ก.เกษตรฯ พอใจความก้าวหน้าการจัดทำข้อเสนอ THAI RICE NAMA

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/293933

ก.เกษตรฯ พอใจความก้าวหน้าการจัดทำข้อเสนอ THAI RICE NAMA

nama

ก.เกษตรฯ พอใจความก้าวหน้าการจัดทำข้อเสนอ Thai Rice NAMA

 

นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมการข้าวและหน่วยงานภาคีได้รายงานความก้าวหน้าของการจัดทำข้อเสนอและรายละเอียดโครงการ Thai Rice NAMA ต่อคณะกรรมการที่ปรึกษาโครงการที่มี พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน หลังจากที่ไทยได้รับคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 7 โครงการที่มีสิทธิยื่นขอรับการสนับสนุนจาก NAMA Facility ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้องค์การสหประชาชาติที่ได้รับการสนับสนุนทุนจากประเทศเยอรมัน อังกฤษ เดนมาร์กและสหภาพยุโรป โดยโครงการ Thai Rice NAMA ฉบับสมบูรณ์จะต้องยื่นต่อ NAMA Facility ภายในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2560 นี้ หากโครงการได้รับอนุมัติจะมีระยะเวลาดำเนินงาน 5 ปี นับตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ จากสถิติการปล่อยก๊าซมีเทนที่เกิดจากการทำนา ประเทศไทยจัดอยู่ในลำดับที่ 4 ของโลกรองจากประเทศจีน อินเดีย อินโดนิเซีย โดยไทยได้เข้าร่วมเป็นภาคี “ความตกลงปารีส” ที่มีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 20 – 25 ภายในปี พ.ศ. 2573 ขณะเดียวกันผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศมีค่านิยมที่เปลี่ยนจากการบริโภคข้าวคุณภาพต่ำไปสู่ข้าวคุณภาพสูง ความต้องการข้าวที่ผ่านการรับรองมาตรฐานและมาจากกระบวนการผลิตที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมมีแนวโน้มสูงขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ชี้ให้รัฐบาล ชาวนาไทย และผู้ประกอบการต้องตระหนักถึงความสำคัญของการผลิตที่ปลอดภัยและมาตรฐานสูง แต่อุปสรรคที่ผ่านมาคือชาวนาไทยขาดแรงจูงใจ ขาดเงินทุนและเทคโนโลยีที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม

นางสาวชุติมา กล่าวต่อไปว่า กระทรวงเกษตรฯ พอใจความคืบหน้าของการจัดทำรายละเอียดของคณะทำงาน หากข้อเสนอของเราได้รับคัดเลือก ประเทศไทยจะได้รับเงินสนับสนุนจำนวน 15 ล้านยูโร หรือประมาณ 570 ล้านบาท เพื่อใช้ในการส่งเสริมการปลูกข้าวที่ถือเป็นมาตรฐานการผลิตข้าวอย่างยั่งยืน หรือที่รู้จักในนาม SRP (Sustainable Rice Platform) แต่โครงการนี้มีความพิเศษตรงที่จะเน้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอันเกิดจากการทำนา อีกทั้งยังสอดคล้องกับนโยบายและยุทธศาสตร์ข้าวของรัฐบาล และถือเป็นมิติใหม่ของภาคการเกษตรของประเทศ ที่จะช่วยเติมเต็มโครงการยกระดับมาตรฐานการผลิตข้าวต่าง ๆ ที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ ได้แก่ การผลิตข้าวอินทรีย์และข้าวปลอดภัยมาตรฐาน GAP การผลิตข้าวแบบยั่งยืนตามแนวทาง SRP โดยเมื่อนำโครงการทั้งหมดนี้มาร้อยเรียงกันจะกลายเป็นโร้ดแมปสำคัญที่จะนำพาประเทศไปสู่ความเป็นเลิศในการผลิตข้าวมาตรฐานโลก และช่วยยกระดับความเป็นอยู่ที่ดีและยั่งยืนให้เกษตรกร

การผลิตข้าวตามมาตรฐาน SRP ที่เน้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกนี้ มีแนวคิดหลักที่สำคัญ 3 ประการ คือ 1) การส่งเสริมเทคโนโลยีแก่เกษตรกรเพื่อการผลิตที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 2) การส่งเสริมการบริการและเงินทุนแก่ผู้ให้บริการภาคเอกชนที่ให้บริการเทคโนโลยีที่ลดการปล่อยก๊าซ และ 3) การกำหนดนโยบายและการสนับสนุนเพื่อสร้างแรงจูงใจแก่เกษตรกร โดยจะใช้เทคโนโลยี อาทิ การปรับระดับพื้นที่นาด้วยเลเซอร์   การทำนาแบบเปียกสลับแห้ง การจัดการฟางและตอซัง การจัดการธาตุอาหารพืชและปุ๋ย ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพของประเทศไทยเพื่อก้าวสู่ตลาดคาร์บอน (carbon market) ต่อไปในอนาคต

“โครงการ Thai Rice NAMA มีเป้าหมายที่จะถ่ายทอดองค์ความรู้ในการผลิตให้เกษตรกรรายย่อยในเขตชลประทานภาคกลาง 6 จังหวัด ประกอบด้วย สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี ชัยนาท สิงห์บุรี และอ่างทอง รวมทั้งสิ้น 100,000 ครัวเรือน โดยคาดว่าจะทราบผลประมาณไตรมาสแรกของปี 2561 จึงขอให้ทุกฝ่ายเอาใจช่วยและลุ้นไปกับเราว่าประเทศไทยจะมีข่าวดีสำหรับชาวนาไทยอีกหรือไม่”นางสาวชุติมา กล่าว

ก.เกษตรฯชี้โครงการ “โคบาลบูรพา”เพิ่มปริมาณโคเนื้อและแพะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/293894

ก.เกษตรฯชี้โครงการ “โคบาลบูรพา”เพิ่มปริมาณโคเนื้อและแพะ

โคบาลบูรพา

ก.เกษตรฯชี้โครงการ “โคบาลบูรพา”เพิ่มปริมาณโคเนื้อและแพะ

               พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เผยถึงความก้าวหน้าการดำเนินงานโครงการโคบาลบูรพา ว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบหมายให้กรมปศุสัตว์ร่วมกับสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมชลประทาน และจังหวัดสระแก้ว จัดทำโครงการ “โคบาลบูรพา”เพื่อช่วยเหลือฟื้นฟูเกษตรกรในพื้นที่ประสบภัยแล้ง โดยปรับเปลี่ยนการปลูกข้าวในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมไปเลี้ยงปศุสัตว์  โดยส่งเสริมอาชีพปศุสัตว์ให้เกษตรกรในพื้นที่ ส.ป.ก. ที่ยึดคืนตามคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 36/2559 ลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2559 ซึ่งเป็นพื้นที่มีศักยภาพในการเลี้ยงสัตว์ โดยมีเป้าหมายพัฒนาให้จังหวัดสระแก้วเป็นเมืองแห่งปศุสัตว์ “โคบาลบูรพา” ที่สำคัญของประเทศ เนื่องจากมีทำเลที่ตั้งและลักษณะพื้นที่เหมาะสม เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนเชื่อมต่อกับประเทศกัมพูชาและเวียดนาม มีศักยภาพในการพัฒนาอุตสาหกรรมโคเนื้ออย่างครบวงจร ซึ่งจะสามารถเพิ่มผลผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการบริโภคของประชาชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคตะวันออก ลดการนำเข้าเนื้อสัตว์และการเคลื่อนย้ายสัตว์เข้าเขตปลอดโรคปากและเท้าเปื่อย และสร้างโอกาสในการผลิตเนื้อโคส่งออกตลาด AEC ในอนาคตต่อไป

