9101 ตอบโจทย์ชุมชน เม็ดเงินลงพื้นที่แล้วเกือบ 2 หมื่นลบ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/293614

 9101 ตอบโจทย์ชุมชน เม็ดเงินลงพื้นที่แล้วเกือบ 2 หมื่นลบ.

โครงการ9101, สศก, ชุมชนละ 25 ล้านบาท, ณ วันที่ 26 สิงหาคม 2560, CBO, 987724 ล้านบาท

สศก.แจงความก้าวหน้าโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ไฟเขียวแล้ว 24,168 โครงการ ชุมชนเบิกจ่ายแล้ว 18,925 ล้านบาท คิดเป็น 95% ของวงเงินที่ได้รับการอนุมัติ

             นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2560 อนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินงาน “โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน” วงเงินงบประมาณ 22,752.50 ล้านบาท ในพื้นที่ 9,101 ชุมชนทั่วประเทศ (ชุมชนละ 2.5 ล้านบาท)

หน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ร่วมกันขับเคลื่อนการดำเนินงาน โดยมีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นหน่วยงานหลัก มีเกษตรตำบลและเกษตรอำเภอร่วมกับชุมชนเพื่อให้งบประมาณได้ลงไปสู่ชุมชนอย่างทั่วถึง ถูกต้อง และเป็นธรรมที่สุด ซึ่งตั้งแต่เริ่มดำเนินงานโครงการถึงปัจจุบันมีความก้าวหน้าอย่างมากโดยผลการดำเนินงาน(ณ วันที่ 26 สิงหาคม 2560) ชุมชนทั้ง 9,101 ชุมชน ได้เสนอโครงการจำนวน 24,760 โครงการ วงเงิน 20,054.62 ล้านบาท

ทางคณะกรรมการฯ ระดับอำเภอ พิจารณาและอนุมัติโครงการแล้ว จำนวน 24,168 โครงการ คิดเป็นวงเงิน 19,867.20 ล้านบาท หรือร้อยละ 99.07 จากวงเงินที่ชุมชนเสนอซึ่งกองจัดทำงบประมาณเขตพื้นที่ (CBO) สำนักงบประมาณ 18 แห่ง ให้ความเห็นชอบแล้วทุกโครงการและโอนเงินงบประมาณลงถึงชุมชนแล้วทุกโครงการ

               ชุมชนได้เบิกจ่ายงบประมาณแล้ว จำนวน 18,924.98 ล้านบาทหรือร้อยละ 95.26 ของวงเงินที่ได้รับการอนุมัติ แบ่งเป็นค่าวัสดุและอุปกรณ์ 9,793.93 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 99.16 ของงบประมาณค่าวัสดุและอุปกรณ์ทั้งหมด (9,877.24 ล้านบาท)  และค่าจ้างแรงงาน 9,131.05 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 91.40 ของงบประมาณค่าจ้างแรงงานทั้งหมด (9,989.96 ล้านบาท) เฉลี่ยค่าจ้างที่ได้รับ 2,650 บาท/คน

ชุมชนต่างๆ ได้ดำเนินกิจกรรมแล้วเสร็จมากกว่าร้อยละ 75 ของแผนและคาดว่าจะสามารถเบิกจ่ายงบประมาณตามแผนที่กำหนดไว้ภายในสิ้นเดือนสิงหาคม 2560 ซึ่งโครงการ มีกิจกรรมหลักที่ชุมชนได้เสนอตามความต้องการในหลายประเภท จำแนกเป็นด้านต่างๆ ตามสัดส่วน คือ

1) ด้านการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ร้อยละ 35.19 จำนวน 8,505 โครงการ งบประมาณ 10,572.39 ล้านบาท เช่น การทำปุ๋ยหมัก จากมูลสัตว์ วัชพืช หรือวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร การทำน้ำหมักชีวภาพ (เช่น ชุมชนในอำเภอเมืองจังหวัดนครพนม , อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์) ทั้งนี้ คาดว่าชุมชนที่ทำปุ๋ยจะมีเงินจากการจำหน่ายปุ๋ยประมาณ 3-5 แสนบาท/ชุมชน

2) ด้านการผลิตพืชและพันธุ์พืช ร้อยละ 20.87 จำนวน 5,043 โครงการ งบประมาณ 3,157.92 ล้านบาท เช่น การปลูกพืชตระกูลถั่ว พืชผัก ไม้ดอกไม้ประดับ เพาะเห็ด หรือทำเกษตรผสมผสาน

3) ด้านปศุสัตว์ ร้อยละ 14.37 จำนวน 3,474 โครงการ งบประมาณ 2,044.07 ล้านบาท กิจกรรม เช่น การไก่พื้นเมือง เพาะเนื้อ หมูหลุม และ เลี้ยงไก่ไข่ (เช่น ชุมชนเลี้ยงไก่ไข่ ตำบลเมือง อำเภอเมือง จังหวัดเลย ทั้งนี้ คาดว่าชุมชนที่จำหน่ายไข่ไก่ จะมีเงินจากการจำหน่ายประมาณ 6-8 แสนบาท/ชุมชน)

4) ด้านการผลิตอาหาร การแปรรูปผลผลิต และผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ร้อยละ 12 จำนวน 2,900 โครงการ งบประมาณ 1,221.43 ล้านบาท เช่น แปรรูปข้าวเปลือกเป็นข้าวสารกล้อง กล้วยตาก ผลิตพริกแกง

5) ด้านประมง ร้อยละ 10.74 จำนวน 2,596 โครงการ งบประมาณ 1,387.27 ล้านบาท เช่น การเลี้ยงปลาดุก การลี้ยงปลานิล การเลี้ยงกบ ในบ่อดิน/ในกระชัง

6) ด้านฟาร์มชุมชน ร้อยละ 3.95 จำนวน 954 โครงการ งบประมาณ 1,007.15 ล้านบาท

7) ด้านการจัดการศัตรูพืช ร้อยละ 1.83 จำนวน 442 โครงการ งบประมาณ 231.51 ล้านบาท เช่น การทำเชื้อราไตรโคเดอร์มา บิวเวอเรีย และราเมตาไรเซียม (เช่น อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์)

8) ด้านการปรับปรุงบำรุงดิน ร้อยละ 0.88 จำนวน 212 โครงการ งบประมาณ 225.98 ล้านบาท เช่น การปลูกปอเทือง ถั่วพุ่ม ถั่วพร้า

9) ด้านการเกษตรอื่นๆ ร้อยละ 0.17 จำนวน 42 โครงการ งบประมาณ 16.40 ล้านบาท เช่น การทำตลาดสินค้าเกษตรชุมชน การเลี้ยงโค

ทั้งนี้ คาดว่าจะมีเงินหมุนเวียนในชุมชนทั่วประเทศ ประมาณ17,000 ล้านบาท และต่อยอดในกิจกรรมอื่นๆ ต่อไป ซึ่งขณะนี้ มีกองทุนที่เกิดขึ้นอย่างน้อยใน 8,828 ชุมชน (ร้อยละ 97 ที่จะบริหารโครงการให้เกิดรายได้หมุนเวียน)จากโครงการนี้แล้ว

               อย่างไรก็ตาม สศก. ได้ติดตามความก้าวหน้าในพื้นที่ระหว่างดำเนินงานในช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาของชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ พบว่า เกษตรกร ร้อยละ 98.76 รับทราบว่าชุมชนได้รับการสนับสนุนให้ดำเนินโครงการ  ซึ่งเกษตรกรร้อยละ 90.07 ได้มีส่วนร่วมในเวทีชุมชนเพื่อจัดทำโครงการด้วย

