สศก.หนุนผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ช่วยเกษตรกรสร้างรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/292836

สศก.หนุนผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ช่วยเกษตรกรสร้างรายได้

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์, สศก

สศก.หนุนผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ช่วยเกษตรกรสร้างรายได้

                 นางสาวรังษิต  ภู่ศิริภิญโญ  รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลการประเมินผลโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพื่อลดพื้นที่และผลผลิตข้าว โดยให้เกษตรกรเรียนรู้การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้งในพื้นที่นาหลังการเก็บเกี่ยวข้าวนาปี นำไปสู่การปรับระบบการปลูกข้าวที่ถูกต้อง และมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทดแทน

                     โดยผลการติดตามในพื้นที่ 29 จังหวัด (ร้อยละ 82.86 ของจังหวัดเป้าหมายรวม 35 จังหวัด) พบว่า  ปริมาณการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในโครงการได้เฉลี่ย 1,095 กิโลกรัมต่อไร่ รวม 163,094 ตัน มูลค่า 827.20 ล้านบาท โดยเกษตรกร ร้อยละ 57.39 ขายผลผลิตให้ภาคเอกชนที่ร่วมโครงการ เฉลี่ย 9,437 กิโลกรัม/ราย  ราคาที่จำหน่ายได้เฉลี่ย 5.18 บาท/กิโลกรัม ส่วนเกษตรกร ร้อยละ 42.61 ขายผลผลิตให้แหล่งอื่นๆ ได้แก่ ร้านค้า ตลาดทั่วไป พ่อค้าคนกลาง  เฉลี่ย 13,780 กิโลกรัม/ราย ในราคาเฉลี่ย 4.97 บาท/กิโลกรัม  โดยเกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 300 บาทต่อไร่ ทั้งนี้ ก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจส่งต่อเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการมีรายได้เพิ่มขึ้นรวม 279.25 ล้านบาท

สำหรับเกษตรกรที่เสนอขอสินเชื่อ ธ.ก.ส. ในโครงการ พบว่า ร้อยละ 94.92  ผ่านการพิจารณาและได้รับอนุมัติสินเชื่อ มีเพียงส่วนน้อยที่ไม่ผ่านเงื่อนไข เช่น อายุมาก วงเงินเต็ม ส่วนเกษตรกรที่ไม่เสนอขอสินเชื่อนั้น เห็นว่า มีหนี้สินอยู่แล้วไม่อยากเป็นหนี้เพิ่มขึ้น บางรายใช้ทุนตัวเอง มีพื้นที่ปลูกข้าวโพดน้อยไม่คุ้มกับการกู้

อย่างไรก็ตาม เกษตรกรร้อยละ 96.43 สามารถทำตามเงื่อนไขโครงการได้ โดยนำเงินกู้ไปซื้อปัจจัยการผลิต ปรับปรุงพื้นที่ตามโครงการได้ทั้งหมด มีเพียงร้อยละ 3.57 ทำตามได้บางส่วน เนื่องจากนำเงินกู้บางส่วนไปเป็นค่าใช้จ่ายในส่วนอื่น เช่น เป็นค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ใช้หนี้เดิม ธ.ก.ส. เป็นต้น  โดยเกษตรกร ต้องการให้รัฐช่วยผ่อนปรนเงื่อนไข/หลักเกณฑ์ เพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกรที่มีหนี้สินเดิมกับ ธ.ก.ส. เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น รวมทั้งผลักดันความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในพื้นที่ให้ทั่วถึง โดยเฉพาะด้านราคาผลผลิตของเกษตรกร

ทั้งนี้ เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการส่วนใหญ่มีความพึงพอใจต่อโครงการในระดับมาก และมีแนวโน้มที่จะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทดแทนในพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังในฤดูกาลต่อไป เนื่องจากมีความรู้และประสบการณ์ปลูกข้าวโพดแล้ว แต่การปรับเปลี่ยนพื้นที่นาไปทำกิจกรรมอื่นจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาเพื่อให้เกษตรกรส่วนใหญ่ที่ยังไม่เข้าร่วมโครงการได้เห็นถึงประโยชน์ที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง

กรมชลฯ เตรียมรับมือพายุโซนร้อน “ฮาโต๊ะ”23-28 สิงหาคมนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/292830

กรมชลฯ เตรียมรับมือพายุโซนร้อน “ฮาโต๊ะ”23-28 สิงหาคมนี้

กรมชลฯ, พายุฮาโต๊ะ, ฮาโต๊ะ, ฮาโตะ

กรมชลฯ เตรียมรับมือพายุโซนร้อน “ฮาโต๊ะ”23-28 สิงหาคมนี้

               นายสัญชัย เกตุวรชัย อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า จากการติดตามสภาวะอากาศของกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่าในช่วงวันที่ 23-28 สิงหาคม 2560 อิทธิพลของพายุโซนร้อน “ฮาโตะ”  จะทำให้มรสุมตะวันตกเฉียงใต้มีกำลังแรงขึ้น ส่งผลให้ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันตก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก จะมีฝนเพิ่มมากขึ้น และมีฝนตกหนักบางพื้นที่

กรมชลประทานได้ให้โครงการชลประทานทุกโครงการ โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมเดิม เตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมที่อาจจะเกิดขึ้น ด้วยการกำชับเจ้าหน้าที่ ให้เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำใน
พื้นที่ของตนอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งให้ตรวจสอบระบบและอาคารชลประทาน ให้สามารถรองรับสถานการณ์น้ำได้อย่างเต็มศักยภาพ และให้บริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำ ให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุมอย่างเคร่งครัด สำหรับพื้นที่ที่เกิดน้ำท่วมเป็นประจำ ให้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ ประจำไว้ในพื้นที่อย่างน้อย 1 เครื่อง

ในกรณีที่เกิดสภาวะวิกฤติ โครงการชลประทานในพื้นที่ จะรายงานสถานการณ์น้ำ ต่อผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อให้แจ้งเตือนประชาชน ให้เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำที่เกิดขึ้นอย่างทันท่วงที  นอกจากนี้ ยังได้ให้ทุกโครงการชลประทาน เตรียมความพร้อม ในด้านเครื่องจักร เครื่องมือ เครื่องสูบน้ำ และเครื่องผลักดันน้ำ เข้าไปประจำพื้นที่เสี่ยงภัยที่จะเกิดน้ำท่วม เพื่อให้สามารถช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ส่องโอกาสสินค้าเกษตรไทยใน 3 ตลาดเพื่อนบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/292811

