สหกรณ์จับมือไทย พาวิลเลี่ยนส่งออกสินค้าสหกรณ์สู่ตลาดจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/293285

สหกรณ์จับมือทย พาวิลเลี่ยนส่งออกสินค้าสหกรณ์สู่ตลาดจีน

สหกรณ์จับมือทย, สหกรณ์, จับมือ, วิล, เลี่ยน, ส่งออก, สินค้า, สู่, ตลาด, จีน

สหกรณ์จับมือทย พาวิลเลี่ยนส่งออกสินค้าสหกรณ์สู่ตลาดจีน

                    นายเชิดชัย พรหมแก้ว รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการส่งเสริมสินค้าสหกรณ์สู่สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างตัวแทนสหกรณ์ 3 แห่ง ได้แก่ สหกรณ์ผู้ปลูกกาแฟจังหวัดชุมพร จำกัด จังหวัดชุมพร สหกรณ์ผู้ปลูกมะนาวบ้านแพ้ว ดำเนินสะดวก จำกัด จังหวัดสมุทรสาคร และสหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านหนองครก จำกัด จังหวัดตรัง กับบริษัท ไทย พาวิลเลี่ยน คอร์ปอเรท จำกัด ซึ่งเป็นผู้นำเข้าและส่งออกสินค้าไทย ในการร่วมมือกันสนับสนุนส่งสินค้าสหกรณ์ไปเปิดตลาดที่ประเทศจีน เบื้องต้น จะมีการนำตัวแทนของทั้ง 3 สหกรณ์เข้าร่วมงานแสดงสินค้า Guangdong 21STCentury Maritime Silk Road International Expo 2017 ระหว่างวันที่ 21-24 กันยายน 2560 นี้ ณ ศูนย์แสดงสินค้านานาชาติกว้างตุ้ง เมืองตงก่วน สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยจะนำตัวอย่างสินค้าไปจัดแสดง เพื่อเป็นการแนะนำสินค้าของสหกรณ์ให้กับผู้บริโภคและผู้ที่มาเที่ยวชมงานด้วย

                 ในช่วงที่ผ่านมา กรมส่งเสริมสหกรณ์กับบริษัทไทย พาวิลเลี่ยน คอร์เปอเรท จำกัด ได้มีการหารือถึงแนวทางในการส่งสินค้าสหกรณ์ไปเปิดตลาดที่ประเทศจีน และได้ร่วมกันพิจารณาคัดเลือกสินค้าสหกรณ์ ที่มีศักยภาพพร้อมสำหรับการส่งออก และพิจารณาแล้วเห็นว่าสินค้าที่มีศักยภาพไปเปิดตลาดที่ประเทศจีน ได้แก่ ผลิตภัณฑ์หมอนยางพาราของสหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านหนองครก จำกัด จังหวัดตรัง ผลิตภัณฑ์กาแฟพร้อมดื่มของสหกรณ์ผู้ปลูกกาแฟจังหวัดชุมพร จำกัด จังหวัดชุมพร และผลิตภัณฑ์น้ำมะนาวของสหกรณ์ผู้ปลูกมะนาวบ้านแพ้ว ดำเนินสะดวก จำกัด จังหวัดสมุทรสาคร ในอนาคตทางบริษัทจะนำสินค้าสหกรณ์จากประเทศไทยไปวางจำหน่ายที่ศูนย์จำหน่ายสินค้าของบริษัท ไทย พาวิลเลี่ยนฯ 10 สาขาในประเทศจีน ซึ่งเป็นแหล่งจำหน่ายสินค้าหลากหลายและครบวงจร และในอนาคตจะมีการเปิดจำหน่ายไปทั่วทุกภาคของประเทศจีน และจำหน่ายผ่านช้อปปิ้งออนไลน์ด้วย

                   ทั้งนี้ สาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นอีกประเทศหนึ่ง ที่เป็นความหวังของการส่งสินค้าสหกรณ์ไปจำหน่าย และเป็นโอกาสที่จะช่วยขยายตลาดรองรับผลผลิตและสินค้าการเกษตรที่ผลิตโดยสหกรณ์ของไทยได้อีกทางหนึ่ง ผู้บริโภคชาวจีนนิยมสินค้าประเภทข้าวหอมมะลิ ผลไม้สด ผลไม้แปรรูป เครื่องแกง เครื่องต้มยำ อาหารแช่แข็ง ขนมขบเคี้ยว สินค้าสปา กลุ่มหัตถกรรม ผ้าไหม เครื่องหนัง ซึ่งโครงการส่งเสริมสินค้าสหกรณ์สู่ตลาดจีน มีความสำคัญในการขับเคลื่อนงานตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มีเป้าหมายในการยกระดับสินค้าของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ให้เป็นที่ยอมรับทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ

                     นอกจากนี้ การผลักดันให้สินค้าสหกรณ์ไปเปิดตลาดในประเทศจีน จะเป็นโอกาสในการขยายช่องทางตลาดสินค้าของสหกรณ์สู่ผู้บริโภคในต่างประเทศ ทำให้ต่างชาติได้มองเห็นถึงศักยภาพและคุณภาพของสินค้าที่ผลิตโดยสมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรจากประเทศไทย ขณะเดียวกันสหกรณ์จะได้เรียนรู้และได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับการพัฒนาสินค้าให้เป็นที่ยอมรับและตรงกับความต้องการของตลาดในประเทศจีน เพื่อนำกลับไปพัฒนาและปรับปรุงคุณภาพสินค้าของตนเองให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค และสามารถเพิ่มช่องทางและปริมาณการส่งออกสินค้าไปสู่ประเทศจีนได้มากขึ้นในอนาคตต่อไป

สภาเกษตรกรฯถกร่างกฎกระทรวงโรคระบาดสัตว์ พ.ศ…..

