายวันมูหะหมัดนอร์ จึงได้ตัดสินใจยกเลิกการประมูลและทำการประมูลใหม่ทำให้ราคาลดลงมาไม่ถึง 3 หมื่นล้านบาท แม้จะมีการฟ้องร้องและร้องต่อ ป.ป.ช. แต่สุดท้ายผลออกมาว่าไม่มีความผิด ดังนั้นเรื่องนี้จึงเป็นตัวอย่างว่าการยกเลิกเพื่อรักษาประโยชน์สามารถทำได้ 

“ประการสำคัญที่สุด คือ ในหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี และหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ตามกฎหมาย พ.ร.บ.การเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ กำหนดไว้ว่าผู้อนุมัติหรือผู้ดำเนินการ ถ้ารู้ว่ามีการกระทำผิดลักษณะนี้แล้ว ไม่ยกเลิก มีโทษจำคุกถึง 10 ปี”

นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒินายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิพันตำรวจเอกทวี สอดส่องพันตำรวจเอกทวี สอดส่องนายสมคิด เชื้อคงนายสมคิด เชื้อคง

“ก้าวไกล”ชำแหละ”กรมอุทยานฯ” ซื้อขายตำแหน่งจ่ายเงินเป็นกิโลกรัม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/539896

29 ธ.ค. 2565

"ก้าวไกล"ชำแหละ"กรมอุทยานฯ" ซื้อขายตำแหน่งจ่ายเงินเป็นกิโลกรัม

“ก้าวไกล”ชำแหละ”กรมอุทยานฯ” ซื้อขายตำแหน่งจ่ายเงินเป็นกิโลกรัม สูงสุด 20 ล้านบาท โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้เป็นทำเลทองที่สุด

เมื่อวันที่ 29 ธ.ค. ที่รัฐสภา ส.ส.พรรคก้าวไกล ประกอบด้วย นายมานพ คีรีภูวดล , นายประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ และนายสุเทพ อู่อ้น เปิดเผยถึงกรณีนายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ถูกจับกุมข้อหาทุจริตเรียกรับผลประโยชน์และซื้อขายโยกย้ายตำแหน่ง ว่า มีการส่งรายเดือนและประจำปีงบประมาณและส่งสวยเพื่อรักษาตำแหน่ง จึงตั้งคำถามว่าเป็นข้าราชการระดับพื้นที่มีเงินเดือนไม่มากนัก แต่นำเงินจากไหนมาส่งส่วย นอกจากนี้อ้างอิงข้อมูลว่ามีการเรียกรับเงินจากงบประมานที่สนับสนุนไปแต่ละหน่วยงาน เรียกเก็บจากหน่วยงานที่ควบคุมไฟป่าร้อยละ 30 เรียกเก็บจากหน่วยฟื้นฟูต้นน้ำร้อยละ 30 เรียกเก็บจากหัวหน้าอุทยานแต่ละพื้นที่ร้อยละ 18.5 และเรียกจากป่าต้นน้ำร้อยละ 18.5 และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าที่ร้อยละ 7.5 และที่น่าสนใจคือเรียกเก็บจากโครงการพระราชดำริร้อยละ 12.5 ที่กรมอุทยานดูแล

ซึ่งส่งผลให้การดำเนินงานให้ประชาชนไม่บรรลุผลสำเร็จเพราะไม่มีประสิทธิภาพ ยกตัวอย่างงบประมาณไฟป่าหมอกควัน ที่การจัดสรรงบประมาณกระจัดกระจาย แล้วจะเห็นว่าทุกปีรัฐบาลจะใช้งบกลางลงไปสนับสนุนแต่ละหน่วยงาน ซึ่งสิ่งเหล่านี้น่าสนใจว่าร้อยละ 30 ของงบประมาณที่พบว่ามีการเรียกเก็บจากฝ่ายปฏิบัติงานเกิดกระบวนการคอรัปชั่น ทำให้การปฎิบัติงานไม่เกิดผลสัมฤทธิ์
 

ด้านนายประเสริฐพงษ์ กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นสะท้อนเรื่องของปฏิรูปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พร้อมเรียกร้องไปยังสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. เข้าไปตรวจสอบ อุทยานแห่งชาติทั่วประเทศว่ามีการใส่ซองเงินหรือไม่ เชื่อว่าอุทยานฯในภาคใต้มีปัญหาดังกล่าว และเรียกร้องให้มีการแก้ไขเรื่องการจัดเก็บค่าธรรมเนียมเข้าอุทยานฯด้วย
 