ส่องโอกาสสินค้าเกษตรไทยใน 3 ตลาดเพื่อนบ้าน

สศก, ตลาดเพื่อนบ้าน, สศก, FAMA, Grading, Packaging, Labeling, Health Certificate, มะม่วง กล้วย

ส่องโอกาสสินค้าเกษตรไทยใน 3 ตลาดเพื่อนบ้าน

                สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เปิดผลศึกษาศักยภาพการบริหารจัดการสินค้าเกษตรระหว่างไทยกับภูมิภาคอาเซียน เจาะแนวทาง 3 ตลาดคู่ค้าสำคัญ มาเลเซีย สิงคโปร์ และเมียนมา เล็งช่องรุกโอกาสสินค้าเกษตร ระบุ ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ไทยยังเจ๋ง ได้เปรียบดุลการค้ากับอาเซียนมาโดยตลอด

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากที่สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of South East Asian Nations : ASEAN)  ได้ครบรอบการก่อตั้ง 50 ปี เมื่อวันที่ 8 สิงหาคมที่ผ่านมา

ปัจจุบันอาเซียนมีความแข็งแกร่ง จนทั่วโลกต้องจับตามอง โดยมูลค่าการค้าระหว่างกันขยายตัวมาโดยตลอด  สัดส่วนการค้าของไทยกับอาเซียนขยายตัวมากขึ้นจากร้อยละ 20 ในปี 2550 เพิ่มเป็นร้อยละ 22 ในปี 2559 และไทยเกินดุลการค้ากับอาเซียนมาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม สมาชิกอาเซียนส่วนใหญ่เป็นประเทศกำลังพัฒนา มีสภาพภูมิศาสตร์ที่ใกล้เคียงกัน ผลิตผลทางการเกษตรส่วนใหญ่เป็นชนิดเดียวกัน จึงนับเป็นคู่แข่งทางการค้ากันด้วย

สศก. ได้เล็งเห็นความสำคัญแนวทางการพัฒนาและอำนวยความสะดวกทางการค้าระหว่างกัน จึงได้ศึกษาถึงศักยภาพการบริหารจัดการสินค้าเกษตรระหว่างไทยและภูมิภาคอาเซียน ซึ่งเน้นการบริหารจัดการสินค้าไทยกับมาเลเซีย สิงคโปร์ และเมียนมา พบผลการศึกษาที่น่าสนใจในประเด็นต่างๆ ดังนี้

                 1. การบริหารจัดการสินค้าเกษตรระหว่างไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ จากปี 2559 ด้านสภาพเส้นทางการขนส่งมีความสะดวกสามารถขนส่งทางรถบรรทุกจากด่านสะเดา จังหวัดสงขลา ถึงกรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย ใช้เวลาประมาณ 8 ชั่วโมง และถึงสิงคโปร์ ใช้เวลาประมาณ 14 ชั่วโมง  โดยเส้นทาง AH2 ด่านสะเดา กัวลาลัมเปอร์ ยะโฮบารู สิงคโปร์ เป็นเส้นทางที่มีศักยภาพในการขนส่งสินค้าเนื่องจากมีความพร้อมทางด้านโครงสร้างพื้นฐาน และท่าเรือที่สำคัญ ได้แก่ ท่าเรือปีนัง และสามารถขนส่งสินค้าไปยังสิงคโปร์ได้ ทั้งนี้ สินค้าเกษตรนำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ ผัก ผลไม้สด สินค้าประมง ส่วนสินค้าส่งออกได้แก่ ยางพารา

                  2. การบริหารจัดการสินค้าเกษตรระหว่างไทย สหภาพเมียนมา การค้าสินค้าเกษตรส่วนใหญ่เป็น            การนำเข้าสินค้าเกษตรที่ไทยขาดแคลนเพื่อใช้บริโภคภายในประเทศ และเป็นวัตถุดิบในการแปรรูป เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วต่างๆ อาหารทะเล สัตว์มีชีวิต สำหรับสินค้าที่ไทยส่งออกไปยังเมียนมาส่วนใหญ่เป็นอาหารแปรรูป เช่น อาหารกระป๋อง อาหารกึ่งสำเร็จรูป เครื่องดื่มน้ำอัดลม เป็นต้น มีด่านสินค้าที่สำคัญ คือ

1) ด่านระนอง เกาะสอง มะริด ทวาย ด่านบ้านพุน้ำร้อน จ.กาญจนบุรี เป็นจุดสำคัญในการนำเข้าสินค้าประมงจากทางเมียนมา รวมถึงนำเข้าปลาป่นเพื่อนำมาทำอาหารสัตว์

2) ด่านแม่สอด เมาะละแหม่ง ย่างกุ้ง เป็นจุดที่สำคัญในการนำเข้าสินค้าปศุสัตว์ ได้แก่ โคมีชีวิต สินค้าพืช เช่น ถั่วต่าง ๆ พริก หอมใหญ่ รวมถึงสินค้าประมงทะเลสดที่รวบรวมจากท่าเรือย่างกุ้ง เช่น กุ้ง ปู ปลา สินค้าออกที่สำคัญ ได้แก่ น้ำตาล ข้าว น้ำมันพืช สินค้าอุปโภคบริโภค เป็นต้น

3) ด่านแม่สอด พะโค มัณฑะเลย์ ตามู เป็นเส้นทางที่เริ่มต้นจากแม่สอดมาแยกตรงพะโค ขึ้นไปทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมียนมา เป็นเส้นทางซุปเปอร์ไฮเวย์ลาดยางแปดช่องจราจร ผ่านเมืองหลวงเนปิดอร์ สิ้นสุดที่มัณฑะเลย์ ซึ่งเป็นศูนย์รวมและกระจายสินค้าที่สำคัญทั้งสินค้าอุปโภคและบริโภค รวมทั้งสินค้าเกษตรส่งออกและนำเข้าจากต่างประเทศ เช่น ไทย จีน อินเดีย ส่งต่อทางเรือไปยังย่างกุ้ง