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/293282

   สภาเกษตรกรฯถกร่างกฎกระทรวงโรคระบาดสัตว์ พ.ศ…..

สภาเกษตรกรฯ

   สภาเกษตรกรฯถกร่างกฎกระทรวงโรคระบาดสัตว์ พ.ศ…..

       

          การประชุมสภาเกษตรกรแห่งชาติ ครั้งที่ 4/2560 เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2560 ในส่วนเรื่องเพื่อพิจารณาได้ให้ความเห็นต่อร่างกฎกระทรวงระบบการป้องกันและควบคุมโรคระบาดสัตว์ พ.ศ….. ที่ต้องการป้องกัน ควบคุมให้สัตว์ปลอดภัยจากโรค ซึ่ง นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้กล่าวว่าร่างกฎกระทรวงระบบการป้องกันและควบคุมโรคระบาดสัตว์ พ.ศ….. อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นพิจารณาในชั้นคณะกรรมการกฤษฎีกา และมีความเกี่ยวข้องกับเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์  ประชาชนทั่วไป สภาเกษตรกรแห่งชาติจึงได้นำมาพิจารณาโดยที่ประชุมเห็นว่ามีผลต่อวิถีชีวิตปกติของเกษตรกรรายย่อย เช่น การเลี้ยงกระบือ สุกร หมูป่า ต้องจัดให้มีอ่างน้ำยาฆ่าเชื้อโรค หรือมีรองเท้าสำหรับเปลี่ยนเมื่อเข้า – ออกคอกเลี้ยง หรือการเลี้ยงนก ไก่ เป็ด ห่าน เพื่อการบริโภคต้องมีเล้า โรงเรือนแยกออกจากตัวบ้านที่อยู่อาศัยของคน หรือการเลี้ยงสุนัข แมว ต้องเลี้ยงในพื้นที่ที่มีรั้วรอบขอบเขตชัดเจน

การนำไปในที่สาธารณะต้องมีสายจูง และปลอกคอ เพื่อให้ควบคุมได้ ตามที่ยกตัวอย่างในร่างกฎกระทรวงระบบการป้องกันและควบคุมโรคระบาดสัตว์ พ.ศ…..   หากกำหนดบังคับใช้จะเห็นว่าเกษตรกรที่เลี้ยงสัตว์ติดบ้านต้องปรับเปลี่ยนวิถีปกติ  การเลี้ยงต้องลงทุนสร้างโรงเรือนเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้กับเกษตรกร  ดังนั้น สภาเกษตรกรแห่งชาติจึงมอบให้สภาเกษตรกรจังหวัดทุกจังหวัดเผยแพร่ร่างกฎกระทรวงนี้ แล้วให้จัดประชุมเพื่อประมวลความเห็นส่งให้คณะกรรมการด้านปศุสัตว์

สภาเกษตรกรแห่งชาติรวบรวมพิจารณาเสนอความเห็นต่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต่อไป โดยในระหว่างนี้ขอให้เกษตรกรรายย่อยที่เลี้ยงสัตว์แสดงความเห็นได้ที่เว็บไซต์ของกรมปศุสัตว์จนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2560

“ศรีสะเกษ” เดินหน้าเกษตรอินทรีย์สู่ครัวโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/293279

 “ศรีสะเกษ” เดินหน้าเกษตรอินทรีย์สู่ครัวโลก

เกษตรอินทรีย์,  ศรีสะเกษ, ศรีสะเกษ, ศรีสะเกษ  มหาสารคาม และพัทลุง

 “ศรีสะเกษ” เดินหน้าเกษตรอินทรีย์สู่ครัวโลก

                 นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดงานสัมมนา “ศรีสะเกษ เดินหน้าเกษตรอินทรีย์สู่ครัวโลก” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 – 26 สิงหาคม 2560 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ ว่า ตามที่กระทรวงเกษตรฯมีนโยบายยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตร โดยส่งเสริมให้เกษตรกรทำการเกษตรแบบอินทรีย์ โดยไม่พึ่งพาสารกำจัดศัตรูพืช และปุ๋ยเคมี ซึ่งนอกจากส่งผลดีโดยตรงต่อสุขภาพของเกษตรกรแล้ว ยังช่วยลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรได้อีกด้วย รวมทั้งตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพกันมากยิ่งขึ้น และยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ เข้มงวดในการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานสินค้า