ในการดำเนินโครงการดังกล่าว มีระยะเวลา 6 ปี (พ.ศ.2560 – 2565) งบประมาณรวม 970.5 ล้านบาท ประกอบด้วย 4 กิจกรรมหลัก คือ 1) ส่งเสริมการเลี้ยงแม่โคเนื้อผลิตลูก โดยอุดหนุนแม่โคเนื้อให้เกษตรกร 6,000 ราย รายละ 5 ตัว รวมแม่โคเนื้อ 30,000 ตัว 2) ส่งเสริมอาชีพเลี้ยงแพะ เพื่อส่งเสริมอาชีพทางเลือกให้เกษตรกรในพื้นที่แห้งแล้ง 3) ส่งเสริมการปลูกพืชอาหารสัตว์ สำหรับเกษตรกรผู้ได้รับการส่งเสริมให้เลี้ยงโคเนื้อและแพะ และ 4) ส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่/จัดตั้งสหกรณ์ “โคบาลบูรพา”เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานส่งเสริมการเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่
นายสัตวแพทย์อภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เผยถึงความคืบหน้าของ “โครงการโคบาลบูรพา” ว่า ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของคณะกรรมการระดับพื้นที่คัดกรองเกษตรกรเข้าร่วมโครงการฯตามเป้าหมายที่วางไว้จำนวน 6,100 ราย ซึ่งขณะนี้ได้ผ่านการคัดเลือกและผ่านประชาคมหมู่บ้านแล้ว จำนวน 3,123 ราย ส่วนที่เหลืออีก 2,977 ราย จะเสร็จสิ้นภายในสิ้นเดือนสิงหาคม 2560 นี้ และในส่วนเกษตรกรที่มีคุณสมบัติถูกต้องครบถ้วน แต่ยังไม่ได้รับการคัดเลือก เพราะผู้สนใจสมัครเกินเป้าหมายที่วางไว้ โครงการจะทำการขึ้นบัญชีไว้ในลำดับต่อไป
ในด้านการดำเนินการจัดสร้างแปลงหญ้าอาหารสัตว์ ได้ดำเนินการ แล้ว 1,020 ราย แปลงพืชอาหารสัตว์จำนวน 3,060 ไร่ ส่วนจัดสร้างคอกโค คอกแพะ และบ่อน้ำ กรมปศุสัตว์ได้รับอนุมัติเงินจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรแล้ว อยู่ระหว่างการโอนเงินให้กับองค์กรเกษตรกร
อย่างไรก็ตามขณะนี้การส่งมอบแม่โคเนื้อ ให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ จำนวน 30,000 ตัว อยู่ระหว่างการขออนุมัติกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินการการจัดหาสัตว์ ตามระเบียบฯ กฎหมายและหลักเกณฑ์ในการจัดซื้อโดยคำนึงถึงความคุ้มค่าและโปร่งใส เมื่อผ่านกระบวนการแล้ว โดยครั้งแรกจะเริ่มส่งแม่โคเนื้อให้เกษตรกรใน 3 อำเภอ พร้อมกันในเดือนตุลาคม 2560
สำหรับการจัดตั้งสหกรณ์ “โคบาลบูรพา”เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานส่งเสริมการเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่ ได้มีการดำเนินการแล้วใน 7 แห่ง คือ 1) สหกรณ์ปศุสัตว์โคบาลบูรพาอรัญประเทศ จำกัด 2) สหกรณ์ปศุสัตว์โคบาลบูรพาวัฒนา จำกัด 3) สหกรณ์ปศุสัตว์โคบาลบูรพาโคกสูง จำกัด 4) สหกรณ์ปฏิรูปที่ดินอำเภอวัฒนานคร (คทช.) จำกัด 5) สหกรณ์ปฏิรูปที่ดินอำเภออรัญประเทศ (คทช.) จำกัด 6) สหกรณ์ปฏิรูปที่ดินอำเภอโคกสูง (คทช.) จำกัด 7) สหกรณ์ปฏิรูปที่ดินอำเภอวังน้ำเย็น (คทช.) จำกัด
ทั้งนี้ โครงการนี้ฯ จะสามารถช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหาภัยแล้งในจังหวัดสระแก้วได้รับการช่วยเหลือฟื้นฟูโดยการเปลี่ยนอาชีพทางการเกษตรอื่นในพื้นที่ไม่เหมาะสมมาเลี้ยงปศุสัตว์ ให้สามารถประกอบอาชีพปศุสัตว์โดยมีรายได้ที่มั่นคง ยั่งยืน และการเพิ่มแม่โคเนื้อพันธุ์ดี กว่า 120,000 ตัว ในพื้นที่จังหวัดสระแก้วซึ่งเป็นจะเป็นการนำร่อง และเพิ่มฐานการผลิตโคเนื้อเข้าสู่ระบบการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตโคเนื้อของภาคตะวันออก เพื่อเป็นที่ต้องการของตลาดประเทศเวียดนาม ประเทศกัมพูชา และประเทศลาวและสู่อาเซียนในอนาคตต่อไป

ก.เกษตรฯเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ฝนตกอีกระลอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/293885