ด้านโครงการของชุมชน ร้อยละ 61.11 เป็นโครงการที่เกิดขึ้นใหม่ ร้อยละ 35.32 เป็นโครงการที่ต่อยอดจากกิจกรรมที่ชุมชนทำอยู่ประจำ และร้อยละ 3.57 เป็นโครงการปรับปรุงฟื้นฟูโครงการที่ชุมชนได้เคยทำในอดีต        ส่วนแรงงานของโครงการ ร้อยละ 98.05 เป็นแรงงานภายในชุมชนทั้งหมด ร้อยละ 1.95 มีการใช้แรงงานจากชุมชนข้างเคียง โดยมีอายุเฉลี่ยของแรงงานอยู่ที่ 51 ปี

แหล่งที่มาของวัสดุและอุปกรณ์ ร้อยละ 45.27 จัดหาจากภายในชุมชนเป็นหลัก ร้อยละ 36.32 จัดหาจากนอกชุมชนแต่ยังอยู่ภายในจังหวัด และร้อยละ 18.41 จัดหาจากนอกจังหวัด เช่น เครื่องมือหรือวัสดุอุปกรณ์เฉพาะ พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ ที่ไม่มีแหล่งจำหน่ายภายในจังหวัด ทั้งนี้ โครงการของชุมชนจะเน้นการจ้างแรงงานเกษตรกรที่มีรายได้น้อย เน้นการใช้จ่ายวัสดุจากในชุมชนเป็นหลัก เน้นให้มีกิจกรรมที่เกิดผลประโยชน์ต่อเนื่องต่อชุมชน และให้เกษตรกรได้ตื่นตัวที่จะพัฒนาการเกษตรของชุมชน

ภาพรวมเกษตรกร ร้อยละ 96.12 พึงพอใจในระดับมากถึงมากที่สุดต่อโครงการในภาพรวม ส่วนที่เหลือร้อยละ 3.88 พึงพอใจปานกลางและน้อย อย่างไรก็ตามเกษตรกรมีความเห็นว่า ช่วงเวลาในการให้ชุมชนเสนอโครงการนั้นสั้นเกินไป จึงทำให้ยังขาดรายละเอียดหรือความครบถ้วนของโครงการ และช่วงเวลาปฏิบัติงานโครงการอยู่ในฤดูฝนกระทบการทำกิจกรรมบางอย่างไม่สามารถทำได้ต่อเนื่อง

ทั้งนี้ สศก. มีแผนที่จะลงพื้นที่อีกครั้ง ช่วงระหว่างวันที่ 11 – 25 กันยายน 2560 เพื่อประเมินผลด้านบริหารจัดการโครงการของชุมชน ผลลัพธ์ และผลประโยชน์ที่ชุมชนต่างๆ จะได้รับต่อเนื่อง รวมทั้งประเด็นด้านความยั่งยืนของโครงการ และจะรายงานผลให้ทราบในระยะต่อไป

เปิดตลาดอ.ต.ก.ระดมของดีชายแดนใต้25ส.ค.-3 ก.ย.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/293530

เปิดตลาดอ.ต.ก.ระดมของดีชายแดนใต้25ส.ค.-3 ก.ย.นี้

อตก, ของดีจากชายแดนใต้ครั้งที่ 10,  พหลโยธิน , ของดีจากชายแดนใต้, ของดีจาก ชายแดนใต้ครั้งที่ 10, อตก

เปิดตลาดอ.ต.ก.ระดมของดีชายแดนใต้25ส.ค.-3 ก.ย.นี้

             พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดงาน “ของดีจากชายแดนใต้ครั้งที่ 10” ซึ่งจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม – 3 กันยายน2560 ณ บริเวณตลาด อ.ต.ก. ( พหลโยธิน ) เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า “พื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนใต้สงขลา ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ถือเป็นอีกหนึ่งพื้นที่สำคัญ ของไทย ที่มีผลิตผลการเกษตร มีสินค้าพื้นเมือง สินค้าท้องถิ่น ที่เป็นอัตตลักษณ์ของท้องถิ่น ที่มีคุณภาพ และมาตรฐาน ผัก และผลไม้ที่น่าสนใจ หลากหลาย แต่ปัญหาจากสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ได้ส่งผลต่อการดำรงชีวิต การประกอบอาชีพของประชาชน และต่อเนื่องถึงทางด้านเศรษฐกิจในภาพรวม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีบทบาทในการเข้าร่วมแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดน ภาคใต้ และการจัดกิจกรรม”ของดีจากชายแดนใต้” จะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพิ่มช่องทางการ จำหน่ายให้กับพี่น้องชายแดนใต้” กิจกรรม “ของดีจากชายแดนใต้”โดยได้เริ่มจัดเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2551 และได้รับการตอบรับเป็น อย่างดีโดยได้มีการจัดอย่างต่อเนื่องเรื่อยมาจนถึงครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 10

สำหรับกิจกรรม “ของดีจาก ชายแดนใต้ครั้งที่ 10” จะเป็นการรวบรวมสินค้าคุณภาพ ราคาพิเศษ อาทิสินค้าแปรรูป งาน หัตถกรรม จากชาวบ้าน จังหวัดสงขลา ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส มารวบรวมไว้ ให้ประชาชนที่ สนใจได้จับจ่ายภายในงาน นอกจากนี้ยังมีการ ออกร้านจำหน่ายอาหารพื้นเมือง อาทิ ปลากุเลา ไก่กอ และ ข้าวมันไก่เบตง ใบไม้สีทอง ผลไม้สด ลองกอง ทุเรียน รวมถึงผักพื้นเมือง และกิจกรรมสาธิต การทำหัตถกรรม การแสดงศิลปะพื้นเมือง ฯลฯ

ด้านนายกมลวิศว์แก้วแฝก ผู้อำนวยการ องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) กล่าวว่า “เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่ากิจกรรมในครั้งนี้จะช่วยสร้างโอกาส และเพิ่มช่องทางการกระจายสินค้าให้กับพี่ น้องประชาชน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เป็นที่รับรู้ได้เป็นอย่างดีและเป็นการช่วยเศรษฐกิจของ ชาวบ้านในพื้นที่ให้ดีขึ้น นอกจากนี้ผู้ที่สนใจยังได้มีโอกาสพบปะกับชาวบ้าน และเกษตรกรผู้ผลิต สินค้า ทำให้เกิดความเข้าใจในกระบวนการผลิตสินค้าเกษตรกรรม และหัตถกรรมมากขึ้น และท้ายที่สุดผู้ ที่มาจับจ่ายสินค้าภายในงานยังจะได้สินค้าที่มีคุณภาพ และราคาถูกอีกด้วย กิจกรรม “ของดีจากชายแดนใต้ครั้งที่10” จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม – 3 กันยายน 2560 ณ บริเวณตลาด อ.ต.ก. ( พหลโยธิน ) เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร

น้อมรำลึกในหลวงร.9ที่ศูนย์ฯพิกุลทอง 22-30 ส.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/293529

น้อมรำลึกในหลวงร.9ที่ศูนย์ฯพิกุลทอง 22-30 ส.ค.นี้

น้อมรำลึกในหลวงร.9ที่ศูนย์ฯพิกุลทอง 22-30 ส.ค.นี้

 

                 พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดงาน ชมศูนย์ศึกษา พัฒนาความรู้ ดูนิทรรศการ ภายใต้ชื่อ “ธ สถิตในดวงใจนิรันดร์” ณ  ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ด้วยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงให้ความสำคัญในการดำเนินงานของศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ ซึ่งเป็น 1ใน 6 ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานพระราชดำริจัดตั้งขึ้นเพื่อให้เป็นสถานที่ศึกษา ค้นคว้า วิจัย ทดลอง และพัฒนาการประกอบอาชีพของเกษตรกรในแต่ละภูมิภาค ซึ่งศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ ได้ทำหน้าที่พัฒนาพื้นที่ดินเปรี้ยวให้สามารถใช้ทำการเกษตรได้ รวมทั้งแสวงหาแนวทางในการพัฒนาอาชีพที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ให้กับราษฎรได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้และนำไปประยุกต์ใช้จนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนบนพื้นฐานของเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยเหตุนี้จึงมีพระราชปณิธานที่จะทรงสืบสาน รักษา ต่อยอดการดำเนินงานของศูนย์ศึกษาฯ รวมทั้งโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านต่างๆ ให้เกิดประโยชน์กับประชาชนยิ่งขึ้นสืบไป