จากการศึกษาทั้ง 3 ประเทศ มีกฎระเบียบ และแนวทางการบริหารจัดการที่สำคัญ ดังนี้มาเลเซีย ดำเนินการโดย Federal Agricultural Marketing Authority (FAMA) ทำหน้าที่ดูแลการพัฒนาด้านการตลาดสินค้าเกษตรเพื่อการนำเข้าและการส่งออก มีระเบียบการส่งออกและนำเข้าผลไม้สด ผักสด และไม้ตัดดอก ที่บังคับใช้ตั้งแต่เดือนเมษายน 2552  รวม 3 ขั้นตอน คือ การคัดแยกเกรด (Grading)  การบรรจุสินค้า (Packaging) และการติดฉลาก (Labeling) ซึ่งตรวจสอบสินค้าโดยเจ้าหน้าที่ของ FAMA ตามจุดชายแดน, ด่านศุลกากร และท่าเรือขนส่งสินค้า ซึ่งหากสินค้าไม่ผ่านการตรวจสอบ ผู้ประกอบการจะต้องนำสินค้ากลับภายในเวลาที่กำหนด และหากไม่มีผู้ใดรับผิดชอบ เจ้าหน้าที่ของFAMA สามารถทำลายหรือดำเนินการใดๆ กับสินค้าดังกล่าวได้ หากไม่ปฏิบัติตามระเบียบฯ มีโทษปรับไม่เกิน 1,000 ริงกิต หรือจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ

                สิงคโปร์  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีประกาศ เรื่อง กำหนดพืชควบคุมเฉพาะ พ.ศ. 2556 การส่งออกพืช ได้แก่ พริก ขิง ถั่วฝักยาว คะน้า กวางตุ้ง หน่อไม้ฝรั่ง ผักชีไทย กระเจี๊ยบเขียว ทุเรียน ลำไย ลิ้นจี่ มังคุด ส้มโอ มะม่วง ไปยังสิงคโปร์ จะต้องผ่านการตรวจสอบเชื้อจุลินทรีย์ หรือสิ่งอื่นใดที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์      ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด ต้องแนบใบรับรองสุขอนามัย (Health Certificate) ไปกับสินค้า

                  สหภาพเมียนมา กำหนดจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศ อัตราร้อยละ 30 เก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอัตราร้อยละ 10 ของเงินได้สำหรับบุคคลที่ทำงานกับบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน โดยเมียนมา ไม่มีการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่จัดเก็บภาษีการค้าอัตราร้อยละ 5 – 10  และไม่มีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต พร้อมดำเนินนโยบายปฏิรูปภาคการเงิน โดยอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ต่างชาติเข้ามาตั้งสำนักงานตัวแทนและเปิดให้บริการอย่างเสรี

เมียนมา มีนโยบายที่สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของภาคเกษตร โดยสนใจความร่วมมือการลงทุนเรื่องการเกษตรทุกรูปแบบ ได้แก่ ข้าว อ้อย/น้ำตาล ปลา/อาหารทะเล ผลไม้(มะม่วง กล้วย) โคนม/โคเนื้อ อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่ยังผลิตสินค้าเกษตรแบบใช้ภูมิปัญญาพื้นบ้าน เทคโนโลยีการผลิตในระดับต่ำ ยังใช้แรงงานคนและสัตว์เป็นหลัก ซึ่งขณะนี้มีการกำหนดเขต Zoning ส่งเสริมการทำการเกษตร ตามความเหมาะสมของศักยภาพพื้นที่ ภายใต้การดำเนินงานตามแผนพัฒนาการเกษตร 5 ปี ของเมียนมา โดยได้กำหนดเขตการจัดการพื้นที่ ออกเป็น เขตการทำเกษตรกรรม เขตการทำปศุสัตว์  เขตการทำประมง และเขตการทำป่าไม้

ทั้งนี้ เมียนมา มีความต้องการให้เกิดความร่วมมือด้านการเกษตรในด้าน Improvement, Transfer Technology และ Processing Development สินค้าเกษตรสำคัญที่ต้องการพัฒนาในลำดับแรก คือ สินค้าข้าว โดยเฉพาะในด้านการตลาด และการร่วมลงทุนโรงสี และโคนม ที่ต้องการส่งเสริมการลงทุนผลิตน้ำนม อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ เมียนมาได้เริ่มจัดทำ Cattle Zoning บริเวณรัฐฉาน และเอยะวดี เพื่อเชื่อมโยงกับการทำ Contract Farming กับบริษัทการเกษตรของไทย และมีความร่วมมือกับต่างประเทศ ในด้านปศุสัตว์ ในโครงการความร่วมมือภายใต้กรอบ ACMECS, JICA, FAO, IFAD  ส่วนด้านประมง มีการร่วมลงทุนกับประเทศเวียดนาม ไทย ฮ่องกง สหภาพยุโรป และเนเธอร์แลนด์ ในด้านสินค้าพืชมีโครงการความร่วมมือกับ FAO, CABIและเกาหลีใต้

สศก.เผยภาพรวมดัชนีราคาสินค้าเกษตรเดือนกรกฎาคมลดลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/292769

สศก.เผยภาพรวมดัชนีราคาสินค้าเกษตรเดือนกรกฎาคมลดลง

สศก, สศก, กรกฎาคม 2559

สศก.เผยภาพรวมดัชนีราคาสินค้าเกษตรเดือนกรกฎาคมลดลง

                  นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงภาวะเศรษฐกิจการเกษตร ซึ่งวัดจากดัชนีราคาสินค้าเกษตรประจำเดือนกรกฎาคม 2560 พบว่า      ลดลงร้อยละ 15.62 จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา (กรกฎาคม 2559)  โดยสินค้าที่ราคาปรับตัวลดลง ได้แก่          มันสำปะหลัง ราคาลดลงเนื่องจากราคาส่งออกมันเส้นและแป้งมันสำปะหลังอยู่ในเกณฑ์ต่ำประกอบกับฝนตกอย่างต่อเนื่อง ทำให้หัวมันสำปะหลังที่เกษตรกรเก็บเกี่ยว มีเปอร์เซ็นต์แป้งในหัวมันสำปะหลังค่อนข้างต่ำ ปาล์มน้ำมัน ราคาลดลงเนื่องจากปริมาณผลผลิตปาล์มน้ำมันออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น แต่มาตรการเพิ่มความต้องการใช้ด้านพลังงานช่วยพยุงราคาไว้ได้ระดับหนึ่ง ลำไย ราคาลดลงเนื่องเป็นช่วงผลผลิตออกสู่ตลาดมาก ราคาอ่อนตัวลงแต่ยังอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง       สุกร ราคาลดลงเนื่องจากเข้าสู่ฤดูฝนทำให้มีอาหารและสัตว์น้ำตามธรรมชาติมากขึ้น ส่งผลให้ความต้องการบริโภคเนื้อสุกรชะลอตัวลงเล็กน้อย และกุ้งขาวแวนนาไม ราคาลดลงเนื่องจากผลผลิตออกจำหน่ายสู่ตลาดปริมาณเพิ่มขึ้น