ก.เกษตรฯเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ฝนตกอีกระลอก

เจ้าพระยา

ก.เกษตรฯเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ฝนตกอีกระลอก

              พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำภาพรวมทั้งประเทศ ว่า จากการสรุปสถานการณ์พายุและผลกระทบต่อประเทศไทย ตั้งแต่ช่วงวันที่ 17 กรกฎาคมจนถึงปัจจุบันประเทศไทยได้รับอิทธิพลจากพายุตาลัส พายุเซินกา หย่อมความกดอากาศต่ำ พายุฮาโต๊ะ และพายุปาข่านั้น ทำให้มีน้ำท่วมขังในหลายจังหวัด ส่งผลให้มีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศรวม 50,850 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 68% แต่ยังสามารถรองรับปริมาณน้ำกรณีมีฝนตกเหนือเขื่อนได้อีก 24,000 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 32% ส่วนการบริหารจัดการน้ำได้เน้นบริเวณพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาและภาคอีสาน โดยบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยามีการระบายน้ำบริเวณท้ายเขื่อน 1,500 ลบ.ม./วินาที ซึ่งจะไม่กระทบต่อพื้นที่เพาะปลูกและพื้นที่ในเขตคันกั้นน้ำแน่นอน
ด้านนายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวเพิ่มเติมถึงความก้าวหน้าในการดำเนินการใน 2 มาตรการหลัก ตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คือ 1) ได้เร่งการระบายน้ำออกจากเขื่อนเป็นปริมาณวันละ 37 ล้าน ลบ.ม. 2) การหน่วงน้ำในพื้นที่เหนือเขื่อนเจ้าพระยา ซึ่งทำให้มีพื้นที่กักเก็บน้ำเพิ่มอีก 24 ล้าน ลบ.ม. โดยพื้นที่เป้าหมายในพื้นที่ทุ่งหน่วงน้ำ เกษตรกรในพื้นที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี โดยเริ่มทำการเพาะปลูกตั้งแต่ 1 เมษายน 2560 ปัจจุบันทำการเพาะปลูกเต็มพื้นที่เป้าหมาย จำนวน 265,000 ไร่ เก็บเกี่ยวแล้ว 230,000 ไร่ (87%) คาดว่าจะเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จทั้งหมด ภายใน 5 กันยายน 2560 สำหรับการจัดการพื้นที่ลุ่มต่ำ 1.15 ล้านไร่ เริ่มทำการเพาะปลูกตั้งแต่ 1 พฤษภาคม 2560 ปัจจุบันทำการเพาะปลูกเต็มพื้นที่และเก็บเกี่ยวแล้ว 649,254 ไร่ (56%) คาดว่าจะเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จทั้งหมด ภายในปลายเดือนสิงหาคม ถึง 15 กันยายน 2560 ซึ่งถ้าเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จจะมีพื้นที่รับน้ำรวมทั้งสิ้น 1,900 ล้าน ลบ.ม.
สำหรับสถานการณ์น้ำลุ่มน้ำชี-มูล ได้เร่งการระบายลงแม่น้ำโขง ในปัจจุบันระบายน้ำ 424 ล้าน ลบ.ม./วัน รวมทั้งการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ คือ 1) ให้เจ้าหน้าที่ติดตามสถานการณ์และตรวจสอบระบบชลประทานตลอดเวลา 2) บริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุมอย่างเคร่งครัด 3) ให้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำและเครื่องมืออื่นเตรียมพร้อมในพื้นที่ที่เคยเกิดน้ำท่วมประจำ 4) บูรณาการร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด ปภ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแจ้งเตือนประชาชน 5) ติดตามสภาพอากาศและการพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด 6) เตรียมความพร้อมของเครื่องจักร เครื่องมือ อยู่ในพื้นที่ให้สามารถช่วยเหลือได้ทันที และ 7) วางแผนการจัดจราจรน้ำ

ข้าวนาปีพื้นที่ลุ่มต่ำต.พุคา ลพบุรี รอดน้ำท่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/293880

ข้าวนาปีพื้นที่ลุ่มต่ำต.พุคา ลพบุรี รอดน้ำท่วม

บ้านพุคา

ข้าวนาปีพื้นที่ลุ่มต่ำต.พุคา ลพบุรี รอดน้ำท่วม

วันที่ 30 สิงหาคม 2560 กรมชลประทาน โดยนายพรชัย  แสงอังศุมาลี  ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโยธา (ด้านวางแผน) กรมชลประทาน พร้อมด้วย นายศักดิ์ศิริ  อยู่สุข  ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 10  ได้ลงพื้นที่ร่วมกิจกรรมเก็บเกี่ยวข้าวนาปีกับนายกองค์การบริหารส่วนตำบลพุคา และเกษตรกรในพื้นที่ตำบลพุคา อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี ในโครงการ “รวมกันสู้  อยู่อย่างพร้อม” ของมูลนิธิชัยพัฒนา ซึ่งเป็นพื้นที่นาข้าวบริเวณริมคลองชัยนาท-ป่าสัก ฝั่งซ้ายท้องที่ตำบลพุคา เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมักประสบปัญหาน้ำท่วมขังอยู่เป็นประจำ เกษตรกรในพื้นที่จึงได้เข้าร่วมโครงการปรับปฏิทินการเพาะปลูกข้าวนาปี ตามนโยบายการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ต้องการให้พื้นที่เพาะปลูกในที่ลุ่มต่ำ สามารถเก็บเกี่ยวได้ทันก่อนฤดูน้ำหลากจะมาถึง ที่สำคัญเมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จแล้ว จะได้ใช้พื้นที่ลุ่มต่ำดังกล่าวเป็นพื้นที่หน่วงน้ำ/รองรับน้ำหลาก(แก้มลิงธรรมชาติ) ทำให้สามารถตัดยอดน้ำและเก็บกักน้ำสำรองไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง ได้ประมาณ 116 ล้านลูกบาศก์เมตร ช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัยให้พื้นที่ตอนล่างของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในช่วงฤดูน้ำหลากเดือนกันยายน-ตุลาคมของทุกปี
ทั้งนี้ โครงการดังกล่าว นอกจากจะลดความเสี่ยงที่ผลผลิตข้าวจะได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมแล้ว  ยังจะทำให้เกษตรกรมีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งเกษตรกรในพื้นที่ต่างให้ความร่วมมือร่วมใจเป็นอย่างดี  และมีความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่กรมชลประทานเป็นอย่างมากอีกด้วย

กรมชลเผยน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยายังอยู่ในระดับการควบคุม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/293841

กรมชลเผยน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยายังอยู่ในระดับการควบคุม

เขื่อนเจ้าพระยา

กรมชลเผยน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยายังอยู่ในระดับการควบคุม

นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์สภาวะอากาศของศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ(SWOC) ได้รับรายงานจากกรมอุตุนิยมวิทยาว่า ในช่วงวันที่ 30 ส.ค. – 3 ก.ย. 60 ร่องมรสุมเคลื่อนขึ้นไปพาดผ่านตอนบนของภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและประเทศไทยมีกำลังอ่อนลง ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยจะมีลดลง ส่วนในช่วงวันที่ 4 – 5 ก.ย. 60 มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและภาคใต้จะมีกำลังแรงขึ้น ทำให้ประเทศไทยมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง
สถานการณ์อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ

ปัจจุบัน(30 ส.ค. 60)มีปริมาณน้ำในอ่างฯ รวมกันทั้งสิ้น 51,190 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 68 ของความจุอ่างฯรวมกันทั้งหมด มากกว่าปี 2559 รวม 13,057 ล้าน ลบ.ม. เป็นน้ำใช้การได้ 27,370 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 53 สามารถรองรับน้ำได้อีก 24,024 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก มีปริมาณน้ำรวมกัน 14,486 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 58 ของความจุอ่างฯรวมกัน ปริมาณน้ำมากกว่าปี 2559 รวม 3,524 ล้าน ลบ.ม. มีปริมาณน้ำใช้การได้ 7,790 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 43 (ปี 2559 มีน้ำใช้การได้ 4,266 ล้าน ลบ.ม.) สามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 10,385 ล้าน ลบ.ม.
ทั้งนี้ มีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีระดับน้ำสูงกว่าเกณฑ์ควบคุม(Upper Rule Curve) 9 แห่ง ดังนี้ เขื่อนกิ่วลม  เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน เขื่อนน้ำอูน เขื่อนน้ำพุง เขื่อนจุฬาภรณ์ เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนสิรินธร เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และเขื่อนบางพระ อย่างไรก็ตาม มีอ่างเก็บน้ำขนาดกลางที่มีปริมาณน้ำเก็บกักอยู่ระหว่างร้อยละ 80 – 100 มีทั้งสิ้น 155 แห่ง และอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำมากกว่าระดับเก็บกัก มีจำนวน 80 แห่ง กรมชลประทาน ได้ให้ทุกโครงการชลประทาน บริหารจัดการอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง โดยลดระดับน้ำในอ่างฯให้อยู่ในเกณฑ์การบริหารจัดการอ่างเก็บน้ำ (Rule curve) อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ(Inflow) มากกว่าความจุของอ่างฯ รวมถึงอ่างเก็บน้ำที่มีพื้นที่รับน้ำฝนขนาดใหญ่ (Watershed Area) เมื่อมีฝนตกหนักจะมีปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และมอบหมายผู้รับผิดชอบบริหารจัดการน้ำของแต่ละอ่างฯ ต้องติดตาม วิเคราะห์ และเฝ้าระวังสถานการณ์เป็นพิเศษ เพื่อให้สามารถเตรียมการรับมือกับสถานการณ์น้ำได้อย่างทันท่วงที

สำหรับสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ล่าสุด(30 ส.ค. 60)  พบว่ามีปริมาณน้ำไหลผ่านที่สถานี C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ 1,835 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที มีแนวโน้มลดลง ระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่ง 3.32 เมตร คาดว่าปริมาณน้ำสูงสุดจะไหลผ่านที่สถานี C.2 ในเกณฑ์ประมาณ 2,014 ลบ.ม./วินาที ในวันที่ 4 ก.ย. 2560 นี้ ในขณะที่ปัจจุบันมีการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ที่ 1,498 ลบ.ม./วินาที โดยบริเวณเหนือเขื่อนได้แบ่งรับน้ำเข้าสู่คลองฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออก รวมทั้งสองฝั่งวันละประมาณ 438 ลบ.ม./วินาที ซึ่งกรมชลประทานจะบริหารน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ให้เข้าคลองชลประทานให้มากที่สุดตามศักยภาพของพื้นที่ พร้อมกับทดระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาที่ไหลมาจากจังหวัดนครสวรรค์ เพื่อชะลอน้ำไว้บริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยาให้อยู่ในระดับการควบคุม(ไม่เกิน +17.00 เมตร(รทก.))
ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าปริมาณน้ำที่ไหลผ่านมาจากสถานี C.2 อ.เมืองนครสวรรค์ จะไม่ทำให้ระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยายกตัวขึ้นสูงถึงระดับ +17.00 เมตร(รทก.) ดังนั้น การระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา จึงยังคงอยู่ในอัตราไม่เกิน 1,500 ลบ.ม./วินาที ตามแผนการระบายน้ำที่ได้วางไว้ ซึ่งจะไม่ทำให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนเพิ่มสูงขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ระดับน้ำอาจมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มสูงขึ้นเล็กน้อยจากปริมาณน้ำท่าที่ไหลลงสู่แม่น้ำ(Sideflow) ทางด้านท้ายเขื่อนซึ่งจะมีปริมาณน้ำไม่มากนัก สำหรับในช่วงวันที่ 4 – 8 กันยายน 2560 จะเป็นช่วงที่น้ำทะเลหนุนสูง มีผลทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ในช่วงจังหวัดอ่างทอง พระนครศรีอยุธยา และปทุมธานี เพิ่มสูงขึ้นประมาณ 10 – 15 เซนติเมตร หลังจากวันที่ 8 กันยายน 2560 ก็จะปรับตัวเข้าสู่ภาวะปกติ
กรมชลประทาน ได้มีหนังสือแจ้งเตือนไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์, ชัยนาท, สิงห์บุรี, อ่างทอง, พระนครศรีอยุธยา,ปทุมธานี, นนทบุรี, กรุงเทพมหานคร รวมไปถึงอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำเอ่อล้นตลิ่ง ให้ติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดแล้ว

ฝนหลวงเตรียมพร้อมรับมือฤดูแล้งที่กำลังจะมาถึงพฤศจิกายนนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/293838

ฝนหลวงเตรียมพร้อมรับมือฤดูแล้งที่กำลังจะมาถึงพฤศจิกายนนี้

ฝนหลวง

ฝนหลวงเตรียมพร้อมรับมือฤดูแล้งที่กำลังจะมาถึงพฤศจิกายนนี้

  

วันที่ 30 สิงหาคม 2560 เวลา 09.30 น. นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและ  การบินเกษตร เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามสถานการณ์น้ำ เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม2560 สถานการณ์น้ำในเขื่อนสำคัญบางเขื่อนของประเทศยังมีปริมาณน้ำเก็บกักอยู่ในระดับต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ        และมีความต้องการให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตรปฏิบัติการฝนหลวงเติมน้ำในเขื่อน จำนวน 10 เขื่อน ของแต่ละภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ เขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก เขื่อนแม่กวงอุดมธารา จังหวัดเชียงใหม่             ภาคตะวันตก ได้แก่ เขื่อนวชิราลงกรณ์ เขื่อนศรีนครินทร์ จังหวัดกาญจนบุรี ภาคตะวันออก ได้แก่ เขื่อน       พระปรง จังหวัดสระแก้ว อ่างเก็บน้ำคลองสียัด จังหวัดฉะเชิงเทรา และเขื่อนพลวง จังหวัดจันทบุรี            ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ เขื่อนลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา และภาคใต้ ได้แก่ เขื่อนแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี และเขื่อนปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร จึงได้มอบหมายให้ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงที่ดูแลพื้นที่ในความรับผิดชอบ ปฏิบัติการเติมน้ำให้กับเขื่อนสำคัญ 10 เขื่อน           ให้สอดคล้องกับความต้องการดังกล่าว เพื่อเตรียมรองรับฤดูแล้งที่จะมาถึงในเดือนพฤศจิกายน 2560 และกำชับให้ระมัดระวังพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังในบางแห่งด้วย