การจัดงาน ธ สถิตในดวงใจนิรันดร์ เป็นความร่วมมือสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ร่วมกับศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จัดขึ้นเพื่อน้อมรำลึกในพระมหา กรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร จัดขึ้นระหว่างวันที่ 22 – 30 สิงหาคม 2560 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 18 กิจกรรมภายในงานประกอบด้วยการจัดนิทรรศการ ธ สถิตในดวงใจนิรันดร์ เป็นการแสดงผลสำเร็จจากการพัฒนาฯ อาทิ ดิน น้ำ พืช สัตว์ ประมง ฯลฯ นิทรรศการศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน การจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตร ผู้ผลิตพบผู้บริโภค และที่สำคัญยังมีการแข่งขันตอบปัญหาทางวิชาการโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ระดับชั้นมัธยม ศึกษาตอนต้นของโรงเรียนในพื้นที่ 3 จังหวัดแดนภาคใต้

โอกาสนี้ องคมนตรีได้มอบรางวัลเกียรติบัตรแก่ผู้ชนะการประกวดกลุ่มเกษตรกรและเกษตรกรตัวอย่าง
จำนวน 7 ราย พร้อมกับเยี่ยมชมนิทรรศการ และพบปะเกษตรกรที่มาจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งได้สร้างขวัญและกำลังใจให้กับเกษตรกรในครั้งนี้ นอกจากนี้ยังได้ปลูกต้นราชพฤกษ์เป็นที่ระลึกอีกด้วย ปัจจุบันศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ มีศูนย์สาขา รวม 5 ศูนย์ ได้แก่ โครงการสวนยางพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ สาธิตการปลูกยางพันธุ์ดีและการปลูกพืชแซมสวนยาง โครงการพัฒนาหมู่บ้านปีแนมูดอ สาธิตการจัดการดินและการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ โครงการหมู่บ้านปศุสัตว์-เกษตรมูโนะ การพัฒนาด้านการปรับปรุงดิน การปลูกพืช การปลูกไม้ดอกไม้ประดับ เลี้ยงสัตว์ เลี้ยงปลา และงานหัตถกรรม โครงการพัฒนาพื้นที่บ้านโคกอิฐ-โคกในและยูโย เป็นการจัดการดินและน้ำในพื้นที่ดินเปรี้ยว เพื่อการเกษตรแบบผสมผสานตามแนวทฤษฎีใหม่ และโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง และมีผลสำเร็จจากการศึกษา วิจัยที่โดดเด่น จำนวน 17 เรื่อง อาทิ แกล้งดิน การปรับปรุงดินเปรี้ยวจัดเพื่อปลูกข้าวหอมกระดังงา การปลูกปาล์มน้ำมันในพื้นที่พรุ การทำเกษตรทฤษฎีใหม่ในพื้นที่ดินเปรี้ยว ฯลฯ

หลังจากนั้น คณะองคมนตรี ได้เดินทางไปยังโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลุ่มน้ำบางนราอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส เพื่อติดตามการดำเนินงานและรับฟังการบรรยายสรุปผลการดำเนินงาน พร้อมกับเยี่ยมและพบปะราษฎรที่ได้รับประโยชน์จากโครงการ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลุ่มน้ำบางนราอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เกิดขึ้นจากพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร
เพื่อแก้ไขปัญหาในพื้นที่ลุ่มน้ำบางนรา ทั้งน้ำท่วม น้ำแล้ง น้ำเค็ม น้ำเปรี้ยว อย่างครบวงจร ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่ทำการพัฒนาทั้งลุ่มน้ำ มีแม่น้ำบางนราเป็นแม่น้ำหลักของจังหวัดนราธิวาส พื้นที่ลุ่มน้ำทอดตัวขนานไปตามชายฝั่งทะเลตะวันออกยาว 60 กิโลเมตร พื้นที่รับน้ำ 1,383.79 ล้านลูกบาศก์เมตร แม่น้ำบางนราไหลผ่านอำเภอเมืองและอำเภอตากใบ ออกทะเลสองทาง ได้แก่ ไหลออกอ่าวไทยตรงปากแม่น้ำที่อำเภอเมืองนราธิวาส และไหลลงสู่แม่น้ำโก-ลก บริเวณอำเภอตากใบ เป็นเขตแดนระหว่างประเทศไทยและมาเลเซีย

นอกจากนี้ยังมีลำน้ำสาขาหลายสาย ได้แก่ คลองยะกัง คลองโต๊ะเจ๊ะ คลองจวบ และคลองสุไหงปาดี โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบางนราฯ มีพื้นที่โครงการรวมประมาณ 141,044 ไร่ มีพื้นที่ที่สามารถพัฒนาเป็นพื้นที่ชลประทานได้ 68,294 ไร่ ปัจจุบันมีการพัฒนาพื้นที่เกษตรชลประทานไปเพียง 36,465 ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 45 ซึ่งจากการดำเนินงานโดยการก่อสร้างประตูระบายน้ำปิดกั้นปากแม่น้ำบางนรา 2 แห่ง ได้แก่ ประตูระบายน้ำบางนราตอนบนและประตูระบายน้ำบางนราตอนล่าง สามารถอำนวยประโยชน์ในการป้องกันน้ำเค็มไม่ให้ไหลเข้าไปในแม่น้ำบางนราและกักเก็บน้ำจืดไว้ใช้สำหรับการเกษตรและการอุปโภคบริโภค และบรรเทาอุทกภัยในยามน้ำหลาก นอกจากนี้ยังได้ก่อสร้างระบบชลประทานโดยการสูบน้ำและระบบชลประทานแบบอาศัยแรงโน้มถ่วงของโลก ในเขตพื้นที่ซึ่งสามารถส่งน้ำไปช่วยเหลือการเพาะปลูกได้ พร้อมก่อสร้างคลองและคูส่งน้ำในบริเวณพื้นที่ต่างๆ ที่เหมาะสม ส่วนงานระบบระบายน้ำในพื้นที่ลุ่มมีน้ำท่วมขัง  มีการก่อสร้างคลองระบายน้ำพร้อมอาคารบังคับน้ำเพื่อช่วยปรับปรุงพื้นที่ให้สามารถใช้ทำการเกษตรได้

เตือน4จังหวัดลุ่มเจ้าพระยา พร้อมรับมือ‘น้ำเหนือ’ทะลัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/293526

เตือน4จังหวัดลุ่มเจ้าพระยา พร้อมรับมือ‘น้ำเหนือ’ทะลัก

บางบาล-บางไทร, แม่ฮ่องสอน, ลำปาง, ลบมวินาที, PAKHAR, กนช

เตือน4จังหวัดลุ่มเจ้าพระยา พร้อมรับมือ‘น้ำเหนือ’ทะลัก

             กรมชลฯ เตือน 4 จังหวัดลุ่มน้ำเจ้าพระยา เร่งขนของขึ้นที่สูงพร้อมติดตามข่าวสารใกล้ชิด หลังมวลน้ำจากภาคเหนือกำลังมุ่งหน้าสู่ภาคกลาง หวั่นเขื่อนเจ้าพระยารับมือไม่ไหว ขณะที่หลายพื้นที่ภาคเหนือยังรับผลกระทบหนัก “แม่ฮ่องสอน”ถนนขาดหลายเส้นทาง ขณะ“ลำปาง”ทหารต้องเข้าช่วยอพยพสิ่งของ เผยเร่งเสนอแผนแก้น้ำท่วม-แล้งทั้งระบบทั่วประเทศ