โดยวางระบบในการควบคุมตรวจสอบตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ปัจจัยการผลิต และผลผลิต ร่วมกับการประชาสัมพันธ์ให้ภาคเอกชนในการสร้างความเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านและภูมิภาคอื่น ๆ เพื่อขยายตลาดใหม่ ๆ ให้มากขึ้น ซึ่งการทำเกษตรอินทรีย์ถือเป็นแนวทางการผลิตที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ และความปลอดภัยทางด้านอาหาร รวมถึงดีต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ. 2560 – 2564 โดยกำหนดเป้าหมายเพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์ไม่น้อยกว่า 6 แสนไร่ และเพิ่มจำนวนเกษตรกรที่ทำการเกษตรอินทรีย์ไม่น้อยกว่า 30,000 ราย ภายในปี พ.ศ. 2564 ซึ่งจังหวัดศรีสะเกษเป็น 1 ใน 3 จังหวัด (ศรีสะเกษ  มหาสารคาม และพัทลุง) ที่รัฐบาลได้กำหนดให้เป็นพื้นที่นำร่องในการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แบบบูรณาการ อีกทั้งเพื่อสนองนโยบายของรัฐบาลในการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์อย่างเป็นรูปธรรม โดยได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ  คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ระดับภาค และระดับจังหวัด
นางสาวชุติมา กล่าวเพิ่มเติมว่า การสัมมนาดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ในการหาแนวทางผลักดันเกษตรอินทรีย์วิถีศรีสะเกษ โดยทางจังหวัดศรีสะเกษรายงานว่า ในปี 2560 มีพื้นที่เกษตรอินทรีย์ทั้งสิ้น 34,000 ไร่ และมุ่งเป้าในการขับเคลื่อนด้านเกษตรอินทรีย์อย่างจริงจัง การสัมมนาในวันนี้จะมีการรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และแนวทางในการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ เพื่อนำมาใช้ประกอบการวางแผนการพัฒนาการเกษตรอินทรีย์ของจังหวัดศรีสะเกษให้เหมาะสมต่อไป ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อกลุ่มเกษตรกรและผู้ที่สนใจ เมื่อได้ข้อสรุปเป็นประการใดแล้ว กระทรวงเกษตรฯจะนำไปพิจารณาดำเนินการตามความเหมาะสม

ซีพีเอฟ.ร้อยดวงใจปลูกดอกดาวเรืองถวายพ่อหลวงร.9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/293271

ซีพีเอฟ.ร้อยดวงใจปลูกดอกดาวเรืองถวายพ่อหลวงร.9

ซีพีเอฟ, ร่วม, มหาชน

ซีพีเอฟ.ร้อยดวงใจปลูกดอกดาวเรืองถวายพ่อหลวงร.9

               นายสุขสันต์ เจียมใจสว่างฤกษ์ ประธานคณะผู้บริหาร ธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและกรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เป็นประธานจัดกิจกรรม “ซีพีเอฟร้อยดวงใจ ปลูกดอกดาวเรืองถวายพ่อหลวง รัชกาลที่ 9” ที่โรงงานแปรรูปไก่ นครราชสีมา อ.โชคชัย จ.นครราชสีมานำผู้บริหารและพนักงานซีพีเอฟ ร่วมกันปลูกดาวเรือง ซึ่งเป็นดอกไม้สีเหลืองและเป็นสีประจำวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในพื้นที่สถานประกอบการ ซีพีเอฟและบ้านเรือนของพนักงานทั่วประเทศ
นายสุขสันต์ กล่าวว่า บริษัทฯ ได้ผนึกพลังพนักงานขององค์กรทั่วประเทศ ร่วมใจกันปลูกดาวเรืองในพื้นที่ของสำนักงาน ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ โรงงานอาหารสัตว์ โรงงานแปรรูปอาหารของซีพีเอฟทั่วประเทศทั้งในจังหวัดเชียงใหม่ กำแพงเพชร ปราจีนบุรี สงขลา ชลบุรี พระนครศรีอยุธยา สระบุรี จันทบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา ลำพูน เป็นต้น รวมทั้งได้แจกกล้าพันธุ์และเมล็ดพันธุ์ดาวเรืองให้พนักงานและชุมชนที่อยู่รอบสถานประกอบกิจการนำไปปลูกที่บ้านของตนเอง
กิจกรรมการปลูกดาวเรืองครั้งนี้ตั้งเป้าหมายให้ในทุกสถานประกอบการของซีพีเอฟมีดอกดาวเรือง รวม 100,000 ต้น ออกดอกเหลืองบานสะพรั่งพร้อมกันในช่วงพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ระหว่างวันที่ 25-26 ตุลาคมศกนี้ เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณด้วยความจงรักภักดี แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9
“ในฐานะพสกนิกรชาวไทย ซีพีเอฟถือโอกาสนี้ผนึกพลังองค์กรแสดงความมุ่งมั่นปลูกดอกดาวเรือง เพื่อร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในพระราชพิธีถวายพระเพลิงในหลวงรัชกาลที่ 9 ดอกดาวเรืองยังจะเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่คอยเตือนใจพวกเราทุกคนให้นึกถึงพระราชดำริและพระราชดำรัสของพระองค์ท่าน และนำไปเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตและสร้างสรรค์ประโยชน์แทนคุณสังคม” นายสุขสันต์กล่าว
ขณะนี้ สำนักงาน ฟาร์มและโรงงานของซีพีเอฟที่ตั้งอยู่ในจังหวัดต่างๆ ทั้ง 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ ได้ทยอยเพาะกล้าดาวเรือง และแจกจ่ายให้พนักงานและประชาชนนำกล้ามาปลูกประดับที่สำนักงานและบ้านพักที่อยู่อาศัยจนครบ 100,000 ต้น เพื่อร่วมพลังให้ดอกดาวเรืองร่วมบานสะพรั่งทั่วประเทศอย่างพร้อมเพรียงกัน

ส.มก.รับทราบ”ปานฑิต-สถิตย์พงษ์”รั้งตำแหน่งในวิทยุมก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/293207

ส.มก.รับทราบ”ปานฑิต-สถิตย์พงษ์”รั้งตำแหน่งในวิทยุมก.