                 สำหรับสินค้าที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยางพารา ราคาเพิ่มขึ้นเนื่องจากพื้นที่ปลูกยางในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีฝนตกและมีฝนตกหนักในบางแห่งของภาคใต้ ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตยางออกสู่ตลาดน้อยลง  และ ไก่เนื้อ ราคาเพิ่มขึ้นเนื่องจากปริมาณผลผลิต ไก่เนื้อออกสู่ตลาดใกล้เคียงกับความต้องการบริโภค และภาวะการค้าคล่องตัวขึ้นในช่วงวันหยุดต่อเนื่อง

                 ด้านดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรเดือนกรกฎาคม 2560 พบว่า เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.38  เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา (กรกฎาคม 2559) สินค้าสำคัญที่ผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ลำไย มังคุด สุกร ไก่เนื้อ ไข่ไก่ และกุ้งขาวแวนนาไม สำหรับเดือนสิงหาคม 2560 คาดว่าดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรจะเพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนสิงหาคม 2559 โดยสินค้าสำคัญที่ผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยางพารา ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ลำไย มังคุด และกุ้งขาวแวนนาไม

“อำนวยพร”ติดตามแผนดำเนินงานป่าไม้ภาคตะวันออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/292737

“อำนวยพร”ติดตามแผนดำเนินงานป่าไม้ภาคตะวันออก

อำนวยพร ชลดำรงกุล, อำนวยพร, ติดตาม, แผน, ดำเนินงาน, ป่าไม้, ภาค, ตะวันออก

“อำนวยพร”ติดตามแผนดำเนินงานป่าไม้ภาคตะวันออก

             วันที่ 21 ส.ค.60 เวลา 09.00 น.นางอำนวยพร ชลดำรงค์กุล ผู้ตรวจราชการกรมป่าไม้ พร้อมผู้แทน สผส. ตรวจติดตามการดำเนินงานตามแผนงานและเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี 2560 ของ สจป.9 สาขาปราจีนบุรี โดยมี นายธวัชชัย วิจิตร์วงษ์ ผอ.สจป.9 สาขาปราจีนบุรี ผอ.ส่วนต่างๆ ป่าไม้จังหวัดปราจีนบุรี สระแก้ว นครนายก และข้าราชการ พนักงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมชี้แจงการดำเนินงาน ปัญหาอุปสรรค์ พร้อมรับฟังคำแนะนำเสนอแนะจาก ผต.ปม. เพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไขต่อไป

KID’S WORLD…มหัศจรรย์โลกของเด็ก ปี 5 “เปิดโลกนอกตำรา”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/292682

 KID’S WORLD…มหัศจรรย์โลกของเด็ก ปี 5  “เปิดโลกนอกตำรา”

เปิดโลกนอกตำรา, Kids, ดรอาณดา นิรันตรายกุล,  Kids,  เปิดโลกนอกตำรา, แมงมุม, ธกส, โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

 Kid’s World…มหัศจรรย์โลกของเด็ก ปี 5  “เปิดโลกนอกตำรา”

                ดร.อาณดา นิรันตรายกุล   รองผู้อำนวยการอุทยานหลวงราชพฤกษ์ รักษาการผู้อำนวยการอุทยานหลวงราชพฤกษ์ เผยว่า “งาน Kid’s World มหัศจรรย์โลกของเด็กที่จัดขึ้นในทุกปีนั้น ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก โดยได้รับความสนใจจากน้องๆ เยาวชนทั้งในจังหวัดเชียงใหม่และต่างจังหวัดเป็นอย่างดี และเพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้เยาวชนได้เข้าร่วมกิจกรรมการเรียนนอกห้องเรียนอย่างต่อเนื่อง อุทยานหลวงราชพฤกษ์จึงได้จัดงาน Kid’s World มหัศจรรย์โลกของเด็ก ปี5 ภายใต้แนวคิด “เปิดโลกนอกตำรา…Let’s go learn fin fun!” ระหว่างวันที่ 28 สิงหาคม – 3 กันยายน 2560 ภายในงานน้องๆ จะได้ท่องโลกดึกดำบรรพ์ไขความลับไดโนเสาร์สัตว์โลกล้านปี ซึ่งในปีนี้ได้รับความร่วมมือจาก Hidden Village Chiangmai หมู่บ้านลึกลับเมืองไดโนเสาร์เชียงใหม่ ได้นำ “ไดโนเสาร์และฟอสซิล” มาจัดแสดงให้น้องๆ ได้เรียนรู้เกี่ยวกับสัตว์โลกล้านปี อีกทั้งยังจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับสัญชาติญาณนักล่า..เจ้าแห่งการชักใย อย่างเจ้า “แมงมุม” สัตว์ตัวน้อยๆ ที่หลายคนมองว่าน่ากลัว ใครเลยจะรู้ว่าแท้ที่จริงแล้วแมงมุมเป็นสัตว์ที่มีความน่ารักจนน่าเหลือเชื่อ พร้อมตะลุยการผจญภัยขุมทรัพย์ความรู้ตามสวนหน่วยงานภาคี สนุกกับดินแดนมหัศจรรย์แห่งการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับยุค Thailand 4.0 อีกทั้งยังมีโซนสำหรับเด็กน้อยกับการเสริมสร้างจินตนาการสร้างสรรค์สุดครีเอทีฟ พร้อมเพลิดเพลินกับการแสดง และกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมายตลอดทั้งวัน สำหรับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 12 ปี เข้าร่วมกิจกรรมโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย สำหรับอัตราค่าเข้าชมอุทยานหลวงราชพฤกษ์ ผู้ใหญ่ไทย 100 บาท เด็กไทย 70 บาท ผู้ใหญ่ชาวต่างชาติ 200 บาท เด็กชาวต่างชาติ 150 บาท
ทั้งนี้ ยังมีสิทธิพิเศษสำหรับผู้ที่มาร่วมงาน ลูกค้าคนพิเศษของหน่วยงานภาคี เพียงแค่มี “บัตร Big Card/ สลิปใบเสร็จรับเงินไม่จำกัดมูลค่าที่ซื้อสินค้าใน บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ทุกสาขา/ บัตร 7 Card/ สลิปใบเสร็จรับเงินไม่จำกัดมูลค่า สำหรับลูกค้า เซเว่น อีเลฟเว่น และ ซีพี เฟรชมาร์ท ทุกสาขา/ บัตร Blue Card/ บัตร ATM บัตรสินเชื่อเกษตรกร สมุดเงินฝากของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)/ บัตร ATM ธนาคารกรุงไทย” ใช้สิทธิ์แลกบัตรเข้าชมสวน 1 บัตร/ สลิป ต่อ 1 สิทธิ์ ณ จุดจำหน่ายบัตรอุทยานหลวงราชพฤกษ์ที่เดียวเท่านั้น และทุกวันเสาร์-อาทิตย์ “ชาวจังหวัดเชียงใหม่และลำพูน” แสดงบัตรประชาชนเข้าชมสวนโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย”
หากสถาบันการศึกษาใดมีความประสงค์นำนักเรียนเข้าร่วมงาน “Kid’s World มหัศจรรย์โลกของเด็ก ปี 5” (โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย) สอบถามรายละเอียดได้ที่ 053-114110-5 หรือดาวน์โหลดใบตอบรับเข้าร่วมงานได้ที่ http://www.royalparkrajapruek.org