            นายสุชาติ เจริญศรี ผู้อำนวยการสำนักชลประทานที่ 12 เขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท เปิดเผยว่าเมื่อวันที่ 27 ส.ค.60 ฝนที่ตกอย่างต่อเนื่องในภาคเหนือส่งผลให้เขื่อนเจ้าพระยาต้องรับปริมาณน้ำจากแม่น้ำปิง วัง ยม น่าน เพิ่มขึ้นจากเดิม 37 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที(ลบ.ม./วินาที) ซึ่งเขื่อนเจ้าพระยาสามารถรักษาการระบายน้ำลงท้ายเขื่อนได้แค่อยู่ที่ 1,498 ลบ.ม./วินาที จึงจำเป็นต้องระบายเข้าสู่คลองต่างๆ ทางตะวันออกและตะวันตกอีก 2 ทางด้วย

            ทั้งนี้ ระดับน้ำดังกล่าวจะทำให้ปริมาณน้ำท้ายเขื่อนบริเวณ อ.สรรพยา จ.ชัยนาท คาบเกี่ยวต่อเนื่องไปถึงจ.สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา จะมีระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามไปด้วย ดังนั้นบ้านเรือนประชาชนที่ปลูกอาศัยอยู่นอกคันกั้นน้ำชลประทานจะได้รับผลกระทบ ขอให้เตรียมความพร้อมขนสิ่งของไว้ที่สูงไว้ก่อน และติดตามรับฟังการพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างต่อเนื่อง

              ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยา ระบุว่าในระยะนี้ประเทศไทยตอนบนยังคงมีฝนตกชุก และมีฝนตกหนักบางพื้นที่โดยเฉพาะในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสมอาจเกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก

                ทั้งนี้ เป็นอิทธิพลจากร่องมรสุมพาดผ่านตอนบนของภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและประเทศไทยมีกำลังแรง ส่วนพายุโซนร้อนปาข่า (PAKHAR) บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน มีแนวโน้มจะเคลื่อนไปทางเกาะไหหลำ ประเทศจีน ขณะนี้ยังไม่มีผลกระทบกับประเทศไทย

               ส่วนจ.ลำปางในวันเดียวกัน นายย้าย ฮาวคำฟู นายกเทศบาลตำบลปงยางคก อ.ห้างฉัตร ต้องเร่งนำเจ้าหน้าที่เข้าให้ให้การช่วยเหลือชาวบ้านจำ ม.6 บ้านข่วง ม.10 และบ้านปงเหนือ ม.8 ต.ปงยางคก ขนย้ายข้าวของเครื่องใช้ไว้บนที่สูงหลังจากในพื้นที่เกิดฝนตกลงมาอย่างหนักทำให้น้ำในลำห้วยแม่ตาลไหลเอ่อล้นเข้าท่วมบ้านเรือนราษฎร พื้นที่ไร่นา เป็นบริเวณกว้างระดับน้ำสูงประมาณ 50 เซนติเมตร ถนนหลายเส้นรถไม่สามารถผ่านได้

                ที่จ.นครสวรรค์ ฝนที่ตกหนักทำให้น้ำท่วมผิวจราจรในทางหลวงหมายเลข 225 เกยไชย – ศรีมงคล ชี้ระดับน้ำบนผิวจราจร 42 ซม. รถเล็กไม่สามารถผ่านได้ ส่วนในทางหลวงหมายเลข 11 น้ำสาดเหนือ – หนองกลับ ระดับน้ำบนผิวจราจร 30 ซม. แขวงทางหลวงนครสวรรค์ที่ 2 ต้องติดตั้งป้ายเตือนน้ำท่วมและอำนวยความสะดวกการจราจร

                นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่าขณะนี้ได้เร่งเสนอแผนงานแก้ปัญหาน้ำทั้งระบบ โดยกรมชลฯเดินหน้าแผนบูรณาการน้ำ 9 แผนงานป้องกันอุทกภัยลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างทั้งฝั่งตะวันตก-ฝั่งตะวันออก วงเงินกว่า 2 แสนล้านบาท ที่ผ่านเห็นชอบแล้วจากคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(กนช.)ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เช่น ฝั่งตะวันตก ขุดคลองสายใหม่บางบาล-บางไทร จะผันน้ำจากช่วงลำน้ำที่แคบที่สุด ก่อนเข้าเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา จะเป็นทางผันน้ำเลี่ยงเมือง ระยะทางยาว 23 กม. กว้าง 230 เมตร ดำเนินการปักหลักเขตแนวคลอง อีก6-7 เดือนข้างหน้า เนื้อที่ 3.6 พันไร่

                  โดยจะขออนุมัติ ครม.เปิดโครงการในกลางเดือนก.ย. เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากทุกปี มีการสร้างเขื่อนกั้นลำน้ำเจ้าพระยาแห่งใหม่ เขื่อนพระนครศรีอยุธยา ทำหน้าที่ทดน้ำมาเข้าคลองบางบาล-บางไทร

                   ส่วนแผนน้ำฝั่งตะวันออก ขยายคลองชัยนาท-ป่าสัก ระยะทางยาว120กม.เริ่มปี2561 และ โครงการขุดคลองสายใหม่ ป่าสัก -อ่าวไทย 600 ลบ.ม.ยาว130 กม. รวมทั้งขุดคลองใหม่เป็นฟัดส์ไลด์เวอร์ชั่น เรียกว่าคลองเจ้าพระยาสอง ขนานวงแหวนขั้นที่3 จากก่อนจุดบรรจบแม่น้ำน้อยกับแม่น้ำเจ้าพระยาลงอ่าวไทย

                 สำหรับพื้นที่ภาคอีสาน จะมีการปรับโครงการป้องกันอุทกภัย-ภัยแล้ง วงเงิน 1.6 หมื่นล้านบาท ระยะเร่งด่วนปี 2561-2562 มี 300 กว่าโครงการ ขณะที่ปัญหาเขื่อนลำตะคอง ที่มีน้ำไม่ถึง30% นั้น ในระยะ10ปีข้างหน้า จังหวัดเสนอโครงการเจาะอุโมงค์ผันน้ำจากเขื่อนป่าสัก -ลำตะคอง วงเงิน 4 พันล้านบาท โดยสามารถก่อสร้างได้ปี 2563

                 นอกจากนี้จะมีอุโมงค์เจาะรอดเขาดงพระยาเย็น กว้าง 3 เมตร ยาว 25 กม. ท่อส่งน้ำ 40 กว่ากม.สูบน้ำยกขึ้น พักที่อ่างหมวกเหล็ก และพัฒนาล้ำน้ำมูล ลำเชียงไกร วงเงิน 1.6 พันล้านบาท พัฒนาระบบชลประทานท้ายลำตะคอง ก่อนเข้าตัวเมืองโคราช เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมอ.เมือง  รวมทั้งยังได้เสนอแผนแก้น้ำท่วม-แล้ง จ.อุบลราชธานีทั้งระบบ และเดินหน้าโครงการผันน้ำ โขง- เลย- ชี -มูล ที่มีพื้นที่เกษตร ต้องการน้ำ 33ล้านไร่ วงเงิน 1.8 ล้านๆบาท ระยะยาว 20 ปี โดยจะดำเนินการเฟสแรก 1.69 ล้านไร่ วงเงิน 1.5 แสนล้าน ปลายปี 2562 จะเริ่มโครงการ โดยเน้นเติมน้ำ3 เขื่อน คือเขื่อนลำปาว และอุบลรัตน์ ห้วยหลวง

“ปทุมธานี”โชว์อลังการเปิดตลาด “สินค้าเกษตรปลอดภัย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/293417

“ปทุมธานี”โชว์อลังการเปิดตลาด “สินค้าเกษตรปลอดภัย”

“ปทุมธานี”โชว์อลังการเปิดตลาด “สินค้าเกษตรปลอดภัย”