ส.มก.รับทราบ”ปานฑิต-สถิตย์พงษ์”รั้งตำแหน่งในวิทยุมก.

             เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 24 สิงหาคม 2560 ณ ชั้น 2 ห้องประชุมสถานีวิทยุ ม.ก. อาคารพนม สมิตานนท์ ดร.วิฑูรย์ สิมะโชคดี นายกสมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ให้เกียรติเป็นประธานประชุมคณะกรรมการบริหารสถานีวิทยุกระจายเสียงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 8/2560 สำหรับการประชุมในครั้งนี้ ผศ.อนุพร สุวรรณวาจกกสิกิจ ผู้อำนวยการใหญ่สถานีวิทยุ ม.ก. ได้เรียนแจ้งในที่ประชุมเรื่องการแต่งตั้ง พร้อมแนะนำคณะกรรมการบริหาร และที่ปรึกษา ของสถานีวิทยุ ม.ก. ท่านใหม่จำนวน 2 ท่านคือ

นายสถิตย์พงษ์ สุดชูเกียรติ ได้ให้เกียรติมาเป็นคณะกรรมการบริหารสถานีวิทยุ ม.ก. ปัจจุบันท่านดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการสถาบันการบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) โดยดำเนินกิจการด้านแก้ไขปัญหาการขาดแคลนที่ดินทำกินและการไม่สามารถเข้าถึงที่ดินของเกษตรกรรายย่อยและผู้ยากจน

ซึ่งตรงกับนโยบายที่ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย องคมนตรี เลขามูลนิธิพระดาบส ที่เคยได้มอบไว้ให้กับสถานีวิทยุ ม.ก. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2551 ว่า “สถานีวิทยุ ม.ก. เป็นสื่อวิทยุที่เข้าถึงเกษตรกรโดยตรง ขอให้ช่วยกันรณรงค์ไม่ให้เกษตรกรขายที่ดินทำกิน ให้รักษาพื้นแผ่นดินเกิดไว้ให้ลูกหลานต่อไป”

และนายปานฑิต ชนะภัย ได้ให้เกียรติมาเป็นที่ปรึกษาสถานีวิทยุ ม.ก. อดีตท่านดำรงตำแหน่งรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งท่านจะเข้ามาช่วยบริหารด้านการตลาดให้กับสถานีวิทยุ ม.ก. ต่อไป

รวมไปถึงการรายงานชี้แจงการพัฒนาระบบสื่อสารของสถานีวิทยุ ม.ก. ซึ่งจะเป็นสถานีวิทยุแห่งแรกของการพัฒนาระบบสื่อสารทั้งภาพและเสียง KUR+TV ด้วยระบบ steaming ผ่านทุกช่องทาง อาทิ website , facebook live , youtube live , application on mobile และการรายงานข่าวในรูปแบบใหม่ อันจะทำให้เห็นทิศทางในการก้าวกระโดดและมิติใหม่ ของสถานีวิทยุ ม.ก. ที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต

ทั้งนี้ ยังสามารถรับฟังรายการจากวิทยุปกติได้ในระบบ AM Stereo ทั้ง 4 ภูมิภาค ครอบคลุม 77 จังหวัดทั่วประเทศ

กรมชลฯ เปิดเวทีชี้แจงออกแบบสำรวจคลองระบายน้ำบางบาล-บางไทร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/293047

กรมชลฯ เปิดเวทีชี้แจงออกแบบสำรวจคลองระบายน้ำบางบาล-บางไทร

กรมชลฯ เปิดเวทีชี้แจงออกแบบสำรวจคลองระบายน้ำบางบาล-บางไทร

 

วันที่ 23 สิงหาคม 2560  กรมชลประทาน จัดประชุมปฐมนิเทศเพื่อชี้แจงแผนการดำเนินการสำรวจ และออกแบบโครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร จังกวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมี ดร.สุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน และมี ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน นายศักดิ์ศิริ อยู่สุข ผู้อำนวยการสำนักชลประทานที่ 10 ร่วมนำเสนอและรับฟังความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนที่อยู่ในพื้นที่โครงการ