สำหรับการปฏิบัติการฝนหลวงให้กับพื้นที่การเกษตรที่ยังมีการขอรับบริการฝนหลวงในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา โดยศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดนครราชสีมา ผลการปฏิบัติภารกิจวันที่ 28 สิงหาคม 2560 พบว่า มีฝนตกเล็กน้อยถึงปานกลาง บริเวณอำเภอปากช่อง สีคิ้ว สูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา และบริเวณพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนลำตะคอง และมีฝนตกเล็กน้อยถึงปานกลาง บริเวณพื้นที่การเกษตร อำเภอ      พัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี ส่วนการปฏิบัติการฝนหลวงทางภาคเหนือในพื้นที่เป้าหมายเขื่อนแม่กวงอุดมธาราและเขื่อนภูมิพล โดยศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดตาก พบว่า มีฝนตกเล็กน้อยบริเวณพื้นที่อำเภอดอยสะเก็ด อมก๋อย และพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา เขื่อนภูมิพล จังหวัดเชียงใหม่ และ    มีฝนตกเล็กน้อยถึงปานกลาง บริเวณพื้นที่อำเภอสามเงา จังหวัดตาก และพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนภูมิพลตอนล่าง

ทส.เร่งจัดหาแหล่งน้ำบรรเทาปัญหาไฟป่าในช่วงฤดูแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/293771

ทส.เร่งจัดหาแหล่งน้ำบรรเทาปัญหาไฟป่าในช่วงฤดูแล้ง

กรมน้ำบาดาลผนึกกรมอุทยานฯเร่งจัดหาแหล่งน้ำเพื่อเป็นพื้นที่บรรเทาปัญหาไฟป่าในช่วงฤดูแล้ง ลดความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านกับสัตว์ป่า

สืบเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดปริมาณน้ำฝนมีน้อpกว่าปกติ ทำให้ผืนป่าที่เคยอุดมสมบูรณ์เสื่อมโทรมลง สัตว์ป่าต้องออกมาหากินนอกพื้นเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและยาวนาน กรมทรัพยากรน้ำบาดาลและกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จึงร่วมกัน
ฟื้นฟูระบบนิเวศ พัฒนาแหล่งน้ำให้กับสัตว์ป่า และเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวดิน ทำให้ระบบนิเวศมีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น
ในการนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมทรัพยากรน้ำบาดาลและอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงว่าด้วยการร่วมมือพัฒนาน้ำบาดาลเพื่อรักษาระบบนิเวศและสัตว์ป่า  โดยมีพลเอกสุรศักดิ์ กาญจนารัตน์ รมว.ทรัพยากรฯให้เกียรติเป็นประธานและร่วมเป็นสักขีพยานระหว่างนายสุพจน์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาลและนายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ซึ่งขอบเขตความร่วมมือที่ทั้งสองหน่วยงานจะดำเนินการ ประกอบด้วย 1.ให้ความร่วมมือการดำเนินกิจกรรม พัฒนาระบบนิเวศ แหล่งน้ำ และแหล่งอาหารในพื้นที่
ของโครงการศึกษาการพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลเพื่อรักษาระบบนิเวศและสัตว์ป่า
2.ศึกษาเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบันจากประเทศผู้พัฒนาเทคโนโลยีการผลิตพลังงานจากแหล่ง
พลังงานความร้อนใต้พิภพ เพื่อประกอบการประเมินศักยภาพ การพัฒนาแหล่งพลังงานความร้อนใต้พิภพ
3.ร่วมกันหาแหล่งพลังงานความร้อนใต้พิภพหรือปรับปรุงแหล่งที่มีอยู่ให้เหมาะสมที่สุดสำหรับการพัฒนาเบื้องต้น และร่วมกันคัดเลือกพื้นที่ที่เหมาะสมในเขตป่าอนุรักษ์ และอยู่ในความรับผิดชอบของ
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เพื่อรักษาระบบนิเวศและแก้ปัญหาขัดแย้งคนกับสัตว์ป่า
ดังนั้น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจึงมอบหมายให้ร่วมกันแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำ โดยการพัฒนาน้ำบาดาลขึ้นมาเติมให้กับ 4 แห่ง ได้แก่ อุทยานแห่งชาติกุยบุรี อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เขตรักษาพันธุืสัตว์ป่าห้วยขาแข็งและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอ่างฤาไน รวมถึงให้ความสำคัญในพื้นที่ที่พบปัญหาไฟป่า
พลเอกสุรศักดิ์เปิดเผยถึงการบูรณาการของทั้งสองหน่วยงานในครั้งนี้ว่า กรมทรัพยากรน้ำบาดาลจะดำเนินการเจาะบ่อน้ำบาดาล เพื่อสูบน้ำและกระจายน้ำ โดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์ และน้ำบาดาลที่สูบขึ้นมาจะถูกส่งผ่านท่อลงไปยังแอ่งกระทะที่กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช จัดเตรียมไว้ สำหรับน้ำบาดาลส่วนเกินจะล้นและไหลไปเพิ่มความชุ่มชื้นให้ระบบนิเวศโดยรอบ ซึ่งวิธีดังกล่าวจะช่วยลดปัญหาขาดแคลนแหล่งน้ำและแหล่งอาหารของสัตว์ป่า ทำให้สัตว์ป่าที่เคยออกไปหากินนอกพื้นที่ได้กลับเข้าไปอาศัย และดำเนินชีวิตอยู่ในพื้นที่ป่าเช่นเคย ชาวบ้านบริเวณโดยรอบก็จะไม่มีปัญหาขัดแย้งกับสัตว์ป่าอีกต่อไป

ส่วนเรื่องการพัฒนานำน้ำพุร้อนขึ้นมาใช้เป็นแหล่งพลังงานทดแทนให้แก่โรงผลิตไฟฟ้า โรงอบแห้ง ตลอดจนโรงสปาน้ำแร่ธรรมชาติ จะเริ่มดำเนินการใน 3 พื้นที่ ได้แก่ อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน และอุทยานแห่งชาติน้ำตกหงาว ก็เป็นการสร้างพลังงานทางเลือกที่เป็นมิตร
กับสิ่งแวดล้อม และเป็นการสร้างงาน สร้างรายได้ให้แก่คนในชุมชนอย่างยั่งยืนต่อไป