              “จังหวัดปทุมธานี” ระดมพลเกษตรกร-ผู้ประกอบการเข้ากรุงจัด “มหกรรมสินค้าเกษตรและอาหารปลอดภัย”  28 สิงหาคม – 1 กันยายน ที่อาคารบี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ โชว์ศักยภาพการเสริมสร้างความเข้มแข็งระบบอาหารปลอดภัยอย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นทางจากผู้ผลิต ถึงปลายทางผู้บริโภค พบผลผลิตคุณภาพจากแปลง GAP และสินค้าแปรรูประดับมาตรฐานกว่า 250 ร้านค้า พร้อมร่วมกิจกรรมเสริมความรู้การปลูกผักในโรงเรือน ปลูกผักไฮโดรโปนิกส์           การทำฮอร์โมนไข่แบบง่าย สบู่ทำมือ และการทำดอกไม้จันทน์-ดารารัตน์ ตลอด 5 วันของการจัดงาน
นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี เปิดเผยว่า จังหวัดปทุมธานี เตรียมจัดงาน“มหกรรมสินค้าเกษตรและอาหารปลอดภัย (Q) จังหวัดปทุมธานี”  ในระหว่างวันที่ 28 สิงหาคม – 1 กันยายน 2560 ณ ลานอเนกประสงค์ อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคาร B) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร เพื่อประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการตลาดแก่สินค้าเกษตรและอาหารปลอดภัยของจังหวัดให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง รวมทั้งเพื่อกระตุ้นประชาชนให้เกิดความตระหนักถึงพิษภัยของสารเคมีปนเปื้อนในสินค้าและอาหารประเภทต่างๆ
งาน “มหกรรมสินค้าและอาหารปลอดภัย (Q) จังหวัดปทุมธานี” ครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดปทุมธานี ภายใต้วิสัยทัศน์ “ปทุมธานี เป็นเมืองสิ่งแวดล้อมสะอาด อาหารปลอดภัย แหล่งท่องเที่ยว เรียนรู้และพักผ่อนหย่อนใจของอาเซียน สังคมอยู่เย็นเป็นสุข” ซึ่งไม่เพียงจะมุ่งพัฒนาสิ่งแวดล้อมสะอาดเพื่อให้สอดรับกับการเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนในของอาเซียนแล้ว ยังมุ่งเน้นเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยของอาหาร เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวและผู้บริโภคทั่วไป
“ปัจจุบัน วิถีการใช้ชีวิตของผู้บริโภคเปลี่ยนไปในเรื่องการรักษาสุขภาพ มุ่งแน้นการบริโภคอาหารที่ปลอดภัย ซึ่งตรงกับแนวทางพัฒนาของจังหวัดอยู่แล้ว โดยที่ผ่านมาได้กำหนดยุทธศาสตร์เสริมสร้างความเข้มแข็งระบบอาหารปลอดภัยอย่างครบวงจร เพื่อปรับเปลี่ยนระบบการผลิตทางการเกษตรให้มีคุณภาพและได้มาตรฐานความปอลดภัย ตั้งแต่ต้นทางที่เกษตรกรจนถึงปลายทาง คือผู้บริโภค โดยได้ดำเนินโครงการสำคัญหลายโครงการ เช่น โครงการ Clean Food Good Taste, โครงการตลาดสดน่าซื้อ, โครงการการรับรองแหล่ง

จำหน่ายสินค้าที่ได้มาตรฐาน (Q) โดยเฉพาะการสนับสนุนเกษตรกรเข้าสู่มาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีและเหมาะสม หรือ GAP (Good Agriculture Practices) เพื่อเป็นเครื่องรับประกันว่าผลผลิตที่ไปถึงประชาชนผู้บริโภคจะมีคุณภาพและความปลอดภัยอย่างแท้จริง โดยในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี มีศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรปทุมธานี ตั้งอยู่ที่หมู่ 13 ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง ทำหน้าที่ให้ความรู้การฝึกอบรมเกษตรด้าน GAP โดยเฉพาะ ปัจจุบันมีเกษตรกรในพื้นที่ได้ปฏิบัติและผ่านการตรวจรับรองตามมาตรฐาน GAP เป็นจำนวนมาก”
รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี กล่าวต่อว่า สำหรับจุดเด่นของการจัดงานครั้งนี้ คือ การนำเสนอการจัดวางตำแหน่งสินค้าการเกษตรของจังหวัดปทุมธานีในเรื่องอาหารปลอดภัย โดยได้ระดมสินค้าจากเกษตรกรและผู้ประกอบการแปรรูปสินค้าที่ได้มาตรฐานความปลอดภัย จำนวน 250 ราย มาออกร้านจำหน่ายให้ถึงมือผู้บริโภคโดยตรง นอกจากนี้ภายในงานยังมีการจัดแสดงนวัตกรรมการปลูกพืชในระบบโรงเรือน การปลูกพืชไร้ดิน เพื่อการรักษาคุณภาพของผลผลิต การจัดแสดงกระบวนการปลูกพืชผักตามระบบ GAP (Good Agriculture Practices) ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมแปลง การดูแลรักษา จนถึงการเก็บเกี่ยวผลผลิต เพื่อให้ได้ใบรับรองมาตรฐานความปลอดภัยตามเกณฑ์ รวมทั้งยังได้เตรียมกิจกรรมความรู้ต่างๆ เช่น การปลูกพืชสวนครัวในภาชนะแบบต่างๆ  การสอนอาชีพ เช่น การทำดอกไม้จันทน์ดารารัตน์ สบู่ทำมือ การทำอาหารสำหรับพืชฮอร์โมนไข่แบบง่ายๆ การปลูกพืช การต่อกิ่ง การสาธิตเมนูอาหารเพื่อสุขภาพ
“ผมจึงใคร่ขอเชิญชวนประชาชนทั้งในกรุงเทพมหานครและจังหวัดใกล้เคียงมางานนี้ งานที่ไม่ควรพลาดอย่างเด็ดขาดกับการมาเข้าเยี่ยมชมงานมหกรรมสินค้าและอาหารปลอดภัย จังหวัดปทุมธานี ในระหว่างวันที่ 28 สิงหาคม – 1 กันยายน 2560 นี้ ที่อาคารบี ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ เพราะไม่เพียงแต่จะเป็นโอกาสที่ท่านจะได้สัมผัสกับสินค้าคุณภาพจากแหล่งผลิตมาตรฐานจากแหล่งผลิตคุณภาพของจังหวัดปทุมธานีเท่านั้น แต่ยังจะเป็นการช่วยสนับสนุนและสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกร ในการผลิตสินค้าปลอดภัยให้แก่ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่องและแพร่หลายมากขึ้นต่อไป” รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี กล่าว

แจ้งเตือนแม่น้ำน่านเพิ่มสูงขึ้น จากอิทธิพลพายุปาข่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/293400

แจ้งเตือนแม่น้ำน่านเพิ่มสูงขึ้น จากอิทธิพลพายุปาข่า

แม่น่้ำน่าน, จากอิทธิพลพายุปาข่า, 25 สค 60, 26 สค 60, รทก, รสม, ตลิ่ง 950 เมตร, ระดับตลิ่ง 7 เมตร, ปาข่า