กรมชลฯ เปิดเวทีชี้แจงออกแบบสำรวจคลองระบายน้ำบางบาล-บางไทร

ดร.สมเกียรติ เผยภายหลังการเปิดเวทีชี้แจง โดยระบุว่าโครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร จังกวัดพระนครศรีอยุธยา เป็น 1 ใน 9 แผนงานหลักในการบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา ที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) และให้พิจารณาดำเนินการโครงการที่มีความสำคัญและมีความพร้อมสามารถดำเนินการได้ทันทีในปีงบประมาณ 2561 และ 2562 เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในลุ่มเจ้าพระยาที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี ซึ่งหากมีปริมาณเหนือไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา ที่จังหวัดชัยนาท ตั้งแต่ประมาณ 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีก็จะมีผลทำให้น้ำเอ่อท่วมพื้นที่นอกคันกั้นน้ำสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา รวม 14 จุด ตามความสูงตำ่ของตลิ่ง และแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลผ่านจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีลักษณะของลำน้ำที่แคบมาก เมื่อรวมกับการขยายตัวของชุมชนเมือง ทำให้น้ำระบายลงไปตอนล่างได้ช้าลง และมีปริมาณน้ำบางส่วนไหลเข้าคลองบางบาล ที่สามารถระบายน้ำได้ 130 ลบ.ม./วินาที และคลองบางหลวง(คลองโผงเผง) ประมาณ 400 ลบ.ม./วินาที ไปรวมกับแม่น้ำน้อย ซึ่งมีผลทำให้น้ำท่วมพื้นที่คลองดังกล่าวอีกด้วย

กรมชลฯ เปิดเวทีชี้แจงออกแบบสำรวจคลองระบายน้ำบางบาล-บางไทร

รองอธิบดีกรมชลประทานเผยต่อว่าหากสามารถดำเนินการโครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล – บางไทร ซึ่งเริ่มต้นที่ตำบลบ้านใหม่ อำเภอบางบาล ตัดตรงผ่านทุ่งบางบาลถึง ตำบลสนามชัย อำเภอบางไทร มีแนวกันเขตก่อสร้างรวม 245 กิโลเมตร ตัวคลองกว้าง 180 กิโลเมตร ลึก 10 เมตร 2 ก็จะช่วยระบายน้ำก่อนที่จะไหลผ่านจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และช่วยย่นระยะทางการระบายน้ำจากเดิม 35 กิโลเมตร เหลือเพียง 22.4 กิโลเมตร สามารถระบายน้ำได้ประมาณ 1,200 ลบ.ม.ต่อวินาที เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำให้เชื่อมโยงกันเป็นระบบ โดยจะมีการก่อสร้างประตูระบายบางบาลในปีงบประมาณ 2561 และวางแผนสร้างประตูระบายน้ำคลองบางหลวงในปี 2562 และได้ปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพคันและที่สำคัญต้องก่อสร้างเขื่อนพระนครศรีอยุธยาที่ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสม หากสามารถก่อสร้างแล้วเสร็จทั้งหมดก็จะสามารถรองรับน้ำที่ระบายผ่านเขื่อนเจ้าพระยาได้ถึง 2,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที มีการก่อสร้างถนนสัญจรสองฝั่งคลองด้วย

“การขุดคลองระบายน้ำหลากบางบาล – บางไทร เป็นจุดที่เหมาะสมที่สุด สอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศ ไม่กระทบชุมชนขนาดใหญ่ และพื้นที่ศูนย์รวม เช่น วัด โรงเรียน โรงพยาบาล รวมถึงโบราณสถานที่สำคัญแต่มีพื้นที่ที่อยู่ในแนวคลองทั้งหมด 3,605 ไร่ และสิ่งปลูกสร้าง 500 หลัง ซึ่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบหมายให้พิจารณาจ่ายค่าชดเชยให้เหมาะสมเป็นพิเศษ” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าว

ด้านนายวิชิต อุสาหประดิษฐ์ ชาวบ้านตำบลบางชะนี อำเภอบางบาลกล่าวว่า ชาวบ้านอำเภอบางบาลหนึ่งปีน้ำก็จะท่วม 3-4 ครั้ง ซึ่งบางปีมีปริมาณน้ำมากก็จะลำบากกว่าปกติ หากมีโครงการคลองระบายน้ำบางบาลบางไทรก็จะช่วยระบายน้ำและจะเกิดศึกษาว่ามีประโยชน์ต่อประชาชนทั้งในพื้นที่จังหวัดอยุธยาและพื้นที่ภาคกลาง ทำให้พื้นที่เศรษฐกิจของอยุธยาไม่เกิดความเสียหายโดยเฉพาะโบราณสถาน และอยากจะใหภาครัฐดูแลจ่ายค่าชดเชยให้กับประชาชนในราคาที่สูงกว่าประเมิน ซึ่งเชื่อว่าหากรัฐชดเชยอย่างเป็นธรรมประชาชนยินดีที่จะให้ก่อสร้างโครงการดังกล่าว

สำหรับประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นคือช่วยบรรเทาพื้นที่อุทกภัยตอนล่างลุ่มน้ำเจ้าพระยาเฉลี่ยประมาณ  4- 8 แสนไร่ต่อปี ลดการท่วมซ้ำซากของพื้นที่เกษตรกรรมในอำเภอบางบาล และอำเภอผักไห่ คลองบางบาล-บางไทรสามารถเก็บน้ำได้ประมาณ 20 ลบ.ม./วินาที สำหรับใช้ในการอุปโภค บริโภคและทำการเกษตรในฤดูแล้งด้วย

เกษตรฯแนะการฟื้นฟูไม้ผลหลังน้ำท่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/292938

เกษตรฯแนะการฟื้นฟูไม้ผลหลังน้ำท่วม

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล, เกษตร, แนะ, การฟื้นฟู, ไม้ผล, หลัง, น้ำท่วม

เกษตรฯแนะการฟื้นฟูไม้ผลหลังน้ำท่วม

 

          นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า  เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาเกิดฝนตกในหลายพื้นที่ ทำให้เกิดน้ำท่วมขัง ส่งผลกระทบต่อสวนไม้ผลในทั่วทุกภาคของประเทศไทย เกษตรกรจึงควรทำการดูแลและฟื้นฟูไม้ผลหลังน้ำลด เพื่อทำให้กระทบกระเทือนต่อไม้ผลให้น้อยที่สุด โดยการดูแลและบำรุงรักษาไม้ผลให้เกิดรากใหม่ และทำให้ไม้ผลแตกใบอ่อนโดยเร็ว พร้อมทั้งต้องมีการจัดการดินและน้ำให้ถูกต้อง

จากสภาพน้ำท่วมขังทำให้ดินขาดออกซิเจนที่รากพืชจำเป็นต้องใช้ในการหายใจ และเป็นที่สะสมของคาร์บอนไดออกไซด์ ขณะน้ำท่วมอินทรียวัตถุในดินเศษพืชและสัตว์ต่างๆ จะถูกจุลินทรีย์ย่อยสลาย ทำให้เกิดก๊าซพิษที่เป็นอันตรายต่อรากไม้ผล และประสิทธิภาพการดูดน้ำ และแร่ธาตุต่างๆของไม้ผลจะลดลง ทำให้ต้นไม้ขาดน้ำและแร่ธาตุอาหาร รวมถึงรากพืชและลำต้นของไม้ผลจะอ่อนแอง่ายต่อการที่โรคและแมลงจะเข้าทำลาย อาจจะทำให้ไม้ผลบางชนิดล้มได้ ดังนั้น หลังจากน้ำลดเกษตรกรควรทำการฟื้นฟูสวนไม้ผลโดย

กรมส่งเสริมการเกษตรจึงขอแนะนำ วิธีการฟื้นฟูไม้ผลของเกษตรกรหลังจากที่น้ำท่วมขังลดลง ดังนี้ 1) ห้ามน้ำเครื่องจักรกล เข้าไปดำเนินการในสวนหลังน้ำลด เพราะจะทำให้โครงสร้างดินถูกทำลาย       2) เมื่อดินแห้ง ให้ขุดเอาดิน ทราย หรือตะกอนต่างๆ ในแปลงไม้ผลออก เพื่อเพิ่มออกซิเจนให้แก่รากพืช      3) ทำการค้ำยัน/พยุงต้นไม้ผลที่เอนหรือล้ม โดยใช้ไม้ยาวๆ ค้ำ หรือใช้เชือกผูกตรึงกับต้นไม้ 4) ทำการตัดแต่งกิ่งและทรงพุ่มหลังน้ำลด เมื่อดินเริ่มแห้งเกษตรกรควรตัดแต่งกิ่งที่อยู่ภายในทรงพุ่มออก จะทำให้ทรงพุ่มโปร่ง เป็นวิธีที่จะช่วยลดการคายน้ำของพืช และเร่งให้พืชแตกใบใหม่เร็วขึ้น หากมีต้นไม้ผลโค่นล้ม ควรทำการตัดแต่งกิ่ง และนำไม้ค้ำยันไว้ต้นไม้ผลรอบด้าน หรือหากต้นไม้มีผลติดอยู่ ให้ตัดผลออก เพื่อไม่ให้แย่งสารอาหารจากรากและลำต้นของไม้ผลได้ 5) ทำการฟื้นฟูความสมบูรณ์ของต้นไม้ โดยการให้ปุ๋ยทางใบ อาจใช้ปุ๋ยสูตรน้ำ       12-12-12 หรือ 12-9-6 หรือ ปุ๋ยเกล็ดสูตร 21-21-21 หรือ 16-21-27 ละลายน้ำฉีดพ่น ร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ใส่ในร่องที่ขุดดินรอบๆ ทรงพุ่ม ขนาดร่องกว้าง 15 เซนติเมตร ลึก 15 เซนติเมตร         6) ทำการป้องกันและกำจัดโรค/ศัตรูพืช โดยวิธีการราด หรือทาโคนต้นไม้ผลด้วยสารเคมีป้องกันเชื้อรา             หรือสารชีวภัณฑ์ เช่น ไตรโครเดอร์มา

หากเกษตรกรมีข้อสงสัยสามารถขอรับคำแนะนำเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเกษตรจังหวัด และสำนักงานเกษตรอำเภอ ใกล้บ้านท่าน

สศก.หนุนใช้ครื่องจักรกลเกษตรทางลดต้นทุน เพิ่มรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/292937

สศก.หนุนใช้ครื่องจักรกลเกษตรทางลดต้นทุน เพิ่มรายได้

สศก, เพิ่มรายได้   , สศก, ธกส, ตค59 – มิย60, 25582559 และ 25592560

สศก.หนุนใช้ครื่องจักรกลเกษตรทางลดต้นทุน เพิ่มรายได้

นางสาวรังษิต  ภู่ศิริภิญโญ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึง  ผลการติดตามการดำเนินงาน “โครงการส่งเสริมการให้บริการเครื่องจักรกลทางการเกษตรและอุปกรณ์การตลาดเพื่อลดต้นทุนสมาชิก” เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในการลดต้นทุนการผลิต ทดแทนแรงงานภาคการเกษตรที่มีแนวโน้มลดลง และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการการให้บริการเครื่องจักรกลของสหกรณ์