รมว.ทส.พบประชาชนแก้ไขปัญหา การถือครองที่ดินในพื้นที่อุทยาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/292647

รมว.ทส.พบประชาชนแก้ไขปัญหา การถือครองที่ดินในพื้นที่อุทยาน

รมว.ทส.พบประชาชนแก้ไขปัญหา การถือครองที่ดินในพื้นที่อุทยาน

 

                 วันที่ 20 สิงหาคม 2560 เวลา 10.00 น. พลเอกสุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และคณะเดินทางมา โรงเรียนบ้านราษฎร์ ตำบลบ้านราษฎร์ อำเภอเสิงสาง และอำเภอใกล้เคียง จังหวัดนครราชสีมา เพื่อรับทราบและแก้ไขปัญหา จากราษฎรในเรื่องที่ดินทำกินในพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน  อำเภอเสิงสาง

โดยมีนายสมภพ ณีศะนันท์ นายอำเภอเสิงสาง ตัวแทนผวจ.กล่าวตอนรับและ ออส. (นายธัญญา เนติธรรมกุล) กล่าวรายงาน พร้อมด้วยราษฎรจาก 1. อบต.บ้านราษฎร์ 2. อบต.สระตะเคียน 3. อบต.โนนสมบูรณ์

4.ตัวแทนจากอำเภอวังน้ำเขียว 5.และราษฎรจากอำเภอใกล้เคียง

รมว.ทส ได้กล่าวกับราษฎรว่า ปัญหานี้ มีมาตั้งแต่ พ.ศ.2490  มีการประกาศป่าสงวนฯปี 2509 และประกาศเป็นอุทยานฯเมื่อปี 2524 ในการแก้ปัญหาจึงให้ยึดหลัก 3 หลัก คือ หลักตามกฎหมายตามความเป็นอยู่ราษฎร และตามความสมบูรณ์ของพื้นที่ป่าไม้

อนึ่งตามแนวทางแก้ไขปัญหาทั้ง 3 หลัก จะมีการแบ่งบุคคลเป็น 3 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มที่อยู่เดิมและปฏิบัติตามกติกา 2. กลุ่มคนที่อยู่ในพื้นที่และมีการเปลี่ยนมือ ซึ่งอาจจะผิดหรือถูก จึงต้องแก้ไขเป็นรายๆไปและ3. กลุ่มผิดกฎหมาย

สำหรับการแก้ไขปัญหาบุคคลกลุ่มที่ (1) ขณะนี้ทางรัฐบาลโดย ทส.ได้มีความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาคือ 1. ทส.ได้ปรับปรุงพรบ.อุทยานฯ 2504 ซึ่งอยู่ในขั้นตอนกฤษฎีกาโดยมีมาตราที่สำคัญคือให้ออส. มีอำนาจสามารถอนุญาตให้ราษฏรใช้ประโยชน์พื้นที่อุทยานฯได้ คาดว่าจะเสร็จภายใน 6-8 เดือน ตามโรดแม็บของรัฐบาลชุดนี้

กรณีที่ 2 หากมีปัญหากับพรบ.อุทยานฯดังกล่าว  ทส.ก็จะแก้ไขปัญหาโดยการเพิกถอนพื้นที่อุทยานฯให้กลับเป็นป่าสงวนฯแล้วนำมาจัดเป็นพื้นที่ คทช.ให้แก่ประชาชนต่อไป…..

กรมชลเสนอแผนจัดการน้ำทั้งระบบที่ประชุมครมสัญจร 22 สิงหาคมนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/292604

กรมชลเสนอแผนจัดการน้ำทั้งระบบที่ประชุมครมสัญจร 22 สิงหาคมนี้

กรมชลเสนอแผนจัดการน้ำทั้งระบบที่ประชุมครมสัญจร 22 สิงหาคมนี้

              ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยภายหลังการลงพื้นที่สำรวจพนังกั้นน้ำชีที่จังหวัดร้อยเอ็ดตามข้อสั่งการของ พล.อ. ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม และบินสำรวจสภาพโครงข่ายลำน้ำในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา เมื่อ 19 สิงหาคม ที่ผ่านมา ว่า จากการเกิดเหตุการณ์ภัยแล้งต่อเนื่องปี 58-59 และอุทกภัยในพื้นที่ภาคอีสานและภาคใต้ในปี 2560 พล.อ.ประยุทธ์จันทรโอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) จึงสั่งการให้ร่วมบูรณาการหาแนวทางแก้ไขอย่างยั่งยืน และได้มอบหมายให้มีการปรับและทบทวนแผนงานตามยุทธศาสตร์น้ำของประเทศให้สอดรับกับสภาวการณ์ปัจจุบัน โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการน้ำเชิงพื้นที่ พร้อมเร่งรัดดำเนินการได้ทันทีในโครงการที่มีพร้อมให้พิจารณาบรรจุไว้ในแผนงบประมาณปี 2561 และปี 2562

               สำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นภาคที่มีพื้นที่การเกษตรกว่า 63 ล้านไร่ มากที่สุดของประเทศ แต่ยังขาดความมั่นคงในเรื่องน้ำ เนื่องจากความไม่สมดุลของการกระจายตัวของฝนและลักษณะภูมิประเทศมีส่วนสำคัญที่ทำให้พื้นที่ภาคอีสานแห้งแล้ง ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ และเกษตรกรตัองพึ่งพาอาศัยน้ำฝนทำการเกษตร นอกจากนั้นในฤดูฝนก็ประสบปัญหาน้ำท่วมโดยเฉพาะพื้นที่ริมขอบแม่น้ำโขง และสองฝั่งลำน้ำชี-มูลอย่างเช่นที่เกิดในหลายพื้นที่ในขณะนี้

                ที่ผ่านมา กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้พัฒนาแหล่งน้ำตามนโยบายรัฐบาล ผลงานตั้งแต่ปี 2557-2560 พัฒนาแหล่งน้ำในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1,276 แห่ง มีปริมาณน้ำเก็บกักเพิ่มขึ้น 487 ล้านลูกบาศก์เมตร ได้พื้นที่ชลประทาน 782,973 ไร่ ประมาณร้อยละ 50 ของทั้งประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่ เป็นการเพิ่มความจุแหล่งเก็บน้ำเดิมและพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กที่ท้องถิ่นต้องการและใช้เวลาสำรวจออกแบบไม่นานนัก เช่น แก้มลิง ฝาย และประตูระบายน้ำเพื่อนำน้ำก่อนไหลลงแม่น้ำโขงมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และระบบชลประทาน ที่ทำได้โดยไม่กระทบกับสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งนับว่าเพิ่มขึ้น 2-3 เท่า จากแผนงานเดิมมและกระจายทั่วไปทั้งภาคอีสาน

                 รองอธิบดีกล่าวอีกว่า จากการที่เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ริมลุ่มน้ำชี-มูล และริมชายขอบแม่น้ำโขง ได้มีการปรับแผนพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อบรรเทาปัญหาดังกล่าวประกอบด้วยการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ต้นน้ำ เช่น อ่างเก็บน้ำลำน้ำชีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ก่อสร้างประตูระบายน้ำ เช่น ปตร.น้ำพุง-น้ำก่ำควบคู่กับทางผันน้ำร่องข้างเผือก ปตร.ศรีสองรัก ปตร.ห้วยหลวง ขุดลอกหนองบึงและทางน้ำธรรมชาติ เช่น หนองหารและน้ำก่ำ วางแผนพัฒนาหนองหารจังหวัดสกลนคร และปรับปรุงอ่างเก็บน้ำเดิมให้มีประสิทธิภาพเก็บกักน้ำและมีความมั่นคงมากขึ้น พร้อมศึกษาความเหมาะสมโครงการบรรเทาอุทกภัยอุบลราชธานี ศึกษาโครงการผันน้ำป่าสัก-ลำตะคอง ศึกษาฟื้นฟูแหล่งน้ำ และการเพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำเดิมที่มีอยู่และเพื่อสร้างความมั่นคงน้ำในระยะยาวพิจารณาวางโครงการบริหารจัดการน้ำโขง-เลย-ชี-มูล เป็นต้น

                 ส่วนปัญหาน้ำในจังหวัดนครราชสีมานั้นมีทั้งปัญหาขาดแคลนน้ำและน้ำท่วม กรมชลประทานได้จัดทำแผนงานเพื่อเสนอรัฐบาลผ่าน กนช. พิจารณาในการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร ในวันที่ 22 สิงหาคม นี้ที่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งโครงการจะแก้ไขและบรรเทาอุทกภัยและขาดแคลนน้ำมีหลายรูปแบบ อาทิ การก่อสร้างประตูระบายน้ำ แก้มลิง และพิจารณาสร้างทางระบายน้ำเพิ่มเติมช่วงลำเชียงไกรตอนล่างและลำสะแทด” ดร.สมเกียรติกล่าวในที่สุด

ภารกิจพัฒนาอีสานสู่มิติใหม่ ศูนย์กลางเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/292598

ภารกิจพัฒนาอีสานสู่มิติใหม่ ศูนย์กลางเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง

ภารกิจพัฒนาอีสานสู่มิติใหม่ ศูนย์กลางเศรษฐกิจของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

 อีสาน แม้เป็นภาคที่ได้ชื่อว่ายากลำบาก ประชาชนยากจนก็จริง แต่อนาคตกำลังเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ

ไหนจะเป็นภาคที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ไหนจะมีจำนวนประชากรมากเช่นกัน ไหนจะเป็นจุดเชื่อมโยงไปยังอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง และเชื่อมโยงลงมาด้านล่างของประเทศไทย

รัฐบาล คสช. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาอีสาน โดยประกาศนโยบายนำอีสานไปสู่มิติใหม่ คือ ศูนย์กลางเศรษฐกิจของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

 อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงประกอบด้วย 6 ประเทศ ได้แก่ ไทย พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม และจีนตอนใต้ ครอบคลุมพื้นที่ 2.34 ล้านตารางกิโลเมตร และประชากรกว่า 250 ล้านคน

ดั่งที่ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้กล่าวไว้ว่า อีสานมีปัญหาหลักอยู่ 2 เรื่องใหญ่ คือ ปัญหาน้ำ และปัญหาการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร

เรื่องน้ำ ทั้งปัญหาน้ำแล้งและน้ำท่วม รัฐบาลได้ดำเนินการปีแรกในปี 2557 เป็นโครงการเล็กไม่ยุ่งยาก เพื่อตอบสนองปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน แต่ผลงานโดยรวม 3 ปี (พ.ศ.2557-2560) ของรัฐบาล คสช. จะเท่ากับรัฐบาลก่อนหน้าดำเนินการ 12 ปี กล่าวคือพัฒนาโครงการชลประทาน 1,247 โครงการ เพิ่มพื้นที่ชลประทาน 762,973 ไร่ เพิ่มน้ำต้นทุนได้ 487 ล้านลูกบาศก์เมตร