แจ้งเตือนแม่น้ำน่านเพิ่มสูงขึ้น จากอิทธิพลพายุปาข่า

นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่าจากข้อมูลศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ กรมชลประทาน ได้ติดตามสภาพฝนในพื้นที่ภาคเหนือ พบว่าที่จังหวัดเชียงรายและจังหวัดน่าน มีฝนตกหนักในช่วงกลางดึกของคืนที่ผ่านมา(25 ส.ค. 60) โดยจังหวัดเชียงรายเกิดฝนตกหนักบริเวณอำเภอแม่สาย วัดปริมาณฝนสูงสุดได้ 139 มิลลิเมตร ทำให้มีน้ำไหลหลากลงสู่แม่น้ำมะ แม่น้ำสายก่อนจะไหลไปรวมกันที่แม่น้ำรวก และไหลลงสู่แม่น้ำโขงตามลำดับ ส่งผลให้เกิดน้ำเอ่อล้นตลิ่งบริเวณตำบลเวียงพางคำ ระดับน้ำท่วมสูงประมาณ 30 เซนติเมตร ปัจจุบันระดับน้ำมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง
สำหรับจังหวัดน่าน ฝนที่ตกหนักในช่วงกลางดึกที่ผ่านมา(25 ส.ค. 60) ทำให้เกิดฝนตกหนักในพื้นที่ตอนบนบริเวณอำเภอทุ่งช้า วัดปริมาณฝนสูงสุดได้ 95.88 มิลลิเมตร และวันนี้(26 ส.ค. 60)วัดได้สูงสุด 77.9 มิลลิเมตร  ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ กรมชลประทาน ได้ประเมินสถานการณ์น้ำในแม่น้ำน่าน พบว่าบริเวณสถานี N.64  บ.ผาขวาง อ.เมืองน่าน ระดับน้ำอยู่ที่ 5.68 เมตร(รทก.) ปริมาณน้ำไหลผ่าน 621.2 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ต่ำกว่าตลิ่ง 3.82 เมตร โดยคาดว่าระดับน้ำสูงสุดจะอยู่ที่ระดับ 5.80 – 5.85 เมตร(รสม.) ปริมาณน้ำ 650 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ต่ำว่าตลิ่ง 3.65 เมตร(ตลิ่ง 9.50 เมตร) ในช่วงเวลาประมาณ 16.00 – 19.00 น.วันนี้(26 ส.ค. 60) และคาดว่าหลังเวลา 19.00 น. ปริมาณน้ำจะเริ่มลดลง ส่วนที่สถานี N.1 หน้าสำนักงานป่าไม้น่าน ในเขตอ.เมืองน่าน  มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 587.0 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที อยู่ที่ระดับ 4.40 เมตร(รสม.) ต่ำกว่าตลิ่ง 2.60 เมตร และคาดว่าระดับน้ำจะสูงสุดที่ 4.70 – 4.75 เมตร(รสม.) ปริมาณน้ำไหลผ่าน 650 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ต่ำกว่าตลิ่ง 2.25 เมตร(ระดับตลิ่ง 7 เมตร)  ในช่วงเวลาประมาณ 01.00 – 04.00 น.ของวันที่ 27 ส.ค. 60 จากนั้นคาดว่าหลังเวลา 04.00 น. ปริมาณน้ำจะเริ่มลดลงอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ยังคงต้องเฝ้าระวังฝนที่จะตกลงมาอีก จากอิทธิพลของพายุโซนร้อน “ปาข่า” ในช่วง 27- 28 ส.ค. นี้ กรมชลประทาน ได้ให้โครงการชลประทานในพื้นที่ รายงานสถานการณ์น้ำต่อผู้ว่าราชการจังหวัด ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนประชาชน ให้เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำได้อย่างทันท่วงที

นอกจากนี้ ยังได้ให้ทุกโครงการชลประทาน เตรียมความพร้อมด้านเครื่องจักร เครื่องมือ และเครื่องสูบน้ำ เข้าไปประจำในพื้นที่เสี่ยงภัยที่จะเกิดน้ำท่วม เพื่อให้สามารถเข้าไปช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันต่อเหตุการณ์ จึงขอให้ประชาชนติดตามสภาวะอากาศและสถานการณ์น้ำในระยะนี้อย่างใกล้ชิดต่อไปด้วย

กรมชลฯ เตรียมพร้อมรับมือพายุ“ปาข่า” 27-28 ส.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/293389

กรมชลฯ เตรียมพร้อมรับมือพายุ“ปาข่า” 27-28 ส.ค.นี้

26 สค60, พายุป่าข่า, กรมชลฯ, 27-28, สคนี้, ปาข่า, PAKHAR, Himawari

กรมชลฯ เตรียมพร้อมรับมือพายุ“ปาข่า” 27-28 ส.ค.นี้

นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ผลจากศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ กรมชลประทาน ได้ติดตามสภาวะอากาศของกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่า พายุโซนร้อน “ปาข่า” (PAKHAR) ที่เคลื่อนตัวอยู่บริเวณชายฝั่งด้านตะวันออกของประเทศฟิลิปปินส์ และกำลังเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือค่อนไปทางทิศตะวันตกเล็กน้อยด้วยความเร็วประมาณ 20 กม./ชม. คาดว่าจะเลื่อนผ่านประเทศฟิลิปปินส์ ลงสู่ทะเลจีนใต้ตอนกลางในวันที่ 26 ส.ค.60มีแนวโน้มเคลื่อนตัวไปทางเกาะไหหลำ ประเทศจีน และประเทศเวียดนามตอนบน ในช่วงวันที่ 27-28 ส.ค.60 ซึ่งในระยะแรกจะยังไม่มีผลกระทบต่อลักษณะอากาศของประเทศไทย แต่เมื่อพายุนี้เคลื่อนเข้าใกล้ประเทศเวียดนามตอนบนจะทำให้ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยมีฝนเพิ่มมากขึ้นและมีฝนตกหนักบางพื้นที่
ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียม(Himawari) เมื่อเวลา 18.00 น. ของวันที่ 25 ส.ค. 60 ของกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่ากลุ่มเมฆฝนกำลังแรงบริเวณ จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ อุตรดิตถ์ ตาก สุโขทัย กำแพงเพชร อุทัยธานี เพชรบูรณ์ หนองบัวลำภู อุดรธานี สกลนคร บึงกาฬ นครราชสีมา สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี ยโสธร อำนาจเจริญ ปราจีนบุรี สระแก้ว ปทุมธานี กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ระยอง จันทบุรี ตราด สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช อาจมีผลให้เกิดฝนตกหนักมากกว่า 50 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง ขึ้นไป
กรมชลประทาน ได้ให้โครงการชลประทานทุกโครงการ โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม เตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมที่อาจจะเกิดขึ้น ด้วยการกำชับเจ้าหน้าที่ ให้เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่ของตนอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งให้ตรวจสอบระบบและอาคารชลประทาน ให้สามารถรองรับสถานการณ์น้ำได้อย่างเต็มศักยภาพ และให้บริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำ ให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุมอย่างเคร่งครัด สำหรับพื้นที่ที่เกิดน้ำท่วมเป็นประจำ ให้ติดตั้งเครื่องจักร เครื่องมือ และเครื่องสูบน้ำ ประจำไว้ในพื้นที่ด้วย
ในกรณีที่มีแนวโน้มจะเกิดภาวะวิกฤติน้ำท่วมหรือน้ำเอ่อล้นตลิ่งในแม่น้ำสายหลัก โครงการชลประทานในพื้นที่ จะรายงานสถานการณ์น้ำต่อผู้ว่าราชการจังหวัด ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนประชาชน ให้เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้ ยังได้ให้ทุกโครงการชลประทาน เตรียมความพร้อมด้านเครื่องจักร เครื่องมือ และเครื่องสูบน้ำ เข้าไปประจำในพื้นที่เสี่ยงภัยที่จะเกิดน้ำท่วม เพื่อให้สามารถเข้าไปช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันต่อเหตุการณ์ จึงขอให้ประชาชนติดตามสภาวะอากาศและสถานการณ์น้ำในระยะนี้อย่างใกล้ชิดต่อไปด้วย

ดันงานวิจัยไทยเพิ่มขีดความสามารถในงานมหกรรมงานวิจัยฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/293336