กรมชลคลอดแผนแก้ปัญหาน้ำท่วม-แล้ง หนุนเขตศก.พิเศษสระแก้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/293751

กรมชลคลอดแผนแก้ปัญหาน้ำท่วม-แล้ง  หนุนเขตศก.พิเศษสระแก้ว

กรมชลคลอดแผนแก้ปัญหาน้ำท่วม-ภัยแล้ง   หนุนเขตเศรษฐกิจพิเศษสระแก้วและพื้นที่ใกล้เคียง  หวังสร้างความสมดุลอย่างยั่งยืน ต่อภาคการเกษตร อุตสาหกรรมและอุปโภคบริโภค

               ​ดร.สมเกียรติ  ประจำวงษ์  รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า  กรมชลประทานได้จัดทำแผนหลักการพัฒนาแหล่งน้ำในลุ่มน้ำห้วยพรมโหดและพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว  เพื่อรองรับการจัดตั้ง  “เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว”  ตามนโยบายของรัฐในการนำประเทศเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ กระจายความเจริญสู่ภูมิภาค ลดความเหลื่อมล้ำ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และส่งเสริมความมั่นคงของประเทศ  โดยมุ่งเน้นในการการจัดหาและบริหารจัดการน้ำให้เกิดความสมดุลยั่งยืน ต่อภาคการเกษตร อุตสาหกรรม และอุปโภคบริโภค ทั้งปัจจุบันและอนาคต และป้องกันบรรเทาปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นเป็นประจำเช่นกัน
​ทั้งนี้การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว  ซึ่งครอบคลุมพื้นที่อำเภอวัฒนานคร และอำเภออรัญประเทศ  โดยจะมีการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่ขึ้นที่ ตำบลป่าไร่ อำเภออรัญประเทศ มุ่งเน้นอุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตร เครื่องมือเกษตร พลาสติก และโลจิสติกส์  จำนวน 660 ไร่ นั้น  พื้นที่ดังกล่าวและพื้นที่ใกล้เคียงยังคงมีพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้งและปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก  โดยปัญหาภัยแล้งจะเกิดขึ้นในพื้นที่ อำเภอตาพระยา อำเภอโคกสูง และอำเภออรัญประเทศ  ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่จะต้องส่งผลผลิตเพื่อป้อนเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม  ส่วนปัญหาน้ำท่วมจะเกิดขึ้นในพื้นที่อำเภออรัญประเทศ  โดยเฉพาะย่านชุมชน และตลาดค้าชายแดน
“ในการศึกษาแผนหลักการพัฒนาแหล่งน้ำดังกล่าว  พบว่า หากต้องการแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน จะต้องดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำให้เต็มศักยภาพทั้งการสร้างแหล่งเก็บกักน้ำแห่งใหม่ การปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพแหล่งน้ำเดิม การก่อสร้างอาคารควบคุมบังคับน้ำ ระบบกระจายน้ำ รวมถึงการผันน้ำมาจากลุ่มน้ำข้างเคียง   โดยมีการกำหนดเป้าหมายแต่ละโครงการไว้ว่า เพื่อการเกษตรหรือการอุตสาหกรรมและอุปโภคบริโภค  หรือเพื่อแก้ไขปัญหาอุทกภัย” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าว
สำหรับการศึกษาแผนหลักการพัฒนาลุ่มน้ำดังกล่าว มีแผนงานที่สำคัญ 18 โครงการ จะสามารถกักเก็บน้ำได้เพิ่มขึ้นอีก 62 ล้าน ลบ.ม. และยังมีปริมาณน้ำที่ผันจากพื้นที่ลุ่มน้ำใกล้เคียงอีกประมาณ 35 ล้าน ลบ.ม./ปี   มีพื้นที่รับประโยชน์ด้านการเกษตรรวม 68,500 ไร่   โดยแยกเป็นโครงการจัดหาน้ำเพื่ออุตสาหกรรมและอุปโภคบริโภคในเขตเศรษฐกิจพิเศษ 2 โครงการ คือ โครงการเพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำคลองพระปรง ซึ่งจะ ได้น้ำใช้การเพิ่มขึ้น 10 ล้าน ลบ.ม. ต่อปี และโครงการวางท่อผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำคลองพระปรงสู่พื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งทั้ง 2โครงการอยู่ระหว่างก่อสร้างอยู่โดยกรมชลประทานและการประปาส่วนภูมิภาค ตามลำดับ
นอกจากนี้ยังมีโครงการเพื่อบรรเทาอุทกภัยพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ 3 โครงการ ได้แก่ คลองผันน้ำหลากอ้อมเมืองอรัญประเทศ  โครงการประตูระบายน้ำพร้อมสถานีสูบน้ำปลายคลองพรมโหด และโครงการพนังกั้นน้ำคลองพรมโหด  ส่วนที่เหลือ 13 โครงการ เป็นการจัดหาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรสำหรับพื้นที่บริเวณใกล้เคียงเขตเศรษฐกิจพิเศษ รองรับการเจริญเติบโตเพิ่มปริมาณและคุณภาพของผลผลิต แยกเป็นโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ 8 แห่ง ก่อสร้างฝาย 2 แห่ง เพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำเดิม 1 แห่ง และขุดลอกอ่างเก็บน้ำ 2 แห่ง  โดยมีโครงการที่พร้อมจะดำเนินการได้ทันที 1 แห่ง คือโครงการอ่างเก็บน้ำแซร์ออ อำเภอวัฒนานคร ความจุ 2.34 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งกรมชลประทานมีแผนก่อสร้างในปี พ.ศ.2561​
ส่วนอีก 12 โครงการในแผนที่เหลือได้ทำการจัดลำดับความสำคัญของโครงการ และนำมาศึกษาความเหมาะสมและศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม(IEE) จำนวน 5 โครงการ โดยแบ่งเป็น  โครงการแก้ไขปัญหาภัยแล้งและจัดหาน้ำพื้นที่เกษตร 3 โครงการ  และโครงการแก้ไขปัญหาอุทกภัยพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ 2 โครงการ
สำหรับโครงการแก้ไขปัญหาภัยแล้งและจัดหาน้ำพื้นที่เกษตรทั้ง 3 โครงการ ประกอบด้วย 1.โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยสะโตน อำเภอตาพระยา เป็นอ่างฯขนาดกลางมีความจุ 21 ล้าน ลบ.ม. สามารถบรรเทาปัญหาในพื้นที่แห้งแล้งในเขตอำเภอตาพระยา ประมาณ 10,000 ไร่ อย่างไรก็ตามโครงการนี้จะมีพื้นที่อ่างเก็บน้ำอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติตาพระยา ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก    2.โครงการประตูระบายน้ำบ้านคลองยาง ตำบลผักขะ อำเภอวัฒนานคร ซึ่งเดิมเป็นทำนบดินสร้างปิดลำห้วยพรมโหด แต่ถูกน้ำพัดจนขาดเมื่อปี 2553 ต่อมาได้สร้างเป็นท่อลอดถนน หากก่อสร้างเป็นประตูระบายน้ำคลองยาง จะสามารถกักเก็บน้ำในลำน้ำได้  629,000 ลบ.ม.  โครงการนี้นอกจากจะแก้ปัญหาภัยแล้งแล้วยังสามารถในการบริหารจัดการน้ำเพื่อบรรเทาปัญหาอุทกภัยได้อีกด้วย
และ3.โครงการอ่างเก็บน้ำบ้านหนองบัวเหนือ   ปัจจุบันเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กของกรมชลประทานตั้งอยู่ที่ ตำบลหันทราย อำเภออรัญประเทศ มีความจุประมาณ 400,000 ลบ.ม. โครงการนี้จะพัฒนาเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดกลางให้สามารถเก็บกักน้ำได้ 7.65 ล้าน ลบ.ม. โดยการจัดซื้อที่ดินหน้าอ่างฯประมาณ 1,000 ไร่ ขุดเป็นสระขนาดใหญ่ความลึกประมาณ 5 เมตร  พร้อมทั้งปรับปรุงทางระบายน้ำล้นเดิม(spillway) ให้เป็นอาคารระบายน้ำล้นแบบประตูระบายน้ำ  ซึ่งทั้งโครงการประตูระบายน้ำบ้านคลองยาง และโครงการอ่างเก็บน้ำบ้านหนองบัวเหนือ  สามารถดำเนินการก่อสร้างพร้อมกันได้  เนื่องจากที่ตั้งของโครงการอยู่ในลุ่มน้ำเดียวกันคือ ลุ่มน้ำพรมโหด แหล่งน้ำของเขตเศรษฐกิจพิเศษ สามารถบริหารจัดการน้ำร่วมกันได้
ทางด้าน นายวัลลภ วรนาม ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหนองบัว ซึ่งเป็นผู้นำชุมชนและอยู่ในพื้นที่นี้มานาน กล่าวว่าในเบื้องต้นหากการพัฒนาจะทำให้คนในชุมชนดีขึ้นก็เห็นด้วยในหลักการแต่ต้องมาพิจารณารายละเอียดของโครงการอีกครั้งว่าจะมีผลกระทบและจะมีแนวทางในการดูแลชาวบ้านที่มีการถือครองที่ดินจำกัดอย่างไร และทุกภาคส่วนการใช้น้ำจะได้รับประโยชน์จากการพัฒนาอย่างแท้จริง