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นประจักษ์พยาน การซื้อขายตำแหน่ง บางคนต้องการเข้าไปทำงานในอุทยานแห่งชาติ โดยเฉพาะอุทยานแห่งชาติทางทะเล เพราะสร้างรายได้ จึงเรียกร้องให้ประชาชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรในท้องถิ่นจะได้มีการติดตามตรวจสอบที่เข้มข้น หากอำนาจไปอยู่ที่ใครคนใดคนหนึ่ง จะเป็นช่องทางให้มีการเรียกเก็บส่วยได้ เชื่อว่าผู้ดำรงตำแหน่งอธิบดีอีกหลายคนอาจจะนอนไม่หลับ เพราะเรื่องนี้จะเป็นปรากฏการณ์ที่ทุกฝ่ายทั้งฝ่ายนิติบัญญัติและประชาชนจะเฝ้าติดตามตรวจสอบอย่างจริงจัง

ด้านนายมานพ ทราบว่า มีการเรียกรับผลประโยชน์ในกรมอุทยานฯ หากใครต้องการอยู่ตำแหน่งสูงๆ ต้องจ่ายเงินที่เรียกเป็นกิโลกรัม โดย 1 กิโลกรัมเท่ากับ 1 ล้านบาท เรียกเก็บตั้งแต่ 5 แสน- 20 ล้านบาท โดยเฉพาะอุทยานฯทางทะเลทำเงินเป็นจำนวนมาก จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ปัญหาเหล่านี้ โดยเร่งกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นได้มีส่วนร่วมในการจัดการพื้นที่ต่างๆ

“สมศักดิ์”แจง ปม”ประสิทธิ เจียวก๊ก”เข้าห้องน้ำคนทั่วไป จนเกือบหนีสำเร็จ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/539891

29 ธ.ค. 2565

"สมศักดิ์"แจง ปม"ประสิทธิ เจียวก๊ก"เข้าห้องน้ำคนทั่วไป จนเกือบหนีสำเร็จ

“สมศักดิ์”ตอบกระทู้ถามสด”อมรัตน์” สงสัยเหตุใด”ประสิทธิ เจียวก๊ก”เข้าห้องน้ำคนทั่วไป ปลดกุญแจมือ รวมถึงผู้คุมไม่ใส่เครื่อแบบ จนเกือบหนีสำเร็จ พร้อมยอมรับเจ้าหน้าทีหละหลวม

เมื่อวันที่ 29 ธ.ค. ในที่ประชุมสภาผู้แทยราษฏร นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ส.ส.พรรคก้าวไกล ตั้งกระทู้ถามสดถึงนายสมศักดิ์ เทพสุทิน เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กรณีนายประสิทธิ์ เจียวก๊ก ซึ่งเป็นผู้ต้องหาคดีฉ้อโกงประชาชน และฟอกเงิน พยายามหลบหนีออกจากศาลอาญา ว่า วันนี้ครบ 7 วันแล้วที่กรมราชทัณฑ์จะต้องรายงานข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น แต่ยังไม่มีความคืบหน้า ดำเนินการไปถึงไหนแล้ว วันเกิดเหตุทำไมผู้คุมไม่ใส่เครื่องแบบควบคุมตัวนักโทษ กลับใส่สูท ไม่ใช่เครื่องแบบปกติ และทำไมนายประสิทธิ จึงเข้าห้องน้ำที่ชั้น9 ได้ ซึ่งเป็นห้องน้ำสำหรับคนมาติดต่อราชการ ต่างจากนักโทษทั่วไปที่ต้องลงไปเข้าห้องน้ำเฉพาะสำหรับผู้ต้องหาในชั้นใต้ถุนศาล 

ด้านนายสมศักดิ์ ชี้แจงว่า ขณะนั้นผู้คุมนำผู้ต้องหามาอยู่บริเวณห้องนักโทษและมีห้องน้ำ ซึ่งในระหว่างนั้น นายประสิทธิไม่ได้ขอใช้ห้องน้ำ แต่หลังจากที่ได้นำตัวนายประสิทธิขึ้นมาที่ห้องพิจารณาที่ชั้น9 นายประสิทธิก็ได้แจ้งกับเจ้าหน้าที่ว่าปวดท้องหนัก เจ้าหน้าที่จึงตัดสินใจให้เข้าไปใช้ห้องน้ำสำหรับผู้มาติดต่อ หลังจากนั้นก็ได้พานายประสิทธิเข้าไปห้องพิจารณา ขณะอยู่ในห้องพิจารณา นายประสิทธิได้มีการพูดคุยกับกลุ่มคนที่มาให้กำลังใจ ว่า “จะมีคนได้ถูกปล่อยตัว มีเสื้อผ้ามาให้หรือยัง” คนที่รับคำสั่งคือ นายสมประสงค์