ดันงานวิจัยไทยเพิ่มขีดความสามารถในงานมหกรรมงานวิจัยฯ

ดันงานวิจัยไทยเพิ่มขีดความสามารถในงานมหกรรมงานวิจัยฯ

งาน มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2560 Thailand Research Expo 2017เป็นกิจกรรมสาคัญที่สานักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ หรือ วช. จัดขึ้นเป็นประจาทุกปี ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานเครือข่ายในระบบวิจัยทั่วประเทศ และองค์กรต่าง ๆ ทุกภาคส่วน โดยในปีนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 12 ระหว่างวันที่ 23 – 27 สิงหาคม 2560 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ
ศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า การจัดงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2560 (Thailand Research Expo 2017)” เป็นเวทีระดับชาติ ที่นาเสนอผลงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมการวิจัยที่มีคุณภาพ เพื่อเชื่อมโยงบูรณาการ องค์ความรู้ไปสู่การใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ ทั้งในมิติเชิงวิชาการ นโยบาย สังคม ชุมชน และพาณิชย์/อุตสาหกรรม โดยเริ่มจัดครั้งแรกเมื่อปี 2549 ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานเครือข่ายในระบบวิจัยทั่วประเทศ สาหรับในปีนี้ได้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “วิจัยเพื่อพัฒนาประเทศ สู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” กิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย นิทรรศการน้อมราลึกพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ผู้ทรงเป็นพระบิดาแห่งการวิจัยไทย นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ นิทรรศการผลงานวิจัยและกิจกรรมการวิจัยจากหน่วยงานในระบบวิจัย ภายใต้ 7 ประเด็นกลุ่มเรื่องวิจัย ได้แก่ งานวิจัยเพื่อความมั่งคง งานวิจัยเพื่อการเกษตร งานวิจัยเพื่ออุตสาหกรรม งานวิจัยเพื่อสังคม งานวิจัยเพื่อการแพทย์และสาธารณสุข งานวิจัยเพื่อพลังงาน และงานวิจัยเพื่อทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ร่วมด้วย “ผลงานวิจัยเชิงศิลปะ” และ “ผลงานวิจัยตอบโจทย์วิจัยเชิงพื้นที่” นิทรรศการผลิตผลองค์ความรู้การวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ในพื้นที่ชุมชนสังคม (Research for Community) นิทรรศการผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษา การประชุม/สัมมนาในหลากหลายประเด็น กิจกรรม Highlight Stage เป็นการนาเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรมเด่นที่น่าสนใจ กิจกรรม Thailand Research Symposium 2017 เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนนักวิจัยในสาขาวิชาการต่าง ๆ ได้มีโอกาสนาเสนอผลงานวิจัยที่มีคุณภาพต่อผู้สนใจและผู้ใช้ประโยชน์ กิจกรรม Research Clinic เป็นการให้คาปรึกษาในเรื่องของการวิจัย Thailand Research Expo 2017 Award การมอบรางวัลให้แก่หน่วยงานที่เสนอนิทรรศการผลงานวิจัยได้อย่างมีความโดดเด่น และมีคุณภาพ กิจกรรมประกวดผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษา 2560 เป็นการส่งเสริมให้นิสิตนักศึกษาในทุกระดับจากสถาบันอุดมศึกษา ได้บ่มเพาะความรู้และแรงบันดาลใจในการพัฒนานวัตกรรมได้นาเสนอผลงานนวัตกรรมและประกวดแข่งขัน การจัดแสดงและจาหน่ายผลิตภัณฑ์จากภาคเอกชนและภูมิปัญญาท้องถิ่น การแสดงและจาหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ได้จากโครงการในพระราชดาริ

ซึ่งนอกจากกิจกรรมต่าง ๆ เหล่านี้แล้ว ยังได้มีการลงนามความร่วมมือในการผลักดันผลงานวิจัยที่เสร็จสิ้นแล้วไปสู่การใช้ประโยชน์ที่กว้างขวาง อาทิ การลงนามความร่วมมือระหว่าง วช. กับบริษัทบางจาก คอร์ปอเรชั่นจากัด (มหาชน) เพื่อการนาผลงานประดิษฐ์คิดค้นของนักวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์ การลงนามความร่วมมือในการดาเนินโครงการ Innovation Hub กับสานักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา และเครือข่ายวิจัยอุดมศึกษา 9 แห่ง เพื่อสร้างเศรษฐกิจฐาน

วช.เสวนาวิจัยไขปัญหาเพื่อยุทธศาสตร์พื้นที่นำร่อง ภาคอีสาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/293324