​ส่วนโครงการแก้ไขปัญหาอุทกภัยพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ 2 โครงการนั้นประกอบด้วย 1.โครงการคลองผันน้ำเลี่ยงเมืองอรัญประเทศ ซึ่งมีความเหมาะสมมากที่สุดที่จะต้องเร่งดำเนินการ และ2. โครงการประตูระบายน้ำและสถานีสูบน้ำปลายห้วยพรมโหด พร้อมพนังป้องกันน้ำท่วม โดยทั้งสองโครงการจะช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ตอนล่างของลุ่มน้ำห้วยพรมโหด โดยเฉพาะบริเวณชุมชนเมืองอรัญประเทศ และย่านการค้าชายแดนได้อย่างมีนัยสำคัญ จึงได้คัดเลือกทั้งสองโครงการ เพื่อศึกษาความเหมาะสมและศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น (IEE) ต่อไป

เตือนระดับน้ำเจ้าพระยาตอนบนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/293745

เตือนระดับน้ำเจ้าพระยาตอนบนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

กรมชลประทาน, SWOC, ลบม, Upper Rule Curve, Rule curve, Inflow, Watershed Area, ระหว่างวันที่ 29 สค – 4 กย 60, รทก, Sideflow

เตือนระดับน้ำเจ้าพระยาตอนบนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

 

            นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์สภาวะอากาศของศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ(SWOC) ได้รับรายงานจากกรมอุตุนิยมวิทยาว่า ในช่วงวันที่30 ..- 3 .. 60 ร่องมรสุมจะเลื่อนขึ้นไปพาดผ่านตอนบนภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน และภาคใต้มีกำลังอ่อนลง ทำให้ประเทศไทยมีฝนลดลง แต่ยังคงมีฝนตกหนักบางพื้นที่ในภาคเหนือ

             สถานการณ์อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ล่าสุดวันที่ 29..60 มีปริมาณน้ำในอ่างฯ รวมกันทั้งสิ้น 50,850 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ..) คิดเป็นร้อยละ 68 ของความจุอ่างฯรวมกันทั้งหมด มากกว่าปี 2559 รวม 12,907 ล้าน ลบ.. เป็นน้ำใช้การได้ 27,031 ล้าน ลบ.. คิดเป็นร้อยละ53 (ปี 2559 มีน้ำใช้การได้ 14,124 ล้าน ลบ..) สามารถรองรับน้ำได้อีก 24,364 ล้าน ลบ.. หรือคิดเป็นร้อยละ 32 ของความจุอ่างฯรวมกัน เฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 14,359 ล้าน ลบ.. คิดเป็นร้อยละ58 ของความจุอ่างฯรวมกัน ปริมาณน้ำมากกว่าปี 2559 รวม3,496 ล้าน ลบ.. มีปริมาณน้ำใช้การได้ 7,663 ล้าน ลบ.. คิดเป็นร้อยละ 42 (ปี 2559 มีน้ำใช้การได้4,167 ล้าน ลบ..) สามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 10,512 ล้าน ลบ..

            ทั้งนี้ มีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีระดับน้ำสูงกว่าเกณฑ์ควบคุม(Upper Rule Curve) 8 แห่ง ดังนี้ เขื่อนกิ่วลม เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน เขื่อนน้ำอูน เขื่อนน้ำพุง เขื่อนจุฬาภรณ์ เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนสิริธร และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ส่วน อ่างเก็บน้ำขนาดกลางมีปริมาณน้ำเก็บกักอยู่ระหว่างร้อยละ 80 – 100 มีทั้งสิ้น 161 แห่ง และอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำมากกว่าระดับเก็บกัก มีจำนวน 66 แห่ง กรมชลประทาน ได้ให้ทุกโครงการชลประทาน บริหารจัดการอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง โดยลดระดับน้ำในอ่างฯให้อยู่ในเกณฑ์การบริหารจัดการอ่างเก็บน้ำ (Rule curve) อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ(Inflow) มากกว่าความจุของอ่างฯ รวมถึงอ่างเก็บน้ำที่มีพื้นที่รับน้ำฝนขนาดใหญ่(Watershed Area) เมื่อมีฝนตกหนักจะมีปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และมอบหมายผู้รับผิดชอบบริหารจัดการน้ำของแต่ละอ่างฯ ต้องติดตาม วิเคราะห์ และเฝ้าระวังสถานการณ์เป็นพิเศษ เพื่อให้สามารถเตรียมการรับมือกับสถานการณ์น้ำได้อย่างทันท่วงที