การดำเนินโครงการ มี 2 ระยะ คือ ระยะนำร่อง ปี 2558 ซึ่งจะสนับสนุนเครื่องจักรกลแบบให้เปล่าหรือครอบคลุมมูลค่าของเครื่องจักรกลเกือบทั้งหมด และ ระยะขยายผล ปี 2559 – 2562 ซึ่งจะส่งเสริมให้สหกรณ์ฯ กู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โดยโครงการฯ จะชดเชยอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2 ต่อปี ระยะเวลาไม่เกิน 5 ปี

สำหรับผลการติดตามในรอบ 9 เดือน ปีงบประมาณ 2560 (ต.ค.59 – มิ.ย.60) พบว่า เกษตรกรสมาชิกให้ความสนใจหันมาใช้บริการเครื่องจักรกลทางการเกษตรที่ได้รับการสนับสนุนจากโครงการฯ มากขึ้น โดยเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการสามารถลดต้นทุนค่าบริการเกี่ยวนวดข้าวและการสีข้าวโพด ส่งผลให้มีกำไรจากการขายเพิ่มขึ้น       ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบอัตราค่าบริการเครื่องจักรกลทางการเกษตรที่สหกรณ์คิดกับสมาชิก รวมทั้งความสนใจการใช้บริการเครื่องจักรกลของสมาชิก แบบก่อนและหลังสหกรณ์เข้าร่วมโครงการ (2558/2559 และ 2559/2560) พบว่า

สหกรณ์ผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์  โดยสหกรณ์ฯ นิคมสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา มีอัตราค่าบริการเครื่องสีข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ลดลงร้อยละ 19 และเกษตรกรสมาชิกหันมาใช้บริการเครื่องจักรกลจากสหกรณ์เพิ่มขึ้นร้อยละ 13 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

สหกรณ์ผู้ปลูกข้าว สหกรณ์ฯ เกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ดและสหกรณ์ฯ ห้วยเม็ก จังหวัดกาฬสินธุ์ แม้อัตราค่าบริการรถเกี่ยวนวดข้าวยังคงเท่าเดิม แต่เกษตรกรสมาชิกหันมาใช้บริการเครื่องจักรกลจากสหกรณ์เพิ่มขึ้นร้อยละ 78 และร้อยละ 100 ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม ค่าบริการ สหกรณ์ทั้ง 2 กลุ่ม (ปลูกข้าว และปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์) จะเก็บค่าบริการสมาชิกต่ำกว่าค่าบริการของผู้ประกอบการอื่นๆ อยู่แล้ว นอกจากนี้ ภายหลังเข้าร่วมโครงการ สหกรณ์ฯ ได้มีการประชาสัมพันธ์ข่าวสารให้สมาชิกรับทราบอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้สมาชิกหันมาใช้บริการเครื่องจักรกลจากสหกรณ์ฯ มากขึ้น

ทั้งนี้ ในส่วนของข้อค้นพบ เนื่องจากมีเกษตรกรสมาชิกจำนวนมาก ทำให้ปัจจุบันจำนวนเครื่องจักรกลที่ได้รับการสนับสนุนยังมีไม่เพียงพอต่อการให้บริการ  และในส่วนของการกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการกู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ค่อนข้างเข้มงวดมาก จึงทำให้มีเฉพาะสหกรณ์ขนาดใหญ่ที่มีเงินทุนหมุนเวียนสูงและทำธุรกิจหลายประเภทเท่านั้นที่สามารถผ่านเงื่อนไขในการเข้าร่วมโครงการได้ ดังนั้น หากมีการทบทวนและพิจารณาเงื่อนไขในการเข้าร่วมโครงการให้เหมาะสมและผ่อนปรน จะเปิดโอกาสให้สหกรณ์อื่นๆ       มีโอกาสมากยิ่งขึ้น

กรมชลฯเดินหน้าแก้ปัญหาท่วม-แล้งภาคอีสานหลังครม.มีมติเห็นชอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/292919

กรมชลฯเดินหน้าแก้ปัญหาท่วม-แล้งภาคอีสานหลังครม.มีมติเห็นชอบ

กรมชล, ครมสัญจร, ป่าสัก-ลำตะคอง

กรมชลฯเดินหน้าแก้ปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมภาคอีสาน หลังครม.มีมติเห็นชอบ

            นายสัญชัย เกตุวรชัย อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า การประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุระนารี จ.นครราชสีมา คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้กรมชลประทาน ดำเนินการตามแผนงานโครงการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งอย่างเป็นระเบียบ (Area-Based) จำนวน 8 พื้นที่ ครอบคลุม 18 จังหวัด ประกอบด้วย 1) ลุ่มน้ำเลยตอนล่าง 2) ลุ่มน้ำห้วยหลวง 3) ลุ่มน้ำแม่น้ำสงคราม4) ลุ่มน้ำพุงน้ำก่ำ 5) ลุ่มน้ำชีตอนบน 6) ลุ่มแม่น้ำชีตอนกลาง 7) ลุ่มน้ำมูลตอนบน และ8) ลุ่มน้ำมูลตอนล่าง