แผนระยะต่อไปในปี 2561-2562 รัฐบาลจะเร่งพัฒนาโครงการขนาดใหญ่แก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้ง 476 โครงการ เพิ่มพื้นที่ชลประทานได้อีก 2.01 ล้านไร่ เพิ่มน้ำต้นทุน 2,926 ล้านไร่ เปรียบเทียบแล้วจะมากกว่ารัฐบาลก่อนๆ หลายเท่าทีเดียว

“เฉพาะภาคอีสานจะมีพื้นที่ชลประทานเพิ่มขึ้น 1.15 ล้านไร่ เกือบ 50% ของพื้นที่ชลประทานที่เพิ่มขึ้นทั้งประเทศ น้ำต้นทุนเพิ่มขึ้น 1,254 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 42.86% ของน้ำต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทั้งหมด” พล.อ.ฉัตรชัยกล่าว

ส่วนการเพิ่มมูลค่าผลผลิตสินค้าเกษตร พล.อ.ฉัตรชัยกล่าวว่า นโยบายเกษตรแปลงใหญ่เป็นเป้าหมายสำคัญในการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และยกมาตรฐานคุณภาพสินค้า ขั้นต่อไปจะนำเกษตรแปลงใหญ่จดทะเบียนวิสาหกิจชุมชน ซึ่งจะเพิ่มเติมเรื่องแหล่งเงินทุน การบริหารจัดการ การเชื่อมโยงและการตลาด รวมทั้งส่งเสริมเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร เพราะเกษตรกรภาคอีสานยังจำหน่ายผลผลิตขั้นต้น มูลค่าน้อย หากได้แปรรูปจะเพิ่มมูลค่าได้มาก

“เป็นเรื่องต้องบูรณาการทำงานร่วมกัน ใช้ระบบการทำงานประชารัฐ ระดมหน่วยราชการสนับสนุน โดยมีภาคเอกชนมาช่วยการบริหารจัดการและการตลาด รวมถึงการสร้างตราสินค้า (แบรนด์) และยกระดับมาตรฐานสินค้าด้วย”

สอดรับกับมุมมองของ ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์  รองอธิบดีกรมชลประทาน ที่ระบุว่าการพัฒนาแหล่งน้ำในภาคอีสานเพื่อเพิ่มพื้นที่ชลประทาน 1.15 ล้านไร่ และเพิ่มน้ำต้นทุน 1,254 ล้านลูกบาศก์เมตรนั้น จะดำเนินการในปีงบประมาณ 2561 จำนวน 174 โครงการ งบประมาณ 8,129 ล้านบาท และแผนปี 2562 จำนวน 40 โครงการ งบประมาณ 9,812 ล้านบาท

ตัวอย่างโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในภาคอีสาน เช่น จ.ชัยภูมิ ได้แก่ อ่างเก็บน้ำลำชี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ่างเก็บน้ำพระอาจารย์จื่อ จ.ร้อยเอ็ด-การปรับปรุงพนังกั้นแม่น้ำชีที่ทรุด จ.อุบลราชธานี-โครงการป้องกันน้ำท่วม จ.สกลนคร-การพัฒนาลุ่มน้ำก่ำและการขุดลอกหนองหาร จ.นครราชสีมา-ศึกษาการเพิ่มปริมาณน้ำให้อ่างเก็บน้ำลำตะคองโดยสูบน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และผันน้ำลำตะคอง-ลำเชียงไกร-ลำสะแทด-แม่น้ำมูล

เป็นก้าวย่างที่สำคัญสำหรับอีสานที่มีน้ำต้นทุนเดิมกว่า 8,000 ล้านลูกบาศก์เมตร การเพิ่มน้ำต้นทุน 1,254 ล้านลูกบาศก์เมตร ในระยะ 2 ปีข้างหน้า ย่อมหมายถึงการเพิ่มพื้นที่ชลประทาน เพิ่มผลผลิตสินค้าเกษตร พร้อมๆ กับการเพิ่มปริมาณการค้าขาย การเดินทางท่องเที่ยว ที่หนุนส่งอีสานเข้าสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

                          อีสานมั่นคงแข็งแรงขึ้น ประเทศไทยย่อมแข็งแรงและมั่นคงด้วยไม่ต้องสงสัย!

สานต่องานตามพระราชดำริสอนวิชาสหกรณ์ทางไกลผ่านดาวเทียม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/292522

สานต่องานตามพระราชดำริสอนวิชาสหกรณ์ทางไกลผ่านดาวเทียม

สานต่องานตามพระราชดำริสอนวิชาสหกรณ์ทางไกลผ่านดาวเทียม

             ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า การถ่ายทอดวิชาสหกรณ์ทางไกลผ่านดาวเทียมไปยังโรงเรียนเป้าหมาย 30,000 กว่าแห่งประเทศ ได้รับความร่วมมือจากกระทรวงศึกษาธิการและมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ในการร่วมจัดทำหลักสูตรการสอนวิชาสหกรณ์เพื่อถ่ายทอดไปยังโรงเรียนเป้าหมายทั่วประเทศ ซึ่งในเทอมที่ 1 จะสอนในวิชาสหกรณ์ทางไกลผ่านดาวเทียมในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภายใน 1 ปี และเมื่อเด็กนักเรียนได้รับความรู้ในทางทฤษฎีไปแล้ว ก็จะมีการทดลองปฏิบัติจริง โดยมีกิจกรรมร้านค้าสหกรณ์ควบคู่ไปด้วย เพราะว่าต้องเรียนไปด้วย และปฏิบัติไปด้วย ถึงจะเข้าใจในเรื่องสหกรณ์อย่างถ่องแท้

           ซึ่งทางกรมฯมีแนวคิดที่จะพัฒนาและปรับปรุงรูปแบบวิธีการถ่ายทอดความรู้วิชาสหกรณ์ เพื่อให้มีความน่าสนใจและนักเรียนสามารถนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้มากยิ่งขึ้น