วช.เสวนาวิจัยไขปัญหาเพื่อยุทธศาสตร์พื้นที่นำร่อง ภาคอีสาน

วช.เสวนาวิจัยไขปัญหาเพื่อยุทธศาสตร์พื้นที่นำร่อง ภาคอีสาน

               วันที่ 25 สิงหาคม 2560 เวลา 09.00 น. ณ ห้อง World Ballroom ชั้น 23 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ ภายในงานมหกรรมวิจัยแห่งชาติ 2560 โดยมีนางสาววิภารัตน์ ดีอ่อง รองเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ เป็นผู้ดำเนินรายการ และ นายชยาวุธ จันทร ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี นายพรเทพ ศักดิ์สุจริต ประธานสภาอุตสาหกรรม กลุ่มตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 รองศาสตราจารย์ ดร.ไชยณรงค์ นาวานุเคราะห์ รองประธานเครือข่ายวิจัยภูมิภาค นายวิพัฒน์ วงษ์ซารี ที่ปรึกษานายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดหนองบัวลำภู และนายเดชา อนันต์อิทธิ อาจารย์ศูนย์การศึกษา จังหวัดอุดรธานี ร่วมบรรยาย
นายชยาวุธ จันทร ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี กล่าวว่า จังหวัดอุดรธานีเป็นศูนย์กลางจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนที่มีความพร้อมสูงสุดในการพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการท่องเที่ยว การค้า      การลงทุน ซึ่งถือว่าเป็นเมืองอัจฉริยะชั้นยอด Super smart city มีความพร้อมของสถานที่ท่องเที่ยว ภาคบริการต่าง ๆ มีเส้นทางที่เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน การขนส่ง ในภาคการเกษตรมีข้าวที่ดี เช่น ข้าวหอมมะลิ ข้าวเหนียวที่ติดอันดับ การพัฒนาการนำอ้อยมาผลิตเอทานอล ทำอาหารสัตว์ และใบนำมาทำพลังงานเชื้อเพลิง การผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นอันดับ 2 รองจากภาคเหนือ การปลูกยางพารา การปลูกกล้วยหอมทอง การเลี้ยงโคเนื้อ กระบือ โคขุน การพัฒนาพืชไร่ ข้าวโพดม่วงที่มีสารอินซูลินสูง ซึ่งในยุทธศาสตร์ระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579)   และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560-2564) ได้เน้นถึงการวิจัยที่จะช่วยสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน โดยการพัฒนาวิธีคิดให้เป็นวิทยาศาสตร์ รวมถึงเน้นการพัฒนาทักษะในเรื่องภาษาอังกฤษ และหลักสูตรการศึกษาในระดับอาชีวศึกษา  เพราะอีก 10 ปีข้างหน้าจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ สัดส่วนคนในวัยแรงงานจะลดลงจึงเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไข รวมถึงปัญหาด้านการเกษตรเพื่อให้เป็นศูนย์กลางการค้าและการลงทุนในอนาคต การวิจัยที่เกี่ยวกับยุทธศาสตร์ของการพัฒนาจะทำอย่างไรถึงจะนำมาวิจัยมาสู่การพัฒนา การนำการวิจัยมาขยายผลและผลักดันให้มีการวิจัยอย่างแท้จริง
นายวิพัฒน์ วงษ์ซารี ที่ปรึกษานายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดหนองบัวลำภู กล่าวว่า จังหวัดหนองบัวลำภู ใช้ 4 ยุทธศาสตร์ในการพัฒนาจังหวัด โดยการพัฒนาสังคม ความมั่นคงภายใน สิ่งแวดล้อมและพลังงานสู่ความยั่งยืน การส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิต การค้าและบริการให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การสร้างมูลค่าเพิ่ม ผลผลิตด้านการเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์และการเพิ่มประสิทธิภาพและบริการจัดการภาครัฐ วิถีหนองบัวลำภู มุ่งเน้นชีวิตมั่นคง ชุมชนมั่งคั่ง หนองบัวลำภูยั่งยืน จังหวัดมีการมุ่งเน้นการทำเกษตรอินทรีย์โดยการใช้ศาสตร์พระราชาเป็นยุทธศาสตร์หลักมีความเป็นธรรมชาติสูง เป็นเมืองสะอาด มีการนำน้ำบาดาลซึ่งมีความปลอดภัยในการนำมาทำการเกษตร การใช้พลังงานแบบโซล่าเซล มีการทำการเกษตรอินทรีย์ที่มีคุณภาพภายใต้แบรนด์เกษตรอินทรีย์วิถีหนองบัวลำภู การใช้ QR-Code ตรวจสอบข้อมูลย้อนกลับ การจัดการกลุ่มเกษตรด้วยระบบบริษัทเพื่อสังคม งานวิจัยและนวัตกรรมที่จะต้องมีการพัฒนาต่อไปของจังหวัดหนองบัวลำภู คือ 1. อุปกรณ์เครื่องมือระบบ Smart Farming สามารถลดต้นทุน ลดขั้นตอน เวลาและแรงงานแก่เกษตรกรรายย่อยในการจัดการแปลงเกษตร 2. ระบบจัดเก็บข้อมูลกลาง 3. จัดให้มีอุปกรณ์ เครื่องมือ การปลูกและแปรรูปอ้อยอินทรีย์ สร้างแรงจูงใจในการผลิตอ้อยสะอาด ทำอย่างไรให้ชาวบ้านหรือคนในพื้นที่สามารถสร้างเทคโนโลยีด้วยตนเอง โดยเน้นการสร้างเอกลักษณ์ให้กับคนในชุมชนได้สร้างรายได้ที่ตอบโจทย์กับกลุ่มเป้าหมายที่จะเข้ามาสู่ชุมชนโดยใช้ศาสตร์พระราชา การรับรองผลิตภัณฑ์ด้านการเกษตรเน้นด้านคุณภาพและมาตรฐาน ในอนาคตต้องพึ่งพิงการวิจัยที่เกี่ยวกับน้ำ แหล่งน้ำที่มีความสะอาดต่อการทำการเกษตรอินทรีย์ เป็นต้น
นางสาววิภารัตน์ ดีอ่อง รองเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช.กำลังผลักดันการพัฒนางานวิจัยในเชิงพื้นที่โดยได้ทำแผนพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืน และสนับสนุนการจัดทำแผนพัฒนาเชิงพื้นที่เพื่อให้เกิดการลงทุนภาครัฐที่ส่งผลกระทบต่อคนส่วนใหญ่ในพื้นที่ สนับสนุนการขับเคลื่อนโดยให้มหาวิทยาลัยในพื้นที่เป็นหลักของการสร้างความรู้และข้อมูลพร้อมใช้ และสนับสนุนความเข้มแข็งของภาครัฐ/ประชาสังคม ซึ่งขับเคลื่อนโดยคนในพื้นที่ และขยายผลให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานรากด้วยการใช้ทรัพยากรในพื้นที่ให้คุ้มค่าในทุกจังหวัดอย่างยั่งยืน

แนะเกษตรกรพิจิตร ปลูกอ้อยโรงงาน และ มะพร้าวแทนทำนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/293290

แนะเกษตรกรพิจิตร ปลูกอ้อยโรงงาน และ มะพร้าวแทนทำนา

นายคมสัน  จำรูญพงษ์, แนะเกษตรกรพิจิตร, ปลูกอ้อยโรงงาน, และ, มะพร้าวแทนทำนา, สศก, Zoning, สศท12, S3N

แนะเกษตรกรพิจิตร ปลูกอ้อยโรงงาน และ มะพร้าวแทนทำนา

                    นายคมสัน  จำรูญพงษ์  รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยถึงผลการศึกษาแนวทางการบริหารจัดการเขตเกษตรเศรษฐกิจสินค้าที่สำคัญ (Zoning) โดย Agri – Map จังหวัดพิจิตร โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 12 จังหวัดนครสวรรค์ (สศท.12) ดำเนินการวิเคราะห์สภาพทางกายภาพร่วมกับสภาพทางเศรษฐกิจ และกำหนดแผนงาน/โครงการเกี่ยวกับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชเศรษฐกิจสำคัญในพื้นที่เหมาะสมมาก (S1)  ปานกลาง (S2) และการปรับเปลี่ยนการผลิตในพื้นที่เหมาะสมน้อย (S3) และไม่เหมาะสม (N) เป็นการผลิตพืชทางเลือกอื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า

สำหรับจังหวัดพิจิตร มีสินค้าเกษตรที่สำคัญ ที่มีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมสูงสุด 4 ลำดับแรก ได้แก่ ข้าวนาปี      ไข่เป็ด ส้มโอ และมะนาว สำหรับการศึกษาครั้งนี้ สศท.12 ได้ใช้ Agri-Map กำหนดพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลทางการผลิต ข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์ดังกล่าวใช้ประกอบการตัดสินใจทำการผลิตของเกษตรกร และเป็นแผนส่งเสริมการผลิตทางเกษตรที่เหมาะสมกับพื้นที่

ด้านนายชีวิต  เม่งเอียด  ผอ.สศท.12 กล่าวถึงผลการศึกษาว่า จากการใช้ Agri-Map จัดเก็บข้อมูลทางการผลิต ได้แก่ ผลผลิตต่อไร่ ต้นทุนการผลิต ราคา ผลตอบแทน และข้อมูลบัญชีสมดุลของสินค้าเกษตรที่สำคัญ               ตัวอย่างในผลการศึกษา พบว่า

                   ข้าวนาปี มีพื้นที่เหมาะสมในการเพาะปลูก คิดเป็นร้อยละ 91.90 ของเนื้อที่เพาะปลูกทั้งหมด มีพื้นที่ไม่เหมาะสมในการเพาะปลูก คิดเป็นร้อยละ 8.10 ของเนื้อที่เพาะปลูกทั้งหมด สำหรับพื้นที่ไม่เหมาะสม (S3,N) ของการปลูกข้าวจังหวัดพิจิตร สามารถปรับเปลี่ยนไปปลูกสินค้าอื่น ได้ดังนี้

ทางเลือกที่ 1 การปรับเปลี่ยนพื้นที่ไม่เหมาะสมสำหรับการปลูกข้าวเป็นพื้นที่เหมาะสมสำหรับการปลูกอ้อยโรงงานทดแทน พบว่า การปลูกข้าวในพื้นที่ไม่เหมาะสมจะให้ผลตอบแทนสุทธิไร่ละ 1,002.76 บาท หากปรับเปลี่ยนไปปลูกอ้อยโรงงานจะได้ผลตอบแทนสุทธิไร่ละ 3,841.52 บาท

ทางเลือกที่ 2 การปรับเปลี่ยนพื้นที่ไม่เหมาะสมสำหรับการปลูกข้าวโดยปลูกมะพร้าวทดแทน พบว่าการปลูกข้าวในพื้นที่ไม่เหมาะสมจะให้ผลตอบแทนสุทธิไร่ละ 1,002.76 บาท หากปรับเปลี่ยนไปปลูกมะพร้าวจะได้ ผลตอบแทนสุทธิ 5,393.21 บาท  ทั้งนี้ หากสนใจข้อมูลผลการสำรวจ สามารถขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติมและคำแนะนำได้ที่ส่วนแผนพัฒนาเขตเศรษฐกิจการเกษตร สศท.12 โทร. 056 803 525 หรือ อีเมล zone12@oae.go.th