                 นอกจากนี้ ครม. ยังได้เห็นชอบให้กรมชลประทาน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และกรมทรัพยากรน้ำ เสนอโครงการที่มีความพร้อมเพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ 2561 เพิ่มเติม รวม 348 โครงการ งบประมาณทั้งสิ้น 8,820 ล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งครอบคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือใน 8 พื้นที่ ซึ่งมีโครงการที่ดำเนินการโดยกรมชลประทาน 165 โครงการ งบประมาณ 6,883 ล้านบาท อาทิ โครงการแก้มลิงลำน้ำชี โครงการบรรเทาอุทกภัยจังหวัดชัยภูมิ โครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำต้นน้ำชี โครงการผันน้ำเลี่ยงเมืองโคราช .พิมาย โครงการผันน้ำข้ามลุ่มน้ำข้างเคียง(ป่าสักลำตะคอง) โครงการบรรเทาอุทกภัยและแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำลุ่มน้ำสงคราม และโครงการพนังกั้นน้ำชีและลุ่มน้ำสาขา เป็นต้น หากสามารถดำเนินการได้ทั้งหมด จะทำให้เพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักได้ 58.22 ล้านลูกบาศก์เมตร พื้นที่ชลประทานเพิ่มขึ้น 88,000 ไร่ มีประประชาชนได้รับประโยชน์ 53,965ครัวเรือน

 ทั้งนี้ ในส่วนของจังหวัดนครราชสีมา นั้น กรมชลประทาน มีแผนงานเพื่อพัฒนาแหล่งน้ำและเพิ่มศักยภาพการใช้น้ำในเขต จ.นครราชสีมาเพิ่มเติม อาทิ โครงการพัฒนาลุ่มน้ำลำเชียงไกรตอนล่าง , โครงการผันน้ำเขื่อนป่าสักเขื่อนลำตะคอง , โครงการป้องกันและบรรเทาปัญหาอุทกภัยลุ่มน้ำลำสะแทด , โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกับน้ำอ่างเก็บน้ำ บึงกระโตน อ.ประทาย และโครงการแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ อ.โนนแดง โดยการก่อสร้างแก้มลิง 5 แห่ง เป็นต้น หากดำเนินการแล้วเสร็จทั้งหมด จะทำให้เพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักได้39.79 ล้านลบ.. พื้นที่ชลประทานเพิ่มขึ้น 65,000 ไร่ มีประชาชนได้รับประโยชน 25,269ครัวเรือน

ครม.ไฟเขียวงบ 8.8 พันล้านแก้ท่วม-แล้ง 348 โครงการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/292906

ครม.ไฟเขียวงบ 8.8 พันล้านแก้ท่วม-แล้ง 348 โครงการ

พออธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ, ครมไฟเขียวงบ, พันล้านแก้ท่วม-แล้ง, 348, โครงการ, ครมสัญจร, กนช

ครม.ไฟเขียวงบ 8.8 พันล้านแก้ท่วม-แล้ง 348 โครงการ

               วันที่ 22 สิงหาคม  พ.อ.อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จ.นครราชสีมา ว่าในที่ประชุมได้รายงานผลการประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ครั้งที่ผ่านมา โดยเห็นชอบกำหนดพื้นที่แก้ไขปัญหาอุทกภัย และภัยแล้งอย่างเป็นระบบในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 8 พื้นที่ โดยกรมทรัพยากรน้ำร่วมกับหน่วยงานเกี่ยวข้องดำเนินการวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงภัยแล้งทั้งประเทศ พบว่ามีพื้นที่ 84.2 ล้านไร่ หรือ 26.5% เป็นพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 40.9 ล้านไร่ คิดเป็นร้อย 49% ของพื้นที่ทั้งหมด โดยพื้นที่เสี่ยงอุกทภัยทั้งประเทศมีทั้งสิ้น 45.4 ล้านไร่ คิดเป็น 14% ของพื้นที่ทั้งประเทศ และเป็นพื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 15.9 ล้านไร่ หรือ 35% ของพื้นที่เสี่ยงอุกทกภัยทั้งประเทศ

              ทั้งนี้ มีการกำหนดพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาอุทกภัย และภัยแล้งอย่างเป็นระบบทั้งหมด 8 พื้นที่ครอบคลุม 18 จังหวัด ประกอบด้วย 1.จังหวัดในลุ่มน้ำเลยตอนล่าง ลุ่มน้ำเลยห้วยหลวง ลุ่มน้ำแม่น้ำสงคราม ลุ่มน้ำภูน้ำกัด ลุ่มน้ำชีตอนบน ลุ่มน้ำชีตอนกลาง ลุ่มน้ำมูลตอนบน และลุ่มน้ำมูลตอนล่าง                           นอกจากนี้มีการกำหนดพื้นที่บริหารจัดการ 8 พื้นที่ จำนวน 36 โครงการงบประมาณทั้งสิ้น 2,104.59 ล้านบาท มีพื้นที่รับประโยชน์จำนวน 72,031 ไร่ คิดเป็นปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้น 6.81 ล้านลบ.เมตร และครม.เห็นชอบให้กรมชลประทาน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และกรมทรัพยากรน้ำ เสนอโครงการที่มีความพร้อม และเร่งด่วน เพื่อขอสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมปี 2560 อีก 348 โครงการ เป็นเงินงบประมาณทั้งสิ้น 8,820 ล้านบาท โดยจะมีพื้นที่ที่ได้รับประโยชน์ 449,700 ไร่