          “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงให้ความสำคัญเรื่องของการสหกรณ์ ในทุกโครงการที่พระองค์ท่านมีพระราชดำริให้ดำเนินการ จะใช้วิธีการสหกรณ์เข้าไปพัฒนาและขับเคลื่อนโครงการต่างๆ มีความเข้มแข็ง สำหรับโรงเรียนวังไกลกังวล เป็นโรงเรียนที่ทรงอุปถัมภ์ ในอดีตที่ผ่านมาพระองค์ทรงเสด็จฯมาเป็นพระอาจารย์ด้วยพระองค์เอง กรมส่งเสริมสหกรณ์รู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและถือว่าเป็นความโชคดีที่ได้รับโอกาสจากทางโรงเรียน ให้เข้ามาเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับวิธีการสหกรณ์ให้กับนักเรียน เพื่อสานต่อแนวพระราชดำริของพระองค์สู่เยาวชนรุ่นหลังสืบไป” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

                สำหรับโรงเรียนวังไกลกังวล นอกเหนือจากการจัดหลักสูตรการสอนวิชาสหกรณ์โดยถ่ายทอดทางไกลผ่านดาวเทียมแล้ว ยังมีการสอนวิชาสหกรณ์ในชั้นเรียน และการจัดกิจกรรมสหกรณ์ร้านค้าในโรงเรียนควบคู่กัน เพื่อให้นักเรียนมีความเข้าในได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น การจัดหลักสูตรวิชาสหกรณ์จะดำเนินการให้สอดคล้องกับโครงการลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ เปิดสอนวิชาสหกรณ์ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ผนวกเข้ากับวิชาสังคมศึกษา จำนวน 3 ห้องเรียน ส่วนกิจกรรม ที่ 2 จะสอนเรื่องสหกรณ์ในชั่วโมงชมรมสหกรณ์ ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 7 ห้อง โดยจะเรียนรวมกันทั้งหมด และจะมีการผลิตสื่อการสอนวิชาสหกรณ์ การจัดกิจกรรมเสริมสร้างการเรียนรู้เรื่องสหกรณ์ให้กับนักเรียนแบ่งเป็นฐานการเรียนรู้ต่าง ๆ ซึ่งจะเน้นหนักในหลักการ วิธีการสหกรณ์ เพื่อให้เด็กได้มีความรู้ในเรื่องสหกรณ์ และแนวทางในการทำงานร่วมกัน การรู้จักเสียสละแบ่งปัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกันตามแนวทางของสหกรณ์ เพื่อให้เด็กเติบโตและนำความรู้ด้านสหกรณ์ไปใช้ได้ในอนาคต

                สำหรับกิจกรรมร้านค้าสหกรณ์ โรงเรียนวังไกลกังวลได้ดำเนินการร้านค้าสหกรณ์อย่างเป็นทางการ เมื่อปีพ..2558 โดยทางศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 16 จังหวัดเพชรบุรีได้เข้ามาแนะนำเกี่ยวกับระบบการจัดการร้านค้าในรูปแบบสหกรณ์ เพราะว่าร้านสหกรณ์แห่งนี้เปิดขึ้นมาจากแนวพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงรับสั่งให้ดำเนินการจัดตั้งร้านค้าสหกรณ์ขึ้นในโรงเรียนและดำเนินการในถูกต้องตามรูปแบบร้านค้าสหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงได้จัดสรรงบประมาณส่วนหนึ่งเข้ามาปรับปรุงร้านค้า จัดทำป้ายภายในร้าน และมอบหมายให้เจ้าหน้าที่จากศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 16 ทำหน้าที่เป็น พี่เลี้ยง เข้ามาดูแลกิจการร้านค้าสหกรณ์ของโรงเรียนวังไกลกังวลอย่างเต็มรูปแบบ

                    ผลจาการพัฒนาการดำเนินการร้านค้าสหกรณ์ของโรงเรียนวังไกลกังวลในปีที่ผ่านมา มีกำไรจำนวน 300,000 กว่าบาท เนื่องจากเด็กนักเรียนให้ความสนใจสมัครเข้าเป็นสมาชิกร้านสหกรณ์ของโรงเรียน โดยทางโรงเรียนจะเน้นในเรื่องการปฏิบัติ จะสอนให้รู้จักความพอเพียง ไม่ฟุ้งเฟ้อหรือฟุ่มเฟือย โดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต กิจกรรมต่อจากนี้คือจะมีการเปิดสอนอาชีพเสริมให้กับนักเรียน เช่น การทำผ้าบาติก การปลูกผักอินทรีย์ การทำเกษตรกรรมและการเลี้ยงไก่ เป็นต้น เนื่องจากต้องการให้เด็กได้มีแนวทางในการทำอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ ในกรณีที่บางคนไม่มีโอกาสได้เรียนต่อ ก็ยังสามารถหาเลี้ยงตนเอง ช่วยเหลือครอบครัว สามารถประกอบอาชีพได้ และมีความรู้ในการประกอบอาชีพให้กับตนเอง เพื่อมีรายได้ในการยังชีพ และยังเปิดโอกาสให้นักเรียนนำสินค้าและผลผลิตจากการฝึกทำอาชีพเสริมมาวางขายในร้านค้าสหกรณ์ของโรงเรียนด้วย

                 กรมส่งเสริมสหกรณ์คาดหวังว่า โรงเรียนวังไกลกังวลเป็นโมเดลต้นแบบของการเสริมสร้างการเรียนรู้วิชาสหกรณ์ให้กับนักเรียน เพื่อให้เด็กนักเรียนได้เรียนรู้ และเติบโตเป็นผู้ใหญ่ได้อย่างเข้มแข็งด้วยแนวทางสหกรณ์ เป็นการเริ่มต้นสังคมเล็กๆ ในโรงเรียน ที่นำวิชาสหกรณ์มาเสริมสร้างพฤติกรรมและลักษณะนิสัยที่ดีให้กับเยาวชนเพื่อที่จะเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่และรับผิดชอบต่อสังคม เพราะหลักการของสหกรณ์เป็นประชาธิปไตยขั้นพื้นฐาน ที่ทุกคนต้องรู้จักการทำงานร่วมกัน คิดวางแผนร่วมกัน เพื่อประโยชน์ของสมาชิก ต้องมีความอดทน เสียสละและช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ซึ่งกิจกรรมสหกรณ์ในโรงเรียนยังเป็นกระบวนการที่ช่วยเสริมสร้างความสามัคคีของนักเรียนให้งอกงามและแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้นด้วย