หลังจากออกจากห้องพิจารณา นายประสิทธิได้ขอเข้าห้องน้ำอีกครั้ง เจ้าหน้าที่จึงให้เข้าห้องน้ำชั้น9 เช่นเดิม จึงเป็นเหตุทำให้เกิดการหลบหนี โดยผู้ต้องหามีการเปลี่ยนเสื้อผ้า ทำให้ผู้คุมไม่ได้สังเกตุว่ามีการปลอมตัว 

ส่วนเพราะเหตุใด ผู้คุมไม่แต่งเครื่องแบบตามปกติ ขอแจ้งว่า เจ้าหน้าที่แต่งเครื่องแบบปกติแต่ใส่เสื้อคลุมไว้ ซึ่งกรรมการที่สอบสวนจะสุปผลภายในวันนี้ และต้องมีผู้รับผิดชอบที่ไม่เคร่งครัดเท่าที่ควร

ด้านนางอมรรัตน์ ตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับกุญแจพันธนาการและการทำงาน 2 มาตราฐานเมื่อเทียบกับการควบคุมตัวกลุ่มเรียกร้องประชาธิปไตย อีกทั้งเลขานุการประธานสภาเคยให้สัมภาษณ์ว่านายประสิทธิ มีการส่งจดหมายออกจากเรือนจำ มากกว่า 231 ฉบับ 1ในนั้นบอกให้เครือข่ายของตนเองไปที่วัดบัวขวัญ เพื่อขอบคุณอธิบดีกรมราชทัณฑ์ที่ให้การดูแลมากเป็นพิเศษ ต่อมาอธิบดีกรมราชทัณฑ์ยืนยันว่า ไม่ได้ไปเจอ แต่น่าสังเกตว่าหากเรื่องนี้ไม่เป็นความจริงทำไมอธิบดีจึงไม่ฟ้องร้องดำเนินการกับเรื่องนี้ 

นายสมศักดิ์ ตอบว่า เรื่องกุญแจปลดพันธนาการ นายประสิทธิรับสารภาพแล้วว่าได้มีการปลดกุญแจในจุดควบคุมแดนกลาง เพราะมีที่เก็บอยู่ เมื่อผู้คุมเผลออาจจะแอบไปหยิบกุญแจออกไปด้วย ยอมรับว่าอาจจะเป็นความหละหลวม ทางกรมราชทัณฑ์ จะต้องตั้งกรรมาการสอบผู้ดูแลตรงนี้ ยืนยันให้ความเป็นธรรมและอำนวยความสะดวกให้ได้ดีที่สุดกับผู้ต้องหาทุกคน ไม่ได้เลือกที่รักมักที่ชัง หรือต้องเป็นคนจงรักภักดี ซึ่งคิดว่าไม่ควรจะกระแนะกระแหนกันขนาดนี้ 

ทำให้นางอมรัตน์โต้กลับ นายสมศักดิ์ อาจจะเข้าใจตนผิด ไม่ได้กระแนะกระแหน แต่เปรียบเทียบให้เห็นถึงการเลือกปฏิบัติของเรือนจำ พร้อมเสนอแนะกระทรวงยุติธรรมโดยเฉพาะ เรือนจำกลาง เป็นกรมที่ใหญ่ที่สุด ในกระทรวงและได้งบมากที่สุด แต่กลับเป็นกรมที่โปร่งใสน้อยที่สุด ตรวจสอบยากที่สุดหรือแทบจะตรวจสอบไม่ได้ มีอำนาจนิยมมากที่สุด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงนายสมศักดิ์กำลังตอบกระทู้ มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบางคน ทำท่าทีไม่สุภาพ จนทำให้นายสมศักดิ์ กล่าวก่อนจะจบการตอบคำถามว่า ถ้าเราให้เกียติกันในการทำงานในสภาฯ การนั่งส่ายหน้า หรือมีความรู้สึกที่ไม่สุภาพ เป็นการไม่ให้เกียรติสภา เราตั้งใจทำงานด้วยกันแต่ไม่น่าจะทำความรู้สึกที่ไม่ดีต่อกันเพราะจะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีต่อสังคม