          อย่างไรก็ตามศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ กรมชลประทาน ได้คาดการณ์ปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ล่วงหน้า 7 วัน (ระหว่างวันที่ 29 .. – 4 .. 60) โดยการใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ พบว่าปริมาณน้ำที่สถานี C.2 .เมืองนครสวรรค์ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น คาดว่าปริมาณน้ำสูงสุดจะไหลผ่านที่สถานี C.2 ในเกณฑ์ประมาณ 2,014 ลบ../วินาที ในวันที่ 4 .. 2560 นี้ ในขณะที่ปัจจุบันมีการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ที่ 1,498 ลบ../วินาที โดยบริเวณเหนือเขื่อนได้แบ่งรับน้ำเข้าสู่คลองฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออก รวมทั้งสองฝั่งวันละประมาณ 398 ลบ../วินาที การทดระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ที่ไหลมาจากจังหวัดนครสวรรค์ ทำให้ระดับน้ำทางด้านเหนือเขื่อนสูงขึ้นจากเมื่อวาน 12เซนติเมตร อยู่ที่ระดับ +15.99 .รทก.(บริเวณด้านเหนือเขื่อนเจ้าพระยาสามารถรับน้ำได้จนถึงระดับ+17.00 เมตร(รทก.))

              ดังนั้น ปริมาณน้ำที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นที่สถานี C.2 .เมืองนครสวรรค์ ทำให้คาดว่าระดับเหนือเขื่อนเจ้าพระยา จะไม่ยกตัวขึ้นสูงถึงระดับ +17.00 เมตร(รทก.) การระบายผ่านเขื่อนเจ้าพระยา จึงยังคงอยู่ในอัตราไม่เกิน 1,500 ลบ../วินาที ตามแผนการระบายน้ำที่ได้วางไว้ ซึ่งจะไม่ทำให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนเพิ่มสูงขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ระดับน้ำอาจมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มสูงขึ้นเล็กน้อยจากปริมาณน้ำท่าที่ไหลลงสู่แม่น้ำ(Sideflow) ทางด้านท้ายเขื่อนซึ่งจะมีปริมาณน้ำไม่มากนัก สำหรับในช่วงวันที่ 4 – 8 กันยายน 2560 จะเป็นช่วงที่น้ำทะเลหนุนสูง มีผลทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ในช่วงจังหวัดอ่างทอง พระนครศรีอยุธยา และปทุมธานี เพิ่มสูงขึ้นประมาณ 10 – 15 เซนติเมตร หลังจากวันที่ 8 กันยายน 2560 ก็จะปรับตัวเข้าสู่ภาวะปกติ

              กรมชลประทาน ได้มีหนังสือแจ้งเตือนไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์, ชัยนาท, สิงห์บุรี,อ่างทอง, พระนครศรีอยุธยา,ปทุมธานี, นนทบุรี, กรุงเทพมหานคร รวมไปถึงอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำเอ่อล้นตลิ่ง ให้ติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดแล้ว

เปิดรับเกษตรกรเข้าร่วมโครงการฟื้นฟูที่ได้รับผลกระทบอุทกภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/293624

เปิดรับเกษตรกรเข้าร่วมโครงการฟื้นฟูที่ได้รับผลกระทบอุทกภัย

พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ, เปิดรับ, เกษตรกร, เข้าร่วม, โครง, การฟื้นฟู, ที่, ได้รับ, ผลกระทบ, อุทกภัย

เปิดรับเกษตรกรเข้าร่วมโครงการฟื้นฟูที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย

 

พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการด้านการฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ได้มีมติเห็นชอบมาตรการฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรเกษตรกรภายหลังได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ในเขตพื้นที่ตามประกาศเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ของกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งแต่ช่วงวันที่ 5 กรกฎาคม 2560 ถึงวันที่ 15 กันยายน 2560 เพื่อสนับสนุนการสร้างความเข็มแข็งแก่องค์กรเกษตรกร และเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนและผลกระทบจากอุทกภัย ให้ได้รับการฟื้นฟูอาชีพเกษตรกรรมหรือกิจกรรมทางการเกษตร

ซึ่งได้รับความเสียหายจากอุทกภัยนั้น คณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเฉพาะกิจ จึงกำหนดให้เปิดรับโครงการฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรเกษตรกรภายหลังได้รับผลกระทบจากอุทกภัย โดยมีระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2560 จนถึงวันที่ 15 กันยายน 2560 กรอบงบประมาณ 82,018,865 บาท และให้องค์กรเกษตรกรกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรที่ประสงค์จะขอรับการสนับสนุน ยื่นเสนอโครงการฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรเกษตรกรภายหลังได้รับผลกระทบจากอุทกภัยได้ ณ สำนักกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร สาขาจังหวัด ในท้องที่ที่องค์กรเกษตรกรตั้งอยู่ โดยให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และแบบเสนอโครงการที่คณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาการเกษตรกรเฉพาะกิจกำหนด

สำหรับหลักเกณฑ์การพิจารณาโครงการฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรเกษตรกรภายหลังได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ประกอบด้วย 1. การสนับสนุนงบประมาณ ประเภทเงินอุดหนุน ให้พิจารณาตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง แต่ไม่เกินองค์กรละ 30,000 บาท โดยเกษตรกรสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการต้องเป็นสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร และขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

2. กิจกรรมในโครงการที่เสนอรับการสนับสนุนต้องไม่ซ้ำซ้อนกับกิจกรรมที่ได้รับความช่วยเหลือจากมาตรการช่วยเหลืออื่น ๆ ของรัฐ และ 3. หลักเกณฑ์การสนับสนุนการดำเนินงานโครงการฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรเกษตรกรภายหลังได้รับผลกระทบจากอุทกภัย โดยสนับสนุนค่าใช้จ่ายในด้านต่าง ๆ ได้แก่ 3.1) ด้านการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของกิจกรรมกลุ่ม อาทิ สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการดำเนินการปรับเกลี่ยพื้นที่ รวมถึงค่าซ่อมแซมวัสดุ และค่าเครื่องมือประกอบอาชีพ 3.2) ด้านการแปรรูปผลผลิตและผลิตภัณฑ์การเกษตร โดยสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดหาผลผลิตและผลิตภัณฑ์การเกษตรเพื่อการนำมาแปรรูปและเพิ่มมูลค่าผลผลิต และ 3.3) ด้านการรวบรวมผลผลิตเชื่อมโยงตลาด